Category: ไอที

  • “คริส” ปธ.พรรคเศรษฐกิจ ยันจะไม่มีการเสนอแก้มาตรา 112

    ข่าว

    07 ธันวาคม 2025 – 10:12

    Featured Image

    “คริส” ประธานพรรคเศรษฐกิจ ยันจะไม่มีการเสนอแก้มาตรา 112 อย่างเด็ดขาด ฉะคนไม่หวังดี การเมืองสกปรก มุ่งโจมตีพรรค

    นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิ โพสต์คลิปวีดีโอ ชี้แจงเกี่ยวกับ กรณี “เต้ อาชีวะ” โพสต์ฝากถึง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เกี่ยวกับมาตรา 112 ว่า ในเรื่องนี้ ช่วง 2-3 วันนี้ มีคนโจมตีตนเอง และพรรคเศรษฐกิจ ว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนต้องการให้พี่น้องประชาชนกลับไปดูโพสต์ของตน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีตรงไหนเลย ที่ตนจะเสนอแก้ไขมาตรา 112 และขอให้สัญญาว่าตราบใดที่ตนยังเป็นประธานพรรคเศรษฐกิจ จะไม่มีการเสนอแก้มาตรา 112 อย่างเด็ดขาด

    นายคริส กล่าวอีกว่า ขอเรียนว่าวันนี้การกระทำของผู้ไม่หวังดี คือ การมุ่งโจมตีความฝัน และความหวังของคนจำนวนมหาศาล วันนี้สิ่งที่พรรคเศรษฐกิจเสนอ คือ การมีประเทศไทยที่เข้มแข็ง บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และไม่มีการคอร์รัปชั่น

    วันนี้ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พรรคพูด คุณบอกมาว่าไม่ดีตรงไหน ไม่ใช่การเล่นการเมืองสกปรกแบบนี้ ไม่มีใช่เล่นการเมือง ที่บอกว่าคุณจงรักภักดีกว่าคนอื่น วันนี้การเล่นการเมืองแบบนี้ต้องเลิกให้หมด

    “วันนี้มีเยาวชนจำนวนมากที่เดินตามพรรคเศรษฐกิจ เขาเริ่มรู้คุณค่าของการมีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่สนใจ จะกล่าวหาผมไม่จงรักภักดี กล่าวหาไปเลย แต่อย่าทำกับเยาวชนกลุ่มนี้ ขอฝากไปถึงบุคคลที่ไม่หวังดีกับพรรคเศรษฐกิจ ว่า อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่านำสถาบันมาเป็นประเด็นทางการเมือง” นายคริส กล่าว

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_974171/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zmuviDoqOD00etULnwS3o

  • “คริส” ปธ.พรรคเศรษฐกิจ ยันจะไม่มีการเสนอแก้มาตรา 112

    ข่าว

    07 ธันวาคม 2025 – 10:12

    Featured Image

    “คริส” ประธานพรรคเศรษฐกิจ ยันจะไม่มีการเสนอแก้มาตรา 112 อย่างเด็ดขาด ฉะคนไม่หวังดี การเมืองสกปรก มุ่งโจมตีพรรค

    นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิ โพสต์คลิปวีดีโอ ชี้แจงเกี่ยวกับ กรณี “เต้ อาชีวะ” โพสต์ฝากถึง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เกี่ยวกับมาตรา 112 ว่า ในเรื่องนี้ ช่วง 2-3 วันนี้ มีคนโจมตีตนเอง และพรรคเศรษฐกิจ ว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนต้องการให้พี่น้องประชาชนกลับไปดูโพสต์ของตน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีตรงไหนเลย ที่ตนจะเสนอแก้ไขมาตรา 112 และขอให้สัญญาว่าตราบใดที่ตนยังเป็นประธานพรรคเศรษฐกิจ จะไม่มีการเสนอแก้มาตรา 112 อย่างเด็ดขาด

    นายคริส กล่าวอีกว่า ขอเรียนว่าวันนี้การกระทำของผู้ไม่หวังดี คือ การมุ่งโจมตีความฝัน และความหวังของคนจำนวนมหาศาล วันนี้สิ่งที่พรรคเศรษฐกิจเสนอ คือ การมีประเทศไทยที่เข้มแข็ง บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และไม่มีการคอร์รัปชั่น

    วันนี้ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พรรคพูด คุณบอกมาว่าไม่ดีตรงไหน ไม่ใช่การเล่นการเมืองสกปรกแบบนี้ ไม่มีใช่เล่นการเมือง ที่บอกว่าคุณจงรักภักดีกว่าคนอื่น วันนี้การเล่นการเมืองแบบนี้ต้องเลิกให้หมด

    “วันนี้มีเยาวชนจำนวนมากที่เดินตามพรรคเศรษฐกิจ เขาเริ่มรู้คุณค่าของการมีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่สนใจ จะกล่าวหาผมไม่จงรักภักดี กล่าวหาไปเลย แต่อย่าทำกับเยาวชนกลุ่มนี้ ขอฝากไปถึงบุคคลที่ไม่หวังดีกับพรรคเศรษฐกิจ ว่า อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่านำสถาบันมาเป็นประเด็นทางการเมือง” นายคริส กล่าว

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_974171/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zmuviDoqOD00etULnwS3o

  • เปิดตำนานแหล่งรวมช่างศิลป์ล้านนา กับงาน “ศิลปหัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย” ครั้งที่ 35

    เปิดตำนานแหล่งรวมช่างศิลป์ล้านนา กับงาน “ศิลปหัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย” ครั้งที่ 35


    6/12/2568 | 92 |

    อำเภอหางดง เตรียมจัดงาน “ศิลปหัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย” ครั้งที่ 35 เผยแพร่งานศิลปหัตถกรรมไม้แกะสลักอันทรงคุณค่าให้เป็นที่รู้จัก และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่
    .       
    อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เชิญชวนร่วมงานศิลปหัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย ครั้งที่ 35 ณ ศูนย์หัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย หมู่บ้านถวาย หมู่ที่ 2 ตำบลขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทางอำเภอหางดง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลขุนคง ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 ธันวาคม 2568 เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงประชาสัมพันธ์งานหัตถกรรมไม้แกะสลักที่มีรูปแบบและเอกลักษณ์ของหมู่บ้านถวายให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ขณะเดียวกันยังเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น ตามนโยบายของรัฐบาล 
    .
    สำหรับหมู่บ้านถวาย ได้สืบทอดภูมิปัญญางานไม้แกะสลักจากบรรพบุรุษช่างฝีมือ(สล่า) จากรุ่นสู่รุ่น ทุกชิ้นคือผลงานศิลปะที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก จนกลายเป็นอาชีพที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และช่วยสร้างรายได้ให้กับแทบทุกครัวเรือน โดยการจัดงานศิลปหัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวายนั้น ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านถวายและร้านค้าหัตถกรรมทุกร้าน รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการจัดงานต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปี จนมาถึงในปีนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 35 แล้ว
    .
    โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการแสดงสินค้า OTOP ของหมู่บ้านต่างๆ ในอำเภอหางดง เยี่ยมชมวิถีชุมชนบ้านถวาย, กิจกรรมกาดหมั้วคัวฮอม, การแสดงศิลปะประเพณีท้องถิ่น, การเปิดร้านจำหน่ายอาหาร ผลิตภัณฑ์ OTOP สินค้างานไม้แกะสลัก ของตกแต่งบ้าน ของที่ระลึก การสาธิตและลงมือฝึกการแกะสลักไม้จากช่างฝีมือของศูนย์หัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย
    คมสันต์ คำวงค์ สวท.เชียงใหม่ /// 6 ธ.ค. 68


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2479/iid/451503&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i98T2vmibJF_Wj1_S2yRW

  • อนาคต VS ความเสี่ยงธุรกิจบริการไอที

    เส้นทางนักลงทุน

    ในระยะ 3 ปี (2568-2570) แนวโน้มธุรกิจบริการไอทียังมีความน่าสนใจ เพราะรายได้ยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

    สำหรับรายได้ของธุรกิจบริการไอทีนี้จะประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

    ข้อมูลจากศูนย์ Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2568-2570 รายได้รวมของธุรกิจนี้คาดว่าจะเติบโต 5.3%, 5.8% และ 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นราว 8.5%

    ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากธุรกิจ System Integrator มีสัดส่วนราว 60% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโต 4.4%, 5% และ 5.8% จากปีก่อน เป็นการเติบโตจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.6%

    ขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2568-2570 จะเพิ่มขึ้น 6.9%, 7.1% และ 7.5% จากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาระบบคลาวด์กลาง และการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ

    เช่น ระบบ Cybersecurity และระบบบริการ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Cloud Solution, Cybersecurity Solution และ AI Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท Storage Management ของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP มากขึ้น โดยเฉพาะ Analytics module เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการ

    ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management มากขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะ ใช้ IT Management ประเภท Storage Management มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการระบบ Cloud ที่เพิ่มขึ้น

    ปัจจัยหนุนจากภาคเอกชนที่มีแผนลงทุนด้านระบบไอทีในโครงการเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Data Analytics Solution, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management เพิ่มขึ้น

    นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจ SI ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายจากผู้ให้บริการ Data Center ที่จะลงทุนในช่วงปี 2567-2571 ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้กับธุรกิจ SI ราว 3.5 หมื่นล้านบาท

    อัตรากำไรของธุรกิจนี้ในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าสูงกว่าปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการ IT Solution ที่มีอัตรากำไรสูง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ Virtual Bank ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีเข้ามาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 ด้วยงบประมาณ 3.0-5.7 พันล้านบาท

    รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการพัฒนา Application, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่สูง และความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเพิกถอน หรือไม่ต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย

    ต้นทุนสินค้า บริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39% ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมดบวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

    การแข่งขันในธุรกิจบริการไอทียังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นหลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.6% ในช่วงปี 2562-2567

    บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่งได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ เช่น PTT, TCC,Toyota และ CPF ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานจากบริษัทเหล่านั้นน้อยลง

    และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกมีแนวโน้มใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าตามหลัก ESG ที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยอาจต้องดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เช่น การให้บริการลูกค้าด้วยการเลือกระบบ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800473&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36EqpvMd6_lC794i4oXuX5

  • อนาคต VS ความเสี่ยงธุรกิจบริการไอที

    เส้นทางนักลงทุน

    ในระยะ 3 ปี (2568-2570) แนวโน้มธุรกิจบริการไอทียังมีความน่าสนใจ เพราะรายได้ยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

    สำหรับรายได้ของธุรกิจบริการไอทีนี้จะประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

    ข้อมูลจากศูนย์ Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2568-2570 รายได้รวมของธุรกิจนี้คาดว่าจะเติบโต 5.3%, 5.8% และ 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นราว 8.5%

    ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากธุรกิจ System Integrator มีสัดส่วนราว 60% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโต 4.4%, 5% และ 5.8% จากปีก่อน เป็นการเติบโตจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.6%

    ขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2568-2570 จะเพิ่มขึ้น 6.9%, 7.1% และ 7.5% จากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาระบบคลาวด์กลาง และการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ

    เช่น ระบบ Cybersecurity และระบบบริการ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Cloud Solution, Cybersecurity Solution และ AI Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท Storage Management ของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP มากขึ้น โดยเฉพาะ Analytics module เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการ

    ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management มากขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะ ใช้ IT Management ประเภท Storage Management มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการระบบ Cloud ที่เพิ่มขึ้น

    ปัจจัยหนุนจากภาคเอกชนที่มีแผนลงทุนด้านระบบไอทีในโครงการเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Data Analytics Solution, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management เพิ่มขึ้น

    นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจ SI ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายจากผู้ให้บริการ Data Center ที่จะลงทุนในช่วงปี 2567-2571 ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้กับธุรกิจ SI ราว 3.5 หมื่นล้านบาท

    อัตรากำไรของธุรกิจนี้ในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าสูงกว่าปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการ IT Solution ที่มีอัตรากำไรสูง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ Virtual Bank ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีเข้ามาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 ด้วยงบประมาณ 3.0-5.7 พันล้านบาท

    รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการพัฒนา Application, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่สูง และความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเพิกถอน หรือไม่ต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย

    ต้นทุนสินค้า บริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39% ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมดบวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

    การแข่งขันในธุรกิจบริการไอทียังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นหลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.6% ในช่วงปี 2562-2567

    บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่งได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ เช่น PTT, TCC,Toyota และ CPF ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานจากบริษัทเหล่านั้นน้อยลง

    และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกมีแนวโน้มใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าตามหลัก ESG ที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยอาจต้องดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เช่น การให้บริการลูกค้าด้วยการเลือกระบบ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800473&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36EqpvMd6_lC794i4oXuX5

  • สนับสนุนการเรียนรู้ ไม่สิ้นสุด

    โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 26 โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” สนับสนุนการเรียนรู้ ด้วยการมอบทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท  หนังสือจากโครงการส่งความรู้สร้างความสุข ผลิตภัณฑ์ในเครือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์การกีฬาแก่โรงเรียนหอพระวิทยาคม โดยมี คุณสุรพล ยะคำป้อ ผู้อำนวยการโรงเรียน คุณสุกัญญา เหมืองสอง รองผู้อำนวยการโรงเรียน รับมอบจาก คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเวอเวอเรจ จำกัด (มหาชน) คุณนิตยา เชษฐโชติรส ผู้สอบบัญชี บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด ร่วมด้วย คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์  คุณภาวินี ไชยสิทธิ์  คุณวิรัช เมฆสัมพันธ์ ร่วมด้วยเครือข่ายพันธมิตร ที่โรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันก่อน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/115286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yaRMxA1GSKtAs2pA6jdGU

  • สนับสนุนการเรียนรู้ ไม่สิ้นสุด

    โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 26 โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” สนับสนุนการเรียนรู้ ด้วยการมอบทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท  หนังสือจากโครงการส่งความรู้สร้างความสุข ผลิตภัณฑ์ในเครือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์การกีฬาแก่โรงเรียนหอพระวิทยาคม โดยมี คุณสุรพล ยะคำป้อ ผู้อำนวยการโรงเรียน คุณสุกัญญา เหมืองสอง รองผู้อำนวยการโรงเรียน รับมอบจาก คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเวอเวอเรจ จำกัด (มหาชน) คุณนิตยา เชษฐโชติรส ผู้สอบบัญชี บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด ร่วมด้วย คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์  คุณภาวินี ไชยสิทธิ์  คุณวิรัช เมฆสัมพันธ์ ร่วมด้วยเครือข่ายพันธมิตร ที่โรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันก่อน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/115286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yaRMxA1GSKtAs2pA6jdGU

  • ปูตินไม่สนทรัมป์! ลั่นพร้อมส่งน้ำมันให้อินเดีย แม้สหรัฐฯ กดดันหนักให้อินเดียหยุดซื้อจากรัสเซีย

    ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียในระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงเดลีว่า “รัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการขนส่งน้ำมันไปยังอินเดีย ‘อย่างต่อเนื่อง’” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้”

    แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการประชุมสุดยอดอินเดีย-รัสเซียประจำปี ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันอินเดียให้ลดความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    ปูตินตั้งคำถามว่า “เหตุใดอินเดียจึงถูกลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เองก็ซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากรัสเซียเช่นกัน”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าอินเดียกำลังบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

    “รัสเซียจะไม่ยอมถอยแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานกับอินเดีย…รัสเซียเป็นผู้จัดหาทรัพยากรพลังงานที่เชื่อถือได้ และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคพลังงานของอินเดีย เราพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

    — ปูติน กล่าวในแถลงการณ์

    ขณะที่โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันโดยตรง แต่กล่าวว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างอินเดียและรัสเซีย”

    การเยือนอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของปูตินนับตั้งแต่การรุกรานยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ถูกรบกวน

    โมดีอธิบายความร่วมมือระหว่างอินเดียกับรัสเซียว่าเป็นเหมือน “ดาวนำทาง” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เหล่านี้มีพื้นฐานจากความเคารพและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง” ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ตึงเครียด และไม่แน่นอนในปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์รัสเซีย-อินเดียยังคงแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจจนถึงปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 อีกทั้งยังตกลงที่จะปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียได้พยายามสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

    (Photo by : SAJJAD HUSSAIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/putin-vows-oil-shipments-to-india-will-be-uninterrupted-in-defiance-of-us&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fZcK39ZyJmwdI31CLjE1

  • ปูตินไม่สนทรัมป์! ลั่นพร้อมส่งน้ำมันให้อินเดีย แม้สหรัฐฯ กดดันหนักให้อินเดียหยุดซื้อจากรัสเซีย

    ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียในระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงเดลีว่า “รัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการขนส่งน้ำมันไปยังอินเดีย ‘อย่างต่อเนื่อง’” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้”

    แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการประชุมสุดยอดอินเดีย-รัสเซียประจำปี ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันอินเดียให้ลดความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    ปูตินตั้งคำถามว่า “เหตุใดอินเดียจึงถูกลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เองก็ซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากรัสเซียเช่นกัน”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าอินเดียกำลังบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

    “รัสเซียจะไม่ยอมถอยแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานกับอินเดีย…รัสเซียเป็นผู้จัดหาทรัพยากรพลังงานที่เชื่อถือได้ และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคพลังงานของอินเดีย เราพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

    — ปูติน กล่าวในแถลงการณ์

    ขณะที่โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันโดยตรง แต่กล่าวว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างอินเดียและรัสเซีย”

    การเยือนอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของปูตินนับตั้งแต่การรุกรานยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ถูกรบกวน

    โมดีอธิบายความร่วมมือระหว่างอินเดียกับรัสเซียว่าเป็นเหมือน “ดาวนำทาง” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เหล่านี้มีพื้นฐานจากความเคารพและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง” ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ตึงเครียด และไม่แน่นอนในปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์รัสเซีย-อินเดียยังคงแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจจนถึงปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 อีกทั้งยังตกลงที่จะปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียได้พยายามสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

    (Photo by : SAJJAD HUSSAIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/putin-vows-oil-shipments-to-india-will-be-uninterrupted-in-defiance-of-us&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fZcK39ZyJmwdI31CLjE1

  • สนับสนุนการเรียนรู้ ไม่สิ้นสุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/115286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yaRMxA1GSKtAs2pA6jdGU