Category: ไอที

  • ดราม่าข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชน! ยูทูบเบอร์ไอทีชี้ “ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย” เสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ได้ทุกอย่าง

    ดราม่าข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชน! ยูทูบเบอร์ไอทีชี้ “ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย” เสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ได้ทุกอย่าง

    ดราม่าข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชน! ยูทูบเบอร์ไอทีชี้ “ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย” เสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ได้ทุกอย่าง

    จากกรณีที่ พรรคประชาชน แจ้งว่าตรวจพบการเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลบางรายการอาจได้รับผลกระทบ โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ชื่อ–นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล รวมถึงลิงก์ไฟล์เอกสารสำคัญ เช่น URL ของภาพบัตรประชาชน URL ของภาพถ่ายคู่กับบัตรประชาชน และ URL ของเอกสารส่วนบุคคลอื่นที่สมาชิกส่งให้พรรค

    เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลสำคัญที่อาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ

    ล่าสุด นายอาร์ม ธนานนท์ ยูทูบเบอร์สายไอที ได้แสดงความคิดเห็น โดยได้โพสต์ภาพเอกสารชี้แจงของพรรคประชาชน พร้อมระบุใน X ว่า “อหหหหหห งี้ไม่เรียกหลุดเล็กน้อย อันนี้เอาชื่อกุไปทำอะไรก็ได้ละเนี่ย”

    หลังจากนั้น นายอาร์ม ยังได้แชร์แถลงการณ์ของพรรคประชาชน เกี่ยวกับแนวทางการยกระดับความปลอดภัยที่พรรคได้ดำเนินการไปแล้ว และมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยนายอาร์ม ได้ระบุว่า

    “เขียนยาวมาก แต่ไม่ได้ความว่า

    – url ที่หลุดไปใช้เข้าถึงรูปที่เราถ่ายคู่กับบัตรได้มั้ย

    – มีข้อมูลสมาชิกกี่ record

    – มีการเข้าถึงข้อมูลกี่ record

    – แนวทางการเยียวยา

    – PDPA ปรับเท่าไร

    คนในพรรคประชาชนขอรายละเอียดละเอียดด้วยครับ”

    #พรรคประชาชน #ข้อมูลหลุด #DataLeak #PDPA #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ดราม่าการเมือง #ความปลอดภัยข้อมูล #ข้อมูลส่วนบุคคล #แฮกข้อมูล #CyberSecurity #ข่าวออนไลน์ #ข่าวไวรัล #การเมืองไทย #ข่าวการเมืองล่าสุด #ข่าวประเทศไทย #ดราม่าโซเชียล #ข้อมูลสมาชิกพรรค #ความปลอดภัยไซเบอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/134858&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NIWpcf-4CqNgS7L3m-lzt

  • สหรัฐฯ คว่ำบาตร 2 บริษัท 6 บุคคล เอี่ยวเครือข่ายระดมทุนให้เกาหลีเหนือ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ คว่ำบาตร 2 บริษัท 6 บุคคล เอี่ยวเครือข่ายระดมทุนให้เกาหลีเหนือ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัท 2 แห่ง และบุคคล 6 รายในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) หลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่ใช้แรงงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในต่างประเทศเพื่อระดมเงินส่งให้เกาหลีเหนือ

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวดำเนินการภายใต้การกำกับของรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยใช้วิธีหลอกลวงบริษัทในสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบ เพื่อหารายได้ไปสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธของประเทศ ซึ่งในปี 2567 สามารถสร้างรายได้เกือบ 800 ล้านดอลลาร์

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังกล่าวหาว่าแรงงานที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือได้แอบติดตั้งมัลแวร์ในเครือข่ายของบริษัทต่าง ๆ เพื่อขโมยข้อมูลลับทางธุรกิจ

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้แผนการหลอกลวงผ่านเจ้าหน้าที่ไอทีที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศ เพื่อมุ่งเป้าไปยังบริษัทอเมริกัน พร้อมนำข้อมูลอ่อนไหวมาใช้กดดันเรียกเงินจากภาคธุรกิจจำนวนมาก

    เบสเซนต์ย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเดินหน้าปราบปรามกิจกรรมลักษณะดังกล่าวของเกาหลีเหนือต่อไป

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า บุคคลและองค์กรที่ถูกคว่ำบาตรครั้งนี้ทำหน้าที่สนับสนุนเครือข่ายดังกล่าว โดยมีฐานปฏิบัติการในเกาหลีเหนือ เวียดนาม ลาว และสเปน

    สำหรับบริษัทที่ถูกคว่ำบาตร ได้แก่ Amnokgang Technology Development บริษัทด้านไอทีของเกาหลีเหนือ และ Quangvietdnbg International Services ซึ่งตั้งอยู่ในเวียดนาม

    ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ของบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ จะถูกอายัด และห้ามทำธุรกรรมกับบุคคลหรือองค์กรเหล่านี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/576658&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9nTaP1RP4hcjoBhm0RfW

  • 5 มือถือตกรุ่นที่ยังคุ้มที่สุดในงาน Mobile Expo 2026

    5 มือถือตกรุ่นที่ยังคุ้มที่สุดในงาน Mobile Expo 2026

    แม้ในงาน Thailand Mobile Expo 2026 จะมีสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่อย่าง Galaxy S26 และ iPhone 17 เปิดตัว แต่หนึ่งในกลยุทธ์ของนักช้อปสายไอทีคือการมองหา มือถือรุ่นก่อนหน้า ที่ถูกนำมาลดราคาพิเศษภายในงาน

    แต่จะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจวันนี้ Sanook Hitech พาคุณมาดูกับ 5 รุุ่นนี้

    5 มือถือตกรุ่นที่น่าสนใจงาน Thailand Mobile Expo 2026

    apple-iphone-15-1 

    1. iPhone 15 

    แม้ iPhone 17 จะมาพร้อมชิปใหม่ แต่ iPhone 15 ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่อยากได้ iPhone ที่ทันสมัยในราคาที่เข้าถึงง่าย ครื่องตัวโชว์บางบูธลดเหลือประมาณ 12,900 บาท ได้ กล้องหลัก 48MP พร้อม Dynamic Island รองรับพอร์ต USB-C ใช้งานกับอุปกรณ์หลายแพลตฟอร์มได้สะดวก แต่อาจจะเหลือเครื่องใหม่ไม่มากน้ัก

    honor-magic7-pro-1 

    2. Honor Magic 7 Pro 

    สำหรับสายถ่ายภาพ Honor Magic 7 Pro ยังเป็นมือถือที่น่าสนใจ แม้จะไม่ใช่รุ่นล่าสุดแล้วก็ตาม

    • ระบบกล้อง Falcon Camera ที่เด่นเรื่องการจับภาพเคลื่อนไหว
    • หน้าจอถนอมสายตา ที่หลายรุ่นระดับกลางยังทำได้ไม่ดีเท่า
    • ราคาภายในงานลดลงมาอยู่ระดับ หมื่นกลาง

    apple-iphone-16e-1

    3. iPhone 16e 

    iPhone 16e เป็นรุ่นที่เน้นความคุ้มค่าตั้งแต่เปิดตัว และเมื่อกลายเป็นรุ่นก่อนหน้า ราคาก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น ราคาในงานบางบูธอยู่ที่ประมาณ 15,500 บาท แม้จะมีอะไรด้อยแต่ก็ยังรองรับฟีเจอร์ AI พื้นฐานของระบบ แถมยังมีระยะเวลาการอัปเดต iOS อีกหลายปี

    samsung-galaxy-s24-fe-1

    4. Samsung Galaxy S24 FE 

    ก่อนที่ Galaxy S26 FE จะเปิดตัว Galaxy S24 FE ยังเป็นมือถือ Android ที่ให้ฟีเจอร์ระดับเรือธงครบ รองรับ Galaxy AI เช่น Circle to Search และ Live Translate ได้หน้าจอขนาดใหญ่ เหมาะกับการดูคอนเทนต์ และโปรโมชันในงานทำให้ราคาลดลงมาอยู่ระดับ หมื่นต้น ในโซนล้างสต็อก

     oppo-reno14-0

    5. OPPO Reno 14 5G

    เมื่อ Reno 15 เริ่มวางขาย OPPO Reno 14 5G ก็ถูกปรับราคาลงมา ทำให้กลายเป็นมือถือที่คุ้มค่าในกลุ่มระดับกลาง เด่นเรื่อง การถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ระบบชาร์จไว SuperVOOC และในงาน Mobile Expo มักมี ของแถมชุดใหญ่ เช่น ประกันจอแตกหรืออุปกรณ์เสริม แต่อาจจะต้องหากันหน่อย หรือถ้าไม่ได้ก็ Reno 15F 5G ดีกว่า

    อย่างไรก็ตาม หากเลือกซื้อเครื่องตัวโชว์ในงาน ควรตรวจสอบ สภาพเครื่อง อุปกรณ์ในกล่อง และเงื่อนไขการรับประกัน ให้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้ดีลที่คุ้มค่าที่สุดในงาน Mobile Expo ปีนี้ แต่ใครอยากมาดูงานนี้จริงๆ แวะมาได้ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ เริ่ม 12 – 15 มีนาคมนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1622898/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oeE_DzRIo-_xkW4Lad9K8

  • HILITE: COM7 พุ่ง 6.33% นำกลุ่มขายปลีกไอที โบรกมองโดดเด่นสุดรับอานิสงส์ WFH เร่งดีมานด์

    HILITE: COM7 พุ่ง 6.33% นำกลุ่มขายปลีกไอที โบรกมองโดดเด่นสุดรับอานิสงส์ WFH เร่งดีมานด์

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)

    เมื่อเวลา 10.57 น.ราคาหุ้น COM7 พุ่ง 6.33% มาที่ 23.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.40 บาท มูลค่าซื้อขาย 346.63 ล้านบาท

    SIS บวก 2.86% มาที่ 21.60 บาท ปรับขึ้น 0.60 บาท มูลค่าซื้อซื้อขาย 5.55 ล้านบาท

    SYNEX บวก 2.66% มาที่ 9.65 บาท ปรับขึ้น 0.25 บาท มูลค่าซื้อซื้อขาย 6.53 ล้านบาท

    SVOA บวก 2.44% มาที่ 1.68 บาท ปรับขึ้น 0.04 บาท มูลค่าซื้อซื้อขาย 2.06 ล้านบาท

    บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า วานนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแนวทางรับมือสถานการณ์พลังงาน โดยขอความร่วมมือประชาชนและผู้ประกอบการลดการใช้พลังงาน ขณะที่สั่งให้หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ Work From Home หากเป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน

    เรามองเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอทีอย่าง บมจ.คอมเซเว่น [COM7] โดยให้เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 32.00 บาท คาดว่ารายได้ไตรมาส 1/69 เติบโต YoY จากความต้องการ IPhone 17 พร้อมการเปิดตัวของ Macbook Neo และ Samsung S26 ขณะที่มี upside จากการเปิดตัว Ai ของ Iphone ในไตรมาสหน้าและการ work from home ช่วยเร่งอุปสงค์

    ณ ปัจจุบัน ราคาหุ้น COM7 ซื้อขายที่ PE ปี 69 ที่ 11.5 เท่า (-0.75SD) ถูกสุดในกลุ่มค้าปลีก ขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 14.5 เท่า สวนทางกับ ROE ที่ 40% สูงที่สุดในกลุ่ม

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREA0IQ4K8DTNVMDCLSJNKW34E8F91KJ&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wJqLv4YE5OuGvvaKS_oDY

  • ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น เชิดชูชาวสวนทุเรียนดิจิทัล  ยกย่องต้นแบบการใช้ดิจิทัลยกระดับทุเรียนไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น เชิดชูชาวสวนทุเรียนดิจิทัล ยกย่องต้นแบบการใช้ดิจิทัลยกระดับทุเรียนไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    ไอที

    ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น เชิดชูชาวสวนทุเรียนดิจิทัล ยกย่องต้นแบบการใช้ดิจิทัลยกระดับทุเรียนไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น เชิดชูชาวสวนทุเรียนดิจิทัล

    ยกย่องต้นแบบการใช้ดิจิทัลยกระดับทุเรียนไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่นภายในงานเชิดชูเกียรติเกษตรกรทุเรียนดิจิทัล เพื่อยกย่องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการสวนอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานยังมีกิจกรรมยกระดับความรู้และทักษะดิจิทัลแก่เกษตรกรที่สนใจ ตั้งเป้าส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกระบวนการเพาะปลูก ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และขีดความสามารถทางการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการพัฒนาและวางรากฐานที่มั่นคงแก่ภาคเกษตรกรรมไทย พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดงานเชิดชูเกียรติเกษตรกรทุเรียนดิจิทัล งานสำคัญภายใต้โครงการทุเรียนดิจิทัล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติ และมอบรางวัลแก่เกษตรกรดีเด่นใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ภาคตะวันออก ที่อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยกิจกรรมครั้งถัดไปสำหรับพื้นที่ภาคกลางและตะวันตกจะมีขึ้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม และปิดท้ายที่ภาคเหนือที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมนี้

    สำหรับรางวัลเกษตรกรดีเด่นเป็นรางวัลที่มอบให้กับเกษตรกรสวนทุเรียนที่เข้าร่วมโครงการทุเรียนดิจิทัล และมีผลการใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อการจดบันทึกกิจกรรมทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง อันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากเป็นการเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรางวัลแล้ว ดีป้า ยังมุ่งหวังให้เกษตรกรเหล่านี้เป็นต้นแบบของเกษตรกรสวนทุเรียนยุคใหม่ที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่บุคคลรอบข้างต่อไป

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการออกบูธจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรจาก บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท เจียไต๋ จำกัด พร้อมเวิร์กชอปเพื่อมอบความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ การขอรับรองมาตรฐาน GAP ผ่านการจดบันทึกข้อมูลด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล การประยุกต์ใช้ระบบ IoT เพื่อบริหารจัดการน้ำในสวนทุเรียน การสร้างคอนเทนต์สำหรับเกษตรกร และโอกาสใหม่ของเกษตรกรสู่การส่งออกทุเรียนไทย โดย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมสนับสนุนด้านการขยายช่องทางตลาดเพื่อกระจายผลผลิตทุเรียนของเกษตรกร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    โครงการทุเรียนดิจิทัล ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลแก่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนไทย 14,000 รายทั่วประเทศผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ แอปพลิเคชันเพื่อจดบันทึกข้อมูลการเพาะปลูกทุเรียนที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับและรองรับการขอรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) อีกทั้งยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญ (Big Data) ที่หน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ผลผลิตและวางแผนการส่งเสริมเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการใช้ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ลดต้นทุน และช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการสวนทุเรียนได้แม่นยำยิ่งขึ้น

    สำหรับเกษตรกรที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติเกษตรกรทุเรียนดิจิทัลได้ที่เพจเฟซบุ๊ก depa Thailand โดยเกษตรกรที่ไม่อยากพลาดโอกาสรับสิทธิ์การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ฟรี! และก้าวสู่

    การเป็น Smart Farmer สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ https://duriandigital.depa.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 06 1423 9055 หรือ 09 2955 9478

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/468744&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LeMsMb-I0qxtuex05vMb1

  • สงครามตะวันออกกลาง เขย่าซัพพลายเชนไอทีทุบสมาร์ทโฟนทรุดหนัก

    สงครามตะวันออกกลาง เขย่าซัพพลายเชนไอทีทุบสมาร์ทโฟนทรุดหนัก

    สงครามตะวันออกกลาง เขย่าซัพพลายเชนไอทีทุบสมาร์ทโฟนทรุดหนัก

    สงครามตะวันออกกลาง เขย่าซัพพลายเชนไอทีทุบสมาร์ทโฟนทรุดหนัก

    สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 และยกระดับสู่การเผชิญหน้าทางทหารในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 กำลังกลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดเข้าใส่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนที่ต้องเผชิญกับภาวะ “Perfect Storm” ทั้งจากปัญหาโลจิสติกส์และวิกฤตราคาชิ้นส่วนที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

    โลจิสติกส์อัมพาต-ต้นทุนแฝงพุ่ง

    ข้อมูลจาก เคาน์เตอร์พอยท์ รีเสิร์ช (Counterpoint Research) ระบุว่าความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์คือปัจจัยลบอันดับหนึ่ง เนื่องจากสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศเป็นหลักเพื่อทำความเร็วในการวางจำหน่ายและลดความเสี่ยงสินค้าค้างสต็อก แต่การที่น่านฟ้าตะวันออกกลางซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Hub) สำคัญของโลกถูกจำกัดการใช้งาน ทำให้สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบินใหม่ ส่งผลให้ระยะเวลาการบินยาวนานขึ้นอีก 2-3 ชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายน้ำมันส่วนเกินสูงถึงเที่ยวละ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 812,500 บาท)

    นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ผันผวนรุนแรง โดยเคยพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,900 บาท) ต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลงตามสถานการณ์รายวัน ได้กลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อต้นทุนค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัย ซึ่งบีบให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน (OEM) ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่เน้น “ประสิทธิภาพ (Efficiency)” มาเป็นการเน้น “ความยืดหยุ่น (Resilience)” เพื่อรักษาความต่อเนื่องของซัพพลายเชน

    ยอดส่งออกวูบ-มือถือราคาประหยัดอ่วม

    เคาน์เตอร์พอยท์ รีเสิร์ช คาดการณ์ว่ายอดส่งออกสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2569 จะลดลง 12.4% หรือต่ำกว่า 1.1 พันล้านเครื่อง ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2556 โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือสมาร์ทโฟนระดับล่าง (ราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,250 บาท) ที่มียอดจำหน่ายจ่อร่วงถึง 31% เนื่องจากกำไรที่น้อยอยู่แล้วถูกซ้ำเติมด้วยราคาหน่วยความจำ (Memory) ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    สงครามตะวันออกกลาง เขย่าซัพพลายเชนไอทีทุบสมาร์ทโฟนทรุดหนัก

    ในขณะที่ตลาดสินค้ามือสองและเครื่องรีเฟอร์บิช (Refurbished) ซึ่งพึ่งพาการขนส่งชิ้นส่วนทางเรือผ่านท่าเรือสำคัญในตะวันออกกลาง เช่น เจเบล อาลี (Jebel Ali) ในดูไบ ก็เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนอะไหล่และรอบการซ่อมแซมที่ยาวนานขึ้น กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในวงกว้าง

    จับตาจุดเปลี่ยนปี 2570

    นักวิเคราะห์ มองว่า การฟื้นตัวของตลาดสมาร์ทโฟนอาจไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น และคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 เมื่อโรงงานผลิตหน่วยความจำแห่งใหม่เริ่มดำเนินการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ จะเป็นตัวตัดสินผู้แพ้-ผู้ชนะในสมรภูมิไอทีโลกอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/653505&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gBcoyxkQQYc089y_ht5QP

  • S

    S

    บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โตแรง! 20-25% ทำนิวไฮนับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ฟากซีอีโอ “ภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล” ระบุ ชูธุรกิจเช่าระบบไอทีครบวงจรโดดเด่น เดินหน้ากลยุทธ์เพิ่ม Recurring Income สอดรับกระแสนโยบายรัฐเช่าใช้แทนการซื้อขาด ล่าสุดโชว์ Backlog กว่า 3,991 ล้านบาท ทยอยรับรู้ยาวต่อเนื่อง 5 ปี พร้อมเข้าประมูลงานใหม่มูลค่า 3,000 ล้านบาท หนุนการเติบโตมั่นคง

    SPREME ปักหมุดรายได้ปี 69 โตแรง! 20-25% นิวไฮ ลุยธุรกิจให้เช่าเพิ่ม ดัน Recurring Income เต็มพิกัด รับนโยบายรัฐ-รุกประมูลงานใหม่ กว่า 3,000 ลบ.

    นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) (SPREME) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ในฐานะผู้ออกแบบ จัดหา และติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (System Integrator) รวมถึงให้บริการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20-25% ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New high) นับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปี 2567

    โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจให้เช่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (SI) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐด้านการเช่าใช้แทนการซื้อขาด เนื่องจากมีความคุ้มค่าและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน ซึ่งสินค้าไอทีมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

    ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของ SPREME มีการจัดสรรงบประมาณชัดเจน ดังนั้น จึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และคาดว่าในปีนี้รายได้จากธุรกิจให้เช่าจะเติบโต 60-70%

    “SPREME เป็นบริษัทแรกๆ ที่ได้รับงานประมูลโครงการเช่าจากหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสนับสนุนกลยุทธ์การเพิ่ม Recurring Income เพื่อการเติบโตมั่นคง เพราะรายได้จากธุรกิจนี้จะทยอยรับรู้ยาวต่อเนื่อง 5 ปี ซึ่งรูปแบบงานที่สำคัญ คือ เราเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับภาครัฐ ที่มีการจัดสรรงบประมาณชัดเจน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบหากเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น และในปีนี้เรามีแผนจะเข้าประมูลงานใหม่รวมมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท”

    ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มี Backlog รอส่งมอบและรับรู้รายได้อยู่ทั้งสิ้น 3,991.04 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยส่งมอบและรอรับรู้รายได้ภายในปี 2569 ประมาณ 971.78 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปี 2570-2574 ซึ่ง Backlog ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสัญญาเช่าที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ (Mega project) ที่อยู่ระหว่างทำสัญญาและส่งมอบอุปกรณ์

    อนึ่ง ในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,567.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 697.70 ล้านบาท หรือ 80.22% มีกำไรสุทธิ 160.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.86 ล้านบาท หรือ 17.40% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้น 19.29% ทั้งนี้ ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 28 เมษายน 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 กำหนดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 เพื่อขอมติอนุมัติเรื่องดังกล่าวในวันที่ 22 เมษายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievg4bnejfks1j9briv7igg5xduxvzaw&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhjYc6ldXarG3AeihFO8N

  • ทรู คอร์ปอเรชั่นเปิดตัวยุทธศาสตร์ 3 ปี ภายใต้แผน “4 Big Moves”  ขับเคลื่อนการเติบโตยั่งยืน

    ทรู คอร์ปอเรชั่นเปิดตัวยุทธศาสตร์ 3 ปี ภายใต้แผน “4 Big Moves” ขับเคลื่อนการเติบโตยั่งยืน

    วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.05 น.

    ทรู คอร์ปอเรชั่นเปิดตัวยุทธศาสตร์ 3 ปี ภายใต้แผน “4 Big Moves”

    ขับเคลื่อนการเติบโตยั่งยืน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศก้าวสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Telco-Tech Company ชั้นนำ เปิดตัวยุทธศาสตร์ 3 ปี ภายใต้แผน “4 Big Moves” เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End บนระบบนิเวศดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เร่งการเติบโตของธุรกิจทั้งกลุ่มลูกค้ารายบุคคลและองค์กร นำ AI และดาต้ามาขับเคลื่อนการดำเนินงานและนวัตกรรมผ่านบริการแบบ Hyper-Personalization และพัฒนาศักยภาพบุคลากรแห่งอนาคต พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของไทย เพื่อเสริมพลังเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

    ทรูเดินหน้าก้าวข้ามรูปแบบธุรกิจโทรคมนาคมแบบเดิม โดยมุ่งเน้นการเติบโตด้วยจำนวนผู้ใช้บริการเป็นหลัก พร้อมนำสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ในฐานะองค์กร AI-First ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการนำ AI มาผสานสู่เครือข่าย บริการ และแพลตฟอร์มดิจิทัลของทรูอย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมการดำเนินงานครั้งสำคัญ สู่ระบบการทำงานแบบ Touch-Free อัตโนมัติ คาดการณ์ได้ และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อยกระดับทั้งประสิทธิภาพการดำเนินงานและประสบการณ์ลูกค้า ยุทธศาสตร์ ‘4 Big Moves’ ระยะ 3 ปีของเราได้ถูกออกแบบบนพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างเป็นระบบและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ลูกค้า เทคโนโลยี และบุคลากรเข้าด้วยกัน พร้อมกำหนดทิศทางใหม่ในการให้บริการลูกค้า พันธมิตร และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

    การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของไทยกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนใน 3 รูปแบบ

    รูปแบบแรกคือ Digital Life ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้รับข้อมูลอีกต่อไป แต่ก้าวสู่การเป็นทั้งผู้สร้างและผู้บริโภคข้อมูลในทุกมิติของไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความบันเทิง สุขภาพ หรือการเรียนรู้ ซึ่งเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาบริการดิจิทัลที่สามารถเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างลึกซึ้ง

    รูปแบบที่สองคือ Home and Business บ้านและองค์กรกำลังก้าวสู่ยุคอัจฉริยะด้วยจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยกำลังเร่งตัว แม้ว่า 73% ขององค์กรมีแผนนำ AI มาใช้ แต่มีเพียง 18% ที่นำมาใช้งานจริงในระดับองค์กร สะท้อนถึงโอกาสสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    รูปแบบที่สามคือ Nationwide Digital Growth โอกาสทางดิจิทัลกำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับกลุ่ม Digital Nomad ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ การผลักดันสินค้าท้องถิ่นภาคใต้สู่ตลาดออนไลน์ระดับโลก การสนับสนุนสตูดิโอ Animation และ Visual Effects ทางภาคเหนือที่ผลิตผลงานให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก รวมถึงการยกระดับภาคอีสานสู่ศูนย์กลางแพลตฟอร์มบันเทิงดิจิทัล เป็นต้น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายซิกเว่ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนถึงโอกาสครั้งสำคัญในการสร้างคุณค่าใหม่บนเศรษฐกิจดิจิทัล ทรูจึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘4 Big Moves’ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ขับเคลื่อนการเติบโต ใช้ AI และดาต้าเป็นพลังขับเคลื่อนนวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพบุคลากร”

    4 Big Moves ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของทรู

    1. Big Move ด้านประสบการณ์ (Experience)

    ทรูมุ่งยกระดับ ประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End ตลอดวงจรการใช้บริการ โดยเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายทรู 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

    ขณะเดียวกัน ทรูออนไลน์ เร่งยกระดับโครงข่ายเพื่อเพิ่มความเสถียร ประสิทธิภาพ และคุณภาพบริการบรอดแบนด์ รองรับความพึงพอใจของลูกค้าและการเติบโตของ ARPU โดยทั้งหมดถูกผสานเข้ากับ ระบบนิเวศดิจิทัลหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า

    2. Big Move ด้านการเติบโต (Growth)

    ธุรกิจลูกค้าทั่วไป B2C

    ทรูปรับยุทธศาสตร์จากการ “ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล” สู่ “ชนะใจทั้งครอบครัว” ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่ผสานบริการมือถือและบรอดแบนด์เข้าด้วยกัน

    พร้อมขยายบริการ Beyond Connectivity ครอบคลุม

    • แพลตฟอร์มความบันเทิง เช่น TrueID และ TrueVisions NOW

    • โซลูชัน Home AI ผ่าน TrueX

    • บริการความปลอดภัยไซเบอร์ True CyberSafe

    • บริการด้านเกมและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

    โดยใช้ Data-Driven และ AI-Powered Personalization เพื่อมอบข้อเสนอที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละครอบครัวได้อย่างแม่นยำ ภายใต้แนวคิด More for More

    ธุรกิจลูกค้าองค์กร B2B

    ทรูเดินหน้าขยายบทบาทจากผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ สู่ พันธมิตรด้านโซลูชันดิจิทัลที่องค์กรไว้วางใจ

    ภายใต้กรอบ BASIC5 ซึ่งครอบคลุม

    Big Data Analytics, AI, Security, Integrated Platforms, Cloud Computing และ 5G & Connectivity

    พร้อมขยายความร่วมมือกับ พันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) เพื่อร่วมพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับเทคโนโลยีและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจดิจิทัล

    3. Big Move ด้าน AI

    AI จะเป็น หัวใจสำคัญของทุกกระบวนการทางธุรกิจของทรู ตั้งแต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

    ทรูได้นำ AI มาประยุกต์ใช้แล้วในหลายด้าน เช่น

    • Intelligent Network Operations เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและลดต้นทุนพลังงาน

    • Mari ผู้ช่วยเสมือน AI สำหรับบริการลูกค้า

    • ระบบ Hyper-Personalization วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อมอบบริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้า

    ยุทธศาสตร์ AI-First ของทรูขับเคลื่อนผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    • AI for All ขยายการเข้าถึงและทักษะด้าน AI

    • AI as a Growth Engine สร้างบริการและคุณค่าใหม่

    • AI-Powered Operations เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยระบบอัตโนมัติ

    ทรูยังมุ่งเป็นผู้นำด้าน Responsible AI ในภูมิภาค เพื่อให้การพัฒนา AI โปร่งใส มีจริยธรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมู

    นายซิกเว่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรูไม่ได้เพียงนำ AI มาใช้ภายในองค์กร แต่ยังตั้งเป้าพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยมากกว่า 12 ล้านคน ผ่านโครงการ AI Literacy อย่างครอบคลุม พร้อมสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับภาคธุรกิจ และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศ เพราะในยุคที่ AI เปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผู้ประสบความสำเร็จ นั่นคือเหตุผลที่ทรูประกาศใช้นโยบาย Responsible AI ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

    4. Big Move ด้านบุคลากร (People)

    ทรูลงทุนพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับอนาคต โดยยกระดับ Organizational Excellence พร้อมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ในทุกระดับ

    บริษัทฯ ตั้งเป้า Upskill พนักงาน 100% ให้มีทักษะพื้นฐานด้าน AI ภายในปี 2569 พร้อมเปิดตัว ทุนการศึกษา AI จำนวน 10 ทุน สำหรับการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงโครงการความร่วมมือระหว่าง MIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ทรูเชื่อว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ในการสร้างนวัตกรรมและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

    มุมมองเชิงกลยุทธ์

    ยุทธศาสตร์ “Big Moves” คือแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการที่เปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งด้านผลประกอบการและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ผลักดันทรูให้พลิกบทบาทจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการแบบ Telco-Tech Company อย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ใช้ AI เข้ามาเสริมแกร่งเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง เน้นพัฒนาบุคลากร และสร้างความยั่งยืนระยะยาว ตอกย้ำความตั้งใจของทรูที่จะมีบทบาทสำคัญร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/468624&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qBuihHSKaCefhTbG6f1i4

  • ยังเสี่ยงสูง เปิดผลสำรวจไอทีภาครัฐ พบ 70% ยังตั้งค่าระบบผิด – techhub

    ยังเสี่ยงสูง เปิดผลสำรวจไอทีภาครัฐ พบ 70% ยังตั้งค่าระบบผิด – techhub

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเหยียบคันเร่งมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยนโยบาย Cloud First Policy ที่ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐย้ายฐานข้อมูลและบริการประชาชนขึ้นสู่ระบบคลาวด์ แต่คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ก่อนจะไปถึงจุดนั้นคือ… บ้านบนฟ้าหลังใหม่นี้ ปลอดภัยแค่ไหน?

    ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. ร่วมกับ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ได้เปิดเผยผลการประเมินความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยบนระบบคลาวด์ (Cloud Security Posture Assessment: Cloud SPA) ของหน่วยงานภาครัฐนำร่อง 13 แห่ง

    ผลลัพธ์ที่ได้ เปรียบเสมือนผลตรวจสุขภาพที่น่าพอใจในเชิงกลยุทธ์ แต่มีความเสี่ยงสูงในทางปฏิบัติ โดยพบว่าแม้หน่วยงานรัฐจะสอบผ่านเรื่องการวางแผน Cloud Strategy ด้วยคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 84% แต่เมื่อเจาะลึกไปที่หน้างานจริง กลับพบว่ากว่า 70% ยังมีการตั้งค่าระบบผิดพลาด และ 60% ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลภัยคุกคามไปยังศูนย์ปฏิบัติการ ทำให้การตอบสนองต่อการโจมตีทำได้ล่าช้า

    นี่จึงเป็นที่มาของการเปิดตัว โรดแมปเชิงกลยุทธ์ 3 ระยะ เพื่อยกระดับความปลอดภัยคลาวด์ภาครัฐอย่างเร่งด่วน

    Cloud First หรือ Cloud Risk? เมื่อความปลอดภัยไม่ใช่โรคติดต่อ

    พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า หน่วยงานรัฐหลายแห่งยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับระบบคลาวด์ โดยมักคิดว่าการย้าย Server ขึ้น Cloud จะช่วยให้ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ

    แต่ความปลอดภัยไม่ใช่โรคติดต่อ การเอา Server ของเราไปวางไว้ใกล้กับผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลก ไม่ได้แปลว่าเราจะได้รับความปลอดภัยนั้นมาด้วย ซึ่งในความเป็นจริง ระบบคลาวด์ทำงานภายใต้โมเดล Shared Responsibility หรือความรับผิดชอบร่วม ผู้ให้บริการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน แต่ข้อมูลและการตั้งค่า เป็นหน้าที่ของเรา ปัญหาที่พบจากการประเมินคือ หน่วยงานรัฐมักมีงบประมาณสำหรับการ เช่าพื้นที่แต่ลืมตั้งงบสำหรับยามเฝ้าประตู หรือบริการเสริมด้านความปลอดภัย

    ผลที่ตามมาคือ เมื่อระบบถูกโจมตีหรือเกิดเหตุขัดข้อง หน่วยงานเหล่านี้ไม่มี SLA ที่การันตีการตอบกลับภายในเวลาเร่งด่วน ทำให้ต้องไปต่อคิวรอการแก้ไขเหมือนผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับบริการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    บทเรียนจาก แอปเป๋าตัง: ความเร็วต้องมาพร้อมความปลอดภัย

    อีกหนึ่งประเด็นท้าทายคือความเร็ว ของบริการดิจิทัลยุคใหม่ ยกตัวอย่างเช่น แอปเป๋าตัง ที่สามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง หรือการซื้อสลากดิจิทัล นี่คือข้อดีของระบบ Cloud Native ที่เอื้อต่อการพัฒนาแบบ CI/CD (Continuous Integration/Continuous Deployment)

    แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน หากทีมพัฒนาเร่งปล่อยฟีเจอร์โดยที่ระบบความปลอดภัยยังเป็นแบบเก่า ที่ให้ Admin มานั่งไล่ Config ด้วยมือ ย่อมไม่มีทางไล่ตามทันช่องโหว่ที่เกิดขึ้นรายวัน ทางออกเดียวคือการเปลี่ยนไปสู่ Security as Code หรือการฝังความปลอดภัยลงไปในระดับโค้ด เพื่อให้ทุกฟีเจอร์ที่ถูกปล่อยออกมา มีเกราะป้องกันติดตัวมาตั้งแต่เกิด

    เจาะลึกโรดแมป 3 ระยะ สู่ความยั่งยืน

    เพื่อปิดช่องโหว่และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สกมช. และ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ จึงได้ร่วมกันร่างแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ เพื่อเป็นคู่มือให้หน่วยงานรัฐเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

    ระยะที่ 1 ปูพื้นฐานและลดความเสี่ยง เป้าหมายคือการสร้าง สุขอนามัยที่ดีให้กับระบบ

    – Asset Inventory สิ่งแรกที่ต้องทำคือ รู้เขารู้เรา หน่วยงานต้องรู้ว่าข้อมูลสำคัญของประชาชนกระจัดกระจายอยู่ตรงไหนบนคลาวด์
    – Fix Misconfiguration เร่งแก้ไขการตั้งค่าผิดพลาดพื้นฐาน 70% ที่ตรวจพบ เพื่อปิดประตูบ้านให้สนิท
    – Standardization กำหนดมาตรฐานกลางขั้นต่ำที่ทุกหน่วยงานต้องมี เพื่อไม่ให้เกิดมาตรฐานที่เหลื่อมล้ำกัน

    ระยะที่ 2 เฝ้าระวังและตอบโต้เชิงรุก โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนจาก ตั้งรับเป็นรุกไล่

    – Integrate to SOC เชื่อมต่อข้อมูลจราจรบนคลาวด์ เข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย (SOC) เพื่อให้มองเห็นภาพรวม
    – Threat Hunting พัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการล่าภัยคุกคาม ไม่ใช่นั่งรอให้สัญญาณเตือนดัง
    – Playbooks มีคู่มือการรับมือเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน เมื่อเกิดเหตุต้องรู้ทันทีว่าต้องตัดระบบตรงไหน กู้ข้อมูลอย่างไร ไม่ใช่เพิ่งมาเปิดตำรา

    ระยะที่ 3 ความยั่งยืนและกรอบการกำกับ เป้าหมายคือการสร้างระบบนิเวศที่ดูแลตัวเองได้ในระยะยาว

    – Cloud CERT จัดตั้งทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้านคลาวด์โดยเฉพาะ
    – CoE สร้างศูนย์ความเป็นเลิศด้านความมั่นคงปลอดภัย AI และคลาวด์
    – Adaptive Governance แนะนำกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการซื้อบริการ Security แบบ Subscription หรือ Support Package เพื่อให้ภาครัฐได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเสมอ

    ความปลอดภัยคือรากฐานไม่ใช่ทางเลือก
    ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเวียดนาม พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ทิ้งท้ายไว้น่าสนใจว่าในยุคที่ AI เขียนโค้ดได้ แฮกเกอร์ก็ใช้ AI โจมตีได้เช่นกัน การป้องกันแบบเดิมๆ จึงเอาไม่อยู่

    แผนโรดแมปครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่กระดาษรายงาน แต่คือพิมพ์เขียว ที่จะช่วยผ่าตัดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย ให้ก้าวข้ามจากยุคที่มีแค่แผน ไปสู่ยุคที่ปฏิบัติได้จริงเพื่อให้ Cloud First Policy เป็นนโยบายที่สร้างโอกาสมหาศาลให้กับประเทศ ไม่ใช่สร้างความเสี่ยงมหาศาลให้กับประชาชน

    ที่มา
    งานแถลงข่าว Palo Alto Network สกมช.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/high-risk-still-present-government-it-survey-reveals-70-of-systems-are-still-incorrectly-configured/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pTVA1O9lGWbA80scdgEzZ

  • รัฐศูนย์กลางไอทีในอินเดีย เตรียมห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย | เดลินิวส์

    รัฐศูนย์กลางไอทีในอินเดีย เตรียมห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ว่า ความกังวลเกี่ยวกับการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในเด็ก และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างไม่จำกัด จุดประกายการถกเถียงไปทั่วโลก ส่งผลให้ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมาย ห้ามเยาวชนเข้าถึงโซเชียลมีเดีย ขณะที่อินเดียเองก็กำลังศึกษาประเด็นนี้

    นายสิดดารามัยยาห์ มุขมนตรีของรัฐกรณาฏกะ กล่าวว่า เพื่อป้องกันผลกระทบด้านลบจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นในเด็ก การใช้สื่อสังคมออนไลน์จะถูกห้ามในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยไม่ได้ระบุถึงระยะเวลาที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้

    อนึ่ง อินเดียเป็นตลาดสมาร์ตโฟนขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีอุปกรณ์ 750 ล้านเครื่อง และผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 1,000 ล้านคน นอกจากนั้น ยังเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมตา ด้วยผู้ใช้เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอตส์แอปป์ มากที่สุดในโลก

    เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา รัฐกัว ซึ่งเป็นรัฐเพื่อนบ้านของกรณาฏกะ เริ่มพิจารณาการห้ามใช้ในลักษณะเดียวกัน และในเดือนเดียวกันนั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติจากรัฐอานธรประเทศ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เสนอร่างกฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก

    ขณะที่มีการเสนอด้วยว่า รัฐบาลนิวเดลีควรจัดทำนโยบายจำกัดการเข้าถึงตามช่วงอายุ เพื่อแก้ไขปัญหาการเสพติดดิจิทัล ขณะที่นักเคลื่อนไหวและผู้เชี่ยวชาญบางส่วน เรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือเด็กและผู้ปกครอง เนื่องจากเด็ก ๆ สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดได้ด้วยเอกสารประจำตัวปลอม.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5670021/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZMLXigN0KDzruCvCAMwY8