Category: ไอที

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • เลือกตั้ง’69: ภท.แฉกลับ! ปมเพื่อไทยระงับ “เงินดิจิทัล” ชี้โยกงบ 1.57 แสนลบ. เข้ากระเป๋าผู้รับเหมา : อินโฟเควสท์

    นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีนางมนพร เจริญศรี ผู้สมัคร สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) ปราศรัยกล่าวหาพรรคเสียงข้างน้อย นำงบ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ไปทำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ประชาชนสูญเสียประโยชน์ ว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี และดำเนินต่อมาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งในที่สุด ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากถูกทักท้วงจากหลายหน่วยงาน

    อีกทั้งมีคำถามเรื่องกระบวนการสร้าง Token หรือสกุลเงินดิจิทัลใหม่ ซึ่งถึงเวลาน่าสงสัยว่าอาจเกี่ยวโยงไปถึง MOU กับบริษัทในสิงคโปร์ ที่นายเบน สมิธ อยู่เบื้องหลัง ในสมัยที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งปัจจุบัน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี กำลังตรวจสอบอยู่

    นายศุภชัย ย้ำว่า เมื่อรัฐบาลทำโครงการแจกเงินหมื่นไม่ได้ งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท แทนที่จะแจกเงินคนละ 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรงให้แก่ประชาชน กลับพลิกโครงการโดยนำเงินไปสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างถนน สร้างอาคาร พัฒนาแหล่งน้ำ แทนที่จะจ่ายเงินถึงมือชาวบ้าน แต่เปลี่ยนเป็นเอาเงินงบประมาณไปให้ผู้รับเหมา โดยรัฐบาลอ้างว่าเพื่อกระตุ้น GDP ในระยะยาว

    “นี่คือสิ่งที่ต้องตอบกับประชาชนว่า เหตุผลที่ต้องระงับไปเพราะอะไร เงิน 1.57 แสนล้านบาท ในที่สุด กลายเป็นเงินเข้ากระเป๋าผู้รับเหมารายใหญ่ทั้งหลาย ที่ผมพูดมา เพื่อตอกย้ำว่าสิ่งที่ สส.มนพร พูด มันเป็นการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย เมื่อท่านระงับแล้ว เงินดังกล่าวยังอยู่กับรัฐบาลแพทองธาร เรื่องนี้เราดำเนินคดีกับท่านแน่นอน อยู่ระหว่างยื่นเรื่องต่อ กกต. ฝากถึงพี่น้องชาวนครพนม ที่ได้ฟัง โปรดรับรู้ว่าเรื่องที่นางมนพรพูด ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย” นายศุภชัยกล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15CNW_KhGI2ZsAl9Om15UP

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L