Category: ไอที

  • “ครม.เศรษฐกิจ” เคาะมาตรการออมผ่าน “ลงทุน” ลดหย่อนจูงใจสูงสุด 8 แสนบาทต่อปี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ธ.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 7/2568 โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการของมาตรการเพื่อเพิ่มโอกาสในการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

    นายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ)

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการ เสาที่ 4 “Quick Big Win” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการออม เพื่อเพิ่มโอกาสในการออมและความมั่นคงทางการเงิน โดยจะเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาท โดยไม่ต้องยื่นขอใหม่ทุกปี

    มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีประมาณ 11.4 ล้านคน สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า โดยจะช่วยเตรียมพร้อมให้คนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและเพิ่มแหล่งระดมเงินออมมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้เงินเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า “ยิงนกทีเดียวได้หลายตัว” มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับการลดหย่อนภาษีมากขึ้น พร้อมทั้งมีกลไกจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ตลาดทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 200,000 บาทแรก สำหรับผู้ที่ถือพันธบัตรเกิน 5 ปี และจะมีการนำพันธบัตรออมพลัสให้ประชาชนสามารถซื้อได้ทุกเดือน ในราคาขั้นต่ำ 1,000 บาท พร้อมยกเว้นภาษีอากรสแตมป์จากการซื้อประกัน

    ส่วนมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค.68) นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้ทีมกำลังพิจารณา ขณะที่มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ยังไม่ได้หารือกันในที่ประชุมครม.เศรษฐกิจครั้งนี้

    ในด้านเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายเอกนิติกล่าวว่า ได้หารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับสถานการณ์นี้ พร้อมยืนยันว่า “เราไม่ได้ผิด เขามาโจมตีเราก่อน วันนี้เขาเป็นคนทำผิด แต่ก็ต้องมีการเตรียมการไว้บ้าง”

    มาตรการสำคัญใน Quick Big Win เสาที่ 4

    1. โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account)

    โครงการ TISA สร้างทางเลือกการออมและลงทุนระยะยาวที่หลากหลาย เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมที่ผ่านการพิจารณาจาก ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เช่น พันธบัตร หุ้น หรือกองทุนรวม โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 800,000 บาทต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่ให้ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถหักได้ 1.3 เท่า ขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทสามารถหักได้ 0.7 เท่า

    นอกจากนี้ ผู้ที่ลงทุนใน TISA และได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น เงินปันผล หรือดอกเบี้ย จะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 200,000 บาทแรก หากถือครองการลงทุนจนถึงอายุ 55 ปี หรือไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยจะสามารถขายหน่วยลงทุนได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

    2. โครงการพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส”

    เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่มั่นคง โดยสามารถซื้อได้ทุกเดือนผ่านช่องทางต่าง ๆ และสามารถขายได้ในตลาดรองหากจำเป็น

    3. มาตรการยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับประกันภัยรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)

    สนับสนุนการเข้าถึงประกันภัยขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนรายได้น้อย พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการออมและการบริหารความเสี่ยง

    4. ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญรูปแบบจ่ายเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญ

    ส่งเสริมการประกันชีวิตเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษียณ โดยการจ่ายผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญ

    ส่วนโครงการ “สลากเพื่อการออม” ที่มีแนวคิดคืนเงินบางส่วนแก่ผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัลนั้น มีรายงานข่าวว่า สำนักงานส่วนโครงการ “สลากเพื่อการออม” ที่มีแนวคิด “คืนเงินบางส่วน” แก่ผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัลนั้น มีรายงานข่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยืนยันว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่กระทรวงการคลังยังคงเร่งสรุปมาตรการออมอื่นเพิ่มเติม เพื่อผลักดันแผนส่งเสริมการออมอย่างต่อเนื่อง

    อ้างอิงข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/800761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wqhjlb1t6-hI1N_OT_uW2

  • กลุ่ม SCBX โดยธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่องให้แก่เยาวชนศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นปีที่ 17 ให้แก่ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568 จำนวน 178 ทุน จำนวน 1,536,000 บาท โดยมี นายวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ มอบให้แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดยมี พล.ต.ต.กัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้รับมอบ

    เพื่อให้เยาวชนกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ศึกษาต่อในระดับสูง และกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเองภายหลังสำเร็จการศึกษา เป็นคนดีคนเก่งของสังคม ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/08/601092/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L3A-Eipn8dP9LVNEwRDr4

  • กลุ่ม SCBX โดยธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่องให้แก่เยาวชนศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นปีที่ 17 ให้แก่ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568 จำนวน 178 ทุน จำนวน 1,536,000 บาท โดยมี นายวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ มอบให้แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดยมี พล.ต.ต.กัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้รับมอบ

    เพื่อให้เยาวชนกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ศึกษาต่อในระดับสูง และกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเองภายหลังสำเร็จการศึกษา เป็นคนดีคนเก่งของสังคม ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/08/601092/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L3A-Eipn8dP9LVNEwRDr4

  • กลุ่ม SCBX โดยธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่องให้แก่เยาวชนศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นปีที่ 17 ให้แก่ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568 จำนวน 178 ทุน จำนวน 1,536,000 บาท โดยมี นายวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ มอบให้แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดยมี พล.ต.ต.กัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้รับมอบ

    เพื่อให้เยาวชนกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ศึกษาต่อในระดับสูง และกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเองภายหลังสำเร็จการศึกษา เป็นคนดีคนเก่งของสังคม ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/08/601092/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L3A-Eipn8dP9LVNEwRDr4

  • “นฤมล” ห่วงสถานการณ์ชายแดน สั่งการสพฐ. ปิดโรงเรียน 641 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อความปลอดภัยครู นร. | TOPNEWS

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ตนได้สั่งการให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ให้ประสานไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดทั้ง 5 จังหวัด เพื่อให้ทำการปิดการเรียนการสอนชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้ สถานศึกษาที่จำเป็นต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 641 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา

    “กระทรวง ศธ.ได้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับหากต้องยืดระยะเวลาปิดเรียน หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในบางพื้นที่ แต่ต้องเน้นย้ำว่า ความปลอดภัยของผู้เรียนและบุคลากรสถานศึกษาคือ สิ่งสำคัญที่สุด โดยขอให้ทุกสถานศึกษาดำเนินมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ยึดความปลอดภัยของเด็ก ครู และประชาชนเป็นหลัก หากสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะเร่งคืนสู่ระบบการเรียนการสอนโดยเร็ว“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ทั้งนี้ โรงเรียนที่ปิดเรียนในแต่ละจังหวัด ได้แก่

    จังหวัดสุรินทร์ ปิดรวม 145 แห่ง แบ่งเป็น สพป.สุรินทร์ เขต 3 จำนวน 123 แห่ง และ สพป.สุรินทร์ เขต 2 จำนวน 22 แห่ง

    จังหวัดศรีสะเกษ ปิดรวม 170 แห่ง สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 159 แห่ง และ สพป.ศรีสะเกษ เขต 5 จำนวน 11 แห่ง

    จังหวัดอุบลราชธานี ปิดรวม 54 แห่ง จาก สพป.อุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 50 แห่ง และในอำเภอรอยต่อ 4 แห่ง

    จังหวัดบุรีรัมย์ ปิดรวม 127 แห่ง โดย สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 65 แห่ง สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 53 แห่ง และโรงเรียน สพม.บุรีรัมย์ เพิ่มอีก 9 แห่ง

    จังหวัดสระแก้ว ปิดรวม 147 แห่ง แบ่งเป็น สพป.สระแก้ว เขต 1 จำนวน 23 แห่ง เขต 2 จำนวน 117 แห่ง และ สพม.สระแก้ว อีก 7 แห่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1416245&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw311xwOah2ZllnDUAVax5oB

  • ‘เวลเนส’ ทะลุ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์! แซงหน้า ‘ไอที-ท่องเที่ยว’

    ‘เวลเนส’ ทะลุ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์! แซงหน้า ‘ไอที-ท่องเที่ยว’

    สุขภาพคือความมั่งคั่งสำหรับทุกคน ผลการวิจัยจากบริษัทชื่อดังระดับโลกเผยให้เห็นแนวโน้มว่าอุตสาหกรรมเวลเนสกำลังเติบโตไม่หยุด

    การวิจัยอนาคตของความเป็นอยู่ที่ดี (Future of Wellness) ฉบับล่าสุดของบริษัทแมคคินซีย์ สำรวจจากผู้บริโภคกว่า 9,000 คนในจีน เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหรัฐ พบว่า

    ตลาดเวลเนสโลกกำลังเติบโตมากถึง 10% ต่อปี ปัจจุบันมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ผู้บริโภคสหรัฐ 84% ถือว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งคล้ายกับผู้บริโภคชาวจีนและสหราชอาณาจักร ตัวเลขอยู่ที่94% และ 79% ตามลำดับ

    คนส่วนใหญ่รู้ดีว่า สุขภาพมีความหมายมากกว่าแค่ไม่มีโรค แต่ความหมายของความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) แมคคินซีย์นิยามไว้ในหกมิติ ได้แก่ สุขภาพดีขึ้น, สมรรถภาพทางกาย, การนอนหลับ, มีสติไตร่ตรอง, รูปลักษณ์ภายนอก และสารอาหาร

    • สมรรถภาพทางกาย

    ช่วงไม่กี่ปีมานี้สมรรถภาพทางกายเป็นยิ่งกว่าการจัดการสุขภาพหรืองานอดิเรก แต่กลายเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์บุคคล โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเจนซี

    จากการวิเคราะห์ของแมคคินซีย์คาดว่า ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายไปกับค่าสมาชิกและแอพพลิเคชันฟิตเนส เพิ่มค่าใช้จ่ายซื้อคลาสฟิตเนสและเทรนเนอร์ส่วนตัว

    • การจัดการน้ำหนัก

    เป็นประเด็นที่ผู้บริโภคในสหรัฐคำนึงถึงมากที่สุด ผู้ใหญ่เกือบหนึ่งในสามของประเทศนี้เข้าเกณฑ์โรคอ้วน 60% ของผู้บริโภคที่สำรวจในสหรัฐเผยกับแมคคินซีย์ว่า ปัจจุบันพวกเขากำลังพยายามลดน้ำหนัก

    การออกกำลังกายเป็นวิธีจัดการน้ำหนักที่พบมากที่สุดในทุกตลาด แต่วิธีการอื่นๆ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เช่น โครงการจัดการน้ำหนักโดยนักโภชนาการ วางแผนการรับประทานอาหาร และรับยาลดน้ำหนักตามใบสั่งแพทย์

    •  ประชากรสูงวัย 

    ปัจจุบันผู้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉลี่ยคาดว่าผู้สูงอายุจะมีชีวิตต่อไปอีก 20 ปี เมื่อเทียบกับคนในยุค 1960 การเปลี่ยนแปลงไปสู่การแพทย์เชิงป้องกัน การเติบโตของเทคโนโลยีด้านสุขภาพ และความก้าวหน้าในการวิจัยชะลอวัยเป็นแรงผลักดันความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการที่สนับสนุนการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี คำนี้มีความหมายหลายอย่างตั้งแต่ผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยการทำงานของสมองไปจนถึงดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ, มีอายุยืนยาว, ป้องกันโรคเรื้อรัง และยังคงคล่องแคล่วว่องไว

    • สุขภาพผู้หญิง

    รายงานฉบับหนึ่งเผยแพร่โดยเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมร่วมกับสถาบันสุขภาพแมคคินซีย์พบว่า ตลอดชีวิตผู้หญิงมีสุขภาพย่ำแย่มากกว่าผู้ชาย 25% จึงมีความจำเป็นในการลดช่องว่างนี้ แต่การยกระดับสุขภาพผู้หญิงในระยะยาวจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากเช่นกัน สามารถเพิ่มผลผลิตมวลรวมของโลกได้ปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040

    ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความสมบูรณ์ของร่างกายผู้หญิงเข้าสู่ตลาดมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการอยากได้การดูแลที่หลากหลาย แต่ความต้องการสินค้าและบริการอีกมากที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับหญิงวัยหมดประจำเดือน การดูแลระหว่างมีประจำเดือนและจุดซ่อนเร้น การช่วยเจริญพันธุ์ และด้านอื่นๆ

    • การนอนหลับ

    สำหรับการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการนอนหลับเป็นอันดับสอง และกล่าวด้วยว่า เป็นด้านที่พวกเขาไม่ได้รับการตอบสนองมากที่สุด ในรายงานฉบับก่อนหน้า ผู้บริโภคสหรัฐ 37% อยากได้สินค้าและบริการเกี่ยวกับการนอนหลับและจิตใจสงบเพิ่มเติม

    การจะนอนหลับได้ดีในตอนกลางคืนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย คาเฟอีน การดูหน้าจอ และความเครียด มีผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีเพียงไม่กี่รายหรือไม่มีเลยที่สามารถพัฒนาทางออกแบบองค์รวมให้กับผู้บริโภคที่มีปัญหาการนอนได้ แม้เทคโนโลยีการนอนกำลังเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วก็ตาม

    การนอนไม่หลับ โดยเฉพาะขาดการนอนหลับลึก (หรือการนอนหลับแบบคลื่นช้า) เชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังต่างๆ มากมาย อาทิ โรคอัลไซเมอร์ ความวิตกกังวล ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการทำงานของสมอง สมาธิ และการตัดสินใจอีกด้วย

    • จับตาเวลเนสทะลุ 10 ล้านล้านดอลลาร์

    ขณะที่งานวิจัยฉบับใหม่ของสถาบันเวลเนสโลก (จีดับเบิลยูไอ) เผยว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกจะทะลุ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ คาดว่าจะไปถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2029

    กล่าวได้ว่าตลาดเวลเนสกำลังร้อนแรงสุดๆ เติบโต 35% มาตั้งแต่ปี 2019 (ปีละ 6.2%) และคาดว่าจะขยายตัวเร็วขึ้นไปอีกที่ปีละ 7.6% ไปจนถึงปี 2029 ภาคส่วนที่โตเร็วมากคืออสังหาริมทรัพย์เวลเนสและการดูแลสุขภาพใจ ขณะนี้การใช้จ่ายด้านเวลเนสอยู่ที่ 60% เท่ากับการใช้จ่ายด้านการแพทย์และสุขภาพอื่นๆ รวมกัน

    เมื่อพิจารณาในรายละเอียดตลาดเวลเนสเติบโตสองเท่ามาตั้งแต่ปี 2013 โดยระหว่างปี 2023-2024 เติบโต 7.9% ถึงระดับสูงสุด 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยตลาดพ้นโหมด “ฟื้นตัวหลังโควิดระบาด” ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้ง 11 เซคเตอร์ของเวลเนสล้วนมีมูลค่าเกินปี 2019 ไปแล้วที่เติบโตสูงสุดนับถึงขณะนี้ (ระหว่างปี 2019-2024) คืออสังหาริมทรัพย์เวลเนสขยายตัวปีละ 19.5% และการดูแลสุขภาพใจขยายตัวปีละ 12.4%

    ตลาดเดียวที่ซบเซาคือ การดูแลสุขภาพในที่ทำงาน โดยรายจ่ายทั่วโลกหดตัวลง 1.5% ตั้งแต่ปี 2023 ถึงปี 2024 

    ตลาดสุขภาพในแต่ละภูมิภาคต่างเติบโตอย่างมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมาอเมริกาเหนือเติบโต7.9%ตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนือ7.2%และยุโรป6.3% ถือเป็นสามภูมิภาคที่เติบโตรายปีสูงสุด

    เวลเนสถือเป็นพลังทางเศรษฐกิจอันมหาศาลด้วยมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ ปัจจุบันแซงหน้าอุตสาหกรรมใหญ่อื่นๆ ของโลกทั้งหมด เช่น กีฬา (2.7 ล้านล้านดอลลาร์) การท่องเที่ยว (5 ล้านล้านดอลลาร์) และไอที (5.3 ล้านล้านดอลลาร์) โตมากกว่าอุตสาหกรรมยา (1.8 ล้านล้านดอลลาร์) เกือบสี่เท่าและมีมูลค่าสูงถึง 60% ของการใช้จ่ายด้านสุขภาพทุกด้านทั่วโลก (รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐและผู้บริโภคที่ 11.2 ล้านล้านดอลลาร์)

    สัดส่วนของเวลเนสต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงเติบโตไม่หยุด จาก 5.7% ของจีดีพีโลกในปี 2019 เพิ่มเป็น 6.1% ในปี 2024 คาดว่าจะเติบโตเป็น 7.1% ภายในปี 2029

    ในขณะเดียวกัน เนื่องจากเทรนด์ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเวลเนสมีแต่จะเติบโต ไม่ว่าจะเป็นประชากรสูงวัย โรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น และความเจ็บป่วยทางใจ ตลาดจึงมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและการมีอายุยืนยาว จีดับเบิลยูไอคาดว่าตลาดมีแต่จะเติบโตเร็วขึ้น (ปีละ 7.6%) ไปจนถึงปี 2029 ถึงระดับ 10 ล้านล้านดอลลาร์ภาคส่วนที่เติบโตมากที่สุดคือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (15.8%) ยาแผนโบราณและอาหารเสริม (10.8%) สุขภาพใจ (10.1%) และน้ำแร่/น้ำพุร้อน (10%)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1210999&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uxNBz9xIhqIrooxzBwRTB

  • เงินบาทแรงต่อ รับดอลลาร์อ่อน-ลุ้นเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง รับจังหวะดอลลาร์อ่อน-ตลาดมั่นใจเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทยังเดินหน้าแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเงินดอลลาร์อ่อนแรงลง กระแสมั่นใจ ‘เฟดลดดอกเบี้ย’ หนุนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาทองคำดีดตัวขึ้นเป็นระยะ

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิน-ตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 31.94 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.03 บาทต่อดอลลาร์ โดยทิศทางเงินบาทเริ่มแข็งค่าตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเคยขึ้นไปทดสอบโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ 5 ธันวาคม แม้เป็นวันหยุดของตลาดไทย

    แรงหนุนสำคัญมาจาก
    • เงินดอลลาร์ อ่อนค่าลงตามความคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคม (โอกาสมากกว่า 90%)
    • ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีแรงขายดอลลาร์ในตลาดโลก
    อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดแข็งค่าได้ไม่ต่อเนื่องนัก เพราะคืนวันศุกร์ (5 ธันวาคม) ราคาทองคำกลับมาปรับลดลงจากแรงขายทำกำไร และผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับพอร์ต เพื่อรอผลประชุมเฟด ขณะเดียวกันเงินบาทยังถูกกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมน้ำมัน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

    ตลาดจับตา FOMC – ความเสี่ยงผันผวนยังสูง

    สัปดาห์นี้ ตลาดเงินทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากการรอผลประชุม FOMC ช่วงเช้ามืดวันที่ 11 ธันวาคม (เวลาไทย) โดยกรุงไทยประเมินว่าเฟดอาจ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ในการลดดอกเบี้ย 25bps สู่กรอบ 3.50–3.75% พร้อมคาดว่า Dot Plot อาจมีการกระจายความเห็นมากขึ้น แม้ค่ากลางจะใกล้เคียงการประชุมก่อนหน้า

    ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม เช่น
    • JOLTS Job Openings
    • Jobless Claims
    รวมถึงความคืบหน้าสงครามรัสเซีย–ยูเครน และทิศทางเศรษฐกิจยุโรป–เอเชีย

    เอเชียจับตา BOJ – จีนรายงานเงินเฟ้อ ไทยเผชิญการเมืองระยะสั้น

    ฝั่งเอเชีย ตลาดรอการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในเดือนธันวาคม ขณะที่จีนเตรียมรายงานตัวเลข CPI และ PPI เดือนพฤศจิกายน

    ฝั่งไทย แม้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ แต่ตลาดจับตาความตึงเครียด ไทย–กัมพูชา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียง “noise ระยะสั้น” และตลาดยังให้ความสำคัญกับผลประชุมเฟดมากกว่า

    แนวโน้มเงินบาท “แข็งค่าแบบ Sideways Down” แต่ยังมี Two-Way Risk สูง

    กรุงไทยประเมินว่า ค่าเงินบาทยังมีทิศทาง แข็งค่าแบบ Sideways Down จาก
    • ไทยเข้าสู่ไฮซีซั่นท่องเที่ยว
    • ตลาดเชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย
    คาดปลายปี 2568 เงินบาทอาจอยู่แถว 31.85 ± 0.25 บาท/ดอลลาร์

    แต่เงินบาทยังมีความเสี่ยงสองทิศทาง (Two-Way Risk) หากเฟดให้สัญญาณ ‘คงดอกเบี้ย’ หรือส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยช้ากว่าคาด ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงทันทีอีก 20 สตางค์ต่อดอลลาร์

    ระดับสำคัญที่ต้องติดตาม
    • แนวต้านอ่อนค่า: 32.20–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • หากทะลุขึ้นไป อาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าใหม่
    • ทิศทางขึ้นกับราคาทองคำ–ฟันด์โฟลว์–เงินหยวนจีน

    กรอบการเคลื่อนไหว
    • กรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้: 31.75–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • กรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้า: 31.80–32.00 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ktb-economic-review-weekly-update-global-markets-baht&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xxTgfVSGWnOkEcG6KkoVa

  • เงินบาทแรงต่อ รับดอลลาร์อ่อน-ลุ้นเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง รับจังหวะดอลลาร์อ่อน-ตลาดมั่นใจเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทยังเดินหน้าแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเงินดอลลาร์อ่อนแรงลง กระแสมั่นใจ ‘เฟดลดดอกเบี้ย’ หนุนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาทองคำดีดตัวขึ้นเป็นระยะ

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิน-ตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 31.94 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.03 บาทต่อดอลลาร์ โดยทิศทางเงินบาทเริ่มแข็งค่าตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเคยขึ้นไปทดสอบโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ 5 ธันวาคม แม้เป็นวันหยุดของตลาดไทย

    แรงหนุนสำคัญมาจาก
    • เงินดอลลาร์ อ่อนค่าลงตามความคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคม (โอกาสมากกว่า 90%)
    • ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีแรงขายดอลลาร์ในตลาดโลก
    อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดแข็งค่าได้ไม่ต่อเนื่องนัก เพราะคืนวันศุกร์ (5 ธันวาคม) ราคาทองคำกลับมาปรับลดลงจากแรงขายทำกำไร และผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับพอร์ต เพื่อรอผลประชุมเฟด ขณะเดียวกันเงินบาทยังถูกกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมน้ำมัน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

    ตลาดจับตา FOMC – ความเสี่ยงผันผวนยังสูง

    สัปดาห์นี้ ตลาดเงินทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากการรอผลประชุม FOMC ช่วงเช้ามืดวันที่ 11 ธันวาคม (เวลาไทย) โดยกรุงไทยประเมินว่าเฟดอาจ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ในการลดดอกเบี้ย 25bps สู่กรอบ 3.50–3.75% พร้อมคาดว่า Dot Plot อาจมีการกระจายความเห็นมากขึ้น แม้ค่ากลางจะใกล้เคียงการประชุมก่อนหน้า

    ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม เช่น
    • JOLTS Job Openings
    • Jobless Claims
    รวมถึงความคืบหน้าสงครามรัสเซีย–ยูเครน และทิศทางเศรษฐกิจยุโรป–เอเชีย

    เอเชียจับตา BOJ – จีนรายงานเงินเฟ้อ ไทยเผชิญการเมืองระยะสั้น

    ฝั่งเอเชีย ตลาดรอการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในเดือนธันวาคม ขณะที่จีนเตรียมรายงานตัวเลข CPI และ PPI เดือนพฤศจิกายน

    ฝั่งไทย แม้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ แต่ตลาดจับตาความตึงเครียด ไทย–กัมพูชา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียง “noise ระยะสั้น” และตลาดยังให้ความสำคัญกับผลประชุมเฟดมากกว่า

    แนวโน้มเงินบาท “แข็งค่าแบบ Sideways Down” แต่ยังมี Two-Way Risk สูง

    กรุงไทยประเมินว่า ค่าเงินบาทยังมีทิศทาง แข็งค่าแบบ Sideways Down จาก
    • ไทยเข้าสู่ไฮซีซั่นท่องเที่ยว
    • ตลาดเชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย
    คาดปลายปี 2568 เงินบาทอาจอยู่แถว 31.85 ± 0.25 บาท/ดอลลาร์

    แต่เงินบาทยังมีความเสี่ยงสองทิศทาง (Two-Way Risk) หากเฟดให้สัญญาณ ‘คงดอกเบี้ย’ หรือส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยช้ากว่าคาด ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงทันทีอีก 20 สตางค์ต่อดอลลาร์

    ระดับสำคัญที่ต้องติดตาม
    • แนวต้านอ่อนค่า: 32.20–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • หากทะลุขึ้นไป อาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าใหม่
    • ทิศทางขึ้นกับราคาทองคำ–ฟันด์โฟลว์–เงินหยวนจีน

    กรอบการเคลื่อนไหว
    • กรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้: 31.75–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • กรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้า: 31.80–32.00 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ktb-economic-review-weekly-update-global-markets-baht&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xxTgfVSGWnOkEcG6KkoVa

  • เงินบาทแรงต่อ รับดอลลาร์อ่อน-ลุ้นเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง รับจังหวะดอลลาร์อ่อน-ตลาดมั่นใจเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทยังเดินหน้าแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเงินดอลลาร์อ่อนแรงลง กระแสมั่นใจ ‘เฟดลดดอกเบี้ย’ หนุนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาทองคำดีดตัวขึ้นเป็นระยะ

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิน-ตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 31.94 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.03 บาทต่อดอลลาร์ โดยทิศทางเงินบาทเริ่มแข็งค่าตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเคยขึ้นไปทดสอบโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ 5 ธันวาคม แม้เป็นวันหยุดของตลาดไทย

    แรงหนุนสำคัญมาจาก
    • เงินดอลลาร์ อ่อนค่าลงตามความคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคม (โอกาสมากกว่า 90%)
    • ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีแรงขายดอลลาร์ในตลาดโลก
    อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดแข็งค่าได้ไม่ต่อเนื่องนัก เพราะคืนวันศุกร์ (5 ธันวาคม) ราคาทองคำกลับมาปรับลดลงจากแรงขายทำกำไร และผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับพอร์ต เพื่อรอผลประชุมเฟด ขณะเดียวกันเงินบาทยังถูกกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมน้ำมัน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

    ตลาดจับตา FOMC – ความเสี่ยงผันผวนยังสูง

    สัปดาห์นี้ ตลาดเงินทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากการรอผลประชุม FOMC ช่วงเช้ามืดวันที่ 11 ธันวาคม (เวลาไทย) โดยกรุงไทยประเมินว่าเฟดอาจ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ในการลดดอกเบี้ย 25bps สู่กรอบ 3.50–3.75% พร้อมคาดว่า Dot Plot อาจมีการกระจายความเห็นมากขึ้น แม้ค่ากลางจะใกล้เคียงการประชุมก่อนหน้า

    ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม เช่น
    • JOLTS Job Openings
    • Jobless Claims
    รวมถึงความคืบหน้าสงครามรัสเซีย–ยูเครน และทิศทางเศรษฐกิจยุโรป–เอเชีย

    เอเชียจับตา BOJ – จีนรายงานเงินเฟ้อ ไทยเผชิญการเมืองระยะสั้น

    ฝั่งเอเชีย ตลาดรอการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในเดือนธันวาคม ขณะที่จีนเตรียมรายงานตัวเลข CPI และ PPI เดือนพฤศจิกายน

    ฝั่งไทย แม้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ แต่ตลาดจับตาความตึงเครียด ไทย–กัมพูชา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียง “noise ระยะสั้น” และตลาดยังให้ความสำคัญกับผลประชุมเฟดมากกว่า

    แนวโน้มเงินบาท “แข็งค่าแบบ Sideways Down” แต่ยังมี Two-Way Risk สูง

    กรุงไทยประเมินว่า ค่าเงินบาทยังมีทิศทาง แข็งค่าแบบ Sideways Down จาก
    • ไทยเข้าสู่ไฮซีซั่นท่องเที่ยว
    • ตลาดเชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย
    คาดปลายปี 2568 เงินบาทอาจอยู่แถว 31.85 ± 0.25 บาท/ดอลลาร์

    แต่เงินบาทยังมีความเสี่ยงสองทิศทาง (Two-Way Risk) หากเฟดให้สัญญาณ ‘คงดอกเบี้ย’ หรือส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยช้ากว่าคาด ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงทันทีอีก 20 สตางค์ต่อดอลลาร์

    ระดับสำคัญที่ต้องติดตาม
    • แนวต้านอ่อนค่า: 32.20–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • หากทะลุขึ้นไป อาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าใหม่
    • ทิศทางขึ้นกับราคาทองคำ–ฟันด์โฟลว์–เงินหยวนจีน

    กรอบการเคลื่อนไหว
    • กรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้: 31.75–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • กรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้า: 31.80–32.00 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ktb-economic-review-weekly-update-global-markets-baht&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xxTgfVSGWnOkEcG6KkoVa

  • เงินบาทแรงต่อ รับดอลลาร์อ่อน-ลุ้นเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง รับจังหวะดอลลาร์อ่อน-ตลาดมั่นใจเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทยังเดินหน้าแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเงินดอลลาร์อ่อนแรงลง กระแสมั่นใจ ‘เฟดลดดอกเบี้ย’ หนุนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาทองคำดีดตัวขึ้นเป็นระยะ

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิน-ตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 31.94 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.03 บาทต่อดอลลาร์ โดยทิศทางเงินบาทเริ่มแข็งค่าตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเคยขึ้นไปทดสอบโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ 5 ธันวาคม แม้เป็นวันหยุดของตลาดไทย

    แรงหนุนสำคัญมาจาก
    • เงินดอลลาร์ อ่อนค่าลงตามความคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคม (โอกาสมากกว่า 90%)
    • ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีแรงขายดอลลาร์ในตลาดโลก
    อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดแข็งค่าได้ไม่ต่อเนื่องนัก เพราะคืนวันศุกร์ (5 ธันวาคม) ราคาทองคำกลับมาปรับลดลงจากแรงขายทำกำไร และผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับพอร์ต เพื่อรอผลประชุมเฟด ขณะเดียวกันเงินบาทยังถูกกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมน้ำมัน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

    ตลาดจับตา FOMC – ความเสี่ยงผันผวนยังสูง

    สัปดาห์นี้ ตลาดเงินทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากการรอผลประชุม FOMC ช่วงเช้ามืดวันที่ 11 ธันวาคม (เวลาไทย) โดยกรุงไทยประเมินว่าเฟดอาจ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ในการลดดอกเบี้ย 25bps สู่กรอบ 3.50–3.75% พร้อมคาดว่า Dot Plot อาจมีการกระจายความเห็นมากขึ้น แม้ค่ากลางจะใกล้เคียงการประชุมก่อนหน้า

    ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม เช่น
    • JOLTS Job Openings
    • Jobless Claims
    รวมถึงความคืบหน้าสงครามรัสเซีย–ยูเครน และทิศทางเศรษฐกิจยุโรป–เอเชีย

    เอเชียจับตา BOJ – จีนรายงานเงินเฟ้อ ไทยเผชิญการเมืองระยะสั้น

    ฝั่งเอเชีย ตลาดรอการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในเดือนธันวาคม ขณะที่จีนเตรียมรายงานตัวเลข CPI และ PPI เดือนพฤศจิกายน

    ฝั่งไทย แม้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ แต่ตลาดจับตาความตึงเครียด ไทย–กัมพูชา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียง “noise ระยะสั้น” และตลาดยังให้ความสำคัญกับผลประชุมเฟดมากกว่า

    แนวโน้มเงินบาท “แข็งค่าแบบ Sideways Down” แต่ยังมี Two-Way Risk สูง

    กรุงไทยประเมินว่า ค่าเงินบาทยังมีทิศทาง แข็งค่าแบบ Sideways Down จาก
    • ไทยเข้าสู่ไฮซีซั่นท่องเที่ยว
    • ตลาดเชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย
    คาดปลายปี 2568 เงินบาทอาจอยู่แถว 31.85 ± 0.25 บาท/ดอลลาร์

    แต่เงินบาทยังมีความเสี่ยงสองทิศทาง (Two-Way Risk) หากเฟดให้สัญญาณ ‘คงดอกเบี้ย’ หรือส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยช้ากว่าคาด ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงทันทีอีก 20 สตางค์ต่อดอลลาร์

    ระดับสำคัญที่ต้องติดตาม
    • แนวต้านอ่อนค่า: 32.20–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • หากทะลุขึ้นไป อาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าใหม่
    • ทิศทางขึ้นกับราคาทองคำ–ฟันด์โฟลว์–เงินหยวนจีน

    กรอบการเคลื่อนไหว
    • กรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้: 31.75–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • กรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้า: 31.80–32.00 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ktb-economic-review-weekly-update-global-markets-baht&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xxTgfVSGWnOkEcG6KkoVa