Category: ไอที

  • ปูตินไม่สนทรัมป์! ลั่นพร้อมส่งน้ำมันให้อินเดีย แม้สหรัฐฯ กดดันหนักให้อินเดียหยุดซื้อจากรัสเซีย

    ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียในระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงเดลีว่า “รัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการขนส่งน้ำมันไปยังอินเดีย ‘อย่างต่อเนื่อง’” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้”

    แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการประชุมสุดยอดอินเดีย-รัสเซียประจำปี ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันอินเดียให้ลดความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    ปูตินตั้งคำถามว่า “เหตุใดอินเดียจึงถูกลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เองก็ซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากรัสเซียเช่นกัน”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าอินเดียกำลังบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

    “รัสเซียจะไม่ยอมถอยแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานกับอินเดีย…รัสเซียเป็นผู้จัดหาทรัพยากรพลังงานที่เชื่อถือได้ และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคพลังงานของอินเดีย เราพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

    — ปูติน กล่าวในแถลงการณ์

    ขณะที่โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันโดยตรง แต่กล่าวว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างอินเดียและรัสเซีย”

    การเยือนอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของปูตินนับตั้งแต่การรุกรานยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ถูกรบกวน

    โมดีอธิบายความร่วมมือระหว่างอินเดียกับรัสเซียว่าเป็นเหมือน “ดาวนำทาง” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เหล่านี้มีพื้นฐานจากความเคารพและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง” ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ตึงเครียด และไม่แน่นอนในปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์รัสเซีย-อินเดียยังคงแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจจนถึงปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 อีกทั้งยังตกลงที่จะปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียได้พยายามสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

    (Photo by : SAJJAD HUSSAIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/putin-vows-oil-shipments-to-india-will-be-uninterrupted-in-defiance-of-us&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fZcK39ZyJmwdI31CLjE1

  • ปูตินไม่สนทรัมป์! ลั่นพร้อมส่งน้ำมันให้อินเดีย แม้สหรัฐฯ กดดันหนักให้อินเดียหยุดซื้อจากรัสเซีย

    ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียในระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงเดลีว่า “รัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการขนส่งน้ำมันไปยังอินเดีย ‘อย่างต่อเนื่อง’” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้”

    แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการประชุมสุดยอดอินเดีย-รัสเซียประจำปี ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันอินเดียให้ลดความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    ปูตินตั้งคำถามว่า “เหตุใดอินเดียจึงถูกลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เองก็ซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากรัสเซียเช่นกัน”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าอินเดียกำลังบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

    “รัสเซียจะไม่ยอมถอยแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานกับอินเดีย…รัสเซียเป็นผู้จัดหาทรัพยากรพลังงานที่เชื่อถือได้ และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคพลังงานของอินเดีย เราพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

    — ปูติน กล่าวในแถลงการณ์

    ขณะที่โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันโดยตรง แต่กล่าวว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างอินเดียและรัสเซีย”

    การเยือนอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของปูตินนับตั้งแต่การรุกรานยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ถูกรบกวน

    โมดีอธิบายความร่วมมือระหว่างอินเดียกับรัสเซียว่าเป็นเหมือน “ดาวนำทาง” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เหล่านี้มีพื้นฐานจากความเคารพและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง” ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ตึงเครียด และไม่แน่นอนในปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์รัสเซีย-อินเดียยังคงแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจจนถึงปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 อีกทั้งยังตกลงที่จะปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียได้พยายามสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

    (Photo by : SAJJAD HUSSAIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/putin-vows-oil-shipments-to-india-will-be-uninterrupted-in-defiance-of-us&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fZcK39ZyJmwdI31CLjE1

  • Tinder ยกระดับความปลอดภัย สร้างเกราะป้องกัน “ลวงรักโอนไว” ปัดขวาให้มั่นใจขึ้น

    Tinder ยกระดับความปลอดภัย สร้างเกราะป้องกัน “ลวงรักโอนไว” ปัดขวาให้มั่นใจขึ้น

    สัมภาษณ์พิเศษ โยเอล รอธ เจาะลึกมาตรการความปลอดภัยใหม่ของทินเดอร์ พร้อมชน Deepfake และ Romance Scam ด้วย AI 

    ในยุคที่การปัดขวาคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ความกังวลเรื่องตัวจริงหรือตัวปลอม ย่อมตามมา ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยกับ โยเอล รอธ รองประธานอาวุโสฝ่าย Trust & Safety ของ Match Group เพื่อเจาะลึกว่าแอปพลิเคชัน หาคู่ระดับโลกกำลังงัดข้อกับมิจฉาชีพยุคดิจิทัลอย่างไร

    Face Check ด่านแรกสู่ความจริงใจ

    โยเอล รอธ
    โยเอล รอธ

    โยเอล รอธ เริ่มต้นเปิดประเด็นด้วยหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ นั่นคือ ความจริงใจ เขาบอกว่าปัญหาคลาสสิกที่สุดคือการไม่รู้ว่าคนในรูปคือคนจริงๆ หรือไม่ ทินเดอร์จึงแก้เกมด้วยฟีเจอร์ Face Check ซึ่งใช้การถ่ายวิดีโอเซลฟี่สั้นๆ เพื่อยืนยันว่าหน้าตรงปกและเป็นคนที่มีชีวิตอยู่จริง 

    สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ จากเดิมที่เป็นทางเลือก วันนี้ ทินเดอร์ปรับให้ Face Check เป็นภาคบังคับ สำหรับผู้ใช้งานหน้าใหม่ทุกคน เพราะการยืนยันผ่าน SMS หรืออีเมลแบบเดิมนั้นถูกปลอมแปลงได้ง่ายเกินไปแล้วในยุคนี้ ซึ่งผลลัพธ์จากการทดสอบในต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่าช่วยกันคนไม่ดีออกไปได้เยอะมาก 

    รับมือภัยคุกคามยุค AI และ Deepfake

    คู่มือความปลอดภัยจากการใช้งานของ Tinder
    คู่มือความปลอดภัยจากการใช้งานของ Tinder

    คำถามที่หลายคนกลัวคือเรื่อง Deepfake และ AI ที่เนียนตาจนแยกไม่ออก โยเอลยอมรับตรงไปตรงมาว่ามิจฉาชีพใช้เครื่องมือเหล่านี้จริง แต่ทินเดอร์ก็ไม่ได้นิ่งเฉย พวกเขามีทีมเฉพาะกิจและใช้ AI ของตัวเองในการดักจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์

    ที่น่าสนใจคือ จากงานวิจัยที่ทินเดอร์ทำร่วมกับ Reality Defender พบความจริงที่น่าโล่งใจว่า รูปภาพกว่า 99.4 เปอร์เซ็นต์บนแพลตฟอร์มไม่มีสัญญาณของการใช้ AI ที่เป็นอันตราย ส่วนรูปที่ระบบตรวจพบว่ามีการดัดแปลง เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นแค่การใช้แอปพลิเคชัน แต่งรูปหรือฟิลเตอร์หน้าเนียนของคนทั่วไป ไม่ใช่ Deepfake เพื่อการหลอกลวงแต่อย่างใด 

    รู้ทัน Romance Scam และการหลอกลวง

    เรื่องหลอกให้รักแล้วโอนไว หรือ Romance Scam เป็นสิ่งที่โยเอลย้ำว่ามีนโยบาย Zero Tolerance หรือไม่ยอมความเด็ดขาด ระบบหลังบ้านจะคอยสแกนหาคำหรือวลีที่ส่อเจตนาหลอกลวง พร้อมระบบเตือนภัย ที่จะเด้งขึ้นมาเตือนสติผู้ใช้

    นอกจากเทคโนโลยีแล้ว เขายังแนะนำทริคง่ายๆ คือให้สังเกต “ติ๊กถูกสีน้ำเงิน” ที่ยืนยันตัวตนแล้ว และทางทินเดอร์เองก็ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น และ NGO เพื่อไล่ตามเทรนด์การโกงให้ทัน 

    เตือนก่อนส่งและปกป้องความเป็นส่วนตัว

    ฟีเจอร์ Are you sure?
    ฟีเจอร์ Are you sure?

    สุดท้าย โยเอลเล่าถึงฟีเจอร์เล็กๆ ที่ช่วยเซฟผู้ใช้ได้มหาศาล อย่าง Are You Sure? ที่ระบบ AI จะถามคนส่งข้อความว่า แน่ใจนะว่าจะส่ง? หากตรวจพบคำที่ไม่สุภาพ หรือฟีเจอร์ Does This Bother You? ที่ถามคนรับว่าข้อความนี้กวนใจคุณไหม เพื่อนำไปสู่การรายงานปัญหา รวมถึงระบบ Bio Guidance ที่คอยสแกนหน้าโปรไฟล์ หากใครเผลอใส่ข้อมูลส่วนตัวอันตรายๆ อย่างเบอร์โทรศัพท์ลงไป ระบบจะช่วยลบออกให้และเตือนให้รู้ตัว เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ใช้เอง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/tech/2900181&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rRcozhKsSlHToqBlSEduT

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    บ่มเพาะนวัตกรไทยสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน…ทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ร่วมกับ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด เฟ้นหาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายในระดับประชาชนทั่วไปหรือสตาร์ทอัพ สู่เวทีไฟนอล Pitching Day ขึ้นประชันไอเดียเสนอโซลูชันรับมือภัยไซเบอร์ที่พัฒนาให้เกิดขึ้นจริงแล้ว พร้อมประกาศผลผู้ชนะโครงการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ผลักดันสตาร์ทอัพไทยก้าวสู่ตลาด Crime Tech ที่กำลังเติบโตสูง โดยได้รับความร่วมมือจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเปิดประสบการณ์และชื่นชมผลงานนวัตกรรมจากพลังความคิดสร้างสรรค์นวัตกรไทยได้ที่เฟซบุ๊ก True Lab

    ส่อง 3 ทีมแชมป์ระดับประชาชนทั่วไป / สตาร์ทอัพ ในวัน Final Pitching Day

    กว่า 4 เดือนบนเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม โครงการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ได้คัดเลือก 6 ทีมสุดท้ายในระดับธุรกิจสตาร์ทอัพและประชาชนทั่วไปที่ได้รับเงินทุนพัฒนาผลงานต้นแบบ เรียนรู้ แก้ไข ผ่านการทดลอง ทดสอบอย่างเข้มข้น จนสามารถใช้งานได้จริง โดยทุกทีมที่ได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายในรอบ Final Pitching Day และได้ประกาศผลผู้ชนะ ได้แก่

    ผู้ชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร และผู้ได้รับรางวัลขวัญใจสื่อมวลชน เงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

    ทีม Scamtify – AI ค้นหาและตรวจจับเพจปลอมบนโซเชียล มีเดีย พร้อมแจ้งเตือนลูกค้าทรูที่เสี่ยงถูกหลอก เพื่อแก้ไขปัญหาคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ถูกหลอกลวงจากการเข้าถึงเพจปลอมบนโซเชียล มีเดีย โดยตั้งเป้าหมายช่วยปกป้องผู้ใช้งานได้ 360,000 คน (3% ของสถิติผู้เป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์บน Facebook) ในปีแรก

    สมาชิกในทีม Scamtify
    • นายวริทธิ์ มหิตธิ
    • นายธนสาร เซ่งเจริญ
    • นายปารินทร์ ลิขิตวรศักดิ์
    • นายปวริศ เรืองจุติโพธิ์พาน

    ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท และประกาศนียบัตร

    ทีม Sudo Protect Me – เราเตอร์อัจฉริยะ ควบคุมเวลาใช้งาน พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานรายบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาเยาวชนไทยตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ จากการเข้าถึงเว็บไซต์การพนันออนไลน์ และเว็บไซต์อนาจาร ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถช่วยปกป้องบุตรหลาน และคนในครอบครัวมีความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายสามารถป้องกันมากกว่า 10,000 ครัวเรือนในปีแรก

    สมาชิกในทีม Sudo Protect Me
    • นายอธิชา เจริญธนกิจกุล
    • นายณัชธพงศ์ พิมพ์ภสันต์
    • นางสาวธัญชนก เลิศเสถียรชัย
    • นางสาวสุชานรี ศรีเฉลิม

    ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท และประกาศนียบัตร

    ทีม แพรวา No.1 – AI ตรวจจับบทสนทนาทางโทรศัพท์ว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ด้วยแนวคิดปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุมีปัญหาการถูกหลอกลวงจากการติดต่อผ่านการคุยโทรศัพท์ โดยตั้งเป้าหมายลดผู้เสียหายถูกหลอกลวงได้มากกว่า 2,500 คน ในปีแรก

    สมาชิกในทีม แพรวา No.1
    • นางสาวแพรวา มั่นคง
    • นางสาวนิภัสสา ชัยนิวัฒนา
    • นางสาวนิติวดี ลิมปยารยะ
    • นายปรเมศร์ เอี่ยมละออง
    • นางสาวมนัสวีรภัทร แก้วอุไร

    ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบ ในฐานะเทคคอมปานีของไทยที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนแนวทางแห่งความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในยุคที่ภัยไซเบอร์ทวีความซับซ้อนและกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในสังคม โดยปีนี้ โครงการ True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ได้เห็นพลังความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรไทยในการพัฒนาผลงานต้นแบบที่เป็นโซลูชันปกป้องภัยไซเบอร์ที่ใช้ได้จริง ทั้งช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยขึ้น หรือทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี อันเป็นกำลังสำคัญในการเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ ให้คนในสังคมดิจิทัลและโลกออนไลน์ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะยังคงมีการติดตามผล พร้อมสนับสนุนโอกาสในการก้าวสู่ตลาด Crime Tech ต่อไป”

    ร่วมภูมิใจในความสามารถของนวัตกรไทยรุ่นใหม่ กับสุดยอด 6 ผลงานนวัตกรรมสู้ภัยไซเบอร์ จากปฏิบัติการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ได้ที่ เฟซบุ๊ก ทรู แล็บ: https://www.facebook.com/truelab.trueinnovation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/457442&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SPQO9qQJlwNOBGNdkBIP8

  • HP ประเทศไทย ดึงตัว “บิวกิ้น-พุฒิพงศ์” นั่งแท่นแอมบาสเดอร์ เจาะกลุ่ม Gen Z

    HP ประเทศไทย ดึงตัว “บิวกิ้น-พุฒิพงศ์” นั่งแท่นแอมบาสเดอร์ เจาะกลุ่ม Gen Z

    HP ประเทศไทย ประกาศรุกตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) อย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว “บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารภาพลักษณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล

    ในยุคที่เทรนด์การเป็น “นายตัวเอง” มาแรง โดยมีสถิติจาก Euromonitor เผยว่าคนรุ่นใหม่ถึง 66% สนใจอยากทำธุรกิจของตัวเอง บิวกิ้นถือเป็นตัวแทนของคน Gen Z ที่ประสบความสำเร็จทั้งในงานบันเทิงและบทบาทการทำงาน ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของ HP ที่ต้องการเข้าถึงและสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้สามารถจัดการงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ

    การเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมกับแคมเปญ “ดีต่อใจ ง่ายทุกงาน” ซึ่งชูจุดเด่นของเครื่องพิมพ์ HP Smart Tank 580 ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของคนทำธุรกิจโดยเฉพาะ

    s__10960926

    ฟีเจอร์เด่น

    • Cost Efficiency: ประหยัดค่าดูแลรักษาได้ถึง 70% ด้วยระบบไร้แผ่นซับหมึก และหัวพิมพ์ที่ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเองได้
    • Mobility: สั่งพิมพ์หรือสแกนงานได้จากทุกที่ผ่าน HP App บนสมาร์ทโฟน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานแบบ Hybrid
    • On-site Service: มั่นใจด้วยการรับประกัน 2 ปี พร้อมบริการซ่อมถึงที่ (On-site) และมีเครื่องสำรองให้ใช้ระหว่างรอซ่อม
    • Smart Friend: บริการสายด่วนปรึกษาปัญหาการใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    คุณวรานิษฐ์ อธิจรัสโรจน์ กรรมการผู้จัดการ เอชพี ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ธุรกิจขนาดเล็กคือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย การร่วมมือกับบิวกิ้นจะช่วยเชื่อมโยง HP เข้ากับคนรุ่นใหม่ เพื่อสนับสนุนให้พวกเขาก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตในยุค Digital Transformation ได้อย่างมั่นคง”

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ HP Smart Tank 580 สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ HP World, HP Official Store และร้านไอทีชั้นนำทั่วประเทศครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1619823/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QV6swz2JOtCEb1JtWJsBp