Category: เศรษฐกิจ

  • “เอกนิติ” ยืนยันจำเป็นต้องเร่งใช้จ่ายภาครัฐ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “เอกนิติ” ยืนยันจำเป็นต้องเร่งใช้จ่ายภาครัฐ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06bcOwKDsBuLW7awx-sKcK

  • การจ้างงานในเคนยาเติบโตสูงสุดในรอบ 15 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจปี 2025 ที่จะขยายตัวกว่า 5.3%

    การจ้างงานในเคนยาเติบโตสูงสุดในรอบ 15 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจปี 2025 ที่จะขยายตัวกว่า 5.3%

    1) ภาพรวมสถิติสำคัญ 

    1.1. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของภาคเอกชนเคนยาในเดือนล่าสุด แสดงว่า “การจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน” และอัตราการเพิ่มงานในเดือนล่าสุดเป็นระดับที่เร็วที่สุดในรอบ 15 เดือน — สัญญาณว่าภาคเอกชนเริ่มเพิ่มกำลังคนรองรับความต้องการที่ฟื้นตัว

    1.2. เศรษฐกิจเคนยาขยายตัวในไตรมาส 1/2025 ราว +4.9% (y/y) โดยภาคเกษตรและการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต

    1.3. อัตราเงินเฟ้อ (CPI) ปรับขึ้นเป็น 4.5% ในเดือนสิงหาคม 2025 (y/y) โดยแรงกดดันมาจากราคาอาหารและการขนส่ง แม้อยู่ในกรอบเป้าของธนาคารกลาง (4-7.5%) แต่เป็นปัจจัยที่ผู้ส่งออกและนักลงทุนต้องติดตามต่อไป

    1.4. สถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกประเมินแนวโน้มว่าเศรษฐกิจเคนยากำลังฟื้นและมีโอกาสกลับสู่การขยายตัว >5% หากปัจจัยภายใน-ภายนอกเอื้ออำนวย แต่ต้องจับตาการไหลของ FDI และสภาพแวดล้อมภาษี/กฎระเบียบ

    2) ความหมายเชิงเศรษฐกิจ — ทำไมการจ้างงานเพิ่มสำคัญ

    การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ อุปสงค์สินค้า/บริการภายในเริ่มฟื้น (ความต้องการบริโภคและบริการสูงขึ้น) — ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการนำเข้า (imports) สินค้าผู้บริโภค เครื่องจักร และบริการด้านโลจิสติกส์ และการที่บริษัทต่างๆ ขยายกำลังการผลิตและเพิ่มสินค้าคงคลัง ทำให้งานค้าง (backlogs) ลดลง และการส่งมอบสินค้าหรือบริการได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานไหลลื่นขึ้น (ประโยชน์ต่อผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้าตามคำสั่ง)

    3) ผลกระทบเชิงบวก (โอกาสสำหรับไทย) (เน้นสินค้าที่ไทยมีความแข็งแกร่ง)

    3.1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) & อาหารแปรรูป

    เมื่อกำลังซื้อครัวเรือนเพิ่ม จะทำให้มีความต้องการอาหารสำเร็จรูป, เครื่องดื่ม, สินค้าอุปโภครายวันสูงขึ้น

    สินค้าไทยที่มีโอกาสสูง เช่น กะทิกระป๋อง เครื่องดื่มสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส ปลากระป๋อง เป็นต้น

    3.2. กลุ่มยานยนต์มือสอง และอะไหล่

    ภาคขนส่งและภาครัฐมีการขยายรอบการขนส่งมากขึ้น ทำให้เกิดความต้อง รถตู้ รถกระบะ รถบัส ในการขนส่งมากขึ้น และจะต้องใช้อะไหล่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เคนยาเป็นตลาดที่ไทยส่งออกรถยนต์มือสอง และอะไหล่ตลอดจนผลิตภัณฑ์ยางได้ดี  ทำให้มีโอกาสขยายตลาด แต่อาจต้องพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริการหรือบริการหลังการขายให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน

    3.3. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

    หากการจ้างงานขยาย จะนำมาพร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้จะเพิ่มการนำเข้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือ เครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม สินค้ามีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น จีน อินเดีย อียิปต์และตุรกี ทำให้อาจต้องปรับราคาให้แข่งขันได้มากขึ้น และเน้นการขายสินค้าคุณภาพ

    3.4. กลุ่มสินค้าและบริการด้านสุขภาพ (รวมอุปกรณ์/รถพยาบาล)

    เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น จะมีการใช้งบประมาณจากภาครัฐ (กระทรวงสาธารณสุข) มากขึ้นในการจัดหาอุปกรณ์ การบำรุงรักษา ยา รถพยาบาล และเครื่องมือทางการแพทย์มากขึ้น 

    3.5. กลุ่มเครื่องจักรการเกษตร

    เครื่องจักรการเกษตรจากไทยมีโอกาสสูงในตลาดเคนยา ด้วยภาคการเกษตรที่ใหญ่ขึ้นมาก และนโยบายรัฐที่ผลักดันการกลไกต่างๆ ดังนั้น การเริ่มต้นความร่วมมือในระดับ pilot โดยใช้เครื่องจักรขนาดเล็กที่เหมาะกับระบบเกษตรกรรายย่อยน่าจะเป็นแนวทางที่ผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้ นำมาใช้ในการทำตลาดในเคนยา

    4) โอกาสเชิงการลงทุนโดยตรง (สำหรับนักธุรกิจไทย)

    4.1. ตั้งโรงงาน/การประกอบ (assembly/CKD) สำหรับสินค้าที่ต้องการชิ้นส่วนส่งซ่อม หรือเพื่อลดภาษีนำเข้า แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณความต้องการของตลาดในระดับกลางจนถึงสูง เช่น การแปรรูปอาหารหรือประกอบชิ้นส่วนยานยนต์

    4.2. ร่วมทุนกับตัวแทนท้องถิ่น เพื่อเข้าใจตลาดและระบบจัดซื้อภาครัฐ (procurement)  โดยเฉพาะการประมูลจัดซื้อภาครัฐของกระทรวงต่างๆ แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่มีผู้จัดชื้อเป็นภาครัฐหรือใช้เงินที่รัฐเป็นผู้กู้หรือได้รับทุนจากต่างประเทศ เช่น ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

    4.3. ศูนย์บริการหลังการขาย (parts & service hubs) เพื่อรับประกันการจัดส่งอะไหล่และการซ่อมบำรุงอย่างรวดเร็ว แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่ต้องการบริการหลังการขายและไทยยังมีจุดอ่อนด้านนี้ เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร เป็นต้น

    5) ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา 

    5.1. เงินเฟ้อที่ปรับขึ้น (4.5% ใน ส.ค. 2568) อาจกดดันต้นทุน การนำเข้าสูงขึ้นส่งผลให้มีการชื้อน้อยลง 

    5.2. ความผันผวนค่าเงิน (KES) อันนี้ในปี 2568 นี้ น่าจะมีความเสี่ยงน้อยเพราะค่าเงินของเคนยามีเสถียรภาพที่ดีและสถานะการเงินของรัฐก็อยู่ระดับดีกว่าปีก่อน ทำให้ความเสี่ยงนี้มีน้อย 

    5.3. ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจมีผลต่อราคาพลังงานที่เคนยาต้องนำเข้าน้ำมัน และการปล่อยเงินกู้จากต่างประเทศที่อาจลดลงได้ หากความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆของโลกมีความรุนแรงขึ้น 

    5.4. ตัวเลขที่ควรจับตาดู 

    – ดัชนีความเชื่อมั่น PMI (รายเดือน) ดูแนวโน้มการจ้างงานและ new orders จัดทำโดย Stanbic Bank Kenya 

    – อัตราเงินเฟ้อ CPI / Inflation (KNBS) — ติดตามต้นทุนและกำลังซื้อผู้บริโภค จัดทำโดย Kenya National Bureau of Statistics

    – GDP growth เพื่อตรวจความยั่งยืนของการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจในภาพรวม จัดทำโดย (KNBS / Reuters / World Bank) รายไตรมาส  

    – อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อควบคุมความเสี่ยงต้นทุนและการตั้งราคา จัดทำโดย ธนาคารกลางเคนยา (CBK)

    ความเห็นของ สคต.

    การที่การจ้างงานของเคนยามีแนวโน้มที่ดีนั้น น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกระหว่างไทยกับเคนยาให้มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย อย่างไรก็ดี สคต. เห็นว่า แม้จะมีแนวโน้มที่ดีตามรายงานดังกล่าว และโอกาสของสินค้าไทย แต่ปัจจัยสำคัญ ก็คือราคาของสินค้าต้องมีความเหมาะสมกับตลาด เช่น ไม่แพงเกินไป เนื่องจากกำลังชื้อของคนเคนยายังมีไม่มากนัก อาจจะกล่าวได้ว่า ควรเป็นสินค้าที่มีราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพที่ดี จึงจะมีโอกาสทางการตลาด 

    นอกจากนั้น การที่ผู้ประกอบต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมเช่น มีขนาดเล็ก และมีราคาที่คนเคนยาสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นก็เป็นสิ่งที่ท่านควรคำนึง ตลอดจนความยืดหยุ่นทั้งในเรื่องของปริมาณ minimium order หรือการคละสินค้าหลายๆชนิดได้ หรือการส่งออกแบบรวมตู้ (Consolidate container) ผ่านตัวกลาง หรือ Trader ก็จะทำให้ท่านมีโอกาสส่งออกสินค้ามาได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องการตลาดของเคนยาและแอฟริกาตะวันออกดังกล่าว อาจเป็นข้อจำกัดที่ผู้ส่งออกไทยยังไม่เข้าใจหรือยังกลัวที่จะเข้ามาที่ตลาดนี้ ซึ่ง สคต. ยินดีจะให้คำปรึกษาและหาแนวทางที่เหมาะสม หากท่านสนใจต่อไป

    ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศเคนยา และประเทศในแอฟริกาตะวันออก ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ info@ocanairobi.co.ke 

    ที่มา : www.businessdailyafrica.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hpv7n5xs4sd59q6lj0s6rns7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xFR6FshZ4rgl9ehjeTZ_K

  • ธปท.รายงานเศรษฐกิจ ส.ค.68 ชะลอตัว ตามภาคผลิตอุตฯ-เกษตร

    ธปท.รายงานเศรษฐกิจ ส.ค.68 ชะลอตัว ตามภาคผลิตอุตฯ-เกษตร

    เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับหลายปัจจัยที่เข้ามากดดัน ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โตต่ำกว่าในอดีต เหลือเพียงไม่ถึง 3% ในปีนี้ จากในอดีตที่ GDP เติบโตอย่างน้อย 3%  

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.2568 ชะลอลงจากเดือนก่อน จากผลผลิตเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต อาทิ การค้าและการขนส่งสินค้า 

    โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายสินค้า โดยเฉพาะรถยนต์และอาหารและเครื่องดื่มจากอุปสงค์ที่ชะลอลง สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยชั่วคราวจากการหยุดผลิตรถยนต์ของบางโรงงานเพื่อปรับกระบวนการผลิต และการปิดซ่อมบำรุงโรงงานบางโรงในหมวดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 

    ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกสินค้าทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลงเป็นเดือนแรกนับตั้งแต่เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รวมทั้งการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลดลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นเล็กน้อย จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดที่ติดลบมากขึ้นตามราคาผักและเนื้อสัตว์จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบน้อยลงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ทรงตัวมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน 

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลตามการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติตามฤดูกาล ประกอบกับดุลการค้าเกินดุลลดลง ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป มีแนวโน้มชะลอลงจากการส่งออกสินค้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติม ต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคท่องเที่ยวที่เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการหลายธุรกิจอยู่ระหว่างการปรับตัว อาทิ ยานยนต์ และร้านอาหาร

    ทั้งนี้ ระยะต่อไปมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2.ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ 3.พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และ 4. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/731199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21apwMBYVT1tvGcZBn4nd0

  • การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    วันนี้, 14:00น.

               สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดผลสำรวจทางการในวันนี้ (30 ก.ย.) มุ่งเน้นสำรวจยอดขายของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กของจีน พบว่า การผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมของจีนลดลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือนก.ย.บ่งชี้ว่า ผู้ผลิตอุตสาหกรรมของจีนอยู่ระหว่างรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และรอดูความชัดเจนเรื่องการเจรจาทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ รวมรายละเอียดการขายแอปพลิเคชั่น คลิปวิดีโอสั้น TikTok ให้กับสหรัฐฯ

              ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI)ของจีน ซึ่งเป็นดัชนีทางเศรษฐกิจที่สะท้อนภาวะการขยายตัวหรือหดตัวของภาคการผลิตและบริการ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 49.8 ในเดือนก.ย.เป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 6 เดือน เทียบกับ 49.4 ในเดือนส.ค.แต่ยังต่ำกว่า 50 ซึ่งแบ่งแยกระหว่างการเติบโตกับการหดตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ตามการสำรวจจากรอยเตอร์คือ 49.6

              นักวิเคราะห์มองว่า การหดตัวที่ยืดเยื้อเกิดจากผลกระทบหลักๆ 2 ข้อ ที่กระทบต่อเศรษฐกิจจีน ข้อแรกคือ การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศไม่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา นับยุคการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปลายปี 2562 ข้อที่ 2 คือ ผลจากมาตรการตอบโต้ทางภาษีของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมของจีนปรับลดกำลังการผลิตของโรงงานมาอย่างต่อเนื่อง ตามการสั่งซื้อที่ลดลงจากต่างแดน

              ด้านนายซู เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบริษัทวิจัยตลาด Economist Intelligence Unit กล่าวว่า ผู้ประกอบการของจีนส่วนใหญ่รอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพิ่มจากรัฐบาลจีนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และจับตาการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งรัฐบาลจีนจะกำหนดแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในระยะ 5 ปีข้างหน้า

    #เศรษฐกิจจีน

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155070&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B-Wf_eJzRdrNcUuUA6utZ

  • อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    ทั้งนี้ประชากรกลุ่มดังกล่าวได้ถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง จากเรื่องของหนี้ครัวเรือน ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายที่โตเร็วกว่ารายได้ กลายเป็นกำแพงสำคัญที่ขวางกั้นความต้องการซื้อ และในตอนนี้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อผลกระทบเริ่มลุกลามมาถึงกลุ่มรายได้สูงกว่า 50,000 บาท ที่เริ่มชะลอการตัดสินใจซื้อเพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ในส่วนของกลุ่มผู้มีรายได้สูงซึ่งเคยเป็นตลาดที่แข็งแกร่งก็เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการที่หันมารุมเจาะตลาดกลุ่มนี้ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเล็กลง

    ต่อมาคือ ถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอน เช่น นโยบายภาษีของสหรัฐ แม้ตอนนี้จะมีความชัดเจนในเบื้องต้น แต่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในรายละเอียด ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและกำลังซื้อจากต่างชาติโดยตรง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เคยเป็นส่วนสำคัญในการพยุงตลาด แต่ในตอนนี้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากสัดส่วนเกือบ 60% เหลือเพียง 30% แม้จะมีกำลังซื้อจากชาติอื่นเข้ามาทดแทนบ้าง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ทั้งหมด

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    แรงกดดันต่อมา คือ การปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ซื้อระดับล่าง โดยผู้บริโภคมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอยู่ แต่ซื้อไม่ได้เพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้ ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งมีราคาสูงจนเอื้อมไม่ถึง อย่างไรก็ตามปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศในปีนี้มีแนวโน้มติดลบเป็นตัวเลขสองหลัก หรือประมาณ 10-20% ซึ่งรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

    ด้าน คุณอิสระ มีการประเมินว่ามูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งปกติอยู่ที่ราว 900,000 – 1 ล้านล้านบาทต่อปี ในปีนี้อาจลดลงเหลือประมาณ 700,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงที่หนักที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากนี้ยังมีการเผยผลสำรวจตลาดพบว่า ขณะนี้อุปทานลดต่ำที่สุดในรอบ 20 กว่าปี  โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ ที่ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี แต่คุณอิสระมองว่าการลดลงของอุปทานใหม่นี้ถือเป็นปัจจัยบวก เพราะเป็นการปรับตัวที่ดีของผู้ประกอบการเพื่อรักษาสมดุลของตลาด

    สำหรับผลกระทบของภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้พัฒนาโครงการ แต่ส่งผลในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างมีสัดส่วนใน GDP ราว 5-6% และมีการจ้างงานจำนวนมาก สำหรับโอกาสบนความท้ายทายแบบนี้ นั่นก็คือ ตลาดที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินอาจมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีความต้องซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นหากสามารถหาทางออกทางการเงินใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่การกู้ยืมจากธนาคาร เช่น รูปแบบการเช่าซื้อ หรือการเช่าเพื่อออม ก็จะสามารถปลดล็อกกำลังซื้อขนาดมหึมาของคนกลุ่มนี้ได้

    นอกจากนี้ยังได้แนะนำผู้ประกอบการว่าในภาวะเศรษฐกิจถดถอย การกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด พร้อมยกวิจัยต่างประเทศที่ระบุว่า ควรรักษาธุรกิจหลักให้แข็งแกร่ง และใช้โอกาสในภาวะวิกฤติเพื่อซื้อกิจการหรือสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสมอาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่า ส่วนเทรนด์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อในอีก 5 ปีข้างหน้าคือ ความคุ้มค่า ซึ่งไม่ได้หมายถึงราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความคุ้มค่าในมิติอื่น ๆ เช่น การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คอนโดมิเนียมยังคงได้รับความนิยม

    นอกจากนี้ เทรนด์เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) และอาคารสีเขียว (Green Building) ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ “จับต้องได้” และเชื่อมโยงกับความคุ้มค่า เช่น การออกแบบที่ช่วยประหยัดค่าไฟ หรือการใช้วัสดุที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    สุดท้าย คือ นายศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EnCo กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Good City Living for a Sustainable Future เมืองที่ดี สร้างคุณภาพชีวิต และอนาคตที่ยั่งยืน” ว่า รกิจอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญดั้งเดิมคือการเลือกทำเล (Location) แต่ในโลกปัจจุบันเพียงทำเลที่ดีอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือการสร้าง “เมืองที่มีคุณค่าในตัวเอง” เป็นเมืองที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมสร้างความสุข ความปลอดภัย และผนวกความสัมพันธ์กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป็นอีโคซิสเต็มของเมืองที่ยั่งยืนและจับต้องได้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/property/860004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05hwIK9WEZ7__T6xnkKnN8

  • พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.07 น.

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของบุรีรัมย์ พากันหลั่งไหลไปขอพรและ เลขนำโชค จาก ต้นตะเคียนพันปี ที่วัดสำโรง ด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ที่มาขอโชคลาภมักจะได้รับความสมหวังเป็นประจำทุกงวด บ้างก็มาขอให้บุตรหลานสอบเข้าทำงานได้สำเร็จ เผยไม่ได้งมงายแต่มาแล้วรู้สึกสบายใจและมีกำลังใจในการสู้ชีวิต

    วันที่ 30 ก.ย.68 ชาวบ้านสำโรง ต.ถลุงเหล็กและหมู่บ้านใกล้เคียง เดินทางมาที่ วัดสำโรง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อขอพรและโชคลาภจาก ต้นตะเคียนพันปี ที่เก็บรักษาไว้ในวัดอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่จะมีการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล จะมีผู้คนเดินทางมากราบไหว้และใช้วิธี ลูบหรือสัมผัส บริเวณลำต้นเพื่อมองหา ตัวเลขนำโชค เป็นจำนวนมาก

    นางบุญศรี โขงรัมย์ อายุ 76 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ที่มาขอโชคลาภจากต้นตะเคียนมักจะได้รับความสมหวังและถูกรางวัลกันอยู่เป็นประจำ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะสามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ “เจ้าแม่ตะเคียน” ประทานให้

    ชาวบ้านในแถบนี้เชื่อว่า ต้นตะเคียนนี้มีอายุมากกว่าพันปี โดยถูกขุดขึ้นมาจากลำห้วยยางเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัด มีการสร้างหลังคาคลุมเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากจะมาขอโชคเรื่องตัวเลขแล้ว หลายคนยังมาขอพรในเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิต เช่น ขอให้บุตรหลานสามารถสอบเข้าเรียนหรือเข้าทำงานได้

    แม้จะเป็นเรื่องที่บางคนอาจมองว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ชาวบ้านยืนยันว่า การเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ มีกำลังใจ และช่วยให้มีแรงสู้ชีวิตต่อไปในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/917738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Oe-Km9SttvbXsdCPexSGy

  • “Quick Big Win” แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ”

    “Quick Big Win” แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ”

    กรุงเทพฯ 30 ก.ย. – “เอกนิติ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เดินหน้า “Quick Big Win” 5 เสาหลัก แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ” ดึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่ให้ลงเหว จีดีพีไตรมาส 4 จะโตกว่า 0.3% ตั้งเป้าดึงเครดิตไทยดีขึ้น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การพิจารณาอนุมัติโครงการ “คนละครึ่ง” จะเข้าสู่การพิจารณา ครม.ในสัปดาห์หน้า โดยจะใช้ได้ทันในเดือนตุลาคมแน่นอน และชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่อรัฐสภาว่า 4 เดือนนี้จะเร่งดำเนินการ ภายใต้วางแผนนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางเศรษฐกินไทยที่เปรียบเสมือน “รถยนต์” ที่กำลัง “วิ่งลงเหว” หรือกำลัง “ใกล้จะติดหล่ม” หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ สถานการณ์อาจ ดิ่งเหว จึงเดินหน้านโยบาย “Quick Big Win”กู้เศรษฐกิจ 5 เสาหลัก เดินหน้าเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ เพื่อทำให้กำหนดเป้าหมาย เศรษฐกิจไตรมาส 4/68 ขยายตัวมากกว่า 0.3% ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยจะลดต่ำกว่า 87.4% ต่อจีดีพี

    “นโยบายเศรษฐกิจ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวและกระจายประโยชน์ไปยังทุกพื้นที่ ดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ปากท้องประชาชน เรียกว่า “Quick Big Win” ซึ่งต้องทำ “สั้น” (Quick) “ใหญ่” (Big) พอที่จะดันเศรษฐกิจ และให้ประชาชนได้รับ “ประโยชน์” (Win) 5 เสาหลักจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง คือ การรักษาเสถียรภาพการคลัง จะเน้นจัดทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลางในเดือนพฤศจิกายน, โปร่งใส โดยจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น, และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency)” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คนละครึ่งพลัส นโยบายนี้ใช้หลักการกระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งในสัปดาห์หน้าหน้าจะเสนอครม. ให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ 200 บาท/วัน จากเดิมวันละ150 บาท ใช้ทันต.ค.นี้แน่นอน บาท และโครงการนี้จะเน้นให้ความช่วยเหลือแก่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ เพื่อให้เกิดการกระจายตัว

    นอกจากนี้ ในคำว่า พลัส เพื่อผลยาว โดยผู้เสียภาษีที่อยู่ในระบบจะได้รับเงิน 2,400 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าระบบภาษี หวังว่าระยะต่อไป ประชาชนจะเข้าระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะมีการเพิ่มทักษะ (Skill) ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในการขายของออนไลน์ (E-commerce) รวมถึงการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อจากธนาคาร

    ทั้งนี้ ในการเดินหน้าโครงการดังกล่าว รัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ซึ่งไม่ได้มีการใช้เม็ดเงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลชุดที่แล้ว งบกระตุ้น 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท รวม 44,000 ล้านบาท โดยไม่ได้มีการกู้เพิ่ม ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยว จะกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการพัฒนาปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งนโยบายนี้สูญเสียรายได้ภาษีเพียง 300 ล้านบาท

    1. การแก้ไขหนี้ภาคประชาชน แก้หนี้ NPL จะนำเงินในกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน โดยมีวงเงินเหลือประมาณ 26,000 ล้านบาท มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อซื้อหนี้ NPLมาปรับโครงสร้าง จะเป็นการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระการผ่อนต่อเดือนลง เพื่อให้ประชาชนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น และจะมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย ผ่านอารีย์สกอร์ ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งพานอกระบบ
    2. การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสภาพคล่อง จะใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain Financing ส่งเสริมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” โดยให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน และสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอี ที่มีกำหนดได้รับเงินจากโครงการภาครัฐ ซึ่งลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ,และ เร่งรัดการคืนภาษีของกรมสรรพากรทันที ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ในมือถึง 160,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและเอสเอ็มอี อย่างรวดเร็ว

    4.เพิ่มการออมภาคประชาชน จะมีการสลากออมทรัพย์ เป็นคนละส่วนกับหวยเกษียณ ส่งเสริมการออมโดยเชื่อมโยงกับการซื้อสลาก ทางบัญชีทางออนไลน์ โดยแบ่งสัดส่วนเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมที่ต้องถือไว้ 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งจะใช้เงินจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากฯมาดำเนินการ และ จะสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป โดยปัจจุบันพันธบัตร 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.4%

    5.เพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพิ่มทักษะ (Skill) และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (เกษตรชีวภาพ, Smart Farming, ดิจิทัล, AI, Data Center, รถยนต์ EV และได้จับมือกับสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันเทคนิคไทย-เยอรมัน เพื่อฝึกอบรมแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดย BOI มีเงินสำหรับเพิ่มขีดความสามารถอยู่ 10,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้จะปลดล็อกเงินลงทุนผ่าน BOI ด้วย “Fast Pass” เร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ไปแล้วปี66-67 แต่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนจริงมูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท ระบบนี้ก็เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องอนุมัติภายในเวลาที่กำหนด เพื่อดึงเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน โดยไม่ต้องใช้เงินใหม่

    สำหรับรถยนต์เศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย เครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ได้แก่ การส่งออก (ลูกสูบที่ 1) ,การบริโภคภาคเอกชน,การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเครื่องยนต์นี้ “เตรียมดับ” เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานทั่วประเทศยังไม่ถึง 60% ,เครื่องยนต์การใช้จ่ายรัฐบาล จะเร่งช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้ว่าน้ำหนักตัวจะเล็ก แต่ก็เป็นความหวังเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจพ้นจากหล่มได้. -511-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1592307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wYm1HUxs3b4er8dE5_vx7

  • แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายจากการเติบโตที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและตั้งรับอย่างต่อเนื่อง

    ยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่ไทยเบฟยังเดินหน้าสร้างโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลประกอบการ 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีรายได้จากการขายรวม 258,621 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA) อยู่ที่ 45,026 ล้านบาท ลดลงเพียง 4.0% จากปีก่อนหน้า

    พร้อมประเมินแนวโน้มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น เพราะเชื่อมั่นต่อบทบาทของรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง รวมถึงการเร่งเจรจาระดับภาคีที่มีรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ตลอดจนการแสดงจุดยืนบนเวทีนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การเติบโตในอนาคต


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยเบฟยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ PASSION 2030 เพื่อสร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเน้น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้กระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งร้านค้า โมเดิร์นเทรด และร้านโชห่วย เพื่อขยายศักยภาพการเติบโตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกว่า 8,000 ล้านคนทั่วโลก
    1. การใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจ พัฒนาเครื่องมือและโปรแกรมติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการบริการ โดยบทเรียนจากโควิดชี้ให้เห็นว่าการละเลยผู้บริโภคและคู่ค้าจะทำให้เส้นทางการจัดจำหน่ายสะดุด ไทยเบฟจึงให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิด

    สำหรับงบลงทุนปี 2569 ไทยเบฟตั้งไว้ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจสุรา 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเบียร์ 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท แม้จะไม่มีโครงการใหญ่ในปีหน้า แต่การลงทุนด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ายกระดับมูลค่าตลาด (Market Cap) ในเอเชียแปซิฟิก แม้ล่าสุดจะอยู่ที่อันดับ 11 จากเดิมอันดับ 10

    ฐาปน กล่าวต่อถึงผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ธุรกิจสุรา

    ช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 92,778 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน แม้ปริมาณขายรวมลดลง 0.8% และ EBITDA ลดลงเป็น 22,161 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น กลุ่มยังคงเดินหน้าขยายแบรนด์ รวงข้าว ให้กลับมาโดดเด่น และส่งออกแบรนด์ PRAKAAN ไปยังสหราชอาณาจักรและตลาดต่างประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาอย่างรอบคอบ

    เช่นเดียวกับ ธุรกิจเบียร์ มีรายได้จากการขาย 96,497 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากตลาดเวียดนาม แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 4.8% แต่การแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA margin) เพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 13.0% ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 4.0% เป็น 12,573 ล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและประสิทธิภาพการผลิต

    กลยุทธ์หลักยังคงเน้นยกระดับตราสินค้า ‘ช้าง’ และรักษาความเป็นผู้นำของ ซาเบโก้ ในเวียดนาม พร้อมทั้งลงทุนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ในเวียดนามเพื่อพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น Saigon Binh Tay Beer Group JSC (Sabibeco) จาก 21.8% เป็น 65.9% เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน

    ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 49,326 ล้านบาท ลดลง 0.7% แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 0.4% แต่ EBITDA ลดลง 6 3% เหลือ 8,718 ล้านบาท จากการลงทุนด้านการตลาดและตราสินค้าที่สูงขึ้น ในปี 2569 บริษัทเตรียมขยายโรงงานในกัมพูชา รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบเล็กน้อย แต่ในบริบทของประชาชนไม่ได้รู้สึกตึงเครียดขนาดนั้น ก็ต้องประคับประคองให้เกิดความสมดุลและเหมาะสม

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งแบรนด์ โออิชิ กรีนที คริสตัล น้ำอัดลมเอส และยังได้ต่อยอดการผนึกกำลังจากการรวมธุรกิจและการดำเนินงานของ F&N ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึง NutriWell (นิวทริเวล) เครื่องดื่มนมถั่วเหลืองพรีเมียม ซึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันได้ขยายจุดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตไม่ต่ำกว่าสองหลักในปี 2569

    และธุรกิจอาหาร ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 16,563 ล้านบาท ลดลง 1.4% และ EBITDA อยู่ที่ 1,578 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ถึงอย่างไรธุรกิจยังคงเติบโตเชิงบวก โดยเฉพาะแบรนด์ KFC ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไทยเป็นอย่างดี

    ส่วนแผนปี 2569 เตรียมขยายร้าน KFC เพิ่มอีก 40 สาขา และเตรียมปรับโฉมร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น โดยยึดกลยุทธ์สร้างคุณค่าและประสบการณ์ให้ลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

    ส่วนการสร้างแบรนด์ใหม่ บริษัทมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเทรนด์ธุรกิจอาหารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยแบรนด์อาหารหน้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งอาจจะได้รับความนิยมในช่วงแรก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะหายไปในเวลาอันสั้น ซึ่งไทยเบฟมองว่าการสร้างแบรนด์ จะต้องยั่งยืนและเติบโตได้ในระยะยาว

    ฐาปน ย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไทยเบฟยังสามารถปรับตัวได้เหมือนช่วงการแพร่ระบาดโควิด โดยให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายและรักษาความมั่นคงทางการเงิน และคาดว่าในปี 2569 ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่หากสถานการณ์ไม่เอื้อ บริษัทจะไม่ปรับเป้ายอดขาย แต่จะเปลี่ยนวิธีการบริหารแทน เพราะเชื่อว่าทุกๆ ธุรกิจยังคงมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thaibevs-top-commander-believes-the-new-government/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G1MpS77-vwvznIRKpHdMQ

  • เอกนิติ รมว.คลัง ระบุ เศรษฐกิจไทย “กำลังจะติดหล่ม”

    เอกนิติ รมว.คลัง ระบุ เศรษฐกิจไทย “กำลังจะติดหล่ม”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เปรียบเสมือนรถยนต์กำลัง “วิ่งลงเหว” เพราะรถยนต์เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ประกอบด้วย

    1.การส่งออก ซึ่งก่อนที่จะมีการจัดเก็บภาษีทรัมป์ ได้มีการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี พบว่าครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี เฉลี่ยอยู่ที่ 3 % แต่พอเร่งส่งออกช่วงแรก ในช่วงหลังการส่งออกกำลังแผ่วและค่อๆดับลง เพราะโดนเก็บภาษีไปแล้ว

    2.การบริโภคภาคเอกชน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย การบริโภคภาคเอกชนเดือน ก.ค.ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบปี เป็นผลมาจากความเชื่อมั่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานาน คนไม่มีรายได้ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่เริ่มแผ่วและกำลังจะดับลงเช่นกัน

    3.การลงทุนภาคเอกชน ทุกวันนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ซึ่งเครื่องยนต์นี้ก็เตรียมดับเช่นเดียวกัน 

    และ 4.การใช้จ่ายรัฐบาล ซึ่งเครื่องยนต์นี้น้ำหนักตัวเล็ก แต่เป็นเครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ 

    นายเอกนิติ กล่าาว่า จากการคาดการณ์ของ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะโตที่ 1.7% แต่ไตรมาสที่ 4 จะเหลือแค่ 0.3% แสดงว่า ใกล้ติดลบมาก 

    เครื่องยนต์วันนี้เราเห็นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะติดหล่ม…เราจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลังหรือ จะใช้เงินทั้งหมดหรือไม่ ผมพยายามคำนึงเรื่องนี้ตลอด แต่วันนี้คือ เครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ช่วยให้เราพ้นจากหล่มเศรษฐกิจ ถ้าเราไม่ใช้เครื่องยนต์นี้ อยู่เฉยๆ วันไม่แค่ติดหล่ม มันจะดิ่งเหว ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากมาย เราจะแก้ยากขึ้นไปอีก

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า โจทย์เศรษฐกิจของรัฐบาล มีทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง สภาพคล่องลดลง หนี้ครัวเรือนสูง ผลิตภาพการผลิตลดลง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเกือบทุกวัน เพื่อวางแผนแนวนโยบายเศรษฐกิจ และได้ข้อสรุปว่าจะทำด้วยแนวทาง “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” 

    การ “กระตุ้นสั้น” คือ รัฐบาลมีเวลาจำกัดแค่ 4 เดือน ต้องกระตุ้นให้ได้ผล “ได้ยาว” คือ ถ้าทำได้อย่าแค่แจกเงิน เราต้องคิดถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ส่วน “กระจายตัว” เราต้องให้นโยบายเศรษฐกิจของเรากระจายไปทุกพื้นที่สู่ประชาชน ดูแลผู้ประกอบการSME 

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยมันไม่ใช่แค่จะดับ แต่ปรากฏว่า มันเป็นรถยนต์ที่เก่าอีก คนขับรถขับไม่ค่อยเป็น เพราะทักษะที่เราใช้เป็นเทคโนโลยีเก่า เราต้องคำนึงระยะยาวในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ…และน้ำมันยังใกล้หมด เพราะสภาพคล่องหายไป เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมมานาน SME ไม่มีสภาพคล่อง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากปัญหาที่กล่าวว่า แนวนโยบายของรัฐบาล จึงเน้น เรื่อง “Quick Big Win”  Quick คือ ทำสั้น ทำเร็ว ทำทันที Big คือ ต้องใหญ่พอที่ดันเครื่องยนต์ที่กำลังติดหล่มให้พ้นเหวได้ และ Win คือ ให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้กระจายตัวไปทุกพื้นที่ให้ได้ประโยชน์

    นายเอกนิติ กล่าว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะแบ่งเป็น 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก ประกอบด้วย 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน โดยเรื่องนี้เข้าครม.ในสัปดาห์หน้า โดยรัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนสมทบ 200 บาท สามารถสะสมได้ และได้เริ่มใช้ในเดืือนต.ค.แน่นอน ส่วนพ่อค้าแม่ค้าให้เฉพาะรายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ โดยกรอบงบประมาณไม่ได้มีการกู้เพิ่ม ไม่ได้ใช้เงินใหม่ ใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐาลที่ผ่านมา แต่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับ งบกลาง 19,000 ล้านบาทโดยไม่ได้เสียวินัยการเงินการคลัง 

    นอกจากนี้ยังมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการท่องเที่ยวเมืองรอง ให้มีการลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในการพัฒนาปรับปรุงตกแต่งโรงแรมในเมืองรองให้น่าอยู่ขึ้น

    2.ลดภาระหนี้ประชาชน เรามีงบประมาณที่ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ซึ่งเคยนำไปใช้ในโครงการคุณสู้เราช่วย จากเม็ดเงิน 36,000 ล้านบาท ตอนนี้เหลืออยู่ 26,000 ล้านบาท โดยจะนำส่วนนี้มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารในการซื้อหนี้ประชาชนที่เป็นหนี้เสีย NPL ออกมา แล้วนำมาหนี้ตรงนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ มีการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เพื่อให้สภาพคล่องดีขึ้น และมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยง ให้สามารถกู้เงินในระบบได้

    3.เพิ่มสภาพคล่องให้ SME โดยให้บสย.มาค้ำประกัน ตอนนี้ได้เตรียมวงเงินไว้แล้วขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีโครงการพี่ช่วยน้อง สามารถลดหย่อยภาษีได้ และให้ธนาคารมาช่วยสนับสนุนSME ผ่านโครงการสินเชื่อ Supply Chain รวมถึงได้เตรียมคืนภาษีให้กับSME ซึ่งมีการเตรียมเงินไว้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท และเงินจะเข้าสู่ระบบSME ทันที

    4.เพิ่มการออมภาคประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มีการซื้อสลากอยู่แล้ว และเป็นคนละส่วนกับหวยเกษียณ โดยทำเรื่องสลากเพื่อการออม และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม 

    5.การลงทุนเพื่ออนาคต ด้วยการreskill เพิ่มทักษะสูง จับมือกับภาคเอกชน ที่ได้การส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ และร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการ และจะมีโครงการ Fast Pass ของบีโอไอ เพื่อเป็นการปลดล็อกระเบียบกติกา ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ รวมถึง การส่งเสริมพลังงานสะอาด

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ ยืนยันว่า กระทรวงจะรักษาวินัยเสถียรภาพการคลัง โดยในเดือนพ.ย.จะมีการกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เรทติ้งเอเจนซี่ ว่า เรามีแผนชัดเจน  โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น และมีธรรมาภิบาลของระบบการคลัง 

    และมีเป้าหมายที่ชัด คือ ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 87.4% ของจีดีพี และมีสภาพคล่อง SME เพิ่มขึ้น ประชาชนมีช่องทางการออมระยะยาวมากขึ้น รวมถึง เงินลงทุนเพื่ออนาคตเข้ามากขึ้น

    เป้าหมายเราชัด จะต้องเอารถยนต์ของเราขึ้นจากหล่มให้ได้ ไม่ให้ตกเหว จีดีพีไตรมาส 4 ที่คาดการณ์ไว้ 0.3%  เราต้องทำให้ดีกว่า 0.3% นี้คือ เป้าหมายที่ชัด

    นายเอกนิติ ย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งแต่ทุกคนต้องช่วยกันทำให้รถยนต์เศรษฐกิจฟื้นจากหล่ม ไม่ตกเหว อย่างน้อยใน 4 เดือน ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ ไม่ให้ติดหล่ม ช่วยประชาชนและSMEที่เดือดร้อนได้ และเพิ่มขีดความสามารถในระยะยาวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zq_GXwwEzLU9DGYZ_2lAr

  • รัฐมนตรีคลังเปิดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยหลักการ Big Quick Win เป้าหมายพา GDP โตเกิน 0.3% ในไตรมาส 4

    รัฐมนตรีคลังเปิดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยหลักการ Big Quick Win เป้าหมายพา GDP โตเกิน 0.3% ในไตรมาส 4

    วันนี้ (30 กันยายน 2568) ณ อาคารรัฐสภา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

    เอกนิติระบุว่า รัฐสภาให้ข้อคิดเห็นมากมาย โดยชื่นชมคำเปรียบเปรยของฝ่ายค้านที่มองว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถยนต์ที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ก็มองในทิศทางเดียวกัน และเห็นว่าประเทศไทยเหมือนรถยนต์ที่กำลังวิ่งลงเหว

    โดยชี้ว่า การส่งออก การบริโภค และการลงทุนจากภาคเอกชน เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับหรือดับไปแล้ว เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้มีการคาดการณ์ว่า จะโตร้อยละ 1.7 ในไตรมาส 3 อาจจะโตเพียงร้อยละ 0.3 ในไตรมาส 4 ฉะนั้นจึงเหลือเพียงการใช้จ่ายของภาครัฐที่เป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่ยังคงทำงานอยู่

    สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว เอกนิติระบุว่า จะใช้หลักคิด ‘กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว’ ผ่านนโยบาย Big Quick Win ซึ่งเป็นการลงมือทำอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และให้ประชาชนกับผู้ประกอบการได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 1 ฐานรากที่แข็งแกร่ง

    เสาหลักที่ 1 คือการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว นำร่องด้วยโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าครองชีพให้ประชาชนครึ่งหนึ่ง โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไป สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงิน 2,400 บาท ขณะที่ผู้ที่ยังไม่อยู่ในระบบจะได้รับ 2,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองรองสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและปรับปรุงโรงแรมมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า

    เสาหลักที่ 2 คือลดภาระหนี้สินภาคประชาชน จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหนี้ของประชาชนมาปรับปรุงโครงสร้าง ลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนหายใจได้คล่องขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือประชาชนกลุ่มอื่นๆ เพื่อป้องกันการเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ

    เสาหลักที่ 3 คือเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ใช้กลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมดำเนินโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ ที่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือรายย่อยมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้กรมสรรพากรจะเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs วงเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด

    เสาหลักที่ 4 คือเพิ่มการออมของประชาชน จะมีการปรับรูปแบบการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อสลากในแต่ละงวดจะจัดสรรเข้าบัญชีเงินออมของประชาชนโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้องถือครองไว้เป็นเวลา 5 ปี จึงจะสามารถนำออกมาใช้ได้ นอกจากนี้จะเพิ่มโอกาสให้รายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ และผู้สูงอายุที่ออมเงินจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

    เสาหลักที่ 5 คือการลงทุนเพื่ออนาคตและเพิ่มทักษะแรงงาน โดยร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกับสถาบันการศึกษา ในการผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้จะปลดล็อกโครงการที่ได้รับอนุมัติ BOI ไปแล้วในช่วงปี 2566-2567 แต่ยังติดขัดเรื่องสาธารณูปโภคและแรงงาน ซึ่งมีเม็ดเงินคงค้างอยู่ 4.7 แสนล้านบาท ผ่านนโยบาย Fast Pass เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติต่างๆ ให้เงินลงทุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน

    เอกนิติเน้นย้ำว่า เสาทั้ง 5 หลักจะตั้งอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง นั่นคือ การรักษาวินัยและเสถียรภาพทางการคลัง โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ กระทรวงการคลังจะจัดทำกรอบวินัยการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ว่ารัฐบาลมีแผนการคลังที่ชัดเจน โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล

    “ผมไม่ได้ใช้เงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติโดยรัฐบาลที่แล้ว ไม่ได้กู้เพิ่ม แต่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท บวกกับ 9,000 ล้านบาทจากงบกลาง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบงบประมาณที่รัฐสภาอนุมัติแล้ว” เอกนิติกล่าว

    รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทิ้งท้ายว่า เป้าหมายที่ชัดเจนคือการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่ติดหล่ม โดยอัตราการเติบโตของ GDP จะต้องสูงกว่าร้อยละ 0.3 ที่คาดการณ์ไว้ พร้อมกับลดระดับหนี้ครัวเรือน และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-ministry-of-finance-policy-statement/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw263skLp0DHdWlgmfnzlF7F