Category: ไอที

  • อนาคต VS ความเสี่ยงธุรกิจบริการไอที

    เส้นทางนักลงทุน

    ในระยะ 3 ปี (2568-2570) แนวโน้มธุรกิจบริการไอทียังมีความน่าสนใจ เพราะรายได้ยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

    สำหรับรายได้ของธุรกิจบริการไอทีนี้จะประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

    ข้อมูลจากศูนย์ Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2568-2570 รายได้รวมของธุรกิจนี้คาดว่าจะเติบโต 5.3%, 5.8% และ 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นราว 8.5%

    ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากธุรกิจ System Integrator มีสัดส่วนราว 60% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโต 4.4%, 5% และ 5.8% จากปีก่อน เป็นการเติบโตจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.6%

    ขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2568-2570 จะเพิ่มขึ้น 6.9%, 7.1% และ 7.5% จากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาระบบคลาวด์กลาง และการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ

    เช่น ระบบ Cybersecurity และระบบบริการ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Cloud Solution, Cybersecurity Solution และ AI Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท Storage Management ของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP มากขึ้น โดยเฉพาะ Analytics module เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการ

    ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management มากขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะ ใช้ IT Management ประเภท Storage Management มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการระบบ Cloud ที่เพิ่มขึ้น

    ปัจจัยหนุนจากภาคเอกชนที่มีแผนลงทุนด้านระบบไอทีในโครงการเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Data Analytics Solution, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management เพิ่มขึ้น

    นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจ SI ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายจากผู้ให้บริการ Data Center ที่จะลงทุนในช่วงปี 2567-2571 ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้กับธุรกิจ SI ราว 3.5 หมื่นล้านบาท

    อัตรากำไรของธุรกิจนี้ในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าสูงกว่าปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการ IT Solution ที่มีอัตรากำไรสูง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ Virtual Bank ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีเข้ามาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 ด้วยงบประมาณ 3.0-5.7 พันล้านบาท

    รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการพัฒนา Application, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่สูง และความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเพิกถอน หรือไม่ต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย

    ต้นทุนสินค้า บริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39% ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมดบวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

    การแข่งขันในธุรกิจบริการไอทียังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นหลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.6% ในช่วงปี 2562-2567

    บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่งได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ เช่น PTT, TCC,Toyota และ CPF ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานจากบริษัทเหล่านั้นน้อยลง

    และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกมีแนวโน้มใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าตามหลัก ESG ที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยอาจต้องดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เช่น การให้บริการลูกค้าด้วยการเลือกระบบ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800473&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36EqpvMd6_lC794i4oXuX5

  • “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” พลังเศรษฐกิจ

    “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” ชี้ถึงเวลาสร้างอุตสาหกรรมอาหาร และสุราไทยให้เป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้รับเชิญให้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Politics of Food – การเมืองของอาหาร” เพื่อถ่ายทอดประสบการณทั้งในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และผู้ผลักดันให้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยกลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ กรณ์ จาติกวณิช ร่วมเสวนาด้วย

    อาหารคือนโยบาย ไม่ใช่แค่เมนู : จากจานอาหารสู่การกำหนดนโยบาย

    นพ.สุรพงษ์ เปิดประเด็นว่า “อุตสาหกรรมอาหารไทย ต้องยกระดับทั้งคุณค่า ราคา และรายได้” พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยนั้นมีทุนทางอาหารที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา รสชาติ และวัฒนธรรม แต่ในอดีต เราเน้นแข่งขันกันด้วย “ราคา” ไม่ใช่ “คุณค่า” ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องแข่งขันในสนามที่ไม่ยุติธรรม

    “ปัญหาไม่ใช่ว่าอาหารไทยไม่อร่อย แต่คือเรายังไม่สร้างระบบให้อาหารไทย ‘มีศักดิ์ศรี’ ในเวทีโลก เราขายของดี แต่ได้ราคาเหมือนของธรรมดา”

    นพ.สุรพงษ์ ได้เล่าย้อนว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างเป็นระบบ แต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 อุตสาหกรรมอาหารไทยถูกปล่อยให้เติบโต กันเองตามยถากรรม แต่ถึงกระนั้น อาหารไทยกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยกำลังของภาคเอกชนกันเอง

    “อาหารไทยมีศักยภาพที่จะเปล่งประกาย แต่จะทำอย่างไรให้อาหารไทยไปสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง หากมีแรงส่งจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาหารไทยจะไปได้ไกลกว่านี้มาก”

    อาหารไทยต้องเดินไปทางไหน?

    ในวงเสวนามีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเลือกทางไหนระหว่าง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” กับ “การยกระดับอาหารไทย (Premiumization)” เพราะหลายคนมองว่าทั้งสองเรื่องนี้เดินไปด้วยกันไม่ได้

    นพ.สุรพงษ์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองเป้าหมายสามารถทำควบคู่กันได้ โดยยกตัวอย่างนโยบายที่คุ้นเคยกันดีอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “Medical Hub”

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม และนโยบาย Medical Hub คือการใช้ความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ของไทยดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติที่ยอมจ่ายในราคาพรีเมียมเพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ

    แม้จะดูต่างกัน แต่ทั้งสองนโยบายดำเนินไปพร้อมกันได้ และต่างก็สร้างประโยชน์ให้ประเทศในคนละมิติหนึ่งคือความเป็นธรรมและความมั่นคงพื้นฐาน อีกมิติหนึ่งคือโอกาสทางเศรษฐกิจระดับพรีเมียม

    นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยก็สามารถเดินแบบเดียวกันได้เช่นกัน คือ ทำให้ระบบอาหารไทยมั่นคงเพียงพอ คนไทยไม่อดอยาก และในเวลาเดียวกัน ก็สร้างผลิตภัณฑ์อาหารพรีเมียมที่เจาะกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง ทั้งในและต่างประเทศ นี่คือแนวทางที่ทำให้ประเทศไทยดูแลคนทุกกลุ่มได้ครบ ทั้งผู้บริโภคทั่วไป คนรายได้น้อย เกษตรกร และในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่จากซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยบนเวทีโลกได้ด้วย อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องการ “เจ้าภาพ”

    หัวใจของการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ไม่ได้อยู่แค่การทำผลิตภัณฑ์ให้อร่อยหรือราคาดีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบนิเวศ” ว่ามีคนรับผิดชอบจริงหรือไม่ และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า หลักล้านล้านบาท ผู้เล่นยังกระจัดกระจาย แต่ไม่มี “เจ้าภาพ” ที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    นพ.สุรพงษ์ เล่าว่าในอดีต ช่วงขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ เราเคยมีบทบาทของ “สถาบันอาหาร” ที่ทำหน้าที่เหมือนแกนกลาง แม้งบจะไม่ถึงร้อยล้าน แต่ก็ยังพอเห็นทิศทาง เมื่อรัฐเลิกเป็นผู้นำ และหันมาใช้แนวคิด “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ทุกอย่างเริ่มเดินหน้า เพราะเอกชนเข้าใจตลาด เข้าใจความเสี่ยง และรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

    อุตสาหกรรมอาหารไทยเองก็เต็มไปด้วยผู้เล่นที่เก่งจริง ทั้งบริษัทใหญ่และ SME อย่างงาน Thaiflex ที่เติบโตจนกลายเป็นงานอาหารระดับ TOP 5 ของโลก แต่ศักยภาพยังไปได้ไกลกว่านี้มาก หากโครงสร้างระบบนิเวศถูกออกแบบให้ถูกต้อง

    แม้ร้านอาหารไทยทั่วโลกจะมีมากกว่า 20,000 ร้าน แต่สิ่งที่ขาดหนักคือ “เชฟ” และระบบการผลิตบุคลากรที่เป็นแบบแผน นี่คือจุดที่ต้องการ “เจ้าภาพ” ที่มองครบทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ว่าจะทำให้มาตรฐาน องค์ความรู้ และตลาดเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร

    นพ.สุรพงษ์ ยกตัวอย่างอาหารอิตาเลียน ซึ่งมีทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแมส และมีโมเดล “Eataly” ที่ผสานซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และค้าส่งไว้ในระบบเดียว อาหารไทยก็ทำได้เช่นนั้นเช่นกัน หากรัฐสนับสนุนเอกชนอย่างจริงจัง

    พร้อมวาง “Thai Food Standard” เพื่อยกระดับคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงอาหารบนโต๊ะ

    ไทยก็มีนักวิชาการด้านอาหารจำนวนมาก พร้อมช่วยวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า ถ้ารัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ระบบมาตรฐานเข้มแข็งขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการก็ลดลง เหมือนกับที่รัฐบาลอินเดีย ทำโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงงานอาหาร” เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยมีจุดเริ่มต้นที่มั่นคง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เราต้องมีเจ้าภาพกลางที่มีหน้าที่เดียวคือ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยโตให้ได้ อะไรที่เอกชนยังไม่กล้าลงทุน รัฐต้องกล้าหนุน แต่การหนุนของรัฐต้องอยู่ในบทบาท “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้ลงมือผลิตแทนเอกชน”

    กรณีของซอฟต์พาวเวอร์ก็คล้ายกัน ในอดีตงานกระจัดกระจายอยู่หลายกรม หลายกระทรวง ทุกคนทำงานของตนเอง ไม่มีใครทำงานร่วมกันเป็นระบบ ตอนเริ่มทำซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ๆ สำนักงบฯ ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งผลลัพธ์เริ่มชัดเจน โดยเฉพาะการพาภาพยนตร์ไทยออกไปสู่เวทีโลก จึงเริ่มเข้าใจว่ามันคือยุทธศาสตร์จริงจัง ไม่ใช่งานตามอำเภอใจ

    แล้วถ้าถามว่า ถ้าเป็นรัฐบาลจริงๆ จะเริ่มอย่างไร? คำตอบคือไม่ซับซ้อน แต่ต้องกล้าหาญ ถ้าอยากให้เราแข่งขันกับอิตาลีได้ หรือแข่งขันกับประเทศที่กำลังแซงหน้าเราไปได้ เราจำเป็นต้องมี “เจตจำนงทางการเมือง (political will)” ระดับสูงสุดในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย และต้องให้ผู้นำประเทศประกาศยุทธศาสตร์อาหารอย่างจริงจัง ช่วงแรกอาจโดนแรงต้าน แต่ถ้านายกฯ ลงมาขับเคลื่อนเอง ทุกอย่างจะเริ่มขยับอย่างเป็นระบบ

    เปิดโอกาสใหม่ให้สุราไทยในเวทีโลก

    ในเทศกาลไทยทั่วโลก อาหารไทยคือแม่เหล็กหลักที่ดึงคนเข้าร่วมงาน นี่สะท้อนว่าความนิยมของอาหารไทยสามารถต่อยอดไปสู่ “สุราไทย” ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล้าผลไม้ เครื่องดื่มพรีเมียม หรือผลิตภัณฑ์ new craft ที่เชื่อมโยงกับผลผลิตเกษตรของแต่ละภูมิภาค

    แต่โอกาสทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากอุตสาหกรรมอาหารและสุรายังไม่ “เอาจริงเอาจัง” และยังไม่มีองค์กรหรือสมาคมใหญ่ที่ลุกขึ้นมาเป็นตัวกลางประสานงาน

    อาหาร: ซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงง่ายที่สุด

    นพ.สุรพงษ์ ได้ย้ำว่า อาหารคือซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ทุกคนกินได้ เข้าใจได้ และเชื่อมโยงได้ทันที นี่คืออุตสาหกรรมที่มีพลังทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_974281/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QV0IhdsrphSpethaqzi_T

  • อนาคต VS ความเสี่ยงธุรกิจบริการไอที

    เส้นทางนักลงทุน

    ในระยะ 3 ปี (2568-2570) แนวโน้มธุรกิจบริการไอทียังมีความน่าสนใจ เพราะรายได้ยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

    สำหรับรายได้ของธุรกิจบริการไอทีนี้จะประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

    ข้อมูลจากศูนย์ Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2568-2570 รายได้รวมของธุรกิจนี้คาดว่าจะเติบโต 5.3%, 5.8% และ 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นราว 8.5%

    ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากธุรกิจ System Integrator มีสัดส่วนราว 60% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโต 4.4%, 5% และ 5.8% จากปีก่อน เป็นการเติบโตจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.6%

    ขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2568-2570 จะเพิ่มขึ้น 6.9%, 7.1% และ 7.5% จากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาระบบคลาวด์กลาง และการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ

    เช่น ระบบ Cybersecurity และระบบบริการ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Cloud Solution, Cybersecurity Solution และ AI Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท Storage Management ของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP มากขึ้น โดยเฉพาะ Analytics module เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการ

    ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management มากขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะ ใช้ IT Management ประเภท Storage Management มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการระบบ Cloud ที่เพิ่มขึ้น

    ปัจจัยหนุนจากภาคเอกชนที่มีแผนลงทุนด้านระบบไอทีในโครงการเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Data Analytics Solution, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management เพิ่มขึ้น

    นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจ SI ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายจากผู้ให้บริการ Data Center ที่จะลงทุนในช่วงปี 2567-2571 ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้กับธุรกิจ SI ราว 3.5 หมื่นล้านบาท

    อัตรากำไรของธุรกิจนี้ในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าสูงกว่าปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการ IT Solution ที่มีอัตรากำไรสูง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ Virtual Bank ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีเข้ามาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 ด้วยงบประมาณ 3.0-5.7 พันล้านบาท

    รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการพัฒนา Application, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่สูง และความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเพิกถอน หรือไม่ต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย

    ต้นทุนสินค้า บริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39% ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมดบวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

    การแข่งขันในธุรกิจบริการไอทียังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นหลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.6% ในช่วงปี 2562-2567

    บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่งได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ เช่น PTT, TCC,Toyota และ CPF ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานจากบริษัทเหล่านั้นน้อยลง

    และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกมีแนวโน้มใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าตามหลัก ESG ที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยอาจต้องดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เช่น การให้บริการลูกค้าด้วยการเลือกระบบ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800473&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36EqpvMd6_lC794i4oXuX5

  • “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” พลังเศรษฐกิจ

    “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” ชี้ถึงเวลาสร้างอุตสาหกรรมอาหาร และสุราไทยให้เป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้รับเชิญให้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Politics of Food – การเมืองของอาหาร” เพื่อถ่ายทอดประสบการณทั้งในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และผู้ผลักดันให้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยกลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ กรณ์ จาติกวณิช ร่วมเสวนาด้วย

    อาหารคือนโยบาย ไม่ใช่แค่เมนู : จากจานอาหารสู่การกำหนดนโยบาย

    นพ.สุรพงษ์ เปิดประเด็นว่า “อุตสาหกรรมอาหารไทย ต้องยกระดับทั้งคุณค่า ราคา และรายได้” พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยนั้นมีทุนทางอาหารที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา รสชาติ และวัฒนธรรม แต่ในอดีต เราเน้นแข่งขันกันด้วย “ราคา” ไม่ใช่ “คุณค่า” ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องแข่งขันในสนามที่ไม่ยุติธรรม

    “ปัญหาไม่ใช่ว่าอาหารไทยไม่อร่อย แต่คือเรายังไม่สร้างระบบให้อาหารไทย ‘มีศักดิ์ศรี’ ในเวทีโลก เราขายของดี แต่ได้ราคาเหมือนของธรรมดา”

    นพ.สุรพงษ์ ได้เล่าย้อนว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างเป็นระบบ แต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 อุตสาหกรรมอาหารไทยถูกปล่อยให้เติบโต กันเองตามยถากรรม แต่ถึงกระนั้น อาหารไทยกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยกำลังของภาคเอกชนกันเอง

    “อาหารไทยมีศักยภาพที่จะเปล่งประกาย แต่จะทำอย่างไรให้อาหารไทยไปสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง หากมีแรงส่งจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาหารไทยจะไปได้ไกลกว่านี้มาก”

    อาหารไทยต้องเดินไปทางไหน?

    ในวงเสวนามีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเลือกทางไหนระหว่าง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” กับ “การยกระดับอาหารไทย (Premiumization)” เพราะหลายคนมองว่าทั้งสองเรื่องนี้เดินไปด้วยกันไม่ได้

    นพ.สุรพงษ์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองเป้าหมายสามารถทำควบคู่กันได้ โดยยกตัวอย่างนโยบายที่คุ้นเคยกันดีอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “Medical Hub”

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม และนโยบาย Medical Hub คือการใช้ความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ของไทยดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติที่ยอมจ่ายในราคาพรีเมียมเพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ

    แม้จะดูต่างกัน แต่ทั้งสองนโยบายดำเนินไปพร้อมกันได้ และต่างก็สร้างประโยชน์ให้ประเทศในคนละมิติหนึ่งคือความเป็นธรรมและความมั่นคงพื้นฐาน อีกมิติหนึ่งคือโอกาสทางเศรษฐกิจระดับพรีเมียม

    นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยก็สามารถเดินแบบเดียวกันได้เช่นกัน คือ ทำให้ระบบอาหารไทยมั่นคงเพียงพอ คนไทยไม่อดอยาก และในเวลาเดียวกัน ก็สร้างผลิตภัณฑ์อาหารพรีเมียมที่เจาะกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง ทั้งในและต่างประเทศ นี่คือแนวทางที่ทำให้ประเทศไทยดูแลคนทุกกลุ่มได้ครบ ทั้งผู้บริโภคทั่วไป คนรายได้น้อย เกษตรกร และในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่จากซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยบนเวทีโลกได้ด้วย อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องการ “เจ้าภาพ”

    หัวใจของการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ไม่ได้อยู่แค่การทำผลิตภัณฑ์ให้อร่อยหรือราคาดีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบนิเวศ” ว่ามีคนรับผิดชอบจริงหรือไม่ และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า หลักล้านล้านบาท ผู้เล่นยังกระจัดกระจาย แต่ไม่มี “เจ้าภาพ” ที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    นพ.สุรพงษ์ เล่าว่าในอดีต ช่วงขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ เราเคยมีบทบาทของ “สถาบันอาหาร” ที่ทำหน้าที่เหมือนแกนกลาง แม้งบจะไม่ถึงร้อยล้าน แต่ก็ยังพอเห็นทิศทาง เมื่อรัฐเลิกเป็นผู้นำ และหันมาใช้แนวคิด “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ทุกอย่างเริ่มเดินหน้า เพราะเอกชนเข้าใจตลาด เข้าใจความเสี่ยง และรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

    อุตสาหกรรมอาหารไทยเองก็เต็มไปด้วยผู้เล่นที่เก่งจริง ทั้งบริษัทใหญ่และ SME อย่างงาน Thaiflex ที่เติบโตจนกลายเป็นงานอาหารระดับ TOP 5 ของโลก แต่ศักยภาพยังไปได้ไกลกว่านี้มาก หากโครงสร้างระบบนิเวศถูกออกแบบให้ถูกต้อง

    แม้ร้านอาหารไทยทั่วโลกจะมีมากกว่า 20,000 ร้าน แต่สิ่งที่ขาดหนักคือ “เชฟ” และระบบการผลิตบุคลากรที่เป็นแบบแผน นี่คือจุดที่ต้องการ “เจ้าภาพ” ที่มองครบทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ว่าจะทำให้มาตรฐาน องค์ความรู้ และตลาดเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร

    นพ.สุรพงษ์ ยกตัวอย่างอาหารอิตาเลียน ซึ่งมีทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแมส และมีโมเดล “Eataly” ที่ผสานซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และค้าส่งไว้ในระบบเดียว อาหารไทยก็ทำได้เช่นนั้นเช่นกัน หากรัฐสนับสนุนเอกชนอย่างจริงจัง

    พร้อมวาง “Thai Food Standard” เพื่อยกระดับคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงอาหารบนโต๊ะ

    ไทยก็มีนักวิชาการด้านอาหารจำนวนมาก พร้อมช่วยวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า ถ้ารัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ระบบมาตรฐานเข้มแข็งขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการก็ลดลง เหมือนกับที่รัฐบาลอินเดีย ทำโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงงานอาหาร” เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยมีจุดเริ่มต้นที่มั่นคง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เราต้องมีเจ้าภาพกลางที่มีหน้าที่เดียวคือ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยโตให้ได้ อะไรที่เอกชนยังไม่กล้าลงทุน รัฐต้องกล้าหนุน แต่การหนุนของรัฐต้องอยู่ในบทบาท “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้ลงมือผลิตแทนเอกชน”

    กรณีของซอฟต์พาวเวอร์ก็คล้ายกัน ในอดีตงานกระจัดกระจายอยู่หลายกรม หลายกระทรวง ทุกคนทำงานของตนเอง ไม่มีใครทำงานร่วมกันเป็นระบบ ตอนเริ่มทำซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ๆ สำนักงบฯ ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งผลลัพธ์เริ่มชัดเจน โดยเฉพาะการพาภาพยนตร์ไทยออกไปสู่เวทีโลก จึงเริ่มเข้าใจว่ามันคือยุทธศาสตร์จริงจัง ไม่ใช่งานตามอำเภอใจ

    แล้วถ้าถามว่า ถ้าเป็นรัฐบาลจริงๆ จะเริ่มอย่างไร? คำตอบคือไม่ซับซ้อน แต่ต้องกล้าหาญ ถ้าอยากให้เราแข่งขันกับอิตาลีได้ หรือแข่งขันกับประเทศที่กำลังแซงหน้าเราไปได้ เราจำเป็นต้องมี “เจตจำนงทางการเมือง (political will)” ระดับสูงสุดในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย และต้องให้ผู้นำประเทศประกาศยุทธศาสตร์อาหารอย่างจริงจัง ช่วงแรกอาจโดนแรงต้าน แต่ถ้านายกฯ ลงมาขับเคลื่อนเอง ทุกอย่างจะเริ่มขยับอย่างเป็นระบบ

    เปิดโอกาสใหม่ให้สุราไทยในเวทีโลก

    ในเทศกาลไทยทั่วโลก อาหารไทยคือแม่เหล็กหลักที่ดึงคนเข้าร่วมงาน นี่สะท้อนว่าความนิยมของอาหารไทยสามารถต่อยอดไปสู่ “สุราไทย” ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล้าผลไม้ เครื่องดื่มพรีเมียม หรือผลิตภัณฑ์ new craft ที่เชื่อมโยงกับผลผลิตเกษตรของแต่ละภูมิภาค

    แต่โอกาสทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากอุตสาหกรรมอาหารและสุรายังไม่ “เอาจริงเอาจัง” และยังไม่มีองค์กรหรือสมาคมใหญ่ที่ลุกขึ้นมาเป็นตัวกลางประสานงาน

    อาหาร: ซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงง่ายที่สุด

    นพ.สุรพงษ์ ได้ย้ำว่า อาหารคือซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ทุกคนกินได้ เข้าใจได้ และเชื่อมโยงได้ทันที นี่คืออุตสาหกรรมที่มีพลังทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_974281/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QV0IhdsrphSpethaqzi_T

  • อนาคต VS ความเสี่ยงธุรกิจบริการไอที

    เส้นทางนักลงทุน

    ในระยะ 3 ปี (2568-2570) แนวโน้มธุรกิจบริการไอทียังมีความน่าสนใจ เพราะรายได้ยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

    สำหรับรายได้ของธุรกิจบริการไอทีนี้จะประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

    ข้อมูลจากศูนย์ Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2568-2570 รายได้รวมของธุรกิจนี้คาดว่าจะเติบโต 5.3%, 5.8% และ 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นราว 8.5%

    ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากธุรกิจ System Integrator มีสัดส่วนราว 60% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโต 4.4%, 5% และ 5.8% จากปีก่อน เป็นการเติบโตจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.6%

    ขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2568-2570 จะเพิ่มขึ้น 6.9%, 7.1% และ 7.5% จากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาระบบคลาวด์กลาง และการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ

    เช่น ระบบ Cybersecurity และระบบบริการ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Cloud Solution, Cybersecurity Solution และ AI Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท Storage Management ของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP มากขึ้น โดยเฉพาะ Analytics module เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการ

    ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management มากขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะ ใช้ IT Management ประเภท Storage Management มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการระบบ Cloud ที่เพิ่มขึ้น

    ปัจจัยหนุนจากภาคเอกชนที่มีแผนลงทุนด้านระบบไอทีในโครงการเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Data Analytics Solution, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management เพิ่มขึ้น

    นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจ SI ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายจากผู้ให้บริการ Data Center ที่จะลงทุนในช่วงปี 2567-2571 ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้กับธุรกิจ SI ราว 3.5 หมื่นล้านบาท

    อัตรากำไรของธุรกิจนี้ในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าสูงกว่าปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการ IT Solution ที่มีอัตรากำไรสูง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ Virtual Bank ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีเข้ามาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 ด้วยงบประมาณ 3.0-5.7 พันล้านบาท

    รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการพัฒนา Application, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่สูง และความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเพิกถอน หรือไม่ต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย

    ต้นทุนสินค้า บริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39% ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมดบวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

    การแข่งขันในธุรกิจบริการไอทียังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นหลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.6% ในช่วงปี 2562-2567

    บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่งได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ เช่น PTT, TCC,Toyota และ CPF ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานจากบริษัทเหล่านั้นน้อยลง

    และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกมีแนวโน้มใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าตามหลัก ESG ที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยอาจต้องดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เช่น การให้บริการลูกค้าด้วยการเลือกระบบ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800473&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36EqpvMd6_lC794i4oXuX5

  • “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” พลังเศรษฐกิจ

    “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” ชี้ถึงเวลาสร้างอุตสาหกรรมอาหาร และสุราไทยให้เป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้รับเชิญให้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Politics of Food – การเมืองของอาหาร” เพื่อถ่ายทอดประสบการณทั้งในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และผู้ผลักดันให้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยกลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ กรณ์ จาติกวณิช ร่วมเสวนาด้วย

    อาหารคือนโยบาย ไม่ใช่แค่เมนู : จากจานอาหารสู่การกำหนดนโยบาย

    นพ.สุรพงษ์ เปิดประเด็นว่า “อุตสาหกรรมอาหารไทย ต้องยกระดับทั้งคุณค่า ราคา และรายได้” พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยนั้นมีทุนทางอาหารที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา รสชาติ และวัฒนธรรม แต่ในอดีต เราเน้นแข่งขันกันด้วย “ราคา” ไม่ใช่ “คุณค่า” ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องแข่งขันในสนามที่ไม่ยุติธรรม

    “ปัญหาไม่ใช่ว่าอาหารไทยไม่อร่อย แต่คือเรายังไม่สร้างระบบให้อาหารไทย ‘มีศักดิ์ศรี’ ในเวทีโลก เราขายของดี แต่ได้ราคาเหมือนของธรรมดา”

    นพ.สุรพงษ์ ได้เล่าย้อนว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างเป็นระบบ แต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 อุตสาหกรรมอาหารไทยถูกปล่อยให้เติบโต กันเองตามยถากรรม แต่ถึงกระนั้น อาหารไทยกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยกำลังของภาคเอกชนกันเอง

    “อาหารไทยมีศักยภาพที่จะเปล่งประกาย แต่จะทำอย่างไรให้อาหารไทยไปสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง หากมีแรงส่งจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาหารไทยจะไปได้ไกลกว่านี้มาก”

    อาหารไทยต้องเดินไปทางไหน?

    ในวงเสวนามีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเลือกทางไหนระหว่าง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” กับ “การยกระดับอาหารไทย (Premiumization)” เพราะหลายคนมองว่าทั้งสองเรื่องนี้เดินไปด้วยกันไม่ได้

    นพ.สุรพงษ์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองเป้าหมายสามารถทำควบคู่กันได้ โดยยกตัวอย่างนโยบายที่คุ้นเคยกันดีอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “Medical Hub”

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม และนโยบาย Medical Hub คือการใช้ความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ของไทยดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติที่ยอมจ่ายในราคาพรีเมียมเพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ

    แม้จะดูต่างกัน แต่ทั้งสองนโยบายดำเนินไปพร้อมกันได้ และต่างก็สร้างประโยชน์ให้ประเทศในคนละมิติหนึ่งคือความเป็นธรรมและความมั่นคงพื้นฐาน อีกมิติหนึ่งคือโอกาสทางเศรษฐกิจระดับพรีเมียม

    นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยก็สามารถเดินแบบเดียวกันได้เช่นกัน คือ ทำให้ระบบอาหารไทยมั่นคงเพียงพอ คนไทยไม่อดอยาก และในเวลาเดียวกัน ก็สร้างผลิตภัณฑ์อาหารพรีเมียมที่เจาะกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง ทั้งในและต่างประเทศ นี่คือแนวทางที่ทำให้ประเทศไทยดูแลคนทุกกลุ่มได้ครบ ทั้งผู้บริโภคทั่วไป คนรายได้น้อย เกษตรกร และในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่จากซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยบนเวทีโลกได้ด้วย อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องการ “เจ้าภาพ”

    หัวใจของการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ไม่ได้อยู่แค่การทำผลิตภัณฑ์ให้อร่อยหรือราคาดีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบนิเวศ” ว่ามีคนรับผิดชอบจริงหรือไม่ และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า หลักล้านล้านบาท ผู้เล่นยังกระจัดกระจาย แต่ไม่มี “เจ้าภาพ” ที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    นพ.สุรพงษ์ เล่าว่าในอดีต ช่วงขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ เราเคยมีบทบาทของ “สถาบันอาหาร” ที่ทำหน้าที่เหมือนแกนกลาง แม้งบจะไม่ถึงร้อยล้าน แต่ก็ยังพอเห็นทิศทาง เมื่อรัฐเลิกเป็นผู้นำ และหันมาใช้แนวคิด “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ทุกอย่างเริ่มเดินหน้า เพราะเอกชนเข้าใจตลาด เข้าใจความเสี่ยง และรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

    อุตสาหกรรมอาหารไทยเองก็เต็มไปด้วยผู้เล่นที่เก่งจริง ทั้งบริษัทใหญ่และ SME อย่างงาน Thaiflex ที่เติบโตจนกลายเป็นงานอาหารระดับ TOP 5 ของโลก แต่ศักยภาพยังไปได้ไกลกว่านี้มาก หากโครงสร้างระบบนิเวศถูกออกแบบให้ถูกต้อง

    แม้ร้านอาหารไทยทั่วโลกจะมีมากกว่า 20,000 ร้าน แต่สิ่งที่ขาดหนักคือ “เชฟ” และระบบการผลิตบุคลากรที่เป็นแบบแผน นี่คือจุดที่ต้องการ “เจ้าภาพ” ที่มองครบทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ว่าจะทำให้มาตรฐาน องค์ความรู้ และตลาดเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร

    นพ.สุรพงษ์ ยกตัวอย่างอาหารอิตาเลียน ซึ่งมีทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแมส และมีโมเดล “Eataly” ที่ผสานซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และค้าส่งไว้ในระบบเดียว อาหารไทยก็ทำได้เช่นนั้นเช่นกัน หากรัฐสนับสนุนเอกชนอย่างจริงจัง

    พร้อมวาง “Thai Food Standard” เพื่อยกระดับคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงอาหารบนโต๊ะ

    ไทยก็มีนักวิชาการด้านอาหารจำนวนมาก พร้อมช่วยวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า ถ้ารัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ระบบมาตรฐานเข้มแข็งขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการก็ลดลง เหมือนกับที่รัฐบาลอินเดีย ทำโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงงานอาหาร” เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยมีจุดเริ่มต้นที่มั่นคง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เราต้องมีเจ้าภาพกลางที่มีหน้าที่เดียวคือ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยโตให้ได้ อะไรที่เอกชนยังไม่กล้าลงทุน รัฐต้องกล้าหนุน แต่การหนุนของรัฐต้องอยู่ในบทบาท “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้ลงมือผลิตแทนเอกชน”

    กรณีของซอฟต์พาวเวอร์ก็คล้ายกัน ในอดีตงานกระจัดกระจายอยู่หลายกรม หลายกระทรวง ทุกคนทำงานของตนเอง ไม่มีใครทำงานร่วมกันเป็นระบบ ตอนเริ่มทำซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ๆ สำนักงบฯ ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งผลลัพธ์เริ่มชัดเจน โดยเฉพาะการพาภาพยนตร์ไทยออกไปสู่เวทีโลก จึงเริ่มเข้าใจว่ามันคือยุทธศาสตร์จริงจัง ไม่ใช่งานตามอำเภอใจ

    แล้วถ้าถามว่า ถ้าเป็นรัฐบาลจริงๆ จะเริ่มอย่างไร? คำตอบคือไม่ซับซ้อน แต่ต้องกล้าหาญ ถ้าอยากให้เราแข่งขันกับอิตาลีได้ หรือแข่งขันกับประเทศที่กำลังแซงหน้าเราไปได้ เราจำเป็นต้องมี “เจตจำนงทางการเมือง (political will)” ระดับสูงสุดในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย และต้องให้ผู้นำประเทศประกาศยุทธศาสตร์อาหารอย่างจริงจัง ช่วงแรกอาจโดนแรงต้าน แต่ถ้านายกฯ ลงมาขับเคลื่อนเอง ทุกอย่างจะเริ่มขยับอย่างเป็นระบบ

    เปิดโอกาสใหม่ให้สุราไทยในเวทีโลก

    ในเทศกาลไทยทั่วโลก อาหารไทยคือแม่เหล็กหลักที่ดึงคนเข้าร่วมงาน นี่สะท้อนว่าความนิยมของอาหารไทยสามารถต่อยอดไปสู่ “สุราไทย” ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล้าผลไม้ เครื่องดื่มพรีเมียม หรือผลิตภัณฑ์ new craft ที่เชื่อมโยงกับผลผลิตเกษตรของแต่ละภูมิภาค

    แต่โอกาสทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากอุตสาหกรรมอาหารและสุรายังไม่ “เอาจริงเอาจัง” และยังไม่มีองค์กรหรือสมาคมใหญ่ที่ลุกขึ้นมาเป็นตัวกลางประสานงาน

    อาหาร: ซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงง่ายที่สุด

    นพ.สุรพงษ์ ได้ย้ำว่า อาหารคือซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ทุกคนกินได้ เข้าใจได้ และเชื่อมโยงได้ทันที นี่คืออุตสาหกรรมที่มีพลังทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_974281/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QV0IhdsrphSpethaqzi_T

  • “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” พลังเศรษฐกิจ

    “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” ชี้ถึงเวลาสร้างอุตสาหกรรมอาหาร และสุราไทยให้เป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้รับเชิญให้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Politics of Food – การเมืองของอาหาร” เพื่อถ่ายทอดประสบการณทั้งในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และผู้ผลักดันให้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยกลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ กรณ์ จาติกวณิช ร่วมเสวนาด้วย

    อาหารคือนโยบาย ไม่ใช่แค่เมนู : จากจานอาหารสู่การกำหนดนโยบาย

    นพ.สุรพงษ์ เปิดประเด็นว่า “อุตสาหกรรมอาหารไทย ต้องยกระดับทั้งคุณค่า ราคา และรายได้” พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยนั้นมีทุนทางอาหารที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา รสชาติ และวัฒนธรรม แต่ในอดีต เราเน้นแข่งขันกันด้วย “ราคา” ไม่ใช่ “คุณค่า” ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องแข่งขันในสนามที่ไม่ยุติธรรม

    “ปัญหาไม่ใช่ว่าอาหารไทยไม่อร่อย แต่คือเรายังไม่สร้างระบบให้อาหารไทย ‘มีศักดิ์ศรี’ ในเวทีโลก เราขายของดี แต่ได้ราคาเหมือนของธรรมดา”

    นพ.สุรพงษ์ ได้เล่าย้อนว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างเป็นระบบ แต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 อุตสาหกรรมอาหารไทยถูกปล่อยให้เติบโต กันเองตามยถากรรม แต่ถึงกระนั้น อาหารไทยกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยกำลังของภาคเอกชนกันเอง

    “อาหารไทยมีศักยภาพที่จะเปล่งประกาย แต่จะทำอย่างไรให้อาหารไทยไปสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง หากมีแรงส่งจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาหารไทยจะไปได้ไกลกว่านี้มาก”

    อาหารไทยต้องเดินไปทางไหน?

    ในวงเสวนามีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเลือกทางไหนระหว่าง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” กับ “การยกระดับอาหารไทย (Premiumization)” เพราะหลายคนมองว่าทั้งสองเรื่องนี้เดินไปด้วยกันไม่ได้

    นพ.สุรพงษ์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองเป้าหมายสามารถทำควบคู่กันได้ โดยยกตัวอย่างนโยบายที่คุ้นเคยกันดีอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “Medical Hub”

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม และนโยบาย Medical Hub คือการใช้ความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ของไทยดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติที่ยอมจ่ายในราคาพรีเมียมเพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ

    แม้จะดูต่างกัน แต่ทั้งสองนโยบายดำเนินไปพร้อมกันได้ และต่างก็สร้างประโยชน์ให้ประเทศในคนละมิติหนึ่งคือความเป็นธรรมและความมั่นคงพื้นฐาน อีกมิติหนึ่งคือโอกาสทางเศรษฐกิจระดับพรีเมียม

    นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยก็สามารถเดินแบบเดียวกันได้เช่นกัน คือ ทำให้ระบบอาหารไทยมั่นคงเพียงพอ คนไทยไม่อดอยาก และในเวลาเดียวกัน ก็สร้างผลิตภัณฑ์อาหารพรีเมียมที่เจาะกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง ทั้งในและต่างประเทศ นี่คือแนวทางที่ทำให้ประเทศไทยดูแลคนทุกกลุ่มได้ครบ ทั้งผู้บริโภคทั่วไป คนรายได้น้อย เกษตรกร และในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่จากซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยบนเวทีโลกได้ด้วย อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องการ “เจ้าภาพ”

    หัวใจของการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ไม่ได้อยู่แค่การทำผลิตภัณฑ์ให้อร่อยหรือราคาดีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบนิเวศ” ว่ามีคนรับผิดชอบจริงหรือไม่ และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า หลักล้านล้านบาท ผู้เล่นยังกระจัดกระจาย แต่ไม่มี “เจ้าภาพ” ที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    นพ.สุรพงษ์ เล่าว่าในอดีต ช่วงขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ เราเคยมีบทบาทของ “สถาบันอาหาร” ที่ทำหน้าที่เหมือนแกนกลาง แม้งบจะไม่ถึงร้อยล้าน แต่ก็ยังพอเห็นทิศทาง เมื่อรัฐเลิกเป็นผู้นำ และหันมาใช้แนวคิด “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ทุกอย่างเริ่มเดินหน้า เพราะเอกชนเข้าใจตลาด เข้าใจความเสี่ยง และรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

    อุตสาหกรรมอาหารไทยเองก็เต็มไปด้วยผู้เล่นที่เก่งจริง ทั้งบริษัทใหญ่และ SME อย่างงาน Thaiflex ที่เติบโตจนกลายเป็นงานอาหารระดับ TOP 5 ของโลก แต่ศักยภาพยังไปได้ไกลกว่านี้มาก หากโครงสร้างระบบนิเวศถูกออกแบบให้ถูกต้อง

    แม้ร้านอาหารไทยทั่วโลกจะมีมากกว่า 20,000 ร้าน แต่สิ่งที่ขาดหนักคือ “เชฟ” และระบบการผลิตบุคลากรที่เป็นแบบแผน นี่คือจุดที่ต้องการ “เจ้าภาพ” ที่มองครบทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ว่าจะทำให้มาตรฐาน องค์ความรู้ และตลาดเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร

    นพ.สุรพงษ์ ยกตัวอย่างอาหารอิตาเลียน ซึ่งมีทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแมส และมีโมเดล “Eataly” ที่ผสานซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และค้าส่งไว้ในระบบเดียว อาหารไทยก็ทำได้เช่นนั้นเช่นกัน หากรัฐสนับสนุนเอกชนอย่างจริงจัง

    พร้อมวาง “Thai Food Standard” เพื่อยกระดับคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงอาหารบนโต๊ะ

    ไทยก็มีนักวิชาการด้านอาหารจำนวนมาก พร้อมช่วยวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า ถ้ารัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ระบบมาตรฐานเข้มแข็งขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการก็ลดลง เหมือนกับที่รัฐบาลอินเดีย ทำโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงงานอาหาร” เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยมีจุดเริ่มต้นที่มั่นคง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เราต้องมีเจ้าภาพกลางที่มีหน้าที่เดียวคือ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยโตให้ได้ อะไรที่เอกชนยังไม่กล้าลงทุน รัฐต้องกล้าหนุน แต่การหนุนของรัฐต้องอยู่ในบทบาท “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้ลงมือผลิตแทนเอกชน”

    กรณีของซอฟต์พาวเวอร์ก็คล้ายกัน ในอดีตงานกระจัดกระจายอยู่หลายกรม หลายกระทรวง ทุกคนทำงานของตนเอง ไม่มีใครทำงานร่วมกันเป็นระบบ ตอนเริ่มทำซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ๆ สำนักงบฯ ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งผลลัพธ์เริ่มชัดเจน โดยเฉพาะการพาภาพยนตร์ไทยออกไปสู่เวทีโลก จึงเริ่มเข้าใจว่ามันคือยุทธศาสตร์จริงจัง ไม่ใช่งานตามอำเภอใจ

    แล้วถ้าถามว่า ถ้าเป็นรัฐบาลจริงๆ จะเริ่มอย่างไร? คำตอบคือไม่ซับซ้อน แต่ต้องกล้าหาญ ถ้าอยากให้เราแข่งขันกับอิตาลีได้ หรือแข่งขันกับประเทศที่กำลังแซงหน้าเราไปได้ เราจำเป็นต้องมี “เจตจำนงทางการเมือง (political will)” ระดับสูงสุดในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย และต้องให้ผู้นำประเทศประกาศยุทธศาสตร์อาหารอย่างจริงจัง ช่วงแรกอาจโดนแรงต้าน แต่ถ้านายกฯ ลงมาขับเคลื่อนเอง ทุกอย่างจะเริ่มขยับอย่างเป็นระบบ

    เปิดโอกาสใหม่ให้สุราไทยในเวทีโลก

    ในเทศกาลไทยทั่วโลก อาหารไทยคือแม่เหล็กหลักที่ดึงคนเข้าร่วมงาน นี่สะท้อนว่าความนิยมของอาหารไทยสามารถต่อยอดไปสู่ “สุราไทย” ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล้าผลไม้ เครื่องดื่มพรีเมียม หรือผลิตภัณฑ์ new craft ที่เชื่อมโยงกับผลผลิตเกษตรของแต่ละภูมิภาค

    แต่โอกาสทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากอุตสาหกรรมอาหารและสุรายังไม่ “เอาจริงเอาจัง” และยังไม่มีองค์กรหรือสมาคมใหญ่ที่ลุกขึ้นมาเป็นตัวกลางประสานงาน

    อาหาร: ซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงง่ายที่สุด

    นพ.สุรพงษ์ ได้ย้ำว่า อาหารคือซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ทุกคนกินได้ เข้าใจได้ และเชื่อมโยงได้ทันที นี่คืออุตสาหกรรมที่มีพลังทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_974281/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QV0IhdsrphSpethaqzi_T

  • “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” พลังเศรษฐกิจ

    “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” ชี้ถึงเวลาสร้างอุตสาหกรรมอาหาร และสุราไทยให้เป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้รับเชิญให้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Politics of Food – การเมืองของอาหาร” เพื่อถ่ายทอดประสบการณทั้งในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และผู้ผลักดันให้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยกลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ กรณ์ จาติกวณิช ร่วมเสวนาด้วย

    อาหารคือนโยบาย ไม่ใช่แค่เมนู : จากจานอาหารสู่การกำหนดนโยบาย

    นพ.สุรพงษ์ เปิดประเด็นว่า “อุตสาหกรรมอาหารไทย ต้องยกระดับทั้งคุณค่า ราคา และรายได้” พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยนั้นมีทุนทางอาหารที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา รสชาติ และวัฒนธรรม แต่ในอดีต เราเน้นแข่งขันกันด้วย “ราคา” ไม่ใช่ “คุณค่า” ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องแข่งขันในสนามที่ไม่ยุติธรรม

    “ปัญหาไม่ใช่ว่าอาหารไทยไม่อร่อย แต่คือเรายังไม่สร้างระบบให้อาหารไทย ‘มีศักดิ์ศรี’ ในเวทีโลก เราขายของดี แต่ได้ราคาเหมือนของธรรมดา”

    นพ.สุรพงษ์ ได้เล่าย้อนว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างเป็นระบบ แต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 อุตสาหกรรมอาหารไทยถูกปล่อยให้เติบโต กันเองตามยถากรรม แต่ถึงกระนั้น อาหารไทยกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยกำลังของภาคเอกชนกันเอง

    “อาหารไทยมีศักยภาพที่จะเปล่งประกาย แต่จะทำอย่างไรให้อาหารไทยไปสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง หากมีแรงส่งจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาหารไทยจะไปได้ไกลกว่านี้มาก”

    อาหารไทยต้องเดินไปทางไหน?

    ในวงเสวนามีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเลือกทางไหนระหว่าง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” กับ “การยกระดับอาหารไทย (Premiumization)” เพราะหลายคนมองว่าทั้งสองเรื่องนี้เดินไปด้วยกันไม่ได้

    นพ.สุรพงษ์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองเป้าหมายสามารถทำควบคู่กันได้ โดยยกตัวอย่างนโยบายที่คุ้นเคยกันดีอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “Medical Hub”

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม และนโยบาย Medical Hub คือการใช้ความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ของไทยดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติที่ยอมจ่ายในราคาพรีเมียมเพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ

    แม้จะดูต่างกัน แต่ทั้งสองนโยบายดำเนินไปพร้อมกันได้ และต่างก็สร้างประโยชน์ให้ประเทศในคนละมิติหนึ่งคือความเป็นธรรมและความมั่นคงพื้นฐาน อีกมิติหนึ่งคือโอกาสทางเศรษฐกิจระดับพรีเมียม

    นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยก็สามารถเดินแบบเดียวกันได้เช่นกัน คือ ทำให้ระบบอาหารไทยมั่นคงเพียงพอ คนไทยไม่อดอยาก และในเวลาเดียวกัน ก็สร้างผลิตภัณฑ์อาหารพรีเมียมที่เจาะกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง ทั้งในและต่างประเทศ นี่คือแนวทางที่ทำให้ประเทศไทยดูแลคนทุกกลุ่มได้ครบ ทั้งผู้บริโภคทั่วไป คนรายได้น้อย เกษตรกร และในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่จากซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยบนเวทีโลกได้ด้วย อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องการ “เจ้าภาพ”

    หัวใจของการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ไม่ได้อยู่แค่การทำผลิตภัณฑ์ให้อร่อยหรือราคาดีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบนิเวศ” ว่ามีคนรับผิดชอบจริงหรือไม่ และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า หลักล้านล้านบาท ผู้เล่นยังกระจัดกระจาย แต่ไม่มี “เจ้าภาพ” ที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    นพ.สุรพงษ์ เล่าว่าในอดีต ช่วงขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ เราเคยมีบทบาทของ “สถาบันอาหาร” ที่ทำหน้าที่เหมือนแกนกลาง แม้งบจะไม่ถึงร้อยล้าน แต่ก็ยังพอเห็นทิศทาง เมื่อรัฐเลิกเป็นผู้นำ และหันมาใช้แนวคิด “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ทุกอย่างเริ่มเดินหน้า เพราะเอกชนเข้าใจตลาด เข้าใจความเสี่ยง และรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

    อุตสาหกรรมอาหารไทยเองก็เต็มไปด้วยผู้เล่นที่เก่งจริง ทั้งบริษัทใหญ่และ SME อย่างงาน Thaiflex ที่เติบโตจนกลายเป็นงานอาหารระดับ TOP 5 ของโลก แต่ศักยภาพยังไปได้ไกลกว่านี้มาก หากโครงสร้างระบบนิเวศถูกออกแบบให้ถูกต้อง

    แม้ร้านอาหารไทยทั่วโลกจะมีมากกว่า 20,000 ร้าน แต่สิ่งที่ขาดหนักคือ “เชฟ” และระบบการผลิตบุคลากรที่เป็นแบบแผน นี่คือจุดที่ต้องการ “เจ้าภาพ” ที่มองครบทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ว่าจะทำให้มาตรฐาน องค์ความรู้ และตลาดเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร

    นพ.สุรพงษ์ ยกตัวอย่างอาหารอิตาเลียน ซึ่งมีทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแมส และมีโมเดล “Eataly” ที่ผสานซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และค้าส่งไว้ในระบบเดียว อาหารไทยก็ทำได้เช่นนั้นเช่นกัน หากรัฐสนับสนุนเอกชนอย่างจริงจัง

    พร้อมวาง “Thai Food Standard” เพื่อยกระดับคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงอาหารบนโต๊ะ

    ไทยก็มีนักวิชาการด้านอาหารจำนวนมาก พร้อมช่วยวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า ถ้ารัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ระบบมาตรฐานเข้มแข็งขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการก็ลดลง เหมือนกับที่รัฐบาลอินเดีย ทำโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงงานอาหาร” เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยมีจุดเริ่มต้นที่มั่นคง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เราต้องมีเจ้าภาพกลางที่มีหน้าที่เดียวคือ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยโตให้ได้ อะไรที่เอกชนยังไม่กล้าลงทุน รัฐต้องกล้าหนุน แต่การหนุนของรัฐต้องอยู่ในบทบาท “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้ลงมือผลิตแทนเอกชน”

    กรณีของซอฟต์พาวเวอร์ก็คล้ายกัน ในอดีตงานกระจัดกระจายอยู่หลายกรม หลายกระทรวง ทุกคนทำงานของตนเอง ไม่มีใครทำงานร่วมกันเป็นระบบ ตอนเริ่มทำซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ๆ สำนักงบฯ ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งผลลัพธ์เริ่มชัดเจน โดยเฉพาะการพาภาพยนตร์ไทยออกไปสู่เวทีโลก จึงเริ่มเข้าใจว่ามันคือยุทธศาสตร์จริงจัง ไม่ใช่งานตามอำเภอใจ

    แล้วถ้าถามว่า ถ้าเป็นรัฐบาลจริงๆ จะเริ่มอย่างไร? คำตอบคือไม่ซับซ้อน แต่ต้องกล้าหาญ ถ้าอยากให้เราแข่งขันกับอิตาลีได้ หรือแข่งขันกับประเทศที่กำลังแซงหน้าเราไปได้ เราจำเป็นต้องมี “เจตจำนงทางการเมือง (political will)” ระดับสูงสุดในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย และต้องให้ผู้นำประเทศประกาศยุทธศาสตร์อาหารอย่างจริงจัง ช่วงแรกอาจโดนแรงต้าน แต่ถ้านายกฯ ลงมาขับเคลื่อนเอง ทุกอย่างจะเริ่มขยับอย่างเป็นระบบ

    เปิดโอกาสใหม่ให้สุราไทยในเวทีโลก

    ในเทศกาลไทยทั่วโลก อาหารไทยคือแม่เหล็กหลักที่ดึงคนเข้าร่วมงาน นี่สะท้อนว่าความนิยมของอาหารไทยสามารถต่อยอดไปสู่ “สุราไทย” ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล้าผลไม้ เครื่องดื่มพรีเมียม หรือผลิตภัณฑ์ new craft ที่เชื่อมโยงกับผลผลิตเกษตรของแต่ละภูมิภาค

    แต่โอกาสทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากอุตสาหกรรมอาหารและสุรายังไม่ “เอาจริงเอาจัง” และยังไม่มีองค์กรหรือสมาคมใหญ่ที่ลุกขึ้นมาเป็นตัวกลางประสานงาน

    อาหาร: ซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงง่ายที่สุด

    นพ.สุรพงษ์ ได้ย้ำว่า อาหารคือซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ทุกคนกินได้ เข้าใจได้ และเชื่อมโยงได้ทันที นี่คืออุตสาหกรรมที่มีพลังทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_974281/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QV0IhdsrphSpethaqzi_T

  • “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” พลังเศรษฐกิจ

    “สุรพงษ์” เปิดโจทย์ใหญ่ “การเมืองของอาหาร” ชี้ถึงเวลาสร้างอุตสาหกรรมอาหาร และสุราไทยให้เป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้รับเชิญให้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Politics of Food – การเมืองของอาหาร” เพื่อถ่ายทอดประสบการณทั้งในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และผู้ผลักดันให้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยกลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ กรณ์ จาติกวณิช ร่วมเสวนาด้วย

    อาหารคือนโยบาย ไม่ใช่แค่เมนู : จากจานอาหารสู่การกำหนดนโยบาย

    นพ.สุรพงษ์ เปิดประเด็นว่า “อุตสาหกรรมอาหารไทย ต้องยกระดับทั้งคุณค่า ราคา และรายได้” พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยนั้นมีทุนทางอาหารที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา รสชาติ และวัฒนธรรม แต่ในอดีต เราเน้นแข่งขันกันด้วย “ราคา” ไม่ใช่ “คุณค่า” ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องแข่งขันในสนามที่ไม่ยุติธรรม

    “ปัญหาไม่ใช่ว่าอาหารไทยไม่อร่อย แต่คือเรายังไม่สร้างระบบให้อาหารไทย ‘มีศักดิ์ศรี’ ในเวทีโลก เราขายของดี แต่ได้ราคาเหมือนของธรรมดา”

    นพ.สุรพงษ์ ได้เล่าย้อนว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างเป็นระบบ แต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 อุตสาหกรรมอาหารไทยถูกปล่อยให้เติบโต กันเองตามยถากรรม แต่ถึงกระนั้น อาหารไทยกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยกำลังของภาคเอกชนกันเอง

    “อาหารไทยมีศักยภาพที่จะเปล่งประกาย แต่จะทำอย่างไรให้อาหารไทยไปสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง หากมีแรงส่งจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาหารไทยจะไปได้ไกลกว่านี้มาก”

    อาหารไทยต้องเดินไปทางไหน?

    ในวงเสวนามีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเลือกทางไหนระหว่าง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” กับ “การยกระดับอาหารไทย (Premiumization)” เพราะหลายคนมองว่าทั้งสองเรื่องนี้เดินไปด้วยกันไม่ได้

    นพ.สุรพงษ์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองเป้าหมายสามารถทำควบคู่กันได้ โดยยกตัวอย่างนโยบายที่คุ้นเคยกันดีอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “Medical Hub”

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม และนโยบาย Medical Hub คือการใช้ความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ของไทยดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติที่ยอมจ่ายในราคาพรีเมียมเพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ

    แม้จะดูต่างกัน แต่ทั้งสองนโยบายดำเนินไปพร้อมกันได้ และต่างก็สร้างประโยชน์ให้ประเทศในคนละมิติหนึ่งคือความเป็นธรรมและความมั่นคงพื้นฐาน อีกมิติหนึ่งคือโอกาสทางเศรษฐกิจระดับพรีเมียม

    นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยก็สามารถเดินแบบเดียวกันได้เช่นกัน คือ ทำให้ระบบอาหารไทยมั่นคงเพียงพอ คนไทยไม่อดอยาก และในเวลาเดียวกัน ก็สร้างผลิตภัณฑ์อาหารพรีเมียมที่เจาะกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง ทั้งในและต่างประเทศ นี่คือแนวทางที่ทำให้ประเทศไทยดูแลคนทุกกลุ่มได้ครบ ทั้งผู้บริโภคทั่วไป คนรายได้น้อย เกษตรกร และในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่จากซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยบนเวทีโลกได้ด้วย อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องการ “เจ้าภาพ”

    หัวใจของการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ไม่ได้อยู่แค่การทำผลิตภัณฑ์ให้อร่อยหรือราคาดีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบนิเวศ” ว่ามีคนรับผิดชอบจริงหรือไม่ และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า หลักล้านล้านบาท ผู้เล่นยังกระจัดกระจาย แต่ไม่มี “เจ้าภาพ” ที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    นพ.สุรพงษ์ เล่าว่าในอดีต ช่วงขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ เราเคยมีบทบาทของ “สถาบันอาหาร” ที่ทำหน้าที่เหมือนแกนกลาง แม้งบจะไม่ถึงร้อยล้าน แต่ก็ยังพอเห็นทิศทาง เมื่อรัฐเลิกเป็นผู้นำ และหันมาใช้แนวคิด “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ทุกอย่างเริ่มเดินหน้า เพราะเอกชนเข้าใจตลาด เข้าใจความเสี่ยง และรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

    อุตสาหกรรมอาหารไทยเองก็เต็มไปด้วยผู้เล่นที่เก่งจริง ทั้งบริษัทใหญ่และ SME อย่างงาน Thaiflex ที่เติบโตจนกลายเป็นงานอาหารระดับ TOP 5 ของโลก แต่ศักยภาพยังไปได้ไกลกว่านี้มาก หากโครงสร้างระบบนิเวศถูกออกแบบให้ถูกต้อง

    แม้ร้านอาหารไทยทั่วโลกจะมีมากกว่า 20,000 ร้าน แต่สิ่งที่ขาดหนักคือ “เชฟ” และระบบการผลิตบุคลากรที่เป็นแบบแผน นี่คือจุดที่ต้องการ “เจ้าภาพ” ที่มองครบทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ว่าจะทำให้มาตรฐาน องค์ความรู้ และตลาดเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร

    นพ.สุรพงษ์ ยกตัวอย่างอาหารอิตาเลียน ซึ่งมีทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแมส และมีโมเดล “Eataly” ที่ผสานซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และค้าส่งไว้ในระบบเดียว อาหารไทยก็ทำได้เช่นนั้นเช่นกัน หากรัฐสนับสนุนเอกชนอย่างจริงจัง

    พร้อมวาง “Thai Food Standard” เพื่อยกระดับคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงอาหารบนโต๊ะ

    ไทยก็มีนักวิชาการด้านอาหารจำนวนมาก พร้อมช่วยวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า ถ้ารัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ระบบมาตรฐานเข้มแข็งขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการก็ลดลง เหมือนกับที่รัฐบาลอินเดีย ทำโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงงานอาหาร” เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยมีจุดเริ่มต้นที่มั่นคง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เราต้องมีเจ้าภาพกลางที่มีหน้าที่เดียวคือ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยโตให้ได้ อะไรที่เอกชนยังไม่กล้าลงทุน รัฐต้องกล้าหนุน แต่การหนุนของรัฐต้องอยู่ในบทบาท “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้ลงมือผลิตแทนเอกชน”

    กรณีของซอฟต์พาวเวอร์ก็คล้ายกัน ในอดีตงานกระจัดกระจายอยู่หลายกรม หลายกระทรวง ทุกคนทำงานของตนเอง ไม่มีใครทำงานร่วมกันเป็นระบบ ตอนเริ่มทำซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ๆ สำนักงบฯ ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งผลลัพธ์เริ่มชัดเจน โดยเฉพาะการพาภาพยนตร์ไทยออกไปสู่เวทีโลก จึงเริ่มเข้าใจว่ามันคือยุทธศาสตร์จริงจัง ไม่ใช่งานตามอำเภอใจ

    แล้วถ้าถามว่า ถ้าเป็นรัฐบาลจริงๆ จะเริ่มอย่างไร? คำตอบคือไม่ซับซ้อน แต่ต้องกล้าหาญ ถ้าอยากให้เราแข่งขันกับอิตาลีได้ หรือแข่งขันกับประเทศที่กำลังแซงหน้าเราไปได้ เราจำเป็นต้องมี “เจตจำนงทางการเมือง (political will)” ระดับสูงสุดในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย และต้องให้ผู้นำประเทศประกาศยุทธศาสตร์อาหารอย่างจริงจัง ช่วงแรกอาจโดนแรงต้าน แต่ถ้านายกฯ ลงมาขับเคลื่อนเอง ทุกอย่างจะเริ่มขยับอย่างเป็นระบบ

    เปิดโอกาสใหม่ให้สุราไทยในเวทีโลก

    ในเทศกาลไทยทั่วโลก อาหารไทยคือแม่เหล็กหลักที่ดึงคนเข้าร่วมงาน นี่สะท้อนว่าความนิยมของอาหารไทยสามารถต่อยอดไปสู่ “สุราไทย” ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล้าผลไม้ เครื่องดื่มพรีเมียม หรือผลิตภัณฑ์ new craft ที่เชื่อมโยงกับผลผลิตเกษตรของแต่ละภูมิภาค

    แต่โอกาสทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากอุตสาหกรรมอาหารและสุรายังไม่ “เอาจริงเอาจัง” และยังไม่มีองค์กรหรือสมาคมใหญ่ที่ลุกขึ้นมาเป็นตัวกลางประสานงาน

    อาหาร: ซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงง่ายที่สุด

    นพ.สุรพงษ์ ได้ย้ำว่า อาหารคือซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ทุกคนกินได้ เข้าใจได้ และเชื่อมโยงได้ทันที นี่คืออุตสาหกรรมที่มีพลังทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_974281/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QV0IhdsrphSpethaqzi_T

  • อนาคต VS ความเสี่ยงธุรกิจบริการไอที

    เส้นทางนักลงทุน

    ในระยะ 3 ปี (2568-2570) แนวโน้มธุรกิจบริการไอทียังมีความน่าสนใจ เพราะรายได้ยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

    สำหรับรายได้ของธุรกิจบริการไอทีนี้จะประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

    ข้อมูลจากศูนย์ Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2568-2570 รายได้รวมของธุรกิจนี้คาดว่าจะเติบโต 5.3%, 5.8% และ 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นราว 8.5%

    ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากธุรกิจ System Integrator มีสัดส่วนราว 60% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโต 4.4%, 5% และ 5.8% จากปีก่อน เป็นการเติบโตจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.6%

    ขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2568-2570 จะเพิ่มขึ้น 6.9%, 7.1% และ 7.5% จากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาระบบคลาวด์กลาง และการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ

    เช่น ระบบ Cybersecurity และระบบบริการ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Cloud Solution, Cybersecurity Solution และ AI Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท Storage Management ของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP มากขึ้น โดยเฉพาะ Analytics module เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการ

    ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management มากขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะ ใช้ IT Management ประเภท Storage Management มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการระบบ Cloud ที่เพิ่มขึ้น

    ปัจจัยหนุนจากภาคเอกชนที่มีแผนลงทุนด้านระบบไอทีในโครงการเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Data Analytics Solution, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management เพิ่มขึ้น

    นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจ SI ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายจากผู้ให้บริการ Data Center ที่จะลงทุนในช่วงปี 2567-2571 ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้กับธุรกิจ SI ราว 3.5 หมื่นล้านบาท

    อัตรากำไรของธุรกิจนี้ในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าสูงกว่าปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการ IT Solution ที่มีอัตรากำไรสูง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ Virtual Bank ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีเข้ามาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 ด้วยงบประมาณ 3.0-5.7 พันล้านบาท

    รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการพัฒนา Application, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่สูง และความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเพิกถอน หรือไม่ต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย

    ต้นทุนสินค้า บริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39% ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมดบวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

    การแข่งขันในธุรกิจบริการไอทียังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นหลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.6% ในช่วงปี 2562-2567

    บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่งได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ เช่น PTT, TCC,Toyota และ CPF ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานจากบริษัทเหล่านั้นน้อยลง

    และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกมีแนวโน้มใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าตามหลัก ESG ที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยอาจต้องดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เช่น การให้บริการลูกค้าด้วยการเลือกระบบ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800473&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36EqpvMd6_lC794i4oXuX5