Category: ไอที

  • NEPS ยืนหนึ่งบนเวทีโลก คว้าเหรียญทอง “ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยม” รายแรกของไทย

    NEPS ยืนหนึ่งบนเวทีโลก คว้าเหรียญทอง “ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยม” รายแรกของไทย

    ไอที

    NEPS ยืนหนึ่งบนเวทีโลก คว้าเหรียญทอง “ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยม” รายแรกของไทย

    วันพฤหัสบดี ที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NEPS ยืนหนึ่งบนเวทีโลก คว้าเหรียญทอง “ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยม” รายแรกของไทย
    จากงาน “The 6th Global Installer Summit 2026” ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีโซลาร์

    NEPS สร้างปรากฏการณ์ให้วงการโซลาร์ไทย คว้าเหรียญทองอันดับ 1 “The Best Global Installer” ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยมเป็นรายแรกและรายเดียวของประเทศไทย จากผู้เข้าแข่งขันกว่า 100 ประเทศทั่วโลกบนเวที “The 6th Global Installer Summit 2026” ซึ่งจัดโดย Huawei FusionSolar ณ เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจติดตั้งโซลาร์ที่ยกระดับนวัตกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล

    นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ NEPS กล่าวว่า “รางวัลเหรียญทองอันดับ 1 ด้าน “The Best Global Installer” ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ยอดเยี่ยมที่ได้รับในครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยบนเวทีการแข่งขันระดับโลกทั้งยังตอกย้ำมาตรฐานงานติดตั้งและงานวิศวกรรมของ NEPS ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเวทีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะ แต่เป็นการคัดเลือกองค์กรต้นแบบจากผู้ให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำจากทั่วโลกที่มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่อนาคต รางวัลอันทรงเกียรตินี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มาตรฐานการดำเนินงานของ NEPS สามารถยืนหยัดอยู่ในระดับเดียวกับมาตรฐานสากลได้อย่างมั่นคง ในฐานะผู้ให้บริการแบบ One-Stop Solar Solutions และพร้อมที่จะส่งมอบนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้กับสังคมไทยต่อไป”

    เส้นทางสู่เหรียญทองของ NEPS เริ่มต้นจากกระบวนการคัดเลือกในประเทศไทย ซึ่งมีบริษัทผู้ติดตั้งที่ใช้เทคโนโลยีของ Huawei FusionSolar หลายร้อยบริษัท โดยคัดเหลือ 19 รายที่มีโอกาสร่วมเดินทางไปการแข่งขัน Global Installer ที่ประเทศจีน ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศเพียงหนึ่งเดียว เข้าสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยมีตัวแทนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม และถูกคัดเลือกเหลือเพียง 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งในรอบตัดสินคณะกรรมการได้พิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งการนำเสนอวิสัยทัศน์ของบริษัท ผลงานการติดตั้งระบบโซลาร์ในกลุ่มธุรกิจประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์ และบ้านพักอาศัย และได้พิจารณาถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการขาย การติดตั้ง และวิธีการสื่อสารทางการตลาด เป็นต้น

    โดย NEPS สามารถคว้าเหรียญทองอันดับ 1 ด้าน “The Best Global Installer” ในงาน “The 6th Global Installer Summit 2026” ซึ่งเป็นประเทศเอเชียหนึ่งเดียวบนเวที ที่เข้ารอบในการแข่งขัน และยังเป็นครั้งแรกที่บริษัทจากประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลนี้ได้สำเร็จ

    สำหรับเวที “The 6th Global Installer Summit 2026” ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก ที่รวบรวมผู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ Huawei FusionSolar จากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมอบรางวัลการันตีคุณภาพให้แก่ผู้ติดตั้งที่มีผลงานโดดเด่น ให้เป็นไปตามทิศทางการดำเนินธุรกิจของ Huawei โดยมุ่งเน้นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเต็มรูปแบบควบคู่ไปกับการลดคาร์บอนไดออกไซด์ ตามเป้าหมาย Net-Zero และการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำผ่านนวัตกรรมพลังงานดิจิทัล

    ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้า การพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีความเสี่ยงและต้นทุนที่สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานพร้อมรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งการเลือกใช้อุปกรณ์และโซลูชันส์จาก Huawei FusionSolar ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยี ทั้งด้านความเสถียรของระบบ ความปลอดภัย และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ติดตั้งสามารถส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “ความสำเร็จของ NEPS ในครั้งนี้ สะท้อนถึงประสบการณ์ด้านวิศวกรรมและการบริหารโครงการที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี เรามุ่งมั่นนำมาตรฐานการติดตั้งระบบโซลาร์ในโครงการขนาดใหญ่ มาประยุกต์ใช้ในครัวเรือนอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบ ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจหน้างาน การออกแบบระบบตามพฤติกรรมการใช้พลังงานของลูกค้า การติดตั้งโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการบริหารจัดการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อพิสูจน์ว่า ทุกโครงการของ NEPS คือการลงทุนที่คุ้มค่า ทำงานได้เต็มศักยภาพ และเป็นการยกระดับงานติดตั้งไทยให้ยืนหยัดได้อย่างสง่างามบนเวทีโลก นายตรีรัตน์ กล่าวปิดท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/471460&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R4PhayCF32GdwDr0uY-Db

  • จีไอเอส เผยทิศทางปี 2569 เดินหน้าดัน GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ชู 6 กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันของประเทศ

    จีไอเอส เผยทิศทางปี 2569 เดินหน้าดัน GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ชู 6 กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันของประเทศ

    วันพฤหัสบดี ที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

    จีไอเอส เผยทิศทางปี 2569 เดินหน้าดัน GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ชู 6 กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันของประเทศ

    บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยกลยุทธ์ปี 2569 เดินหน้าตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยี GIS ของประเทศ ผ่านแนวทาง 6 GIS Drivers ขยายบทบาทจากเทคโนโลยีวิเคราะห์เชิงลึก สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและผลลัพธ์เชิงนโยบาย เศรษฐกิจและสังคม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประเทศ อุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงประชาชน 

    ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต่างต้องใช้ ‘ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS’ เป็นแกนสำคัญ เพราะทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนพื้นที่จริง การมองเห็นข้อมูลทั้งหมดแบบรอบด้านจึงลดความผิดพลาดในการวางแผนงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกัน ‘จีไอเอส’ จึงมุ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ สะท้อนผ่านผลลัพธ์จริงในหลายมิติ ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐานและบริหารสาธารณูปโภค การพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนส่งเสริมการให้บริการภาคประชาชนให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยี GIS ในฐานะกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการตัดสินใจและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ”

    “ในปีนี้ เรายังคงเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ พร้อมขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคม เพราะเราพิสูจน์แล้วว่า GIS สามารถนำไปใช้งานได้จริงในหลายภาคส่วน ช่วยให้ทุกองค์กรมองเห็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ขับเคลื่อนการตัดสินใจที่แม่นยำ วางแผนอย่างมีทิศทาง สร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งมอบคุณค่าใหม่ให้ประเทศและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว” ประธานบริษัท จีไอเอส กล่าว

    ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 118 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.75 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2577 สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้นปี 2569 จีไอเอสจึงวางกรอบกลยุทธ์ “6 GIS Drivers” เพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS ขับเคลื่อนคุณค่าทางเศรษฐกิจในทุกระดับ ได้แก่

    GIS Driver 1: Enterprise GIS Infrastructure Solutions: ยกระดับเทคโนโลยี GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ รองรับการตัดสินใจในภารกิจสำคัญระดับประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ผ่านระบบภูมิสารสนเทศระดับองค์กร (Enterprise GIS) พร้อมผลักดันมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

    GIS Driver 2: Nationwide Digital Map Data & Content: วางรากฐานโครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่ของประเทศผ่าน NOSTRA Map ด้วยฐานข้อมูลแผนที่ดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึก ที่มีความละเอียด แม่นยำสูงด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมครอบคลุมทั่วประเทศ และมีข้อมูลเฉพาะด้านสำหรับรองรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและธุรกิจ เพื่อการวิเคราะห์ วางแผน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตในระยะยาว

    GIS Driver 3: Logistics Intelligence: เสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศด้วย NOSTRA LOGISTICS ที่พัฒนาโซลูชันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการงานขนส่งสำหรับโรงงานผลิต ธุรกิจค้าส่ง-ปลีก งานขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนการวิเคราะห์ต้นทุน–กำไร เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ไทย

    GIS Driver 4: Smart Consumer Technology: ขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี GIS สู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี ครอบคลุมอุปกรณ์นำทางอัจฉริยะ อุปกรณ์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จีไอเอสเป็นผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมขององค์กรสู่การใช้งานจริงของประชาชน สร้างดีมานด์ด้านเทคโนโลยีในระยะยาว

    GIS Driver 5: AI as the Strategic Engine: เร่งยกระดับเทคโนโลยี GIS ด้วยการผสาน AI เพื่อเสริมศักยภาพการวิเคราะห์ การคาดการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ โดยตั้งเป้าให้ 30% ของโซลูชันในปีนี้เป็น AI-enabled ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรและปรับกระบวนการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ได้จริง

    GIS Driver 6: New S-Curve Ventures: ขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวด้วยการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี GIS สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีในระดับสากล ควบคู่กับการสำรวจและพัฒนาธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากศักยภาพของ GIS เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และเสริมขีดความสามารถขององค์กรในอนาคต

    เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลในทุกมิติ จีไอเอสมุ่งเสริมความพร้อมทั้งด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงาน โดยต่อยอดจากประสบการณ์ด้านระบบภูมิสารสนเทศระดับองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมากว่า 30 ปี พร้อมผนึกความร่วมมือข้ามธุรกิจในกลุ่มบริษัทซีดีจี เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีและผลลัพธ์ที่จะสร้างความได้เปรียบแก่องค์กร และเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศให้เกิดผลสูงสุด
    “จีไอเอสพร้อมเดินเคียงข้างทุกภาคส่วนในการผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยี GIS ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับประสิทธิภาพของทุกองค์กรและหน่วยงานให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในด้านการตัดสินใจ การบริหารจัดการ และการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ” ดร.ธนพร ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/471439&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DLsv2SFYmL_v5xqd_SbwH

  • SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ เซคเคียว คอนเนคชั่น จำกัด (Secure Connection Limited) ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์จากฮ่องกง และได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าจาก ฮันนีเวลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Honeywell International Inc.) ในการพัฒนา ผลิต และทำตลาดผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ในหลายภูมิภาคของโลก ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายโอกาสให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจในประเทศไทยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ได้มากยิ่งขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับสากล มุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพการทำงาน ความทนทานในการใช้งาน ตลอดจนมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อรองรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ

    Secure Connection Limited ดำเนินธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีภายใต้แบรนด์ Honeywell ในหลายภูมิภาคสำคัญของโลก โดยมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด ควบคู่กับมาตรฐานด้านวิศวกรรมระดับสากล ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 100 ปี และได้รับการยอมรับด้านนวัตกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทั้งภาคผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

    สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วย เครื่องฟอกอากาศและอุปกรณ์เพื่อสุขภาพภายในอาคาร ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงสำหรับบ้าน อุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟนและไอที ตลอดจนโซลูชันระบบโครงสร้างสายสัญญาณ (Structured Cabling) ที่รองรับการเชื่อมต่อดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีขององค์กร โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับสากล มุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพ ความทนทาน และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคยุคดิจิทัล

    SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    การขยายตลาดผลิตภัณฑ์ Honeywell ในประเทศไทยครั้งนี้ สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดอุปกรณ์เสริมไอทีและสินค้าไลฟ์สไตล์เทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพภายในบ้าน การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลที่หลากหลาย รวมถึงความต้องการระบบการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพทั้งในที่อยู่อาศัยและองค์กรธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ในประเทศไทย

    “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ Secure Connection ในการนำผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell เข้าสู่ตลาดประเทศไทย เรามั่นใจว่าความแข็งแกร่งของซินเน็คในฐานะผู้นำตลาดดิสทริบิวเตอร์ไอทีของไทย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ Honeywell เติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ควบคู่กับบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร” 

    ด้าน นายโมฮิท อานันด์ (Mohit Anand) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซคเคียว คอนเนคชั่น จำกัด (Secure Connection Limited) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เรามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Honeywell จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ SYNNEX ในฐานะผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

    SYNNEX ผนึก Secure Connection ขยายตลาดอุปกรณ์เสริมไอที Honeywell

    นับเป็นอีกก้าวสำคัญให้กับ Ecosystem ของ SYNNEX ในกลุ่มสินค้า Multi-Product พร้อมทั้งเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้จัดจำหน่ายเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย โดยบริษัทมุ่งขยายช่องทางการทำตลาดและเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ให้เข้าถึงผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยได้อย่างกว้างขวางในปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/655655&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YaV4fdkj5QNAtkWfjGp2I

  • Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ โอนย้ายข้อมูลจากแชตบอตอื่นเข้า Gemini ได้ทันที!

    Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ โอนย้ายข้อมูลจากแชตบอตอื่นเข้า Gemini ได้ทันที!

    Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ โอนย้ายข้อมูลประวัติ – ความทรงจำจากแชตบอตอื่นอย่าง ChatGPT – Claude เข้า Gemini ได้ทันที ไม่ต้องให้เรียนรู้ใหม่ ทำง่ายแค่ไม่กี่ขั้นตอน!

    ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด AI สำหรับผู้บริโภค Google ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่มีเป้าหมายในการดึงผู้ใช้งานจากแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่างชัดเจน นั่นคือเครื่องมือที่เรียกว่า “Switching Tools” ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถโอนข้อมูลและประวัติการสนทนาจากแชตบอตอื่นเข้าสู่ Gemini โดยตรง

    Switching Tools ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถย้าย “ความทรงจำ” หรือข้อมูลส่วนตัวสำคัญ เช่น ความสนใจ ความสัมพันธ์ และบริบทชีวิตจากแชตบอตเดิมเข้าสู่ Gemini ได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

    Google
    Gemini

    Google ระบุว่า ฟีเจอร์นี้จะช่วยลดขั้นตอนการฝึกสอน AI ใหม่ เนื่องจาก Gemini สามารถเรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานของผู้ใช้ได้ทันที เช่น งานอดิเรก ชื่อสมาชิกในครอบครัว หรือสถานที่เติบโต ทำให้การใช้งานมีความต่อเนื่อง

    ในส่วนของการโอนข้อมูล ระบบจะให้ Gemini แนะนำข้อความคำสั่ง หรือพรอมต์ จากนั้นให้ผู้ใช้นำไปใส่ในแชตบอตเดิม เพื่อสร้างข้อมูลสรุป จากนั้นคัดลอกกลับมายัง Gemini วิธีนี้ช่วยให้การถ่ายโอนข้อมูลเป็นไปอย่างมีโครงสร้าง และทำให้ AI เข้าใจผู้ใช้ได้รวดเร็วขึ้น

    ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ยังสามารถโอนประวัติการสนทนาได้ด้วยการอัปโหลดไฟล์ในรูปแบบ zip ซึ่งเป็นรูปแบบที่แชตบอตส่วนใหญ่รองรับ ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT หรือ Claude โดย Google ระบุว่าฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานต่อจากจุดเดิมได้ทันที และยังสามารถค้นหาข้อมูลในบทสนทนาเก่าได้อีกด้วย

    การเปิดตัวเครื่องมือดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของ Google ในการเร่งไล่ตามผู้นำตลาดอย่าง OpenAI ซึ่งก่อนหน้านี้เปิดเผยว่า ChatGPT มีผู้ใช้งานต่อสัปดาห์สูงถึง 900 ล้านคน ขณะที่ Gemini แม้จะมีให้ใช้งานอยู่แล้วผ่านอุปกรณ์ Android และเบราว์เซอร์ Chrome แต่ยังคงตามหลังในแง่การรับรู้ของผู้บริโภค โดยล่าสุด Alphabet เปิดเผยว่า Gemini มีผู้ใช้งานต่อเดือนมากกว่า 750 ล้านคน

    นักวิเคราะห์มองว่า การเปิดตัว Switching Tools เป็นอีกก้าวสำคัญของ Google ในการลดอุปสรรคการย้ายแพลตฟอร์ม และเพิ่มโอกาสในการแย่งชิงผู้ใช้งานจากคู่แข่ง ท่ามกลางสมรภูมิ AI ที่กำลังร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง

    ที่มา: Techcrunch

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/272248&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dqXXkOHZ4-dVMON5vMAAY

  • Synnex ผนึก Secure Connection ตัวแทนจำหน่าย Honeywell รายเดียวในไทย

    Synnex ผนึก Secure Connection ตัวแทนจำหน่าย Honeywell รายเดียวในไทย

    บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Secure Connection Limited ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์จากฮ่องกง และได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าจาก Honeywell International Inc. ในการพัฒนา ผลิต และทำตลาดผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ในหลายภูมิภาคของโลก ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    โดย คุณสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ Mr.Glenn Ng, Regional Director – Southeast Asia, Secure Connection Limited ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อแต่งตั้งให้ SYNNEX เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Honeywell แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ

    ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายโอกาสให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจในประเทศไทยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ได้มากยิ่งขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับสากล มุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพการทำงาน ความทนทานในการใช้งาน ตลอดจนมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อรองรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ

    Secure Connection Limited ดำเนินธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีภายใต้แบรนด์ Honeywell ในหลายภูมิภาคสำคัญของโลก โดยมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด ควบคู่กับมาตรฐานด้านวิศวกรรมระดับสากล ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 100 ปี และได้รับการยอมรับด้านนวัตกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทั้งภาคผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

    โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วย เครื่องฟอกอากาศและอุปกรณ์เพื่อสุขภาพภายในอาคาร ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงสำหรับบ้าน อุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟนและไอที ตลอดจนโซลูชันระบบโครงสร้างสายสัญญาณ (Structured Cabling) ที่รองรับการเชื่อมต่อดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีขององค์กร โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับสากล มุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพ ความทนทาน และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคยุคดิจิทัล

    การขยายตลาดผลิตภัณฑ์ Honeywell ในประเทศไทยครั้งนี้ สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดอุปกรณ์เสริมไอทีและสินค้าไลฟ์สไตล์เทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพภายในบ้าน การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลที่หลากหลาย รวมถึงความต้องการระบบการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพทั้งในที่อยู่อาศัยและองค์กรธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ในประเทศไทย

    คุณสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ Secure Connection ในการนำผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell เข้าสู่ตลาดประเทศไทย เรามั่นใจว่าความแข็งแกร่งของซินเน็คในฐานะผู้นำตลาดดิสทริบิวเตอร์ไอทีของไทย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ Honeywell เติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ควบคู่กับบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร”

    ด้าน Mohit Anand, Chief Executive Officer of Secure Connection Limited กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เรามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Honeywell จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ SYNNEX ในฐานะผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย”

    นับเป็นอีกก้าวสำคัญให้กับ Ecosystem ของ SYNNEX ในกลุ่มสินค้า Multi-Product พร้อมทั้งเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้จัดจำหน่ายเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย โดยบริษัทมุ่งขยายช่องทางการทำตลาดและเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Honeywell ให้เข้าถึงผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยได้อย่างกว้างขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/synnex-honeywell-exclusive-distributor-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jC3H-5zyx6T-UE-JnxM0a

  • รายงานจุดความร้อนด้วยข้อมูลจากดาวเทียม

    รายงานจุดความร้อนด้วยข้อมูลจากดาวเทียม

    ไอที

    รายงานจุดความร้อนด้วยข้อมูลจากดาวเทียม

    วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    รายงานจุดความร้อนด้วยข้อมูลจากดาวเทียม

    วานนี้ (29 มีนาคม 69) จุดความร้อนของไทยสุดพีค !! พบ 4,327 จุด

    ข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ระบบ VIIRS ระบุว่าจุดความร้อนในไทยเกิดขึ้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2,430 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 1,528 จุด พื้นที่เขต สปก. 135 จุด พื้นที่เกษตร 125 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 102 จุด  และพื้นที่ริมทางหลวง 7 จุด

    ในขณะที่จุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุดที่ #เมียนมา 6,863 จุด #ลาว 3,046 จุด  #กัมพูชา 1010 จุด #เวียดนาม 802 จุด   #มาเลเซีย 37 จุด

    ท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://disaster.gistda.or.th/fire

    #GISTDA #อว #คุณภาพชีวิต #วิเคราะห์ข้อมูล #มลพิษทางอากาศ #ดาวเทียม #ข้อมูลจากดาวเทียม #รู้สู้ภัยพิบัติ #ไฟป่าหมอกควัน2569 #PM25 #ไฟป่า #การประยุกต์ใช้ #พื้นที่เผาไหม้ #hotspot #จุดความร้อน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/470955&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bzXk4tjZqHs5ZRq8wC7AA

  • อินโดนีเซีย แบนเด็กต่ำกว่า 16 ห้ามเล่นโซเชียล ชาติแรกในอาเซียน

    อินโดนีเซีย แบนเด็กต่ำกว่า 16 ห้ามเล่นโซเชียล ชาติแรกในอาเซียน

    อินโดนีเซีย แบนเด็กต่ำกว่า 16 ห้ามเล่นโซเชียล ชาติแรกในอาเซียน

    กฎเหล็กสะเทือนวงการไอที อินโดนีเซียสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เริ่มแล้ววันนี้ มุ่งแก้ปัญหาเด็กติดจอและภัยไซเบอร์

    • อินโดนีเซีย ก้าวขึ้นเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บังคับใช้กฎหมายแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีจากการใช้งานโซเชียลมีเดีย เดินตามรอยโมเดลของประเทศออสเตรเลีย
    • แพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง X และ Roblox เริ่มปรับเปลี่ยนระบบและนโยบายภายในเพื่อตอบรับกฎหมายนี้แล้ว แม้เทคโนโลยีการยืนยันอายุจะยังไม่ถูกระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนก็ตาม
    • เป้าหมายหลักคือการลดการเสพติดหน้าจอและปัญหาสุขภาพจิต โดยกระตุ้นให้ผู้ปกครองและโรงเรียนกลับมามีบทบาทนำในการดึงเด็กๆ กลับสู่การเรียนรู้และใช้ชีวิตในโลกความเป็นจริง

    กฎเหล็กสะเทือนวงการไอที อินโดนีเซียสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เริ่มแล้ววันนี้ มุ่งแก้ปัญหาเด็กติดจอและภัยไซเบอร์

    อินโดนีเซีย เริ่มบังคับใช้กฎหมายจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ของภูมิทัศน์สื่อดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    อินโดนีเซีย แบนเด็กต่ำกว่า 16 ห้ามเล่นโซเชียล ชาติแรกในอาเซียน

    นโยบายนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการดึงอำนาจกลับคืนมาจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตามองในหลายมิติ 

    แรงกระเพื่อมถึงแพลตฟอร์มระดับโลก

    กฎหมายนี้ครอบคลุมแพลตฟอร์มยอดฮิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox ส่งผลให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

    • X : ประกาศบังคับใช้อายุขั้นต่ำที่ 16 ปีในอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ
    • Roblox : เตรียมเปิดตัว ‘โหมดออฟไลน์’ สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ปี เพื่อระงับการเข้าถึงระบบออนไลน์ชั่วคราว
    • TikTok และ YouTube : ประกาศความร่วมมือและเตรียมประเมินแพลตฟอร์มของตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย

    แม้รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียจะย้ำว่า ‘ไม่มีพื้นที่ให้ประนีประนอม’ แต่ในทางปฏิบัติ การตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน บนโลกออนไลน์ยังคงเป็นเรื่องยาก การทำให้บริษัทเทคโนโลยียอมปฏิบัติตามและรายงานผลการปิดบัญชีเด็กกว่า 70 ล้านคนทั่วประเทศถือเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง

    อินโดนีเซีย แบนเด็กต่ำกว่า 16 ห้ามเล่นโซเชียล ชาติแรกในอาเซียน

    ในมุมมองของพ่อแม่ผู้ปกครอง นโยบายนี้จะช่วยแก้ปัญหาเด็กติดจอและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (เช่น การกลั่นแกล้ง, เนื้อหาลามกอาจารย์, และมิจฉาชีพ)

    อย่างไรก็ตาม องค์กรอิสระด้านความปลอดภัยเด็กอย่าง SEJIWA ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า

    “การแบนโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียวไม่พอ สังคม โรงเรียน และผู้ปกครอง จะต้องเข้ามามีบทบาทในการหากิจกรรมบน ‘โลกความเป็นจริง’ เพื่อทดแทนความบันเทิงดิจิทัลที่หายไป”

    ที่มา : channelnewsasia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-tech/technology/862735&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XUR5dz7xg3kR7kexkeHvS

  • คณะลูกขุนชี้แนะยักษ์เทคโนโลยีอาจต้องชำระค่าเสียหายคดีเสพติดโซเชียลมีเดีย

    คณะลูกขุนชี้แนะยักษ์เทคโนโลยีอาจต้องชำระค่าเสียหายคดีเสพติดโซเชียลมีเดีย

    คณะลูกขุนในคดีเสพติดโซเชียลมีเดียครั้งประวัติศาสตร์ส่งสัญญาณชัดเจนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า Meta หรือ YouTube อาจต้องชำระค่าเสียหายให้เด็กหญิงที่ติดแพลตฟอร์มของพวกเขา หลังจากคณะลูกขุนส่งคำถามเกี่ยวกับการคำนวณค่าเสียหายให้ศาล

    สัปดาห์แรกของการประชุมปรึกษาหาข้อยุติสิ้นสุดลงด้วยการที่คณะลูกขุนส่งคำถามที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณค่าเสียหายในคดีที่คาดว่าจะกำหนดแนวทางสำหรับคดีคล้ายกันอีกหลายพันคดีทั่วประเทศ Mark Lanier ทนายฝ่ายโจทก์กล่าวว่า “เราไม่ได้เต้นรำกลางถนนเพียงเพราะคำถามที่ดูเหมือนจะดี แต่เรารู้สึกขอบคุณที่พวกเขาให้ความสนใจเรื่องค่าเสียหาย”

    การประเมินความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม

    การที่คณะลูกขุนหันมาให้ความสนใจกับเรื่องค่าเสียหายบ่งชี้ว่าลูกขุนจำนวนเพียงพอเห็นด้วยว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่างน้อยหนึ่งแห่งมีการออกแบบที่ประมาทเลินเล่อหรือเป็นอันตราย และควรมีการเตือนผู้ใช้ตามแบบฟอร์มคำตัดสิน คณะลูกขุนจะกลับมาที่ศาลในลอสแองเจลิสในวันจันทร์เพื่อประชุมปรึกษาต่อ

    ตั้งแต่การประชุมปรึกษาเริ่มเมื่อ 13 มีนาคม คณะลูกขุนได้ส่งคำถามให้ศาลเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวของโจทก์ รวมถึงการใช้ Instagram ของ Meta จริงๆ เมื่อตอนเป็นเด็ก

    รายละเอียดคดีและข้อกล่าวหา

    หญิงสาววัย 20 ปีชาวแคลิฟอร์เนียที่ระบุตัวว่า Kaley G.M. ให้การในศาลว่า YouTube และ Instagram เป็นเหตุให้เธอเกิดอาการซึมเศร้าและนึกฆ่าตัวตายตั้งแต่เด็ก โดยเล่าให้ลูกขุนฟังว่าเธอหลงใหลโซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เริ่มจากวิดีโอ YouTube

    ในการสอบปากคำโต้แย้ง Kaley ยังเล่าถึงความรู้สึกถูกละเลย ถูกดุด่า และถูกรังแกโดยสมาชิกครอบครัว แบบฟอร์มสำหรับลูกขุนให้คณะตัดสินใจว่า Meta หรือ YouTube ควรรู้หรือไม่ว่าบริการของพวกเขาก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก หรือมีความประมาทในการออกแบบ

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

    หากเป็นเช่นนั้น ลูกขุนจะต้องตัดสินใจว่า Meta หรือ YouTube เป็น “ปัจจัยสำคัญ” ในการก่อให้เกิดปัญหาของ Kaley หรือไม่ และควรจ่ายค่าเสียหายเท่าใด Vanitha Swaminathan ศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์กระบุว่า ไม่ว่าคำตัดสินจะเป็นอย่างไร การพิจารณาคดีนี้เน้นย้ำถึง “ความตึงเครียดที่สำคัญ” ระหว่างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรุ่นเยาว์ที่เปราะบาง

    คดีฟ้องร้องนี้เป็นหนึ่งในหลายร้อยคดีที่กล่าวหาบริษัทโซเชียลมีเดียว่าล่อลวงผู้ใช้รุ่นเยาว์ให้ติดเนื้อหาและอาจทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้า ความผิดปกติทางการกิน การเข้ารับการรักษาทางจิตเวช และแม้แต่การฆ่าตัวตาย ยักษ์อินเทอร์เน็ตได้ใช้มาตรา 230 แห่งพระราชบัญญัติความสุภาพทางการสื่อสารของสหรัฐฯ เป็นโล่ป้องกันมานาน ซึ่งปลดเปลื้องความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียโพสต์

    ทนายความคดีนี้โต้แย้งว่าบริษัทเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่มีข้อบกพร่อง ด้วยรูปแบบธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของคนและส่งเสริมเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต ผลของการพิจารณาคดีนี้คาดว่าจะสร้างแนวทางสำหรับการแก้ไขคดีฟ้องร้องอื่น ที่โทษโซเชียลมีเดียว่าเป็นเชื้อเพลิงให้กับการระบาดของการบาดเจ็บทางจิตใจและอารมณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/jury-signals-tech-giants-social-media-addiction-damages&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ghJoG1OCab3mopEDs8rHL

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น มั่นใจหากเกิดเหตุเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง จะไม่กระทบบริการอินเทอร์เน็ตลูกค้าทรู

    ทรู คอร์ปอเรชั่น มั่นใจหากเกิดเหตุเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง จะไม่กระทบบริการอินเทอร์เน็ตลูกค้าทรู

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 05.25 น.

    ทรู คอร์ปอเรชั่น มั่นใจหากเกิดเหตุเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง จะไม่กระทบบริการอินเทอร์เน็ตลูกค้าทรู

    ย้ำความพร้อมโครงข่ายมั่นใจรองรับทุกสถานการณ์ด้วยเส้นทางสำรองและพันธมิตรระดับโลก

    ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าและประชาชนว่า บริการอินเทอร์เน็ตมีความพร้อมให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง แม้หากมีสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อระบบเคเบิลใต้น้ำ ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการเชื่อมต่อต่างประเทศของลูกค้าทรูในประเทศไทย ด้วยความพร้อมของโครงข่ายที่ออกแบบให้มีความยืดหยุ่น มีเส้นทางสำรองหลายเส้นทาง เชื่อมต่อกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก และมีการบริหารจัดการรวมถึงเฝ้าติดตามโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทีมงานของทรูได้ติดตามสถานการณ์เคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมบริหารจัดการโครงข่ายรวมทั้งตั้ง Warroom ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับโครงข่ายการให้บริการอินเทอร์เน็ตของของทรูนั้นมีการกระจายเส้นทางการเชื่อมต่อในหลายระดับ ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว มีเส้นทางสำรองรองรับ และสามารถบริหารจัดการเส้นทางการรับส่งข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ขณะเดียวกัน เรายังเชื่อมต่อกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก ซึ่งได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบและศักยภาพที่จะรองรับการใช้งาน ทั้งในด้านแบนด์วิดท์และเส้นทางการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ด้วยความพร้อมในทุกมิติลูกค้าจึงสามารถมั่นใจได้ว่าจะยังคงใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีคุณภาพต่อเนื่อง”

    ทั้งนี้ ทรูมีความพร้อมของโครงข่ายการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่พร้อมสร้างความมั่นใจในการใช้บริการได้ ดังนี้

    • โครงข่ายเคเบิลอิสระจากพื้นที่เสี่ยง
    โครงข่ายการเชื่อมต่อระหว่างประเทศของทรู รองรับด้วยระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 (Southeast Asia–Japan Cable 2) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยมีเส้นทางที่แยกออกจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และยังคงให้บริการได้ตามปกติอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับผลกระทบ

    • โครงข่ายมีเส้นทางสำรองหลากหลาย (Extensive Network Redundancy)

    ทรูบริหารจัดการโครงข่ายให้มีความยืดหยุ่นและมีความหลากหลายของเส้นทางสำรอง โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก ทั้งด้านการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย (transit) และการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างผู้ให้บริการ (peering) ในศูนย์อินเทอร์เน็ตหลัก เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งช่วยรองรับเส้นทางการรับส่งข้อมูลที่หลากหลายระหว่างภูมิภาคทั้งเอเชีย ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก และสามารถปรับเส้นทางการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้โดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด

    • พันธมิตรระดับโลกที่แข็งแกร่ง พร้อมศักยภาพรองรับการใช้งานได้อย่างเพียงพอ

    บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของทรูเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างพันธมิตรผู้ให้บริการ (peering) มากกว่า 30 ราย และเชื่อมต่อพันธมิตรระหว่างเครือข่าย (transit) อีก 9 ราย ซึ่งล้วนเป็นผู้ให้บริการระดับ Tier 1 ที่มีโครงข่ายครอบคลุมกว้างขวางทั่วโลก ช่วยให้สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับการยืนยันจากเหล่าพันธมิตรระดับโลกของเราถึงศักยภาพด้านแบนด์วิดท์ที่เพียงพอ พร้อมโครงข่ายที่มีเส้นทางเชื่อมต่อหลากหลาย ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้เกิดเหตุความเสียหายของเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็จะไม่กระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของบริการ

    • ยืนยันศักยภาพโครงข่ายจากเหตุการณ์จริงในอดีต

    จากเหตุการณ์ในเดือนกันยายน 2568 ที่ระบบเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ SMW4, IMEWE (India–Middle East–Western Europe), FALCON และ EIG (Europe India Gateway) เกิดการขัดข้องในวงกว้าง แม้เหตุการณ์จะมีผลกระทบในระดับภูมิภาค แต่บริการของทรูสามารถให้บริการได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยืนยันให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพของการออกแบบโครงข่ายและระบบเส้นทางสำรองที่รองรับได้อย่างมีประสิทธิผล

    • การเชื่อมต่อไปยังพื้นที่เสี่ยงยุโรปและตะวันออกกลางมีปริมาณไม่มาก

    ปัจจุบัน ปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของทรูที่เชื่อมต่อไปยุโรปและตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 5% จึงทำให้ทั้งโอกาสที่จะเกิดผลกระทบยิ่งอยู่ในขอบเขตที่จำกัด

    • ทีมงานเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

    ทีมเน็ตเวิร์กเฝ้าติดตามสถานการณ์และประสิทธิภาพโครงข่ายทั่วโลกอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาเสถียรภาพและคุณภาพของบริการ พร้อมตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุฉุกเฉิน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ด้วยโครงข่ายที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานบริการได้อย่างต่อเนื่องและมั่นใจในทุกสถานการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/470000&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yIReJ4IE5iSJP32a38wxr

  • ฐานทัพ สุขสำราญ คว้ารองแชมป์ชายคู่ เทนนิสไอทีเอฟ เอ็ม15 หม่าอันซาน

    ฐานทัพ สุขสำราญ คว้ารองแชมป์ชายคู่ เทนนิสไอทีเอฟ เอ็ม15 หม่าอันซาน

    ฐานทัพ สุขสำราญ นักเทนนิสไทย จับคู่ไมเคิล จู้ พ่ายมือวาง 1 คว้ารองแชมป์ชายคู่ศึกไอทีเอฟ เอ็ม15 หม่าอันซาน ที่ประเทศจีน รับคะแนนสะสมอันดับโลกเพิ่ม 8 คะแนน

    ฐานทัพ สุขสำราญ นักเทนนิสหนุ่มไทย ปิดฉากการแข่งขันด้วยตำแหน่งรองแชมป์ประเภทชายคู่ ในศึกเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ “เอ็ม15 หม่าอันซาน” (M15 Ma’anshan) ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 485,700 บาท ที่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569

    ในรอบชิงชนะเลิศ ฐานทัพ สุขสำราญ มือคู่ 550 ของโลก จับคู่กับ ไมเคิล จู้ มือคู่ 829 ของโลกจากสหรัฐอเมริกา ลงสนามพบกับคู่มือวางอันดับ 1 ของรายการอย่าง เชส เฟอร์กูสัน (มือคู่ 658 ของโลกจากออสเตรเลีย) และ เซียะ เฉิง เผิง (มือคู่ 370 ของโลกจากไต้หวัน)

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า คู่ของ ฐานทัพ และ ไมเคิล จู้ พยายามสู้อย่างเต็มที่แต่ต้านความแข็งแกร่งของคู่มือวาง 1 ไม่ไหว พ่ายไป 0-2 เซต ด้วยสกอร์ 1-6 และ 4-6 ส่งผลให้คว้ารองแชมป์มาครอง โดยได้รับคะแนนสะสมอันดับโลกคนละ 8 คะแนน และรับเงินรางวัลส่วนแบ่งร่วมกันจำนวน 540 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17,485 บาท

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/101373/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36LEX3yGtByH-jHusw8hR7