Category: เศรษฐกิจ

  • สิ้น ‘เจ๊เกียว’ ปิดตำนานหญิงแกร่งรถทัวร์ไทย

    สิ้น ‘เจ๊เกียว’ ปิดตำนานหญิงแกร่งรถทัวร์ไทย

    วงการธุรกิจขนส่งเมืองไทยสูญเสียบุคคลสำคัญ เมื่อ ‘สุจินดา เชิดชัย’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เจ๊เกียว’ เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย ได้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568 สิริอายุ 89 ปี การจากไปของเธอถือเป็นการปิดตำนานนักธุรกิจหญิงผู้แข็งแกร่ง ผู้สร้างอาณาจักร เชิดชัยกรุ๊ป จนกลายเป็นธุรกิจรถโดยสารและอุตสาหกรรมขนส่งมูลค่าหมื่นล้านบาท

    เจ๊เกียวเริ่มต้นชีวิตจากครอบครัวฐานะธรรมดาในจังหวัดนครราชสีมา แม้การศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่เธอไม่เคยย่อท้อ และตั้งปณิธานตั้งแต่เด็กว่า “จะต้องรวยกว่าแม่ให้ได้” ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันตลอดชีวิต

    จากการขายของตามสถานีรถไฟ และเปิดโรงเรียนสอนตัดเสื้อของตัวเอง เจ๊เกียวก้าวเข้าสู่วงการยานยนต์และขนส่งเมื่อแต่งงานกับนายวิชัย เชิดชัย ก่อนขยายธุรกิจสู่ เชิดชัยทัวร์ ซึ่งเติบโตจนมีรถโดยสารกว่า 200 คัน วิ่งครอบคลุมหลายเส้นทางทั่วประเทศ และโรงงานต่อรถโดยสารกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของไทย

    jae-kiao-sujinda-cherdchai-tour-died-thai-tour-bus-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ตลอดกว่า 65 ปีในธุรกิจ รถเชิดชัยทัวร์ขยายกิจการทั้งการขายรถยนต์ อะไหล่ และอสังหาริมทรัพย์ ‘เจ๊เกียว’ ยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วม บขส. เป็นตัวแทนผู้ประกอบการเจรจากับภาครัฐ และผลักดันการปรับค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนเชื้อเพลิง

    อย่างไรก็ตาม วิกฤติ โควิด-19 และราคาน้ำมันดีเซลสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจขาดทุนต่อเนื่อง รถโดยสารกว่า 70% ต้องจอดนิ่งที่อู่หลายปี และพฤติกรรมผู้โดยสารเปลี่ยนไป เจ๊เกียวจึงประกาศขายบริษัทเชิดชัยทัวร์ในปี 2565เพื่อปิดตำนานธุรกิจรถร่วมโดยสาร บขส. และโฟกัสธุรกิจอื่น ๆ ของครอบครัว

    เจ๊เกียวยังฝากมรดกแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทั้งด้านธุรกิจและสังคม เธอทิ้งตำนานผู้หญิงนักธุรกิจที่แข็งแกร่งและเป็นที่จดจำในวงการขนส่งไทยตลอดกาล

    ทั้งนี้ เมื่อช่วงสายของวันนี้ (28 กันยายน 2568) ครอบครัวเคลื่อนร่าง ‘เจ๊เกียว’ ซึ่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ กรุงเทพมหานคร กลับไปยังอู่เชิดชัยอุตสาหกรรม ถนนมิตรภาพ และจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เวลา 17.00 น. ในวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 นี้

    jae-kiao-sujinda-cherdchai-tour-died-thai-tour-bus-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/jae-kiao-sujinda-cherdchai-tour-died-thai-tour-bus&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0De8UVYqACzPOzw6fwAsnk

  • ไทย-จีน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้า ดันขายข้าว GtoG : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 28 ก.ย.68

    ไทย-จีน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้า ดันขายข้าว GtoG : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 28 ก.ย.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ufo2x_0RhPk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U-cs1waXHbLOpINrmgu3H

  • กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณลงทุนสูงมากในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงมีการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนผ่านสิทธิบัตรยาหรือยาต้นแบบ  แต่ยาและเวชภัณฑ์เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อทุกคน จึงมีข้อยกเว้นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยาหรือบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณี

    การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก แม้นการเพิ่มภาษีนำเข้ายาจะกระทบต่อภาคส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ในไทยค่อนข้างจำกัดเนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกยาและเครื่องมือทางการแพทย์ไปสหรัฐอเมริกาน้อยมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนทางด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นนัยสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบสาธารณสุข แรงกดดันที่มีต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาติดตามต่อไป

    ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น อัตราภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปและญี่ปุ่น นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังออกมาตรการเลือกปฏิบัติ คือบริษัทยาที่มีการลงทุนเพื่อผลิตในสหรัฐฯหรือกำลังสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯจะได้รับการยกเว้นภาษี

    การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้มีการย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยาข้ามชาติกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ นอกจากนี้ การกีดกันทางการค้านี้จะทำให้ราคายาและค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

    สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้ายาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าอาจทำให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการย้ายฐานโรงงานการผลิตและรับมือผลกระทบต่อภาษีที่มีต่อห่วงโซ่เครือข่ายการผลิตแทนที่จะเอางบประมาณเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมยาเพื่อสุขภาพของมนุษยชาติ

    นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าจะมีการขยายขอบเขตนโยบายกีดกันการค้ามายังสินค้ารายอุตสาหกรรมมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นอีก จากก่อนหน้านี้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าสุด ขยายมายัง ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร (เก็บภาษีนำเข้า 100%) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (เก็บภาษีนำเข้า 25%) เฟอร์นิเจอร์ตู้ครัวและอ่างล้างหน้า (เก็บภาษีนำเข้า 50%) เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือผลกระทบให้ดี เนื่องจากกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมอาจกระทบหนักโดยเฉพาะสินค้าที่อาศัยตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก คาดว่า การเก็บภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปหากศาลสหรัฐยกเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆก่อนหน้านี้

    อุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการใช้ Import Content สูงประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออกในจำนวนนี้มีสินค้าที่ใช้ Local Content ต่ำและอาจเข้าข่ายสินค้าส่งออกที่อาจเจอกับภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) ในอัตรา 40%ซึ่งเรื่องนี้ต้องเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมและควรรีบดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 เป็นการเก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว เช่น เก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้นๆใช้ในการผลิต อาจเจออัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% เป็นต้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่ามีความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไตรมาสสี่จะหดตัวลงจากนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมและการชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าโลก โดยสัญญาณของการชะลอตัวนี้เริ่มปรากฎตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จาก 11% เดือนก่อนหน้า การส่งออกที่ขยายตัว 5.8% ในเดือนสิงหาคม เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกทองคำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ เป็นลักษณะธุรกรรมการค้า นำเข้ามา แล้วขายออกไป

    แม้นอัตราการว่างงานทั้งระบบยังอยู่ในระดับต่ำแต่ตัวเลขผู้รับสิทธิประโยชน์การว่างงานในระบบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม การชะลอตัวของภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว นำไปสู่การลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้างและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นได้

    รัฐบาลต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกและเร่งลงทุนโครงการต่างๆที่ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจะได้ผลในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน เศรษฐกิจไทยเผชิญ “หลุมรายได้”ที่หายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิดประมาณ 6 ล้านล้านบาท ฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มหลุมรายได้ที่หายไป และมีการกระจายตัวของรายได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZAJe39vlPln2ecp8Nb16D

  • “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัยเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัยเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง

    28 กันยายน 2568 15:09 น. สยามรัฐออนไลน์ การเมือง

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัยเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง คืนความมั่นใจให้ประชาชน รอ“นายก”แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน จะได้เห็นความชัดเจน  มองฝ่ายค้านมีสิทธิออกความเห็น แต่ขอให้อยู่ในกรอบ เชื่อไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์     

    เมื่อวันที่ 28 ก.ย.เวลา 13.15 น.ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึง 4 นโยบาย ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ออกแคมเปญ 4 นโยบาย 4 เดือน  4 ภารกิจหลักของรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าในรูปแบบไหนอย่างไร 4 ภารกิจหลักที่นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ภัยพิบัติ และภัยสังคม    

    ส่วน 4 นโยบายนี้ มีอะไรที่ต้องผลักดันอย่างเร่งด่วนหรือไม่ น.ส.แนน  กล่าวว่า 4 ภารกิจหลัก เป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ประชาชนจับตามากที่สุดคือเรื่องของภัยเศรษฐกิจกับภัยความมั่นคง โดยภัยเศรษฐกิจมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากบุคลากรของพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะทำหลังจากนายกฯ ได้แถลงคือ โครงการคนละครึ่ง แต่โครงการของเราเป็นคนละครึ่งพลัส มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่เคยเปรยไว้ แต่เนื้อหารายละเอียดหลักและหลักเกณฑ์ทั้งหมด ขอให้นายกฯ แถลงนโยบายเสร็จเรียบร้อย และรอให้กระทรวงการคลังได้ประชุมกันว่าสุดท้ายแล้วเกณฑ์หลักๆ ตรงตาม 100% มีอย่างไรบ้าง     

    ส่วนภัยความมั่นคง นายกฯ เน้นย้ำตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การรักษาอธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ของคนไทยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่นายกฯ พูดทุกครั้ง ปัญหาข้อพิพาทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก นายกฯ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ   

    สำหรับความคุกรุ่นในฝั่งจังหวัดอุบลราชธานี ชาวบ้านอาจจะต้องอพยพ ซึ่งอาจจะทำให้ขาดรายได้ พรรคภูมิใจไทยจะดูแลอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือเรื่องความมั่นคง จะต้องเป็นการตัดสินใจหน้างานของฝ่ายความมั่นคงคือทหาร ว่าที่สุดแล้วคำสั่งที่จะส่งตรงไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลประชาชน จะต้องเตรียมการอย่างไร จากเหตุการณ์เมื่อ 2 เดือนก่อน ทำให้หน่วยงานในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ เตรียมความพร้อมตลอดเวลา แต่ขณะนี้ ข่าวจริงข่าวปลอม หรือข่าวที่ไม่ตรงกับข้อมูลค่อนข้างเยอะในโซเชียล สำหรับประเด็นการเตรียมการอพยพของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์แล้ว นายกฯ เน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนจะต้องมาอันดับ 1 และต้องดีที่สุด เพราะเราเคยมีบทเรียนแล้วว่าการดูแลประชาชนเป็นอย่างไร การให้ความปลอดภัยและความมั่นใจกับประชาชนโซนนั้นๆ     

    เมื่อถามว่า นายกฯ บอกเองว่าจะเป็นผู้แถลงทั้งหมด ทางพรรคภูมิใจไทยมีการจัดตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯ หรือไม่ เพราะดูเหมือนฝ่ายค้านก็พยายามที่จะเขย่าให้มากที่สุด น.ส.แนน กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องของการเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ เพราะที่บอกไว้ว่าการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะออกความเห็น ทุกอย่างอยู่ในกรอบตามวาระแถลงนโยบาย ส่วนที่จะเรียกว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็คงไม่ใช่ เราต้องดูเนื้อหาและข้อบังคับของการประชุมมากกว่า
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/654157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FQgTRzOXIEqrr8h_RyK73

  • “อรรถกร”แย้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่อินเดียสนใจขยายเส้นทางบินตรงมาเมืองหลัก-เมืองรองไทย : อินโฟเควสท์

    “อรรถกร”แย้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่อินเดียสนใจขยายเส้นทางบินตรงมาเมืองหลัก-เมืองรองไทย : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กับผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน IndiGo ได้แก่ Mr. R. K. Singh ผู้อำนวยการพิเศษ (Special Director) และ Mr. Rajan Malhotra รองประธานฝ่าย Aeropolitical and Industry Affairs ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42nd Session of the ICAO Assembly) นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า สายการบิน IndiGo เป็นสายการบินเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีฝูงบินมากกว่า 400 ลำ และเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยได้แสดงความสนใจที่จะขยายเส้นทางบินตรงมายังประเทศไทยเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้บริการในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ไปยังเมืองรองและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ อุดรธานีสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และเชียงราย รวมถึงสนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย

    การเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความหนาแน่นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

    “ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมต้องขอขอบคุณ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ที่ได้สร้างความร่วมมือกับสายการบิน IndiGo ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก” นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันความร่วมมือด้านการบินพาณิชย์กับสายการบินต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางเข้ามาเยือนประมาณ 2 ล้านคนต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มเส้นทางบินตรงจากสายการบิน IndiGo จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแสนคนต่อปี ส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการค้าปลีกในท้องถิ่น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532745&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gHUuSmD6CxIZfVPf4SnyT

  • รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    นายชัยยศ ก่อเกียรตินารา ผู้ก่อตั้งโครงการอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านกีฬาทางความคิดหรือ Mind Sport เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับกีฬา Mind Sport ในประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ในฐานะกีฬาปัญญาเชิงกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยทักษะด้านการวิเคราะห์ การตัดสินใจเชิงเหตุผล และการบริหารความเสี่ยง 

    อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนและพัฒนากีฬา Mind Sport เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    โดยเป็นการดำเนินการผ่านกิจกรรม Decoding Mind Sport : A Strategic Investment Frontier ถอดรหัส Mind Sport โอกาสเชิงกลยุทธ์ในโลกแห่งกีฬาปัญญา

    ซึ่งจะเป็นการดำเนินการในรูปแบบโครงการอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านกีฬาทางความคิด โดยการคิดเชิงวิเคราะห์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของกีฬา Mind Sport  

    รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    “เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนให้กีฬา Mind Sport ได้รับการยอมรับ และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาทางความคิดในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

    สำหรับกิจกรรมการอบรมจะประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้งในแวดวง กีฬา Mind Sport  และ E-Sport ในเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง และการพัฒนาความคิดตนเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

    ,การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ในกลุ่มผู้ที่สนใจกีฬา Mind Sport เพื่อสร้าง community และ network ระหว่างกัน และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Networking) และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ที่สนใจในกีฬา Mind Sport และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ได้พบปะ หารือ และขยายความร่วมมือออกไปในวงกว้างมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังจะได้เรียนรู้แนวทางการต่อยอดของกีฬา Mind Sport ในมิติของการพัฒนาและการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งการสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมด้านกีฬา Mind Sport ในอนาคตได้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kJnIXEOhYzIT-Ewbxquzf

  • โฆษกภูมิใจไทย เผย ปล่อยของผ่านเพจพรรค สรุป นโยบาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    โฆษกภูมิใจไทย เผย ปล่อยของผ่านเพจพรรค สรุป นโยบาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    วันที่ 28 ก.ย.2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า เพจเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย ได้ลงภาพสรุปเนื้อหานโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะมีการอภิปรายในรัฐสภาวันที่ 29 – 30 กันยายน 2568 โดยนำ นโยบายด้านต่าง ๆ มาสรุป ให้กระชับได้ใจความ เป้าหมาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” 4 เดือนแก้ 4 ภัย คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    1.นโยบายเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ลดรายจ่ายด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดค่าใช้จ่ายขนส่งและเดินทาง แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ลดต้นทุนและป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้า

    2.นโยบายความมั่นคง และการต่างประเทศรัฐบาลจะใช้มาตรการทางการทหารควบคู่กับการทูต เพื่อรักษาอธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เช่น กรณีพิพาท ไทย-กัมพูชา

    3.นโบายแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชนปรับปรุงระบบเตือนภัยและมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เปิดเผย ตรวจสอบได้

    และ 4.นโยบายป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม ปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ต้องไม่มีกาสิโน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y_q9T2CpFnV072KQxhBiL

  • “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง”

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง”

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ไข “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง” คืนความมั่นใจให้ประชาชน มองฝ่ายค้านมีสิทธิออกความเห็น แต่ขอให้อยู่ในกรอบ เชื่อไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์นายกฯ

    วันนี้ (28 ก.ย.2568) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึง 4 นโยบายหลักที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เตรียมแถลงต่อรัฐสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ออกแคมเปญ “4 นโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” ของรัฐบาลอนุทินจะเดินหน้าในรูปแบบไหนอย่างไร 4 ภารกิจหลักที่นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ภัยพิบัติ และภัยสังคม

    น.ส.แนน ระบุว่า ทั้ง 4 เรื่องถือเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดคือเศรษฐกิจและความมั่นคง มีข้อเสนอจากบุคลากรของพรรค รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะทำหลังจากนายกฯ ได้แถลงคือ โครงการคนละครึ่ง แต่โครงการของนายกฯ เป็นคนละครึ่งพลัส มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่เคยเปรยไว้ แต่รายละเอียดจะต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการและการพิจารณาจากกระทรวงการคลัง

    ส่วนด้านความมั่นคง นายกฯ เน้นย้ำตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การรักษาอธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ของคนไทยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่นายกฯ พูดทุกครั้ง ปัญหาข้อพิพาทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก นายกฯ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ 

    กรณีสถานการณ์ชายแดน จ.อุบลราชธานี ที่อาจกระทบประชาชน โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ความมั่นคงซึ่งเป็นอำนาจการตัดสินใจของทหาร สำหรับประเด็นการเตรียมการอพยพของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์แล้ว นายกฯ เน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนจะต้องมาก่อนและต้องดีที่สุด

    สำหรับการแถลงนโยบาย โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี เพราะว่าการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะออกความเห็น ทุกอย่างอยู่ในกรอบตามวาระแถลงนโยบาย ส่วนที่จะเรียกว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็คงไม่ใช่ ต้องดูเนื้อหาและข้อบังคับของการประชุมมากกว่า

    อ่านข่าว : เปิดถ้อยแถลง “กัมพูชา” บนเวที UNGA80 อ้างถูกเพื่อนบ้านคุกคาม

    คืบหน้า เทคอนกรีตตามแผนจุดถนนยุบ เริ่มถมทรายวันอังคารนี้

    “สีหศักดิ์” โต้กลับ “กัมพูชา” ยั่วยุต่อเนื่อง สวนทางกับพูด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gUbSC_fwgrJBdgfeJZsD3

  • ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

    “ภูมิใจไทย”ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัย”เศรษฐกิจ-ความมั่นคง” คืนความมั่นใจประชาชน ชี้”ฝ่ายค้าน”มีสิทธิออกความเห็น แต่ขออยู่ในกรอบ เชื่อไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์”นายกฯ”

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึง 4 นโยบาย ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ออกแคมเปญ 4 นโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลักของรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าในรูปแบบไหนอย่างไร 4 ภารกิจหลักที่นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์ คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ภัยพิบัติ และภัยสังคม

    เมื่อถามว่า 4 นโยบายนี้ มีอะไรที่ต้องผลักดันอย่างเร่งด่วนหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า 4 ภารกิจหลัก เป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ประชาชนจับตามากที่สุดคือเรื่องของภัยเศรษฐกิจกับภัยความมั่นคง โดยภัยเศรษฐกิจมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากบุคลากรของพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะทำหลังจากนายกฯ ได้แถลงคือ โครงการคนละครึ่ง แต่โครงการของนายกฯ เป็นคนละครึ่งพลัส มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่เคยเปรยไว้ แต่เนื้อหารายละเอียดหลักและหลักเกณฑ์ทั้งหมด ขอให้นายกฯ แถลงนโยบายเสร็จเรียบร้อย และรอให้กระทรวงการคลังได้ประชุมกันว่าสุดท้ายแล้วเกณฑ์หลักๆ ตรงตาม 100% มีอย่างไรบ้าง ส่วนภัยความมั่นคง นายกฯ เน้นย้ำตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การรักษาอธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ของคนไทยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่นายกฯ พูดทุกครั้ง ปัญหาข้อพิพาทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก นายกฯ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

    เมื่อถามถึงความคุกรุ่นในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านอาจจะต้องอพยพอาจจะทำให้ขาดรายได้ พรรคภูมิใจไทยจะดูแลอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือเรื่องความมั่นคง จะต้องเป็นการตัดสินใจหน้างานของฝ่ายความมั่นคงคือทหาร ว่าที่สุดแล้วคำสั่งที่จะส่งตรงไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลประชาชน จะต้องเตรียมการอย่างไร จากเหตุการณ์เมื่อ 2 เดือนก่อน ทำให้หน่วยงานในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ เตรียมความพร้อมตลอดเวลา แต่ขณะนี้ ข่าวจริงข่าวปลอม หรือข่าวที่ไม่ตรงกับข้อมูลค่อนข้างเยอะในโซเชียล สำหรับประเด็นการเตรียมการอพยพของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์แล้ว นายกฯ เน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนจะต้องมาอันดับ 1 และต้องดีที่สุด เพราะเราเคยมีบทเรียนแล้วว่าการดูแลประชาชนเป็นอย่างไร การให้ความปลอดภัยและความมั่นใจกับประชาชนโซนนั้นๆ

    เมื่อถามว่า นายกฯ บอกเองว่าจะเป็นผู้แถลงทั้งหมด ทางพรรคภูมิใจไทยมีการจัดตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯ หรือไม่เหมือนทางฝ่ายค้านก็พยายามที่จะเขย่าให้มากที่สุด น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องของการเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ เพราะที่บอกไว้ว่าการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะออกความเห็น ทุกอย่างอยู่ในกรอบตามวาระแถลงนโยบาย ส่วนที่จะเรียกว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็คงไม่ใช่ เราต้องดูเนื้อหาและข้อบังคับของการประชุมมากกว่า

    ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความพร้อมในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 – 30 ก.ย.ว่า เรื่องร่างนโยบายรัฐบาล ตนได้ศึกษาแล้ว ในวันที่ 29 ก.ย.ตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นอ่านนโยบายเพื่อให้ที่ประชุมสภารับทราบ

    เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่กับระยะเวลาที่มีจำกัด นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการทำงานนั้นตนไม่ใช่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ เราทำต่อเนื่องมา 6 ปีแล้ว เว้นแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี่เอง ที่มีพักร้อนไป ฉะนั้น ในสิ่งที่ทำค้างอยู่ ในช่วง 2 เดือน ยังไม่ถึงขั้นต้องยกเลิก สิ่งที่เราอยากทำอะไรก็สานต่อนโยบายใหม่ ๆ ในฐานะที่ตนมาเป็นนายกฯ สามารถมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มมากขึ้น

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/917331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C8PpQpdReSx5qoo_DszYT

  • วิกฤตใหม่? คนไทยรายได้โตไม่ทันรายจ่าย แบกหนี้อ่วม 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน พุ่งสูงในรอบ 4 ปี กว่า 46% ไร้เงินออมฉุกเฉิน

    วิกฤตใหม่? คนไทยรายได้โตไม่ทันรายจ่าย แบกหนี้อ่วม 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน พุ่งสูงในรอบ 4 ปี กว่า 46% ไร้เงินออมฉุกเฉิน

    คนไทยแบกหนี้อ่วม! หนี้ครัวเรือนปี 68 พุ่งสูงขึ้นเป็น 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้น 22% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 4 ปี  เหตุภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ไม่ทันรายจ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

    ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในปี 2568 พบว่า ไทยมีหนี้สูงขึ้น และประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนมา 10 ปีแล้ว มีสัดส่วนสูงกว่า 80% ของจีดีพี 

    โดยปี 2567 ไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนราว 6 แสนบาท/ครัวเรือน ส่วนปีนี้เพิ่มเป็น 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นถึง 22% ถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี สาเหตุหลักเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น และสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

    นอกจากนี้ หนี้นอกระบบก็พุ่งสูงขึ้น เพราะสินเชื่อในระบบตึงตัว แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ทำให้สินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาสแล้ว

    “หลังจากนี้ ต้องจับตามอง NPL เป็นพิเศษ เพราะมี NPL ที่อยู่กลุ่มต้องจับตามองพิเศษ 6% ขณะที่ NPL ในกลุ่มที่ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองอยู่ที่ 4% ทำให้คนผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น”

    ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลจะต้องเร่งกระตุ้นจีดีพีโดยเร็ว เริ่มจากมาตรการคนละครึ่ง เชื่อว่าหากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินคนละครึ่งวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท จะทำให้จีดีพีปีนี้โตได้ถึง 2% จะดึงให้หนี้ครัวเรือนลดลง และหากรัฐกระตุ้นต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าโตได้ 3-4% จะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงต่ำกว่า 80% ได้ภายใน 3 ปี

    นอกจากนี้ รัฐจะต้องเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าว ต้องเร่งหาตลาด รวมทั้งเร่งหาสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี หามาตรการทำให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวกให้ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้

    อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 พบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ 30.9% มีรายได้เฉลี่ย 50,001-100,000 บาท/เดือน โดยส่วนใหญ่ 46.3% ไม่เคยเก็บออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ส่วนกลุ่มคนที่มีการเก็บออมพบว่ามีการเก็บออมลดลง

    ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของครัวเรือนปีนี้กับปีก่อน ส่วนใหญ่ 44.5% มีสถานะเหมือนเดิม, 28.4% แย่ลง, 20.7% แย่ลงมาก, 5.2% ดีขึ้น และ 1.2% ดีขึ้นมาก ด้านสถานะรายได้เทียบกับรายจ่าย 47.3% ตอบว่ามีเงินเหลือเก็บ และ 22.2% เงินไม่เพียงพอใช้จ่าย

    โดยกลุ่มที่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย 39.9% แก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมจากแหล่งต่าง ๆ อันดับหนึ่งคือกดเงินสดจากบัตรเครดิต รองลงมาคือกู้จากธนาคารพาณิชย์ กู้จากธนาคารเฉพาะกิจ เป็นต้น โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนมาก 38.2% มองว่าค่าครองชีพเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความเป็นอยู่แย่ลง

    นอกจากนี้ กลุ่มภาวะหนี้ของครัวเรือนในปี 2568 พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ 95.1%  มีเพียง 4.9% ที่ตอบว่าไม่มีหนี้ โดยมีหนี้เฉลี่ย 740,596.94 บาท/ครัวเรือน มีอัตราผ่อนชำระ 22,022.08 บาท/เดือน โดยเป็นหนี้ในระบบสัดส่วน 65.0% ผ่อนชำระ 20,330 บาท/เดือน ส่วนอีก 35% เป็นหนี้นอกระบบ ผ่อนชำระ 8,023/เดือน

    ทั้งนี้ ประเภทหนี้สินใหญ่ 46.8% เป็นหนี้บัตรเครดิต รองลงมาคือหนี้ที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ โดยเมื่อแบ่งตามอาชีพจะพบว่าอาชีพราชการจะก่อหนี้ยานพาหนะมากสุด อาชีพรับจ้างก่อหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต เจ้าของกิจการก่อหนี้ที่อยู่อาศัย พนักงานเอกชนก่อหนี้บัตรเครดิต และเกษตรกรก่อหนี้สินเชื่อเพื่อการเกษตรมากที่สุด

    ขณะเดียวกัน ด้านความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบัน พบว่าคนส่วนใหญ่ 59.3% ตอบว่า สามารถชำระได้ตามกำหนด, 24.3% ชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน, 15.6% ชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 0.8% ไม่สามารถชำระหนี้ได้ 

    เมื่อถามว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเคยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ 74.4% ตอบว่าเคย มีอัตราเพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.6% และ 25.6% ตอบว่าไม่เคยผิดนัด สาเหตุหลักที่ผิดนัดชำระหนี้คือรายได้ลดลง รองลงมาคือเศรษฐกิจไม่ดี มียอดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ตกงาน และอื่น ๆ

    ธนวรรธน์ กล่าวถึง กรณีที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว ของไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” แต่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+ ว่า สาเหตุ ที่ปรับลดลงส่วนหนึ่งมาจากหนี้สาธารณะของรัฐบาล และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 10 ปีแล้ว หากรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนจะลดลงได้

    ภาพ: Deagreez/Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-debt-burden-46-percent-no-savings/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03LOvTa1PjEWN8B-ukg-m2