Category: ไอที

  • ไม่มีผล แอบตามรอยผ่านเว็บ เมินคำสั่ง ปฏิเสธคุกกี้

    ไม่มีผล แอบตามรอยผ่านเว็บ เมินคำสั่ง ปฏิเสธคุกกี้

    ปฏิเสธคุกกี้

    กดปุ่ม ปฏิเสธคุกกี้ ไปก็ไร้ผล? รายงานปี 2026 แฉยักษ์ใหญ่ Google, Meta และ Microsoft เมินคำสั่ง Reject บนเว็บกว่า 55%

    หลายปีที่ผ่านมา เวลาเราเข้าเว็บไซต์ต่างๆ มักจะมีแถบข้อความกวนใจเด้งขึ้นมาถามว่า จะยอมรับหรือปฏิเสธคุกกี้ ซึ่งเราหลายคนก็เลือกที่จะกด Reject หรือ ปฏิเสธทั้งหมด เพราะหวังว่าจะรอดพ้นจากการโดนตามรอยเพื่อเอาข้อมูลไปยิงโฆษณา แต่รายงานล่าสุดกำลังจะบอกเราว่า ปุ่มที่คุณกดไปนั้น… อาจไม่มีผลอะไรเลย

    ผลการตรวจสอบอิสระจาก webXray บริษัทตรวจสอบข้อมูลในแคลิฟอร์เนีย ที่เผยแพร่เมื่อมีนาคม 2026 ระบุว่า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google, Microsoft และ Meta ส่วนใหญ่เลือกที่จะเมินคำสั่งปฏิเสธคุกกี้ของผู้ใช้งาน โดยผลการตรวจสอบพบว่ากว่า 55% ของเว็บไซต์ยังคงฝังคุกกี้ติดตามตัว แม้ผู้ใช้จะกดปฏิเสธไปแล้ว และที่น่าตกใจกว่าคือ 78% ของแบนเนอร์ขอความยินยอมนั้นไม่ได้ทำหน้าที่บังคับใช้ตามที่ผู้ใช้เลือกเลย

    ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? พวกเขาอาจยอมจ่ายค่าปรับเสียดีกว่า เพราะกำไรจากข้อมูลมันมหาศาลกว่า
    Timothy Libert ผู้ก่อตั้ง webXray และอดีตวิศวกรด้านความเป็นส่วนตัวของ Google ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ในสายตาของผู้บริหารระดับสูงค่าปรับ มหาศาลจากการละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัว ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ “ภาษี” อย่างหนึ่งในการทำธุรกิจเท่านั้น โดยจากการประเมินพบว่า

    – Google เมินคำสั่งปฏิเสธสูงถึง 86% และยังคงติดตามผู้ใช้ในเว็บไซต์ต่างๆ กว่า 77% คาดว่าต้องยอมจ่ายค่าปรับสูงถึง 2.31 พันล้านดอลลาร์

    – Microsoft เมินคำสั่งประมาณครึ่งหนึ่ง และยังตามรอยผู้ใช้อยู่ 35% ของไซต์ลูกค้า คาดการณ์ค่าปรับที่ 390 ล้านดอลลาร์

    – Meta (Facebook/Instagram) หนักที่สุดคือโค้ดติดตามของ Meta แทบจะไม่ตรวจสอบสัญญาณการปฏิเสธ (Opt-out) เลยด้วยซ้ำ คาดว่ามียอดรวมค่าปรับสะสมที่อาจสูงถึง 9.3 พันล้านดอลลาร์

    แน่นอนว่าทั้งสามบริษัทไม่ได้นิ่งเฉยและออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดย Microsoft ชี้แจงว่าคุกกี้บางส่วนมีความจำเป็นต่อการทำงานของเว็บไซต์ ขณะที่ Meta อ้างว่าการตั้งค่าบางอย่างของตัวเว็บไซต์เองอาจไปเขียนทับคำสั่งปฏิเสธของผู้ใช้งาน

    เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ไม่มีอยู่จริง ตราบใดที่โมเดลธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ยังฝากไว้กับโฆษณา ข้อมูลพฤติกรรมการคลิก การอ่าน หรือการค้นหาของคุณคือทองคำที่มีมูลค่ามากกว่าค่าปรับที่หน่วยงานรัฐเรียกเก็บเสียอีก

    ในมุมของคนไอที สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Privacy Theater หรือการสร้างภาพว่าเรามีสิทธิ์เลือก แต่ในทางเทคนิคเบื้องหลัง ระบบกลับทำงานไปอีกทาง หากบริษัทเทคโนโลยียังมองว่าค่าปรับพันล้านคือต้นทุนที่ยอมจ่ายได้ เพื่อแลกกับกำไรหมื่นล้าน

    เราในฐานะผู้บริโภคก็คงทำได้เพียงพึ่งพาเครื่องมือเสริมอย่าง Browser ที่เน้นความเป็นส่วนตัวจริงๆ เช่น Brave หรือ DuckDuckGo หรือการใช้ Extension ประเภท Privacy Badger เพื่อบล็อกการติดตามด้วยตัวเองอีกชั้นหนึ่ง เพราะลำพังแค่ปุ่ม Reject บนหน้าเว็บ… ดูเหมือนจะเชื่อใจไม่ได้อีกต่อไป…

    ที่มา

    techspot

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/no-effect-tracking-via-the-web-ignoring-commands-refusing-cookies/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O7SzKcTfudsOvphhE-W1P

  • เพจดังจับโป๊ะ “อินฟลูไอที” ถล่ม “ยศนันท์” ลุยเซ็ท “ห้องปลอดฝุ่น” เพราะไม่มี ปชน. | TOPNEWS

    เพจดังจับโป๊ะ “อินฟลูไอที” ถล่ม “ยศนันท์” ลุยเซ็ท “ห้องปลอดฝุ่น” เพราะไม่มี ปชน. | TOPNEWS

    เพจดังจับโป๊ะ “อินฟลูไอที” ถล่ม “ยศนันท์” ลุยเซ็ท “ห้องปลอดฝุ่น” เพราะไม่มี ปชน.

    • เผยแพร่ : 20/04/2026 19:24

    เพจดังจับโป๊ะ “ห้องปลอดฝุ่น” สมรภูมิเดือด ส้ม-แดง “อินฟลูไอที” ถล่ม “ยศนันท์” เพราะไม่มี ปชน. ในสมการ กลัวเสียฐานเสียงจนต้องตั้งป้อมวิจารณ์?

    #topnewstv #ห้องปลอดฝุ่น #PM25

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1552394&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_FgTyUOraw-fWCxV1FKBa

  • เทนนิสหญิงไทย U14 บุกมาเลเซีย ลุยศึก ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ ลุ้นตั๋วโลก

    เทนนิสหญิงไทย U14 บุกมาเลเซีย ลุยศึก ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ ลุ้นตั๋วโลก

    ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ออกเดินทางสู้ศึก 2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส รอบคัดเลือกที่มาเลเซีย นายกสุชัย มั่นใจเด็กไทยมีลุ้นคว้าโควตาไปรอบชิงแชมป์โลก

    นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม นายกสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยความเคลื่อนไหวล่าสุดของทัพนักหวดเยาวชนไทย โดยสมาคมได้ส่งนักกีฬา เทนนิสเยาวชนหญิงทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ออกเดินทางเมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันรายการ 2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส (2026 ITF World Junior Tennis) รอบคัดเลือกโซนเอเชีย/โอเชียเนีย (Asia/Oceania Finals Qualifying Event) ณ เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 21-26 เมษายน 2569

    สำหรับรายชื่อนักหวดเยาวชนหญิงทีมชาติไทยชุดนี้ ประกอบด้วย

    • พลอยเพชร ด้วงเขียว (น้องพลอย) จากสงขลา

    • อัญวีณ์ ไพศาลภาณุวงศ์ (น้องจ๊ะจ๋า) จากเชียงใหม่

    • ศรุดา สุดตา (น้องเอมมี่) จากกรุงเทพฯ โดยมี จ่าสิบเอก สหทัศน์ ศุภกิจ (โค้ชจิม) รับหน้าที่ผู้ฝึกสอน และ นายอนุชิต เรือนก้อน ทำหน้าที่เทรนเนอร์

    นายกสมาคมกีฬาลูกสักหลาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากจบการแข่งขันของทีมหญิง ทางสมาคมจะส่งนักกีฬา เทนนิสเยาวชนชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี เดินทางไปแข่งขันรายการเดียวกัน ณ เมืองกูชิง ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 เพื่อคัดเลือกตัวแทนโซนเอเชีย/โอเชียเนีย ไปแข่งขันรอบไฟนอลส์ชิงแชมป์โลกต่อไป

    ในส่วนของทัพนักกีฬาชาย ประกอบด้วย

    • ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล (น้องอันปัน) จากกรุงเทพฯ

    • วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ (น้องแทน) จากกรุงเทพฯ

    • ฟาโรห์ โกวิทวัฒนชัย (น้องฟาโรห์) จากชลบุรี โดยมี เดนิส เขียวรักษา (น้องเดนิส) จากชลบุรี เป็นนักกีฬาสำรอง ขณะที่ พชรพล คำสมาน (โค้ชเอ็กซ์) รับหน้าที่ผู้ฝึกสอน และ นายพันธุ์ทิวา ชาวอุทัย เป็นเทรนเนอร์

    “ผมขอขอบคุณผู้ฝึกสอน สตาฟฟ์โค้ช และคณะทำงานทุกคนที่เตรียมความพร้อมให้นักกีฬา โดยเป้าหมายสำคัญคือการพยายามคว้าโควตาไปแข่งขันรอบสุดท้ายของโลกให้ได้ ขออวยพรให้ทุกคนเดินทางปลอดภัยและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้” นายสุชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/102615/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38G8x5Q01Fm4fW2pgejZi_

  • ชิปก็แพง แรงซื้อก็หด! สงครามอิหร่าน สะท้านวงการไอทีแค่ไหน?

    ชิปก็แพง แรงซื้อก็หด! สงครามอิหร่าน สะท้านวงการไอทีแค่ไหน?

    ความตึงเครียดของสถานการณ์โลกที่กำลังคุกรุ่น ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกระนาบเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคยดูเหมือนจะลอยตัวเหนือวิกฤตได้เสมอ

    วันนี้ KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที พามาพูดคุยกับ โอภาส เฉิดพันธุ์ แม่ทัพใหญ่แห่ง MVP ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการสมาร์ตโฟนไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อถอดรหัสผ่านหน้างาน Thailand Mobile Expo (TME) ครั้งที่ผ่านมาว่าในวันที่คนไม่กล้าใช้เงิน และเสียงปืนเสียงระเบิดในตะวันออกกลางดังขึ้น วงการไอทีไทยสบายดีไหม กำลังปรับตัวอย่างไร และอะไรคือความหวังใหม่ในรอบถัดไป

    คลื่นความกังวลใจในไฟสงคราม

    ในช่วงเริ่มต้นของงาน TME ครั้งนี้ ยอมรับว่ามีความกังวลเกิดขึ้นในใจของผู้จัดงานไม่น้อย เนื่องจากสภาวะสงครามในต่างประเทศส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตวิทยาของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โอภาส เปิดเผยถึงความกังวลในช่วงแรกว่า “ตอนแรกสุด เราเองกังวลว่าคนน่าจะน้อย เนื่องจากว่าสถานการณ์สงครามด้วย แล้วคนก็ถูกบอกมาว่าอย่าเพิ่งใช้เงิน เช่นภาครัฐเนี่ยให้หยุดงานเวิร์คฟอร์มโฮม แล้วก็ให้ทุกคนประหยัดเพราะว่ามีเรื่องสงคราม เราก็กังวล ซึ่งจริงๆ ก็มีผลอยู่ร่วมวันสองวันแรก เพราะว่าก็มีคนมาเดินน้อยลง และมีการซื้อของน้อยลงจริง”

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์ พลังของโปรโมชั่นและการเป็นสินค้าที่ “ต้องใช้” ก็ทำให้ผู้คนยังคงหลั่งไหลเข้ามา โดยผู้จัดงานรายนี้ให้มุมมองว่า “ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ สุดท้ายคนก็มาซื้ออยู่ดี เพราะว่ามีโปรโมชั่น เป็นการชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนยังอยากซื้อของเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการสื่อสาร เพราะว่าอย่างไรก็เป็นของที่ต้องใช้ตลอด แล้วก็เป็นการอัปเดตเทรนด์ด้วย มันคือทำให้ชีวิตดีขึ้น”

    ปรากฏการณ์ซ่อมก่อนซื้อ!

    ความแตกต่างของงานรอบนี้จากงานครั้งก่อนๆ ที่โอภาสสะท้อนให้เห็นคือการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคจากการซื้อใหม่ไปสู่การดูแลเครื่องเก่าอย่างจริงจัง

    “ในรอบนี้เราสังเกตได้เลยว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนจากการที่จะซื้อเครื่องใหม่มาเป็นการบำรุงรักษาเครื่องเดิม แล้วก็ซื้อของลดราคามากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยอดซื้อจริงๆ ก็ไม่ได้ตกเยอะเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น แต่ว่าก็ตกตามสภาวะเศรษฐกิจนั่นแหละครับ”

    ความต้องการซ่อมแซมพุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นภาพจำใหม่ของงาน นอกจากนี้โอภาสยังลงรายละเอียดลึกไปถึงกลุ่มอุปกรณ์เสริมที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่า “พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนชัดเจน เนื่องจากการตึงตัวทางเศรษฐกิจเนี่ยมาดูแลเครื่อง ซึ่งปกติเนี่ยแบตเสื่อม เราซื้อใหม่ แต่ตอนนี้คนยินดีจะเปลี่ยนแบตเยอะมากในงาน ซึ่งก็ไม่เคยเห็นเยอะขนาดนี้มาก่อน เปลี่ยนแบต ซ่อมจอ เปลี่ยนเคส ดูแลอย่างอื่น ซื้อฟิล์มกันรอยกล้องด้านหลัง อะไรต่างๆ เยอะมากครับ ในงานนี้ยอดของแนวดูและรักษาเครื่องถือว่าขึ้นเยอะมาก”

    กำแพงราคากับสถานการณ์ชิปแพง

    ปัจจัยที่ทำให้คนไทยต้องหันหลังให้เครื่องใหม่ไม่ได้มีแค่เรื่องสงคราม แต่เป็น “ราคา” ที่พุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ โอภาสชี้ให้เห็นถึงต้นเหตุสำคัญว่า

    “เครื่องใหม่นี่ 50,000 อัปทั้งนั้นเลย OPPO Find N6 เปิดมา 80,000 บาทอย่างนี้ ราคาสูงมาก เหตุผลก็คือชิปขาดแคลน ค่าเครื่องก็เลยแพงขึ้นไปโดยปริยาย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนมาหาซื้อเครื่องมือสองเยอะ เพราะจริงๆ มันไม่ได้ต่างขนาดนั้นสำหรับตัวใหม่กับตัวเก่าครับ”

    นอกจากนี้ สภาวะจิตใจที่ถูกกดทับจากปัจจัยภายนอกยังส่งผลต่อการถือเงินสดไว้ในมือ แม่ทัพใหญ่แห่ง MVP บอกว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้เพียงทำให้คนไม่อยากขับรถหรือเดินทางเท่านั้น

    “พอมีเรื่องน้ำมันแพงเกิดขึ้น มันมีผลทางสภาพจิตใจว่าไม่อยากซื้อเครื่องใหม่ เก็บเงินไว้ก่อน เพราะว่าของกินของใช้จะแพงขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า น้ำมันแพงเลยทำให้ทุกอย่างดูอึมครึมไปหมดครับ คนไม่กล้าใช้เงิน รู้สึกว่าอยากจะเก็บเงินสดไว้ด้วยเผื่อฉุกเฉิน”

    AI จุดเปลี่ยนที่จะทำให้วงการไอทีไม่ต้อง ‘เจ็บ’ จนตาย

    ถึงแม้เมฆหมอกแห่งสงครามจะยังปกคลุม แต่โอภาสมั่นใจว่าอุตสาหกรรมไอทีจะไม่ถึงทางตัน เพราะ AI กำลังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยรวมเขามองว่าจะกระทบไม่มาก เพราะว่าถึงที่สุดแล้วคนก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไอทีที่ดีขึ้นสำหรับการทำงานอยู่ดี

    “รอบนี้ในงาน Thailand Mobile Expo คอมพิวเตอร์ขายดีขึ้นเยอะเลยครับ ผมเองก็ซื้อ เอามาทำงาน เอามาหาเงิน คราวนี้มันจะเป็นสินค้าที่เอาไว้ใช้ทำงานหาเงินมากกว่าการเป็นเครื่องเล่นเกมส์หรือแค่เพื่อความบันเทิงแล้ว”

    โอภาสย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเราอาจไม่ได้พูดถึง AI CPU แต่ตอนนี้เราต้องมองถึงชิป AI แล้ว เพราะว่าทุกคนต้องเริ่มใช้งานอุปกรณ์ที่มี AI กันหมดแล้ว และนี่ทำให้ทิศทางถัดไปของงานแฟร์ไอทีระดับประเทศอย่าง TME จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของสมาร์ตโฟนอีกต่อไป และจะมีการย้ายฐานทัพสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้น

    “รอบหน้าผมจัด Thailand Mobile Expo คู่กับงาน AI Expo ในเดือนตุลาคม ที่อิมแพคฯ เมืองทองธานี ที่เราย้ายจากศูนย์ฯสิริกิติ์ไปอิมแพคฯ เพราะว่างานเราใหญ่กว่าเดิมเยอะ ตอนนี้ผมมองว่า Mobile กับ AI ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อไปคนจะซื้อมือถือหรือซื้อคอมใหม่ ควรต้องเข้าใจ AI ก่อน”

    ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าแม้สงครามอิหร่านจะสะท้านจิตใจจนคนไทยรัดเข็มขัดและหันไปซ่อมเครื่องเดิมกันระนาว แต่เทคโนโลยี AI ที่กำลังก้าวเข้าสู่ชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาสร้างความต้องการใหม่และขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมไอทียังคงเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางกระแสคลื่นเศรษฐกิจที่ยังคงไม่แน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1230192&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vtLP0L4ngu7WCRxZMfMdd

  • แกะรอยพนักงานไอทีเกาหลีเหนือ สร้างโปรไฟล์ Dev ปลอม (Synthetic Identity) ล้วงข้อมูลองค์กรชั้นนำ

    แกะรอยพนักงานไอทีเกาหลีเหนือ สร้างโปรไฟล์ Dev ปลอม (Synthetic Identity) ล้วงข้อมูลองค์กรชั้นนำ

    รายงานจาก Group-IB เผยพฤติกรรม กลุ่มคนทำงานด้านไอทีจากเกาหลีเหนือ (DPRK IT workers) หรือที่ไมโครซอฟต์เรียกว่า Jasper Sleet แทรกซึมเข้าสู่บริษัทซอฟต์แวร์และไอทีระดับโลก โดยสร้าง ตัวตนปลอม (Synthetic Identities) ขึ้นมาหลอกว่าเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์มากประสบการณ์ ประกาศหางานบนแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง GitHub, LinkedIn, Upwork 

    อธิบายให้เข้าใจก่อนว่า Synthetic Identity (อ้างอิงจากเว็บไซต์ CyberArk) หมายถึง ตัวตนปลอมที่สร้างขึ้นโดยผสานข้อมูลจริงเข้ากับข้อมูลเท็จ แล้วต่อเติมเสริมแต่งข้อมูลตัวตนใหม่หรืออัตลักษณ์ใหม่ให้ดูน่าเชื่อถือ เสมือนว่ามีตัวตนจริง แล้วนำข้อมูลตัวตนปลอมไปใช้แสวงหาประโยชน์ทางการเงินด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย เช่น เปิดบัญชีธนาคาร, ขอสินเชื่อ, ฉ้อโกง

    สืบค้น Synthetic Identity และต่อยอดการค้นหา

    สำหรับบทความนี้ ทาง Group-IB ศึกษาวิจัยโดยต่อยอดจากรายงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะของ GitLab ที่ปรากฏในบทความ ‘GitLab Threat Intelligence Team reveals North Korean tradecraft’ เกี่ยวกับกลุ่มคนทำงานด้านไอทีจากเกาหลีเหนือ (Democratic People’s Republic of Korea (DPRK))โดยทีมข่าวกรองภัยคุกคามของ Group-IB นำข้อมูลมาสืบค้นต่อว่า บัญชีที่ถูกเปิดโปงโดย GitLab น่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้อาจยังคงทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มอื่น แม้ว่าบัญชีผู้ใช้งานจะถูกระงับไปแล้วก็ตาม

    ในด้านอีเมลที่ Group-IB กล่าวถึงนั้น GitLab เปิดเผยต่อสาธารณะ ([email protected]) ว่าเป็นอีเมลที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่มคนทำงานด้านไอทีจากเกาหลีเหนือ ซึ่งเมื่อนำมาขยายผลต่อจากข้อมูลโอเพนซอร์ส (Open-source pivoting) ก็พบบัญชี GitHub ในชื่อ ‘cybersage14′ 

    Source : https://www.group-ib.com

    ‘cybersage14’ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Group-IB ค้นพบระบบนิเวศการสร้างตัวตนปลอม ซึ่งเชื่อมโยงไปยังระบบนิเวศข้อมูลตัวตนปลอม (Personas) แหล่งเก็บไฟล์ข้อมูล (Repositories) และหลักฐานอีกสารพัดที่มีไว้เพื่อส่งเสริมความน่าเชื่อถือ 

    ยิ่งเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกัน ยิ่งทำให้เห็นโครงสร้างที่เป็นระบบ โดยสิ่งที่ Group-IB สรุปไว้คือ พบขั้นตอนการทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจนและทำซ้ำได้ สนับสนุนกลุ่มคนทำงานทางไกลจากเกาหลีเหนืออยู่ 

    ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหรือจัดหาตัวตนปลอม สร้างประวัติการทำงานในฐานะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ดูน่าเชื่อถือ สร้างพอร์ตโฟลิโอและแหล่งรวมโปรเจกต์ให้ดูมีน้ำหนักยิ่งขึ้น ตลอดจนการรักษาสถานะช่องทางการสื่อสาร ช่องทางชำระเงินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเตรียมชุดคำตอบสำหรับการสมัครงานที่ผ่านการปรับแต่งมาโดยเฉพาะ 

    และหนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญสุดๆ คือ ในคลังเก็บข้อมูล (Archive) มีข้อมูลตัวตนของ Dominic Williams และ Dejan Teofilovic เผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกถึงวิธีการสร้างตัวตน การรักษาตัวตน และยังมีการส่งต่อแพ็กเกจข้อมูล ‘ตัวตนปลอม’ ระหว่างกลุ่มคนทำงานด้วยกัน 

    เทคนิคที่ใช้ กับการทำงานเป็นระบบ เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

    Group-IB สืบต่อโดยใช้ DarkWeb (Group-IB DarkWeb forum monitoring) ระบบเฝ้าระวังของบริษัท ตรวจสอบความเชื่อมโยงต่างๆ จนพบว่า มีกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามกว้านซื้อบัญชีจากแพลตฟอร์ม Upwork ที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วตั้งแต่ปี 2021 ทั้งยังพบหลักฐานอีกว่า โฟลเดอร์ข้อมูลของ Dejan Teofilovic เป็นหนึ่งในบัญชีที่ถูกซื้อจากนายหน้า (Broker) ของ Upwork 

    ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า ตัวตนปลอมที่ DPRK IT workers สร้างขึ้น ใช้รูปแบบ การเข้าถึง (องค์กร) เป้าหมายผ่านการจ้างงาน (Labor-enabled access model) นั่นเอง

    ส่วนเทคนิคที่ใช้ Group-IB ระบุว่า กลุ่มคนทำงานจากเกาหลีเหนือไม่ได้ใช้มัลแวร์ในการโจมตีแบบดั้งเดิมแล้ว แต่ใช้เทคนิค 1) วิศวกรรมสังคม (Social Engineering) คือ โน้มน้าวให้เชื่อและคลิกดูข้อมูล 2) การสร้างตัวตนปลอม (Synthetic Identity) บนแพลตฟอร์มหางานยอดนิยม เช่น GitHub, LinkedIn, Upwork ร่วมกับการทำงานกันเป็นเครือข่าย และ 3) การใช้แพลตฟอร์มไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ตั้งต้น ทั้งยังใช้เทคโนโลยี AI ช่วย เช่น ใช้ ChatGPT เขียนตอบโต้กับนายจ้างบนแพลตฟอร์มต่างๆ ใช้ ChatGPT สร้างเรซูเม่ ตลอดจนใช้ปรับแต่งข้อมูลพอร์ตโฟลิโอ และปรับแต่งภาพถ่ายซ้ำๆ ในหลายตัวตน 

    ในด้านเป้าหมายหลักของ Jasper Sleet หรือ กลุ่มคนทำงานไอทีจากเกาหลีเหนือ คือ หาเงินสนับสนุนโครงการอาวุธของเกาหลีเหนือ รวมถึงขโมยข้อมูลสำคัญอย่างซอร์สโค้ดองค์กร ลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนความลับทางการค้า แล้วข่มขู่เรียกเงินจากองค์กรเพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล

    และเพื่อตบตาบริษัทนายจ้าง หลังจาก DPRK IT workers ได้งานทางไกลก็จะอาศัย Laptop farms หรือ เครือข่ายแล็ปท็อปของอาชญากรที่จัดตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาซึ่งมักทำงานร่วมกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สวมรอยเป็น Remote Workers รับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และรีโมทเข้าสู่ระบบเครือข่ายองค์กร แบบไม่ให้บริษัทต้นทางตรวจสอบที่ตั้งหรือที่อยู่จริงของคนทำงานได้

    แล้วองค์กรจะรับมือ ‘ตัวตนปลอม’ อย่างไร

    Souce : https://www.microsoft.com
    ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ Synthetic Identity คือ ตรวจจับได้ยาก เพราะมี ‘ข้อมูลจริง’ ปะปนอยู่ ทำให้โปรไฟล์เหล่านี้สามารถหลบเลี่ยงระบบยืนยันตัวตน (Verification protocols) แบบดั้งเดิมขององค์กรต่างๆ ได้

    เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มาในรูปแบบ ‘ตัวตนปลอม’ Group-IB ย้ำว่า องค์กรควรยกระดับการตรวจสอบตัวตนของผู้สมัครอย่างเข้มงวด เช่น 

    • ให้ผู้สมัครเปิดกล้องวิดีโอสัมภาษณ์แบบไม่ใช้ฟิลเตอร์ (ภาคบังคับ) เพื่อป้องกันการใช้ AI ปลอมแปลงใบหน้า 
    • ให้แผนกการเงินตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ผู้สมัครใช้รับเงินเดือนอย่างเข้มงวด ว่าใช้ชื่อเดียวกัน ข้อมูลตรงกัน และหากพนักงานต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบัญชีธนาคารใดๆ ในนาทีสุดท้าย อาจต้องมีการตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
    • จำกัดการใช้อุปกรณ์ส่วนตัวในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ขององค์กร โดยใช้หลักการ ‘ให้สิทธิ์เข้าถึงขั้นต่ำสุด’ เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานใหม่ที่ทำงานทางไกลจะมีสิทธิ์เข้าถึงเฉพาะเครือข่ายหรือข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น 
    • สังเกตพนักงานใหม่ที่หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์ เช่น การประชุม การสนทนาผ่าน Teams หรือ Meets  
    • เฝ้าระวังพฤติกรรมการเข้าถึงระบบเครือข่ายที่ผิดปกติ รวมถึงคอยตรวจสอบการเข้าถึงพื้นที่เก็บโค้ด กิจกรรมการคัดลอกโค้ดจำนวนมากนอกเวลาทำงานปกติ

    ในมุมของ Microsoft ให้คำแนะนำไว้หลายข้อ ดังนี้

    • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้สมัครงานมีข้อมูลดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์จริง (ไม่ใช่ VoIP) ที่อยู่ และบัญชีโซเชียลมีเดีย ต้องไม่ไปคล้ายคลึงกับบัญชีของบุคคลอื่น หรือไม่ได้ถูกใช้โดยบัญชีอื่น
    • ตรวจสอบประวัติการทำงานอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าชื่อ ที่อยู่ และวันที่ตรงกัน และอาจติดต่อบุคคลอ้างอิงทางโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลล์ร่วมด้วย 
    • ตรวจสอบพนักงานของบริษัทจัดหางานเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากนี่เป็นช่องทางที่ง่ายที่สุดสำหรับอาชญากรไซเบอร์ที่จะแทรกซึมเข้าสู่บริษัทเป้าหมาย
    • ตรวจสอบว่าผู้สมัครงานคนนั้นทำงานในหลายบริษัทโดยใช้ชื่อผู้ใช้เดียวกันหรือไม่
    • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้สมัครงานปรากฏตัวบนกล้องระหว่างการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอ หากผู้สมัครงานรายงานปัญหาเกี่ยวกับวิดีโอและ/หรือไมโครโฟน ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ให้พิจารณาว่านี่เป็นสัญญาณเตือน
    • ระหว่างตรวจสอบผ่านทางวิดีโอ ขอให้บุคคลนั้นถือใบขับขี่ หนังสือเดินทาง หรือเอกสารประจำตัวขึ้นมาให้กล้องเห็น
    • ให้เก็บบันทึก รวมถึงวิดีโอตอนสัมภาษณ์ หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สมัครงานเอาไว้

    ………………………………………

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/dprk-it-workers-build-synthetic-identities-fake-remote-developers&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nV_VsTry5PAoYk7iTjdk8

  • โมบาย อินโนเวชั่น ผนึก ฮิวแมน เทคโนโลยี ชูระบบปิดช่องโหว่พนักงานดื่มแล้วขับ

    โมบาย อินโนเวชั่น ผนึก ฮิวแมน เทคโนโลยี ชูระบบปิดช่องโหว่พนักงานดื่มแล้วขับ

    ไอที

    โมบาย อินโนเวชั่น ผนึก ฮิวแมน เทคโนโลยี ชูระบบปิดช่องโหว่พนักงานดื่มแล้วขับ

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    โมบาย อินโนเวชั่น ผนึก ฮิวแมน เทคโนโลยี ชูระบบปิดช่องโหว่พนักงานดื่มแล้วขับ

    เปิดตัวโซลูชันตรวจวัดแอลกอฮอล์บนคลาวด์เชื่อมต่อระบบลงเวลาทำงาน รายแรกในไทย

    บริษัท โมบาย อินโนเวชั่น จำกัด (Mobile Innovation) ผู้นำด้านการให้บริการระบบบริหารจัดการยานพาหนะ (FMS) โซลูชัน 5G และนวัตกรรมดิจิทัล ผนึกกำลังกับ บริษัท ฮิวแมน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวโซลูชันอัจฉริยะยกระดับความปลอดภัยยุคดิจิตอล “Trac Online Alcohol Checker” ระบบตรวจวัดแอลกอฮอล์บนคลาวด์ เสริมแกร่งความปลอดภัยและวินัยองค์กรผ่านระบบติดตาม GPS การยืนยันตัวตน และการบันทึกเวลาทำงานอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ขานรับกฎหมายความปลอดภัยทางถนนปี 2568 ด้วยมาตรการคุมเข้มเชิงรุก 

    17 เมษายน 2569: นายจุน มิโยชิ ประธานบริษัท บริษัท โมบาย อินโนเวชั่น จำกัด เผยว่า ครั้งนี้เป็นการร่วมมือในการเชื่อมต่อระบบระหว่าง “Trac Online Alcohol Checker” และแพลตฟอร์มบริหารจัดการเวลาทำงานและเงินเดือนบนคลาวด์ “KING OF TIME” ของฮิวแมน เทคโนโลยีฯ สร้างเป็นโครงข่ายข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างการตรวจวัดแอลกอฮอล์และบันทึกเวลาเข้างานของพนักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการความปลอดภัยสำหรับพนักงานขับรถและพนักงานหน้างาน พร้อมช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยทางถนนปี 2568 ของประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง

    “การเชื่อมโยงระบบของทั้งสองบริษัทดังกล่าว เป็นโซลูชันแรกในไทยที่เชื่อมต่อการตรวจแอลกอฮอล์แบบออนไลน์ พร้อม GPS ระบุตำแหน่งพนักงาน เข้ากับระบบลงเวลาทำงานเข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบ SaaS (Software as a Service) เป็นการแก้ไขจุดอ่อนสำคัญขององค์กรที่มีพนักงานทำงานนอกสถานที่ หรือพนักงานที่ต้องเดินทางไปหน้างาน โดยระบบ “Trac Online Alcohol Checker” จะเป็นปราการด่านแรกในการตรวจสอบพนักงานก่อนเข้างาน (No-Check, No-Work) ซึ่งจะบังคับให้พนักงานต้องผ่านการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ และยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยก่อน ระบบจึงจะอนุญาตให้ลงเวลาเริ่มงานได้ วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนนโยบายความปลอดภัยจากเดิมที่เป็นเพียงกระดาษ ให้กลายเป็นเงื่อนไขทางเทคนิคที่พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” 

    ประธานบริษัท บริษัท โมบาย อินโนเวชั่น กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของพนักงานทำงานนอกสถานที่ หรือพนักงานที่ต้องเดินทางไปหน้างานโดยตรง อาทิ พนักงานขับรถ พนักงานหน้างาน มักมีช่องโหว่ ทั้งเรื่องการฝากคนอื่นเป่าแทน หรือความล่าช้าในการส่งรายงานแบบจดบันทึก ที่เสี่ยงต่อการแก้ไขข้อมูล ระบบ “Trac Online Alcohol Checker” จะช่วยปิดช่องโหว่นี้ด้วยเทคโนโลยี Trac Cloud ที่สามารถบันทึกภาพถ่ายใบหน้าและพิกัด GPS ที่แม่นยำในขณะตรวจ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัปโหลดขึ้นระบบคลาวด์ทันที ทำให้สามารถตรวจสอบความผิดปกติได้จากทุกที่ทุกเวลา และมั่นใจได้ว่าข้อมูลนั้นโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ตามมาตรฐานระเบียบข้อบังคับ

    โซลูชันดังกล่าวช่วยให้องค์กรทุกขนาดสามารถเข้าถึงนวัตกรรมระดับสูงได้โดยไม่ต้องลงทุนในระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ซับซ้อน ทั้งนี้ บริษัทมีแผนเจาะตลาดกลุ่มฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ขณะเดียวกันก็จะขยายตลาดไปยังกลุ่มโรงงานผลิตสินค้า ธุรกิจคลังสินค้า และธุรกิจก่อสร้าง โดยมุ่งเน้นไปที่องค์กรที่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบความพร้อมของพนักงานก่อนปฏิบัติงาน โดยเฉพาะพนักงานในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พนักงานขับรถ พนักงานควบคุมเครื่องจักรขนาดใหญ่ และพนักงานก่อสร้าง 

    “ความร่วมมือระหว่าง โมบาย อินโนเวชั่น และ ฮิวแมน เทคโนโลยี ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุคการจัดการความปลอดภัยเชิงรุก โดยเปลี่ยนผ่านจากการเก็บข้อมูลแบบ Manual สู่ระบบดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ เพื่อลดอัตราความสูญเสียบนท้องถนนและร่วมสร้างวินัยสังคมที่รับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง” นายจุน มิโยชิ กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/472955&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ofw_8xjvR0kvfyGG_xQNp

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดขยับลง, Wipro คาดผลประกอบการอ่อนแอ

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดขยับลง, Wipro คาดผลประกอบการอ่อนแอ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดตลาดขยับลงในวันนี้ (17 เม.ย.) เนื่องจากตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสแรกที่อ่อนแอของบริษัทไอทีอย่าง Wipro ได้หักล้างมุมมองเชิงบวกในวงกว้างเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามอิหร่าน

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 77,976.13 จุด ลดลง 12.55 จุด หรือ -0.02%

    หุ้น 7 กลุ่มจาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักเปิดลบ ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กและดัชนีหุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้น 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ

    ดัชนีหุ้นกลุ่มไอทีปรับตัวลดลง 0.5% โดยถูกกดดันจากการร่วงลง 2.5% ของหุ้น Wipro หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่ซบเซา และคาดการณ์ถึงอุปสงค์ที่ชะลอตัวในไตรมาสแรก โดยอ้างอิงถึงการจำกัดการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้าภาคการธนาคารและการเงินของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับอุปทานเชื้อเพลิง และมีข้อกังขาว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นจะช่วยบรรเทาปัญหาการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้กดดันความเชื่อมั่นในการรับความเสี่ยงของนักลงทุน

    ทางด้านข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วันระหว่างเลบานอนกับอิสราเอลได้เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า การพบปะหารือระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านครั้งต่อไปอาจจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFG0IQCHNY0HZ6KMY37PD1NIU0095DF&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ToPp85aAneR7k1IT1PgA6

  • ยูทูบเปิดฟีเจอร์ใหม่ หวังตั้งเป้าลดเสพติดไถคอนเทนต์คลิปสั้น

    ยูทูบเปิดฟีเจอร์ใหม่ หวังตั้งเป้าลดเสพติดไถคอนเทนต์คลิปสั้น

    ยูทูบเปิดฟีเจอร์ใหม่ หวังตั้งเป้าลดเสพติดไถคอนเทนต์คลิปสั้น

    ยูทูบเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ตั้งกำหนดลิมิตเวลาดู YouTube Shorts เป็น “0 นาที” หวังลดเสพติดไถดูคอนเทนต์คลิปสั้น พร้อมแนะนำวิธีตั้งค่า

    ยูทูบเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจำกัดการรับชมวิดีโอสั้นอย่าง YouTube Shorts ได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุดสามารถตั้งเวลาใช้งานเป็น “0 นาที” ได้แล้ว

    ก่อนหน้านี้ยูทูบเปิดให้ผู้ใช้ตั้งเวลาใช้งาน YouTube Shorts ได้ตั้งแต่ 15 นาที ถึง 2 ชั่วโมง เพื่อแจ้งเตือนเมื่อใช้งานครบเวลาที่กำหนด

    ซึ่งเมื่อเราตั้งค่าเป็น 0 นาที หากเรากดเข้าไปยัง YouTube Shorts และพยายามไถดู ระบบจะแจ้งเตือนว่า คุณดูฟีด Shorts ครบตามขีดจำกัดแล้ว (You reached your Shorts feed limit)

    9to5Google
    ยูทูบเปิดฟีเจอร์ใหม่ หวังตั้งเป้าลดเสพติดไถคอนเทนต์คลิปสั้น

    โดยยูทูบยืนยันกับสื่อไอที The Verge ว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวกำลังทยอยปล่อยให้ผู้ใช้งานทั่วไปทั่วโลก

    สำหรับขั้นตอนการตั้งเวลา ให้เปิดแอปฯ YouTube จากนั้นไปที่การตั้งค่า ไปที่การบริหารเวลา กดเลื่อนเปิด ขีดจำกัดฟีด Shorts จากนั้นเลือกเป็น 0 นาที

    อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังสามารถดูวิดีโอสั้นได้ผ่านหน้า Subscriptions หรือเข้าดูเพียงคลิปเดี่ยวได้ตามปกติ

    ฟีเจอร์นี้ถูกมองว่าเป็นอีกก้าวของยูทูบในการช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมพฤติกรรมการใช้งาน และลดการเสพคอนเทนต์แบบเลื่อนต่อเนื่อง หรือ Infinite Scroll ที่อาจใช้เวลาชีวิตมากเกินไป

    ที่มา: 9to5Google

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/273371&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38XSiojEOMnVOnoD3n8XVF

  • M

    M

    บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด (MCC) ร่วมมือกับ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด (HPE) และบริษัท Elastic จัดงานสัมมนา “Maximizing HPE VME with Elastic – MCC Partner Connect” เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ณ วิลล่าเทวา รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล กรุงเทพฯ โดย คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา Assistant Vice President บริษัท เมโทรคอนเนค ให้เกียรติกล่าวเปิดงานและอัปเดตทิศทางธุรกิจ ก่อนเข้าสู่การบรรยายจากสองหัวข้อสำคัญดังนี้

    MCC ผนึกกำลัง HPE และ Elastic จัดงาน Partner Connect ดันศักยภาพองค์กรยุคดิจิทัล

    คุณปรัชญา สินทอง Presales Specialist บริษัท เมโทรคอนเนค บรรยายในหัวข้อ “The Power of One: Unified Observability & Security with Elastic” ผสานเทคโนโลยีของ Elastic Observability และ Security บนโครงสร้างพื้นฐานของ HPE สะท้อนทิศทางใหม่ของการบริหารจัดการไอทีด้วย AI ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น โดย Elastic AI Assistant ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำผ่านการสั่งงานด้วย Natural Language โซลูชันดังกล่าวช่วยลดความซับซ้อนในการตรวจสอบเหตุการณ์ เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาได้อัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ เพื่อผลลัพธ์ด้านการลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา (MTTR) อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมยกระดับศักยภาพของทีมไอทีและ Security เพื่อขับเคลื่อน AIOps และ SecOps ในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    คุณโยธิน หงส์พันธุ์ Presales Specialist บริษัท เมโทรคอนเนค บรรยายในหัวข้อ “HPE Morpheus VM Essentials Software: Optimizing Cost of Virtualized Infrastructure” นำเสนอโซลูชันที่ช่วยยกระดับการบริหารจัดการ Virtual Machine (VM) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมลดต้นทุนด้านไอทีด้วยรูปแบบ License แบบ Per Socket ช่วยให้องค์กรควบคุมงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า ลดความซับซ้อนในการทำงานของทีมไอทีด้วยอินเทอร์เฟซแบบรวมศูนย์ ที่สามารถบริหารจัดการได้ทั้งบนแพลตฟอร์ม HPE และ VMware ภายในหน้าจอเดียว เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีความยืดหยุ่นด้านการอัปเกรดและการรองรับในหลากหลายแพลตฟอร์ม ควบคู่กับการสนับสนุนระดับองค์กรและ ecosystem ที่แข็งแกร่ง ช่วยลดความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของระบบแบบรอบด้าน ภายในงานยังมีการสาธิตการใช้งานของ HPE Morpheus VM Essentials ร่วมกับซอฟต์แวร์สำรองข้อมูล (Veeam) เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    งานในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญด้าน IT จากหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ บริษัท เมโทรคอนเนค บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ และบริษัท Elastic ในการนำเสนอนวัตกรรมเพื่อธุรกิจแห่งอนาคต

    ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ HPE และ Elastic ได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการส่งต่อความรู้ความชำนาญ และเดินหน้าสนับสนุนองค์กรไทยสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทข้างต้น สามารถติดต่อฝ่ายการตลาด บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด โทร. 02-0894691 หรืออีเมล: [email protected] รวมถึง เว็บไซต์: www.metroconnect.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieq1l4rwgjxeqwqwcsj1b39bwro4zzl7&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27TQ4HzSxhTpsmvFq1OOZ5

  • สหรัฐจำคุกชายสองคน ฐานช่วยชาวเกาหลีเหนือสวมรอยทำงานไอทีทางไกล | เดลินิวส์

    สหรัฐจำคุกชายสองคน ฐานช่วยชาวเกาหลีเหนือสวมรอยทำงานไอทีทางไกล | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า นายเค่อเจีย หวัง วัย 42 ปี ถูกตัดสินจำคุก 9 ปี หลังเขารับสารภาพในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ การฟอกเงิน และการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

    ส่วนนายเจิ้นซิง หวัง วัย 39 ปี ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 92 เดือน หลังเขายอมรับผิดในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงทางไปรษณีย์และโทรศัพท์ รวมถึงการฟอกเงิน

    ผู้ต้องหาทั้งสองคน ซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการที่เรียกว่า “แล็ปท็อปฟาร์มส์” (laptop farms) ซึ่งให้บริการคอมพิวเตอร์ที่บุคคลในต่างประเทศ สามารถเข้าสู่ระบบทางไกลโดยแอบอ้างเป็นพนักงานในสหรัฐ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุเสริมว่า บริษัทในสหรัฐมากกว่า 100 แห่ง ตกเป็นเป้าหมาย

    “กลอุบายดังกล่าวทำให้พนักงานไอทีชาวเกาหลีเหนือ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของสหรัฐ และได้รับเงินเดือนจากบริษัทในสหรัฐที่ไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ” นายจอห์น ไอเซนเบิร์ก ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรมสหรัฐ ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ กล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า แผนการของพนักงานไอทีชาวเกาหลีเหนือ เป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ให้กับกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ และโครงการอาวุธของรัฐบาลเปียงยาง.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5785517/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw325REiZrBM9KlkY2XvS60A