Category: ไอที

  • ‘สมชัย’ ควง 2 ผู้เชี่ยวชาญไอทียื่นหลักฐานใหม่! คดีบาร์โค้ด

    ‘สมชัย’ ควง 2 ผู้เชี่ยวชาญไอทียื่นหลักฐานใหม่! คดีบาร์โค้ด

    อดีต กกต. ‘สมชัย’ พร้อม 2ผู้เชี่ยวชาญไอที ยื่นหลักฐานข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในคดีบาร์โค้ด

    09 เม.ย.2569 – ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain ร่วมกันแถลงว่า วันนี้ ได้เดินทางมายื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี และแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบว่า มีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ที่อาจจะทำให้ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ ตามรัฐธรรมนูญ

    นายสมชัย กล่าวว่า วันนี้ ที่มายื่นเรื่องถึง กกต. เพราะ ตกใจกับกรณีข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงรายใดเลือกใคร ที่ผ่านมา กกต.ชี้แจงมาตลอดว่า ข้อมูลทั้งสามอย่าง ได้แก่ บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แยกกันอยู่คนละที่ แยกเก็บไว้อย่างดียิ่ง ไม่มีทางรั่วไหลออกมาได้ แต่วันนี้ เวลานี้ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไป ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ

    ด้านนายธนารัตน์ กล่าวว่า กรณีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.2569 เพียงแต่ตอนนั้น เรายังไม่มีหลักฐานยืนยันการโจมตีระบบ จนะกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราตรวจสอบพบการเจาะระบบกรมการปกครองนำข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 52.9ล้านรายชื่อนำมาขายพร้อมโค้ดเจาะระบบทะเบียนผู้สิทธิเลือกตั้ง ในตลาดมืด ในราคา 200บาท เราได้หลักฐานอย่างแน่นหนา จึงได้นำมายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

    “ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติ คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่วันนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนเอาไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14ก.พ.2569 ” นายธนารัตน์ ระบุ

    นายธรรม์ธีร์ กล่าวยืนยันว่า จากหารตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รั่วไหลดังกล่าว ได้ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งจบการเลือกตั้ง 2569 เมื่อมานำมารวมกับข้อมูลคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่สื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายเก็บไว้ นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการรั่วไหลของกระดาษจดลำดับเลขผู้สิทธิเลือกตั้งตามทะเบียนราษฎร์ ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจดให้กับผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้สะดวกในการรับบัตรเลิอกตั้ง ซึ่งกระดาษใบนี้ เปรียบเหมือนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถ้ามีใครนำตัวเลขบนกระดาษใบนี้มาจับคู่กับคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่รั่วไหลมาขายในตลาดมืด ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนดังกล่าวลงคะแนนเลือกใคร

    “ตามระเบียบ กกต. พบว่า กระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ดังกล่าวจัดอยู่ในหมวดวัสดุอื่นๆ ทั่วไป เหมือนพวกปากกา สก็อตเทป เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมองข้าม ซึ่งไม่มีการจัดเก็บเป็นดี ดังนั้นหาก ใครมีนำกระดาษจดลำดับเลขนี้ออกมา จึงเกิดคำถามในหัวดังดังว่า ถ้ามีมิจฉาชีพเก็บมาใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดความเสียหายกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านคน จึงนำเรื่องนี้มาแจ้งให้ กกต. กลับไปตรวจสอบกระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ที่กล่าวมา อยู่ที่ไหนแล้ว อยู่ครบหรือไม่ ก่อนที่เลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป” นายธรรม์ธีร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/977707/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31N40ssTy57I0Q2y93aSmz

  • แฉแผนแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ สวมรอยพนักงานไอที แทรกซึมบริษัท Tech ทั่วโลก

    แฉแผนแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ สวมรอยพนักงานไอที แทรกซึมบริษัท Tech ทั่วโลก

    วงการเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหม่ หลังมีการตรวจพบการแพร่ระบาดของเครือข่ายแฮกเกอร์และแรงงานไอทีจากเกาหลีเหนือที่ใช้วิธีการสวมรอยตัวตนเพื่อแทรกซึมเข้าสู่บริษัทชั้นนำและโปรเจกต์ซอฟต์แวร์ระดับโลก สร้างความเสียหายต่อระบบรักษาความปลอดภัยและระบบการเงินอย่างมหาศาล

    รายงานล่าสุดระบุถึงความตึงเครียดในกระบวนการสรรหาบุคลากรของบริษัท Tech ในโลกตะวันตก ซึ่งปัจจุบันต้องยกระดับความเข้มงวดถึงขั้นสูงสุด

    คลิปวิดีโอการสัมภาษณ์งานทางไกลที่กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ได้เผยให้เห็นวินาทีชีวิต เมื่อผู้สัมภาษณ์ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ The Political Litmus Test โดยการบีบให้ผู้สมัครงานสบถถ้อยคำดูหมิ่นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้สมัครไม่ได้แฝงตัวมาจากรัฐเผด็จการ 

    ผลปรากฏว่าผู้สมัครที่มีพิรุธแสดงอาการประหม่าอย่างรุนแรงและยุติการสัมภาษณ์ทันที สะท้อนให้เห็นว่ามีแรงงานทาสไซเบอร์จำนวนมากกำลังแฝงตัวอยู่ในตลาดแรงงานไอทีปัจจุบัน

    ย้อนรอยความเสียหาย กรณีศึกษาการไฮแจ็ก Axios

    กรณีการจารกรรมล่าสุดที่สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่านักพัฒนา คือการเข้าควบคุมโปรเจกต์ Axios ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ Open Source พื้นฐานที่สำคัญของอินเทอร์เน็ต โดยแฮกเกอร์ไม่ได้ใช้ช่องโหว่ทางเทคนิคในตอนแรก แต่เริ่มจากการสร้างตัวตนปลอมเป็นบริษัทไอทีที่ดูน่าเชื่อถือ

    Jason Saayman ผู้ดูแลโปรเจกต์ Axios เปิดเผยว่า เขาถูกแฮกเกอร์ที่สวมรอยเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพเข้ามาตีสนิทและสร้างปฏิสัมพันธ์นานกว่า 2 สัปดาห์ ผ่านพื้นที่ทำงานจำลองใน Slack จนเกิดความไว้วางใจ ก่อนจะถูกล่อลวงให้ดาวน์โหลดมัลแวร์ระหว่างการประชุมออนไลน์ แผนการที่แยบยลนี้ส่งผลให้แฮกเกอร์สามารถยึดสิทธิ์การควบคุมระบบ และฝังรหัสอันตรายลงในซอฟต์แวร์ที่มีผู้ใช้งานนับล้านเครื่องทั่วโลกได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

    ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยวิเคราะห์ว่า นี่คือยุคแห่งการ Social Hacking ที่น่ากลัวที่สุด เพราะแฮกเกอร์ไม่ได้โจมตีที่ Firewall ของคอมพิวเตอร์ แต่โจมตีที่ความเชื่อใจของมนุษย์

    ในปี 2025 เพียงปีเดียว เกาหลีเหนือถูกระบุว่าสามารถจารกรรมคริปโทเคอร์เรนซีไปได้สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านปฏิบัติการในลักษณะนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ทำผ่านกองทัพแฮกเกอร์ที่ทำงานอยู่ใต้ดินในต่างประเทศ 

    ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนมาตรการรับคนเข้าทำงานและการรักษาความปลอดภัยสู่ระบบ Zero Trust หรือการไม่ให้ความไว้วางใจใครในทันที แม้จะมีโปรไฟล์ที่ดูดีเพียงใดก็ตาม

    อ้างอิง: techcrunch, techcrunch

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/north-korea-it-imposter-axios-hack-cybersecurity&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JN1PA1LNVpaJygPb7BkXm

  • โบรกคาด ‘กำไรบจ.’ เติบโต 5% ไตรมาส 1/69 อานิสงส์แรงหนุน ‘พลังงาน-อิเล็กฯ-ไอที’  

    โบรกคาด ‘กำไรบจ.’ เติบโต 5% ไตรมาส 1/69 อานิสงส์แรงหนุน ‘พลังงาน-อิเล็กฯ-ไอที’  

    “กำไรบจ.” เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาสแรกปี 69 “บล.บัวหลวง” ชี้ไตรมาส 1/69 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแรงหนุนหลัก “กลุ่มพลังงาน” ตามทิศทางราคาน้ำมันพุ่ง “บล.ทิสโก้” มองอานิสงส์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้มีโอกาสบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ยกกลุ่ม “พลังงาน-โรงกลั่น” เชื่อหนุนภาพรวมตลาดดีกว่าคาด

    โบรกคาด ‘กำไรบจ.’ เติบโต 5% ไตรมาส 1/69 อานิสงส์แรงหนุน ‘พลังงาน-อิเล็กฯ-ไอที’  

    นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่า กำไรสุทธิรวมยังมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดจะลดลงประมาณ 4% YoY แต่เพิ่มขึ้นราว 5% QoQ สะท้อนการทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่นในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้าน Data Center และ AI ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะ DELTA ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT เช่น TRUE และ ADVANC ยังคงมีการเติบโตจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ด้านกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่น ได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว อย่าง CENTEL และ MINT มีแนวโน้มฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้านำโดย GULF ยังคงมีความแข็งแกร่งของรายได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับ แนวโน้มในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเริ่มคลี่คลายและผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับสูงจากข้อจำกัดด้านอุปทานที่ยังมีอยู่ ส่งผลให้กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังมีโอกาสสร้างกำไรได้ดีต่อเนื่อง แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาแล้วในระดับหนึ่ง

    ขณะเดียวกัน ตลาดมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับนโยบายภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะประกาศในช่วงวันที่ 9-10 เมษายน ทั้งการลดค่าครองชีพ การแจกเงิน และการเร่งอนุมัติการลงทุนผ่าน BOI Fast Pass

    ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เน้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและนโยบายรัฐ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และสื่อสาร ซึ่งเหมาะสำหรับการจัดเป็นพอร์ตหลักจากแรงหนุนของเงินลงทุนจากต่างชาติ นอกจากนี้หุ้นที่มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนและรักษาอัตรากำไรได้ดี เช่น CPALL และ CPN รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวอย่าง MINT ที่เข้าสู่ช่วงไซซีซั่นในยุโรป

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาส 1 ปี 2569 มีทิศทางอ่อนตัวลงเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยคาดภาพรวมกำไรตลาดจะลดลงในระดับตัวเลขหลักเดียวแม้จะยังไม่รุนแรงเกิน 10% ขณะที่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามีโอกาสทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย

    ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารถือเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มสะท้อนภาพกำไรที่อ่อนตัว โดยเบื้องต้นพบว่า กำไรลดลงมากกว่า 10% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อภาพรวมตลาด เมื่อพิจารณาทั้งตลาด คาดว่าการปรับตัวลดลงจะอยู่ในระดับจำกัด ไม่ได้รุนแรงเท่ากลุ่มธนาคารในส่วนของกลุ่มพลังงาน เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทในกลุ่มจะได้รับอานิสงส์จากกำไรสต็อกน้ำมันทันทีเมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น

    สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2 ปี 2569 มองว่า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากจะเริ่มเห็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศผ่านราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น

    โดยประเมินหากสถานการณ์คลี่คลายได้ภายในเดือนเม.ย. และยังไม่มีผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระดับจำกัดราว 0.2%-0.3% ซึ่งอาจทำให้ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.8% เหลือประมาณ 1.5-1.6% หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปเกินไตรมาส 2 ปี 2569 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น และจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งหลังปีนี้

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กลาวว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีทิศทางเติบโตในเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มพลังงานที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

    โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตของกำไรมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรงต่อบริษัทในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นที่ได้รับอานิสงส์ทั้งจากกำไรสต็อกน้ำมัน และค่าการกลั่น ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ ประเมินปัจจัยจากกลุ่มพลังงานเพียงกลุ่มเดียว อาจมีส่วนช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมเพิ่มขึ้นในระดับหลายหมื่นล้านบาทซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ภาพรวมตลาดในไตรมาสแรกออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาด

    แม้ในปัจจุบันหลายกลุ่มอุตสาหกรรมยังไม่มีตัวเลขคาดการณ์ที่ครบถ้วน ซึ่งมีเพียงกลุ่มธนาคารออกมาเพียงกลุ่มเดียว แต่ด้วยแรงหนุนจากภาคพลังงานที่มีน้ำหนักสูงในตลาด ทำให้ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยคาดว่า มีโอกาสออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1228878&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00HCVd0GgzOfOmRSu0FeJr

  • 5 พาวเวอร์แบงค์แม่เหล็ก แปะปุ๊ปชาร์จเลย ที่สุดของปี 2026

    5 พาวเวอร์แบงค์แม่เหล็ก แปะปุ๊ปชาร์จเลย ที่สุดของปี 2026

    ทุกวันนี้เทคโนโลยีการชาร์จไร้สายไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่า “ชาร์จได้” อีกต่อไป แต่ต้อง “ชาร์จเร็วและเครื่องไม่ร้อน” ด้วย มาตรฐานใหม่อย่าง Qi2.2 กลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้พาวเวอร์แบงค์แม่เหล็กทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเทียบเท่าการเสียบสาย วันนี้ผมรวบรวมตัวเด็ดจากรายงานล่าสุดที่ทั้งบาง เบา และสเปกโหดมาฝากกัน

    baseus-picogo-am41

    1. Baseus PicoGo AM61

    ปัญหาใหญ่ของพาวเวอร์แบงค์แม่เหล็กคือ “ความร้อน” แต่ Baseus รุ่นนี้แก้เกมด้วยการออกแบบอัจฉริยะที่รักษาอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม

    • จุดเด่น: เป็นพาวเวอร์แบงค์ที่เน้นความฉลาดของระบบระบายความร้อนแบบ Passive ทำให้ตัวเครื่องไม่ร้อนมือขณะใช้งาน แม้จะชาร์จที่ความเร็วสูงสุด 25W ก็ตาม
    • สเปก: ความจุ 10,000mAh พร้อมพอร์ต USB-C ที่จ่ายไฟแบบเสียบสายได้แรงถึง 45W
    • ราคาโดยประมาณ: 3,650 บาท

    anker-maggo-power-bank-1536x9

    2. EcoFlow RAPID Mag

    แบรนด์ที่โด่งดังเรื่อง Power Station กระโดดลงมาเล่นตลาดพาวเวอร์แบงค์พกพาและทำได้น่าประทับใจ

    • จุดเด่น: ให้ประสิทธิภาพพลังงานสูงสุดในกลุ่ม สามารถชาร์จ iPhone ให้เต็มได้เกือบ 2 รอบ (190% Capacity) พร้อมพัดลมระบายความร้อนในตัวและขาตั้งโลหะ
    • สเปก: รองรับ Qi2.2 ชาร์จเร็วทันใจและมีหน้าจอแสดงสถานะแบตเตอรี่ที่แม่นยำ
    • ราคาโดยประมาณ: 3,300 บาท

    anker-nano-power-bank-1-1536x 

    3. Anker MagGo Ultra-Slim (10K)

    ถ้าคุณชอบพาวเวอร์แบงค์ที่แปะแล้วยังใส่กางเกงยีนส์ได้แบบไม่ตุง Anker รุ่นนี้คือคำตอบ

    • จุดเด่น: ใช้เทคโนโลยีฉนวนความร้อน Aerogel แบบเดียวกับที่ใช้ในชุดอวกาศ ช่วยให้เครื่องบางเฉียบแต่ยังจัดการความร้อนได้ดีเยี่ยม
    • สเปก: มาตรฐาน Qi2 ชาร์จไร้สาย 15W และมีความจุสะใจถึง 10,000mAh ในขนาดที่แทบไม่ต่างจากรุ่น 5,000mAh สมัยก่อน
    • ราคาโดยประมาณ: 3,650 บาท

    belkin-boostcharge-pro

    4. Belkin UltraCharge Pro 10K

    Belkin ยังคงเน้นงานประกอบเนี๊ยบและความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่าคู่แข่ง

    • จุดเด่น: มีวงแหวนแม่เหล็กด้านหลังเพิ่มมาให้อีกหนึ่งวง ทำให้เราสามารถ “แปะซ้อน” อุปกรณ์อื่นอย่าง Wallet หรือ Grip ได้แม้ขณะชาร์จอยู่
    • สเปก: รองรับ Qi2.2 จ่ายไฟไร้สาย 25W และมีพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จอุปกรณ์ที่สองได้พร้อมกัน
    • ราคาโดยประมาณ: 3,650 บาท

     baseus-picogo-am52

    5. Baseus Card Magnetic Air

    นี่คือพาวเวอร์แบงค์ที่บางจนน่าเหลือเชื่อ เหมือนพกบัตรเครดิตหนา ๆ แปะไว้หลังเครื่องเท่านั้น

    • จุดเด่น: ใช้แบตเตอรี่แบบไฮบริด (Solid-liquid) ที่ปลอดภัยสูงและทนต่อแรงกระแทกได้ถึง 2 ตัน แถมยังจ่ายไฟแรงพอจะชาร์จ MacBook Air ได้ด้วย (ผ่านสาย USB-C 60W)
    • สเปก: ความจุ 5,000mAh เน้นพกพาสะดวก น้ำหนักเบาหวิว
    • ราคาโดยประมาณ: 1,600 บาท

    6. Xiaomi UltraThin Magnetic Power Bank

    สำหรับสายมินิมอลที่เน้นความคล่องตัว Xiaomi จัดรุ่นนี้มาให้แบบช็อกวงการ เพราะมันบางเพียง 6 มิลลิเมตรเท่านั้น!

    • เบาหวิวเหมือนนุ่น: น้ำหนักเพียง 98 กรัม และบางแค่ 6 มม. ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ได้แบบไม่ตุง ไม่รบกวนการจับถือตอนแปะหลังเครื่อง
    • เทคโนโลยีล้ำ: ใช้แบตเตอรี่แบบ Silicon-Carbon ที่ให้ความจุสูงในขนาดที่เล็กลง แม้จะมีความจุแค่ 5,000mAh แต่ก็เพียงพอสำหรับการเติมพลังระหว่างวัน
    • สเปกการชาร์จ: ชาร์จไร้สาย 15W และชาร์จแบบเสียบสาย 22.5W ถือว่ามาตรฐานดีเยี่ยมในร่างที่บางขนาดนี้ครับ
    • ราคาโดยประมาณ: 2,490 บาท

    ต้องบอกก่อนว่าบางรุ่นอาจจะยังไม่มีขายในประเทศไทยคงต้องค่อยๆทเลือกกันไปนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1623486/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T2O674sc0B03yNyrVZH8E

  • 5 มือถือใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวเดือน เมษายน 2026 รุ่นไหนคุ้ม รุ่นไหนแรง

    5 มือถือใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวเดือน เมษายน 2026 รุ่นไหนคุ้ม รุ่นไหนแรง

    เข้าเดือนเมษายน 2026 แล้วในเดือนนี้ถือว่าวันหยุด หลายคนสอบถามมาว่ามือถือใหม่ที่เรียกว่าสเปกจัดเต็ม และเปิดตัวในเดือนเมษายน จะมีรุ่นไหนบ้าง

    วันนี้ Sanook Hitech รวบรวมให้คุณได้ดูกันแล้ว พร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย

    รวมมือถือที่คาดว่าจะเปิดตัวเดือน เมษายน 2026

     oppo-find-x9-ultra-leak_batch

    1. OPPO Find X9 Ultra

    รุ่นท็อปที่หลายคนรอคอย เตรียมบุกตลาดโลกแบบจริงจัง จุดเด่นคือสเปกระดับเรือธงและกล้องที่พัฒนาแบบจริงจัง

    • ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5
    • แบตเตอรี่ 7,050mAh ใช้งานข้ามวันสบาย
    • ชาร์จไว 100W + ไร้สาย 50W
    • กล้องซูม 10x จับภาพไกลเหมาะกับสายทริป

    image_1774367042888 

    2. OnePlus Nord 6 

    รุ่นนี้เน้นประสบการณ์ใช้งานลื่นไหล เหมาะกับสายเกมหรือคนที่ใช้มือถือหนักตลอดวัน

    • หน้าจอ AMOLED 165Hz ลื่นมาก
    • แบตเตอรี่อาจสูงถึง 9,000mAh (ตามข่าวลือ)
    • ชาร์จไว 80W

    หมายเหตุ : OnePlus ไม่ทำตลาดในประเทศไทยแล้ว

     screenshot-2026-03-27-003225

    3. realme 16 

    รุ่นนี้มาแนวสนุก เน้นการใช้งานโซเชียลและถ่ายภาพ

    • ดีไซน์ Selfie Mirror ถ่ายรูปง่ายขึ้น
    • แบตเตอรี่ 7,000mAh ใช้ได้ทั้งวัน
    • ชาร์จไว 60W

    สำหรับ realme 16 ปกติวางจำหน่ายแล้วในรประเทศไทย ที่ 11,999 บาท

     image002

    4. vivo V70 FE 

    รุ่นกลางที่เน้นความสมดุล ใช้ได้ทั้งงานทั่วไปและความบันเทิง เหมาะกับคนที่อยากได้เครื่องครบ ๆ ในราคาจับต้องได้ โดยในไทยเริ่มต้น 12,999 บาท

    vivo-t4-pro-2048x614 

    5. vivo T5 Pro

    มือถือกลุ่มราคากลางที่เตรียมอัปเกรดทั้งชิปและหน้าจอ เหมาะกับคนที่อยากได้เครื่องแรงในงบไม่เกินหมื่นกลาง ซึ่งอาจจะไม่วางจำหน่าย 

    เพื่อนๆ เห็นแบบนี้แล้วรุ่นไหนที่โดนใจอีก บ้างมาแชร์กันเหน่อยครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1623518/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pu8uXhID5RxWOZ2I2yews

  • กกต. เชิญ “ไชยันต์” เป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมผู้เชี่ยวชาญไอทีอีก 1 คน

    กกต. เชิญ “ไชยันต์” เป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมผู้เชี่ยวชาญไอทีอีก 1 คน

    วันนี้ (8 เม.ย.2569) ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญตนเป็น 1 ในพยาน เพื่อร่วมให้การในคดีเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การที่กกต.จัดการเลือกตั้ง โดยให้มีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักการโดยตรงและลับหรือไม่

    ทั้งนี้ นอกจาก ศ.ไชยันต์ ที่จะเป็นพยานในรายชื่อของ กกต. แล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรคอมพิวเตอร์เป็นพยานอีกคนหนึ่งด้วย

    ด้าน ศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า ต้องฟังความทั้ง 2 ฝ่าย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายประกอบด้วย ผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ถูกร้องคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอขยายเวลายื่นหลักฐาน ซึ่งศาลอนุญาตให้ขยายเวลาไปแล้ว 15 วัน

    ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะตุลาการและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน อย่างไรก็ตามต้องขอดูเหตุผลของการขอขยายเวลาด้วย ซึ่งขณะนี้ยังเป็นไปตามกระบวนการ

    ศ.นครินทร์ กล่าวว่า หลังจากคู่ความทั้ง 2 ยื่นหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมขององค์คณะตุลาการ เพื่ออภิปรายว่าพยานของทั้ง 2 ฝ่ายมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือต้องให้พยานที่เสนอชื่อมาได้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ เพราะบางประเด็นอาจต้องให้พยานชี้แจงเอง ขณะที่บางประเด็นที่ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังมีความไม่ชัดเจนก็อาจต้องเรียกมาไต่สวน

    สำหรับกรณีที่มีการคาดเดาผลการลงมติว่าอาจจะเป็น 5:4 หรืออาจค้านสายตาประชาชน ที่ไม่เชื่อมั่นในบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ศ.นครินทร์ กล่าวว่า ทุกคนมีอิสระ คืออิสระของตุลาการแต่ละคน และอิสระขององค์คณะ เราที่ยืนอยู่ 5 คนนี้ก็ถือว่ามีอิสระด้วยกันทั้งหมด

    ส่วนจะใช้บรรทัดฐานของการพิจารณาคดีเลือกตั้งเป็นโมฆะในอดีต เนื่องจากการหันคูหาผิดด้านหรือไม่นั้น ศ.นครินทร์ กล่าวว่า ถือเป็นคนละกรณีกัน พร้อมยอมรับว่าอาจต้องเอาเรื่องเก่ากลับมาดูด้วย แต่เป็นคนละกรณีกัน

    ขณะที่นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงอาจจะเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปด้วย

    ศ.นครินทร์ ย้ำว่า ไม่มีอะไรกังวลเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และยังอยู่ในกรอบของเวลา เพราะคดีที่เคยใช้เวลาพิจารณาคดีนานที่สุดคือ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินกว่านี้

    ส่วนข้อสงสัยว่า ความเป็นลับของการเลือกตั้ง ที่มีความลับเฉพาะหน้า และลับแบบสืบค้น แตกต่างกันอย่างไรนั้น ศ.นครินทร์ กล่าวว่า ขอนำไปพูดคุยกันภายในองค์คณะ และขอดูหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่ายด้วย ความจริงทั้ง 2 ฝ่าย ก็ควรจะยื่นมาทั้งพยานและหลักฐาน รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานด้วย แล้วจึงจะสามารถนำมาอภิปรายร่วมกันอีกครั้ง

    รัฐบาลก็ดำเนินการต่อไปได้ เพราะเป็นคนละเขตอำนาจกัน องค์กรตุลาการมีหน้าที่วินิจฉัยคดีความหรือข้อขัดแย้ง ข้อพิพาท ส่วนองค์กรบริหาร ก็ต้องทำงานไปเป็นปกติอยู่แล้ว เหมือนกับฝ่ายบริหารของทุกประเทศ ที่ทำงานตามปกติเป็นรายวันอยู่แล้ว แต่ศาลไม่ใช่องค์กรที่ทำงานรายวัน เราทำงานเรื่องคดี

    อ่านข่าว :

    ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน แจงคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

    “ศาลรัฐธรรมนูญ” ไม่สั่งมาตรการชั่วคราว ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ชี้ยังไร้เหตุเสียหาย

    ศาลสั่ง ปชน.แก้คำฟ้อง กกต.ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง 24 มิ.ย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504420&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rhla3ZaCiqoM1sQlgi7Py

  • ไชยันต์ ไชยพร เป็น 1 ในพยานของ กกต. คดี บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

    ไชยันต์ ไชยพร เป็น 1 ในพยานของ กกต. คดี บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

    ศาสตราจารย์ ดร. ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้รับเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็น 1 ในพยาน ในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยว่า กกต. ในฐานะผู้ถูกร้อง ได้จัดให้มีการเลือกตั้งโดยมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับหรือไม่

    ศ. ดร. ไชยันต์เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวระหว่างร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีสัมมนาทางวิชาการเนื่องในวาระ 28 ปีของศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะที่ผู้ดำเนินรายการสอบถามความเห็นเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้ ศ. ดร. ไชยันต์ออกตัวว่า ไม่สามารถตอบอะไรได้มาก เนื่องจาก กกต. เชิญให้ตนเองเป็นพยานในคดีดังกล่าว

    ความคืบหน้าล่าสุดของคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้อนุญาตให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องขยายเวลาการยื่นหลักฐานและพยานออกไป 15 วัน

    ทั้งนี้ นอกจาก ศ. ดร. ไชยันต์แล้ว กกต. ยังได้เทียบเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวะคอมพิวเตอร์เพื่อร่วมเป็นพยานอีกรายหนึ่งด้วย

    สำหรับ ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร เคยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกรณีที่เขาได้ฉีกบัตรเลือกตั้งต่อหน้าสื่อมวลชน ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้นไม่มีความชอบธรรม

    ต่อมาเขาถูกฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดพระโขนงในฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่ในที่สุดศาลได้ยกฟ้อง โดยได้อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีความเที่ยงธรรม การกระทำของไชยันต์จึงไม่ใช่การทำลายบัตรเลือกตั้ง อีกทั้งไม่ใช่การกระทำที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายแก่ผู้อื่น

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาลงโทษ โดยเห็นว่าการกระทำเป็นความผิดสำเร็จขณะที่ฉีกบัตรเลือกตั้ง ตามมาตรา 358 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันดังกล่าว และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หามีผลต่อการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใดไม่ 

    ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยที่ว่าเป็นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 นั้น ศาลเห็นว่าการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีจะต้องเป็นการกระทำที่มิได้ล่วงละเมิดบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ว่ากาความผิด

    ศาลฎีกาจึงได้พิพากษาโทษยืนตามศาลอุทธรณ์ คือเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 

    แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน อีกทั้งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถโดยรับราชการอยู่ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 5 ปี

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/chaiyan-chaiyaporn-ect-witness/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-A7HR1Dzid0jEn4CsSyxu

  • TED Fund ปลุกพลังสตาร์ทอัพไทย! ‘IGNITE Forum 2026’ เวทีแจ้งเกิดนวัตกรรมรุ่นใหม่ 

    TED Fund ปลุกพลังสตาร์ทอัพไทย! ‘IGNITE Forum 2026’ เวทีแจ้งเกิดนวัตกรรมรุ่นใหม่ 

    วันอังคาร ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2569, 04.51 น.

    TED Fund ปลุกพลังสตาร์ทอัพไทย! ‘IGNITE Forum 2026’ เวทีแจ้งเกิดนวัตกรรมรุ่นใหม่ 

    ดันไอเดียสู่ธุรกิจจริงระดับประเทศ”

    กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยอย่างต่อเนื่อง จัดงาน “TED Youth Startup – IGNITE Forum 2026 : National Final” รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เวทีใหญ่แห่งปี เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมจากเยาวชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ นำเสนอผลงานนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจจริง โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย น.สพ.ดร. สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้จัดการกองทุนฯ และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  กล่าวว่า การพัฒนา Startup ไม่ใช่เพียงการมีไอเดียที่ดี แต่ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความอดทน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือน “การวิ่งมาราธอน” ที่ต้องใช้ทั้งแรงใจและวินัยเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย พร้อมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันทุกทีม และเน้นย้ำให้นำคำแนะนำจากคณะกรรมการและประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด  พร้อมขอบคุณ TED Fund  รวมทั้ง TED Fellow และคณะกรรมการ ทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาและให้การสนับสนุนร่วมมือกันขับเคลื่อนผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน 

    สำหรับปีนี้ มีตัวแทนสตาร์ทอัพจาก 4 ภาคทั่วประเทศ จำนวน 10 ทีม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละทีมล้วนสะท้อนศักยภาพนวัตกรรมไทยที่หลากหลาย ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ

    ภาคใต้

    Natural Hoof Care  ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์ฟีนอลชีวภาพจากกะลาปาล์มน้ำมัน จาก สำนักการจัดการนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย 

    PROPELLET – MRS อาหารเลี้ยงเชื้อโพรไบโอติกจากเปปโตนจิ้งหรีด จากศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    ภาคเหนือ

    KLORA เม็ดฟู่ฟื้นฟูดอกไม้ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

    MENORA ยาพิมเสนน้ำเชิงสุคนธจิตศาสตร์ จากอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฎ อุตรดิตถ์ 

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    Barista Gel เจลโภชนาการเชิงสมรรถนะด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้มสารสำคัญจากสมุนไพรไทย โดยโครงการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    RocketXP แพลตฟอร์มประกาศงานและสะสมแต้มศักยภาพคนทำงาน โดยหน่วยวิจัยนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ภาคกลาง 

    Girafe Icecream ไอศกรีมโพรไบโอติกส์ที่มีชีวิต โดย บริษัท  เทสท์บัด จำกัด  

    Arising Sons: เกมส์เอาตัวรอดและบริหารเมืองจากเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม Advanced State Tree โดย ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   

    SmartSalt นวัตกรรมเกลือโซเดียมเพื่อสุขภาพ โดย บริษัท ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจามจุรี จำกัด 

    Precisionize   แพลตฟอร์ม AI ประเมินความเสี่ยงมะเร็งและ สุขภาพเชิงป้องกันแบบจำเพาะรายบุคคล

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศ  “IGNITE Champion 2026” ตกเป็นของทีม SmartSalt

    นวัตกรรมเกลือโซเดียมเพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ได้อย่างโดดเด่น

    ขณะที่รางวัล “IGNITE Rising Star 2026” รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม PROPELLET – MRS อาหาร

    เลี้ยงเชื้อโพรไบโอติกจากเปปโตนจิ้งหรีด จากศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม KLORA เม็ดฟู่ฟื้นฟูดอกไม้ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่วนรางวัล 

    Best Pitch Award 2026 เป็นของทีม Girafe Icecream ไอศกรีมโพรไบโอติกส์ที่มีชีวิต โดย บริษัท  เทสท์บัด จำกัด ที่นำเสนอผลงานได้อย่างน่าประทับใจ และรางวัล People’s Choice Award 2026 ตกเป็นของทีม MENORA ยาพิมเสนน้ำร่วมสมัยเชิงสุคนธจิตศาสตร์ โดย อุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฎ อุตรดิตถ์ ที่ได้รับคะแนนนิยมจากผู้ชมสูงสุด

    เวที “TED Youth Startup – IGNITE Forum 2026” ไม่เพียงเป็นการแข่งขัน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญใน

    การสร้าง “นักรบเศรษฐกิจใหม่” ที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม ตอกย้ำบทบาทของ TED Fund ในการเป็นมากกว่าผู้ให้ทุน แต่คือ “ผู้จุดประกาย” ที่ผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตสู่ธุรกิจจริงอย่างยั่งยืนในระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/471840&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OevZzGgnYxD4CfuxvwC2U

  • ส่งออกทองคำเฉียด 4 พันล้านดอลล์

    ส่งออกทองคำเฉียด 4 พันล้านดอลล์

    นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที เปิดเผยว่า เดือนก.พ.69 ไทยส่งออกทองคำมูลค่า 1,103.74 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.22% เมื่อเทียบเดือนก.พ.67 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งเป็นการส่งออกไปขายตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่ลดลงเหลือ 10% จากการใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้า แทนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ และกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อต่อเนื่อง 6 เดือนติด ส่งผลให้ยอดส่งออก 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ปี 69 อยู่ที่ 3,861.81 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 83.76% เทียบช่วงเดียวกันของปี 68

    ส่วนส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำเดือน ก.พ.69 อยู่ที่ 1,624.04 ล้านเหรียญฯ ลด 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากเพิ่งบวกเมื่อเดือนม.ค.69 หากรวมทองคำ 2,727.77 ล้านเหรียญฯ ลด 15.59% และรวม 2 เดือน ส่งออกไม่รวมทองคำ 3,432.16 ล้านเหรียญฯ ลด 14.88% รวมทองคำ 7,293.97 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 18.92%

    “แนวโน้มการส่งออกจากนี้ ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เพราะยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ รวมถึงการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอ และทำให้กำลังซื้อคู่ค้าทั่วโลกลดลง อีกทั้งค่าเงินบาทยังคงผันผวน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง ซึ่งทั้งหมดจะกดดันการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับได้”

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2925032&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f1zRdALCwVQ7VGDOoY3QB

  • จีไอที เผย ก.พ.69 ไทยส่งออกทองคำเก็งกำไร 3.5 หมื่นล้าน เพิ่ม 18% | เดลินิวส์

    จีไอที เผย ก.พ.69 ไทยส่งออกทองคำเก็งกำไร 3.5 หมื่นล้าน เพิ่ม 18% | เดลินิวส์

    นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที  เปิดเผยว่า เดือน ก.พ. 69 ไทยส่งออกทองคำมูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.22% เมื่อเทียบเดือน ก.พ. 67 นับเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งเป็นการส่งออกไปขายตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐ ที่ลดลงเหลือ 10% จากการใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้า แทนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ และกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน ส่งผลให้ยอดส่งออก 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ปี 69 อยู่ที่ 3,861.81 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 83.76% เทียบช่วงเดียวกันของปี 68

    ขณะที่การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.พ. 69 มีมูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์ ลดลง 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากเพิ่งบวกเมื่อเดือน ม.ค. 69 หากรวมทองคำ 2,727.77 ล้านดอลลาร์ ลดลง 15.59% และรวม 2 เดือน ส่งออกไม่รวมทองคำ 3,432.16 ล้านดอลลาร์ ลด 14.88% หากรวมทองคำมูลค่า 7,293.97 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 18.92%

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    “แนวโน้มการส่งออกจากนี้ ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เพราะยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ รวมถึงการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอ และทำให้กำลังซื้อคู่ค้าทั่วโลกลดลง อีกทั้งค่าเงินบาทยังคงผันผวน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง ซึ่งทั้งหมดจะกดดันการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5756087/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zw9hl4ZhNfH99Wns24QGa