Category: เศรษฐกิจ

  • นานานาชาติยกย่อง ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ เป็นแนวทางปฏิบัติสู่ SDGs

    นานานาชาติยกย่อง ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ เป็นแนวทางปฏิบัติสู่ SDGs

    ศาสตร์พระราชาตามแนวคิดหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่คนไทยคุ้นเคย กำลังกลายกุญแจสำคัญสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก…ทำไมเราถึงสนใจประเด็นนี้

    โลกในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ ตั้งแต่ไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง ไปจนถึงพายุที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของประชากรทั่วโลก ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สมดุลและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

    ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมามีเวทีใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียนและเวทีระดับโลก กล่าวถึงหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ในบริบทเรื่อง “ความยั่งยืน” พร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย นั่นคือเวที Sustainability Expo 2025 มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (UNGA80) ณ นครนิวยอร์ก

    หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

    หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

    มูลนิธิชัยพัฒนาฯ ชู “เศรษฐกิจพอเพียง” สอดรับเทรนด์โลก

    หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน Sustainability Expo 2025 ความว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทาน ถือเป็นหลักคิดสากลที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะในยุคที่โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้แนวทาง SEP สู่ SDGs ผ่าน 3 หลักการสำคัญบนพื้นฐานความรู้และคุณธรรมในการดำเนินชีวิตและการบริหารจัดการทรัพยากร ได้แก่

    • หลักภูมิคุ้มกัน (Resilience) ที่ช่วยรับมือความเสี่ยงและวิกฤต เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
    • หลักความพอประมาณ (Moderation) ที่เน้นใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองก่อนพึ่งพาปัจจัยภายนอก
    • หลักความมีเหตุผล (Reasonableness) ที่ต้องพิจารณาทางเลือกอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงมิติทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

    ผู้แทนจากภาคธุรกิจและภาคสังคมระดับนานาชาติ ร่วมเสวนาพิเศษหัวข้อ Sufficiency Economy Philosophy: A Global Conversation

    ผู้แทนจากภาคธุรกิจและภาคสังคมระดับนานาชาติ ร่วมเสวนาพิเศษหัวข้อ Sufficiency Economy Philosophy: A Global Conversation

    นานาชาติยกย่องแนวคิด SEP ปูทาง SDGs

    นอกจากนี้ ภายในงาน Sustainability Expo 2025 ยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ Sufficiency Economy Philosophy: A Global Conversation โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจและภาคสังคมระดับนานาชาติ ร่วมเผยมุมมองเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ของประเทศไทย ในฐานะแนวทางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

    “เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงแนวคิดของประเทศไทย แต่มันเป็นแนวทางที่โลกต้องการในยุคที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว SEP ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคม เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนและไม่คาดฝัน”

    — ดร.ฮันส์-พอล เบิร์กเนอร์ ประธานระดับโลกของ Boston Consulting Group (BCG) กล่าว

    เขายังเสริมอีกว่า SEP ช่วยลดการบริโภคเกินความจำเป็น ลดของเสีย และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    “พอเพียงแค่ไหน?”

    George Kipkiris ตัวแทนเยาวชนจาก Enactus Global และ Resolution Project ที่มีเครือข่ายเยาวชนกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ได้สะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่สนใจ SEP ว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกระตุ้นให้เราไม่เพียงแค่คิดเรื่องการเติบโต แต่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราพอเพียงแค่ไหน?” การตั้งคำถามนี้ช่วยให้ชุมชนของเรามีความพร้อมและความยืดหยุ่นทางสังคม เพื่อให้เราสามารถรับมือกับวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    George ยกตัวอย่างโครงการที่เยาวชนในเครือข่ายของเขาได้ทำ เช่น การลดขยะพลาสติกในชุมชนและส่งเสริมเกษตรกรรมอินทรีย์ ซึ่งล้วนสอดคล้องกับแนวคิด SEP ที่เน้นการพึ่งพาตนเองและใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ

    SEP – SDGs สะพานเชื่อมเป้าหมายโลก

    SDGs หรือ Sustainable Development Goals เป็นกรอบเป้าหมายระดับโลกที่หลายประเทศยึดถือเพื่อขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่การบรรลุ SDGs ยังเป็นเรื่องท้าทายเพราะขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

    “SDGs เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่ขาดเครื่องมือที่จับต้องได้ SEP คือ ‘ทางเลือก’ ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ เพราะเป็นกรอบแนวคิดที่ปฏิบัติได้จริง และเน้นที่การพัฒนาที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

    — George M. Tsiatis ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Resolution Project กล่าว 

    เขาเสริมว่า SEP ช่วยนำไปสู่ “การพัฒนาที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    ไทยยืนยันใช้ SEP รับมือวิกฤตโลกร้อนใน 5 ปีสุดท้ายของ SDGs บนเวที UNGA80

    สำหรับเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (UNGA80) ณ นครนิวยอร์ก ประเทศไทยในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก ได้แสดงจุดยืนชัดเจนผ่านถ้อยแถลงของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยระบุว่า “โลกยังต้องการสหประชาชาติ และสหประชาชาติต้องการเรา” พร้อมย้ำถึงความจำเป็นที่ UN ต้องพัฒนาและปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย และความสำคัญของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่เป็นหัวใจของแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุดของโลกยุคนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้นกว่า 1.2 องศาเซลเซียสแล้ว ส่งผลให้ประเทศเปราะบางทั่วโลกเผชิญวิกฤตรุนแรง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยและกำลังพัฒนายังคงลึกขึ้น เมื่อกลุ่มที่มีทรัพยากรมากไม่สามารถช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางได้อย่างเพียงพอ

    “ประเทศไทยเลือกปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางหลักในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความท้าทายด้านความยั่งยืน เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางในช่วง 5 ปีสุดท้ายของการบรรลุเป้าหมาย SDGs และเป็นแบบอย่างที่เราหวังว่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก”

    — นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวใน UNGA80

    การประกาศนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

    sustainability-sep-to-sdgs-SPACEBAR-Photo04.jpg

    จากเวทีอาเซียน SX2025 สู่เวทีสมัชชาสหประชาชาติ UNGA80 ชี้ให้เห็นว่า SEP หรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นกรอบแนวคิดที่ “สมบูรณ์แบบ” สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการใช้ทรัพยากรอย่างไม่สมดุล

    ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ตัวแทนเยาวชน และผู้นำระดับประเทศต่างยืนยันว่าการนำ SEP ไปปรับใช้ในบริบทต่างๆ ไม่เพียงแต่ช่วยบรรลุ SDGs เท่านั้น แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อความยั่งยืนของมนุษยชาติและโลกใบนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-sep-to-sdgs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yVDtx56PEopsEQOsFfR8x

  • ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐดีกว่าคาด ลุ้นรายงานตัวเลขเศรษฐกิจและ Government Shutdown | Investing.com

    ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐดีกว่าคาด ลุ้นรายงานตัวเลขเศรษฐกิจและ Government Shutdown | Investing.com

    ลุ้น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมจับตาความเสี่ยงสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown

    ▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด

    ▪ ควรรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐฯ

    ▪ เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจเร่งขึ้นได้ หากผู้เล่นในตลาด อย่าง กลุ่ม CTA-Trend Following ปรับลดสถานะ Short USD ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่ายังมีกำลังอยู่ ทว่า เงินบาท (รวมถึงเงินดอลลาร์) ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk ขึ้นกับการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ อีกทั้ง หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างไรก็ตาม ควรจับตาการปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่อาจกดดันเงินบาทเพิ่มเติมได้  

    ▪ มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 

    31.75-32.75 บาท/ดอลลาร์

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้จาก ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) จนถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) พร้อมทั้ง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า เฟดยังมีโอกาสราว 63% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% สำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังกล่าว อาจถูกเลื่อนการรายงานข้อมูลไปก่อนได้ หากสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยหากเกิดภาวะ Government Shutdown ขึ้นจริง แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่า ภาวะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทว่า อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอสมควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP มากขึ้นกว่าปกติ ที่ผู้เล่นในตลาดมักรอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้ ต้องจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานดังกล่าว อย่างใกล้ชิด 

    ▪ ฝั่งยุโรป – แม้จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB 

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน ซึ่งจะมีทั้งรายงานดัชนี PMI โดยทางการจีน ที่จะเน้นบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสหากิจ รวมถึง ดัชนี PMI โดยทาง RatingDog (เดิม Caixin) ซึ่งจะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนสิงหาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานผลสำรวจภาคธุรกิจของญี่ปุ่น โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.60% และ 5.50% ตามลำดับ


    ▪ ฝั่งไทย – ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อภาคธุรกิจของไทยอาจถูกสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้น จากรายงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนสิงหาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200454737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E4mnSJK4FZs6-h1wyvpT1

  • รอมาตรการกระตุ้นเพิ่ม! SET ไซด์เวย์ 1,270 – 1,290 จุด สะสมหุ้นกำไรเด่น เชียร์ BCPG

    รอมาตรการกระตุ้นเพิ่ม! SET ไซด์เวย์ 1,270 – 1,290 จุด สะสมหุ้นกำไรเด่น เชียร์ BCPG

    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯรายงานเงินเฟ้อ US PCE เดือนสิงหาคม อยู่ที่ระดับ 2.7%y-y สอดคล้องกับที่ตลาดคาด เช่นเดียวกับ US Core PCE ที่ทรงตัวที่ระดับ +2.9%y-y ตามคาดเช่นกัน

    ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯในช่วงสั้น ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรง ถือว่าอยู่ในระดับที่ตลาดคาดหวังไว้ เป็นโมเมนตัมที่ดีขึ้นต่อการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ FED ในช่วงถัดไป

    ล่าสุดเครื่องมือ FED Watch Tool สะท้อนโอกาสการลดดอกเบี้ย US ในช่วงเดือน ต.ค. และ ธ.ค. ที่ระดับ 90% และ 73% ตามลำดับ

    ด้านปัจจัยในประเทศ คาดยังคงอยู่ในช่วงการสะสมกำลัง และลุ้นการปรับตัวขึ้นในช่วงถัดไป โดยสำหรับสัปดาห์นี้ แนะเกาะติดการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยคาดจะออกมาในช่วงวันที่ 29-30 ก.ย.นี้

    ซึ่งคร่าวๆคาดหวังการกระตุ้นในหลายส่วน ผ่านนโยบายกระตุ้นระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่ง, การจัดการราคาสินค้าเกษตร, การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์, แก้ไขหนี้ภาคประชาชน, เพิ่มสภาพคล่องแก่ SMEs, ฟื้นความเชื่อมั่นภาคการท่องเที่ยว และเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า เป็นต้น

    โดยคาดหวังมาตรการเหล่านี้จะเป็นแรงกระตุ้นในตลาดทุนให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น

    ดังนั้นกลยุทธ์ยังมองเป็นจังหวะทยอยสะสม เน้นหุ้นที่คาดได้รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐฯ รวมทั้งหุ้นที่คาดหวังการเติบโตของกำไรในช่วงครึ่งปีหลัง

    คาด SET วันนี้ “Sideways” ในกรอบ 1,270 – 1,290 จุด เงินเฟ้อสหรัฐฯยังเป็นไปตามคาด หนุนโอกาส FED ลดดอกเบี้ยสหรัฐฯมากขึ้น ผสานในประเทศ ยังเกาะติดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวก กลยุทธ์ยังแนะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี ที่คาดหวังแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังเติบโตเด่น

    วันนี้แนะนำ “BCPG” ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงถัดไป มีทิศทางที่ดีขึ้นมาก จากการทยอยเริ่ม COD โครงการต่างๆ และคาดจะไม่มีการตั้งด้อยค่าในจำนวนมากอย่างช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

    ผสานรายได้จากการขายไฟในสหรัฐฯจะปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3/68 เป็นต้นไป จากการปรับค่าความพร้อมจ่ายที่เร่งขึ้นแบบก้าวกระโดดตามความต้องการไฟฟ้าที่รองรับ datacenter ที่เพิ่มขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731113&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLxKPDbx–H054QZOjiZb

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.23 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.23 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.23 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.25 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.18-32.27 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า เงินบาทก็พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และจังหวะย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม สูงขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.7% ตามคาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ก็ทรงตัวที่ระดับ 2.9% ตามคาด ทำให้ ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติม นอกจากนี้ การย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึง ความวุ่นวายของการเมืองสหรัฐฯ ที่เริ่มเห็นความเสี่ยงการเกิดภาวะ Government Shutdown เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง และเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินบาท

    สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐฯ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้จาก ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) จนถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) พร้อมทั้ง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า เฟดยังมีโอกาสราว 63% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% สำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังกล่าว อาจถูกเลื่อนการรายงานข้อมูลไปก่อนได้ หากสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยหากเกิดภาวะ Government Shutdown ขึ้นจริง แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่า ภาวะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทว่า อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอสมควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP มากขึ้นกว่าปกติ ที่ผู้เล่นในตลาดมักรอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้ ต้องจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานดังกล่าว อย่างใกล้ชิด

    ▪ ฝั่งยุโรป – แม้จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน ซึ่งจะมีทั้งรายงานดัชนี PMI โดยทางการจีน ที่จะเน้นบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสหากิจ รวมถึง ดัชนี PMI โดยทาง RatingDog (เดิม Caixin) ซึ่งจะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนสิงหาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานผลสำรวจภาคธุรกิจของญี่ปุ่น โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.60% และ 5.50% ตามลำดับ

    ▪ ฝั่งไทย – ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อภาคธุรกิจของไทยอาจถูกสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้น จากรายงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนสิงหาคม

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังมีกำลังอยู่ โดยเฉพาะหลังจากที่เงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามกลยุทธ์ Trend-Following) อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหว ได้ทั้งสองทิศทาง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งต้องระวังในกรณีที่ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับการปรับเพิ่มสถานะ Short USD (มองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) เพราะอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างกลุ่ม CTA ที่เน้นกลยุทธ์ Trend Following ต้องปิดสถานะ Short USD (Stop Loss) และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้

    แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า แต่การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจไม่ได้รุนแรงในระยะสั้น ตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง อีกทั้งบรรดานักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้เทขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง เหมือนในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ผ้เล่นในตลาดบางส่วน อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจเร่งขึ้นได้ หากผู้เล่นในตลาด อย่าง กลุ่ม CTA-Trend Following ปรับลดสถานะ Short USD อย่างไรก็ดี ความเสี่ยง Two-way risk ของเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ โดยทิศทางของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดเป็นสำคัญ

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.75-32.75 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.30 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-bZj-W3zPTjD1mf0XDP99

  • วิกฤติประชากร ระเบิดเวลาลูกใหญ่ เกิดน้อย-พึ่งพิงเพิ่ม เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก

    วิกฤติประชากร ระเบิดเวลาลูกใหญ่ เกิดน้อย-พึ่งพิงเพิ่ม เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก

    sustainability

    วิกฤติประชากร ระเบิดเวลาลูกใหญ่ เกิดน้อย-พึ่งพิงเพิ่ม เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก

    วิกฤติประชากร ระเบิดเวลาลูกใหญ่ เกิดน้อย-พึ่งพิงเพิ่ม เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก

    ประเทศไทยเผชิญวิกฤติประชากรจากอัตราการเกิดใหม่ปี 2567 ที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้สัดส่วนการพึ่งพิงและภาระของคนวัยทำงานในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • ประเทศไทยเผชิญวิกฤติประชากรจากอัตราการเกิดใหม่ปี 2567 ที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี และคาดว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดในปี 2576
    • โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้สัดส่วนการพึ่งพิงและภาระของคนวัยทำงานในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    • วิกฤตินี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ อาจทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ภาระสวัสดิการเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมชะงักงัน

    ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม หากยังสั่นคลอนเส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ สัญญาณวิกฤติเริ่มชัดเจนจากการลดลงของอัตราการเกิด ปี 2567 มีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 460,000 คน ต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี เทียบกับช่วงปี 2506–2526 ที่เคยมีเด็กเกิดใหม่กว่า 1 ล้านคนต่อปี และสูงสุดถึง 1.2 ล้านคนในปี 2514 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนทัศนคติใหม่ของคนรุ่นปัจจุบันที่ชะลอหรือไม่ต้องการมีบุตร เนื่องจากปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูง และการแข่งขันในที่ทำงานเพิ่มขึ้น

    “วราวุธ ศิลปะอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้า โดยเน้นย้ำว่า วิกฤติประชากร (Demographic Crisis) เป็นปัญหาที่น่ากังวลที่สุดและเร่งด่วนที่สุด วิกฤตินี้ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่การที่ประเทศกลายเป็นสังคมสูงอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลงอย่างมาก ซึ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ และสถานการณ์ในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ยิ่งเลวร้ายลง

    “คาดว่าภายในปี 2576 สัดส่วนนี้จะพุ่งขึ้นเป็น 28% ส่งผลให้ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด (Super Age Society) สิ่งที่น่าตกใจคือ ปี 2567 นี้ เป็น ปีแรกที่ประเทศไทยมีสถิติเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 500,000 คน โดยมีจำนวนเพียง 400,000 ปลายๆ เท่านั้น หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ตามมาจะรุนแรงเกินคาด”

    วิกฤติประชากร ระเบิดเวลาลูกใหญ่ เกิดน้อย-พึ่งพิงเพิ่ม เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก

    กระทบต่อเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    นายวราวุธ ชี้ว่า การที่ประชากรลดลงและโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังนี้

    1. การขาดแคลนแรงงาน: แรงงานในประเทศจะหายไป

    2. ภาระทางสวัสดิการ: กลุ่มคนในวัยทำงานจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและสวัสดิการของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น

    3. เศรษฐกิจชะงักงัน: เมื่อประชากรลดลง ทั้งอุปสงค์ และอุปทาน ก็จะลดลงตามไปด้วย ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศจะไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ไปได้

    4. ความมั่นคงทางการเงินภาครัฐ: เมื่อคนทำงานน้อยลง ภาษีที่รัฐจะจัดเก็บได้ก็จะน้อยลงตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว

    5. ความเปราะบางของสังคม: นำไปสู่การล่มสลายของประชากร (Population Collapse) ครอบครัวจะมีความเปราะบาง ระบบสวัสดิการสังคมจะแบกรับไม่ไหว และอนาคตของทุกคนจะเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง

    “แม้ในปัจจุบันเราอาจจะยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบเท่าไหร่ แต่ในอีกไม่นาน ผลกระทบในวงกว้างจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งในระดับตลาดแรงงาน ไปจนถึงระดับรายได้ของประเทศ”

    นโยบาย “5×5 ฝ่าวิกฤติประชากร”

    เพื่อหาทางรอดจากวิกฤติซ้อนวิกฤตินี้ กระทรวง พม. จัดทำนโยบาย “5×5” ประกอบด้วย 1. เสริมพลังของคนไปทำงาน: สร้างเสริมศักยภาพให้กับกลุ่มวัยทำงาน 2. ดูแลเด็กเล็ก: ทำอย่างไรให้เด็กที่มีน้อยแล้วมีคุณภาพมากขึ้น 3. ดูแลผู้สูงอายุ: ให้ผู้สูงอายุกลับเข้ามามีส่วนร่วมและมีผลิตภาพ (active/productivity) ใหม่ในสังคม 4. เสริมพลังคนพิการ: ให้คนพิการกลับมาเป็นผลิตภาพของสังคม และ 5. สร้างสังคมที่น่าอยู่ (Ecology): เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่นั้นมีครอบครัวและมีบุตร

    “นโยบายนี้ถูกนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว และได้นำไปนำเสนอต่อที่ประชุม Commission on Population and Development ของ UN เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนและต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา”

    วัยทำงาน 2คน แบกรับผู้สูงอายุ 1 คน

    “อนุกูล ปีดแก้ว” ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ” โดยประชากรสูงอายุคิดเป็น 20.69% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ไทยติดอันดับ 17 ของโลกในประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุด

    “สถิติปัจจุบันในปี 2567 แสดงให้เห็นว่าประชากรวัยทำงาน 3 คน จำเป็นต้องแบกรับภาระการดูแลผู้สูงอายุ 1 คน การคาดการณ์ระยะยาวชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2587 อัตราส่วนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายกว่า กล่าวคือ คนวัยทำงานเพียง 2 คน จะต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง”

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนำมาซึ่งปัญหาหลายด้าน ได้แก่ ภาระงบประมาณของรัฐที่เพิ่มขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ ความท้าทายของสถาบันครอบครัวจากปรากฏการณ์ครอบครัวแหว่งกลางและผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอาชญากรรมค้ามนุษย์ที่หันไปใช้เทคโนโลยีออนไลน์

    อัตราส่วนพึ่งพิงของไทย

    ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า อัตราส่วนการพึ่งพิงรวมของไทยล่าสุดในปี 2024 อยู่ที่ 43.09% เพิ่มขึ้นจาก 42.47% ในปี 2023 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 58.13% (จากข้อมูลของ 196 ประเทศ) ในเชิงประวัติศาสตร์ ค่าเฉลี่ยของประเทศไทยระหว่างปี 1960–2024 อยู่ที่ 59.69% โดยค่าต่ำสุดที่ 39.49% เกิดขึ้นในปี 2013 ขณะที่ค่าสูงสุดที่ 93.01% ถูกบันทึกไว้ในปี 1966 หากอัตราส่วนการพึ่งพิงสูงขึ้น หมายความว่าประชากรวัยทำงานและเศรษฐกิจโดยรวมต้องเผชิญภาระที่มากขึ้นในการดูแลประชากรวัยพึ่งพิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1200776&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wrkYZj1GESaifid3El3oT

  • Longevity Economy เมื่อ “สุขภาพดี” คือ “ความหรูหรารูปแบบใหม่”

    Longevity Economy เมื่อ “สุขภาพดี” คือ “ความหรูหรารูปแบบใหม่”

    การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์อย่างไม่เคยมีมาก่อน “ชีวิตที่ยืนยาว” ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสังคมอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเมกะเทรนด์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า เศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy)

    แนวคิดนี้มีความกว้างและลึกยิ่งกว่า “เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy)” ที่เราเคยคุ้นเคย เพราะไม่ได้มองผู้สูงวัยเป็นเพียงผู้บริโภคในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อรองรับ “ชีวิตหลายช่วง” (Multi-Stage Life) ซึ่งการเรียนรู้ทักษะใหม่ การทำงาน และการสร้างคุณค่า สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขยาย “Healthspan” หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพดีและพร้อมจะสร้างมูลค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจ

    เมื่อโลกกำลังตระหนักชัดเจนว่าประชากรสูงวัยไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ “พลัง”

    ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ตัวเลขในปี 2020 ระบุว่ากลุ่มประชากรนี้สร้างรายได้คิดเป็น 34% ของ GDP โลก หรือราว 45 ล้านล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนการใช้จ่ายผู้บริโภคมากถึงครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั่วโลก ขณะที่การคาดการณ์ในปี 2050 ระบุว่ามูลค่าดังกล่าวจะพุ่งขึ้นเกือบ 118 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 40% ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้สูงวัยคือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง ซึ่งมีอิทธิพลต่อหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ นันทนาการ การเงิน ที่อยู่อาศัย หรือการขนส่ง

    ที่สำคัญพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แนวคิด “Health is the new luxury” ทำให้การลงทุนในสุขภาพและการใช้ชีวิตที่ดีงามกลายเป็นนิยามใหม่ของความหรูหรา จากเดิมที่ผู้คนมักแสดงสถานะผ่านวัตถุราคาแพงและดูแลสุขภาพเชิงรับ วันนี้กลับหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกบริโภคอาหารออร์แกนิก การเข้าฟิตเนส การใช้บริการสปาเชิงสุขภาพ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับ หรือการตรวจสอบสุขภาพเชิงลึกผ่านตัวชี้วัดทางชีวภาพ กระแสนี้ยังส่งผลให้ธุรกิจหรูในหลายวงการตั้งแต่แฟชั่น ความงาม ไปจนถึงโรงแรมและร้านอาหาร เริ่มบูรณาการแนวคิด Wellness เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ซึ่งกำลังสร้างตลาดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

    เมื่อ “สุขภาพดี” คือ “ความหรูหรารูปแบบใหม่”

    ความคิดของผู้บริโภคยุคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง งานวิจัยจาก McKinsey ชี้ตรงกันว่านิยามของ “ความหรูหรา” ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การครอบครองวัตถุแบรนด์เนมราคาแพงอีกต่อไป แต่ได้ขยายความหมายไปสู่ “สุขภาวะที่ดีและอิสระในการใช้ชีวิต” เทรนด์ “Health is the new luxury” นี้ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย จากการแสดงออกผ่านวัตถุภายนอกมาสู่การลงทุนเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

    เมื่อย้อนกลับไปมองพฤติกรรมดั้งเดิม เราจะเห็นการแสดงออกที่เน้นการแสดงสถานะผ่านวัตถุราคาแพง และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรับ (Reactive Healthcare) คือรอให้เจ็บป่วยแล้วจึงเข้ารับการรักษา

    แต่พฤติกรรมใหม่ในยุคนี้กลับมุ่งไปที่การลงทุนเพื่อสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) อย่างจริงจัง โดยแสดงออกผ่านการเลือกซื้อสินค้าออร์แกนิก, การเป็นสมาชิกฟิตเนส, การใช้บริการสปาเพื่อสุขภาพ (Wellness Spa), การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ และการให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Biomarkers) เพื่อติดตามและปรับปรุงสุขภาพของตนเอง

    การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างกว้างขวาง สังเกตได้จากการปรับตัวของแบรนด์หรู (Luxury Brand) ในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Fashion, Beauty, ร้านอาหาร, และโรงแรม ที่ต่างเริ่มพัฒนาประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ด้าน Health & Wellness มากขึ้น ตั้งแต่คอลเลกชันเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไปจนถึงเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ และโปรแกรม Retreat เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมนี้ได้นำไปสู่การเติบโตของกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ที่กลายเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจอายุยืน ซึ่งน่าจับตามองอย่างยิ่ง

    3 เสาหลักแห่งโอกาสในเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy)

    Longevity Economy ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายซึ่งตอบสนองต่อความต้องการที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงไปจนถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์ โดยสามารถแบ่งโอกาสการลงทุนที่สำคัญออกเป็น 3 เสาหลักที่เป็นหัวใจของเมกะเทรนด์นี้ คือ

    1. สุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ (Health & Bio-Tech)

    กลุ่มธุรกิจนี้คือหัวใจของการยืดขยาย “Healthspan” โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมทางเภสัชภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อชะลอความเสื่อมและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ จากข้อมูลของ Market Research Future ตลาดกลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 21,290 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปถึง 63,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 นวัตกรรมที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่:

    • Senolytics: เทคโนโลยีและยาที่มุ่งเป้าไปที่การกำจัดเซลล์ชรา (Senescent Cells) ซึ่งเป็นต้นตอของความเสื่อมในร่างกาย

    • เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine): ศาสตร์การแพทย์ที่เน้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมสภาพในระดับเซลล์

    • AI ทางการแพทย์เชิงป้องกันและเฉพาะบุคคล (Preventive & Personalized Medicine): การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ และวางแผนการดูแลเชิงป้องกันได้อย่างแม่นยำสำหรับแต่ละบุคคล

    1. เวลเนสและไลฟ์สไตล์ (Wellness & Lifestyle)

    เมื่อผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น ธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ (Wellness) จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว โอกาสในกลุ่มนี้มีความหลากหลายและใกล้ตัวผู้บริโภค ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้แก่:

    • ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการพำนักระยะยาว (Wellness & Long-stay Tourism): การท่องเที่ยวที่ผสมผสานการพักผ่อนเข้ากับการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พำนักได้นานขึ้น

    • ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและสุขภาพ: แบรนด์ระดับโลกอย่าง Estee Lauder ได้เปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ “Aging Gracefully” เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการดูดีอย่างสมวัย ขณะที่ Nestlé ก็ปรับเปลี่ยนการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผู้สูงวัยใช้งานได้สะดวกขึ้น

    • สุขภาพจิต (Mental Health): ตลาดนี้มีขนาดใหญ่มาก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่ามีผู้คนราว 1,200 ล้านคนทั่วโลกที่มีปัญหาด้านนี้ ส่งผลให้ธุรกิจอย่างแอปพลิเคชันนั่งสมาธิ เช่น Calm (แอปพลิเคชันสีฟ้า) สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์

    1. เทคโนโลยีและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย (Age-Tech & Retirement Living)

    เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย ตลาด Age-Tech ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมเทคโนโลยีอย่าง การแพทย์ทางไกล (Telemedicine), อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) สำหรับติดตามสุขภาพ และ บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัย

    ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ “Retirement Living” หรือโครงการที่พักอาศัยที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ถูกมองว่า เป็นกลุ่มหลักที่สำคัญที่สุดในระยะยาว เมื่อเทียบกับอีกสองเสาหลัก เหตุผลเชิงกลยุทธ์คือธุรกิจนี้ตั้งอยู่บนการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นสวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดลง ทำให้ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านกายภาพและสังคมสำหรับคนวัยเดียวกันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างสูง

    จากภาพรวมโอกาสระดับโลก เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย จะพบว่าเราไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่มี ‘แต้มต่อ’ ที่สำคัญในสมรภูมินี้ ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณด้านบริการของคนไทยที่ตอบโจทย์ธุรกิจ Wellness ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่สร้างตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ เครือข่ายโรงพยาบาลและบุคลากรการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล วัตถุดิบสมุนไพรและอาหารไทยที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม รวมถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ปัจจัยเหล่านี้รวมกันคือระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรม Longevity Economy

    สำหรับนักลงทุน โอกาสนี้สามารถแปลงเป็นการลงทุนที่จับต้องได้ ทั้งในตลาดโลกและตลาดหุ้นไทย ระดับโลกมีตัวเลือกกองทุนอย่าง Janus Global Life Sciences Fund หรือกองทุน Healthcare ของจีนที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทที่เกี่ยวข้องตั้งแต่โรงพยาบาลชั้นนำอย่าง BDMS, BH, BCH, PR9 ไปจนถึงธุรกิจอาหารเสริมอย่าง MEGA และ APCO ธุรกิจอาหาร Plant-Based อย่าง NRF รวมถึงอสังหาริมทรัพย์เพื่อผู้สูงวัยอย่าง NOBLE และ ORIGIN การลงทุนในหุ้นเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนการเติบโตตามเมกะเทรนด์ แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร

    ท้ายที่สุด คำถามที่ว่า “ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นคือโอกาสหรือภาระ?” อาจตอบได้อย่างชัดเจนว่า “คือโอกาส” ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดคิด

    การมีอายุยืนยาวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความท้าทายเชิงสังคม แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ซึ่งกำลังสร้างตลาดมหึมาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังการบริโภคของประชากรกลุ่มนี้ สำหรับประเทศไทย หากสามารถพลิกมุมมองและวางกลยุทธ์ที่สอดรับได้อย่างถูกทาง “ชีวิตที่ยืนยาว” จะไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ แต่จะกลายเป็นโอกาสทองที่ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่งคั่ง และวางรากฐานให้กับอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศได้อย่างแท้จริง

    อ้างอิง:

    https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1200503

    Longevity Economy สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/731111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IHYJi2hVN-zjdae38wCxu

  • เศรษฐกิจซบเซา ดันคนไทย ‘กลับเข้าครัว’ The 1 Insight เผยยอดใช้จ่ายกลุ่ม

    เศรษฐกิจซบเซา ดันคนไทย ‘กลับเข้าครัว’ The 1 Insight เผยยอดใช้จ่ายกลุ่ม

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2568 The 1 Insight ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย โดยมีแนวโน้มการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากการที่ผู้คนหันมาทำอาหารรับประทานเองที่บ้านมากขึ้น

    ส่งผลให้การใช้จ่ายในหมวดหมู่นี้ขยายตัวทั้งในด้าน ‘ปริมาณ’ และ ‘ความถี่’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบและลดการรับประทานอาหารนอกบ้านลงอย่างเห็นได้ชัดตามที่สื่อต่างๆ ได้รายงานอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

    ปรากฏการณ์ ‘กลับเข้าครัว’ นี้ส่งผลให้ความนิยมในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบทำอาหาร (Cooking Ingredients) เพิ่มสูงขึ้นและเติบโตถึง 2 เท่าในปีนี้ แต่การทำอาหารเองไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการควบคุมค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นการลงทุนในคุณภาพชีวิตรูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยดูแลทั้งสุขภาพกายของตนเองและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านมื้ออาหาร

    เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมในแต่ละช่วงวัย พบว่ากลุ่ม Silver Spenders แม้จะมีจำนวนน้อยที่สุด แต่กลับมียอดใช้จ่ายต่อคนสูงกว่าภาพรวมถึง 3 เท่า โดยเน้นเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูงเป็นหลัก เช่น เนื้อสัตว์เกรดพรีเมียมและผักออร์แกนิก

    ส่วนกลุ่ม Gen X และ Millennial Family ถือเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของตลาด Grocery โดยมียอดใช้จ่ายโดยรวมสูงสุด สินค้ายอดนิยมของกลุ่มนี้คือวัตถุดิบพื้นฐานอย่างเนื้อสัตว์ ผักสด และเครื่องปรุง ซึ่งสะท้อนถึงการทำอาหารเป็นกิจวัตรที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและรสชาติ

    ขณะที่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ จะมีพฤติกรรมการบริโภคแบบผสมผสานระหว่างการทำอาหารเองควบคู่ไปกับการเลือกซื้อสินค้าสะดวกทาน เช่น โยเกิร์ต อาหารแช่แข็ง และขนมปัง

    นอกจากนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญกับสินค้าเพื่อสุขภาพที่กำลังเป็นกระแสมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มโปรตีนหรือนมทางเลือกต่างๆ ที่หาซื้อได้ง่ายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพ

    นอกเหนือจากพฤติกรรมรายเจเนอเรชันแล้ว รูปแบบการจับจ่ายยังเปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย โดยพบว่าผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าในวันธรรมดามากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนจาก ‘ซื้อรายสัปดาห์’ มาเป็น ‘ซื้อรายวัน’ ที่ชัดเจนขึ้น

    อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือการเติบโตของยอดใช้จ่ายในต่างจังหวัดที่สูงกว่ากรุงเทพฯ โดยยอดใช้จ่ายต่อครั้งเติบโตสูงกว่าถึง 2 เท่า ทำให้พื้นที่นอกเขตเมืองและหัวเมืองใหญ่กลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้ากลุ่ม Grocery ในปีนี้

    ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจอย่างยืดหยุ่น รอบคอบ และเลือกซื้อสินค้าอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

    ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับบริการ Delivery และการสร้างประสบการณ์แบบ Omnichannel ที่เชื่อมต่อทุกช่องทาง เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายและรวดเร็วของไลฟ์สไตล์คนเมือง


    ภาพ: DG FotoStock / Shutterstock

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/the1-insight-grocery-trend-2568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x4xQjR9-iNnLb6znsMkrM

  • อิหร่านประณามการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของUN หลังเจรจานิวเคลียร์ล่มสลาย

    อิหร่านประณามการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของUN หลังเจรจานิวเคลียร์ล่มสลาย

    อิหร่านออกมาประณามการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหประชาชาติต่อโครงการนิวเคลียร์ว่าเป็นการกระทำที่ ‘ไม่มีเหตุผล’ หลังการเจรจากับมหาอำนาจตะวันตกล่มสลาย และการโจมตีสถานีพลังงานปรมาณูโดยอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา

    การคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ

    มาตรการลงโทษที่ห้ามการติดต่อค้าขายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนิวเคลียร์และขีปนาวุธของสาธารณรัฐอิสลามมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนหลังจากมหาอำนาจตะวันตกเรียกใช้กลไกที่เรียกว่า ‘snapback’ ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุในแถลงการณ์ว่า การใช้มติที่ถูกยกเลิกแล้วนั้นไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย ไม่สามารถแก้ต่างได้ ทุกประเทศต้องงดเว้นจากการยอมรับสถานการณ์ผิดกฎหมายนี้

    ปฏิกิริยาจากมหาอำนาจโลก

    แม้จะมีการคว่ำบาตรอีกครั้ง ผู้นำตะวันตกเน้นย้ำว่าช่องทางการเจรจายังคงเปิดอยู่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องให้อิหร่าน ยอมรับการเจรจาโดยตรงที่จัดขึ้นอย่างสุจริตใจ

    รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีระบุในแถลงการณ์ร่วมว่าจะยังคงแสวงหาทางออกทางการทูตใหม่เพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

    ความล้มเหลวของความพยายามสุดท้าย

    ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านกล่าวว่า สหรัฐอเมริกาเสนอให้การผ่อนผันระยะสั้นเพียงแค่แลกกับการมอบยูเรเนียมเข้มข้นทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ยอมรับไม่ได้

    ความพยายามในนาทีสุดท้ายของรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ในการเลื่อนคำลงโทษออกไปจนถึงเดือนเมษายนไม่ได้รับคะแนนเสียงเพียงพอในคณะมนตรีความมั่นคงเมื่อวันศุกร์

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    ประชาชนชาวอิหร่านแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของคำลงโทษใหม่ต่อเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว วิศวกรชาวอิหร่านวัย 50 ปีชื่อ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยากลำบากอยู่แล้ว แต่จะแย่ลงไปอีก

    ดอลลาร์สหรัฐซื้อขายในตลาดมืดที่ประมาณ 1.12 ล้านเรียลเมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามเว็บไซต์ติดตามอัตราแลกเปลี่ยนหลายแห่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/iran-condemns-un-sanctions-return-nuclear-talks-collapse&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M931fmzTIIG6lVXKfdGUK

  • ร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ขุนคลังแย้ม ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น มีอะไรบ้าง

    ร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ขุนคลังแย้ม ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น มีอะไรบ้าง

    ร้านค้าร่วมคนละครึ่งพลัส ขุนคลังแย้ม จะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนากยรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ต.ค. 68 โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน และใช้สิทธิได้ทันที หลังจากที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบแล้ว

    คนละครึ่งพลัส มีแนวคิดหลัก 2 ด้าน

    1. เน้นวินัยการเงินการคลัง และการเข้าสู่ระบบภาษี-สิทธิที่ได้รับจะพิเศษกว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการเสียภาษี
    2. ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย จะมีการ ReSkill และ UpSkill พ่อค้าแม่ค้าให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำบัญชี และขายสินค้าออนไลน์ เพื่อขยายตลาดจากการขายเฉพาะในพื้นที่สู่ระดับระดับอำเภอหรือทั้งประเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีให้สถาบันการเงินพิจารณาปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้น

    โดยการกำหนดวงเงินงบประมาณ และจำนวนผู้มีสิทธิจะต้องรอนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อยก่อน

    “มาตรการนี้ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานระยะยาวด้วยการยกระดับทักษะผู้ค้าให้บริการจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น สร้างความพร้อมการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ช่วยเพิ่มรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” นายเอกนิติ กล่าว

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากที่ประชุม ครม. เห็นชอบโครงการคนละครึ่งพลัสแล้ว จะมีการเปิดลงทะเบียนทั้งประชาชน และร้านค้า และคาดว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วสุดปลายเดือน ต.ค. 68 หรืออย่างช้าสุดช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 68

    ส่วนจำนวนคนที่จะได้รับ และรายละเอียด วิธีการใช้งาน และฟังก์ชั่นต่างๆ จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการในภายหลัง ยืนยัน ผู้ที่อยู่ในระบบฐานภาษีจะได้รับแรงจูงใจมากกว่าคนอยู่นอกระบบแน่นอน

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943512/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zyja5VKGI8qNeyB2wiSwo

  • เศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างก็ฟื้น

    เศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างก็ฟื้น

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างก็ฟื้น

    เศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างก็ฟื้น

    29 ก.ย. 2568 04:40 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2885629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c0Y9T3JRxLg63nkZhsR3Q