Category: เศรษฐกิจ

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว อานิสงส์ ‘ส่งออก’-‘ท่องเที่ยวในประเทศ’ หนุน ส่วนบริโภคภาคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติสัญญาณแผ่ว พร้อมจับตาใกล้ชิดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ-ทิศทางค่าเงินบาท-นโยบายรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน หวั่นกระทบเศรษฐกิจไทย

    29 ก.ย. 2568 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ส.ค. 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 5.8% โดยการส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.4% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -12.8% ส่วนภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8% และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -0.3 ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ส.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ส.ค. 2568 อยู่ที่ -0.79% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2568 อยู่ที่ 64.5% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายพรชัย ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/870021/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k78fLgBcjeEfznG6RsJH7

  • อัตราว่างงาน ‘เด็กจบใหม่’ ยังน่าห่วง

    อัตราว่างงาน ‘เด็กจบใหม่’ ยังน่าห่วง

    เด็กจบใหม่เสี่ยง ‘ตกงาน’ สูง โดยไตรมาส 2 แตะ 18.9%  เหตุเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว และการเข้ามาแทนที่ของ AI

    ‘ยรรยง ไทยเจริญ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ปัญหาการว่างงานของไทยยังน่ากังวล โดยเฉพาะเด็กจบใหม่อายุ 15-24 ปี ที่อัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 18.9% เพิ่มขึ้นจาก 16.1% ในไตรมาส 1 ปี 2568

    เนื่องจาก 1. มาจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยในปีนี้ภาพรวมของ GDP จะเติบโตเพียง 1.8% ส่วนปีหน้ามีแนวโน้ม GDP โตลดลงมาอยู่ที่ 1.5% และ 2. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำ AI เข้ามาใช้ในตำแหน่งระดับเริ่มต้น ที่กดดันให้มีการจ้างงานลดลง

    “การว่างงานที่สูงในกลุ่มแรงงานจบใหม่ ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะจะทำให้ทักษะที่ได้จากระบบการศึกษาของคนกลุ่มนี้หายไปเมื่อไม่มีการนำมาใช้จริงในตลาดแรงงาน และยังเสี่ยงที่แรงงานกลุ่มนี้จะเข้าสู่เศรษฐกิจนอกระบบที่มีรายได้ต่ำ ไม่มีสวัสดิการคุ้มครองที่เพียงพอ”

    ดังนั้น เพื่อทำให้ตนเองเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้ง Upskill การยกระดับทักษะแรงงาน และ Reskill การเรียนรู้ทักษะใหม่ให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

    นอกจากการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่สูงขึ้นแล้ว อีกสัญญาณที่น่ากังวล คือ ‘การว่างงานในระบบประกันสังคม’  ที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง  จาก 1.8% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 2.2% โดยพบว่า ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงถึงปานกลางอย่างธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงได้เริ่มปรับลดแรงงานลงแล้ว

    -กลุ่มธุรกิจเสี่ยงสูง เช่น ยางพารา สิ่งทอ อาหารทะเลประเภทกุ้ง และยานยนต์ ฯลฯ มีการจ้างงานลดลง 260,000 คน

    -ธุรกิจเสี่ยงปานกลาง เช่น มันสำปะหลัง น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาหารสัตว์เลี้ยง ยานยนต์เชิงพาณิชย์ เหล็ก ขนส่ง และโลจิสติกส์ ฯลฯ มีการจ้างงานลดลง 470,000 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1540113&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ktWXtJT11xTW3RUXIF-JA

  • “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

    “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

    “ศิริกัญญา ตันสกุล” ชี้ไม่คาดหวังนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน แต่ยังอดผิดหวังไม่ได้ เผยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้งบสูงถึง 124,000 ล้านบาท จนแทบจะไม่เหลือเงินสำรองจ่ายไว้ให้กับรัฐบาลหน้าแล้ว

    วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยระบุว่าคำแถลงนโยบายรอบนี้ก็ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม ไม่แตกต่างจากคำแถลงนโยบายของอีกสองรัฐบาลก่อนๆ มีแต่คำกว้างๆ ลอยๆ ขาดความชัดเจนของเป้าหมาย ไม่มีการระบุตัวชี้วัดใด แม้ทุกคนจะรู้ว่าเป้าหมายของรัฐบาลนี้จะต้องเสร็จภายใน 4 เดือน

    แต่ขอบเขตงานต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นสิ่งที่จะทำเสร็จได้ใน 4 เดือนจะมีแค่แผนงาน ที่สุดท้ายต้องรอให้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาปฏิบัติต่อ

    “ถึงจะคาดหวังน้อยขนาดนี้แล้วตนก็ยังผิดหวังกับคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างชัดเจน แต่กลับสร้างคำถามตามมา โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่ระบุแต่ว่าจะทำอะไร แต่ขาดรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร เช่น การแก้หนี้สินรายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้มีประมาณ 3 ล้านกว่าบัญชี จะทำให้หมด 3 ล้านกว่าบัญชีเลยหรือไม่ หรือจะทำกี่ราย ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในธนาคารพาณิชย์ รัฐบาลจะซื้อหนี้หรือไม่ จะตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหม่หรือไม่หรือจะใช้เจ้าเดิม แต่กลับไม่ระบุรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร”

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า รัฐบาลมีการประกาศว่าจะจัดทำโครงการคนละครึ่ง จากการประกาศต่อสาธารณะ จะทำเป็น 3 โครงการย่อย คือเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 1,700 บาท คนละครึ่งสำหรับผู้ยื่นภาษี 2,400 บาท/คน คนละครึ่งสำหรับผู้ไม่ยื่นภาษี 2,000 บาท เฉพาะส่วนแรกของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 22,000 ล้านบาท จะต้องใช้งบกลางของปี 2568 ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องอนุมัติให้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน หรือก็คือวันพรุ่งนี้ ที่รัฐบาลต้องจัดประชุม ครม.นัดพิเศษเพื่ออนุมัติงบดังกล่าว หลัง 6 โมงเย็นพรุ่งนี้

    “ในการประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ จะมีการอนุมัติงบกลาง 68 ที่เหลืออยู่ทั้งหมด 63,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจากทั้งเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและเงินที่เหลือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนที่รัฐบาลก่อนหน้านี้อนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจไม่หมด เหลืออยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ตนยังทวงถามอยู่ว่าจะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าไม่มีแล้ว และเงินส่วนที่เหลือก็น่าจะพับไปเลย ซึ่งตนเห็นด้วย เพราะจะสามารถลดการขาดดุลและลดการกู้เงินเพิ่มได้ จะได้ไม่เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ และคลังเองก็จัดเก็บรายได้ตกเป้าอยู่ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล กลับนำงบที่เหลือออกมาใช้ทันที”

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ส่วนที่เหลือที่เป็นคนละครึ่งพลัสจริงๆ รวมแล้วทั้งคนที่ยื่นภาษีและไม่ยื่นภาษี 44,000 ล้านบาท ก็จะใช้งบประมาณปี 2569 คิดเป็น 1 ใน 3 ของกระสุนทางการคลังที่ประเทศเหลืออยู่ ที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ของปี 2569 มีส่วนของเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น 99,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางรายจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 25,000 ล้านบาท ก็จะรวมเป็น 124,000 ล้านบาท เฉพาะเฟสแรกของคนละครึ่งใช้ไปแล้ว 1 ใน 3 แล้ว รัฐบาลยังบอกว่าจะมีเฟสสองต่อ ไหนจะต้องมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ของประชาชน เยียวยาผลกระทบภาษีทรัมป์ ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว เท่ากับว่ารัฐบาลนี้จะใช้เงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน จนแทบจะไม่เหลือเงินสำรองจ่ายไว้ให้กับรัฐบาลหน้า

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่ารัฐบาลนี้แม้จะอยู่เพียงแค่ 4 เดือนแต่ก็ต้องทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในปลายปีนี้ คือการกำหนดกรอบงบประมาณปี 2570 และมอบนโยบายงบประมาณ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่จะมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐ ยังต้องเป็นผู้ออกประกาศขยายเพดานหนี้สาธารณะจากเดิมที่ 70% เพราะสิ้นปี 2569 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 69% แล้ว ไม่เช่นนั้นจะกู้เพิ่มได้เพียง 200,000 ล้านบาทเศษ และเพื่อรักษาภาพลักษณ์การคลังของประเทศที่กำลังถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจ้องจะปรับลดเรตติ้งอยู่ ทำให้รัฐบาลยังอาจจะต้องเป็นผู้นำเสนอแผนการจัดเก็บรายได้ใหม่ให้กับประเทศด้วย

    แต่ถ้ารัฐบาลทำแผนการจัดเก็บรายได้ หรือแผนการปฏิรูปภาษี หรือแผนการปฏิรูปการคลัง ตนเกรงว่าจะกลายเป็นแผนที่เอามาบังคับใช้เอากับรัฐบาลหน้า เรียกได้ว่ารัฐบาลนี้เร่งใช้เงิน แต่รัฐบาลหน้าต้องรักษาวินัยการคลัง ถ้าฝ่ายการเมืองยังคงเร่งรีบใช้งบประมาณทุกบาทแบบนี้เพื่อคะแนนนิยม แล้วรัฐมนตรีคนนอกเข้าไปนั่งนิ่งๆ ยอมให้ทำอะไรก็ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะมีรัฐมนตรีคนนอกโปรไฟล์ดีมาดูด้านเศรษฐกิจการคลัง

    “เวลา 4 เดือนของรัฐบาลนี้ ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้คงไม่มีใครว่า แต่ขออย่าสร้างความเสียหายที่เรากลับไปแก้ไขไม่ได้ ไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นได้อีกในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2885967&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TswOJKdlmhIpYHVyLau2l

  • บริโภคเอกชนหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคส.ค. แต่กทม.-ภาคใต้ ท่องเที่ยวไม่สดใส : อินโฟเควสท์

    บริโภคเอกชนหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคส.ค. แต่กทม.-ภาคใต้ ท่องเที่ยวไม่สดใส : อินโฟเควสท์

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนส.ค.68 ว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนส.ค.68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคใต้ และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว ขยายตัวในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ และ กทม. และปริมณฑล

    – ภาคกลาง

    เศรษฐกิจภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัวได้ 9.5% ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 2.1% ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -9.2% และรายได้เกษตรกร หดตัว -16.3% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -70.8% จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -40.8% ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวที่ 81.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตภัณฑ์โลหะสำหรับใช้ในการก่อสร้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 5.6% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 8.7%

    – ภาคใต้

    เศรษฐกิจภาคใต้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 4.1% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 1.2% ขณะที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -14.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -5.9% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวะ -30.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -45.6% เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 78.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -3.7% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -13.8%

    – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 5.4% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -6.0% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ -15.5% และรายได้เกษตรกร หดตัว -11.4% ต่อปี ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 53.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -49.9% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -62.2% อย่างไรก็ตาม เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัว 17.5% โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์การขึ้นรูปจากพลาสติก ในจังหวัดสกลนคร เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 65.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.7% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.6%

    – ภาคเหนือ

    เศรษฐกิจภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 4.7% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -2.0% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -22.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -26.8% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -57.7% และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 82.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.1% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.0%

    – ภาคตะวันออก

    เศรษฐกิจภาคตะวันออก มีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 3.6% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -1.5% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -3.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -10.0% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -31.2% ขณะที่จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 1.5% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -9.1%

    – ภาคตะวันตก

    เศรษฐกิจภาคตะวันตก มีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -2.9% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -0.6% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -4.4% และรายได้เกษตรกร หดตัว -9.6% โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -55.4% ส่วนจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -36.4% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.4% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 2.6%

    – กทม. และปริมณฑล

    เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 11.0% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -7.7% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -9.7% และรายได้เกษตรกร หดตัว -21.5% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -24.6% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -50.7% อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Cslrhgq4wSoSj7PhYsuV

  • เศรษฐกิจ ส.ค.68 ต่างชาติเข้าไทยติดลบ 12% จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐ

    เศรษฐกิจ ส.ค.68 ต่างชาติเข้าไทยติดลบ 12% จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐ

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ร้อยละ 5.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ 

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยขยายตัวร้อยละ 44.1 37.0 และ 10.2 ตามลำดับ นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็นแช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 26.1 7.0 และ 1.3 ตามลำดับ 

    ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 14.3 12.8 และ 5.9 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ -11.6 และ -5.3 

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน 

    โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -12.8 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.0 

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.6 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -5.7 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น 

    อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น 

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ -0.79 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.81 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 64.5 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

     สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า 

    โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ  ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด 

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน

    โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย 

    ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน –5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ –19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย –9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง –21,736.88 ล้านบาท 

    อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ –93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ –6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท 

    “บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eOz_8slMEzaYP7ZLqe65M

  • ถ่ายทอดสด “รัฐบาลอนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันแรก 29 ก.ย.

    ถ่ายทอดสด “รัฐบาลอนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันแรก 29 ก.ย.

    นายกฯ อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล วันแรก เป้าหมาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลักด้านเศรษฐกิจในการลดค่าครองชีพลดรายจ่าย โครงการคนละครึ่งพลัส ปราบยาเสพติด สแกมเมอร์

    วันนี้ (29 ก.ย.2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันแรก เป้าหมาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก ตั้งแต่นโยบายด้านเศรษฐกิจในการลดค่าครองชีพลดรายจ่าย โครงการคนละครึ่งพลัส ลดค่าใช้จ่ายขนส่งการเดินทาง แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

    นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ ใช้มาตรการทางทหารควบคู่กันทูตรักษาอธิปไตยไทย นโยบายภัยพิบัติช่วยเหลือประชาชน ปรับปรุงระบบเตือนภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และนโยบายปัญหาสังคมอาชญากรรม ปราบปรามยาเสพติดการพนันออนไลน์และเครือข่ายสแกมเมอร์

    ส่วนพรรคประชาชน เชิญชวนประชาชนติดตามการอภิปรายนโยบายรัฐบาล หัวข้อ “นับถอยหลังยุบสภา เดินหน้าประชามติรัฐธรรมนูญ” พร้อมระบุว่า แม้จะเป็นการแถลงนโยบายที่มีเนื้อหา 7 หน้ากระดาษ ภายใต้การบริหารประเทศ 4 เดือน แต่พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นตรงไปตรงมา ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคงชายแดน การแทรกแซงคดีสำคัญ และคุณสมบัติของรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

    ขณะที่พรรคเพื่อไทย วางยุทธศาสตร์การอภิปรายที่ชื่อว่า “4 เดือนยุบคดี – 4 หายนะ” โดยหยิบยกเหตุการณ์และประเด็นสำคัญที่จะอภิปรายเช่นที่ดินเขากระโดง คดีฮั้ว สว. ซึ่ง นายกรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหา เหตุการณ์ถนนยุบที่ถนนสามเสน และยังชี้ถึงการขาดโอกาส ขาดคนมีฝีมือ ขาดความโปร่งใส ขาดอนาคตประชาธิปไตย ที่จะเน้นย้ำในยุทธศาสตร์การอภิปรายนโยบายของรัฐบาล

    โดยกรอบเวลาการอภิปรายของแต่ละฝ่าย คือ ครม. และ สส.พรรคร่วมรัฐบาลได้เวลา 6 ชั่วโมง , สมาชิกวุฒิสภา ได้เวลา 3 ชั่วโมง ส่วนพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้เวลา 15 ชั่วโมง ส่วนสัดส่วนของประธานในที่ประชุม 1 ชั่วโมง ซึ่งเวลาของคณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล จะไม่นับรวมกับเวลาที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย

    สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลมีขึ้น 2 ขึ้น ในวันที่ 20-30 ก.ย. จะเริ่มประชุมในเวลา 09.00 น. ทั้งนี้ในวันที่ 30 ก.ย.  ครม.แจ้งขอให้เลิกประชุมไม่เกินเวลา 18.00 น. เนื่องจากต้องมีการประชุม ครม. นัดพิเศษด้วย 

    อ่านข่าว :

    เปิดคำแถลงนโยบาย “รัฐบาลอนุทิน” ยึดหลักบริหาร 3 ประการ ลุยคนละครึ่ง-ค้านกาสิโน

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง”

    สวนดุสิตโพล- “อนุทิน” คะแนนนิยมพุ่ง คนชื่นชอบ “คนละครึ่งพลัส”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357018&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ktDiLt3XjpwkXcmCcwbm8

  • ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดพื้นที่ท่าเรือระนอง จัดพิธีเปิดโครงการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เส้นทาง สปป.จีน–ลาว–ไทย–เมียนมา–กลุ่ม BIMSTEC พร้อมเปิดการขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์ไปยังท่าเรือย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา นับเป็นอีกก้าวสำคัญของท่าเรือระนองในการยกระดับบทบาทสู่ศูนย์กลางการค้าทางทะเลฝั่งอันดามันของไทยและเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ณ ท่าเรือระนอง จ.ระนอง 

    พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางการขนส่งสินค้าใหม่ในรูปแบบ Multimodal Transport ที่เชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบทั้งทางรถบรรทุก ทางรถไฟ และทางเรือเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยมีท่าเรือระนองเป็นจุดเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ ที่สามารถขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียใต้ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ผู้ประกอบการ ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและสายการเดินเรือ
     

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “ท่าเรือระนองถือเป็นท่าเรือของภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลอันดามัน และเป็นเสมือนประตูการค้าของไทยที่เปิดสู่ภูมิภาค BIMSTEC ได้โดยตรงการเปิดเส้นทาง Multimodal Transport ครั้งนี้นอกจากจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของ กทท. ที่จะพัฒนาท่าเรือระนองให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งที่ทันสมัย โปร่งใส และยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคและโลก”

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    สำหรับการขนส่งสินค้าจากท่าเรือระนองไปยังประเทศต่าง ๆ จะใช้เวลาเดินทางเพียง 3 วันถึงท่าเรือย่างกุ้ง เมียนมา, 4 วันถึงท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังคลาเทศ, 6 วันถึงท่าเรือเจนไน ประเทศอินเดีย และท่าเรือโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 14 – 21 วัน กว่าจะสินค้าส่งถึงท่าเรือเหล่านี้ ทั้งหมดนี้แสดงถึงศักยภาพในการลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งได้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ

    ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากบริษัท ไทยทรานสปอร์ต เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท Ever Flow River Group Public Co., Ltd. จากเมียนมา บริษัท เอสพีที สมาร์ท ครีเอชั่น จำกัด โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบการขนส่งที่ทันสมัยและเชื่อมต่อได้หลายรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ โดยมีท่าเรือระนองเป็นท่าเรือหลักในการกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาค BIMSTEC (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง และได้มีการจัดทำปฏิญญาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการร่วมกันมาแล้ว 

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    โครงการ Multimodal Transport เที่ยวปฐมฤกษ์ที่เริ่มต้นจากท่าเรือระนองครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญในภูมิภาคอันดามันและ BIMSTEC มุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างระบบขนส่งที่รวดเร็ว ทันสมัย และคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่ ตอบโจทย์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงและเสริมศักยภาพให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nGjnLtx-lV5FFBfkt5Uec

  • เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทายรอบด้าน ข้างนอกพึ่งยาก ข้างในเปราะบาง

    เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทายรอบด้าน ข้างนอกพึ่งยาก ข้างในเปราะบาง

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.16 น.

    เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทายรอบด้าน ข้างนอกพึ่งยาก ข้างในเปราะบาง เป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลใหม่ในการฟื้นความเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจ และวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการยกระดับการลงทุนของประเทศท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว 

    เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากปัจจัยท้าทายภายนอกซ้ำเติมความเปราะบางภายใน

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ภายนอกท้าทายมากขึ้นจากสงครามการค้าและตลาดการเงินโลกผันผวน ภายในท้าทายมากขึ้นจากความเปราะบางในภาคธุรกิจ, ครัวเรือน และข้อจำกัดการคลัง เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มขยายตัวต่ำต่อเนื่อง โดยปี 2568 จะขยายตัวเพียง 1.8% และชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2569

    ความท้าทายภายนอก : โลกผันผวน อุปสงค์โลกชะลอตัว ไทยจะพึ่งพาโลกได้ยากขึ้น

    •  ส่งออกชะลอ : ส่งออกไทยขยายตัวดีช่วง 8 เดือนแรกของปีจากการเร่ง Front-loading ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นและการส่งออกทองคำที่เร่งสูงตั้งแต่ต้นปี สัญญาณส่งออกชะลอลงชัดเจนขึ้นในเดือนสิงหาคม ที่ภาษีสหรัฐฯ 19% เริ่มใช้ช่วงต้นเดือน กลุ่มสินค้าหลักที่ขยายตัวสูงในตลาดสหรัฐฯ เหลือแค่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯ ยังยกเว้นการขึ้นภาษี ขณะที่หลายกลุ่มสินค้าพลิกกลับมาหดตัว SCB EIC มองส่งออกไทยจะหดตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้และหดตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพราะ Front-loading ไปมากแล้ว และยังต้องเจอกำแพงภาษีนำเข้าตลาดสหรัฐฯ หลายรูปแบบที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนสูง ในภาวะอุปสงค์โลกที่จะชะลอตัวลงด้วย

    •บาทแข็งกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม : ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นเร็วในปีนี้กว่า 8% แข็งสุดในรอบ 4 ปี และแข็งนำคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินบาทเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งสำคัญแข็งค่ามากที่สุดตั้งแต่วิกฤติ 2540

    โดยมีสาเหตุทั้งจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและจากปัจจัยภายในของไทย ทั้งจากการส่งออกทองคำที่พุ่งสูงขึ้นมากตามราคาทองคำที่สูงขึ้นเร็ว การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตร การแข็งค่าของเงินบาทมากเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ

    เงินบาทจึงอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม (Shock amplifier) กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกซ้ำเติมผลกระทบภาษีทรัมป์ รวมถึงกดดันการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากบาทแข็ง ได้แก่ อุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกสูงและใช้ปัจจัยการผลิตจากในประเทศเป็นหลัก เช่น สินค้าเกษตร รวมถึงธุรกิจบริการที่พึ่งพารายได้ต่างชาติสูง เช่น ภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากการแปลงรายได้ดอลลาร์สหรัฐเป็นรูปเงินบาทเพื่อจ่ายค่าวัตถุดิบและค่าจ้าง ในช่วงบาทแข็งอาจขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน

    •นักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าปีก่อนมาก แต่เริ่มมีสัญญาณพ้นจุดต่ำสุด : นักท่องเที่ยวจีนยังต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่เริ่มหดตัวน้อยลง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวในเอเชีย ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกับหลายประเทศ นอกจากนี้เงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องเสี่ยงจะทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขัน ทั้งกับประเทศปลายทางอื่น โดยเฉพาะเวียดนามและจีนที่ค่าเงินอ่อนค่ากว่าประเทศอื่นในปีนี้ และการดึงดูดนักท่องเที่ยวอินเดีย, สหรัฐฯ และจีนที่สกุลเงินอ่อนค่ากว่า

    เงินบาท ทำให้การฟื้นตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะข้างหน้ายังมีความท้าทาย

    ความท้าทายภายใน : ธุรกิจเปราะบาง ตลาดแรงงานอ่อนแอ การคลังเจอข้อจำกัด

    •ธุรกิจรายได้ไม่ฟื้น กำไรต่ำ : ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ยังเปราะบาง รายได้ธุรกิจฟื้นตัวแบบ K-shape กว้างขึ้น

    โดยรายได้ SMEs เฉลี่ยยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่สัดส่วนรายได้ธุรกิจขนาดใหญ่ Top 1% ขยายตัวต่อเนื่อง

    และมีสัดส่วนรายได้กว่า 76% ของรายได้รวมของภาคธุรกิจ สะท้อนการแข่งขันของ SMEs ที่ยากขึ้น ขณะที่สัดส่วนบริษัทผีดิบ (ธุรกิจที่กำไรไม่เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย             ติดต่อ 3 ปี) กลับมาเร่งตัวในปี 2567 โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แม้รายได้ฟื้นตัวดีหลังโควิด แต่ความสามารถทำกำไรลดลงต่อเนื่อง

    และฟื้นไม่เท่ากันในรายสาขา ธุรกิจอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและความสามารถทำกำไรที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเล็กน้อยในปีนี้และปีหน้า จากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนที่มีต่อเนื่องในระยะข้างหน้าส่วนใหญ่จากการลงทุนของธุรกิจต่างชาติในอุตสาหกรรม Electronics EV และ

    Data center แม้อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นไม่มากนัก เนื่องจาก Import content สูง แต่จะวางรากฐานของอุตสาหกรรม New S Curve ให้กับประเทศ

    •ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ รายได้ลดลง : ตลาดแรงงานไทยเปราะบางมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ เห็นได้จากอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมและอัตราการว่างงานของแรงงานจบใหม่ที่เร่งตัวขึ้น ชั่วโมงการทำงานลดลงทุกสาขา รวมถึงสัดส่วนผู้ทำงานต่ำระดับสูงขึ้น กดดันการฟื้นตัวของรายได้ในระยะข้างหน้าท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวโน้มการจ้างงานในกลุ่มธุรกิจเสี่ยงมาก-ปานกลางเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ต้นปี สอดคล้องกับข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ลดลง

    •ภาคการคลังมีข้อจำกัด : ในระยะสั้นเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะพยุงการบริโภคได้บ้าง แต่ผลต่อเศรษฐกิจไม่มากเพราะวงเงินไม่สูง หากเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบกระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570 ส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้า นอกจากนี้ หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ในไม่ช้า เนื่องจากรัฐบาลลดการขาดดุลได้ยาก ภาระดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและรายจ่ายสวัสดิการสูงวัยปรับลดยาก รวมถึงแนวโน้มรายได้รัฐบาลต่ำมานาน เสถียรภาพการคลังในระยะปานกลางที่อาจแย่ลงเช่นนี้เป็นความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางกรอบ ออกมาตรการ และสื่อสารแผนปฏิรูปการคลัง

    ที่ชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงนี้ลง

    ดอกเบี้ยจะลดลงอีก ผ่อนคลายภาวะการเงินตึงตัว

    SCB EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า เหลือ 1%เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตชะลอลงในปีหน้า อัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน และคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาวะการเงินในช่วงที่ผ่านมายังตึงตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง และดัชนีค่าเงินบาทแข็งค่านำ โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ และเอื้อต่อกระบวนการ Deleveraging ลดหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนได้ แต่อาจไม่ช่วยให้สินเชื่อใหม่ฟื้นตัวได้มากนัก จากความระมัดระวังของทั้งสถาบันการเงินและผู้กู้โจทย์ท้าทายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่มี 3 ด้าน (3S) ได้แก่ 1) Stabilize เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้ฟื้นคืนมาหลังเศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ โดยต้องเน้นการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกและกระบวนการผลักดันที่มีประสิทธิภาพ  2) Stimulate เพื่อกระตุ้นอุปสงค์เศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยเน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ตลอดจนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับเศรษฐกิจ ควบคู่กับผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัว ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบาย การใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SME และการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนกระทบต่อภาคส่งออก และ 3) Structural reform ด้วยการยกระดับนโยบายภาครัฐเพื่อช่วยสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ผ่านการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ การจัดหาตลาดส่งออกใหม่และการผลักดันการลงทุนด้าน Green transformation ตลอดจนการวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านการวางกรอบนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสำหรับอนาคตของประเทศ การพัฒนาทักษะของแรงงาน และการปฏิรูปการคลัง          

    เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวถึงปีหน้า ผลความไม่แน่นอนสงครามการค้า

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และปี 2569 จะได้รับผลกระทบจากนโยบาย Trump 2.0 มากขึ้น เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.5% ในปี 2568 และ 2.4% ปี 2569 ชะลอลงจาก 2.8% ในปีก่อน ผลจากสงครามการค้า

    แม้เศรษฐกิจโลกปรับดีขึ้นบ้างจากมุมมองช่วงกลางปี ตามการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่คืบหน้าและการเร่งผลิตส่งออกก่อนภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ประกาศใช้ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง แม้สหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราศุลกากรตอบโต้รายประเทศ (Reciprocal tariff) แล้ว แต่สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะใช้ศุลกากรเฉพาะสินค้า (Sectoral tariff) และศุลกากรสินค้าสวมสิทธิ (Tariff on transshipped goods) เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง ซึ่งยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจน

    ทั้งนี้กำแพงภาษีสหรัฐฯ ยิ่งเร่งให้เศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว (Decoupling) และมีแนวโน้มกดดันการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการค้าระหว่างขั้ว มองไปข้างหน้ากิจกรรมเศรษฐกิจโลกจะถูกขับเคลื่อนจากกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ดิจิทัล เทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ทิศทางการกระจายความเสี่ยงออกจากจีน (China +1) การย้ายฐานการผลิตสู่ประเทศที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่า ประเทศใกล้เคียง หรือประเทศพันธมิตร (Nearshoring and Friendshoring) รวมถึงการเพิ่มการลงทุนและย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ (Reshoring) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

    นโยบายการคลังและนโยบายการเงินจะมีบทบาทพยุงเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจหลัก เช่น จีนขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นมาก ยุโรปคลายข้อจำกัดทางการคลังเพื่อเพิ่มงบประมาณแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การขาดดุลการคลังอาจเพิ่มความเสี่ยงทางการคลังที่มีอยู่ก่อนแล้วในหลายประเทศ สำหรับนโยบายการเงิน นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยแล้ว 25 bps และมีแนวโน้มลดเพิ่มอีก 100 bps ในช่วงที่เหลือของปี 2568 – ปี 2569 เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่แย่ลงเร็ว แม้ยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อจากกำแพงภาษีนำเข้า ด้านธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ยแล้ว 10 bps และมีแนวโน้มลดอีก 30 bps ควบคู่กับมาตรการการเงินเจาะจงภาคบริการและการผลิตขั้นสูง ด้านธนาคารกลางยุโรปจะลดดอกเบี้ยอีก 25 bps หลังจากปรับลดต่อเนื่องรวม 100 bps และจะสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงรอบนี้ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในช่วงต้นปี และมีแนวโน้มปรับขึ้นรวม 50 bps ในปี 2570 หลังผลกระทบภาษีทรัมป์, ปัจจัยการเมือง และผลการเจรจาค่าจ้างชัดเจนขึ้น

    ไทยต้องเร่งโอกาสดึงดูด FDI อย่างมีกลยุทธ์ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว

    แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยยังมีโอกาสเติบโตบนความท้าทายสูงขึ้น แม้เจอนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ อุตสาหกรรมที่ FDI ยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มที่เติบโตรับเทรนด์อนาคต เช่น  Data center และ Food for the future ขณะที่อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ มีแนวโน้มขยายตัวได้เพื่อรองรับตลาดโลก แต่อาจชะลอตัวจากบางปัจจัย เช่น ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ และเงินลงทุนบางส่วนไหลเข้ากลุ่มประเทศ USMCA มากขึ้น ผลจากข้อได้เปรียบภาษีในตลาดสหรัฐฯ ที่สูงกว่า

    นอกจากนี้ FDI ไทยในระยะข้างหน้ายังมีความท้าทายจากการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติของคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ที่กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายและสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ดี BOI ได้ปรับเพิ่มเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนมีผลเดือน ก.ค. 2568 ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เช่น ปรับเงื่อนไขโครงการเดิมในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ งดส่งเสริมโครงการใหม่ที่ Oversupply หรือเสี่ยงจากการกีดกันการค้า เช่น Solar cell, เหล็ก รวมถึงส่งเสริมให้อุตสาหกรรมที่อาจมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โลหะ, เคมีภัณฑ์ และพลาสติก ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น

    ผู้ประกอบการของไทยจึงควรเร่งปรับตัวคว้าเงินลงทุนต่างชาติจากกระแส Friendshoring และ Nearshoring ทั้งการยกระดับศักยภาพและมาตรฐานการผลิตให้ตอบโจทย์โลก รวมถึงการสร้างพันธมิตร/รวมกลุ่ม Cluster การผลิต เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับ Supply chain ต่างชาติที่เข้ามาลงทุน และเตรียมพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทักษะแรงงานและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุน

    ภาครัฐสามารถมีบทบาทสนับสนุน ลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกธุรกิจเพื่อดึงดูดเงินลงทุน ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การลดขั้นตอนที่ล้าช้า สร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเข้ามาลงทุน ตลอดจนการเร่งเจรจาการค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทยเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917572&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-FrzCpFeyM6Nx_JBNMAQd

  • อนุทินแถลงสภาฯ เดินหน้าแก้เศรษฐกิจ-ชายแดน-รธน. : News Hour 29-09-68

    อนุทินแถลงสภาฯ เดินหน้าแก้เศรษฐกิจ-ชายแดน-รธน. : News Hour 29-09-68

    เผยแพร่:

    อนุทินแถลงสภาฯ เดินหน้าแก้เศรษฐกิจ-ชายแดน-รธน. : News Hour 29-09-68 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist03/watch/onwAQKP75U4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HyEzfTyiP5AFOKpq6oQgv

  • จีน ออกบอนด์เกินโควต้า หวังแก้ ‘หนี้นอกงบดุล’ เหนือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    จีน ออกบอนด์เกินโควต้า หวังแก้ ‘หนี้นอกงบดุล’ เหนือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ต่างประเทศ

    จีน ออกบอนด์เกินโควต้า หวังแก้ ‘หนี้นอกงบดุล’ เหนือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    29 ก.ย. 2025 เวลา 12:00 น.

    รัฐบาลท้องถิ่นจีนออกพันธบัตรพิเศษเกินโควต้าที่กำหนดไว้ เพื่อระดมทุนเพิ่มกว่า 4 แสนล้านหยวน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจัดการหนี้นอกงบดุล

    • รัฐบาลท้องถิ่นจีนออกพันธบัตรพิเศษเกินโควต้าที่กำหนดไว้ เพื่อระดมทุนเพิ่มกว่า 4 แสนล้านหยวน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจัดการหนี้นอกงบดุล
    • วัตถุประสงค์ของการออกพันธบัตรครั้งนี้คือการสวอปหนี้ (Debt Swap) หรือชำระหนี้ก้อนเดิม ไม่ใช่เพื่อการลงทุนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง
    • การกระทำดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินและรักษาเสถียรภาพ มากกว่าการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุน

    สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานวันนี้ (29 ก.ย.) ว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลท้องถิ่นจีน ปรับวงเงินการกู้ยืมประจำปีขึ้นมากกว่าเพดานที่กำหนดไว้เพื่อปรับโครงสร้าง”หนี้นอกงบดุล” โดยรัฐบาลตั้งใจระดมทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4 แสนล้านหยวนหรือประมาณ 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์จนทำให้เม็ดเงินเพื่อการลงทุนน้อยลง 

    ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก เผยว่า ตลอดทั้งปี 2025 พันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นฉบับพิเศษชุดใหม่ที่ประกาศขายออกมาขยับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1.2 ล้านล้านหยวนในปีนี้โดยผู้ออกพันธบัตรไม่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการใช้เงินและข้อมูลจำเพาะอื่นๆ

    ทั้งนี้ การออกพันธบัตรชุดนี้เป็นตัวชี้วัดที่นักลงทุนใช้ติดตามเพื่อระบุปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลออกมาเพื่อนำไปชำระก้อนหนี้นอกงบดุลก้อนเดิม หรือเรียกว่า การแลกเปลี่ยนหนี้(สวอป) 

    เม็ดเงินดังกล่าวมากกว่าวงเงินทั้งปีที่จัดสรรให้กับจังหวัดต่างๆ เพื่อลดภาระหนี้สินถึง 50% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขายพันธบัตรรัฐบาลประจำปีมูลค่ารวม 4.4 ล้านล้านหยวน ส่วนเม็ดเงินที่เหลือจากการสวอปหนี้จะใช้เพื่อจุดประสงค์ด้านการลงทุน

    บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า การออกพันธบัตรใดๆ ก็ตามของรัฐบาลที่เกินกว่าโควต้าที่วางแผนไว้จะต้องชดเชยด้วยการลดงบด้านการลงทุนเนื่องจากไม่มีโควต้าการออกพันธบัตรเพิ่มเติมที่ได้รับการอนุมัติในปีนี้ โดยการเปลี่ยนโฟกันของเม็ดเงินงบประมาณในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงจากหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจจีนในวงกว้าง มากกว่าเม็ดเงินลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ

    จีน ออกบอนด์เกินโควต้า หวังแก้ 'หนี้นอกงบดุล' เหนือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เหวิน ไหลเฉิง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Central University of Finance and Economics ในปักกิ่ง อธิบายว่า เงินทุนที่ระดมได้เกินวงเงินที่อนุมัติน่าจะนำไปใช้สำหรับค่าใช้จ่ายค้างชำระที่รัฐบาลท้องถิ่นเป็นหนี้บริษัทเอกชนในประเทศ

    “คณะทำงานในกระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการลดหนี้ที่ซ้อนอยู่นอกงบดุลและค้างชำระมากกว่าที่เคยให้มาในอดีต”
     

    บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า ข้าราชการชาวจีนตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดันให้เร่งแก้ปัญหาหนี้หลังจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เตือนว่าสถานะการเป็นหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นอาจทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล ขณะที่นักวิชาการจีนจำนวนหนึ่งประประเมินว่า จำนวนเงินที่รัฐบาลเป็นหนี้ผู้รับเหมาและข้าราชการพลเรือนมีมูลค่ารวมถึง 10 ล้านล้านหยวน
     

    ปัจจุบันรัฐบาลกำลังพิจารณาขอให้ธนาคารรัฐและธนาคารเพื่อการพัฒนาปล่อยกู้แก่หน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้สามารถชำระเงินค้างชำระได้ เพื่อแก้ไขหนี้สินจำนวนเงินกว่า 1 ล้านล้านหยวนที่เป็นหนี้บริษัทเอกชน โดยท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลถือเป็นเฟซแรกของการเริ่มแก้หนี้ของประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ศาสตราจารย์เหวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่รัฐบาลท้องถิ่นค้างชำระหนี้บริษัทเอกชนอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทเอกชนเหล่านั้นเข้าใกล้จุด “ล่มสลาย” จนทำให้รัฐบาลต้องออกนโยบายเพื่อไม่ให้เกิดคลื่นการล้มละลายที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจมหาศาล โดยการออกพันธบัตรครั้งนี้เป้าหมายส่วนหนึ่งคือเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระสำหรับพันธบัตรของรัฐบาลจากพันธบัตร LGFVs 

    “ง่ายๆ เลยมันเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ” เขากล่าว 

    อ้างอิง: Bloomberg 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1200853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjivk4Ed7bXUMRGd9NCy9