Category: ไอที

  • ทีมชายไทย ยู-14 ชน อุซเบกิสถาน เปิดเทนนิส ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ 2026

    ทีมชายไทย ยู-14 ชน อุซเบกิสถาน เปิดเทนนิส ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ 2026

    หวดเยาวชนชายไทย เตรียมลงสนามพบ อุซเบกิสถาน นัดแรกศึกเทนนิสทีมชายชิงแชมป์โลก 2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ รอบคัดเลือกโซนเอเชียฯ ณ เมืองกูชิง ประเทศมาเลเซีย

    ความเคลื่อนไหวทัพนักเทนนิสเยาวชนชาย ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 “โค้ชเอ็กซ์” นายพชรพล คำสมาน ผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ได้นำคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ลงสนามฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันเทนนิสเยาวชนชิงแชมป์โลก ประเภททีมชาย รายการ “2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส, เอเชีย/โอเชียเนีย ไฟนอลส์ ควอลิฟายอิ้ง อีเวนท์” ซึ่งจะแข่งขันระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย

    สำหรับรายชื่อนักหวดเยาวชน ทีมชายไทย ในศึกครั้งนี้ ประกอบด้วย “อันปัน” ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล (กรุงเทพฯ), “เเทน” วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ (กรุงเทพฯ) และ “เดนิส” เดนิส เขียวรักษา (ชลบุรี) โดยมี นายพันธุ์ทิวา ชาวอุทัย รับหน้าที่เทรนเนอร์ดูแลสภาพร่างกาย

    ในวันเดียวกันได้มีการประชุมผู้จัดการทีมและจับสลากแบ่งกลุ่มการแข่งขัน ซึ่งทาง นายพชรพล คำสมาน ได้เข้าร่วมสรุปผลปรากฏว่า ทีมชายของไทย ถูกจัดเป็น ทีมวางอันดับ 6 ของรายการ อยู่ใน กลุ่ม บี ร่วมกับ อินโดนีเซีย (ทีมวางอันดับ 3), ไต้หวัน และ อุซเบกิสถาน

    ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันนัดเปิดสนามในวันที่ 28 เมษายน 2569 ทีมชาติไทย จะลงประเดิมแมตช์แรกพบกับ ทีมชาติอุซเบกิสถาน เพื่อลุ้นทำผลงานติด 1 ใน 4 ทีมที่ดีที่สุดของโซนเพื่อคว้าตั๋วไปลุยรอบไฟนอลส์ที่สาธารณรัฐเช็กต่อไป

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103000/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01BDt7xrpmy_iWaZS54iMd

  • “เนสไลน์” จากทุน 20,000 บาท สู่แบรนด์ขนมยอดขาย 300 ล้าน ปั้นตัวเองขึ้นเป็น Trendsetter ตลาดสแน็คไทย

    “เนสไลน์” จากทุน 20,000 บาท สู่แบรนด์ขนมยอดขาย 300 ล้าน ปั้นตัวเองขึ้นเป็น Trendsetter ตลาดสแน็คไทย

    “เนสไลน์” (NEZLINE) ภายใต้การบริหารของ “ไฉไล อินเตอร์เทรด” คือหนึ่งในแบรนด์ขนมนำเข้าของคนไทยที่เติบโตแบบเงียบ ๆ

    จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ วันนี้ เนสไลน์ ขึ้นมาเป็น “ตัวเลือกใหม่” ของตลาดสแน็ค ด้วยสินค้าเรือธงอย่าง OAT CHOCO ขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่งที่หลายคนกิน แต่ไม่รู้ว่าเป็นของแบรนด์นี้

    ปัจจุบัน มีสินค้ากว่า 70 SKU ทั้งนำเข้าจากต่างประเทศ และสินค้า Own Brand วางขายครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์

    เริ่มจากขาย Gadget และสินค้าไอที สู่ธุรกิจขนมร้อยล้าน

    “ไฟซอล เจ๊ะอุมา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นบริษัทฯ ไม่ได้มาจากสายอาหารหรือขนม แต่เป็นธุรกิจนำเข้า Gadget และสินค้าไอที จนช่วง Covid-19 สินค้าไอทีชะลอตัว

    แต่ทีมผู้บริหารเห็นโอกาสใน “ขนม” ที่เป็นสินค้าที่คนซื้อกินทุกวัน และยังมีช่องว่างในตลาด เลยลองลงทุนด้วยเงินแค่ 20,000 บาท นำเข้าขนมจากต่างประเทศมาขายผ่าน Shopee และ Lazada ผลคือ “สินค้าติดตลาด” จึงเบนเข็มทำธุรกิจสแน็คแทน และเริ่ม ขยายธุรกิจผ่านการทำแบรนด์ตัวเอง และจ้างผลิต (OEM) โรงงานขนมโดยตรง

    ไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, เมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และ อับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด

    OAT CHOCO จุดพลุปั้นแบรนด์ดัง

    เมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า ฮีโร่โปรดักส์สร้างชื่อให้กับเนสไลน์ คือ “OAT CHOCO” จนในปี 2566 ดันรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท และสร้างการจดจำแบรนด์ในวงกว้าง

    อย่างไรก็ตาม ก็มี “บทเรียนราคาแพง” เพราะไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) ตั้งแต่แรก ทำให้คู่แข่งเข้ามาเพียบ หลังจากนั้น บริษัทจดทะเบียนแบรนด์ทันทีในสินค้าถัด ๆ มา เช่น นูกัตโตะ (NOUGATTO)

    พลิกเกมจากขายออนไลน์สู่ Modern Trade ดันรายได้ 300 ล้านบาท/ปี

    อับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงแรกเนสไลน์เติบโตจากการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก โดยทีมผู้บริหารไม่เคยไลฟ์สดขายสินค้าแต่เลือกใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นราคาเป็นตัวขับเคลื่อน

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทจับมือกับ distributor อย่าง บริษัทเพนส์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น (PENS) ที่มีเครือข่ายธุรกิจแข็งแกร่ง ทำให้สินค้าเราขยายช่องทางจัดจำหน่ายสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์สโตร์ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศกว่า 22,000 แห่ง

    “การกระจายสินค้าจำหน่ายผ่าน distributor ส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2568 ยอดขายมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท”

    ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายออฟไลน์อยู่ที่ 70% ขณะที่ฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไปและกลุ่มคนทำงานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลถึง 80% ของยอดขายรวม”

    สินค้าของเนสไลน์ คือ นูกัตโตะ

    สร้างทีม GEN Z สร้างแบรนด์ดิ้งบน TikTok

    อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การตั้งทีมคอนเทนต์ภายในองค์กร โดยเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ สร้างคอนเทนต์สื่อสารผ่าน TikTok และโซเชียลมีเดีย เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่

    เมธัส ระบุว่า ปีที่ผ่านมาการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นช่วยสร้าง Brand Awareness และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคลองสั่งซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รับมือความท้าทาย พร้อมทะยานสู่เป้าหมาย 1,000 ล้านบาท

    ​แม้ในปี 2569 จะเผชิญกับภาวะต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 37% จากวิกฤตราคาเม็ดพลาสติกโลก แต่เนสไลน์ยังคงยึดมั่นในนโยบาย “ตรึงราคา” เพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่เฉลี่ย 5-10 SKU ต่อปี

    ควบคู่กับกลยุทธ์ “ขายทุกไซส์” ช่วยผู้บริโภคซื้อคล่อง-คุ้มค่า ทุกไลน์สินค้าของเนสไลน์ เราไม่จำกัดราคาแบบตลาดขนมทั่วไป แต่เลือกวางกลยุทธ์สินค้าหลายขนาด หลายราคา เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย และสร้างการซื้อซ้ำ

    รวมไปถึงเน้นแนวคิด “ขนมแบ่งปัน” ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ให้สินค้าได้รับความนิยม โดยเฉพาะสินค้าแบบ multi-piece ยกตัวอย่าง ซื้อนูกัตโตะขนาด 50 กรัมในซองนั้นมีขนมบรรจุแยกจำนวน 5 ชิ้น สามารถแบ่งเพื่อนรับประทานได้ รวมถึงขนาดพกพาสะดวกจึงเจาะฐานลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี

    ​“เราไม่ได้อยากเป็นแค่แบรนด์ขนมนำเข้า แต่เราต้องการเป็น Trendsetter ที่สร้างตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับตลาด ตั้งเป้าดันเนสไลน์มุ่งสู่ยอดขาย 1,000 ล้านภายในปี 2573″ ไฟซอล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1570773&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qQdYkS0hDgtws88d1ZYZ3

  • “ธฤตา” ถล่มมือวางขาดลอย “จิรัฏฐ์” หืดขึ้นคอ คว้าตั๋วเมนดรอว์หวด ศึกไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    “ธฤตา” ถล่มมือวางขาดลอย “จิรัฏฐ์” หืดขึ้นคอ คว้าตั๋วเมนดรอว์หวด ศึกไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ไอทีเอฟ) ร่วมกับ สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ฯ และ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม จัดการแข่งขันเทนนิสอาชีพ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ ชายและหญิง สัปดาห์แรก ที่สนามเทนนิส ภายใน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    เมื่อวันที่ 27 เม.ย.69 ศึกเทนนิสหญิง ดับเบิลยู 15 รายการ “ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (1)” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487,800 บาท ประเภทหญิงเดี่ยว “อิ๊ก” ธฤตา หงษ์หยก ดาวรุ่งไทย วัย 16 ปี ที่ยังไม่มีอันดับโลก สามารถล้มมือวางได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งวันแรกเอาชนะมือวางอันดับ 6 ล่าสุด ในรอบคัดเลือก รอบสุดท้าย “น้องอิ๊ก” ระเบิดฟอร์มเก่ง ใช้การหวดที่เฉียบขาด เอาชนะ เจมมา คาร์บิส จากออสเตรเลีย มือ 1773 ไอทีเอฟ แรงกิ้ง และมือวางอันดับ 16 ไปแบบขาดลอย 6-0, 6-1 ส่งผลให้ “น้องอิ๊ก” คว้าโควตาเข้ารอบเมนดรอว์ต่อไป

    ทางด้านศึกเทนนิสชาย เอ็ม 25 รายการ “ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (1)” ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 975,600 บาท ประเภทชายเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย “เมฆ” จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ นักเทนนิสไทย มือ 1483 ของโลก ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 16 ออกแรงถึง 3 เซต ก่อนปราบ โช ซองวู จากเกาหลีใต้ มือ 1121 ของโลก และมือวางอันดับ 8 หลังจากเอาชนะในการดวลซูเปอร์ไทเบรก 2-1 เซต 6-7 ไทเบรก 2-7, 6-2 และซูเปอร์ไทเบรก 10-3 ได้ผ่านเข้ารอบเมนดรอว์ ทันที

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย ธนัชพร ยังโหมด แพ้ คิม อึนแช (เกาหลีใต้), 5-7, 2-6 ภัทรวดี ชนะวงศ์ แพ้ เอคาเทรินา คุซเนตโซวา 3-6, 3-6, อมิตตาลัย ประสูตรนาวิน แพ้ ลูเซีย เกล (นิวซีแลนด์) 0-6, 2-6, โนเอลานี ซาระ เทโซะ (ญี่ปุ่น) ชนะ มาร์ฟา โซโลเวอี (ออสเตรเลีย) 6-2, 2-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-7, โอ จียอน (เกาหลีใต้) ชนะ เคย์ เหยา เฉิง (ฮ่องกง) 6-2, 6-1

    ประเภทชายเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย เจมส์ วันแฮร์เซเลอ แพ้ โอจิ มาโกโตะ (ญี่ปุ่น) 6-4, 6-7(4-7) และซูเปอร์ไทเบรก 3-10, ภูชิสส์ สุขใจ แพ้ ไทเซ อิจิคาวะ (ญี่ปุ่น) 2-6, 1-6, ไอแซค เบครอฟต์ (นิวซีแลนด์) ชนะ บาร์นีย์ ฟิตซ์แพทริก (สหราชอาณาจักร) 6-1, 6-3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5816696/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iphkTWeS_VnMk-2zEEA10

  • V

    V

    บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ VST ECS (Thailand) ในเครือวีเอสที อีซีเอส กรุ๊ป ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกาศเป็น “ผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย” ของโซลูชันจาก LT ZERO ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูลในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งพัฒนาร่วมกับ BDT Media Automation GmbH ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบจัดเก็บข้อมูล (Data Storage System) เพื่อตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการระบบจัดเก็บข้อมูลระยะยาวและงานเก็บถาวร (Archive) ในยุคที่ปริมาณข้อมูลเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการใช้งาน AI

    VST ECS (Thailand) เสริมพอร์ตโซลูชันจัดการข้อมูลรับยุค AI จับมือ LT ZERO เป็นผู้จัดจำหน่ายรายเดียวในไทย

    ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของ VST ECS ในฐานะผู้จัดจำหน่ายหลักในประเทศไทย โดยมุ่งขยายโอกาสให้กับลูกค้าองค์กรและกลุ่มไฮเปอร์สเกลที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถด้านข้อมูล ทั้งในด้านการขยายระบบ (Scalability) ความปลอดภัย และการบริหารต้นทุน เพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่เกี่ยวข้องกับ AI และการจัดเก็บข้อมูลระยะยาวในระดับองค์กร

    ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว VST ECS จะดำเนินการทำตลาดและการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายโซลูชันของ LT ZERO ในประเทศไทย ครอบคลุมกลุ่มองค์กรที่มีปริมาณข้อมูลเติบโตต่อเนื่อง และต้องการโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความปลอดภัย

    หนึ่งในโซลูชันหลักคือ Orion MC6 ระบบจัดเก็บข้อมูลความหนาแน่นสูง ที่ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ขั้นสูง เหมาะสำหรับผู้ให้บริการไฮเปอร์สเกลคลาวด์และองค์กรที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ (Multi-geography) รองรับการจัดเก็บและปกป้องข้อมูลในระดับหลายร้อยเพตะไบต์ โดยมีจุดเด่นด้านต้นทุนต่อเทราไบต์ การป้องกันแรนซัมแวร์ และการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ทั้งนี้ โซลูชัน Orion MC6 พร้อมให้บริการในประเทศไทยแล้ว

    Mr. Kelver Choo ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียนของ LT ZERO กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ VST ECS จะช่วยขยายการเข้าถึงโซลูชันของเราไปยังลูกค้าองค์กรในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านเครือข่ายดิสทริบิวชันที่แข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญด้านระบบไอทีองค์กร เพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และรองรับการใช้งาน AI ได้อย่างมั่นคง”

    คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจในปัจจุบันต้องการโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่สามารถปรับขยายได้ตามการเติบโตของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาสมดุลด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความพร้อมใช้งาน

    การร่วมมือกับ LT ZERO จะช่วยให้ VST ECS สามารถนำเสนอโซลูชันการจัดการข้อมูลที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างครบถ้วน ทั้งด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า รองรับทั้งงานจัดเก็บข้อมูลระยะยาว และเวิร์กโหลดที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieo8ajv6ycenemkmd0ic18rq9lkn60lz&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fch4VsfhkrNUjWqx9LISL

  • ดีป้า เปิด 30+ หลักสูตรอัปสกิล ปั้นกำลังคนดิจิทัลสู่อนาคต

    ดีป้า เปิด 30+ หลักสูตรอัปสกิล ปั้นกำลังคนดิจิทัลสู่อนาคต

    วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.10 น.

    ดีป้า เปิด 30+ หลักสูตรอัปสกิล ปั้นกำลังคนดิจิทัลสู่อนาคต

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ขอเชิญชวนเยาวชนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา รวมถึงครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วประเทศ ร่วมเติมทักษะดิจิทัล ภายใต้ โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ผ่านหลักสูตรออนไลน์ด้าน Coding และ AI กว่า 30 หลักสูตร รวม 57 ชั่วโมง ที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียนและสอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มุ่งเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานการเขียนโค้ด การเรียนรู้ AI, IoT และ Robotics ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรม พร้อมโอกาสต่อยอดสู่การแข่งขัน การศึกษาต่อ และเส้นทางอาชีพในอนาคต

    โดยมีหลักสูตรครอบคลุมทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และหลักสูตรสำหรับครู พร้อมรับประกาศนียบัตรหลังจบหลักสูตร ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

    -ระดับประถมศึกษา ปูพื้นฐานด้านการคิดเป็นขั้นตอน การเขียนโค้ดแบบ Block และ การผสาน AI เข้ากับ IoT ผ่านกิจกรรมลงมือทำจริง พร้อมเสริมทักษะการแก้ปัญหา การใช้ข้อมูล และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงหลักสูตรเสริมด้านทักษะแห่งอนาคต การคิดเชิงนวัตกรรม และการทดลองใช้เครื่องมือ AI สำหรับเด็กผ่านห้องเรียน AIoT with Cyber Pi และห้องเรียน Coding STEM AIoT with Micro:bit อาทิ Computational Thinking for kids, AI Literacy for Primary Students, Lean Canvas, Basic Coding with Scratch/mBlock5, AI + IoT with Scratch/mBlock5, Micro:bit พื้นฐาน Micro:bit AI และ AI Tools for Kids & Problem Statements

    -ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ส่งเสริมทักษะเชิงลึกด้านการเขียนโปรแกรมวิศวกรรม และ AI พร้อมเลือกเรียนสาย AIoT, Edge AI หรือ Robotics พร้อมลงมือสร้างระบบอัจฉริยะ ใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และทำนายผลลัพธ์ผ่านโครงงานจริง และสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถนำไปใช้งาน อีกทั้งต่อยอดสู่สายอาชีพดิจิทัล อาทิ Programming with C/C++, Python Programming for AI & Data, Microcontroller (Arduino UNO Q AIoT & Edge AI), Idea Canvas, AI & Data Analytics (Machine Learning), Edge AI with Edge Impulse, Basic ROS Robotics, Innovation & Hackathon Mindset รวมทั้ง Web Application Fundamentals และ Vibe Coding & AI Assisted Development

    -ครูและบุคลากรทางการศึกษา พัฒนาครูสู่บทบาทโค้ชและผู้นำด้านนวัตกรรม (Innovation Mentor) ฝึกการใช้เครื่องมือ AI เพื่อออกแบบการสอน การสร้างสื่อ การประเมินผล รวมถึงการโค้ชนักเรียนทำโครงงานและวางกลยุทธ์ขับเคลื่อน AI ในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ อาทิ Digital Coding & AI School Leader, AI Literacy for Educator, Workshop: AI Tools for Educator, Maker Lab Education, Workshop: Technology & Maker Tools และ Innovation Facilitator

    พิเศษ! สำหรับผู้เข้าร่วมอบรมที่ผ่านการเรียนรู้หลักสูตรบังคับรวม 8 ชั่วโมง พร้อมทำแบบทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง 3 ระดับชั้น สามารถต่อยอดสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน Coding & AI ระดับประเทศ เพื่อชิงทุนการศึกษาและทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาทพร้อมประสบการณ์สำคัญที่ช่วยต่อยอดเส้นทางการศึกษาและอาชีพดิจิทัลในอนาคต

    อย่ารอช้า! เรียนออนไลน์ได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ codingthailand.co สำหรับน้อง ๆ เยาวชนที่สนใจเข้าเวิร์คช็อปและเวทีแข่งขัน Coding & AI สุดยิ่งใหญ่ ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future จะต้องผ่านหลักสูตรบังคับตามเกณฑ์ที่กำหนด และสมัครเข้าร่วมเป็นทีม (นักเรียน 3 คน , ครู 1 คน) ตั้งแต่วันนี้–5 มิถุนายน 2569 โดยปิดรับสมัครตามภูมิภาค ดังนี้ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก (8 พฤษภาคม 2569) ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานตอนล่าง (15 พฤษภาคม 2569) ภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสานตอนกลาง (29 พฤษภาคม 2569) ภาคใต้ตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง (5 มิถุนายน 2569)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/474023&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bWg8LQvW93bpDB1dpoDoz

  • เนสไลน์ แบรนด์ขนมนำเข้า โตยังไง? จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน

    เนสไลน์ แบรนด์ขนมนำเข้า โตยังไง? จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน

    “เนสไลน์” (NEZLINE) แบรนด์ขนมนำเข้าของคนไทยกลายเป็นหนึ่งใน Trendsetter ทางเลือกใหม่ของตลาดสแน็ค ด้วยสินค้าเรือธงขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง (OAT CHOCO) ที่หลายคนคุ้นเคย แต่อาจไม่เคยรู้ว่า OAT CHOCO ยอดนิยมต้นตำรับมาจากแบรนด์เนสไลน์ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าขนมจากต่างประเทศมาจัดจำหน่ายในไทยกว่า 70 SKU 

    จุดเริ่มต้น ไฉไล อินเตอร์เทรด

    “เนสไลน์” (NEZLINE) เป็นแบรนด์ที่อยู่ภายใต้ บริษัท ไฉไลอินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเริ่มก่อตั้งธุรกิจเมื่อปี พ.ศ.2562 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท เริ่มแรกดำเนินธุรกิจประเภทซื้อมาขายไปในผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ตธัญพืชอัดแท่ง โดยนำเข้าสินค้ามาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อผลตอบรับดีและเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้า จึงตัดสินใจขยายธุรกิจภายใต้เครื่องหมายการค้า เนสไลน์ (NEZLINE) 

    เบื้องหลังการเติบโตของบริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด ก่อตั้งโดย 3 ผู้บริหารรุ่นใหม่ คือไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) อับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และเมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ที่วางเป้าหมายเป็น ผู้นำธุรกิจนำเข้าขนมจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

    3 ผู้บริหารแบรนด์ ไฉไล อินเตอร์เทรด

    เริ่มจากขาย Gadget และสินค้าไอที 

    ไฟซอล เจ๊ะอุมา เล่าย้อนกลับไปว่า ก่อนหน้านี้บริษัททำธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Gadget และไอที แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวช่วง Covid-19 จึงมองหาโอกาสใหม่ในสินค้าที่เข้าถึงง่ายและมีการบริโภคทุกวัน 

    โดยพบว่าตลาดขนมนำเข้าในไทยยังมีช่องว่างทางการตลาดอยู่  ทำให้เริ่มทดลองนำเข้าขนมมาขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee และ Lazada ด้วยเงินลงทุนครั้งแรกเพียง 20,000 บาท 

    จากผลตอบรับดี ทำให้ไฟซอลตัดสินใจขยายธุรกิจโดยเป็นผู้ติดต่อหาแหล่งผลิตโรงงาน OEM ในประเทศจีนด้วยตนเอง แต่ช่วงแรกเผชิญปัญหาทั้งด้านมาตรฐานการผลิตและรสชาติขนม จนกลายเป็น pain point สำคัญว่าต้นทุนต่ำไม่ใช่คำตอบยั่งยืนของธุรกิจระยะยาว หลังเปลี่ยนโรงงานผลิตหลายแห่งกว่าจะมาเป็นแบรนด์เนสไลน์ ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์คุณภาพและราคาเข้าถึงได้ พร้อมควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วัตถุดิบ รสชาติไปจนถึงเนื้อสัมผัส (texture) ของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจด้านความปลอดภัยโดยผ่านการรับรองสินค้าจากโรงงานมาตรฐานสากลอย่าง อย. HACCP HALAL และ ISO9001

    OAT CHOCO สินค้าเรือธง ปั้นรายได้ 

    ขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง OAT CHOCO เป็นสินค้าขายดีอันดับหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมจน เติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างรายได้แตะ 100 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในปี 2023  

    เมธัส สนิทมัจโร กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นโฟกัสการทำตลาดเป็นหลัก จนทำให้บริษัทไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า OAT CHOCO ไม่นานนักจึงมีผู้ผลิตคู่แข่งจำนวนมากเข้ามาจำหน่ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน นับเป็นบทเรียนแรกในการดำเนินธุรกิจก่อนที่บริษัทจะเริ่มจด trademark สำหรับสินค้าใหม่ เช่น ขนมนูกัตโตะ (NOUGATTO) รวมถึงสินค้าอื่นๆ ในเวลาต่อมา

    พลิกเกมจากขายออนไลน์สู่ Modern Trade 

    อับดุลมาติน หะยียะโกะ COO เผยว่า ช่วงแรกเนสไลน์เติบโตจากการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก โดยทีมผู้บริหารไม่เคยไลฟ์สดขายสินค้าแต่เลือกใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นราคาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทจับมือกับ distributor อย่าง บริษัทเพนส์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น (PENS) ที่มีเครือข่ายธุรกิจแข็งแกร่ง ทำให้สินค้าขยายช่องทางจัดจำหน่ายสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์สโตร์ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศกว่า 22,000 แห่ง 

    “การกระจายสินค้าจำหน่ายผ่าน distributor ส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2568 ยอดขายมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท เพราะผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้าน 7-eleven CJ MORE และ MR.D.I.Y. ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายออฟไลน์อยู่ที่ 70% ขณะที่ฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไปและกลุ่มคนทำงานในเขตกรุงเทพและปริมณฑลถึง 80% ของยอดขายรวม” 

    เนสไลน์ แบรนด์ขนมนำเข้า โตยังไง? จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน

    สร้างทีม GEN Z สร้างแบรนด์ดิ้งบน TikTok 

    อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การตั้งทีมคอนเทนต์ภายในองค์กร โดยเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ สร้างคอนเทนต์สื่อสารผ่าน TikTok และโซเชียลมีเดีย เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ คุณเมธัส ระบุว่าปีที่ผ่านมาการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นช่วยสร้าง Brand Awareness และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคลองสั่งซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    เม็ดพลาสติกขาดทำต้นทุน Packaging พุ่ง 37% 

    ทั้งนี้ ไฟซอล กล่าวอีกว่า แม้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่องแต่ปีนี้เนสไลน์เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 37% เนื่องจากเม็ดพลาสติกปรับราคาขึ้นต่อเนื่องผลพวงจากสงครามตะวันออกกลาง บริษัทจำเป็นต้องปรับแผนโลจิสติกส์ล่วงหน้า พร้อมตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด เพื่อรักษากำลังซื้อผู้บริโภคท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ 

    กลยุทธ์ “ขายทุกไซส์” ช่วยผู้บริโภคซื้อคล่อง-คุ้มค่า

    ทุกไลน์สินค้าของเนสไลน์ ไม่จำกัดราคาแบบตลาดขนมทั่วไป แต่เลือกวางกลยุทธ์สินค้าหลายขนาด หลายราคา เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย และสร้างการซื้อซ้ำ 

    แนวคิด “ขนมแบ่งปัน” ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ให้สินค้าได้รับความนิยม โดยเฉพาะสินค้าแบบ multi-piece ยกตัวอย่างเช่น ซื้อนูกัตโตะขนาด 50 กรัมในซองนั้นมีขนมบรรจุแยกจำนวน 5 ชิ้น สามารถแบ่งเพื่อนรับประทานได้ รวมถึงขนาดพกพาสะดวกจึงเจาะฐานลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี 

    เนสไลน์ แบรนด์ขนมนำเข้า โตยังไง? จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน

    เป้าหมาย 1,000 ล้านในอีก 4 ปี 

    การเดินทางของเนสไลน์กำลังก้าวสู่ปีที่ 7 ด้วย Positioning ในฐานะขนมทางเลือกใหม่ของตลาด(Alternative Products) ให้ผู้บริโภคได้เลือกทานขนมหลากหลายในแบบของตนเอง 

    เนสไลน์ไม่หยุดนิ่งพัฒนาสินค้าใหม่สู่ตลาดต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 5-10 SKU และการที่ทีมผู้บริหารคลุกคลีทำงานเชิงลึก สามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันต่อทุกการเปลี่ยนแปลง ทำให้เป้าหมายแบรนด์สู่ยอดขาย 1,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้าไม่ไกลเกินเอื้อม

    ไฟซอล เจ๊ะอุมา CEO ย้ำว่า “เราไม่ได้อยากเป็นแค่แบรนด์ขนมนำเข้า แต่ต้องการเป็น Trendsetter ที่สร้างตัวเลือกใหม่ให้ผู้บริโภค”    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/741533&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KUOJ27mLR1MiNCkbDgXpb

  • S

    S

    บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SiS ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการได้รับรางวัล “APJ Partner of the Year 2025” ภายใต้กลุ่ม Managed Service Providers (MSP) จาก Cohesity ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการจัดการและปกป้องข้อมูล

    SiS คว้ารางวัล APJ Partner of the Year 2025 หนึ่งเดียวในภูมิภาค จาก Cohesity ตอกย้ำศักยภาพผู้นำโซลูชันไอที

    รางวัลดังกล่าวเป็นหนึ่งในรางวัลภายใต้กลุ่ม Managed Service Providers (MSP) ที่ Cohesity มอบให้แก่พันธมิตรที่มีผลงานโดดเด่นในแต่ละภูมิภาค โดย SiS เป็นบริษัทเพียงรายเดียวในภูมิภาค APJ ที่ได้รับรางวัล “APJ Partner of the Year” ประจำปี 2025 ซึ่งภูมิภาค APJ ครอบคลุมตลาดสำคัญทั่วเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN), ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ SiS คว้ารางวัล APJ Partner of the Year 2025 หนึ่งเดียวในภูมิภาค จาก Cohesity ตอกย้ำศักยภาพผู้นำโซลูชันไอที

    ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของ SiS ในการให้บริการ Managed Service Provider (MSP) ทั้งด้านการพัฒนาโซลูชัน การให้บริการลูกค้า และการสร้างการเติบโตทางธุรกิจร่วมกับ Cohesity ในระดับภูมิภาค ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้าน Cloud และ Data Management รวมถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทย

    คุณสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของ SiS เป็นอย่างยิ่ง และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาโซลูชันและบริการด้าน Managed Service Provider ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Cohesity รวมถึงการสนับสนุนจากพันธมิตรทางธุรกิจของเราในประเทศไทย”

    SiS ยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรยุคดิจิทัล โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัยและสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุดหรือหยุดชะงัก (Data Security and Resilience) รวมถึงการรองรับเวิร์คโหลดที่หลากหลาย และการให้บริการแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาว

    การได้รับรางวัล “APJ Partner of the Year 2025” ภายใต้กลุ่ม Managed Service Providers (MSP) ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จของ SiS ในระดับประเทศ แต่ยังเป็นการยกระดับสู่เวทีภูมิภาคในฐานะพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม APJ ที่ได้รับการยอมรับจาก Cohesity พร้อมเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทย และสนับสนุนองค์กรไทยสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieo8ajv7i3ligl7n2cg7ug3cjdevted6&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xlsUTOm9KJ5nNAH5ONsuo

  • “รวงข้าว ลัลนา” คว้ารองแชมป์ไอทีเอฟ โตเกียว ผงาดท็อป 100 โลกคนที่ 4 ของไทย

    “รวงข้าว ลัลนา” คว้ารองแชมป์ไอทีเอฟ โตเกียว ผงาดท็อป 100 โลกคนที่ 4 ของไทย

    ลัลนา ธาราฤดี พ่ายสาวออสซี่หวุดหวิด คว้ารองแชมป์เทนนิส W100 โตเกียว พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักหวดหญิงไทยคนที่ 4 ที่ติดอันดับท็อป 100 ของโลกอย่างเป็นทางการ

    “รวงข้าว” ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสดาวรุ่งหญิงมือ 1 ของไทย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการลูกสักหลาดไทย หลังจบการแข่งขันเทนนิสอาชีพหญิง ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ “ดับเบิลยู 100 โตเกียว” (W100 Tokyo) ชิงเงินรางวัลรวม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.27 ล้านบาท) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

    เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 เป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ประเภทหญิงเดี่ยว “รวงข้าว” ลัลนา ธาราฤดี มืออันดับ 113 ของโลก และมือวางอันดับ 1 ของรายการ ลงสนามพบกับ เทย์ลาห์ เพรสตัน มืออันดับ 148 ของโลกจากออสเตรเลีย

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทั้งคู่สู้กันได้อย่างสูสีตลอด 3 เซต ก่อนจะเป็นนักหวดสาวออสเตรเลียที่เบียดเอาชนะไปได้ 1-2 เซต ด้วยสกอร์ 1-6, 6-4 และ 4-6 โดยใช้เวลาแข่งขันทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 47 นาที ส่งผลให้ เทย์ลาห์ เพรสตัน คว้าแชมป์ไปครอง รับเงินรางวัล 12,285 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 397,000 บาท) พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลก 100 คะแนน

    ขณะที่ ลัลนา ธาราฤดี ในฐานะรองแชมป์ รับเงินรางวัลปลอบใจ 6,495 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 210,000 บาท) และคะแนนสะสมอันดับโลกอีก 65 คะแนน ซึ่งจากผลงานการเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในรายการนี้ ส่งผลให้คะแนนสะสมของเธอเพียงพอที่จะขยับอันดับขึ้นไปติด ท็อป 100 ของโลก เป็นที่แน่นอนแล้ว

    การก้าวขึ้นสู่ท็อป 100 ในครั้งนี้ ทำให้ “รวงข้าว” กลายเป็นนักเทนนิสหญิงไทยคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่ทำสถิติดังกล่าวได้สำเร็จ ต่อจากรุ่นพี่อย่าง แทมมารีน ธนสุกาญจน์, ลักษิกา คำขำ และ มนัญชญา สว่างแก้ว โดยสมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง (WTA) จะมีการประกาศอันดับโลกอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน นี้

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/102953/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sOcP-NZz2DPR2X2xUb3o-

  • ‘รวงข้าว’หวดหญิงคนที่4!ขึ้นท็อป100โลก-ซิวรองแชมป์ไอทีเอฟ

    ‘รวงข้าว’หวดหญิงคนที่4!ขึ้นท็อป100โลก-ซิวรองแชมป์ไอทีเอฟ

    วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพหญิง ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ ดับเบิลยู 100 (W100) รายการ “ดับเบิลยู 100 โตเกียว” ชิงเงินรางวัลรวม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.27 ล้านบาท ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.

    รอบชิงชนะเลิศ ประเภทหญิงเดี่ยว ปรากฏว่าในแมทช์นี้ “รวงข้าว” ลัลนา ธาราฤดี หวดหญิงไทยมืออันดับ 113 ของโลก ในฐานะมือวางอันดับ 1 ของรายการ แพ้ เทย์ลาห์ เพรสตัน มืออันดับ 148 ของโลก จากออสเตรเลีย 1-2 เซต ด้วยสกอร์ 1-6, 6-4 และ 4-6 ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 47 นาที

    เทย์ลาห์ เพรสตัน ในฐานะแชมป์รับเงินรางวัล 12,285 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 397,000 บาท พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลก 100 คะแนน ส่วน ลัลนา รองแชมป์ รับ 6,495 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 210,000 บาท กับคะแนนสะสมอันดับโลกอีก 65 คะแนน

     จากผลงานของ ลัลนา ที่ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศในรายการนี้ ทำให้การันตีขยับอันดับขึ้นไปอยู่ในท็อป 100 ของโลกเป็นที่แน่นอนแล้ว ซึ่งจะทำให้ ลัลนา เป็นนักเทนนิสหญิงไทย คนที่ 4 ที่ทำอันดับติดท็อป 100 ของโลก ต่อจาก แทมมารีน ธนสุกาญจน์, ลักษิกา คำขำ และ มนัญชญา สว่างแก้ว โดยจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 27 เมษายนนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/960776&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_RYN1VuK00XBn7lcFlILC

  • คุณานันท์ จับคู่หนุ่มอินเดียผงาดแชมป์ชายคู่ เทนนิส เจ300 ที่ปูเน่

    คุณานันท์ จับคู่หนุ่มอินเดียผงาดแชมป์ชายคู่ เทนนิส เจ300 ที่ปูเน่

    คุณานันท์ พันธราธร นักเทนนิสดาวรุ่งไทยจับคู่ อาร์นาฟ ปาปารการ โชว์ฟอร์มสมราคาเต็ง 1 ไล่ต้อนคู่หูญี่ปุ่นขาดลอย คว้าแชมป์ชายคู่ เจ300 ที่อินเดีย สร้างสถิติซิวแชมป์ครบทุกระดับ

    คุณานันท์ พันธราธร นักเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย มืออันดับ 60 เยาวชนโลก สร้างผลงานยอดเยี่ยมในการแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ รายการ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ จูเนียร์ส ระดับ เจ300 รายการ “เดคกัน ยิมคณา เอเชีย โอเชียเนีย บี1 เทนนิส แชมเปี้ยนชิพ 2026” ณ เมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย

    ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ประเภทชายคู่ คุณานันท์ พันธราธร จับคู่กับ อาร์นาฟ ปาปารการ นักหวดเจ้าถิ่น มืออันดับ 40 เยาวชนโลก โดยทั้งคู่ลงสนามในฐานะคู่มือวางอันดับ 1 ของรายการ พบกับ ฮิว คาวานาชิ (มือ 47 เยาวชนโลก) และ เอโตะ โคมาดะ (มือ 129 เยาวชนโลก) คู่มือวางอันดับ 2 จากประเทศญี่ปุ่น

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า คู่ของ คุณานันท์ และ อาร์นาฟ โชว์ฟอร์มได้อย่างเหนือชั้น เอาชนะคู่ปรับจากญี่ปุ่นไปได้ 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-2 และ 7-5 ผงาดคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

    จากชัยชนะในครั้งนี้ ทำให้ คุณานันท์ ได้รับคะแนนสะสมเยาวชนโลกจำนวน 56.25 คะแนน นอกจากนี้ยังถือเป็นการสร้างสถิติส่วนตัวที่น่าสนใจ โดยนักหวดหนุ่มไทยสามารถคว้าแชมป์ประเภทคู่ในศึก ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ จูเนียร์ส มาครองได้ครบทุกระดับอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ระดับ เจ30, เจ60, เจ100, เจ200 จนถึงระดับ เจ300 ในปัจจุบัน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/102879/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rhodHoe1XidqBs1WJCHe0