Category: เศรษฐกิจ

  • SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยโต 1.8% ปีนี้ และปีหน้าโต 1.5% แต่ในครึ่งหลังโตไม่ถึง

    SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยโต 1.8% ปีนี้ และปีหน้าโต 1.5% แต่ในครึ่งหลังโตไม่ถึง

    เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทายรอบด้าน ข้างนอกพึ่งพายาก ข้างในเปราะบาง เป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลใหม่ในการฟื้นความเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจ และวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการยกระดับการลงทุนของประเทศท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว 

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโต 1.8% ปีนี้ และชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2569 โดยช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% และยังเสี่ยง Technical recession 

    แรงส่งหลักของเศรษฐกิจจะแผ่วลง ความท้าทายภายนอกและภายในจะมาพร้อมข้อจำกัดการคลังที่มากขึ้น

    เศรษฐกิจไทยจะพึ่งพาโลกได้ยากขึ้น

    • สงครามการค้า : ภาษีสหรัฐฯ 19% เริ่มกดดัน ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ชะลอลง สินค้าหลายกลุ่มเริ่มหดตัวและมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง
    • บาทแข็งนำสกุลอื่น : แข็งสุดตั้งแต่เกิดวิกฤติปี 2540 ไม่สอดคล้องปัจจัยพื้นฐาน ยิ่งกดดันส่งออกและท่องเที่ยว 
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าปีก่อน มีสัญญาณพ้นจุดต่ำสุด : นักท่องเที่ยวใช้จ่ายระวังขึ้น ไทยอาจเสียเปรียบคู่แข่งจากบาทแข็ง

    ภายในประเทศจะเปราะบางขึ้น

    • ธุรกิจ SMEs เปราะบาง : รายได้เฉลี่ยยังต่ำกว่าก่อนโควิด กำไรต่ำ บริษัท “ผีดิบ” เพิ่มขึ้น
    • ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ : ว่างงานบางกลุ่มสูงขึ้น ชั่วโมงทำงานลด รายได้ลดลง
    • ข้อจำกัดการคลัง : เสี่ยงเบิกจ่ายช้า หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน เสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตประเทศ

    SCB EIC มอง กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีก 1 ครั้งต้นปีหน้าเหลือ 1%  เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงิน ช่วยลดภาระหนี้และความเสี่ยงเครดิต

    ขณะเดียวกัน มองว่ารัฐบาลใหม่ควรเน้นนโยบายเศรษฐกิจ 3 ด้าน (3S) ได้แก่ 

    1. Stabilize เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เน้นเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกและการผลักดันที่มีประสิทธิภาพ 
    1. Stimulate เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ควบคู่กับการผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัว ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบาย การใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อ และการดูแลค่าเงินบาท 
    1. Structural reform ยกระดับนโยบายภาครัฐเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ ผ่านการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การจัดหาตลาดใหม่ และการผลักดัน Green investment ตลอดจนการวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านวางกรอบนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสำหรับอนาคต การพัฒนาทักษะของแรงงาน และการปฏิรูปการคลัง     

    ทั้งนี้ SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกโตชะลอลงเหลือ 2.5% ในปี 2568 และ 2.4% ในปี 2569 จากผลนโยบาย Trump กดดันการค้าการลงทุนโลก แต่ในระยะต่อไปจะมีแรงขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด เร่งเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และกระแส Friendshoring, Reshoring และ Nearshoring

    ไทยต้องเร่งโอกาสดึงดูด FDI อย่างมีกลยุทธ์ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว 

    • FDI ไทยยังมีโอกาสขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่ม Data center และ Future food ขณะที่อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม เช่น อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ยังเติบโตได้ แต่เผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนนโยบายการค้าโลกและการไหลกลับของเงินลงทุนไป USMCA, ญี่ปุ่น และ EU ที่ได้เปรียบข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ทั้งนี้ความท้าทายด้านการแข่งขันและเงื่อนไขการลงทุนของไทยยังมีมากขึ้น
    • ผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับมาตรฐานการผลิต–ทักษะแรงงาน–เชื่อม Supply chain โลก
    • ภาครัฐต้องเร่งปรับกฎระเบียบ–ลดอุปสรรคขั้นตอน–สร้าง Ecosystem เอื้อการลงทุน 

    อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q32025?utm_source=Influencer&utm_medium=Link&utm_campaign=OUTLOOK_Q3_SEP_2025

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-1percent-recession-3s-policy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EDLdjXdpPkdpSRuONrn11

  • “ศุภจี” หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา | เที่ยงทันข่าว | 30 ก.ย. 68

    “ศุภจี” หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา | เที่ยงทันข่าว | 30 ก.ย. 68

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรกหลังนั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ฯ เผยมาตรการ “ดันธงฟ้า–ขนส่งฟรี–มหกรรมการค้าชายแดน“ หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    #ศุภจี #ชายแดน #พาณิชย์ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/202029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11pweElUzALUcxN1h47ycE

  • “โกลเบล็ก” มองราคาทองผันผวน กังวลเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    “โกลเบล็ก” มองราคาทองผันผวน กังวลเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    สำหรับราคาทองคำในประเทศเปิดตลาดมาเช้านี้ (30 ก.ย.68) เมื่อเวลา 9.07 น.ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของสมาคมค้าทองคำ ปรับเพิ่มขึ้น 650 บาท ล่าสุด 11.00 น. ราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงถึง 11 ครั้ง ทำให้ราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้น 1,100 บาท ราคาทองคำแท่ง 96.5% ขายออก 59,300 บาท รับซื้อ 59,200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 60,100 บาท รับซื้อ 58,017.32 บาท

    ขณะที่ราคาทองคำโลกในตลาด COMEX อยู่ที่ 3,892 ดอลลาร์/ออนซ์ ปรับเพิ่มขึ้น +37.50 หรือ +0.97% เมื่อเวลา 11.33 น. ที่ผ่านมา

    ด้านบล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินราคาทองคำผันผวนต่อเนื่อง กังวลความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ กระตุ้นให้ เฟด มีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า ส่งผลให้นักลงทุนยังคงถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จึงแนะนำกลยุทธ์ “ซื้อเมื่อราคาย่อตัว” ในกรอบ  3,760 – 3,850 ดอลลาร์สหรัฐ

    ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนยังคงถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อีกทั้งสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่ปรับตัวขึ้นตามคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดยังคงคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2568 ที่ขยายตัวสูงกว่าคาด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลดลงต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนควรจับตาตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยของ เฟด ดังนั้นฝ่ายวิจัยประเมินกรอบราคาทองคำไว้ที่ 3,760 – 3,850 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ พร้อมแนะนำให้ “ซื้อเมื่อราคาย่อตัว”

    ส่วนภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้เตรียมเก็บภาษีศุลกากรยาแบรนด์ 100% เริ่ม 1 ต.ค. 2568 ทั้งนี้จะยกเว้นให้กับบริษัทที่มีแผนจัดตั้งโรงงานผลิตยาในสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ ส่วนสถานการณ์อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกรุงซานา ตอบโต้การโจมตีโดรนจากกลุ่มฮูตี กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี โดยเป็นการตอบโต้เหตุการณ์ที่กลุ่มฮูตีส่งโดรนโจมตีรีสอร์ท ท่องเที่ยวในเมืองท่าทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 20 ราย

    นอกจากนี้ ตัวเลข PMI ของสหรัฐฯ ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 3 เดือน สหรัฐฯ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นในเดือนกันยายน ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 53.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน สะท้อนถึงการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยตัวเลขเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.7% สอดคล้องต่อคาดการณ์ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในเดือนสิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่ยังคงอยู่ในระดับควบคุมได้

    ขณะที่ปัจจัยด้านลบที่ส่งผลต่อการลงทุนทองคำ ยังคงเป็นปัจจัยจากภายนอก อาทิ อินเดียเตรียมเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ หวังลดความไม่สมดุลทางการค้า นายปิยุช โกยัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย ที่ระบุว่า อินเดียมีแผนเพิ่มการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้าในอนาคต

    “สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2568 ขยายตัว 3.8% สูงกว่าการประมาณการในครั้งก่อน ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 14,000 ราย สู่ระดับ 218,000 ราย ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 235,000 ราย สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gbs-gold-safe-haven&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KQKo40r1YJhmF3_S92dNF

  • นายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ


    30/09/2568 | 85 |

    นายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ชี้ การใช้บัตรลงคะแนน 4 ใบเป็นเพียงการคาดการณ์ ย้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมร่วมของรัฐสภา เป็นวันที่สอง ว่า การอภิปรายวันแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งฝ่ายคณะรัฐมนตรีจะนำไปพิจารณาปรับใช้ พร้อมยืนยันว่าโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นมาตรการที่มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โปร่งใส และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการหมุนเวียนของเม็ดเงิน ส่วนข้อครหาว่าเป็นโครงการเพื่อหาเสียงล่วงหน้า นายกรัฐมนตรี มองว่าการอภิปรายในสภาไม่ว่าจะจากฝ่ายใดก็เป็นการหาเสียงล่วงหน้า เพราะเป็นการสื่อสารต่อประชาชนเช่นกัน ในส่วนของข้อกังวลจากหลายฝ่ายในการจัดทำประชามติ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง แต่ย้ำว่าการใช้บัตรลงคะแนน 4 ใบเป็นเพียงการคาดการณ์ ทั้งนี้ การจัดทำประชามติแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง รัฐบาลจึงต้องพิจารณาความเหมาะสมเพื่อประหยัดงบประมาณ พร้อมเชื่อมั่นว่าประชาชนสามารถทำความเข้าใจได้หากมีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง สำหรับกรณีบันทึกความเข้าใจ MOU43-44 ระหว่างไทย–กัมพูชา นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาของคณะกรรมาธิการ หากผลการศึกษาไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย รัฐบาลก็จะพิจารณายกเลิกเองตามอำนาจหน้าที่ที่มี ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก และถือเป็นการให้เกียรติประชาชนในการมีส่วนร่วมต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ส่วนกรณีที่มีสมาชิกอภิปรายถึงพาเหมาะสมและคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรี นั้น นายอนุทิน ยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่ปรากฏข้อมูลการกระทำผิดหรือขาดคุณสมบัติแต่อย่างใด นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ซึ่งจะมีการบรรจุวาระเร่งด่วนหลายประเด็นตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ เพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 
    ข้อมูล : https://x.com/nnthotnews/status/1972856326188593596?t=d9JyygPMUSf8oeDgUlcLPQ&s=19


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/427716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0knaw3QzZDaiUk6-97hJWr

  • “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก เผยมาตรการกู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก เผยมาตรการกู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก เผยมาตรการกู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก หลังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยมาตรการ “ดันธงฟ้า–ขนส่งฟรี–มหกรรมการค้าชายแดน” กู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    29 ก.ย. 68 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วาระเรื่องด่วน 1 คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุม

    นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมโดยกล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจภายใต้หลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจที่นำโดยรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทันประภาส

    นางสาวศุภจี เผยว่า ไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 60% ของ GDP โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญคิดเป็น 10% ของ GDP ทั้งประเทศ รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเร่งเจรจาข้อตกลงการค้า หรือ Agreement on Recyclable Tax (ART) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2568 เพื่อสร้างความชัดเจนด้านกติกาการค้า หลังจากที่รัฐบาลก่อนหน้าบรรลุ Joint Statement เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา

    ส่วนการปรับปรุงระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า นางสาวศุภจี ชี้แจงว่า ไทยได้รวมอำนาจการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ไว้ที่กระทรวงพาณิชย์เพียงหน่วยงานเดียว จากเดิมที่มี 3 หน่วยงานรับผิดชอบ พร้อมเพิ่มรายการสินค้าที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังจาก 49 รายการเป็น 65 รายการ และปรับกฎเกณฑ์ Rules of Origin หรือ ROO ให้ทันสมัยสอดคล้องกับการค้าสหรัฐ

    และได้พัฒนาระบบดิจิทัล Lower Plus และ Smart Certificate of Origin เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และยืนยันความถูกต้องของ C/O ได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสการปลอมแปลงเอกสาร

    ส่วนการป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร นางสาวศุภจี เปิดเผยสถิติว่า จำนวนเอกสาร C/O ปลอมลดลงอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จาก 149 ฉบับในปี 2565 และ 168 ฉบับในปี 2566 เหลือเพียง 5 ฉบับในปี 2567 และในปี 2568 ยังไม่พบการปลอมแปลง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ระบบดิจิทัลที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง ทั้งการใช้ลายน้ำและการตรวจสอบย้อนกลับได้จากปลายทาง

    แผนสร้างความเข้าใจภาคเอกชน นางสาวศุภจี เผยว่า จะเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และตลาดทุน เกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ของการออก C/O และ ROO เพื่อให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงการถูกปฏิเสธการส่งออก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศ

    ส่วนการใช้มาตรการปกป้องการค้าและการตอบโต้ นางสาวศุภจี เผยว่า ไทยได้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ถึง 31 กรณี ไม่ใช่เพียง 6 กรณีตามที่บางฝ่ายเข้าใจ และไทยเป็นฝ่ายถูกใช้มาตรการตอบโต้จากต่างประเทศรวม 73 กรณี

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    ทั้งนี้ สาเหตุที่ตัวเลขสูงเนื่องจากมีหลายประเทศยื่นใช้มาตรการกับไทยพร้อมกัน กระทรวงพาณิชย์ยังใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง 6 กรณี ขณะที่ยังไม่มีการใช้มาตรการปกป้อง แต่ได้เริ่มกระบวนการไต่สวนเพื่อพิจารณานำมาใช้ในอนาคต รวมถึงติดตามมาตรการอุดหนุน ที่ไทยยังไม่ได้ใช้กับประเทศอื่นแต่ถูกใช้กับไทยแล้ว 7 กรณี

    เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย กระทรวงตั้งเป้าปรับปรุงกระบวนการไต่สวน โดยนำ เทคโนโลยีและระบบ AI มาช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาจากเดิม 12 เดือนเหลือเพียง 9 เดือน และลดเวลาการยื่นคำร้องจาก 4 เดือนลงอีกอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความคุ้มครองเร็วขึ้น

    ด้านการแก้ปัญหาสินค้าทะลักและการละเมิดมาตรฐาน นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการร่วมกับ 16 หน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลัง เกษตร อุตสาหกรรม สคบ. และสำนักงานพัฒนาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งคณะกรรมการร่วมแก้ปัญหาสินค้าต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และยกระดับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มกว่า 2,175 ล้านบาท

    นอกจากนี้ กระทรวงได้เข้มงวดตรวจสอบและดำเนินคดีเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า กว่า 81,719 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 3,541 ล้านบาท รวมถึงมีมาตรการ แจ้งเตือนและสั่งถอดสินค้า ในแพลตฟอร์มออนไลน์ ตรวจสอบแล้ว 54,868 รายการ พบผิดปกติ 35,964 รายการ และสั่งถอดออก 17,177 รายการ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    ส่วนมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอี นางสาวศุภจี กล่าวว่า ได้มีความสำคัญกับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย 6 ด้านหลัก ได้แก่

    1. ขยายตลาดใหม่ เจาะตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา
    2. พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุนทุน 10,000 บาทต่อราย เพื่อซื้อแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดการบัญชีและสินค้าคงคลัง พร้อมอบรมการใช้งาน
    3. เพิ่มช่องทางการค้า ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและไปรษณีย์ไทยเพื่อลดต้นทุนการขายและการส่งสินค้า
    4. เพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งเสริมสินค้า GI, โครงการ Thai Select, Thailand Trust Mark และ Made in Thailand เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
    5. เข้าถึงแหล่งทุน ร่วมมือสถาบันการเงินช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ
    6. ทำให้เข้าถึงง่าย ปรับปรุงแพลตฟอร์ม “ม็อกฟองดู” ให้ใช้งานง่าย ครบวงจรในที่เดียว

    ส่วนการจัดการธุรกิจนอมินีและการเฝ้าระวังธุรกิจเสี่ยง นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เฝ้าระวังธุรกิจ 7 ประเภทหลัก ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ โรงแรม และรีสอร์ท ก่อสร้าง การขายที่ดินเพื่อเกษตร และอื่น ๆ โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อตรวจสอบ ปัจจุบันติดตามคดีนอมินีแล้ว 475 ราย มูลค่ารวม 2,873 ล้านบาท

    ส่วนการลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ประชาชน นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนิน มหกรรมลดราคาสินค้า 1,300 ครั้งต่อปี และเพิ่มความถี่ในพื้นที่ชายแดนที่มีประชาชนเดือดร้อน พร้อมทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชนให้ประชาชนทราบราคายาก่อนจ่ายเงิน และเปิดทางเลือกซื้อยาจากร้านภายนอกโรงพยาบาล

    คาดช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวมกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี ทั้งยังควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์จำเป็นเพื่อลดต้นทุนค่ารักษา คาดช่วยลดภาระประชาชนได้ 1,100 ล้านบาท และบรรเทาความแออัดของโรงพยาบาลรัฐในระยะยาว

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางสาวศุภจี อธิบายกรอบทำงานเพื่อคงความสามารถแข่งขันของไทย ท่ามกลางค่าเงินบาทที่ผันผวนและบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เร่งให้เกิด FTA/ทวิภาคีมากขึ้น จึงต้องดูตั้งแต่น้ำต้นทาง ของห่วงโซ่การผลิต ไม่ใช่เพียงกำหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน โดยมี5 หลักการดูแลสินค้าเกษตร

    1. พยากรณ์อุปสงค์ อุปทานล่วงหน้า ใช้ฐานข้อมูล เดต้าAI ทำปฏิทินผลผลิต และสื่อสารให้เกษตรกรหรือพาณิชย์จังหวัดเตรียมตัวทันเวลา
    2. บริหารอุปทานตามสถานการณ์ เช่น น้ำท่วม คุณภาพข้าวหลังเกี่ยวไม่พร้อมเก็บ ต้องเสริมความรู้การจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดการขายของด้อยคุณภาพ
    3. ผลักดันการส่งออก รักษาลูกค้าเดิม ค้นหาตลาดใหม่ ควบคู่เติมมูลค่าผ่านการแปรรูป
    4. เข้มมาตรการนำเข้า กันสินค้าที่ ไม่ได้มาตรฐาน และสินค้าที่ เกิดจากการเผาหรือก่อมลพิษ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคสิ่งแวดล้อมและพื้นที่การตลาดของผู้ผลิตไทย
    5. วางฐานระยะยาว พัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชเศรษฐกิจให้เหมาะพื้นที่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และส่งเสริมพืชมูลค่าสูงมาทดแทนหรือเสริม

    ส่วนแผนช่วยผู้ประกอบการชายแดนไทย กัมพูชา 7 จังหวัด นางสาวศุภจี เปิดเผยมาตรการ ดังนี้ 

    1. ลดค่าครองชีพทันที ด้วย “ธงฟ้า” ลงหนักพื้นที่ชายแดน ร่วมมือพาณิชย์จังหวัด–มหาดไทย–เอกชน
    2. ดันขายออนไลน์และขนส่งทั่วประเทศ ร่วม ไปรษณีย์ไทย สนับสนุน ค่าขนส่งฟรีแบบร่วมจ่าย ให้สินค้าเกษตร/ชุมชน
    3. จัดมหกรรมการค้าชายแดน และเพิ่ม “ตลาดผ่านแดน” สำหรับผู้ส่งออก

    นอกจากนี้ นางสาวศุภจี ยังกล่าวถึง FTA และการใช้ประโยชน์ ว่าไทยมี FTA 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ล่าสุดลงนามกับ EFTA ซึ่งก้าวสำคัญสู่ FTA กับสหภาพยุโรป  ส่วนเป้าหมายรัฐบาลนี้ จะเร่งบรรลุ FTA กับ EU และเกาหลีใต้ พร้อมดันเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จริงผ่านการลงพื้นที่พบหอการค้า ส.อ.ท. ตลาดทุน และสมาคมต่าง ๆ พร้อมกับเดินหน้าหาตลาดใหม่ต่อเนื่อง ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, เอเชียใต้, อาเซียน และเชิญผู้ซื้อต่างชาติรายสำคัญเยือนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/258130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J1_g_rUfvD5RINBTrwEIm

  • เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก

    เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก

    เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก
    🔹 ข้อตกลงไคโรเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันถึงความจริงใจของอิหร่าน และความหน้าไหว้หลังหลอกของสหรัฐอเมริกาและยุโรปในประเด็นนิวเคลียร์
    🔹 ด้วยความร่วมมือและความสัมพันธ์อย่างกว้างขวางกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมุสลิมอื่น ๆ เราจะสามารถทำลายแผนการร้ายของผู้ไม่หวังดีได้
    🔹 ประธานาธิบดีระบุว่า กลไก “Snapback” เป็นความพยายามของประเทศตะวันตกในการหาข้ออ้างให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวว่า ข้อตกลงไคโรได้แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความจริงใจของอิหร่าน และความหลอกลวงของสหรัฐฯ และยุโรปในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ ท่านยังเน้นย้ำว่า: ข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยความร่วมมือ ความสามัคคีภายในประเทศ และการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ เราจะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จ

  • ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 29-30 ก.ย.2568 โดยนายอนุทิน แถลงถึงการทำงานของรัฐบาลที่มีเวลาจำกัดและไม่ได้จัดทำงบประมาณปี 2569 รวมถึงเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาประเทศ ประกอบด้วย

    1.ด้านเศรษฐกิจ โดยจะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสารและค่าผ่านทาง รวมถึงแก้หนี้ภาคประชาชนรายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพิ่มสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนผ่านสลากเพื่อการออม รวมถึงจะฟื้นความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว และเร่งแก้ปัญหาผลกระทบสงครามการค้า

    2.ด้านความมั่นคง โดยเร่งแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาด้วยแนวทางสันติวิธีและรักษาอธิปไตยและเขตแดน รวมถึงทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจต่อการยกเลิก MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา และเร่งแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ

    3.ด้านสังคมรัฐบาล จะไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจพนัน โดยจะแก้ไข พ.ร.บ.การพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขจัดการทุจริตประพฤติมมิชอบ

    4.ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ความเสี่ยงสูง ส่งเสริมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต

    5.ด้านการปฏิรูปกฎหมายการบริหาภาครัฐ โดยร่างกฎหมายเพื่อยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย เร่งปฏิรูปและยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและสร้างภาะไม่จำเป็นให้ประชาชน

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดประชุมทันทีหลังแถลงนโยบายเสร็จในวันที่ 30 ก.ย.2568 เวลา 18.00 น.โดยถือเป็นรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่อนุมัติงบประมาณและแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ 

    สำหรับวาระ ครม.จะพิจารณาการบริหารจัดการงบประมาณที่เหลือในงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2568 ประมาณ 62,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายภารดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.นัดพิเศษ จะเตรียมความพร้อมงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่เหลือ 62,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 2 ส่วน คือ

    1.นโยบายคนละครึ่งพลัส จะจัดสรรงบส่วนแรก 22,000 ล้านบาท เพื่อโอนเงินเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับโครงการคนละครึ่งให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    2.ชำระหนี้รัฐบาลให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 35,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จากโครงการในอดีต เช่น จำนำข้าวและชดเชยมันสำปะหลัง รวมทั้งใช้หนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแห่งอื่น 

    ทั้งนี้ การชำระหนี้ดังกล่าวเพื่อลดภาระหนี้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดเพดานหนี้ไม่เกิน 30% เพื่อเพิ่มช่องว่างทำโครงการใหม่ในปี 2569 ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลพักชำระหนี้ให้ประชาชนตามนโยบายที่กำหนด

    นอกจากนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เตรียมนโยบายแก้หนี้รายย่อย โดยมุ่งเป้าผู้มีหนี้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท รวม 1-2 ล้านสิทธิ์ 

    สำหรับรูปแบบจะพักชำระหนี้และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ ซึ่งผู้ร่วมโครงการจะครอบคลุมผู้เป็นหนี้ธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยจะพักชำระหนี้และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ รวมทั้งจะมีแนวทางการแก้หนี้เสีย (NPL) เพิ่มเติม

    ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    เปิดที่มาวงเงินคนละครึ่ง 6 หมื่นล้าน

    นายภารดร กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะใช้งบประมาณรวม 60,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

    1.กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน จะได้รับการสนับสนุนเพิ่ม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือน ในงวดเดียว โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ส่วนนี้ใช้งบประมาณ 22,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินเหลือจ่ายของงบประมาณปี 2568 ที่จะโอนเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ

    2.กลุ่มผู้อยู่ในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 11 ล้านคน ที่ยื่นแบบภาษีจะได้รับสิทธิเพิ่มจากเดิม 50:50 เป็น 60:40 โดยจะสมทบ 2,400 บาท และประชาชนเติมเงินอีก 2,000 บาท ใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท โดยเป็นกลุ่มได้วงเงินใช้จ่ายสูงสุดเพื่อเป็นแรงจูงใจ

    3.กลุ่มผู้อยู่นอกระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 9 ล้านคน ได้รับการเติมเงิน 2,000 บาท 

    สำหรับงบประมาณที่ใช้ของกลุ่มที่ 2-3 รวมประมาณ 40,000 ล้านบาท และจะใช้เงินงบประมาณในปีงบประมาณ 2569

    ทั้งนี้รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ต้นเดือน ต.ค.แต่ผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ขณะที่ผู้ที่อยู่ในเฟสก่อนหน้าหรือไม่เคยเข้าร่วมต้องลงทะเบียนใหม่ โดยเริ่มใช้เงินได้ปลายเดือน ต.ค.นี้ ใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดิม

    หวั่นเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ,ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า ล่าสุด EIC ยังประเมินภาพเศรษฐกิจไทยที่คงเดิม 1.8% และปีหน้าที่ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำหากเทียบอดีต โดยเฉพาะครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ถึง 1% และไตรมาส 3 มีโอกาสจะติดลบหากเทียบไตรมาสก่อนหน้า 

    ดังนั้นมีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) จากแรงส่งของการส่งออกหายไป ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงชัดเจนตั้งแต่ครึ่งปีหลังถึงปี 2569

    “เศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าถือว่าต่ำค่อนข้างมากหากเปรียบเทียบอดีตที่เคยโต 3% หรือ 2% ปลายๆ แต่ช่วง 4-5 ปีหลังโควิดนี้ การเติบโตเฉลี่ย 2.0-2.1% สถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็น new reality และกำลังเข้าสู่ another reality ที่การเติบโตอาจไม่ถึง 2% ทั้งสองปีต่อเนื่อง”

    ห่วงบาทแข็งฉุดไทยเสียเปรียบภูมิภาค

    นอกจากนี้ปัจจัยที่น่าห่วง คือ สถานการณ์เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น โดยเดือน ก.ย.เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 4 ปี หรือเกือบ 8% และเทียบคู่ค้าคู่แข่ง หรือ ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) พบว่าดัชนีค่าเงินบาทแข็งขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับแข็งค่าใกล้เคียงปี 1997 ทำให้แต้มต่อค่าเงินบาทที่เคยอ่อนมาตั้งแต่ปี 1997 หายไปแล้ว

    ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากหากเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค เช่น เวียดนามเงินอ่อนค่าลง 3% ทำให้ปัจจุบันไทยเสียเปรียบคู่แข่ง 10-11%

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยว เงินบาทที่แข็งค่ายังกระทบต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ และปัจจุบันเริ่มเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มติดลบ หรือ bottom out แล้ว

    “วันนี้ที่น่าห่วงคือ การแข็งค่าของเงินบาท ที่เร่งตัวมากขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี เงินบาทต้องอ่อนค่า แต่ตอนนี้ตรงกันข้ามเศรษฐกิจไม่ดี เงินยิ่งแข็งค่า ส่งออกก็แย่ ท่องเที่ยวก็ลำบาก สิ่งเหล่านี้ท้ายที่สุดอาจทำให้เราเผชิญกับช็อค หรือ Shock amplifier ที่รุนแรงมากขึ้น”

    นอกจากนี้ หากแข็งค่าของเงินบาทยังส่งผลให้เห็นผ่านทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงขึ้น ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุทั้งการเข้าไปดูแลเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อชะลอการแข็งค่า และมาจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองเพิ่มขึ้น 

    สำหรับสิ่งที่น่าห่วง คือ ไทยอาจถูกจับตาจากสหรัฐเกี่ยวกับ FX Manipulation หากดูจาก 3 เงื่อนไขวันนี้ไทยเข้าแล้ว 2 เงื่อนไข คือ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 3% และเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกิน 15,000 ล้านดอลลาร์ และตัวที่ 3 ที่ต้องจับตา คือ การเข้าซื้อ Reserve ในทิศทางเดียวเกิน 2% ของจีดีพี ดังนั้นต้องติดตามใกล้ชิด

    หวั่นไทยติดกับดักเงินฝืดจาก “หนี้”

    นอกจากนี้ปัจจัยที่น่าห่วงถัดมาคือ เงินเฟ้อที่ติดลบ และต่ำต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน ทั้งปีคาดการณ์อยู่ที่ 0.1% ซึ่งต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมายแบงก์ชาติ 1-3% ซึ่งน่าห่วงเพราะหากเงินเฟ้อต่ำเกินไปหรือติดลบไม่ใช่เรื่องดีต่อเศรษฐกิจ เพราะไม่เอื้อลงทุนและการจ้างงาน 

    รวมทั้งหากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องจะนำไปสู่วงจรที่ไม่ดี เช่น ค่าจ้างไม่ขึ้น การจ้างงานน้อย สะท้อนธุรกิจกำไรลดลง สุดท้ายเราอาจเข้าสู่ Debt Deflation ภาวะเงินฝืดที่มาจากหนี้ได้ ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อลดลง ธุรกิจกำไรน้อยลง ที่ถือเป็นวงจรที่ต้องระวัง

    อีกปัจจัยที่เครดิตเรตติ้งห่วงคือ ข้อจำกัดทางการคลังและหนี้สาธารณะ ปัจจุบันมีข้อจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 70% แต่ EIC มองว่า ภายในปี 2570 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเกินระดับ 70% ได้ หากไม่เร่งไม่ปฏิรูปรายจ่าย โดยลดประชานิยม ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ใช้จ่ายเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมากขึ้นฯลฯ

    “แม้รัฐบาลเข้ามาเพียง 4 เดือน แต่ควรเริ่มพูดถึงการปฏิรูปภาคการคลัง ควรพูดต่อสาธารณชนและเครดิตเรตติ้งมากขึ้นว่าหนี้สาธารณะทะลุ 70% แน่ๆ แต่จะเป็นการทะลุชั่วคราว และสุดท้ายเส้นหนี้จะ Stabilize ลงมาได้ เพราะสิ่งที่เครดิตเรตติ้ง ต้องการ คือ แผนที่ชัดเจนที่ไทยยังไม่มีการสื่อสาร สุดท้ายหากไทยถูกดาวน์เกรดประเทศจริงผลที่ตามมา คือ ต้นทุนการเงินสูงขึ้น 20-40 Basic Point โดยเฉพาะภาคเอกชนรายใหญ่ที่กู้ต่างประเทศ”

    เอสเอ็มอีเปราะบาง-รายใหญ่เริ่มน่าห่วง

    สำหรับปัจจัยที่น่าห่วงยังมาจากเศรษฐกิจในประเทศและหนี้ครัวเรือน และความเปราะบางของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันการฟื้นตัวยังคงเป็น K-Shape ตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา สะท้อนรายได้หรือกำไรของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ระดับต่ำกว่าก่อนโควิด

    อีกทั้งปัจจุบันยังพบว่า สัดส่วนของ Zombie Firms คือธุรกิจที่กำไรไม่เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ความสามารถในการทำกำไรลดลงต่อเนื่อง หากเทียบกับก่อนโควิด เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมตลาดหุ้นไทยจึงค่อนข้างตามหลังมาก เพราะวันนี้ปัญหาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจขนาดเล็กอีกต่อไป

    ส่วนภาคแรงงาน อัตราการว่างงานเริ่มขยับสูงขึ้น แม้ตัวเลขรวมอาจจะยังอยู่ใกล้ 1% แต่หากดูอัตราการว่างงานของกลุ่มประกันสังคมจะเริ่มสูงกว่า 2% แล้ว และมีแนวโน้มสูงขึ้น ที่น่ากังวลที่สุดคือ อัตราการว่างงานเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ตัวเลขขึ้นไปสูงถึงเกือบ 17-18% หากคนรุ่นใหม่ไม่มีงานทำอาจนำไปสู่การสูญเสียทักษะและประสบการณ์ และอาจทำให้เด็กเหล่านี้เข้าสู่ Informal Economy มากขึ้น 

    สำหรับภาพเศรษฐกิจที่ชะลอ มองว่าอาจเป็นปัจจัยเอื้อให้เห็น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ 1 ครั้งปีนี้ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่ 0.25% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tqlAlHQffKzNXe4kDtXQS

  • กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2568 ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2568 ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    29 กันยายน 2568 กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2568 ยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พร้อมมุ่งผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศยกระดับศักยภาพการประกอบการ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง มีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยกรมฯ จัดการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้ ได้มีพิธีมอบโล่และใบประกาศเกียรติบัตรให้แก่วิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 เพื่อยกย่องเกียรติคุณ กระตุ้นให้วิสาหกิจชุมชนพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง และเป็นแรงบันดาลใจแก่ชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 มีดังนี้

    รางวัลชนะเลิศ: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท.ตำบลนางหลง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้านการผลิตและรวบรวมยางพารา ได้รับรองมาตรฐาน EUDR (European Union Deforestation Regulation) และพัฒนาระบบการจำหน่ายผ่านการประมูล สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรสมาชิกและกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันผลิตผักอินทรีย์ตามมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System) เชื่อมโยงการตลาดกับห้างสมัยใหม่ (Modern Trade) วางระบบการจำหน่ายที่ชัดเจน ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2: วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง จังหวัดเพชรบุรี มุ่งเน้นการผลิตผักปลอดภัย จัดการวางแผนการตลาดโดยเชื่อมโยงจากภายในชุมชนออกสู่ตลาดภายนอกอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดรายได้มั่นคงแก่สมาชิก

    รางวัลชมเชย 3 แห่ง ได้แก่

    1. กลุ่มแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี จังหวัดสิงห์บุรี – เสริมสร้างอาชีพและรายได้แก่ครัวเรือนด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน

    2. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด – พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงเกษตรกับการท่องเที่ยว

    3. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนหนองแหน จังหวัดยโสธร – บริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนอย่างเป็นระบบ สร้างตลาดเนื้อโคคุณภาพในท้องถิ่น

    รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า “การยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนต้นแบบในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชุมชนไทยในการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับและการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของชุมชน กรมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้วิสาหกิจชุมชนอื่นๆ นำไปปรับใช้และพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้น”

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 68,916 แห่ง มีสมาชิกกว่า 1,231,257 ราย และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 576 เครือข่าย สมาชิกกว่า 14,597 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568) โดยกรมฯ มุ่งพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการตลาด รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QJZAdptdA3c25HjZRZ-4K

  • ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำ เดือนสิงหาคม 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภค

    ในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8%  และ -0.3% ตามลำดับ และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -3%  และ -4.8% ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ – 10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1% จากระดับ 51.7%  ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    อย่างไรก็ดี เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจาก ช่วงเดียวกันปีก่อนที่  23.6%  และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  0.1%  

    ขณะที่ปริมาณรถยนต์ เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ –10.5%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -8.5% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ –1%

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ร้อยละ 5.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  โดยขยายตัว 44.1%  37%  และ 10.2% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็น  แช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัว  26.1%  7%  และ 1.3% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 14.3%  12.8%  และ 5.9 %

    อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลง  -11.6%  และ -5.3%  เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -12.8 และลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -1%  ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย

    ในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.6 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -5.7% ตามการเพิ่มขึ้น

    ในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และ

    ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี  สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่  -0.79%  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่  0.81%  ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่  64.5%  ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนี

    อยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ  ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับ แรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี  อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน –5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ –19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย –9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลง

    เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง –21,736.88 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ –93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ –6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RbYsUa7d5Wm3tS-hHTEBD

  • ส่อง Insight โซเชียล “คนละครึ่ง..รีบูต” แบบไหนโดนใจคนไทย

    ส่อง Insight โซเชียล “คนละครึ่ง..รีบูต” แบบไหนโดนใจคนไทย

    นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกโครงการคนละครึ่ง ได้กลายเป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมและอยู่ในความทรงจำของคนไทย ด้วยรูปแบบที่เข้าใจง่ายและตอบโจทย์การลดภาระค่าครองชีพรายวัน พร้อมๆ กับการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากผ่านร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

    ล่าสุดกระแสของโครงการ “คนละครึ่ง ได้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากที่ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ประกาศนำนโยบายนี้กลับมาปัดฝุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากยิ่งขึ้น
    บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ dxt:360 เพื่อฟังเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Listening) ในช่วงวันที่ 4 กันยายน – 21 กันยายน 2568 เพื่อถอดรหัสว่า ประชาชนอยากเห็นโครงการ “คนละครึ่ง” ในรูปแบบใดเมื่อมีการนำกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งจะเผยให้เห็น Insight ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการพูดคุยในสังคมออนไลน์ครั้งนี้

    เสียงโซเชียลสะท้อน “คนละครึ่ง” ในมุมมองประชาชน

    จากการรวบรวมข้อมูลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พบว่าเสียงส่วนใหญ่แสดงความต้องการให้โครงการกลับมาอย่างชัดเจน โดยมีข้อเสนอและความคาดหวังที่น่าสนใจใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
    1. วงเงินและระยะเวลา (50%)
    * ประชาชนจำนวนมากคาดหวังว่าโครงการจะกลับมาพร้อมวงเงินที่เหมาะสม ไม่น้อยไปกว่าเฟสก่อนๆ และมีการปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายในแต่ละวัน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน
    * นอกจากจำนวนเงินแล้ว ประเด็นเรื่อง ระยะเวลาและความต่อเนื่อง ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยมีเสียงเรียกร้องให้โครงการมีระยะยาวนานขึ้นหรือแบ่งเป็นหลายเฟสย่อย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง
    2. เงื่อนไขและการลงทะเบียน (40%)
    * ไม่ควรให้สิทธิ์ซ้ำกับผู้ที่เคยได้รับเงินหมื่นดิจิทัลมีเสียงเสนอว่า ผู้ที่เคยได้รับสิทธิโครงการ “เงินหมื่นดิจิทัล” ไปแล้วไม่ควรได้รับสิทธิคนละครึ่งซ้ำอีก โดยให้เหตุผลว่า ควรกระจายความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับโอกาส เพื่อไม่ให้งบประมาณของประเทศไปกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดิม
    * ไม่ควรตัดสิทธิ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการ “แบ่งแยกประชาชน” และ “ซ้ำเติมกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด” ในสังคม กลุ่มที่มีความเห็นนี้จึงเสนอให้คนไทยทุกคนได้รับสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน
    * ควรใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังที่มีอยู่แล้ว เป็นข้อเสนอที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นการประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องเสียเงินไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ที่ซ้ำซ้อน และประชาชนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับระบบเดิมอยู่แล้ว 
    3. ร้านค้าและผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วม (10%)
    * ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับการจำกัดการใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก หรือร้านหาบเร่แผงลอยที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง และไม่กระจุกตัวอยู่กับร้านสะดวกซื้อหรือนายทุนรายใหญ่
    * มีเสียงเสนอให้เพิ่มเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการซื้อสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย (Made in Thailand) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำและช่วยเหลือเกษตรกรหรือผู้ผลิตในประเทศโดยตรง

    ศึกนโยบายเรือธง: คนละครึ่ง vs เงินหมื่น แบบไหนโดนใจโซเชียล

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อพูดถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ชื่อของ คนละครึ่ง มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับ เงินหมื่นดิจิทัล อยู่เสมอ จากการวิเคราะห์บทสนทนาพบว่า สามารถแบ่งกลุ่มประชาชนออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งเผยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า นโยบายไหนครองใจคนไทยมากกว่ากัน
    1. ทีมคนละครึ่ง” (60%)
    ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมออนไลน์เห็นว่าโครงการ คนละครึ่ง มีความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพมากกว่าโครงการเงินหมื่นดิจิทัล โดยอิงจากประสบการณ์ตรงที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ มุมมองของคนกลุ่มนี้เชื่อว่าคนละครึ่งเป็นโครงการที่จับต้องได้และเห็นผลชัดเจน โดยเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “คนละครึ่ง” สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และทำให้เงินหมุนเวียนไปยังร้านค้ารายย่อยได้จริง
    2. ทีมเงินหมื่นดิจิทัล” (22%)
    เป็นกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังคงชื่นชอบและต้องการโครงการในรูปแบบ “เงินหมื่นดิจิทัล” มากกว่า “คนละครึ่ง” ความเห็นที่ปรากฏในกลุ่มนี้ยังคงเชื่อว่าการได้รับเงินก้อนจำนวนหนึ่งหมื่นบาทตรงกับความต้องการมากกว่า เพราะสามารถนำไปใช้กับภาระหนี้สินหรือซื้อของชิ้นใหญ่ที่จำเป็น หรือสามารถใช้เป็นทุนหมุนเวียนได้ในยามจำเป็น ขณะที่โครงการคนละครึ่งมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง
    ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวสะท้อนความต้องการของประชาชนจำนวนหนึ่งในสังคมออนไลน์ที่มองว่ารูปแบบการได้รับเงินสดจำนวนมากตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีกว่า
    3. ทีมไม่เชื่อมั่นนโยบายรัฐ (18%)
    จากการวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ พบว่ามีกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งที่แสดงความไม่เชื่อมั่นต่อนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือเงินหมื่นดิจิทัล
    ความเห็นในกลุ่มนี้สะท้อนถึงความผิดหวังและสูญเสียความไว้วางใจต่อนโยบายภาครัฐ โดยอ้างอิงถึงนโยบายหลายอย่างที่เคยประกาศไว้แต่ยังไม่เป็นจริงหรือประสบปัญหาในการดำเนินการ เช่น โครงการเงินหมื่นดิจิทัล โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นต้น กลุ่มนี้จึงมองว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการใดก็ตาม โอกาสที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จริงยังคงไม่แน่นอน ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกจากประสบการณ์เกี่ยวกับนโยบายที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

    เสียงแตก! ประเด็นสัดส่วนร่วมจ่าย ใครควรได้สิทธิพิเศษ?

    จากการติดตามบทสนทนาออนไลน์ พบว่าหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างร้อนแรง คือแนวคิดการปรับสัดส่วนการร่วมจ่าย โดยมีข้อเสนอให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา รัฐ 60 : ประชาชน 40 เทียบกับประชาชนทั่วไปที่เป็น 50:50 ซึ่งความคิดเห็นแบ่งออกเป็นสองฝั่ง
    ฝั่งสนับสนุน: การวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ พบว่ามีกลุ่มหนึ่งที่แสดงความเข้าใจและยอมรับแนวคิดการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เสียภาษี กลุ่มนี้มองว่าการปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายนั้น มีความสมเหตุสมผล เป็นการตอบแทนพลเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่เสียภาษีอย่างครบถ้วน และอาจเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
    ฝั่งคัดค้าน: ในการทางกลับกัน มีกลุ่มหนึ่งที่แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยมองว่า หลักการสำคัญของโครงการคนละครึ่งคือ “ความเท่าเทียม” และสิทธิประโยชน์ควรเป็น 50:50 เหมือนเดิมสำหรับทุกคน กลุ่มนี้เห็นว่าการสร้างเงื่อนไขใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกันนั้นไม่ต่างอะไรกับการ “แบ่งแยกชนชั้น” และสร้างความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
    อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เสียงสะท้อนบนสื่อสังคมออนไลน์ จะเห็นได้ว่า “คนละครึ่ง” ยังคงเป็นโครงการที่อยู่ในใจและมีความคาดหวังจากประชาชนต่อการกลับมาในปี 2568 โดยบทสนทนาในโลกออนไลน์สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมและเหมาะสมกับทุกกลุ่ม

    Post Views: 130

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/29/50-50-policy-reboot/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZOfgiTFg1e2s48kSmuZhi