Category: เศรษฐกิจ

  • สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    ต่างประเทศ

    สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    สหรัฐเตรียม ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ หากเกิด ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ จากข้อขัดแย้งงบประมาณ กระทบรายงานการจ้างงาน ข้อมูลการก่อสร้าง การค้า ไปจนถึงบทวิเคราะห์เศรษฐกิจ

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จากความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐจะปิดทำการบางส่วน (Government Shutdown) อันเนื่องจากความขัดแย้งด้านงบประมาณ กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐระบุว่า หากเกิดขึ้นจริง หน่วยงานสถิติของตนจะ “หยุดเผยแพร่” ข้อมูลเศรษฐกิจ รวมไปถึงรายงานการจ้างงานประจำเดือนกันยายนที่ทั่วโลกจับตา การใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง และอาจรวมถึงข้อมูลการค้าระหว่างประเทศประจำเดือนสิงหาคมด้วย

    ทั้งนี้ รายงานการจ้างงาน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภาคธุรกิจ นักลงทุน และครัวเรือน ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์ 

    ขณะที่งบประมาณของรัฐบาลจะหมดอายุในเวลาเที่ยงคืนของวันอังคาร (30 ก.ย.) หากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตไม่สามารถตกลงกันได้ในงบประมาณนาทีสุดท้าย

    กระทรวงแรงงานของสหรัฐระบุว่า สำนักงานสถิติแรงงานจะต้องหยุดดำเนินการ หากงบประมาณสะดุดลง 

    ในทำนองเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ตัวชี้วัดเศรษฐกิจรายเดือนจากสำนักสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐจะไม่ถูกเผยแพร่ หากรัฐบาลต้องปิดทำการ 

    ส่วนสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Bureau of Economic Analysis) ของกระทรวง จะต้องหยุดให้บริการเกือบทั้งหมด

    สำนักสำมะโนประชากรสหรัฐมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างประจำเดือนสิงหาคมในวันพุธ และข้อมูลการจัดส่ง สินค้าคงคลัง และคำสั่งซื้อของภาคการผลิตประจำเดือนสิงหาคมในวันพฤหัสบดี

    ทั้งสองหน่วยงานยังมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศด้านสินค้าและบริการประจำเดือนสิงหาคมในวันที่ 7 ตุลาคม โดยการปิดทำการของรัฐบาลที่ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินครั้งแรกของสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ซึ่งจะออกในวันที่ 30 ตุลาคม

    สำนักงานสถิติแรงงานยังระบุด้วยว่า หากการปิดทำการยืดเยื้อ อาจทำให้การเผยแพร่ข้อมูลอื่น ๆ ล่าช้าออกไป

    นอกจากนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแรงงานต้องเผชิญกับ “ปัญหาการขาดงบประมาณ” ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารของพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตก็ตาม สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากการปลดพนักงานจำนวนมาก การลาออกโดยสมัครใจ การเกษียณก่อนกำหนด และการแช่แข็งการจ้างงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ไม่เคยมีมาก่อนของรัฐบาลทรัมป์ ที่มุ่งลดขนาดหน่วยงานของรัฐลงอย่างรุนแรง

    สำนักงานสถิติแรงงานเตือนว่า “การลดคุณภาพของข้อมูลที่เก็บรวบรวม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการประมาณการในอนาคต”

    ไม่เพียงเท่านั้น อัตราการตอบแบบสอบถามสำหรับรายงานการจ้างงานก็ลดลง และหน่วยงานยังได้ระงับการเก็บข้อมูลบางส่วนที่ใช้จัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในบางพื้นที่ทั่วประเทศ

    หากรายงาน CPI ประจำเดือนกันยายนล่าช้า อาจทำให้สำนักงานประกันสังคม ไม่สามารถประกาศการปรับค่าครองชีพประจำปีได้ ซึ่งผู้เกษียณอายุจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนงบประมาณชีวิต

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1201005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw044GV3tRGIok8VNk9GHS-L

  • งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-91&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CIjKs37WlL0CAmswmvTUa

  • “รมว.คลัง” เปิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชื่อ 4 เดือนเศรษฐกิจระยะสั้นฟื้น

    “รมว.คลัง” เปิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชื่อ 4 เดือนเศรษฐกิจระยะสั้นฟื้น

    30 กันยายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาในระหว่างการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นว่า ในระยะ 4 เดือนต่อจากนี้ รัฐบาลได้วางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ได้ผลระยะยาว และกระจายตัว ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สนับสนุนท่องเที่ยวเมืองรองให้ผู้ประกอบการโรงแรม นำค่าตกแต่งโรงแรม มาลดหย่อนภาษีได้ ไปพร้อม ๆ กับการขยายตลาดส่งออก,

    มุ่งลดภาระหนี้ให้กับประชาชน ด้วยการแก้หนี้รายละไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมกับโครงการสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก, การเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยด้วยการเสริมสภาพคล่อง รายละไม่เกิน 1,000,000 บาท ให้สินเชื่อ Supply Chin พร้อมลดหย่อยภาษีประชาชน รวมทั้งการคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการ,

    โครงการเพิ่มการออมของประชาชนผ่านการจำหน่ายสลากเพื่อการออม และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม  และมาตรการสุดท้ายเป็นการลงทุน เพื่ออนาคต ผ่านการเสริมสร้างทักษะระดับสูง ปลดล็อกลงทุนไฟฟ้า Fast Pass และโครงการต่าง ๆ ของ BOI ซึ่งจะลดกระบวนการ ระเบียบ และกติกาต่าง ๆ และที่สำคัญจะมีการส่งเสริมพลังงานสะอาด 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดหวังว่า มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนลดลง ดึงดูดการลงทุนและที่สำคัญ สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังได้ โดยตัวชี้วัดในมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ขอให้รอดู GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ที่จะขยายตัวได้มากกว่า 0.3% ส่วนหนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 87.4% ของ GDP และธุรกิจ SMEs มีสภาพคล่องทางการเงิน ประชาชนมีเงินออมมากขึ้น ควบคู่ไปกับเงินลงทุนเพื่ออนาคต เข้ามาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย   

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช้ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง ในการช่วยกัน พาเศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มที่ติดอยู่ มั่นใจว่า หากร่วมแรงร่วมใจกันอย่างน้อย 4 เดือน จะฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ ซึ่งแม้จะทำได้ไม่มาก แต่ก็ต้องเริ่มทำทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34aeV-zKGcTBTujtFZXAL9

  • กัมพูชาเศรษฐกิจลดฮวบจาก 6.1% เหลือ 4.9% ผลจากการปะทะกับไทย

    กัมพูชาเศรษฐกิจลดฮวบจาก 6.1% เหลือ 4.9% ผลจากการปะทะกับไทย

    ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจาก 6.1% เป็น 4.9% ในปี 2568 และจาก 6.2% เป็น 5.0% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับไทย และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับตลาดส่งออกของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจนถึงปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของภาคอุตสาหกรรมและการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    “เศรษฐกิจแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในช่วงครึ่งแรกของปี 2568” โจตสนา วาร์มา ผู้อำนวยการ ADB ประจำประเทศกัมพูชา กล่าว “ราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่กิจกรรมทางอุตสาหกรรมยังคงแข็งแกร่ง มองไปข้างหน้า มีโอกาสฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในภาคการก่อสร้างและการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการเติบโตที่มั่นคงของภาคเกษตรกรรม ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวที่สมดุลและยั่งยืนมากขึ้น”

    รายงานแนวโน้มการพัฒนาเอเชีย (ADO) ฉบับเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นรายงานเศรษฐกิจสำคัญของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็วจาก 6.0% ในเดือนมกราคม เหลือ 1.6% ในเดือนมิถุนายน คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.0% ในปี 2568 และ 2569

    อุตสาหกรรมยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลัก การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 22.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ซื้อจากสหรัฐฯ กักตุนสินค้าเพื่อรอรับภาษีนำเข้าจากกัมพูชาที่สูงขึ้น แม้ว่าผู้นำเข้าจะมีความเชื่อมั่นในสินค้าที่ระมัดระวังมากขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า แต่คาดว่าภาคการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสินค้าที่ไม่ใช่เสื้อผ้าสำเร็จรูปจะยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ 19% ซึ่งค่อนข้างดี

    คาดการณ์ว่าการเติบโตของภาคบริการจะชะลอตัวลงเหลือ 2.8% ในปี 2568 และ 2.6% ในปี 2569 การท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับประเทศไทยที่ยังคงดำเนินอยู่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมภาคบริการโดยรวมในช่วงครึ่งหลังของปีและในอนาคต

    คาดการณ์ว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัว 1.1% ในปี 2568 และ 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ส่งออกที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและการคาดการณ์ว่าแรงงานภาคเกษตรจากประเทศไทยจะกลับมาทำงานอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 14.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์และข้าวสารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของการส่งออกมันสำปะหลังและยางพารา

    ADB เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีชั้นนำที่สนับสนุนการเติบโตอย่างครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืนทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ADB ทำงานร่วมกับสมาชิกและพันธมิตรเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน โดยนำเครื่องมือทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์มาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และปกป้องโลกของเรา ADB ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2509 ปัจจุบันมีสมาชิก 69 ราย โดย 50 รายมาจากภูมิภาค

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – พระสงฆ์ชาวกัมพูชาร่วมเดินขบวนเพื่อสันติภาพ ณ อนุสาวรีย์เอกราชในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568 หลังจากเกิดความขัดแย้งทางชายแดนกับประเทศไทย (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/36001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21BtpjTEGjjFQn8vWn3Fay

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนสิงหาคม 2568

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนสิงหาคม 2568

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคมชะลอลงจากเดือนก่อน จากผลผลิตเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต อาทิ การค้าและการขนส่งสินค้า โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายสินค้า โดยเฉพาะรถยนต์และอาหารและเครื่องดื่มจากอุปสงค์ที่ชะลอลง สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยชั่วคราวจากการหยุดผลิตรถยนต์ของบางโรงงานเพื่อปรับกระบวนการผลิต และการปิดซ่อมบำรุงโรงงานบางโรงในหมวดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกสินค้าทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชะลอลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นเล็กน้อย จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดที่ติดลบมากขึ้นตามราคาผักและเนื้อสัตว์จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบน้อยลงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ทรงตัวมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลตามการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติตามฤดูกาล ประกอบกับดุลการค้าเกินดุลลดลง ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    30 กันยายน 2568

    rn

     

    rn”}}” id=”text-08032da762″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคมชะลอลงจากเดือนก่อน จากผลผลิตเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต อาทิ การค้าและการขนส่งสินค้า โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายสินค้า โดยเฉพาะรถยนต์และอาหารและเครื่องดื่มจากอุปสงค์ที่ชะลอลง สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยชั่วคราวจากการหยุดผลิตรถยนต์ของบางโรงงานเพื่อปรับกระบวนการผลิต และการปิดซ่อมบำรุงโรงงานบางโรงในหมวดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกสินค้าทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชะลอลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นเล็กน้อย จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดที่ติดลบมากขึ้นตามราคาผักและเนื้อสัตว์จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบน้อยลงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ทรงตัวมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลตามการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติตามฤดูกาล ประกอบกับดุลการค้าเกินดุลลดลง ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 กันยายน 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20250930-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JTaAFLE8-diOBj5G4v-HE

  • ถกนัดแรก ครม.​อนุทิน ดันงบค้างท่อ​ปี 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ถกนัดแรก ครม.​อนุทิน ดันงบค้างท่อ​ปี 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันนี้ (30 ก.ย.2568) นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​ รมว.​มหาดไทย​ เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรก​ หลังจากมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น เนื่องจากต้องการผลักดันงบประมา​ณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ​ 2568​ ที่ยังคงค้าง​ เพื่อให้ทันการพิจารณาใน​วันที่ 30 ก.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในปีงบประมาณ

    วาระการประชุม ครม. ต้องจับตาการขออนุมัติงบประมาณคงค้าง ประจำปีงบประมาณ 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท​ ซึ่งจะนำมาใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะใช้ในช่วงเดือน ต.ค.นี้​

    ส่วนอื่น ๆ เป็นงบของหน่วยงานที่ขอเข้ามา อาทิ หน่วยงานทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 500-700 ล้านบาท, งบประมาณรายจ่ายประจำที่ตั้งไว้อย่างเงินเดือนข้าราชการ ประมาณ 3,000 ล้านบาท​

    งบเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีในส่วนที่ค้างท่ออยู่ประมาณ 1,580 ล้านบาท และในส่วนใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร เป็นต้น

    นอกจากนี้จะมีการเสนอแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ​ ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำของกระทรวงคมนาคมที่คงค้างอยู่

    อ่านข่าว

    “อนุทิน” จ่อใช้สภาประชุม ครม.นัดพิเศษ หลังแถลงนโยบาย

    “เอกนิติ” เผย ครม.ยังไม่พิจารณา “โครงการคนละครึ่ง” วันนี้

    “บวรศักดิ์” เชื่อคนไทยฉลาด ทำ “ประชามติ” พร้อม “เลือกตั้ง” ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jenMNhOiIW1yTAANNNgD7

  • ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2568 ยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พร้อมมุ่งผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศยกระดับศักยภาพการประกอบการ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

    สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 มีดังนี้  รางวัลชนะเลิศ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท.ตำบลนางหลง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้านการผลิตและรวบรวมยางพารา ได้รับรองมาตรฐาน EUDR (European Union Deforestation Regulation) และพัฒนาระบบการจำหน่ายผ่านการประมูล สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรสมาชิกและกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันผลิตผักอินทรีย์ตามมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System) เชื่อมโยงการตลาดกับห้างสมัยใหม่ (Modern Trade)วางระบบการจำหน่ายที่ชัดเจน ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง จังหวัดเพชรบุรี มุ่งเน้นการผลิตผักปลอดภัย จัดการวางแผนการตลาดโดยเชื่อมโยงจากภายในชุมชนออกสู่ตลาดภายนอกอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดรายได้มั่นคงแก่สมาชิก

    รางวัลชมเชย 3 แห่ง ได้แก่ 1. กลุ่มแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี จังหวัดสิงห์บุรี – เสริมสร้างอาชีพและรายได้แก่ครัวเรือนด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน  2. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด – พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงเกษตรกับการท่องเที่ยว 3. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนหนองแหน จังหวัดยโสธร – บริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนอย่างเป็นระบบ สร้างตลาดเนื้อโคคุณภาพในท้องถิ่น

    ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 68,916 แห่ง มีสมาชิกกว่า 1,231,257ราย และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 576 เครือข่าย สมาชิกกว่า 14,597 ราย โดยกรมฯมุ่งพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการตลาดรวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5158960/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A1RF-m2zA3d_5Q_LQMCjv

  • เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง!

    เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง!

    เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง! ภาคเอกชนนำร่อง เปิดตัวเทคโนโลยีท่องเที่ยวครบวงจร ปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานรับนักลงทุน Social Impact จากทั่วโลก

    เชียงใหม่, ประเทศไทย – (วันที่ 26 กันยายน 2568) – จังหวัดเชียงใหม่ประกาศภารกิจระดับชาติในการปรับทิศเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อทวงคืนสถานะ ‘เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย’ ผ่านการยกระดับภาคการท่องเที่ยว โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำ และภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ ในงาน “Chiang Mai Alive: Become The New Economic Tiger of Asia”

    การพลิกเกมสู้ความท้าทายด้วยกลยุทธ์เชิงรุก

    งานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐจากไทยและเกาหลีใต้โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญหน้า:

    • เป้าหมายหลัก คือการดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ที่ต้องการมาสัมผัสจิตวิญญาณของเชียงใหม่อย่างแท้จริง และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวลงสู่รากหญ้า
    • ภารกิจสำคัญ คือการนำความสำเร็จของ Soft Power และ เทคโนโลยี ของเกาหลีใต้มาเป็นบทเรียน เพื่อ “ปฏิวัติ” โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ในทุกมิติ

    ความน่าตื่นเต้น

    Chiang Mai Alive ในครั้งนี้ มิได้มาเพียงเพื่อตั้งเป้าหมายเพียงเพื่อมีอยู่ในกระดาษ แต่มาเพื่อจุดฉนวนความตื่นตัวของผู้คนทั่วเชียงใหม่ ให้มีแรงบัลดาลใจในการร่วมกับพัฒนาเมืองนี้อีกครั้ง ในงานจึงมีผู้เข้าร่วมกว่า 250 ราย ที่มีครบทุกรูปแบบทั้งภาครัฐทุกระดับ ภาคเอกชนขนาดใหญ่ขนาดเล็ก กลุ่มการเมือง ภาคประชาสังคม และบุคคลทั่วไป มาร่วมจับมือกันภายใต้แนวคิดเดียวกันกับการทำให้เชียงใหม่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แม้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีก็ตาม

    โดยมี คุณวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นเกียรติมาร่วมในงานครั้งนี้ พร้อมทั้งแขกสำคัญ คุณ พรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือ , คุณ ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ , คุณ วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ , คุณ อี กวัง-ซู (Lee Kwang-soo) ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ประจำประเทศไทย , คุณจองแท คิม (Jeongtae KIM) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทกองทุนสร้างผลกระทบทางสังคม Merry Year Social Company Korea (เข้าร่วมรูปแบบออนไลน์) , คุณเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Canvas Ventures International Thailand รวมทั้งองค์กรหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย


    ดึงดูด ‘ทุนแห่งความรับผิดชอบ’: วาง Impact Investment เป็นรากฐาน

    ใน Session สำคัญช่วงบ่าย ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำว่า การเป็นเสือเศรษฐกิจในยุคใหม่ต้องใช้ Impact Investment (การลงทุนเพื่อสังคม) เป็น DNA หลัก ในการสร้างธุรกิจที่สามารถทำกำไรและสร้างคุณค่าได้พร้อมกัน โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่า “เมืองปราบเซียน” เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการเติบโตที่ไม่สมดุลในอดีต

    • ปฏิวัติทุนสู่การ “สร้างความดี” อย่างจริงใจ: Impact Investment แตกต่างจากการลงทุนที่แค่มองข้ามความรับผิดชอบ (ESG/SRI) โดยต้องมี ความตั้งใจ (Intentionality) ในการสร้างผลกระทบ และมี การวัดผล (Measurability) ที่เข้มงวด เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่คุ้มค่าไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาสังคม
    • สนามรบที่รอ Impact Tech: เชียงใหม่คือสนามรบที่สมบูรณ์แบบที่ต้องเผชิญกับ PM 2.5 และ Over Tourism/Low Value ดังนั้น Impact Fund จะพุ่งเป้าไปที่ Travel Tech Startup เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดกลุ่ม FIT ที่ต้องการประสบการณ์ที่มีความหมายและรับผิดชอบ
    • ยกระดับสู่ Regenerative Tourism: การลงทุนจะสนับสนุนโมเดล Regenerative Tourism ที่เน้นการ คืนกำไรสู่ชุมชนโดยตรง เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าต่ำ (Low Value) สู่มูลค่าสูง (High Value)

    เปิดตัวเทคโนโลยีและแบรนด์ครบวงจร: โอกาสท้องถิ่นในโลกใหม่

    ใน Session 2: Chiang Mai Launch Solution ได้มีการเปิดตัวเครื่องมือและแพลตฟอร์มสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนสามารถเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน:

    • Launch City Branding: เปิดตัวแบรนด์เมืองใหม่ “Chiang Mai Alive, The Destination of Life” เป็นหัวใจหลักในการทำการตลาด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่
    • Launch Eiiga OTA: เปิดตัวแอปพลิเคชันท่องเที่ยวประจำจังหวัด ที่เน้นการมอบ ประสบการณ์จริงในราคาที่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ธุรกิจ ชุมชน และประชาชนท้องถิ่นได้เติบโตผ่านฟีเจอร์ต่างๆ ได้แก่
      • Eiiga OTA Phase 1 (25 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2025)
        • “Eiiga Reserve” Reserve your seat, savor the moment จองง่าย ได้ชัวร์
          • ระบบจองโต๊ะร้านอาหาร ทั้งร้านดังยอดฮิตและร้านที่มีดีที่หลบซ่อนอยู่ โดยคิดค่าโต๊ะแบบเป็นธรรม รวมถึงพร้อมขายเซ็ทอาหารที่ทำให้นักเดินทางทั่วโลกไม่ต้องรอนานในราคาที่ดีกว่าใครๆ
        • “Eiiga Experience with Thai Price” Fair price, priceless in experience ราคาที่จริงใจ พร้อมประสบการณ์ถึงใจจริง
          • ระบบจองกิจกรรมประสบการณ์ทุกรูปแบบ สปา นวด เวิร์คชอป ตั๋วแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย ที่มาพร้อมราคาที่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยว เพราะทางอี้ก่ะต้องการสู้สงครามราคากับ OTA ระดับโลก โดยจะบวกค่าคอมมิชั่นเพื่อเพียงพอสำหรับจ่ายค่าภาษีและค่าดำเนินการบางส่วนเท่านั้น เพื่อให้เงินส่วนต่างทำสำคัญต้องอยู่ในระบบไทย
        • “Eiiga Original Experience” Discover the local secrets…exclusive to Eiiga ประสบการณ์โลคอลเหนือชั้น…ที่มีแค่เรา
          • ชูจุดเด่นความเป็นแพลตฟอร์มท้องถิ่นด้วยกิจกรรมที่ขายเฉพาะอี้ก่ะเท่านั้น โดยมีเป้าหมายจับมือเครือข่ายภาควัฒนธรรมล้านนา เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุและเครือข่ายวัฒนธรรมทุกรุ่น และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในไลฟ์สไตล์ต่างๆเช่นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ด้านการทำอาหาร เพื่อให้วัฒนธรรมทั้งแบบดั้งเดิมและสมัย ได้เติบโตไปพร้อมๆกัน และสร้างความแตกต่างให้อี้ก่ะในเวทีโลกอีกด้วย
    • Eiiga OTA Phase 2 (1 ธันวาคม 2025 – มีนาคม 2026)
      • “Eiiga Pass” 1 Pass Around Chiang Mai บัตรเดียวเที่ยวทั้งเชียงใหม่
        • บัตรรับสิทธิประโยชน์จากพาทเนอร์ธุรกิจท้องถิ่นในเชียงใหม่ ราคาประหยัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเก็บเงิน เพื่อกระจายไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆในจำนวนที่มากขึ้น มาพร้อมกับดีไซน์น่าสะสมและมีเอกลักษณ์
      • “Eiiga Stamp Pass” “Sawasdee Jao Passport”
        • พาสปอร์ตแสตมป์ที่มาคู่กับ Eiiga Pass ออกแบบมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปตามเก็บแสตมป์อักษรล้านนาสุดเอกลักษณ์ ณ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีเรื่องราวทั่วเชียงใหม่ รวมถึงตามแหล่งพาทเนอร์ธุรกิจของอี้ก่ะเช่นกัน
      • “Eiiga Transport” Gateway to move around
        • ช่องทางซื้อบัตรโดยสารการเดินทางกับทุกพาหนะ เช่น ตั๋วรถบัสประจำทางในตัวเมือง (City Bus) และรถเช่าพร้อมคนขับ
    • Eiiga Friend: Linking People, Scaling Impact
      • อี้ก่ะมาพร้อมระบบพาทเนอร์กับเหล่าอินฟูลและครีเอเตอร์จากทุกมุมโลก ที่พร้อมทำ affliate marketing ร่วมกัน เพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์มาเป็นเพื่อนร่วมนำเสนอของดีท้องถิ่น ที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
    • Eiiga For Business
      • หัวใจสำคัญของอี้ก่ะคือพาทเนอร์ธุรกิจท้องถิ่น โดยอี้ก่ะตั้งใจสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการผ่านระบบ Eiiga For Business เพื่อมอบเครื่องมือและบริการที่มีคุณภาพ มาช่วยยกระดับธุรกิจทุกรูปแบบ มีบริการทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เพื่อสร้างมาตรฐานการทำธุรกิจแบบไม่เอารัดเอาเปรียบใคร
    • Launch RIKAride Thailand: เปิดตัวแอปพลิเคชันเดินทางด้วยเทคโนโลยีระดับโลก จากพาทเนอร์เกาหลีใต้ บริษัท Stuido Galilei ที่มีเทคโนโลยีด้าน DLT ติดอันดับ 2 ของเอเชีย เริ่มเปิดตัวพฤศจิกายนนี้ กับเป้าหมายที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง ตอบโจทย์คำว่า SMART CITY ด้วยบริการเรียกรถพร้อมคนขับ ในราคาที่คุ้มค่า มีมาตรฐาน เพื่อกระจายการท่องเที่ยวสู่พื้นที่อำเภออื่นๆรอบเชียงใหม่ เช่น แม่ริม ดอยสะเก็ต สันกำแพง หางดง เชียงดาว และอื่นๆ
    • Launch iChiangmai: 1 ตุลาคมนี้ อี้ก่ะช่วยต่อยอดสื่อ iChiangmai ที่ครบรอบ 5 ปี มาเป็น Official Tourist Information Center สื่อและแพลตฟอร์มที่เป็น ประตูบานเดียว ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ พร้อมชูเสน่ห์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมือง โดยได้เปิดสื่อโซเชียลมีเดียถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น ผู้ติดตามรวมกันกว่า 130,000 ราย พร้อมเว็บไซต์ www.ichiangmai.co.th ที่สามารถเข้าถึงได้จากทั่วโลก และที่สำคัญ ยังพร้อมเปิดลิสต์ “iChiangmai Selected” ตราสัญลักษณ์ที่พร้อมเปิดตัว 100 ธุรกิจแรกในเชียงใหม่ ที่ได้รับเลือกจากทีมงาน iChiangmai โดยมีเป้าหมายให้ธุรกิจท้องถิ่นที่มีคุณภาพ มีเรื่องราว มีมาตรฐานสากล ได้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากขึ้น เพื่อเป็นแรงบัลดาลใจให้ร้านค้าอีกมากมาย ได้ตั้งใจพัฒนาธุรกิจไปอีกขั้น

    ดึงดูดการลงทุน Social Impact และการเรียกร้องให้ร่วมมือ

    งานยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดึงดูดการลงทุนเพื่อสังคม (Social Impact Investment) ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่สามารถสร้างทั้งผลกำไรและความยั่งยืน โดยเชิญชวนนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเริ่มต้นธุรกิจในเชียงใหม่

    ผู้จัดงานและผู้บริหารทุกภาคส่วนเน้นย้ำว่า:

    “ภารกิจพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่นี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันแข็งแกร่ง และจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนเชียงใหม่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ทำเพื่อบ้านเมืองของเราเอง เราขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกท่านเข้าร่วมเครือข่ายธุรกิจที่พร้อมเติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”


    ติดตามการเป็นเสือเศรษฐกิจของเอเชียของเชียงใหม่ผ่านทาง

    Facebook: Chiang Mai Alive
    Facebook: iChiangmai
    Facebook: Eiiga อี้ก่ะ
    Facebook: Eiiga for Business


    #ChiangMaiAlive2025 #NewEconomicTiger #ChiangMaiLiveLifeYourWay #SocialImpactInvestment

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3782742/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a7d1HPGNdn6Bpmv5jEzYt

  • ‘เอกนิติ’ เปิด 5 เสาหลัก กู้เศรษฐกิจติดหล่ม วางเป้าจีดีพีไตรมาส 4 สูงกว่า 0.3%

    ‘เอกนิติ’ เปิด 5 เสาหลัก กู้เศรษฐกิจติดหล่ม วางเป้าจีดีพีไตรมาส 4 สูงกว่า 0.3%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงต่อรัฐสภา ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ภายใต้การนำของนายอนุมิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมวางแผนนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีการเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเหมือนกับ “รถยนต์” ที่กำลัง “วิ่งลงเหว” หรือกำลัง “ใกล้จะติดหล่ม” หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ สถานการณ์อาจรุนแรงถึงขั้น ดิ่งเหว

    ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สำหรับไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.7% และจะลดลงเหลือเพียง 0.3% ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งบ่งชี้ว่าใกล้จะติดลบมาก

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจกำลังแผ่ว 

    สำหรับรถยนต์เศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย เครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ได้แก่

    1. เครื่องยนต์ส่งออก (ลูกสูบที่ 1) เป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุด แต่กำลังแผ่วลงและจะ “ค่อย ๆ ดับ” เนื่องจากในช่วงต้นปีมีการเร่งส่งออกเพื่อเลี่ยงการขึ้นภาษีของทรัมป์ ทำให้ไตรมาส 1 และ 2 ขยายตัวได้ดี เฉลี่ยครึ่งปีแรก 3% แต่ในช่วงหลังการส่งออกเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น เดือนกรกฎาคมมีอัตราการเติบโตเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    2. เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชน (ลูกสูบที่ 2) เครื่องยนต์นี้กำลัง “แผ่ว” และอาจ “ดับแล้ว” เนื่องจากตัวเลขดัชนีเครื่องชี้ในเดือนกรกฎาคมติดลบเป็นครั้งแรกในรอบปี สาเหตุหลักมาจากปัญหาความเชื่อมั่นที่ลดลง และหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานานทำให้ประชาชนไม่มีรายได้

    3. เครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชน (ลูกสูบที่ 3) เครื่องยนต์นี้ “เตรียมดับ” เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานทั่วประเทศยังไม่ถึง 60% ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม

    4. เครื่องยนต์การใช้จ่ายรัฐบาล (ลูกสูบที่ 4) นี่คือ เครื่องยนต์เดียวที่เหลืออยู่ที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้ว่าน้ำหนักตัวจะเล็ก แต่ก็เป็นความหวังเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจพ้นจากหล่มได้

    “นอกจากปัญหาเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับแล้ว รถยนต์เศรษฐกิจไทยยังเก่า อีกทั้งน้ำมันก็ใกล้หมด เนื่องจากสภาพคล่องเหือดหายในระบบ ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง”

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่ชัดเจนของรัฐบาลนี้ คือ การทำให้จีดีพีไตรมาส 4 ดีกว่าที่คาดการณ์ 0.3% ลดหนี้ครัวเรือนลงจาก 87.4% ให้อยู่ต่ำกว่า 87% และเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจริงจาก BOI ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนี้ จะช่วยให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มได้ในระยะสั้น และเพิ่มขีดความสามารถในระยะยาว

    “Quick Big Win”กู้เศรษฐกิจ 5 เสาหลัก

    นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลได้สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักคิด “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมีกรอบเวลา 4 เดือน เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวและกระจายประโยชน์ไปยังทุกพื้นที่ รวมถึงดูแลผู้ประกอบการรายย่อย และปากท้องประชาชน นโยบายนี้เรียกว่า “Quick Big Win” ซึ่งต้องทำ “สั้น” (Quick) “ใหญ่” (Big) พอที่จะดันเศรษฐกิจ และให้ประชาชนได้รับ “ประโยชน์” (Win) โดยการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่

    เสาหลักที่ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    คนละครึ่งพลัส นโยบายนี้ใช้หลักการกระตุ้นสั้น ได้ยาวและกระจายตัว เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะเสนอ ครม. ให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ 200 บาท/วัน จากเดิมวันละ 150 บาท ใช้ทันต.ค.นี้แน่นอน และโครงการนี้จะเน้นให้ความช่วยเหลือแก่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ เพื่อให้เกิดการกระจายตัว

    นอกจากนี้ ในคำว่า พลัส เพื่อผลยาว โดยผู้เสียภาษีที่อยู่ในระบบจะได้รับเงิน 2,400 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าระบบภาษี หวังว่าระยะต่อไป ประชาชนจะเข้าระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะมีการเพิ่มทักษะ (Skill) ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในการขายของออนไลน์ (E-commerce) รวมถึงการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อจากธนาคาร

    ทั้งนี้ ในการเดินหน้าโครงการดังกล่าว รัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ซึ่งไม่ได้มีการใช้เม็ดเงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลชุดที่แล้ว งบกระตุ้น 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท รวม 44,000 ล้านบาท โดยไม่ได้มีการกู้เพิ่ม

    ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยว จะกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการพัฒนาปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งนโยบายนี้สูญเสียรายได้ภาษีเพียง 300 ล้านบาท

    เสาหลักที่ 2 การแก้ไขหนี้ภาคประชาชน

    การบริหารหนี้เสีย (NPL) จะนำเงินในกองทุนฟื้นฟู ซึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน โดยมีวงเงินเหลือจากโครงการ คุณสู้ เราช่วย ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อซื้อหนี้ NPL ของประชาชนออกมาปรับโครงสร้าง

    “การปรับโครงสร้างหนี้ จะเป็นการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระการผ่อนต่อเดือนลง เช่น เหลือ 500 บาทเพื่อให้ประชาชนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น และจะมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย ผ่านอารีย์สกอร์ ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งพานอกระบบ”

    เสาหลักที่ 3 การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสภาพคล่อง

    จะใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain Financing ส่งเสริมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” โดยให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน และสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอี ที่มีกำหนดได้รับเงินจากโครงการภาครัฐ ซึ่งลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ

    ในด้านภาคการคลังนั้น จะภาษีเร่งรัดการคืนภาษีของกรมสรรพากรทันที ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ในมือถึง 160,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและเอสเอ็มอี อย่างรวดเร็ว

    เสาหลักที่ 4 การเพิ่มการออมภาคประชาชน

    สลากออมทรัพย์ เรียนว่า คนละอันกับหวยเกษียณ นโยบายนี้เป็นส่งเสริมการออม โดยเชื่อมโยงกับการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกงวดที่ออกมาจะมีบัญชีทางออนไลน์ โดยแบ่งสัดส่วนเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมที่ต้องถือไว้ 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งจะใช้เงินจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากฯ

    ขณะเดียวกัน จะสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป ปัจจุบันพันธบัตร 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.4% ขณะที่เงินฝากทั่วไปไม่ถึง 0.25%

    เสาหลักที่ 5 การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

    เนื่องจากเครื่องยนต์ประเทศยังเป็นเครื่องจักรเก่า จึงต้องเพิ่มทักษะ (Skill) และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (เกษตรชีวภาพ, Smart Farming, ดิจิทัล, AI, Data Center, รถยนต์ EV และได้จับมือกับสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันเทคนิคไทย-เยอรมัน เพื่อฝึกอบรมแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดย BOI มีเงินสำหรับเพิ่มขีดความสามารถอยู่ 10,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน จะปลดล็อก BOI ด้วย “Fast Pass” เร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มโครงการ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท จะมีการใช้ระบบ “Fast Pass” เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องอนุมัติภายในเวลาที่กำหนด เพื่อดึงเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน โดยไม่ต้องใช้เงินใหม่

    “5 เสาหลักนี้จะอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง คือ การรักษาเสถียรภาพการคลัง ซึ่งเราจะเน้นหลักการสำคัญ คือ วินัย ซึ่งจะจัดทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลางในเดือนพฤศจิกายน, โปร่งใส โดยจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น, และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency)”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RPzWvK8TRV5ULw66QLO71

  • กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล ชูเป็นกลไกสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตยั่งยืน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร โดยนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ รองประธานฯ ได้จัดงานสัมมนา “การต่อยอดธุรกิจรายย่อยด้วยการทำตลาดแบบดิจิทัล” เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยในจ.ปทุมธานี ให้ทำการตลาดแบบดิจิตอลในยุค 5G เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ณ หอประชุมกลิ่นกุหลาบ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีผู้ประกอบการให้ความสนใจมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    การสัมมนามุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิทางด้าน Tiktok,  AI, Social Listening มาให้ความรู้แบบจับมือทำ อาทิ นายฐานวัฒน์ อัครนันท์โกเศศ ผู้เชี่ยวชาญด้านติ๊กต๊อกและ facebook เคยทำรายได้วันละกว่า 1 ล้านบาท, นายนพรุจ ประภาศิริ ผู้ประกอบการที่ใช้ AI สร้าง content, ,น.ส.ชนินทร สาหา กูรูด้าน social listening ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม facebook พี่มีสมาชิกเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย, คุณวิมลมาศ ศกุนตนาคฐิติส๋ ผู้เ,ชี่ยวชาญเรื่อง PDPA และไฮไลต์จากงานสัมมน อาทิ เทคนิคการขายออนไลน์ โดยไม่ต้องลงทุน ผ่าน TikTok, Facebook, Shopee, การใช้ AI ช่วยสร้างคอนเทนต์ ให้น่าสนใจและเพิ่มยอดขาย, Social Listening ฟังเสียงความต้องการผู้บริโภคจากสื่อโซเชียลเพื่อต่อยอดกลยุทธ์การตลาด, ความรู้ด้าน PDPA ที่ผู้ประกอบการยุคใหม่จำเป็นต้องเข้าใจ

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับความสนใจและการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ ทุกท่านได้เรียนรู้ทั้งแนวคิดและเทคนิคการตลาดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นของปทุมธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/731166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zYyFFeKh-6o5pGl3qa4dQ