Category: ไอที

  • ดีอี กสทช. ผ่อนปรนสัญญาณสื่อสารชายแดนชั่วคราว

    ดีอี กสทช. ผ่อนปรนสัญญาณสื่อสารชายแดนชั่วคราว

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการ ผ่อนปรน เปิดสัญญาณ ชายแดนชั่วคราว รับสถานการณ์ไม่สงบไทย–กัมพูชา เตือน ปชช. ระวังสแกมเมอร์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ตนได้สั่งการผ่อนปรนการใช้เสาสัญญาณโทรคมนาคมในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นการชั่วคราว เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งให้สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญญาณรั่วไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการปิดเสาสัญญาณที่ตรวจพบปัญหา เพื่อป้องกันการถูกนำไปใช้โดยแก๊งสแกมเมอร์หลอกลวงประชาชน

    สำหรับการผ่อนปรนดังกล่าวเป็นมาตรการเฉพาะหน้าและจะยกเลิกทันทีเมื่อสถานการณ์ชายแดนคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ โดยขอย้ำว่ากระทรวงดีอี ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

    de-nbtc-temporarily-relaxes-border-communication-signal-restrictions-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง

    เสาสัญญาณชั่วคราวอาจเป็นช่องทางให้สแกมเมอร์หรือมิจฉาชีพฉวยโอกาสเข้าหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความปลอม การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการติดต่อขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน รหัสผ่านบัญชีธนาคาร และรหัส OTP 

    กสทช.รับการร้องขอฝ่ายความมั่นคง

    ด้านนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กองทัพมีความจำเป็นต้องใช้สัญญาณสื่อสาร บริเวณส่วนหน้าและส่วนหลังจึงต้องเปิดให้ใช้สัญญาณสื่อสารได้ โดยก่อนหน้านี้กสทช.ได้ระมัดระวังการส่งสัญญาณสื่อสารบริเวณชายแดน แต่เมื่อมีการร้องขอของฝ่ายความมั่นคงจึงต้องผ่อนปรนให้มีการใช้สัญญาณสื่อสารบริเวณชายแดนได้เป็นการชั่วคราว  ส่วนความกังวลเรื่องการใช้สัญญาณสื่อสารของสแกมเมอร์จากการทำลายฐานที่มั่นสแกมเมอร์น่าจะทำให้กลุ่มอาชญากรรมอยู่ไม่ได้แล้ว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-nbtc-temporarily-relaxes-border-communication-signal-restrictions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eZP_xSF77grf_kAQbpFZl

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • บริษัทกู๊ดฟอร์ออลยกระดับการดูแลสุขภาพเด็กไทย เปิดตัวพรีเซนเตอร์เยาวชนหมอนทอง มอบทุนการศึกษาและตรวจมวลกระดูกให้เด็ก ๆ | TOPNEWS

    บริษัทกู๊ดฟอร์ออล ลงพื้นที่โรงเรียนหมอนทองวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดตัวพรีเซนเตอร์แคลเซียมเม็ดเคี้ยวรุ่นแรก โดยคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนผู้มีความตั้งใจและมีวินัย มาเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนนักเรียนทั่วประเทศเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการพัฒนาตนเอง

    ภายในงานมีการตรวจวัดมวลกระดูกให้กับเด็กนักเรียน ให้ความรู้ด้านโภชนาการ รวมถึงการสนับสนุนทุนการศึกษาและกิจกรรมของชมรมฟุตบอล เพื่อส่งเสริมสุขภาพและเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เดินตามความฝันอย่างรอบด้าน

    ทั้งนี้ รายได้จากผลิตภัณฑ์หลังหักค่าใช้จ่าย จะถูกส่งคืนให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาเพื่อใช้ในการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัทกู๊ดฟอร์ออลในการสร้างสังคมที่เด็ก ๆ มีโอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียม

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418318&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KHiSev1qhHGFTDuiKAyte

  • จีนสั่งประหารชีวิต อดีตผู้จัดการสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทุจริต-รับสินบน4พันล้าน

    จีนสั่งประหารชีวิต อดีตผู้จัดการสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทุจริต-รับสินบน4พันล้าน

    วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.16 น.

    9 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการจีนประหารชีวิต นายไป่ เทียนฮุย (Bai Tianhui) อดีตผู้จัดการทั่วไปของ บริษัท ไชน่า ฮัวหรง อินเตอร์เนชั่นแนล  (China Huarong International Holdings) หนึ่งในสถาบันจัดการหนี้เสียรายใหญ่ที่สุดของจีน ในข้อหารับสินบนมูลค่ารวม 1,100 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 4,960 ล้านบาท

    โดยเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 ไชน่า ฮัวหรง อินเตอร์เนชั่นแนล เปลี่ยนชื่อเป็นไชน่า ซีไอทีไอซี ไฟแนนเชียล แอสเซท แมเนจเมนต์ หลังจากซีไอทีไอซีกรุ๊ปเข้าซื้อกิจการโดยได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล และในปีเดียวกันนายไล่ เสี่ยวหมิน อดีตประธานบริษัท ไชน่า ฮัวหรง ถูกประหารชีวิตภายหลังศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงฐานรับหรือเรียกรับเงินสินบนกว่า 1,790 ล้านหยวน (ประมาณ 8,070 ล้านบาท) และถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตที่อื้อฉาวที่สุดของประเทศ

    เรียบเรียงจาก : Reuters

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/933627&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-9meiGHChbPqVB86wln6w

  • ยืนยัน! vivo S50 Series มีรุ่น “Pro mini” เจอกัน 12 ธันวาคม นี้

    ยืนยัน! vivo S50 Series มีรุ่น “Pro mini” เจอกัน 12 ธันวาคม นี้

    ในที่สุด vivo ก็เคาะวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของสมาร์ตโฟนซีรีส์ยอดฮิตอย่าง vivo S50 Series เป็นที่เรียบร้อย โดยมีกำหนดการเผยโฉมที่ประเทศจีนในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ พร้อมเปิดให้แฟนๆ แดนมังกรสั่งจองล่วงหน้า (Pre-order) กันได้ทันที

    เผยดีไซน์ที่โดดเด่น

    รอบนี้ vivo ขนทัพมา 2 รุ่นหลัก ได้แก่ vivo S50 และรุ่นน้องเล็กพริกขี้หนูอย่าง vivo S50 Pro mini ซึ่งทางค่ายได้ปล่อยภาพโปรโมตและวิดีโอทีเซอร์ออกมาโชว์ดีไซน์ตัวเครื่องที่ยังคงเอกลักษณ์ความเพรียวบางและสีสันที่โดดเด่น

     s50-1

    เฉดสีที่มีให้เลือก

    • vivo S50: มาครบ 4 สี ได้แก่ ขาว (Confession White), ม่วง (Inspirational Purple), ดำ (Space Black) และ ฟ้า (Serene Blue)
    • vivo S50 Pro mini: มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ขาว (Confession White), ม่วง (Inspirational Purple) และ ดำ (Space Black)

    สเปกหลุด! รุ่น Pro Mini 

    s50-pro-mini-1

    ไฮไลต์ที่ทำเอาคอไอทีต้องเหลียวหลัง คือสเปกของรุ่นเล็ก S50 Pro mini ที่ลือกันว่าจะข้ามไปใช้ชิปเซ็ตตัวท็อปแห่งอนาคตอย่าง Snapdragon 8 Gen 5 เลยทีเดียว! ส่วนรุ่นพี่อย่าง S50 คาดว่าจะมาพร้อมกับ Snapdragon 8s Gen 3

    นอกจากความแรงแล้ว เรื่องกล้องก็ไม่น้อยหน้า เพราะทั้งคู่จะมาพร้อมเลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 50MP (ใช้เซนเซอร์ Sony IMX882) งานนี้สายซูมสาย Portrait เตรียมฟินได้เลย

    ใครที่รอรุ่นนี้อยู่ ปักหมุดรอวันที่ 15 ธันวาคมนี้ได้เลย ถ้ามีรายละเอียดราคาและสเปกเต็มๆ รอติดตามอีกไม่นาน หลังจากนี้ลุ้นว่าจะขายในต่างประเทศและเมืองไทยหรือไม่?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1619951/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HqSk7k5QIMMpo3q04AlOg

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

    rn

     

    rn

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    rn

     

    rn

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    rn

     

    rn

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn

     

    rn

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    rn

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

    rn

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

    rn

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

    rn

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    rn

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn

     

    rn

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    rn”}}” id=”A01″>

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    1. การกำกับดูแล (governance)

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    2. กลยุทธ์ (strategy)

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    บทนำ (preface)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    rn”}}” id=”A02″>

    บทนำ (preface)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn”}}” id=”A03″>

    1. การกำกับดูแล (governance)

    ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินงานภายใน

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

    rn

     

    rn

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    rn

     

    rn

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

    rn

     

    rn

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

    rn

     

    rn

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    rn”}}” id=”text-83b0fa41f1″>

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    โครงสร้างการกำกับดูแลด้าน ESG (ครอบคลุมด้านการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ)

    หมายเหตุ: คณะกรรมการ ธปท. คณะกรรมการ กนส. คณะกรรมการ กคส. และคณะกรรมการ CGC ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn”}}” id=”A04″>

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการของ ธปท. โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    rn”}}” id=”A04-1″>

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    2.1.1 การวางรากฐานสำคัญสำหรับระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในภาคการเงิน (building blocks)5 โดยในปี 2567 มีความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

    rn

     

    rn

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

    rn

     

    rn

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

    rn”}}” id=”text-7f25f2f7c0″>

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

    rn

     

    rn

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    rn”}}” id=”text-267c292f6a”>

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    Thailand Taxonomy

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

    มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    rn”}}” id=”text-909db4a954″>

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    rn”}}” id=”text-4258df12a5″>

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    Financing the Transition

    การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

    rn

     

    rn

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn”}}” id=”text-31d71c6647″>

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

    rn

     

    rn

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    rn”}}” id=”text-66abfc4141″>

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ

        PIER ยังได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยจัดให้มีการประชุมเครือข่ายนักวิชาการซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้เครือข่าย Low-carbon Research Network อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความร่วมมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ กับนักวิชาการภายนอก ทั้งด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกทางกฎหมาย เป็นต้น

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

    rn

     

    rn

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    rn”}}” id=”A04-2″>

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

     

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

    rn

     

    rn

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    rn”}}” id=”text-b06db0679a”>

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    ผลการศึกษา

    ผลการศึกษาภายในที่เกี่ยวข้องกับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC)

    1. การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,525 tCO2eq ต่อปี เมื่อเทียบกับการผลิตธนบัตรชนิดกระดาษ โดยเป็นผลจากอายุการใช้งานของธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ที่ยาวนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษ (ประมาณการอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ 4 เท่า) ส่งผลให้ธนบัตรที่หมุนเวียนกลับเข้ามาเพื่อทำลายและความจำเป็นในการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนลดลง

    2. การจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 731 tCO2eq ต่อปี โดยเป็นผลจากการลดการใช้เชื้อเพลิงจากระยะทางการขนส่งธนบัตรที่ลดลงและการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน  

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

    rn

     

    rn

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

    rn

     

    rn

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”text-14fe5a1c8f”>

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

    rn

    rn

     

    rn

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-12ef6b4f58″>

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    rn”}}” id=”A05″>

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (climate-related risk) ทั้งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (internal operations) และผลกระทบในมิติทางการเงิน (financial operations) ต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (reserve management) ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

    rn

     

    rn

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    rn”}}” id=”text-c40cce20a2″>

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

    rn

     

    rn

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    rn”}}” id=”A05-1″>

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

    rn

     

    rn

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

    rn

     

    rn

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

    rn

     

    rn

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

    rn

     

    rn

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    rn”}}” id=”A05-2″>

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”A06″>

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    ธปท. กำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายในส่วนของการดำเนินงานของ ธปท. เป็นสำคัญ สำหรับในปีแรก จะเริ่มเปิดเผยข้อมูลขอบเขตที่ 1-2 (scope 1-2) ในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานซึ่งมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) สำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค และ (2) สำนักงานที่ดูแลด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn”}}” id=”text-2bedbc71f5″>

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    rn

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    rn”}}” id=”text-93544c9956″>

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    หมายเหตุ: ตั้งแต่ปี 2564 ธปท. ได้ทำการรวมตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 1 และ 2) ของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาคเข้าด้วยกัน

        ในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ปี 2563-64 ทั้งนี้ แม้ว่าภายหลังสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นในปี 2565 และตัวเลขปรับเพิ่มขึ้นแต่ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ธปท. ยังคงอยู่ในทิศทางลดลง (ลดลงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปีฐาน) โดยสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการแล้ว อาทิ ปรับปรุงระบบทำความเย็น (chiller) และการเปลี่ยนระบบปรับอากาศเป็นแบบ split type นอกจากนี้ ธปท. ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สะสมที่ 350 kW11 ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย)

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    rn

     

    rn

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-cfa69ba9a7″>

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    ตารางที่ 2: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร (scope 1 และ scope 2)12

    หมายเหตุ: การกำหนดปีฐานปี 2561 เนื่องจาก อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร ปี 2561

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    rn

     

    rn

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

    rn”}}” id=”text-29a07dba11″>

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

        ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ช่วงปี 2563 – 2564 เป็นผลมาจากความต้องการใช้เงินสดของประชาชนที่ลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสประกอบกับพฤติกรรมการใช้ digital payment ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ธปท. สามารถลดปริมาณการผลิตธนบัตรลง นอกจากนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมายังคงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 ผลจากการใช้ระบบโซลาเซลล์ปริมาณ 1 เมกะวัตต์ สามารถทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า 1,146,000 หน่วย/ปี นอกจากนี้ ผลจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องจักรการผลิต สามารถลดการใช้พลังงานได้ 1,260,000 kWh ต่อปี รวมไปถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรในปี 2567 ที่ลดลงร้อยละ 25 เทียบกับปีฐาน

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    rn

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    rn

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    rn

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    rn

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    rn https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    rn

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    rn

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    rn

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    rn

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    rn

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    rn

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    rn

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    rn

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    rn”}}” id=”text-c135c5f37b”>

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/about-us/sustainability/report2567.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vOCayKNQ36ckDwGwKns_A

  • รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

    rn

     

    rn

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    rn

     

    rn

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    rn

     

    rn

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn

     

    rn

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    rn

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

    rn

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

    rn

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

    rn

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    rn

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn

     

    rn

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    rn”}}” id=”A01″>

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    1. การกำกับดูแล (governance)

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    2. กลยุทธ์ (strategy)

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    บทนำ (preface)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    rn”}}” id=”A02″>

    บทนำ (preface)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn”}}” id=”A03″>

    1. การกำกับดูแล (governance)

    ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินงานภายใน

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

    rn

     

    rn

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    rn

     

    rn

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

    rn

     

    rn

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

    rn

     

    rn

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    rn”}}” id=”text-83b0fa41f1″>

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    โครงสร้างการกำกับดูแลด้าน ESG (ครอบคลุมด้านการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ)

    หมายเหตุ: คณะกรรมการ ธปท. คณะกรรมการ กนส. คณะกรรมการ กคส. และคณะกรรมการ CGC ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn”}}” id=”A04″>

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการของ ธปท. โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    rn”}}” id=”A04-1″>

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    2.1.1 การวางรากฐานสำคัญสำหรับระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในภาคการเงิน (building blocks)5 โดยในปี 2567 มีความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

    rn

     

    rn

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

    rn

     

    rn

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

    rn”}}” id=”text-7f25f2f7c0″>

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

    rn

     

    rn

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    rn”}}” id=”text-267c292f6a”>

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    Thailand Taxonomy

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

    มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    rn”}}” id=”text-909db4a954″>

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    rn”}}” id=”text-4258df12a5″>

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    Financing the Transition

    การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

    rn

     

    rn

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn”}}” id=”text-31d71c6647″>

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

    rn

     

    rn

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    rn”}}” id=”text-66abfc4141″>

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ

        PIER ยังได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยจัดให้มีการประชุมเครือข่ายนักวิชาการซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้เครือข่าย Low-carbon Research Network อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความร่วมมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ กับนักวิชาการภายนอก ทั้งด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกทางกฎหมาย เป็นต้น

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

    rn

     

    rn

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    rn”}}” id=”A04-2″>

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

     

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

    rn

     

    rn

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    rn”}}” id=”text-b06db0679a”>

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    ผลการศึกษา

    ผลการศึกษาภายในที่เกี่ยวข้องกับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC)

    1. การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,525 tCO2eq ต่อปี เมื่อเทียบกับการผลิตธนบัตรชนิดกระดาษ โดยเป็นผลจากอายุการใช้งานของธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ที่ยาวนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษ (ประมาณการอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ 4 เท่า) ส่งผลให้ธนบัตรที่หมุนเวียนกลับเข้ามาเพื่อทำลายและความจำเป็นในการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนลดลง

    2. การจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 731 tCO2eq ต่อปี โดยเป็นผลจากการลดการใช้เชื้อเพลิงจากระยะทางการขนส่งธนบัตรที่ลดลงและการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน  

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

    rn

     

    rn

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

    rn

     

    rn

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”text-14fe5a1c8f”>

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

    rn

    rn

     

    rn

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-12ef6b4f58″>

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    rn”}}” id=”A05″>

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (climate-related risk) ทั้งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (internal operations) และผลกระทบในมิติทางการเงิน (financial operations) ต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (reserve management) ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

    rn

     

    rn

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    rn”}}” id=”text-c40cce20a2″>

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

    rn

     

    rn

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    rn”}}” id=”A05-1″>

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

    rn

     

    rn

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

    rn

     

    rn

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

    rn

     

    rn

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

    rn

     

    rn

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    rn”}}” id=”A05-2″>

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”A06″>

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    ธปท. กำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายในส่วนของการดำเนินงานของ ธปท. เป็นสำคัญ สำหรับในปีแรก จะเริ่มเปิดเผยข้อมูลขอบเขตที่ 1-2 (scope 1-2) ในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานซึ่งมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) สำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค และ (2) สำนักงานที่ดูแลด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn”}}” id=”text-2bedbc71f5″>

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    rn

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    rn”}}” id=”text-93544c9956″>

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    หมายเหตุ: ตั้งแต่ปี 2564 ธปท. ได้ทำการรวมตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 1 และ 2) ของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาคเข้าด้วยกัน

        ในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ปี 2563-64 ทั้งนี้ แม้ว่าภายหลังสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นในปี 2565 และตัวเลขปรับเพิ่มขึ้นแต่ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ธปท. ยังคงอยู่ในทิศทางลดลง (ลดลงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปีฐาน) โดยสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการแล้ว อาทิ ปรับปรุงระบบทำความเย็น (chiller) และการเปลี่ยนระบบปรับอากาศเป็นแบบ split type นอกจากนี้ ธปท. ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สะสมที่ 350 kW11 ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย)

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    rn

     

    rn

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-cfa69ba9a7″>

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    ตารางที่ 2: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร (scope 1 และ scope 2)12

    หมายเหตุ: การกำหนดปีฐานปี 2561 เนื่องจาก อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร ปี 2561

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    rn

     

    rn

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

    rn”}}” id=”text-29a07dba11″>

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

        ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ช่วงปี 2563 – 2564 เป็นผลมาจากความต้องการใช้เงินสดของประชาชนที่ลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสประกอบกับพฤติกรรมการใช้ digital payment ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ธปท. สามารถลดปริมาณการผลิตธนบัตรลง นอกจากนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมายังคงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 ผลจากการใช้ระบบโซลาเซลล์ปริมาณ 1 เมกะวัตต์ สามารถทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า 1,146,000 หน่วย/ปี นอกจากนี้ ผลจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องจักรการผลิต สามารถลดการใช้พลังงานได้ 1,260,000 kWh ต่อปี รวมไปถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรในปี 2567 ที่ลดลงร้อยละ 25 เทียบกับปีฐาน

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    rn

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    rn

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    rn

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    rn

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    rn https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    rn

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    rn

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    rn

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    rn

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    rn

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    rn

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    rn

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    rn

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    rn”}}” id=”text-c135c5f37b”>

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/about-us/sustainability/report2567.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vOCayKNQ36ckDwGwKns_A

  • รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

    rn

     

    rn

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    rn

     

    rn

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    rn

     

    rn

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn

     

    rn

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    rn

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

    rn

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

    rn

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

    rn

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    rn

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn

     

    rn

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    rn”}}” id=”A01″>

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    1. การกำกับดูแล (governance)

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    2. กลยุทธ์ (strategy)

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    บทนำ (preface)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    rn”}}” id=”A02″>

    บทนำ (preface)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn”}}” id=”A03″>

    1. การกำกับดูแล (governance)

    ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินงานภายใน

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

    rn

     

    rn

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    rn

     

    rn

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

    rn

     

    rn

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

    rn

     

    rn

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    rn”}}” id=”text-83b0fa41f1″>

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    โครงสร้างการกำกับดูแลด้าน ESG (ครอบคลุมด้านการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ)

    หมายเหตุ: คณะกรรมการ ธปท. คณะกรรมการ กนส. คณะกรรมการ กคส. และคณะกรรมการ CGC ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn”}}” id=”A04″>

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการของ ธปท. โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    rn”}}” id=”A04-1″>

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    2.1.1 การวางรากฐานสำคัญสำหรับระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในภาคการเงิน (building blocks)5 โดยในปี 2567 มีความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

    rn

     

    rn

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

    rn

     

    rn

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

    rn”}}” id=”text-7f25f2f7c0″>

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

    rn

     

    rn

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    rn”}}” id=”text-267c292f6a”>

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    Thailand Taxonomy

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

    มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    rn”}}” id=”text-909db4a954″>

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    rn”}}” id=”text-4258df12a5″>

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    Financing the Transition

    การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

    rn

     

    rn

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn”}}” id=”text-31d71c6647″>

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

    rn

     

    rn

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    rn”}}” id=”text-66abfc4141″>

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ

        PIER ยังได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยจัดให้มีการประชุมเครือข่ายนักวิชาการซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้เครือข่าย Low-carbon Research Network อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความร่วมมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ กับนักวิชาการภายนอก ทั้งด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกทางกฎหมาย เป็นต้น

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

    rn

     

    rn

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    rn”}}” id=”A04-2″>

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

     

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

    rn

     

    rn

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    rn”}}” id=”text-b06db0679a”>

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    ผลการศึกษา

    ผลการศึกษาภายในที่เกี่ยวข้องกับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC)

    1. การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,525 tCO2eq ต่อปี เมื่อเทียบกับการผลิตธนบัตรชนิดกระดาษ โดยเป็นผลจากอายุการใช้งานของธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ที่ยาวนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษ (ประมาณการอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ 4 เท่า) ส่งผลให้ธนบัตรที่หมุนเวียนกลับเข้ามาเพื่อทำลายและความจำเป็นในการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนลดลง

    2. การจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 731 tCO2eq ต่อปี โดยเป็นผลจากการลดการใช้เชื้อเพลิงจากระยะทางการขนส่งธนบัตรที่ลดลงและการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน  

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

    rn

     

    rn

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

    rn

     

    rn

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”text-14fe5a1c8f”>

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

    rn

    rn

     

    rn

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-12ef6b4f58″>

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    rn”}}” id=”A05″>

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (climate-related risk) ทั้งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (internal operations) และผลกระทบในมิติทางการเงิน (financial operations) ต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (reserve management) ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

    rn

     

    rn

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    rn”}}” id=”text-c40cce20a2″>

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

    rn

     

    rn

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    rn”}}” id=”A05-1″>

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

    rn

     

    rn

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

    rn

     

    rn

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

    rn

     

    rn

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

    rn

     

    rn

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    rn”}}” id=”A05-2″>

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”A06″>

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    ธปท. กำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายในส่วนของการดำเนินงานของ ธปท. เป็นสำคัญ สำหรับในปีแรก จะเริ่มเปิดเผยข้อมูลขอบเขตที่ 1-2 (scope 1-2) ในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานซึ่งมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) สำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค และ (2) สำนักงานที่ดูแลด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn”}}” id=”text-2bedbc71f5″>

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    rn

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    rn”}}” id=”text-93544c9956″>

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    หมายเหตุ: ตั้งแต่ปี 2564 ธปท. ได้ทำการรวมตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 1 และ 2) ของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาคเข้าด้วยกัน

        ในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ปี 2563-64 ทั้งนี้ แม้ว่าภายหลังสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นในปี 2565 และตัวเลขปรับเพิ่มขึ้นแต่ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ธปท. ยังคงอยู่ในทิศทางลดลง (ลดลงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปีฐาน) โดยสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการแล้ว อาทิ ปรับปรุงระบบทำความเย็น (chiller) และการเปลี่ยนระบบปรับอากาศเป็นแบบ split type นอกจากนี้ ธปท. ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สะสมที่ 350 kW11 ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย)

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    rn

     

    rn

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-cfa69ba9a7″>

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    ตารางที่ 2: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร (scope 1 และ scope 2)12

    หมายเหตุ: การกำหนดปีฐานปี 2561 เนื่องจาก อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร ปี 2561

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    rn

     

    rn

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

    rn”}}” id=”text-29a07dba11″>

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

        ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ช่วงปี 2563 – 2564 เป็นผลมาจากความต้องการใช้เงินสดของประชาชนที่ลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสประกอบกับพฤติกรรมการใช้ digital payment ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ธปท. สามารถลดปริมาณการผลิตธนบัตรลง นอกจากนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมายังคงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 ผลจากการใช้ระบบโซลาเซลล์ปริมาณ 1 เมกะวัตต์ สามารถทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า 1,146,000 หน่วย/ปี นอกจากนี้ ผลจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องจักรการผลิต สามารถลดการใช้พลังงานได้ 1,260,000 kWh ต่อปี รวมไปถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรในปี 2567 ที่ลดลงร้อยละ 25 เทียบกับปีฐาน

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    rn

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    rn

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    rn

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    rn

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    rn https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    rn

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    rn

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    rn

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    rn

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    rn

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    rn

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    rn

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    rn

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    rn”}}” id=”text-c135c5f37b”>

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/about-us/sustainability/report2567.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vOCayKNQ36ckDwGwKns_A