Category: เศรษฐกิจ

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 29 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 29 กันยายน 2568

    29 กันยายน 2568 16:09 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 29 กันยายน 2568

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากรัฐบาลในการเดินหน้าโครงการสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จัดตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์พิเศษขึ้น เพื่อเข้ามาบริหารจัดการหนี้เสีย อย่างเป็นระบบ

    นายศรชัย สุเนต์ตา รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Wealth & Investment Product ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ในปีนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสิ้นปีนี้ อยู่ที่ 3.50%-3.75% สอดคล้องกับตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ยังคงอ่อนแอ

    ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ร่วมเป็นสักขีพยานเปิดศักราชใหม่แห่งความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเบียร์และเครื่องดื่มจีน–ไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนถึงมิตรภาพระหว่างไทย-จีน ของแบรนด์เบียร์ชิงเต่า และความแข็งแกร่งของคาราบาวในตลาดไทยและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพลังความร่วมมือและยกระดับการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/654374&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sKt8TH5JcnJ6G7iIcm68Y

  • แนะรัฐบาลฟื้นเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างเร่งปฏิรูปการคลัง | เดลินิวส์

    แนะรัฐบาลฟื้นเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างเร่งปฏิรูปการคลัง | เดลินิวส์

    วันที่ 29 ก.ย. นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBEIC) ได้ประเมินเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ในปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 1.8% และในปี 69 คาดขยายตัว 1.5% โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และคาดว่าจีดีพีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 1% ทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคยังมีอยู่ ทั้งนี้ เศรษฐกิจชะลอตัวมาจากการส่งออกได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และในช่วงครึ่งปีแรกการส่งออกสินค้าของไทยได้ถูกเร่งส่งออกไปจำนวนมาก ทำให้การส่งออกในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มติดลบและอาจยาวไปถึงต้นปีหน้าด้วย

    ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กระทบการใช้จ่ายประชาชน และรายได้หรือกำไรเอสเอ็มอียังไม่กลับมาเท่าก่อนช่วงโควิด ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่กลับมามีกำไรสูงแล้ว สะท้อนถึงขีดความสามารถทางการแข่งขันเอสเอ็มอีต่ำ นอกจากนี้ ได้กังวลอัตราการว่างงานสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่มีอัตราว่างงานสูงถึง 17-18% หรืออาจไม่ได้เข้าสู่ในระบบ เป็นแรงงานนอกระบบจำนวนมาก ยิ่งให้ตลาดแรงงานไทยเปราะบาง กระทบต่อการฟื้นตัวของรายได้

    ขณะที่ดัชนีค่าเงินบาทแข็งค่าใกล้กับช่วงปี 40 ทำให้เพิ่มแรงกดันต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยไทยปีนี้แข็งค่า 8% ส่วนหนึ่งมาจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งปัจจัยทั้งหมดคาดว่าจะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายช่วงที่เหลือของปีนี้อีก 1 ครั้ง และในปี 69 อีก 1 ครั้ง ทำให้ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1% อย่างไรก็ตามถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าคาดและเงินเฟ้อติดลบนานอาจทำให้ดอกเบี้ยนโยบายลดลงได้อีก

    ด้านนโยบายการคลังของไทยอาจมีความเสี่ยงให้อันดับความน่าเชื่อถือ หรือเครดิตเรตติ้งถูกปรับลดลง แต่เชื่อว่าในภาพรวมรัฐบาลใหม่ที่มีเวลา 4 เดือนและบวกอีก 4 เดือน มีภารกิจสำคัญ 3 S คือ การฟื้นความเชื่อมั่น , การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการวางรากฐานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะต้องเร่งปฏิรูปการคลัง ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นและเพิ่มรายได้ภาครัฐโดยต้องไม่เป็นอุปสรรคการขยายตัวเศรษฐกิจไทย

    “นโยบายคนละครึ่ง จะช่วยเรื่องค่าครองชีพ ออกมาได้ทันการณ์ ตรงจุด กระตุ้นคนใช้จ่าย ช่วยได้ แต่ช่วยการขับเคลื่อนจีดีพีมีจำกัด โดยต้องออกมาอีกหลายมาตรการที่มีความต่อเนื่อง เช่น คุณสู้เราช่วย และเรื่องซอฟต์โลนที่ออกมาเพิ่มเติม ซึ่งธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่ ขณะที่รัฐบาลใหม่มีระยะสั้นแต่จะจัดเลือกตั้งในปีหน้า อาจส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 70 อาจมีความล่าช้า แต่ถ้าฟอร์มทีมรัฐบาลได้เร็วอาจสะดุดน้อยลง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5156276/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HWR5WIlRWtaBG8Rv-dxbN

  • ดัชนีราคาส่งออก ส.ค. 68 โต 0.4% แม้เศรษฐกิจโลก เจอสารพัดความเสี่ยง

    ดัชนีราคาส่งออก ส.ค. 68 โต 0.4% แม้เศรษฐกิจโลก เจอสารพัดความเสี่ยง

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนสิงหาคม 2568 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ตามความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกที่ยังมีสัญญาณเป็นบวก และส่งผลให้การนำเข้าของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการผลิตสำหรับส่งออก รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า และการแข็งค่าของเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 

    ดัชนีราคาส่งออก เดือนสิงหาคม 2568 เท่ากับ 111.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัว ร้อยละ 0.4 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตรแปรรูป ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตสูง 

    ขณะเดียวกัน ส่งผลให้หมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 1.6 ได้แก่ ทองคำ เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการอุปกรณ์เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้น 

    โดยเฉพาะการใช้งาน AI และ Big Data และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการใช้ในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร สูงขึ้นร้อยละ 1.1 ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ 

    ขณะที่หมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกลดลง ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 9.3 โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป หมวดสินค้าเกษตรกรรม ลดลงร้อยละ 5.6 ได้แก่ ข้าว ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และยางพารา ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามราคาตลาดโลกที่อ่อนตัวลง รวมถึงเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาจากประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาถูกกว่า อาทิ เวียดนาม และกัมพูชา

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.)

    ทั้งนี้ ดัชนีราคานำเข้า เดือนสิงหาคม 2568 เท่ากับ 115.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่ร้อยละ 2.7 ตามความต้องการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศและส่งออก รวมถึงการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว 

    โดยทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้ายังคงปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า ประกอบด้วย หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค สูงขึ้นร้อยละ 7.5 ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 

    หมวดสินค้าทุน สูงขึ้นร้อยละ 5.2 ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  

    หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สูงขึ้นร้อยละ 4.9 โดยเฉพาะทองคำ ราคายังทรงตัวในระดับสูง ความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สำหรับปุ๋ย ตามราคาปุ๋ยตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น และอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการผลิตเพิ่มขึ้น 

    ดัชนีราคาส่งออก ส.ค. 68 โต 0.4% แม้เศรษฐกิจโลก เจอสารพัดความเสี่ยง

    หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์ การขนส่ง สูงขึ้นร้อยละ 0.8 โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่กลับมาฟื้นตัว โดยเฉพาะการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการใช้เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่เพิ่มขึ้น 

    ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 8.9 โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาดทั่วโลก

    นายพูนพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนกันยายน ปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้ดัชนีขยายตัว ได้แก่ 

    1. ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร และอาหารแปรรูปในตลาดโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    2. สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก 
    3. ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ 
    • ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และประเทศคู่ค้าหลัก 
    • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค 
    • ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายของหลายประเทศที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น ตลอดจนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ
    • ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา
    • เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งเป็นข้อจำกัดของภาคการส่งออกไทย

    ดัชนีราคาส่งออก ส.ค. 68 โต 0.4% แม้เศรษฐกิจโลก เจอสารพัดความเสี่ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sX9nQEfW5dn1n1L2kAOGA

  • เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    เกาหลีใต้ ได้เริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวชาวจีนแบบกลุ่ม เข้าประเทศโดยได้รับการยกเว้นวีซ่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 29 ก.ย. ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลเกาหลีใต้หวังจะใช้เป็นมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจและช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

    ภายใต้โครงการนำร่องนี้ ซึ่งมีกำหนดจะดำเนินการไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า กลุ่มนักท่องเที่ยว ที่มีจำนวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จากจีนแผ่นดินใหญ่ จะสามารถพำนักในเกาหลีใต้ได้เป็นเวลา 15 วัน โดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่า

    การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นก่อนช่วงวันหยุดยาว วันชาติจีน ระหว่างวันที่ 1-8 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับวันหยุดยาวของเกาหลีใต้ ทำให้คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมาก

    ภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ต่างเร่งหาประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ โดยบริษัทชิลลา ดิวตี้ ฟรี ได้จัดเตรียมทัวร์เรือสำราญสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ ขณะที่แอปพลิเคชันจัดส่งอาหารยอดนิยมอย่าง แบดัล มินจก (Baedal Minjok) กำลังเพิ่มทางเลือกการชำระเงินด้วยอาลีเพย์ (Alipay) และวีเชตเพย์ (WeChat Pay) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน

    โครงการยกเว้นวีซ่านี้ถูกประกาศตั้งแต่เดือนมีนาคม และเกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้ตัดสินใจเสนอยกเว้นวีซ่า ให้แก่ชาวเกาหลีใต้พำนักได้นานสูงสุด 30 วัน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

    ครั้งสุดท้ายที่เกาหลีใต้เสนอการยกเว้นวีซ่าลักษณะเดียวกันนี้ให้แก่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่คือระหว่างเดือนธันวาคม 2017 ถึงเดือนมีนาคม 2018 ซึ่งสอดคล้องกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองพยองชาง

    รัฐบาลชุดใหม่ของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิกในเกาหลีใต้ ในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งคาดว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2885853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NmXVg2iXbw5t3BmmFdYO0

  • คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2568 พบสัญญาณชะลอตัวในภาคการบริโภคของภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้การส่งออกและการท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกและภายในประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเริ่มอ่อนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น รถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ในเดือนสิงหาคมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.8% และ 0.3% ตามลำดับ อีกทั้งยังลดลงจากเดือนก่อนหลังขจัดปัจจัยฤดูกาลที่ 3.0% และ 4.8%
     

    “รายได้เกษตรกรที่แท้จริงลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมปรับลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนความไม่มั่นใจของประชาชนที่ยังวิตกต่อภาวะเศรษฐกิจ ภาระค่าครองชีพ และความตึงเครียดในต่างประเทศ” นายพรชัยกล่าว

    ภาคการลงทุนภาคเอกชนยังคงทรงตัว โดยปริมาณนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 23.6% จากปีก่อน และขยับขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดอื่นสะท้อนภาพตรงกันข้าม เช่น ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ลดลง 10.5% จากปีก่อน และ 8.5% จากเดือนก่อน ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศหดตัว 8.0% จากปีก่อน และ 1.0% จากเดือนก่อน

    ในส่วนของการส่งออก สศค. รายงานว่า ยังคงเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 โดยมีมูลค่า 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.8% จากปีก่อน ขณะที่สินค้าสำคัญยังเติบโตดี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 44.1%  แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 37.0% และเครื่องจักรกล เพิ่มขึ้น 10.2% นอกจากนี้ ยังพบการเติบโตในหมวดอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 26.1% กุ้งสดและแช่แข็ง เพิ่มขึ้น 7.0% และไก่สดแช่เย็น/แช่แข็ง เพิ่มขึ้น 1.3%
     

    “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่อาจเริ่มส่งผลกระทบกับสินค้าบางหมวด ทำให้การเติบโตของการส่งออกเริ่มชะลอลง รวมถึงทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่อาจกระทบเศรษฐกิจในระยะต่อไป” นายพรชัย กล่าว 

    ในด้านอุปสงค์จากต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดือนสิงหาคมมีจำนวน 2.58 ล้านคน ลดลง 12.8% จากปีก่อน และ 1.0% จากเดือนก่อน (หลังปรับฤดูกาล) สะท้อนการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ตรงข้ามกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังเติบโตดี โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อน และ 2.4% จากเดือนก่อนหน้า

    ในภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% จากปีก่อน แต่ลดลง 5.7% จากเดือนก่อน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงเล็กน้อยจาก 86.6 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 86.4 ในเดือนสิงหาคม โดยมีแรงกดดันจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ความไม่สงบในชายแดน และอุทกภัยหลายพื้นที่ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของไทยปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.7 เพิ่มขึ้นจาก 51.9 ในเดือนก่อนหน้า

    “ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่อาจลุกลามและกระทบห่วงโซ่อุปทาน” นายพรชัย กล่าว

    ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 0.79% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 64.5% ต่อ GDP ยังคงอยู่ในกรอบวินัยการคลัง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงถึง 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภาวะเศรษฐกิจโลกในเดือนสิงหาคมยังขยายตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมของโลก (Global Composite PMI) อยู่ที่ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจาก 52.5 จุดในเดือนก่อน ดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 50.9 จุด จาก 49.7 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศเริ่มปรับลดลงตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่ชะลอ

    สำหรับภาวะตลาดการเงินไทย นายพรชัยเปิดเผยว่า ตลาดทุนไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิถึง 9,678.50 ล้านบาท และยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยในเดือนกันยายน 2568 แสดงสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศซึ่งซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท แม้ลดลงจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท แต่ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังอยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย 

    ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธิ 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนก่อน ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ยังคงมียอดขายสุทธิที่ 5,739.65 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติแม้ยังขายสุทธิในตลาดหุ้น 9,083.11 ล้านบาท แต่แรงขายลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง 21,736.88 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 28,977.56 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังตึงตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mQE6XA8UonbNFuy-isG5P

  • วิเคราะห์นโยบาย ‘อนุทิน’ ฉีดสเตียรอยด์เศรษฐกิจ ดัน GDP ปีนี้แตะ 2%

    วิเคราะห์นโยบาย ‘อนุทิน’ ฉีดสเตียรอยด์เศรษฐกิจ ดัน GDP ปีนี้แตะ 2%

    นายประกิต สิริวัฒนเกตุ นักกลยุทธ์การลงทุน และกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยภายในรายการ ‘ฐานทอล์ค’ ว่า หลังจากได้ฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอนุทินแล้ว มองว่ามาตรการส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น ‘Quick Win’ ที่ทำได้จริงและเห็นผลทันทีในระยะสั้น เนื่องจากมีงบประมาณปี 2569 รวมถึงงบกลางที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที และยังสามารถดำเนินการต่อเนื่องไปได้อีก 4 เดือนในช่วงรัฐบาลรักษาการ

    “ถ้าเป็นมาตรการระยะสั้น ไม่มีปัญหาเลยครับ รัฐบาลมีงบประมาณพร้อม และยังสามารถเบิกจ่ายต่อเนื่องแม้เข้าสู่ช่วงรักษาการ รัฐบาลเฉพาะกิจสามารถจัดหนักได้ใน 4 เดือนแรก และยังมีอีก 4 เดือนของการเป็นรัฐบาลรักษาการที่ยังคงใช้งบได้บางส่วน ทำให้การอัดฉีดเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่มีอุปสรรค”

    ประกิต สิริวัฒนเกตุ นักกลยุทธ์การลงทุน และกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด

    อย่างไรก็ตาม ประกิตย้ำว่า มาตรการเหล่านี้มีลักษณะคล้าย ‘การฉีดสเตียรอยด์’ คือช่วยให้ร่างกายฟื้นแรงได้ทันที แต่ไม่ได้รักษาโรคหรือสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว หากรัฐบาลไม่ต่อยอดหรือไม่วางแผนแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจก็มีโอกาสกลับไปซบเซาเหมือนเดิม

    จีดีพีปีนี้อาจแตะ 2%

    สำหรับจีดีพีไทยปี 2568 เดิมทีคาดว่าจะโตเพียง 1.6-1.8% แต่หลังจากได้เห็นแพ็กเกจนโยบายอัดฉีดของรัฐบาลใหม่แล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้อาจขยับขึ้นไปแตะ 1.8-2% ได้ไม่ยาก และใกล้เคียงเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ตั้งไว้ 2.3% โดยมองว่าไตรมาสแรกของปี 68 ไทยโตได้แล้ว 3% ดังนั้นครึ่งปีหลังหากโตเฉลี่ยเพียง 1% ต่อไตรมาส ก็สามารถทำให้จีดีพีทั้งปีแตะระดับ 2% ได้

    เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า รัฐบาลชุดก่อนหน้าที่เน้นโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นหลัก ทำให้ไป ‘กั๊กงบ’ ไว้ก้อนใหญ่ แต่สุดท้ายกลับติดขัดทั้งด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และข้อถกเถียงทางการเมือง จนไม่สามารถเดินหน้าได้จริง กลายเป็น ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’ ต่างจากรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เลือกหยิบเอาโครงการเก่ามาปัดฝุ่น โดยคัดเอาส่วนที่ได้ผลดีมาใช้ทันที

    คนละครึ่ง – ท่องเที่ยวเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายประกิตย้ำว่า ‘โครงการคนละครึ่ง’ เป็นมาตรการที่เห็นผลมากที่สุด เพราะรัฐออกเงินครึ่งหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนควักเงินตัวเองออกมาใช้ด้วย เกิดผลทวีคูณในระบบเศรษฐกิจ แตกต่างจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เม็ดเงินมักรั่วไหลจากเงินทอน ไม่ถึงมือประชาชนเต็มที่

    เขายังชี้ว่า จุดอ่อนของรัฐบาลก่อนคือมองโครงการคนละครึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลเก่า หากนำมาทำต่อจะเสียเชิงทางการเมือง แต่รัฐบาลชุดนี้กลับไม่สนใจเรื่องหน้าตา กล้าหยิบมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ซึ่งถือเป็นทิศทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์

    อีกหนึ่งปัจจัยที่ประกิตมองว่าสำคัญต่อเศรษฐกิจ คือการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ตลาดหุ้นฟื้นตัว มีกำลังซื้อสูง และพร้อมเดินทาง แต่ไทยยังขาดมาตรการเรียกความมั่นใจหลังเกิดเหตุรุนแรงในอดีต หากรัฐบาลสามารถขันน็อตเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะช่วยทำให้ไทยกลับมาเป็น ‘เซฟตี้แลนด์’ และกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณ

    นอกจากนี้ นโยบายพักหนี้และการแก้หนี้ โดยเฉพาะหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ว่าเป็นแนวคิดที่รัฐบาลชุดก่อนเคยเสนอแต่ไม่สำเร็จ หากทำได้จริงจะช่วยปลดล็อกประชาชนจำนวนมากจากเครดิตบูโรและสร้างสภาพคล่องเพิ่มขึ้นทันที อีกทั้งเมื่อประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง จะช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อและกำลังซื้อในระบบให้ฟื้นตัวได้

    ความเสี่ยงการคลัง-เครดิตเรทติ้ง

    ในมุมมองนโยบายการเงิน นายประกิตคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะเข้าสู่ขาลงชัดเจน แต่จะไม่ปรับลดลึก คาดอยู่ที่ราว 0.75% ในปีหน้า ขณะที่นโยบายการคลังยังคงเป็นแรงหลักในการอัดฉีด โดยรัฐบาลเฉพาะกิจและช่วงรักษาการสามารถเร่งเบิกจ่ายและผลักดันโครงการต่อเนื่อง

    แม้ระยะสั้นเศรษฐกิจมีความหวัง แต่นายประกิตเตือนว่า ความเสี่ยงระยะยาวยังมีสูง โดยเฉพาะเมื่อสถาบันจัดอันดับเครดิตทั้งมูดีส์ และ S&P Golbal ปรับมุมมองประเทศไทยจาก ‘คงที่’ เป็น ‘เชิงลบ’ หากรัฐบาลยังไม่แก้ปัญหาวินัยการคลังจริงจัง ไทยอาจถูกปรับลดเครดิตในปีหน้า ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เขาเสนอว่าทางออกเดียวที่จะช่วยเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาว คือการลงทุนครั้งใหญ่ในโครงการที่โปร่งใสและเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่การลงทุนเบี้ยหัวแตกแบบที่ผ่านมา เพราะยิ่งกู้ก็ยิ่งเสียหากเงินรั่วไหล แต่หากโครงการลงทุนชัดเจนและมีการมีส่วนร่วมจากสังคม จะเป็นรากฐานให้รัฐบาลชุดต่อไปสานต่อ และช่วยดึงเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากวงจร ‘อัดฉีดชั่วคราว’

    “รัฐบาลต้องกล้ากู้เพื่อลงทุนใหญ่ และทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่านี่คือโครงการที่ประเทศจะได้ประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม” นายประกิตกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/640113&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wYpus8x2156mbqvVx1pTU

  • รายงาน ภาพรวมเศรษฐกิจเมียนมา ปี 2568

    รายงาน ภาพรวมเศรษฐกิจเมียนมา ปี 2568

    โดย

    Yinm@ditp.go.th

    ลงเมื่อ

    29 กันยายน 2568 15:15

    สคต. ณ กรุงย่างกุ้ง (เมียนมา)

    16

    รายงาน ภาพรวมเศรษฐกิจเมียนมา 2568.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/i8kv904epi9e3emobpbdyl60&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw273-8S5AMQ5ne0S6xOwsVw

  • ดัชนีราคาส่งออก เริ่มชะลอตัว สนค.ชี้ต้องระวังเศรษฐกิจโลก

    ดัชนีราคาส่งออก เริ่มชะลอตัว สนค.ชี้ต้องระวังเศรษฐกิจโลก

    วันนี้ ( 29 ก.ย.2568) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเดือน ส.ค.2568 เท่ากับ 111.1 เพิ่มขึ้น 0.4% จากการความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกที่ยังมีสัญญาณเป็นบวก แต่ก็เริ่มชะลอตัวลง เพราะมีปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งการเริ่มใช้ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า และการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์

    ส่วนดัชนีราคานำเข้าเท่ากับ 115.8 เพิ่มขึ้น 2.7% จากการนำเข้าเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าส่งออก และรองรับการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกเดือน ส.ค.2568 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 1.6% ได้แก่ ทองคำ เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการอุปกรณ์เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้น

    โดยเฉพาะการใช้งาน AI และ Big Data และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการใช้ในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1.1% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง ตามจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ตามความต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

    ส่วนหมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกลดลง ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด 9.3% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากตลาดเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 5.6% ได้แก่ ข้าว ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และยางพารา ตามภาวะอุปทานส่วนเกิน

    ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามราคาตลาดโลกที่อ่อนตัวลง รวมถึงเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาจากประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาถูกกว่า อาทิ เวียดนาม และกัมพูชา ทางด้านดัชนีราคานำเข้า เดือน ส.ค.2568 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค 7.5% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ

    หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 5.2% ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามความต้องการใช้เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการผลิต การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.9% โดยเฉพาะทองคำ ราคายังทรงตัวในระดับสูง ตามความต้องการสำรองทองคำของธนาคารกลางหลายแห่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สำหรับปุ๋ย ตามราคาปุ๋ยตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น และอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการผลิตเพิ่มขึ้น

    และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 0.8% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่กลับมาฟื้นตัว โดยเฉพาะการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการใช้เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 8.9% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาดทั่วโลก

    แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน ก.ย.2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้ดัชนีขยายตัว ได้แก่ ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร และอาหารแปรรูปในตลาดโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

    ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายของหลายประเทศที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น ตลอดจนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา และเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งเป็นข้อจำกัดของภาคการส่งออกไทย

     อ่านข่าว:

     “ชาไทย” จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก โอกาสใหม่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    จับตา 5 พืชหลักเกษตรไทย วิกฤตต้นทุนสูง-ผลผลิตล้นฉุดราคาร่วง

    หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดรอบ 4 ปี เฉลี่ยบ้านละ 7.4 แสนบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gsxDkYMdJAykHHi6pbIP9

  • “ธรรมนัส” เร่งฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว​ ขับเคลื่อน​เศรษฐกิจ​ไทย

    “ธรรมนัส” เร่งฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว​ ขับเคลื่อน​เศรษฐกิจ​ไทย

    กรุงเทพฯ​ 29​ ก.ย. – “ธรรมนัส” รองนายกรัฐมนตรี​ เผย​เร่งฟื้นภาคการท่องเที่ยว​ โดยเฉพาะ​ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภั​ยซึ่งนักท่องเที่ยวจีนเป็​นกังวล มอบ รมว.​การท่องเที่ยวฯ ขับเคลื่อนทุกมาตรการ​ ดึงนักท่องเที่ยว​เข้า​ไทย

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว​ว่า​ นโยบาย​เร่งด่วน​ที่​จะ​ดำเนินการ​คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน พร้อมมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าแผนงานขับเคลื่อนอย่างจริงจังเพื่อ​ดึง​นักท่องเที่ยว​เข้า​ไทย

    ร.อ.ธรรมนัส ​กล่าว​ว่า​ ได้หารื​อกับนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งได้สะท้อนปัญหาที่รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไข​ 5 ประการ​ ซึ่ง​รวมถึง​ความเชื่อ​มั่นด้าน​ความปลอดภั​ยของนักท่องเที่ย​วด้วย

    สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่า ไทยจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 3 ล้านคน ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ร.อ.ธรรมนัส ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิดและเกิดจากการสื่อสารคลาดเคลื่อน ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ​เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงปลายปีนี้ซึ่งเป็นหนึ่ง​ใน​นโยบาย​เร่งด่วน​ในการ​กระตุ้น​เศรษฐกิจ​ของ​รัฐบาล​. 512-สำนักข่าว​ไทย​

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    ชลบุรี 28 ก.ย. – หนุ่มซิ่งกระบะพุ่งชนเสาไฟฟ้า บนถนนสายบึง-บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ล้มขวางถนน 12 ต้น ทำให้ไฟฟ้าดับตลอดแนว รวมทั้งต้องปิดการสัญจรตลอดทั้งวัน คาดจะกลับมาเปิดการจราจรตามปกติได้วันพรุ่งนี้ (29 ก.ย.) รถกระบะพุ่งชนเสาไฟฟ้า บนถนนสายบึง-บ่อวิน ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ล้มขวางถนน 12 ต้น เป็นเสาไฟฟ้าแรงสูง 6 ต้น เสาไฟฟ้าสูง 12 เมตร อีก 6 ต้น ระยะทาง 500 เมตร โชคดีนายสิทธิพงษ์ อายุ 41 ปี คนขับ บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ทำให้ไฟฟ้าดับตลอดแนว รวมทั้งต้องปิดการสัญจรบนถนนสายบึง-บ่อวิน ตลอดทั้งวัน คาดว่าจะกลับมาเปิดการจราจรตามปกติได้วันพรุ่งนี้ (29 ก.ย.) จากการสอบสวนทราบว่า นายสิทธิพงษ์ เพิ่งเลิกงาน ขับรถกลับบ้านด้วยความเร็ว อาจหลับใน ทำให้รถเปลี่ยนเลนข้ามไปชนกับเสาไฟฟ้าอีกฝั่ง ส่วนความเสียหายยังประเมินค่าไม่ได้.-สำนักข่าวไทย

    ราชบุรี 28 ก.ย.- “อนุทิน” ร่วมสวดอภิธรรมศพพ่อ “สส.อัครเดช” โชว์หวานยกความสัมพันธ์จีบเข้าภูมิใจไทย ลั่นได้ส่งจิตขออนุญาตคุณพ่อแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตาีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมไว้อาลัยและสวดอภิธรรมศพ คุณพ่อวุฒิพงศ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์ บิดาของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อค่ำวันที่ 27 ก.ย. ที่จังหวัดราชบุรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนกว่า 2,000 ร่วมพิธีโดยเป็นการสวดอภิธรรมเป็นคืนที่ 4 และจะมีพิธีบรรจุศพในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ในช่วงท้าย นายอนุทิน ได้กล่าวกับผู้ที่ร่วมสวดอภิธรรมศพ ว่า ตนเองมีความสนิทสนมกับ นายอัครเดช มาหลายปีแล้ว นายอัครเดชเป็นคนมีความวิริยะอุสาหะ ตั้งใจทำงานให้พี่น้องประชาชน ตนมีความชื่นชมและศรัทธา ในความขัยนขันแข็งของท่าน ยิ่งไปกว่านั้นการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ทำหน้าที่ได้ดีเป็นดาวสภา […]

    กรุงเทพฯ 28 ก.ย. – โซเชียลแห่ชื่นชม “สีหศักดิ์” กร้าว เวที UNGA หลัง “อนุทิน” มอบดาบการทูตสู้กัมพูชา ขณะนายกฯ ย้ำยึดสันติในการแก้ปัญหา เพื่อประโยชน์ของประเทศ ภายหลังจากที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ หรือ UNGA สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก ทำให้กระแสโซเชียลในประเทศไทย พึงพอใจกับการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ การเดินทางไปเวที UNGA ของนายสีหศักดิ์ ครั้งนี้ยึดแนวทางแก้ปัญหาความมั่นคงและการต่างประเทศ ที่นายอนุทิน มอบหมายให้ดำเนินการ โดยใช้มาตรการทางการทหารควบคู่กับการทูต เพื่อรักษาอธิปไตยอย่างสันติ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะในกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ขณะที่นายอนุทิน เชื่อว่า การกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม UNGA ของนายสีหศักดิ์ ทำให้คนไทยมีความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนต่อจุดยืนของรัฐบาล สำหรับนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก คืนความมั่นใจให้ประเทศไทย ตามนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน […]

    กทม. 28 ก.ย.- กรมอุตุฯ เตือนทั่วไทยรับมือฝนถล่ม อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง จับตาอิทธิพลพายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” คาดเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบน พรุ่งนี้ (29 ก.ย.) กรมอุตุนิยมวิทยาเผยประเทศไทยมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดสกลนคร นครพนม อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง เนื่องจากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น […]

    ข่าวแนะนำ


    รัฐสภา 29 ก.ย.- “ทวี” ลุกพุ่งเป้า “อนุทิน” เอี่ยวคดี “เขากระโดง-ฮั้วสภาสูง” ทำมีกระมิดกระเมี้ยนเกรงใจ บอกเรื่องนี้เกี่ยวกับท่านประธาน “มงคล” ด้วย ด้าน สว.-สส.ภท. ประท้วงวุ่น “พิสิษฐ์” ยกหนังสือน้ำเงินโชว์ บอกถ้าไม่มีในหนังสือนี้ ไว้ไปอภิปรายรอบสมัยหน้า ขณะ “นันทนา” ของขึ้น! ยังพูดไม่จบเจอประธานขอให้หยุด ส่วน “อดิศร” เอาบ้าง ระบุเพื่อให้เป็นกลาง ขอให้เปลี่ยนประธานเป็น “วันนอร์” แทน การประชุมรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลุกขึ้นอภิปราย ว่า ท่านประกาศว่าเป็นรัฐบาลเพียง 4 เดือน แต่เท่าที่ดูแล้ว เหมือนจะบริหารประเทศไปอีก 4 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ก็จะมีผลบังคับใช้ ในวงเงินนี้จะมีรายจ่ายประจำ 2.65 ล้านล้านบาท […]

    29 ก.ย. – น้ำกัดเซาะตลิ่งใน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน บ้านทั้งหลังพังลงน้ำ ส่วนที่สระแก้ว น้ำป่าทะลักช่วงกลางดึก พื้นที่บ้านคลองบุหรี่เสียหายกว่า 20 หลัง ผู้ใหญ่บ้านนำรถไถช่วยอพยพชาวบ้านหนีน้ำ สถานการณ์น้ำป่าหลากและไหลเชี่ยวในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กัดเซาะตลิ่งเป็นแนวยาว ส่งผลให้บ้านเรือนติดริมน้ำยวม บ้านห้วยสิงห์ หมู่ 4 ตำบลแม่ยวม ทรุดตัวพังลงน้ำ 1 หลัง เจ้าของบ้านหนีออกมาได้ทัน โดยมีผู้นำท้องที่ เทศบาลตำบลแม่ยวม และชาวบ้านช่วยกันเร่งขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านได้ทัน ขณะที่เส้นทางสู่ชายแดนบ้านเสาหิน ต.เสาหิน มีฝนตกหนัก ส่งผลทำให้น้ำในลำห้วยไหลหลากและมวลน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะน้ำแม่แงะ บริเวณท่าน้ำแม่เจ การสัญจรเส้นทางต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ชาวบ้านต้องใช้เชือกผูกตัวรถ เพื่อช่วยดึงรถขึ้นฝั่ง เนื่องจากน้ำสูงไหลเชี่ยวมาก เกรงพัดรถลอยหาย เร่งช่วยชาวบ้านสระแก้วถูกน้ำซัดปลอดภัย ช่วงกลางดึก เกิดน้ำป่าหลากเข้าท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบ้านคลองบุหรี่ ม.6 ต.หนองบอน อ.เมือง จ.สระแก้ว ส่วนพื้นที่ตำบลบ้านแกร้ง เขาสิงโต มีชาวบ้านถูกน้ำป่าซัดหาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหา เร่งดึงร่างขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ บ้านคลองบุหรี่ […]

    กรุงเทพฯ 29 ก.ย. – วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ คาดพรุ่งนี้เริ่มถมดินอุดหลุมยักษ์ได้ ระบุ 6 วันที่ผ่านมามีทิศทางดี คาดก่อนเปิดถนน 9 ต.ค. ใช้รถบรรทุกวิ่งทดสอบ สร้างความมั่นใจก่อนเปิดใช้จริง ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหลุมยุบขนาดใหญ่บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ เริ่มเคลื่อนย้ายท่อเหล็กขนาดใหญ่ เพื่อวันพรุ่งนี้เตรียมจะถมดินลงไปในหลุม บริเวณสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องให้ระดับพื้นดินเท่ากันและมั่นคง ทีมวิศวกรจะใช้รถแม็คโครขนาดเล็กดำเนินการขุดและตรวจสอบใต้ท้องอาคาร พร้อมอาจมีการเสริมโครงสร้างชั่วคราวในช่องว่างใต้ฐานราก เพื่อรักษาเสถียรภาพของอาคารไว้ สำหรับการเปิดพื้นผิวจราจร คาดว่าจะสามารถเปิดพื้นถนนได้ในวันที่ 8 ตุลาคม และเปิดให้รถสัญจรได้ในวันที่ 9 ตุลาคม โดยก่อนเปิดใช้เส้นทางอย่างเป็นทางการ ทางสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะมีการทดสอบความแข็งแรงของพื้นผิวถนนก่อนเปิดใช้งาน เพื่อความมั่นใจของพี่น้องประชาชน โดยเตรียมใช้รถบรรทุกวิ่งผ่าน เพื่อประเมินความแข็งแรง หรือให้เจ้าหน้าที่ทดลองขับรถผ่านก่อน อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นเดือนตุลาคม หากการซ่อมแซมเป็นไปตามแผนก็มีความเป็นไปได้สูงที่ประชาชนจะสามารถกลับเข้าพักอาศัยในอาคารใกล้เคียงได้อีกครั้ง ทั้งนี้ต้องผ่านการประเมินสภาพโครงสร้างอย่างละเอียดก่อน. -415-สำนักข่าวไทย

    รัฐสภา 29 ก.ย.-“อนุทิน” นำทีม ครม.แถลงนโยบายรัฐบาล 30 นาที ยันมุ่งมั่นบริหารราชการแผ่นดิน ขับเคลื่อนนโยบาย แก้ปัญหาเฉพาะหน้า-วางรากฐานนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า พร้อมชูโครงการ “คนละครึ่ง” ลดรายจ่าย เร่งดับไฟสงครามไทย-กัมพูชา ประกาศชัดล้มกาสิโนถูก กม .ยึดหลักซื่อสัตย์-ผลประโยชน์ประเทศ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประะานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำทีมครม.เข้าแถลงนโยบายรัฐบาลอย่างพร้อมเพรียง ระบุว่า ครม.ขอแถลงหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลเข้าบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/agriculture-1591966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sEx-5JLwVYYgEsSsxO0XH

  • นายซัยยิด อับบาส อะร็อกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธและระบุว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาและสามประเทศในยุโรป (อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี)

    นายซัยยิด อับบาส อะร็อกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธและระบุว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาและสามประเทศในยุโรป (อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี)

    🔻นายซัยยิด อับบาส อะร็อกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธและระบุว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาและสามประเทศในยุโรป (อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี) เกี่ยวกับการฟื้นฟูมติเดิมของคณะมนตรีความมั่นคงผ่านกลไก “Snapback” เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและไม่สามารถยอมรับได้
    🔸เขาย้ำว่าการกระทำเหล่านี้ไม่มีมูลความจริง และขัดแย้งกับทั้งตัวบทและเจตนารมณ์ของมติที่ 2231 รวมถึงบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการทูตพหุภาคี
    🔻อะร็อกชีได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อจำกัดด้านนิวเคลียร์ทั้งหมดของอิหร่านตามมติ 2231 จะสิ้นสุดลงอย่างถาวรในวันที่ 18 ตุลาคม 2025 และไม่มีประเทศใดมีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงหรือแปลความหมายมตินี้โดยพลการ
    🔸รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านยังเตือนอีกว่าความพยายามใด ๆ ที่จะฟื้นฟูมติที่หมดอายุไปแล้วถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ บ่อนทำลายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ของโลก
    🔻ในตอนท้าย อะร็อกชีได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของอิหร่านสำหรับการทูตอย่างสร้างสรรค์ และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ปฏิเสธข้ออ้างที่ผิดกฎหมาย และเคารพหลักพหุภาคีนิยม