Category: ไอที

  • พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    ภายใต้ความท้าทายรอบด้านในโลกปัจจุบัน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้กลายเป็นขุมพลังขับเคลื่อนแห่งยุคสมัย นอกจากความสำคัญในเชิงมูลค่าและรายได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังหมายถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แนวโน้มดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนทั่วโลก

    ในเวทีโลก สหราชอาณาจักรยืนหยัดเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง ด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่จ้างงานผู้คนกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะเติบโตเป็น 3 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 124 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท ต่อปี

    เฮเลน เฟซีย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตได้ และในตอนนี้เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านความร่วมมือกับอาเซียน”

    แดนนี ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “สหราชอาณาจักรมองเห็นศักยภาพของกลุ่มอาเซียนในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สามารถเติบโตได้ถึง 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศไทย เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีมูลค่าสูงถึง 8.01% ของ GDP”

    ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ ความเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ของไทยก็จะโดดเด่นกว่าที่เคย การผนึกกำลังกับอาเซียนและสหราชอาณาจักรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของภูมิภาค

    ถอดรหัสศักยภาพไทยจากผลสำรวจระดับภูมิภาค

    โครงการ ASEAN-UK Advancing Creative Economy เกิดขึ้นจากทุนสนับสนุนร่วมกันระหว่างสำนักงานผู้แทนสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน (UK Mission to ASEAN) และบริติช เคานซิล โดยดำเนินการร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน นับเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามพิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 2025 และแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2016-2025 โดยมีบริติช เคานซิล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลัก

    ผลสำรวจความคิดเห็นระดับภูมิภาคเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน (Regional Perception Poll on the ASEAN Creative Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ สะท้อนภาพให้เห็นถึงภูมิทัศน์ด้านการสร้างสรรค์ของอาเซียนในด้านต่าง ๆ โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจของประเทศไทย เช่น

    • จุดแข็งที่โดดเด่น: คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ท้องถิ่นอย่างมาก โดยมีสัดส่วนถึง 39%    ที่นิยมบริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี หรืองานฝีมืออันประณีต ยิ่งไปกว่านั้น “ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น” ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์และจุดขายที่โดดเด่น เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุดสำหรับนักสร้างสรรค์ไทย โดย 54% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่ามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคนไทยว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งของชาติ

    • ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม: ไม่ว่าจะเป็น ช่องว่างด้านทักษะ ที่ยังต้องการการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และทักษะทางสังคมที่จำเป็น ช่องว่างด้านระบบนิเวศ ที่ยังต้องการสภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ที่เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ช่องว่างด้านความร่วมมือ ซึ่ง 50% ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ระบุว่าการขาดการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นอุปสรรคสำคัญ

    เส้นทางสู่ความสำเร็จจากความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    โดยอิงจากผลสำรวจ Perception Poll โครงการ ASEAN–UK Advancing Creative Economy ยังคงสนับสนุนนโยบายและกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ่มเพาะระบบนิเวศสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั่วทั้งอาเซียนและประเทศไทย

    • เสริมแกร่งทุนมนุษย์ ปิดช่องว่างทักษะ – มุ่งแก้ไขปัญหา “ทุนมนุษย์” ผ่านโครงการที่มุ่งยกระดับทักษะของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โครงการอบรมการจัดการเทศกาล ASEAN-UK ได้เสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้จัดเทศกาลเพื่อการผลิตเทศกาลที่มีคุณภาพในระดับสากล นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเองอย่าง Craft Toolkit (crafttoolkit.com) ซึ่งบริติช เคานซิล พัฒนาร่วมกับองค์กรด้านหัตถกรรมในสกอตแลนด์ ยังเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการทำธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับช่างฝีมือและธุรกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

    • วางรากฐานนโยบายและโครงสร้าง – ดำเนินโครงการด้านนโยบายรวมถึงงานวิจัย เพื่อพัฒนานโยบาย โครงสร้าง และองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค กรอบความยั่งยืนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ช่วยกำหนดแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับประเทศในอาเซียนในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการฝึกอบรมนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบผสมผสาน (Hybrid Creative Economy Policy Training Programme) ช่วยให้    ผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนเข้าใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น

    • เชื่อมโยงสู่ภูมิภาคและนานาชาติ – สนับสนุนการเชื่อมโยงระดับโลกและระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสในการร่วมมือและการสร้างสรรค์ โครงการ ASEAN-UK Music Delegation นำตัวแทนเทศกาลไทย เช่น Wonderfruit, Mahorasob และ Bangkok Music City เข้าร่วมเทศกาลดนตรีในสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและเทศกาลอื่น ๆ ในอาเซียน นอกจากนี้ บริติช เคานซิล ยังสนับสนุนผู้แทนรัฐบาลไทยในการเยือนเมืองสร้างสรรค์และเทศกาลต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงคณะศิลปินในการเข้าร่วมโครงการพำนักและเทศกาล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศ

    • พัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในไทย – ร่วมพัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น แพร่ สกลนคร เชียงใหม่ จันทบุรี นครราชสีมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงการ UCCN Co-Creative City Model ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัย การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง และการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเมืองต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) (DASTA)

    นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) กล่าวว่า      “สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำระดับโลกด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับบริติช เคานซิล จึงเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนเสริมสร้างทักษะ พัฒนานวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

    อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยบนเวทีโลก

    ความแข็งแกร่งของประเทศไทยในด้านทุนทางวัฒนธรรมและความสามารถของนักสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากจะต้องได้รับการเสริมสร้างด้วยการนำมุมมองและกลยุทธ์ระดับโลก รวมไปถึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร จึงมีส่วนสำคัญต่อการการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้นำด้านการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมขยายสู่ภูมิภาคอื่น ๆ บนเวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1550644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cc6073BNC563XcxPPbPo6

  • พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    ภายใต้ความท้าทายรอบด้านในโลกปัจจุบัน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้กลายเป็นขุมพลังขับเคลื่อนแห่งยุคสมัย นอกจากความสำคัญในเชิงมูลค่าและรายได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังหมายถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แนวโน้มดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนทั่วโลก

    ในเวทีโลก สหราชอาณาจักรยืนหยัดเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง ด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่จ้างงานผู้คนกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะเติบโตเป็น 3 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 124 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท ต่อปี

    เฮเลน เฟซีย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตได้ และในตอนนี้เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านความร่วมมือกับอาเซียน”

    แดนนี ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “สหราชอาณาจักรมองเห็นศักยภาพของกลุ่มอาเซียนในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สามารถเติบโตได้ถึง 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศไทย เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีมูลค่าสูงถึง 8.01% ของ GDP”

    ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ ความเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ของไทยก็จะโดดเด่นกว่าที่เคย การผนึกกำลังกับอาเซียนและสหราชอาณาจักรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของภูมิภาค

    ถอดรหัสศักยภาพไทยจากผลสำรวจระดับภูมิภาค

    โครงการ ASEAN-UK Advancing Creative Economy เกิดขึ้นจากทุนสนับสนุนร่วมกันระหว่างสำนักงานผู้แทนสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน (UK Mission to ASEAN) และบริติช เคานซิล โดยดำเนินการร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน นับเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามพิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 2025 และแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2016-2025 โดยมีบริติช เคานซิล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลัก

    ผลสำรวจความคิดเห็นระดับภูมิภาคเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน (Regional Perception Poll on the ASEAN Creative Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ สะท้อนภาพให้เห็นถึงภูมิทัศน์ด้านการสร้างสรรค์ของอาเซียนในด้านต่าง ๆ โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจของประเทศไทย เช่น

    • จุดแข็งที่โดดเด่น: คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ท้องถิ่นอย่างมาก โดยมีสัดส่วนถึง 39%    ที่นิยมบริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี หรืองานฝีมืออันประณีต ยิ่งไปกว่านั้น “ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น” ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์และจุดขายที่โดดเด่น เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุดสำหรับนักสร้างสรรค์ไทย โดย 54% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่ามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคนไทยว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งของชาติ

    • ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม: ไม่ว่าจะเป็น ช่องว่างด้านทักษะ ที่ยังต้องการการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และทักษะทางสังคมที่จำเป็น ช่องว่างด้านระบบนิเวศ ที่ยังต้องการสภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ที่เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ช่องว่างด้านความร่วมมือ ซึ่ง 50% ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ระบุว่าการขาดการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นอุปสรรคสำคัญ

    เส้นทางสู่ความสำเร็จจากความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    โดยอิงจากผลสำรวจ Perception Poll โครงการ ASEAN–UK Advancing Creative Economy ยังคงสนับสนุนนโยบายและกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ่มเพาะระบบนิเวศสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั่วทั้งอาเซียนและประเทศไทย

    • เสริมแกร่งทุนมนุษย์ ปิดช่องว่างทักษะ – มุ่งแก้ไขปัญหา “ทุนมนุษย์” ผ่านโครงการที่มุ่งยกระดับทักษะของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โครงการอบรมการจัดการเทศกาล ASEAN-UK ได้เสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้จัดเทศกาลเพื่อการผลิตเทศกาลที่มีคุณภาพในระดับสากล นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเองอย่าง Craft Toolkit (crafttoolkit.com) ซึ่งบริติช เคานซิล พัฒนาร่วมกับองค์กรด้านหัตถกรรมในสกอตแลนด์ ยังเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการทำธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับช่างฝีมือและธุรกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

    • วางรากฐานนโยบายและโครงสร้าง – ดำเนินโครงการด้านนโยบายรวมถึงงานวิจัย เพื่อพัฒนานโยบาย โครงสร้าง และองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค กรอบความยั่งยืนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ช่วยกำหนดแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับประเทศในอาเซียนในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการฝึกอบรมนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบผสมผสาน (Hybrid Creative Economy Policy Training Programme) ช่วยให้    ผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนเข้าใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น

    • เชื่อมโยงสู่ภูมิภาคและนานาชาติ – สนับสนุนการเชื่อมโยงระดับโลกและระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสในการร่วมมือและการสร้างสรรค์ โครงการ ASEAN-UK Music Delegation นำตัวแทนเทศกาลไทย เช่น Wonderfruit, Mahorasob และ Bangkok Music City เข้าร่วมเทศกาลดนตรีในสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและเทศกาลอื่น ๆ ในอาเซียน นอกจากนี้ บริติช เคานซิล ยังสนับสนุนผู้แทนรัฐบาลไทยในการเยือนเมืองสร้างสรรค์และเทศกาลต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงคณะศิลปินในการเข้าร่วมโครงการพำนักและเทศกาล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศ

    • พัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในไทย – ร่วมพัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น แพร่ สกลนคร เชียงใหม่ จันทบุรี นครราชสีมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงการ UCCN Co-Creative City Model ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัย การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง และการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเมืองต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) (DASTA)

    นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) กล่าวว่า      “สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำระดับโลกด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับบริติช เคานซิล จึงเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนเสริมสร้างทักษะ พัฒนานวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

    อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยบนเวทีโลก

    ความแข็งแกร่งของประเทศไทยในด้านทุนทางวัฒนธรรมและความสามารถของนักสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากจะต้องได้รับการเสริมสร้างด้วยการนำมุมมองและกลยุทธ์ระดับโลก รวมไปถึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร จึงมีส่วนสำคัญต่อการการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้นำด้านการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมขยายสู่ภูมิภาคอื่น ๆ บนเวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1550644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cc6073BNC563XcxPPbPo6

  • พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    ภายใต้ความท้าทายรอบด้านในโลกปัจจุบัน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้กลายเป็นขุมพลังขับเคลื่อนแห่งยุคสมัย นอกจากความสำคัญในเชิงมูลค่าและรายได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังหมายถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แนวโน้มดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนทั่วโลก

    ในเวทีโลก สหราชอาณาจักรยืนหยัดเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง ด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่จ้างงานผู้คนกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะเติบโตเป็น 3 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 124 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท ต่อปี

    เฮเลน เฟซีย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตได้ และในตอนนี้เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านความร่วมมือกับอาเซียน”

    แดนนี ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “สหราชอาณาจักรมองเห็นศักยภาพของกลุ่มอาเซียนในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สามารถเติบโตได้ถึง 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศไทย เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีมูลค่าสูงถึง 8.01% ของ GDP”

    ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ ความเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ของไทยก็จะโดดเด่นกว่าที่เคย การผนึกกำลังกับอาเซียนและสหราชอาณาจักรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของภูมิภาค

    ถอดรหัสศักยภาพไทยจากผลสำรวจระดับภูมิภาค

    โครงการ ASEAN-UK Advancing Creative Economy เกิดขึ้นจากทุนสนับสนุนร่วมกันระหว่างสำนักงานผู้แทนสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน (UK Mission to ASEAN) และบริติช เคานซิล โดยดำเนินการร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน นับเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามพิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 2025 และแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2016-2025 โดยมีบริติช เคานซิล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลัก

    ผลสำรวจความคิดเห็นระดับภูมิภาคเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน (Regional Perception Poll on the ASEAN Creative Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ สะท้อนภาพให้เห็นถึงภูมิทัศน์ด้านการสร้างสรรค์ของอาเซียนในด้านต่าง ๆ โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจของประเทศไทย เช่น

    • จุดแข็งที่โดดเด่น: คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ท้องถิ่นอย่างมาก โดยมีสัดส่วนถึง 39%    ที่นิยมบริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี หรืองานฝีมืออันประณีต ยิ่งไปกว่านั้น “ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น” ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์และจุดขายที่โดดเด่น เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุดสำหรับนักสร้างสรรค์ไทย โดย 54% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่ามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคนไทยว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งของชาติ

    • ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม: ไม่ว่าจะเป็น ช่องว่างด้านทักษะ ที่ยังต้องการการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และทักษะทางสังคมที่จำเป็น ช่องว่างด้านระบบนิเวศ ที่ยังต้องการสภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ที่เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ช่องว่างด้านความร่วมมือ ซึ่ง 50% ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ระบุว่าการขาดการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นอุปสรรคสำคัญ

    เส้นทางสู่ความสำเร็จจากความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    โดยอิงจากผลสำรวจ Perception Poll โครงการ ASEAN–UK Advancing Creative Economy ยังคงสนับสนุนนโยบายและกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ่มเพาะระบบนิเวศสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั่วทั้งอาเซียนและประเทศไทย

    • เสริมแกร่งทุนมนุษย์ ปิดช่องว่างทักษะ – มุ่งแก้ไขปัญหา “ทุนมนุษย์” ผ่านโครงการที่มุ่งยกระดับทักษะของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โครงการอบรมการจัดการเทศกาล ASEAN-UK ได้เสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้จัดเทศกาลเพื่อการผลิตเทศกาลที่มีคุณภาพในระดับสากล นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเองอย่าง Craft Toolkit (crafttoolkit.com) ซึ่งบริติช เคานซิล พัฒนาร่วมกับองค์กรด้านหัตถกรรมในสกอตแลนด์ ยังเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการทำธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับช่างฝีมือและธุรกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

    • วางรากฐานนโยบายและโครงสร้าง – ดำเนินโครงการด้านนโยบายรวมถึงงานวิจัย เพื่อพัฒนานโยบาย โครงสร้าง และองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค กรอบความยั่งยืนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ช่วยกำหนดแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับประเทศในอาเซียนในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการฝึกอบรมนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบผสมผสาน (Hybrid Creative Economy Policy Training Programme) ช่วยให้    ผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนเข้าใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น

    • เชื่อมโยงสู่ภูมิภาคและนานาชาติ – สนับสนุนการเชื่อมโยงระดับโลกและระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสในการร่วมมือและการสร้างสรรค์ โครงการ ASEAN-UK Music Delegation นำตัวแทนเทศกาลไทย เช่น Wonderfruit, Mahorasob และ Bangkok Music City เข้าร่วมเทศกาลดนตรีในสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและเทศกาลอื่น ๆ ในอาเซียน นอกจากนี้ บริติช เคานซิล ยังสนับสนุนผู้แทนรัฐบาลไทยในการเยือนเมืองสร้างสรรค์และเทศกาลต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงคณะศิลปินในการเข้าร่วมโครงการพำนักและเทศกาล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศ

    • พัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในไทย – ร่วมพัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น แพร่ สกลนคร เชียงใหม่ จันทบุรี นครราชสีมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงการ UCCN Co-Creative City Model ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัย การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง และการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเมืองต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) (DASTA)

    นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) กล่าวว่า      “สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำระดับโลกด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับบริติช เคานซิล จึงเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนเสริมสร้างทักษะ พัฒนานวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

    อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยบนเวทีโลก

    ความแข็งแกร่งของประเทศไทยในด้านทุนทางวัฒนธรรมและความสามารถของนักสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากจะต้องได้รับการเสริมสร้างด้วยการนำมุมมองและกลยุทธ์ระดับโลก รวมไปถึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร จึงมีส่วนสำคัญต่อการการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้นำด้านการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมขยายสู่ภูมิภาคอื่น ๆ บนเวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1550644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cc6073BNC563XcxPPbPo6

  • พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    ภายใต้ความท้าทายรอบด้านในโลกปัจจุบัน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้กลายเป็นขุมพลังขับเคลื่อนแห่งยุคสมัย นอกจากความสำคัญในเชิงมูลค่าและรายได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังหมายถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แนวโน้มดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนทั่วโลก

    ในเวทีโลก สหราชอาณาจักรยืนหยัดเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง ด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่จ้างงานผู้คนกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะเติบโตเป็น 3 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 124 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท ต่อปี

    เฮเลน เฟซีย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตได้ และในตอนนี้เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านความร่วมมือกับอาเซียน”

    แดนนี ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “สหราชอาณาจักรมองเห็นศักยภาพของกลุ่มอาเซียนในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สามารถเติบโตได้ถึง 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศไทย เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีมูลค่าสูงถึง 8.01% ของ GDP”

    ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ ความเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ของไทยก็จะโดดเด่นกว่าที่เคย การผนึกกำลังกับอาเซียนและสหราชอาณาจักรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของภูมิภาค

    ถอดรหัสศักยภาพไทยจากผลสำรวจระดับภูมิภาค

    โครงการ ASEAN-UK Advancing Creative Economy เกิดขึ้นจากทุนสนับสนุนร่วมกันระหว่างสำนักงานผู้แทนสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน (UK Mission to ASEAN) และบริติช เคานซิล โดยดำเนินการร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน นับเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามพิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 2025 และแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2016-2025 โดยมีบริติช เคานซิล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลัก

    ผลสำรวจความคิดเห็นระดับภูมิภาคเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน (Regional Perception Poll on the ASEAN Creative Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ สะท้อนภาพให้เห็นถึงภูมิทัศน์ด้านการสร้างสรรค์ของอาเซียนในด้านต่าง ๆ โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจของประเทศไทย เช่น

    • จุดแข็งที่โดดเด่น: คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ท้องถิ่นอย่างมาก โดยมีสัดส่วนถึง 39%    ที่นิยมบริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี หรืองานฝีมืออันประณีต ยิ่งไปกว่านั้น “ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น” ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์และจุดขายที่โดดเด่น เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุดสำหรับนักสร้างสรรค์ไทย โดย 54% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่ามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคนไทยว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งของชาติ

    • ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม: ไม่ว่าจะเป็น ช่องว่างด้านทักษะ ที่ยังต้องการการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และทักษะทางสังคมที่จำเป็น ช่องว่างด้านระบบนิเวศ ที่ยังต้องการสภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ที่เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ช่องว่างด้านความร่วมมือ ซึ่ง 50% ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ระบุว่าการขาดการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นอุปสรรคสำคัญ

    เส้นทางสู่ความสำเร็จจากความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    โดยอิงจากผลสำรวจ Perception Poll โครงการ ASEAN–UK Advancing Creative Economy ยังคงสนับสนุนนโยบายและกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ่มเพาะระบบนิเวศสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั่วทั้งอาเซียนและประเทศไทย

    • เสริมแกร่งทุนมนุษย์ ปิดช่องว่างทักษะ – มุ่งแก้ไขปัญหา “ทุนมนุษย์” ผ่านโครงการที่มุ่งยกระดับทักษะของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โครงการอบรมการจัดการเทศกาล ASEAN-UK ได้เสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้จัดเทศกาลเพื่อการผลิตเทศกาลที่มีคุณภาพในระดับสากล นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเองอย่าง Craft Toolkit (crafttoolkit.com) ซึ่งบริติช เคานซิล พัฒนาร่วมกับองค์กรด้านหัตถกรรมในสกอตแลนด์ ยังเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการทำธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับช่างฝีมือและธุรกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

    • วางรากฐานนโยบายและโครงสร้าง – ดำเนินโครงการด้านนโยบายรวมถึงงานวิจัย เพื่อพัฒนานโยบาย โครงสร้าง และองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค กรอบความยั่งยืนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ช่วยกำหนดแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับประเทศในอาเซียนในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการฝึกอบรมนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบผสมผสาน (Hybrid Creative Economy Policy Training Programme) ช่วยให้    ผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนเข้าใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น

    • เชื่อมโยงสู่ภูมิภาคและนานาชาติ – สนับสนุนการเชื่อมโยงระดับโลกและระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสในการร่วมมือและการสร้างสรรค์ โครงการ ASEAN-UK Music Delegation นำตัวแทนเทศกาลไทย เช่น Wonderfruit, Mahorasob และ Bangkok Music City เข้าร่วมเทศกาลดนตรีในสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและเทศกาลอื่น ๆ ในอาเซียน นอกจากนี้ บริติช เคานซิล ยังสนับสนุนผู้แทนรัฐบาลไทยในการเยือนเมืองสร้างสรรค์และเทศกาลต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงคณะศิลปินในการเข้าร่วมโครงการพำนักและเทศกาล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศ

    • พัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในไทย – ร่วมพัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น แพร่ สกลนคร เชียงใหม่ จันทบุรี นครราชสีมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงการ UCCN Co-Creative City Model ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัย การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง และการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเมืองต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) (DASTA)

    นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) กล่าวว่า      “สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำระดับโลกด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับบริติช เคานซิล จึงเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนเสริมสร้างทักษะ พัฒนานวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

    อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยบนเวทีโลก

    ความแข็งแกร่งของประเทศไทยในด้านทุนทางวัฒนธรรมและความสามารถของนักสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากจะต้องได้รับการเสริมสร้างด้วยการนำมุมมองและกลยุทธ์ระดับโลก รวมไปถึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร จึงมีส่วนสำคัญต่อการการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้นำด้านการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมขยายสู่ภูมิภาคอื่น ๆ บนเวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1550644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cc6073BNC563XcxPPbPo6

  • มูลนิธิสว่างฯโคราช มอบทุนการศึกษา 214 ทุน รวมมูลค่า 3.2 แสนบาท สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนโคราช | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 08/12/2025 18:07

    มูลนิธิสว่างฯโคราช มอบทุนการศึกษา 214 ทุน รวมมูลค่า 3.2 แสนบาท สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนโคราช

    เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่มูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน นายสุวัฒน์ จึงวัฒนาภรณ์ ประธาน พร้อมด้วยนายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา นายศิวัช เตียเจริญวรรธน์ รองประธานมูลนิธิคนที่ 1 หัวหน้าหน่วยกู้ภัย พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 เพื่อสนับสนุนเด็กนักเรียนทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภายใต้เจตนารมณ์สำคัญในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และนักเรียนที่มีความขยันตั้งใจเรียน

    คณะกรรมการทุนการศึกษาเผยว่า ปีนี้ได้พิจารณาคัดเลือกนักเรียนที่เหมาะสมจำนวน 214 ทุน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 321,000 บาท โดยแบ่งเป็น ทุนการศึกษาให้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ จำนวน 27 โรงเรียน รวม 165 ทุน มูลค่า 247,500 บาท

    ทุนการศึกษาให้กับบุตรของพนักงานมูลนิธิฯ 23 ทุน มูลค่า 34,500 บาท,ทุนการศึกษาให้กับบุตรของอาสากู้ภัย 26 ทุน มูลค่า 39,000 บาท รวมทั้งหมด 214 ทุน เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาและเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

    ประธานในพิธีกล่าวว่า การมอบทุนครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญของมูลนิธิที่ดำเนินต่อเนื่องทุกปี เพราะเชื่อว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ พร้อมขอให้นักเรียนทุกคนใช้ทุนการศึกษานี้อย่างคุ้มค่า และตั้งใจเรียนเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง

    ท้ายที่สุด คณะผู้จัดงานได้ร่วมอวยพรให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จ และเดินหน้าตามความฝัน พร้อมขอบคุณผู้มีจิตเมตตาทุกฝ่ายที่ร่วมสนับสนุนโครงการจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี.

    ภาพ-ข่าว กัญศละกษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ไห่หนานคึกคักรับท่องเที่ยวฤดูหนาว

    ส่องศูนย์ฝึกหุ่นยนต์

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สีสันใบไม้แดงแต้ม ‘โกรกธารอูเสีย’ ในฉงชิ่ง

    สวธ. เปิดกิจกรรมแก่นสยาม 2025 มหัศจรรย์ไหกั๊บแก๊บ อากรนฤมิตร ในเทศกาลไหมนานานาชาติ

    ลับคมให้ตำรวจด่านหน้า บช.ศ.เปิดโครงการฝึกอบรม 3 หลักสูตรยุทธวิธี เน้นนำความรู้ไปใช้จริง

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” คล้องผ้าเปียว สวมเสื้อฮี ผ้าทอมือปักลายดอกผักแว่น อัตลักษณ์ชาวไทยทรงดำ จ.กาญจนบุรี

    คณะศิษย์พระครูบาแสงทิพย์ สังวโร ทำบุญผ้าป่าสามัคคี สืบทอดพระพุทธสานา

    “ซาบีดา” เปิดงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568” ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1416873&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NGp8LSXrgZd3uiOTjcGD6

  • รวมคำค้นหายอดนิยม ข่าวดัง และบุคคลฮอตบน Google 2568

    รวมคำค้นหายอดนิยม ข่าวดัง และบุคคลฮอตบน Google 2568

     
                 Google Thailand เปิดเผย Year in Search 2025 สะท้อนพฤติกรรมการค้นหาของคนไทย โดย Gemini ครองอันดับคำค้นหายอดนิยมสูงสุดของปี 2568

    Google Thailand เปิดเผย Year in Search 2025
    ภาพจาก Olenapolll / Shutterstock.com

                  ปี 2568 Google Thailand ได้เผยภาพรวม คำค้นหายอดนิยม ที่เป็นกระจกสะท้อนความสนใจของผู้คนทั่วประเทศ พบว่ากระแสเทคโนโลยี AI กลายเป็นหัวข้อหลักที่คนไทยเสิร์ชมากที่สุด ขณะเดียวกันประเด็นเศรษฐกิจและสถานการณ์รอบตัวก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนติดตามอย่างต่อเนื่อง

                  หนึ่งในข้อมูลที่โดดเด่นของปีนี้คือ คำค้นหาที่มาแรงที่สุด ได้แก่ “Gemini” ซึ่งสะท้อนการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอันดับรองลงมาคือ เที่ยวไทยคนละครึ่ง และ ChatGPT ตามลำดับ โดยลิสต์คำค้นหา 10 อันดับยังรวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงคำค้นหาในกลุ่มบันเทิงอย่าง 

    10 คำค้นหายอดนิยมปี 2568 มีดังนี้ 

                  1. Gemini
                  2. เที่ยวไทยคนละครึ่ง
                  3. ChatGPT
                  4. แผ่นดินไหว
                  5. คนละครึ่ง พลัส
                  6. สงคราม ส่งด่วน
                  7. กุญแจกลางใจ
                  8. iPhone 17
                  9. DeepSeek
                  10. คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์

    Google Thailand เปิดเผย Year in Search 2025
    ภาพจาก : MD Grafik / Shutterstock.com

    Google Thailand เปิดเผย Year in Search 2025
    ภาพจาก คนละครึ่ง

                  นอกจากคำค้นทั่วไปรวมถึงเทรนด์ยอดนิยม Google ยังสรุป ข่าวที่ถูกค้นหามากที่สุดปี 2568 ซึ่งสะท้อนความสนใจของสังคมต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและความไม่แน่นอน อันดับหนึ่งคือ “แผ่นดินไหว” ตามด้วย “คนละครึ่งพลัส” และข่าวเกี่ยวกับสถานที่สำคัญบริเวณชายแดน เช่น ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย รวมถึงประเด็นภัยธรรมชาติอย่างพายุวิภา – คาจิกิ และข่าว “ตึกถล่ม” ที่ขึ้นมาในอันดับท้ายของลิสต์

    10 ข่าวที่มีการค้นหามากสุดปี 2568

                  1. แผ่นดินไหว
                  2. คนละครึ่งพลัส
                  3. ปราสาทตาเมือนธม
                  4. บ้านเพื่อคนไทย
                  5. ปราสาทตาควาย
                  6. วัดไร่ขิง
                  7. ไทย-กัมพูชา
                  8. พายุวิภา
                  9. พายุคาจิกิ
                  10. ตึกถล่ม

                  ขณะเดียวกัน Google ยังเปิดเผยรายชื่อ บุคคลที่ถูกค้นหามากที่สุดประจำปี 2568 ซึ่งมีความหลากหลายทั้งจากแวดวงบันเทิง โซเชียล รวมไปถึงการเมือง อันดับที่ 1 คือ “สีกากอล์ฟ” ตามด้วย “ดิว อริสรา” และ “ลำไย ไหทองคำ” ส่วนรายชื่ออื่น ได้แก่ เป๊ก ผลิตโชค, หมอบี, อนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลที่เป็นกระแสบนโลกออนไลน์อย่าง พร้อม ราชภัทร และทราย สก๊อต

    10 บุคคลที่มีการค้นหามากสุดปี 2568

                  1. สีกากอล์ฟ
                  2. ดิว อริสรา
                  3. ลำไย ไหทองคำ
                  4. เป๊ก ผลิตโชค
                  5. หมอบี
                  6. อนุทิน ชาญวีรกูล
                  7. พร้อม ราชภัทร
                  8. หมอแอร์
                  9. ทราย สก๊อต
                  10. วอน บิน

                  ภาพรวมของ Year in Search 2025 ชี้ว่าคนไทยปรับตัวเข้าสู่กระแสโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้าน AI พร้อมกับให้ความสำคัญต่อข่าวสาร ปากท้อง การเฝ้าระวังภัยพิบัติ และสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ  ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยค้นหามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/250824&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SRZrkcjiykJwnPUvyy4e2

  • เศรษฐกิจของกัมพูชากำลังพินาศในไม่ช้า นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่”ฮุน เซนต้องรบกับไทย”

    สื่อของกัมพูชาที่สนองงานของรัฐบาลโดยไม่มีความละอายแก่ใจ อ้างว่าเศรษฐกิจของไทยจะพังลงไปอีกเพราะรบกับกัมพูชา

    การบอกว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยต้องโกรธ เพราะมันย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว และสื่อของไทยก็ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยการเตือนรัฐบาลและประชาชนด้วยซ้ำเกี่ยวกับประเด็นนี้ 

    แต่การที่สื่อของกัมพูชาละเลยที่จะเตือนพี่น้องร่วมชาติของตัวเองว่าเศรษฐกิจของประเทศตัวเองก็จะพังเช่นกันหากมุ่งไปสู่การปะทะกับไทยโดยเชื่อผู้นำแบบโดยไม่รู้จักคิดพิจารณาหรือทักท้วง

    นี่คือการทำงานของ “สื่อเฮงซวย” เพราะเท่ากับชักนำประชาชนไปสู่ปากเหวเพื่อสนองนโยบายอัน “เฮงซวย” ของรัฐบาลตระกูลฮุน

    เพราะปากท้องประชาชน การเงินการธนาคาร การจ้างงาน และสภาพเศรษฐกิจทั้งมวลของกัมพูชานั้นเข้าขั้นแย่เต็มทีแล้ว

    แต่ตระกูลฮุนและ “สื่อเฮงซวย” ที่รับใช้เครืออำนาจนี้ช่วยกันปกปิดเอาไว้ แล้วยังพยายามให้คนเขมรเชื่อว่า “เศรษฐกิจไทยจะพัง” ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นจะไม่มีกินเอาด้วยซ้ำ

    ผมจะไล่เหตุผลให้ดูว่าทำไมเศรษฐกิจกัมพูชาถึงจะพินาศในไม่ช้า

    1. การทำนากำลังทรุดหนักเพราะขายข้าวให้ไทยไม่ได้
    กัมพูชาเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ภาคส่วนนี้อาการย่ำแย่ สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาระบุว่าเกษตรกรจำนวนมากต้องประสบกับความสูญเสียระยะยาว เกิดหนี้สิน และบางส่วนถูกบังคับให้ขายนาข้าวและไร่และอพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน เซน” จากการเปิดเผยของชาวนารายหนึ่ง พบว่าข้าว 1 กิโลกรัมขายได้แค่ 630 เรียล (5.02 บาท) “ไม่เพียงแต่ไม่ทำกำไร แต่ยังขาดทุนอีกด้วย เกษตรกรจะคาดหวังอะไรได้อีก?” 

    ส่วนชาวนาอีกคนเผยกับสื่อฝ่ายค้านกัมพูชาว่า ประชากรกัมพูชา 85% เป็นเกษตรกร แต่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเกษตรกร สาเหตุที่ราคาข้าวตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวทุกปีเป็นเพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจ เพราะถ้ารัฐบาลใส่ใจจริง พ่อค้าคงไม่กล้ากดราคาข้าว แต่พ่อค้าคนกลางคนหนึ่งอ้างว่า ปัญหาหลักของข้าวคือไม่มีตลาดขาย ข้าวต้องพึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง เพราะกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ต้องหาตลาดส่งออกที่กว้างขวางเพื่อขายข้าวให้ได้ราคาสูง “ขณะที่ปัจจุบันตลาดข้าวในกัมพูชาต้องพึ่งพ่อค้าชาวเวียดนามเท่านั้น” 

    นอกจากนี้ นักการเมืองรายหนึ่งยังโจมตีรัฐบาลตระกูลฮุนว่า ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ การซื้อข้าวกัมพูชาเป็นเรื่องยากมาก แต่หากข้าวเวียดนามหรือข้าวไทยกลับมีมาก แสดงให้เห็นว่า “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน” ไม่สามารถนำพาประเทศได้ ไม่สามารถหาตลาดให้ประชาชนขายข้าวได้ในราคาที่สูง เขากล่าวว่าประเทศไทยและเวียดนามส่งออกข้าวไปยังตลาดต่างประเทศโดยตรงเป็นจำนวนมาก และกัมพูชาพึ่งพาตลาดไทยและเวียดนามโดยไม่ได้ขายข้าวให้กับตลาดต่างประเทศโดยตรง อย่างไรก็ตาม ข้าวกัมพูชาขายได้ในราคาถูกเพราะต้องพึ่งพาพ่อค้าชาวเวียดนามและไทยในการกำหนดราคา

    ผู้เชี่ยวชาญอีกรายกล่าวว่า “รัฐบาลต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อหาตลาดสำหรับสินค้าเกษตร เพราะเรารู้ว่าตอนนี้เราติดอยู่กับประเทศไทย แต่เราจะหันไปทางไหนล่ะ? ส่วนเรื่องข้าว ผมคิดว่าข้าวของเราไม่ได้ไปไทยเท่าไหร่ แต่ไปเวียดนาม ดังนั้นเราจึงแค่เปลี่ยนจากไทยไปเวียดนาม ถ้าเราไม่หาตลาดเอง ราคาข้าวกัมพูชาก็จะถูกเวียดนามควบคุม” ดังนั้น ปัญหาของธุรกิจข้าวในกัมพูชาไม่ใช่แค่ขายให้ไทยไม่ได้เท่านั้น แต่ถ้าจะขายให้เวียดนามก็จะถูกเวียดนามครอบงำอีก นับว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ 

    2. ระบบการเงินของกัมพูชากำลังล่มเพราะเส้นเลือดทุนเทาถูกตัด
    เป็นที่ทราบกันว่า “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน” มีเส้นสายโยงใยกับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำสแกมเมอร์ และในช่วงหลังรัฐบาลตระกูลฮุนถูกกดดันจากประชาคมโลกให้กวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้แต่ก็ยังทำแบบขอไปที โดยจับแต่ลูกน้องแต่ละเว้นลูกพี่ และยังไม่แตะต้องเส้นทางการเงินของคนเหล่านี้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มีสัญญาณที่น่าสนใจจากธนาคารแห่งชาติกัมพูชาที่ “เตือน” ประชาชนให้ระมัดระวังแผนการโอนเงินฉ้อโกงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการแอบอ้างเป็นญาติเพื่อขอสินเชื่อหรือโอนเงิน และการชักชวนให้ผู้คนซื้อหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวโดยจ่ายค่าธรรมเนียมสูง

    การเตือนแบบนี้ก็ยังถือว่าเป็นการเตือนในลักษณะที่ “กัมพูชาเป็นเหยื่อสแกมเมอร์” ไม่ใช่ “กัมพูชาเป็นฐานที่มั่นสแกมเมอร์” โดยเป็นการเตือนในลักษณะเดียวกับที่หน่วยงานรัฐของไทยเตือนประชาชนคนไทยซึ่งอยู่ในฐานะเหยื่ออย่างแท้จริง แต่ธนาคารชาติกัมพูชากลับเตือนเหมือนตนเองเป็นเหยื่อก็เพราะมีเหตุให้ต้องขยับ ไม่เช่นนั้นสถาบันของตนจะถูกครหาว่าเป็นมือเป็นเท้าให้กับเครือข่ายอาชญากรรมอันมี “ราชวงศ์ฮุน” เป็นศูนย์กลาง เพราะไม่กี่วันก่อนที่แบงก์ชาติเขมรจะขยับนั้น “โครงการริเริ่มระดับโลกว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ” (GI-TOC) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับดัชนีองค์กรอาชญากรรม โดยกัมพูชาจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่มีกลุ่มอาชญากรจำนวนมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการปราบปรามที่อ่อนแอ

    นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โครงการยุติธรรมโลก (World Justice Project) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยสังคมระดับโลก ยังจัดอันดับกัมพูชาให้อยู่ในอันดับต่ำสุดจาก 143 ประเทศในดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี โดยอยู่เหนือเวเนซุเอลาและอัฟกานิสถานเท่านั้น

    หลังจากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวที่ “แปลกประหลาด” เกิดขึ้นกับ “สถาบันการเงินสีเทา” ของกัมพูชา ซึ่งเรายังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด บริษัท Hui One ในข่ายของของ ฮุน เซน (ดำเนินการผ่าน ฮุน โต หลานของเขา) ประกาศปิดสำนักงานทั้งหมดในกัมพูชา รวมถึงบริการถอนเงินสด โดยอ้างว่ามีลูกค้าถอนเงินจากบัญชีเพิ่มมากขึ้น แต่สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาชี้ว่า การปิดกิจการเกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีใต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตร Huione Group ของฮุน โต เจ้าพ่อธุรกิจตลาดมืดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมฉ้อโกงทางออนไลน์

    นักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งลั่นว่า “คนที่ลงทุนนั้น! พวกเขาไม่กล้าเพราะกลัว พวกเขากลัว ถึงเวลาแล้วที่ชื่อเสียงของกัมพูชาจะเสื่อมเสีย ทุกคนในโลกรู้ดี ทุกประเทศไม่อนุญาตให้ (ผู้คน) เกาหลีใต้ จีน! พวกเขาไม่อนุญาตให้คนของพวกเขามาเยี่ยมเยือนกัมพูชา และไม่อนุญาตให้พวกเขามาลงทุนในกัมพูชา ดังนั้น (ความเสื่อมเสีย) มันจึงกระจายไปทั่วโลก ทำลายชื่อเสียงของกัมพูชาอย่างแท้จริง”

    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ “สถาบันการเงินสีเทา” ในกัมพูชาโยงใยการเงินหลักของประเทศเอาไว้ด้วย ดังนัน ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและการวิจัยรายหนึ่ง จึงแสดงทัศนะต่อสื่อฝ่ายค้านว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อภาคการเงินของกัมพูชา และประชาชนจะสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบธนาคารของกัมพูชา ซึ่งจำเป็นต้องให้ธนาคารแห่งชาติเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วนเพื่อหาหนทางปกป้องเงินของลูกค้า แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาก็ทำเพียงแค่เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการเท่านั้น

    ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องยังแดงขึ้นมาอีกว่า Huione Pay ถูกธนาคารแห่งชาติกัมพูชาาเพิกถอนใบอนุญาตไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 แล้ว แต่ไม่ยอมบอกประชาชน

    สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาจึงชี้ว่า “การไม่ดำเนินการใดๆ ต่อเจ้าพ่อธุรกิจ ฮุน โต และนายเฉินจื้อ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อระบบธนาคารและลูกค้า” และนักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งเตือนว่า “ผลที่ตามมาตกอยู่กับประชาชนที่ฝากเงินกับธนาคารแห่งนี้ ผลกระทบดังกล่าวหมายความว่าประชาชนที่ไว้วางใจธนาคารแห่งนี้จะสูญเสียเงินไป เมื่อพวกเขาสูญเสียเงินไป เศรษฐกิจของประชาชนก็จะลำบากและหนักหนาสาหัสมากขึ้น ซึ่งเป็นภาระของรัฐบาล นี่คือจุดที่รัฐบาลต้องดำเนินการกับธนาคารแห่งชาติกัมพูชา หากประกาศปิดใบอนุญาตของธนาคารแห่งนี้ (Huione Pay) ย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2567 และเพิ่งประกาศต่อสาธารณชนในขณะนี้ นั่นจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรงของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา”

    นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวเขมรในต่างแดนยังแสดงความกังวลว่าระบบธนาคารของกัมพูชาทั้งหมดจะตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากกำลังเผชิญกับปัญหาฉ้อโกงและฟอกเงิน ซึ่งทำให้ธนาคารอื่นๆ ในต่างประเทศไม่ให้ความร่วมมือ และจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสูญเสียรายได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของชาวกัมพูชา

    เขากล่าวว่า “การลงทุนต้องอาศัยความแน่นอนและความโปร่งใสในการทำธุรกิจกับพันธมิตรในกัมพูชา แต่เมื่อเกิดข้อกังขา ผมคิดว่าประชาชนจะลังเลที่จะลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนเองที่กำลังประสบปัญหาในการโอนเงิน ชำระเงิน ฝากเงิน ฯลฯ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบและการฝากเงินในธนาคารน้อยลง ทำให้ธนาคารสูญเสียเงินทุนสำหรับลงทุนในภาคส่วนสำคัญของรัฐบาล ในขณะเดียวกัน ธนาคารเองก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะปล่อยกู้ให้กับชุมชนหรือผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาและดำเนินโครงการของตนเอง ระบบทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบ”

    นี่คือความเคลื่อนไหวสองมิติด้านเศรษฐกิจของกัมพูชาโดยคร่าวๆ เราจะเห็นว่าระดับรากหญ้าก็แทบจะหาเงินมาไม่ได้และยังมีหนี้สินมากมาย ส่วนระดับการเงินของประเทศก็เสี่ยงจะพังเอาง่ายๆ เหมือนกัน

    ก่อนอื่นมาวิเคราะห์เรื่องการปิดตัวของ Huione Pay เรื่องนี้ไม่เพียงมีพิรุธแต่ยังสะเทือนต่อระบบการเงินของประเทศด้วยซ้ำ แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาก็ได้แต่ทำแบบขอไปที ทำให้น่าสงสัยว่านี่คือความพยายามซุ่มซ่อนของสถาบันการเงินทุนสีเทา หรือว่าแหล่งเงินของทุนเทาถูกเล่นงานโดย “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” กันแน่?

    การเล่นงานทุนเทากัมพูชาโดย “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะใช้วิธีการของแฮกเกอร์ทำการยึด Bitcoin จำนวนมหาศาล และตั้งข้อหาเจ้าของบิตคอยน์ คือ เฉินจื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจของกัมพูชาคือ Prince Group ในข้อหาวางแผนการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ 

    เรื่องนี้ ศูนย์รับมือเหตุฉุกเฉินไวรัสคอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน (CVERC) ได้เผยเมื่อไม่นานมานี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ขโมย Bitcoin จำนวน 127,000 เหรียญของเฉินจื้อตั้งแต่ปี 2020 โดยใช้เทคนิคการแฮ็กที่ถูกวางแผนโดยองค์กรแฮ็กเกอร์ระดับรัฐ

    ไม่แน่ว่าการปิดตัวของ Huione Pay อาจเป็นผลมาจากการถูกโจมโดย “กองกำลังแฮกเกอร์ไม่ทราบฝ่าย” แบบนี้ก็เป็นได้จนทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องแล้วต้องปิดตัวลง

    เผอิญว่ากรปิดตัวลงของ Huione Pay อาจจะรุนแรงมาก จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบการเงินในกัมพูชาด้วย คือประชาชนแห่ไปถอนเงินอย่างบ้าคลั่งจนเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะ Bank run หรือธนาคารล้ม และยังส่งผลต่อความน่าเชื่อต่อทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในกัมพูชาด้วย เพราะระบบการเงินโยงใยกับทุนเทาอย่างหนัก ส่วนธนาคารแห่งชาติก็ทำงานแบบชุ่ยๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะได้ใบสั่งจาก “ราชวงศ์ฮุน” ให้ทำงานประคับประคองทุนเทา หรือไม่ก็ธนาคารแห่งชาตินั่นแหละที่เป็น “พ่อแม่บุญธรรมของทุนเทา” โดยตรง

    ทั้งสองมิติทางเศรษกิจนี้เป็นเพียงสองแง่มุมเท่านั้น ยังมีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่ได้พูดถึง ซึ่งควรจะได้รับการขุดคุ้ยและวิเคราะห์ต่อไป เพราะมันจะทำให้เราเห็นภาพว่าสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาย่ำแย่ขนาดไหน และภาวะย่ำแย่นี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ฮุน เซน ต้องสั่งให้ทำการโจมตีไทยอย่างหนักหน่วง เพราะ

    หนึ่ง ประชาชนเริ่มทนไม่ไหวกับความไม่เอาไหนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน จึงต้องเบี่ยงเบนความโกรธแค้นของประชาชนมาที่ไทย

    สอง เพราะเครือข่ายทุนของราชวงศ์ฮุนถูกทำลายอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการอายัติทรัพย์สินของ Prince Group ในหลายเขตอำนาจศาลและล่มลงของ Huione Pay ทำให้เส้นเลือดทุนเทาของเรือข่ายนี้ต้องชะงัก พร้อมๆ กับที่ทางการไทยยึดทรัพย์ “บอส” สแกมเมอร์จำนวหนึ่งในไทย ทำให้ราชวงศ์ฮุนนิ่งนอนใจไม่ได้ จึงต้อง “สู้ยิบตา” เพื่อให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง

    การรบที่ชายแดนทั้งสองประเทศนั้นจะยิ่งทำให้ผู้คนล้มตาย แต่ “ข้อตกลงหยุดยิงกำมะลอ” ก็เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาเช่นกันเพราะไม่อาจหยุดความชั่วร้ายของเครือข่ายทุนเทาได้ 

    ทางที่ดีที่สุด ไทยและผู้เสียหายทั่วโลกอาจจะต้องพิจารณาทำการ “รบด้วยสงครามเศรษฐกิจ” ที่เล็งเป้าหมายที่ทุนเทาในกัมพูชามากขึ้น

    ส่วนประชาชนกัมพูชาผู้ทุกข์ยากนั้น ก็ควรจะลุกขึ้นมาตอบโต้ “ชนชั้นนำเขมร” ที่ทำให้พวกเขาต้องเป็นคนยากจนชั่วกัปชั่วกัลป์เสียที

    เมื่อนั้นแหละทั้งไทยและเขมรจึงจะอยู่อย่างสันติสุขกันได้

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

    Photoภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นชาวบ้านกำลังอพยพหลังจากเกิดการปะทะตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ในจังหวัดพระวิหาร Photo by AKP / AGENCE KAMPUCHEA PRESS (AKP) / AFP
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/38303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UpIKHBxGo5tKTjQLTHE6

  • เศรษฐกิจของกัมพูชากำลังพินาศในไม่ช้า นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่”ฮุน เซนต้องรบกับไทย”

    สื่อของกัมพูชาที่สนองงานของรัฐบาลโดยไม่มีความละอายแก่ใจ อ้างว่าเศรษฐกิจของไทยจะพังลงไปอีกเพราะรบกับกัมพูชา

    การบอกว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยต้องโกรธ เพราะมันย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว และสื่อของไทยก็ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยการเตือนรัฐบาลและประชาชนด้วยซ้ำเกี่ยวกับประเด็นนี้ 

    แต่การที่สื่อของกัมพูชาละเลยที่จะเตือนพี่น้องร่วมชาติของตัวเองว่าเศรษฐกิจของประเทศตัวเองก็จะพังเช่นกันหากมุ่งไปสู่การปะทะกับไทยโดยเชื่อผู้นำแบบโดยไม่รู้จักคิดพิจารณาหรือทักท้วง

    นี่คือการทำงานของ “สื่อเฮงซวย” เพราะเท่ากับชักนำประชาชนไปสู่ปากเหวเพื่อสนองนโยบายอัน “เฮงซวย” ของรัฐบาลตระกูลฮุน

    เพราะปากท้องประชาชน การเงินการธนาคาร การจ้างงาน และสภาพเศรษฐกิจทั้งมวลของกัมพูชานั้นเข้าขั้นแย่เต็มทีแล้ว

    แต่ตระกูลฮุนและ “สื่อเฮงซวย” ที่รับใช้เครืออำนาจนี้ช่วยกันปกปิดเอาไว้ แล้วยังพยายามให้คนเขมรเชื่อว่า “เศรษฐกิจไทยจะพัง” ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นจะไม่มีกินเอาด้วยซ้ำ

    ผมจะไล่เหตุผลให้ดูว่าทำไมเศรษฐกิจกัมพูชาถึงจะพินาศในไม่ช้า

    1. การทำนากำลังทรุดหนักเพราะขายข้าวให้ไทยไม่ได้
    กัมพูชาเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ภาคส่วนนี้อาการย่ำแย่ สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาระบุว่าเกษตรกรจำนวนมากต้องประสบกับความสูญเสียระยะยาว เกิดหนี้สิน และบางส่วนถูกบังคับให้ขายนาข้าวและไร่และอพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน เซน” จากการเปิดเผยของชาวนารายหนึ่ง พบว่าข้าว 1 กิโลกรัมขายได้แค่ 630 เรียล (5.02 บาท) “ไม่เพียงแต่ไม่ทำกำไร แต่ยังขาดทุนอีกด้วย เกษตรกรจะคาดหวังอะไรได้อีก?” 

    ส่วนชาวนาอีกคนเผยกับสื่อฝ่ายค้านกัมพูชาว่า ประชากรกัมพูชา 85% เป็นเกษตรกร แต่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเกษตรกร สาเหตุที่ราคาข้าวตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวทุกปีเป็นเพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจ เพราะถ้ารัฐบาลใส่ใจจริง พ่อค้าคงไม่กล้ากดราคาข้าว แต่พ่อค้าคนกลางคนหนึ่งอ้างว่า ปัญหาหลักของข้าวคือไม่มีตลาดขาย ข้าวต้องพึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง เพราะกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ต้องหาตลาดส่งออกที่กว้างขวางเพื่อขายข้าวให้ได้ราคาสูง “ขณะที่ปัจจุบันตลาดข้าวในกัมพูชาต้องพึ่งพ่อค้าชาวเวียดนามเท่านั้น” 

    นอกจากนี้ นักการเมืองรายหนึ่งยังโจมตีรัฐบาลตระกูลฮุนว่า ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ การซื้อข้าวกัมพูชาเป็นเรื่องยากมาก แต่หากข้าวเวียดนามหรือข้าวไทยกลับมีมาก แสดงให้เห็นว่า “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน” ไม่สามารถนำพาประเทศได้ ไม่สามารถหาตลาดให้ประชาชนขายข้าวได้ในราคาที่สูง เขากล่าวว่าประเทศไทยและเวียดนามส่งออกข้าวไปยังตลาดต่างประเทศโดยตรงเป็นจำนวนมาก และกัมพูชาพึ่งพาตลาดไทยและเวียดนามโดยไม่ได้ขายข้าวให้กับตลาดต่างประเทศโดยตรง อย่างไรก็ตาม ข้าวกัมพูชาขายได้ในราคาถูกเพราะต้องพึ่งพาพ่อค้าชาวเวียดนามและไทยในการกำหนดราคา

    ผู้เชี่ยวชาญอีกรายกล่าวว่า “รัฐบาลต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อหาตลาดสำหรับสินค้าเกษตร เพราะเรารู้ว่าตอนนี้เราติดอยู่กับประเทศไทย แต่เราจะหันไปทางไหนล่ะ? ส่วนเรื่องข้าว ผมคิดว่าข้าวของเราไม่ได้ไปไทยเท่าไหร่ แต่ไปเวียดนาม ดังนั้นเราจึงแค่เปลี่ยนจากไทยไปเวียดนาม ถ้าเราไม่หาตลาดเอง ราคาข้าวกัมพูชาก็จะถูกเวียดนามควบคุม” ดังนั้น ปัญหาของธุรกิจข้าวในกัมพูชาไม่ใช่แค่ขายให้ไทยไม่ได้เท่านั้น แต่ถ้าจะขายให้เวียดนามก็จะถูกเวียดนามครอบงำอีก นับว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ 

    2. ระบบการเงินของกัมพูชากำลังล่มเพราะเส้นเลือดทุนเทาถูกตัด
    เป็นที่ทราบกันว่า “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน” มีเส้นสายโยงใยกับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำสแกมเมอร์ และในช่วงหลังรัฐบาลตระกูลฮุนถูกกดดันจากประชาคมโลกให้กวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้แต่ก็ยังทำแบบขอไปที โดยจับแต่ลูกน้องแต่ละเว้นลูกพี่ และยังไม่แตะต้องเส้นทางการเงินของคนเหล่านี้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มีสัญญาณที่น่าสนใจจากธนาคารแห่งชาติกัมพูชาที่ “เตือน” ประชาชนให้ระมัดระวังแผนการโอนเงินฉ้อโกงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการแอบอ้างเป็นญาติเพื่อขอสินเชื่อหรือโอนเงิน และการชักชวนให้ผู้คนซื้อหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวโดยจ่ายค่าธรรมเนียมสูง

    การเตือนแบบนี้ก็ยังถือว่าเป็นการเตือนในลักษณะที่ “กัมพูชาเป็นเหยื่อสแกมเมอร์” ไม่ใช่ “กัมพูชาเป็นฐานที่มั่นสแกมเมอร์” โดยเป็นการเตือนในลักษณะเดียวกับที่หน่วยงานรัฐของไทยเตือนประชาชนคนไทยซึ่งอยู่ในฐานะเหยื่ออย่างแท้จริง แต่ธนาคารชาติกัมพูชากลับเตือนเหมือนตนเองเป็นเหยื่อก็เพราะมีเหตุให้ต้องขยับ ไม่เช่นนั้นสถาบันของตนจะถูกครหาว่าเป็นมือเป็นเท้าให้กับเครือข่ายอาชญากรรมอันมี “ราชวงศ์ฮุน” เป็นศูนย์กลาง เพราะไม่กี่วันก่อนที่แบงก์ชาติเขมรจะขยับนั้น “โครงการริเริ่มระดับโลกว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ” (GI-TOC) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับดัชนีองค์กรอาชญากรรม โดยกัมพูชาจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่มีกลุ่มอาชญากรจำนวนมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการปราบปรามที่อ่อนแอ

    นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โครงการยุติธรรมโลก (World Justice Project) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยสังคมระดับโลก ยังจัดอันดับกัมพูชาให้อยู่ในอันดับต่ำสุดจาก 143 ประเทศในดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี โดยอยู่เหนือเวเนซุเอลาและอัฟกานิสถานเท่านั้น

    หลังจากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวที่ “แปลกประหลาด” เกิดขึ้นกับ “สถาบันการเงินสีเทา” ของกัมพูชา ซึ่งเรายังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด บริษัท Hui One ในข่ายของของ ฮุน เซน (ดำเนินการผ่าน ฮุน โต หลานของเขา) ประกาศปิดสำนักงานทั้งหมดในกัมพูชา รวมถึงบริการถอนเงินสด โดยอ้างว่ามีลูกค้าถอนเงินจากบัญชีเพิ่มมากขึ้น แต่สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาชี้ว่า การปิดกิจการเกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีใต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตร Huione Group ของฮุน โต เจ้าพ่อธุรกิจตลาดมืดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมฉ้อโกงทางออนไลน์

    นักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งลั่นว่า “คนที่ลงทุนนั้น! พวกเขาไม่กล้าเพราะกลัว พวกเขากลัว ถึงเวลาแล้วที่ชื่อเสียงของกัมพูชาจะเสื่อมเสีย ทุกคนในโลกรู้ดี ทุกประเทศไม่อนุญาตให้ (ผู้คน) เกาหลีใต้ จีน! พวกเขาไม่อนุญาตให้คนของพวกเขามาเยี่ยมเยือนกัมพูชา และไม่อนุญาตให้พวกเขามาลงทุนในกัมพูชา ดังนั้น (ความเสื่อมเสีย) มันจึงกระจายไปทั่วโลก ทำลายชื่อเสียงของกัมพูชาอย่างแท้จริง”

    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ “สถาบันการเงินสีเทา” ในกัมพูชาโยงใยการเงินหลักของประเทศเอาไว้ด้วย ดังนัน ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและการวิจัยรายหนึ่ง จึงแสดงทัศนะต่อสื่อฝ่ายค้านว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อภาคการเงินของกัมพูชา และประชาชนจะสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบธนาคารของกัมพูชา ซึ่งจำเป็นต้องให้ธนาคารแห่งชาติเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วนเพื่อหาหนทางปกป้องเงินของลูกค้า แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาก็ทำเพียงแค่เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการเท่านั้น

    ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องยังแดงขึ้นมาอีกว่า Huione Pay ถูกธนาคารแห่งชาติกัมพูชาาเพิกถอนใบอนุญาตไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 แล้ว แต่ไม่ยอมบอกประชาชน

    สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาจึงชี้ว่า “การไม่ดำเนินการใดๆ ต่อเจ้าพ่อธุรกิจ ฮุน โต และนายเฉินจื้อ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อระบบธนาคารและลูกค้า” และนักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งเตือนว่า “ผลที่ตามมาตกอยู่กับประชาชนที่ฝากเงินกับธนาคารแห่งนี้ ผลกระทบดังกล่าวหมายความว่าประชาชนที่ไว้วางใจธนาคารแห่งนี้จะสูญเสียเงินไป เมื่อพวกเขาสูญเสียเงินไป เศรษฐกิจของประชาชนก็จะลำบากและหนักหนาสาหัสมากขึ้น ซึ่งเป็นภาระของรัฐบาล นี่คือจุดที่รัฐบาลต้องดำเนินการกับธนาคารแห่งชาติกัมพูชา หากประกาศปิดใบอนุญาตของธนาคารแห่งนี้ (Huione Pay) ย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2567 และเพิ่งประกาศต่อสาธารณชนในขณะนี้ นั่นจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรงของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา”

    นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวเขมรในต่างแดนยังแสดงความกังวลว่าระบบธนาคารของกัมพูชาทั้งหมดจะตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากกำลังเผชิญกับปัญหาฉ้อโกงและฟอกเงิน ซึ่งทำให้ธนาคารอื่นๆ ในต่างประเทศไม่ให้ความร่วมมือ และจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสูญเสียรายได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของชาวกัมพูชา

    เขากล่าวว่า “การลงทุนต้องอาศัยความแน่นอนและความโปร่งใสในการทำธุรกิจกับพันธมิตรในกัมพูชา แต่เมื่อเกิดข้อกังขา ผมคิดว่าประชาชนจะลังเลที่จะลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนเองที่กำลังประสบปัญหาในการโอนเงิน ชำระเงิน ฝากเงิน ฯลฯ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบและการฝากเงินในธนาคารน้อยลง ทำให้ธนาคารสูญเสียเงินทุนสำหรับลงทุนในภาคส่วนสำคัญของรัฐบาล ในขณะเดียวกัน ธนาคารเองก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะปล่อยกู้ให้กับชุมชนหรือผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาและดำเนินโครงการของตนเอง ระบบทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบ”

    นี่คือความเคลื่อนไหวสองมิติด้านเศรษฐกิจของกัมพูชาโดยคร่าวๆ เราจะเห็นว่าระดับรากหญ้าก็แทบจะหาเงินมาไม่ได้และยังมีหนี้สินมากมาย ส่วนระดับการเงินของประเทศก็เสี่ยงจะพังเอาง่ายๆ เหมือนกัน

    ก่อนอื่นมาวิเคราะห์เรื่องการปิดตัวของ Huione Pay เรื่องนี้ไม่เพียงมีพิรุธแต่ยังสะเทือนต่อระบบการเงินของประเทศด้วยซ้ำ แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาก็ได้แต่ทำแบบขอไปที ทำให้น่าสงสัยว่านี่คือความพยายามซุ่มซ่อนของสถาบันการเงินทุนสีเทา หรือว่าแหล่งเงินของทุนเทาถูกเล่นงานโดย “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” กันแน่?

    การเล่นงานทุนเทากัมพูชาโดย “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะใช้วิธีการของแฮกเกอร์ทำการยึด Bitcoin จำนวนมหาศาล และตั้งข้อหาเจ้าของบิตคอยน์ คือ เฉินจื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจของกัมพูชาคือ Prince Group ในข้อหาวางแผนการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ 

    เรื่องนี้ ศูนย์รับมือเหตุฉุกเฉินไวรัสคอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน (CVERC) ได้เผยเมื่อไม่นานมานี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ขโมย Bitcoin จำนวน 127,000 เหรียญของเฉินจื้อตั้งแต่ปี 2020 โดยใช้เทคนิคการแฮ็กที่ถูกวางแผนโดยองค์กรแฮ็กเกอร์ระดับรัฐ

    ไม่แน่ว่าการปิดตัวของ Huione Pay อาจเป็นผลมาจากการถูกโจมโดย “กองกำลังแฮกเกอร์ไม่ทราบฝ่าย” แบบนี้ก็เป็นได้จนทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องแล้วต้องปิดตัวลง

    เผอิญว่ากรปิดตัวลงของ Huione Pay อาจจะรุนแรงมาก จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบการเงินในกัมพูชาด้วย คือประชาชนแห่ไปถอนเงินอย่างบ้าคลั่งจนเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะ Bank run หรือธนาคารล้ม และยังส่งผลต่อความน่าเชื่อต่อทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในกัมพูชาด้วย เพราะระบบการเงินโยงใยกับทุนเทาอย่างหนัก ส่วนธนาคารแห่งชาติก็ทำงานแบบชุ่ยๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะได้ใบสั่งจาก “ราชวงศ์ฮุน” ให้ทำงานประคับประคองทุนเทา หรือไม่ก็ธนาคารแห่งชาตินั่นแหละที่เป็น “พ่อแม่บุญธรรมของทุนเทา” โดยตรง

    ทั้งสองมิติทางเศรษกิจนี้เป็นเพียงสองแง่มุมเท่านั้น ยังมีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่ได้พูดถึง ซึ่งควรจะได้รับการขุดคุ้ยและวิเคราะห์ต่อไป เพราะมันจะทำให้เราเห็นภาพว่าสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาย่ำแย่ขนาดไหน และภาวะย่ำแย่นี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ฮุน เซน ต้องสั่งให้ทำการโจมตีไทยอย่างหนักหน่วง เพราะ

    หนึ่ง ประชาชนเริ่มทนไม่ไหวกับความไม่เอาไหนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน จึงต้องเบี่ยงเบนความโกรธแค้นของประชาชนมาที่ไทย

    สอง เพราะเครือข่ายทุนของราชวงศ์ฮุนถูกทำลายอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการอายัติทรัพย์สินของ Prince Group ในหลายเขตอำนาจศาลและล่มลงของ Huione Pay ทำให้เส้นเลือดทุนเทาของเรือข่ายนี้ต้องชะงัก พร้อมๆ กับที่ทางการไทยยึดทรัพย์ “บอส” สแกมเมอร์จำนวหนึ่งในไทย ทำให้ราชวงศ์ฮุนนิ่งนอนใจไม่ได้ จึงต้อง “สู้ยิบตา” เพื่อให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง

    การรบที่ชายแดนทั้งสองประเทศนั้นจะยิ่งทำให้ผู้คนล้มตาย แต่ “ข้อตกลงหยุดยิงกำมะลอ” ก็เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาเช่นกันเพราะไม่อาจหยุดความชั่วร้ายของเครือข่ายทุนเทาได้ 

    ทางที่ดีที่สุด ไทยและผู้เสียหายทั่วโลกอาจจะต้องพิจารณาทำการ “รบด้วยสงครามเศรษฐกิจ” ที่เล็งเป้าหมายที่ทุนเทาในกัมพูชามากขึ้น

    ส่วนประชาชนกัมพูชาผู้ทุกข์ยากนั้น ก็ควรจะลุกขึ้นมาตอบโต้ “ชนชั้นนำเขมร” ที่ทำให้พวกเขาต้องเป็นคนยากจนชั่วกัปชั่วกัลป์เสียที

    เมื่อนั้นแหละทั้งไทยและเขมรจึงจะอยู่อย่างสันติสุขกันได้

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

    Photoภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นชาวบ้านกำลังอพยพหลังจากเกิดการปะทะตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ในจังหวัดพระวิหาร Photo by AKP / AGENCE KAMPUCHEA PRESS (AKP) / AFP
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/38303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UpIKHBxGo5tKTjQLTHE6

  • มูลนิธิสว่างฯโคราช มอบทุนการศึกษา 214 ทุน รวมมูลค่า 3.2 แสนบาท สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนโคราช | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 08/12/2025 18:07

    มูลนิธิสว่างฯโคราช มอบทุนการศึกษา 214 ทุน รวมมูลค่า 3.2 แสนบาท สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนโคราช

    เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่มูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน นายสุวัฒน์ จึงวัฒนาภรณ์ ประธาน พร้อมด้วยนายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา นายศิวัช เตียเจริญวรรธน์ รองประธานมูลนิธิคนที่ 1 หัวหน้าหน่วยกู้ภัย พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 เพื่อสนับสนุนเด็กนักเรียนทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภายใต้เจตนารมณ์สำคัญในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และนักเรียนที่มีความขยันตั้งใจเรียน

    คณะกรรมการทุนการศึกษาเผยว่า ปีนี้ได้พิจารณาคัดเลือกนักเรียนที่เหมาะสมจำนวน 214 ทุน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 321,000 บาท โดยแบ่งเป็น ทุนการศึกษาให้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ จำนวน 27 โรงเรียน รวม 165 ทุน มูลค่า 247,500 บาท

    ทุนการศึกษาให้กับบุตรของพนักงานมูลนิธิฯ 23 ทุน มูลค่า 34,500 บาท,ทุนการศึกษาให้กับบุตรของอาสากู้ภัย 26 ทุน มูลค่า 39,000 บาท รวมทั้งหมด 214 ทุน เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาและเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

    ประธานในพิธีกล่าวว่า การมอบทุนครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญของมูลนิธิที่ดำเนินต่อเนื่องทุกปี เพราะเชื่อว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ พร้อมขอให้นักเรียนทุกคนใช้ทุนการศึกษานี้อย่างคุ้มค่า และตั้งใจเรียนเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง

    ท้ายที่สุด คณะผู้จัดงานได้ร่วมอวยพรให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จ และเดินหน้าตามความฝัน พร้อมขอบคุณผู้มีจิตเมตตาทุกฝ่ายที่ร่วมสนับสนุนโครงการจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี.

    ภาพ-ข่าว กัญศละกษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ปก web เดินหน้าช่วยฟื้นฟูหาดใหญ่

    sdvsve

    จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดยิ่งใหญ่ “อัศจรรย์วันคริสต์มาส” 10 – 14 ธ.ค. 68 ณ สนามชัยภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “Miracle of Hope”

    รองนายกฯ “สุชาติ” ชื่นชม อสม.เสม็ด–อ่างศิลาคือ “ด่านหน้าสาธารณสุข” พร้อมหนุนเต็มที่ พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชลบุรี

    เปิดประชุม Two Days in Cardiology ครั้งที่ 35 เผยองค์ความรู้ใหม่ด้านโรคหัวใจ

    บ่อไร่เตรียมแผนอพยพ 24 ชม. ด้านหลายโรงเรียนทยอยประกาศปิดแล้ว ด้านอำเภอเมือง ประชุมด่วน

    ญี่ปุ่นแสดงความวิตกเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

    “ทบ.“ เผย พื้นที่ จ.สระแก้ว อพยพประชาชนแล้ว 4 อำเภอ พื้นที่ทัพภาค 2 อพยพ 12 อำเภอ ใน 4 จังหวัดชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1416873&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NGp8LSXrgZd3uiOTjcGD6

  • เศรษฐกิจของกัมพูชากำลังพินาศในไม่ช้า นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่”ฮุน เซนต้องรบกับไทย”

    สื่อของกัมพูชาที่สนองงานของรัฐบาลโดยไม่มีความละอายแก่ใจ อ้างว่าเศรษฐกิจของไทยจะพังลงไปอีกเพราะรบกับกัมพูชา

    การบอกว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยต้องโกรธ เพราะมันย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว และสื่อของไทยก็ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยการเตือนรัฐบาลและประชาชนด้วยซ้ำเกี่ยวกับประเด็นนี้ 

    แต่การที่สื่อของกัมพูชาละเลยที่จะเตือนพี่น้องร่วมชาติของตัวเองว่าเศรษฐกิจของประเทศตัวเองก็จะพังเช่นกันหากมุ่งไปสู่การปะทะกับไทยโดยเชื่อผู้นำแบบโดยไม่รู้จักคิดพิจารณาหรือทักท้วง

    นี่คือการทำงานของ “สื่อเฮงซวย” เพราะเท่ากับชักนำประชาชนไปสู่ปากเหวเพื่อสนองนโยบายอัน “เฮงซวย” ของรัฐบาลตระกูลฮุน

    เพราะปากท้องประชาชน การเงินการธนาคาร การจ้างงาน และสภาพเศรษฐกิจทั้งมวลของกัมพูชานั้นเข้าขั้นแย่เต็มทีแล้ว

    แต่ตระกูลฮุนและ “สื่อเฮงซวย” ที่รับใช้เครืออำนาจนี้ช่วยกันปกปิดเอาไว้ แล้วยังพยายามให้คนเขมรเชื่อว่า “เศรษฐกิจไทยจะพัง” ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นจะไม่มีกินเอาด้วยซ้ำ

    ผมจะไล่เหตุผลให้ดูว่าทำไมเศรษฐกิจกัมพูชาถึงจะพินาศในไม่ช้า

    1. การทำนากำลังทรุดหนักเพราะขายข้าวให้ไทยไม่ได้
    กัมพูชาเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ภาคส่วนนี้อาการย่ำแย่ สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาระบุว่าเกษตรกรจำนวนมากต้องประสบกับความสูญเสียระยะยาว เกิดหนี้สิน และบางส่วนถูกบังคับให้ขายนาข้าวและไร่และอพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน เซน” จากการเปิดเผยของชาวนารายหนึ่ง พบว่าข้าว 1 กิโลกรัมขายได้แค่ 630 เรียล (5.02 บาท) “ไม่เพียงแต่ไม่ทำกำไร แต่ยังขาดทุนอีกด้วย เกษตรกรจะคาดหวังอะไรได้อีก?” 

    ส่วนชาวนาอีกคนเผยกับสื่อฝ่ายค้านกัมพูชาว่า ประชากรกัมพูชา 85% เป็นเกษตรกร แต่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเกษตรกร สาเหตุที่ราคาข้าวตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวทุกปีเป็นเพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจ เพราะถ้ารัฐบาลใส่ใจจริง พ่อค้าคงไม่กล้ากดราคาข้าว แต่พ่อค้าคนกลางคนหนึ่งอ้างว่า ปัญหาหลักของข้าวคือไม่มีตลาดขาย ข้าวต้องพึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง เพราะกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ต้องหาตลาดส่งออกที่กว้างขวางเพื่อขายข้าวให้ได้ราคาสูง “ขณะที่ปัจจุบันตลาดข้าวในกัมพูชาต้องพึ่งพ่อค้าชาวเวียดนามเท่านั้น” 

    นอกจากนี้ นักการเมืองรายหนึ่งยังโจมตีรัฐบาลตระกูลฮุนว่า ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ การซื้อข้าวกัมพูชาเป็นเรื่องยากมาก แต่หากข้าวเวียดนามหรือข้าวไทยกลับมีมาก แสดงให้เห็นว่า “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน” ไม่สามารถนำพาประเทศได้ ไม่สามารถหาตลาดให้ประชาชนขายข้าวได้ในราคาที่สูง เขากล่าวว่าประเทศไทยและเวียดนามส่งออกข้าวไปยังตลาดต่างประเทศโดยตรงเป็นจำนวนมาก และกัมพูชาพึ่งพาตลาดไทยและเวียดนามโดยไม่ได้ขายข้าวให้กับตลาดต่างประเทศโดยตรง อย่างไรก็ตาม ข้าวกัมพูชาขายได้ในราคาถูกเพราะต้องพึ่งพาพ่อค้าชาวเวียดนามและไทยในการกำหนดราคา

    ผู้เชี่ยวชาญอีกรายกล่าวว่า “รัฐบาลต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อหาตลาดสำหรับสินค้าเกษตร เพราะเรารู้ว่าตอนนี้เราติดอยู่กับประเทศไทย แต่เราจะหันไปทางไหนล่ะ? ส่วนเรื่องข้าว ผมคิดว่าข้าวของเราไม่ได้ไปไทยเท่าไหร่ แต่ไปเวียดนาม ดังนั้นเราจึงแค่เปลี่ยนจากไทยไปเวียดนาม ถ้าเราไม่หาตลาดเอง ราคาข้าวกัมพูชาก็จะถูกเวียดนามควบคุม” ดังนั้น ปัญหาของธุรกิจข้าวในกัมพูชาไม่ใช่แค่ขายให้ไทยไม่ได้เท่านั้น แต่ถ้าจะขายให้เวียดนามก็จะถูกเวียดนามครอบงำอีก นับว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ 

    2. ระบบการเงินของกัมพูชากำลังล่มเพราะเส้นเลือดทุนเทาถูกตัด
    เป็นที่ทราบกันว่า “รัฐบาลราชวงศ์ฮุน” มีเส้นสายโยงใยกับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำสแกมเมอร์ และในช่วงหลังรัฐบาลตระกูลฮุนถูกกดดันจากประชาคมโลกให้กวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้แต่ก็ยังทำแบบขอไปที โดยจับแต่ลูกน้องแต่ละเว้นลูกพี่ และยังไม่แตะต้องเส้นทางการเงินของคนเหล่านี้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มีสัญญาณที่น่าสนใจจากธนาคารแห่งชาติกัมพูชาที่ “เตือน” ประชาชนให้ระมัดระวังแผนการโอนเงินฉ้อโกงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการแอบอ้างเป็นญาติเพื่อขอสินเชื่อหรือโอนเงิน และการชักชวนให้ผู้คนซื้อหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวโดยจ่ายค่าธรรมเนียมสูง

    การเตือนแบบนี้ก็ยังถือว่าเป็นการเตือนในลักษณะที่ “กัมพูชาเป็นเหยื่อสแกมเมอร์” ไม่ใช่ “กัมพูชาเป็นฐานที่มั่นสแกมเมอร์” โดยเป็นการเตือนในลักษณะเดียวกับที่หน่วยงานรัฐของไทยเตือนประชาชนคนไทยซึ่งอยู่ในฐานะเหยื่ออย่างแท้จริง แต่ธนาคารชาติกัมพูชากลับเตือนเหมือนตนเองเป็นเหยื่อก็เพราะมีเหตุให้ต้องขยับ ไม่เช่นนั้นสถาบันของตนจะถูกครหาว่าเป็นมือเป็นเท้าให้กับเครือข่ายอาชญากรรมอันมี “ราชวงศ์ฮุน” เป็นศูนย์กลาง เพราะไม่กี่วันก่อนที่แบงก์ชาติเขมรจะขยับนั้น “โครงการริเริ่มระดับโลกว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ” (GI-TOC) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับดัชนีองค์กรอาชญากรรม โดยกัมพูชาจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่มีกลุ่มอาชญากรจำนวนมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการปราบปรามที่อ่อนแอ

    นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โครงการยุติธรรมโลก (World Justice Project) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยสังคมระดับโลก ยังจัดอันดับกัมพูชาให้อยู่ในอันดับต่ำสุดจาก 143 ประเทศในดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี โดยอยู่เหนือเวเนซุเอลาและอัฟกานิสถานเท่านั้น

    หลังจากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวที่ “แปลกประหลาด” เกิดขึ้นกับ “สถาบันการเงินสีเทา” ของกัมพูชา ซึ่งเรายังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด บริษัท Hui One ในข่ายของของ ฮุน เซน (ดำเนินการผ่าน ฮุน โต หลานของเขา) ประกาศปิดสำนักงานทั้งหมดในกัมพูชา รวมถึงบริการถอนเงินสด โดยอ้างว่ามีลูกค้าถอนเงินจากบัญชีเพิ่มมากขึ้น แต่สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาชี้ว่า การปิดกิจการเกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีใต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตร Huione Group ของฮุน โต เจ้าพ่อธุรกิจตลาดมืดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมฉ้อโกงทางออนไลน์

    นักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งลั่นว่า “คนที่ลงทุนนั้น! พวกเขาไม่กล้าเพราะกลัว พวกเขากลัว ถึงเวลาแล้วที่ชื่อเสียงของกัมพูชาจะเสื่อมเสีย ทุกคนในโลกรู้ดี ทุกประเทศไม่อนุญาตให้ (ผู้คน) เกาหลีใต้ จีน! พวกเขาไม่อนุญาตให้คนของพวกเขามาเยี่ยมเยือนกัมพูชา และไม่อนุญาตให้พวกเขามาลงทุนในกัมพูชา ดังนั้น (ความเสื่อมเสีย) มันจึงกระจายไปทั่วโลก ทำลายชื่อเสียงของกัมพูชาอย่างแท้จริง”

    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ “สถาบันการเงินสีเทา” ในกัมพูชาโยงใยการเงินหลักของประเทศเอาไว้ด้วย ดังนัน ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและการวิจัยรายหนึ่ง จึงแสดงทัศนะต่อสื่อฝ่ายค้านว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อภาคการเงินของกัมพูชา และประชาชนจะสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบธนาคารของกัมพูชา ซึ่งจำเป็นต้องให้ธนาคารแห่งชาติเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วนเพื่อหาหนทางปกป้องเงินของลูกค้า แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาก็ทำเพียงแค่เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการเท่านั้น

    ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องยังแดงขึ้นมาอีกว่า Huione Pay ถูกธนาคารแห่งชาติกัมพูชาาเพิกถอนใบอนุญาตไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 แล้ว แต่ไม่ยอมบอกประชาชน

    สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาจึงชี้ว่า “การไม่ดำเนินการใดๆ ต่อเจ้าพ่อธุรกิจ ฮุน โต และนายเฉินจื้อ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อระบบธนาคารและลูกค้า” และนักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งเตือนว่า “ผลที่ตามมาตกอยู่กับประชาชนที่ฝากเงินกับธนาคารแห่งนี้ ผลกระทบดังกล่าวหมายความว่าประชาชนที่ไว้วางใจธนาคารแห่งนี้จะสูญเสียเงินไป เมื่อพวกเขาสูญเสียเงินไป เศรษฐกิจของประชาชนก็จะลำบากและหนักหนาสาหัสมากขึ้น ซึ่งเป็นภาระของรัฐบาล นี่คือจุดที่รัฐบาลต้องดำเนินการกับธนาคารแห่งชาติกัมพูชา หากประกาศปิดใบอนุญาตของธนาคารแห่งนี้ (Huione Pay) ย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2567 และเพิ่งประกาศต่อสาธารณชนในขณะนี้ นั่นจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรงของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา”

    นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวเขมรในต่างแดนยังแสดงความกังวลว่าระบบธนาคารของกัมพูชาทั้งหมดจะตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากกำลังเผชิญกับปัญหาฉ้อโกงและฟอกเงิน ซึ่งทำให้ธนาคารอื่นๆ ในต่างประเทศไม่ให้ความร่วมมือ และจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสูญเสียรายได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของชาวกัมพูชา

    เขากล่าวว่า “การลงทุนต้องอาศัยความแน่นอนและความโปร่งใสในการทำธุรกิจกับพันธมิตรในกัมพูชา แต่เมื่อเกิดข้อกังขา ผมคิดว่าประชาชนจะลังเลที่จะลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนเองที่กำลังประสบปัญหาในการโอนเงิน ชำระเงิน ฝากเงิน ฯลฯ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบและการฝากเงินในธนาคารน้อยลง ทำให้ธนาคารสูญเสียเงินทุนสำหรับลงทุนในภาคส่วนสำคัญของรัฐบาล ในขณะเดียวกัน ธนาคารเองก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะปล่อยกู้ให้กับชุมชนหรือผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาและดำเนินโครงการของตนเอง ระบบทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบ”

    นี่คือความเคลื่อนไหวสองมิติด้านเศรษฐกิจของกัมพูชาโดยคร่าวๆ เราจะเห็นว่าระดับรากหญ้าก็แทบจะหาเงินมาไม่ได้และยังมีหนี้สินมากมาย ส่วนระดับการเงินของประเทศก็เสี่ยงจะพังเอาง่ายๆ เหมือนกัน

    ก่อนอื่นมาวิเคราะห์เรื่องการปิดตัวของ Huione Pay เรื่องนี้ไม่เพียงมีพิรุธแต่ยังสะเทือนต่อระบบการเงินของประเทศด้วยซ้ำ แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาก็ได้แต่ทำแบบขอไปที ทำให้น่าสงสัยว่านี่คือความพยายามซุ่มซ่อนของสถาบันการเงินทุนสีเทา หรือว่าแหล่งเงินของทุนเทาถูกเล่นงานโดย “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” กันแน่?

    การเล่นงานทุนเทากัมพูชาโดย “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะใช้วิธีการของแฮกเกอร์ทำการยึด Bitcoin จำนวนมหาศาล และตั้งข้อหาเจ้าของบิตคอยน์ คือ เฉินจื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจของกัมพูชาคือ Prince Group ในข้อหาวางแผนการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ 

    เรื่องนี้ ศูนย์รับมือเหตุฉุกเฉินไวรัสคอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน (CVERC) ได้เผยเมื่อไม่นานมานี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ขโมย Bitcoin จำนวน 127,000 เหรียญของเฉินจื้อตั้งแต่ปี 2020 โดยใช้เทคนิคการแฮ็กที่ถูกวางแผนโดยองค์กรแฮ็กเกอร์ระดับรัฐ

    ไม่แน่ว่าการปิดตัวของ Huione Pay อาจเป็นผลมาจากการถูกโจมโดย “กองกำลังแฮกเกอร์ไม่ทราบฝ่าย” แบบนี้ก็เป็นได้จนทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องแล้วต้องปิดตัวลง

    เผอิญว่ากรปิดตัวลงของ Huione Pay อาจจะรุนแรงมาก จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบการเงินในกัมพูชาด้วย คือประชาชนแห่ไปถอนเงินอย่างบ้าคลั่งจนเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะ Bank run หรือธนาคารล้ม และยังส่งผลต่อความน่าเชื่อต่อทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในกัมพูชาด้วย เพราะระบบการเงินโยงใยกับทุนเทาอย่างหนัก ส่วนธนาคารแห่งชาติก็ทำงานแบบชุ่ยๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะได้ใบสั่งจาก “ราชวงศ์ฮุน” ให้ทำงานประคับประคองทุนเทา หรือไม่ก็ธนาคารแห่งชาตินั่นแหละที่เป็น “พ่อแม่บุญธรรมของทุนเทา” โดยตรง

    ทั้งสองมิติทางเศรษกิจนี้เป็นเพียงสองแง่มุมเท่านั้น ยังมีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่ได้พูดถึง ซึ่งควรจะได้รับการขุดคุ้ยและวิเคราะห์ต่อไป เพราะมันจะทำให้เราเห็นภาพว่าสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาย่ำแย่ขนาดไหน และภาวะย่ำแย่นี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ฮุน เซน ต้องสั่งให้ทำการโจมตีไทยอย่างหนักหน่วง เพราะ

    หนึ่ง ประชาชนเริ่มทนไม่ไหวกับความไม่เอาไหนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน จึงต้องเบี่ยงเบนความโกรธแค้นของประชาชนมาที่ไทย

    สอง เพราะเครือข่ายทุนของราชวงศ์ฮุนถูกทำลายอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการอายัติทรัพย์สินของ Prince Group ในหลายเขตอำนาจศาลและล่มลงของ Huione Pay ทำให้เส้นเลือดทุนเทาของเรือข่ายนี้ต้องชะงัก พร้อมๆ กับที่ทางการไทยยึดทรัพย์ “บอส” สแกมเมอร์จำนวหนึ่งในไทย ทำให้ราชวงศ์ฮุนนิ่งนอนใจไม่ได้ จึงต้อง “สู้ยิบตา” เพื่อให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง

    การรบที่ชายแดนทั้งสองประเทศนั้นจะยิ่งทำให้ผู้คนล้มตาย แต่ “ข้อตกลงหยุดยิงกำมะลอ” ก็เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาเช่นกันเพราะไม่อาจหยุดความชั่วร้ายของเครือข่ายทุนเทาได้ 

    ทางที่ดีที่สุด ไทยและผู้เสียหายทั่วโลกอาจจะต้องพิจารณาทำการ “รบด้วยสงครามเศรษฐกิจ” ที่เล็งเป้าหมายที่ทุนเทาในกัมพูชามากขึ้น

    ส่วนประชาชนกัมพูชาผู้ทุกข์ยากนั้น ก็ควรจะลุกขึ้นมาตอบโต้ “ชนชั้นนำเขมร” ที่ทำให้พวกเขาต้องเป็นคนยากจนชั่วกัปชั่วกัลป์เสียที

    เมื่อนั้นแหละทั้งไทยและเขมรจึงจะอยู่อย่างสันติสุขกันได้

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

    Photoภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นชาวบ้านกำลังอพยพหลังจากเกิดการปะทะตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ในจังหวัดพระวิหาร Photo by AKP / AGENCE KAMPUCHEA PRESS (AKP) / AFP
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/38303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UpIKHBxGo5tKTjQLTHE6