© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5152618/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZdsRebh6umzRdyeTsirAo

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5152618/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZdsRebh6umzRdyeTsirAo

รองผู้ว่าฯ นนทบุรี นำทีมเปิดงาน “OTOP ทุกการช้อป คือการให้” ที่โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ ดึงภาครัฐ–เอกชน–ประชาชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนสินค้า OTOP สร้างมิติใหม่ ไม่ใช้งบราชการ ชวนช้อปสินค้าดีจากชุมชน 26 ก.ย.–2 ต.ค. นี้

วันนี้ (26 กันยายน 2568) เวลา 16.00 น. ที่ลานโปรโมชั่น โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดงาน “OTOP ทุกการช้อป คือการให้” โดยมีนางประภา ปานนิตยกุล พัฒนาการจังหวัดนนทบุรี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชน

สำหรับงานนี้ ถือเป็นการจัดในมิติใหม่ โดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ แต่เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายอย่างรอบด้าน ทั้งภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนนทบุรี และองค์การบริหารส่วนตำบลอ้อมเกร็ด ภาคเอกชน ได้แก่ โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และโรงเรียนกสินธรเซนต์ปีเตอร์ รวมถึงภาคประชาชนอย่างเครือข่ายผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการชุมชนในพื้นที่อำเภอเมืองนนทบุรีและใกล้เคียง

งาน “OTOP ทุกการช้อป คือการให้” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00–20.00 น. เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเลือกซื้อสินค้าดี มีคุณภาพจากผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมอุดหนุนสินค้าไทย สร้างพลังเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vRhcBjnjMGTkYpPxQLbW-






“เราคิดกันตั้งแต่ชื่อของงาน ที่จะมาเป็นธีมในการจัดงาน โดยได้หยิบเอาจุดประสงค์สำคัญของงานสารทเดือนสิบ ที่เป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีกับทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องซึ่งล่วงลับไปแล้ว และญาติพี่น้องที่ยังอยู่ ซึ่งในภาษาสันสกฤษอยู่ในนิยามของคำว่า เปรต อ่านว่า เปตร หรือเปร-ตะ แปลว่า ผู้ไปก่อน บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ขณะที่ เปต ภาษาบาลี อ่านว่า เป-ตะ แปลว่า ผู้ไปก่อน บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเรามองว่า ถ้าใช้คำว่า เปรต มาตั้งชื่อเทศกาล คนส่วนใหญ่จะมองว่ามีความหมายไม่ดี เราจึงใช้คำว่า “เป-ตะ เฟสติวัล” เป็นชื่อเทศกาลที่สื่อความหมายเดียวกัน”
“โดยงานในปีนี้ไม่ได้เน้นแค่การขายสินค้า อาหารพื้นถิ่น เช่น เหนียวคั่วไก่ แกงโหรา แต่ยังเน้นเรื่องการส่งเสริมและสื่อสาร “ทุนทางวัฒนธรรม” ของทุ่งสง ในทุกมิติ ไม่ว่าจะป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอย่าง การแสดงหนังตะลุง มโนราห์ หรือการเปิดลานสะบ้า ที่เป็นการละเล่นที่หาชมได้ยาก รวมถึงการประกวดจัด หมฺรบ (หมรับ) การประกวดเพลงลูกทุ่งใต้ การประกวดวาดภาพประเพณีสารทเดือนสิบ การสาธิตการทำขนมสารทเดือนสิบ การจัดกระบวนแห่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในการแสดงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรวมถึงการประกวดภาษาถิ่น การโต้วาที การร้องเพลงลูกทุ่งสำเนียงใต้ อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ และเป็นการพัฒนาทุนวัฒนธรรม สู่มูลค่าเพิ่ม มีรายได้ สร้างผู้ค้าเป็นคนในชุมชน ทำให้รายได้หมุนเวียนในพื้นที่ และเป็นการเปิดเมืองใหม่เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย”





Post Views: 94
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/27/pe-ta-festival-cultural-asset-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw141gmGXgFxvNfbEmGnucrw

วันที่ 27 กันยายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยภายหลังสักการะศาลพระพรหม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ณ ศาลพระพรหม แยกอาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร บี ถ.แจ้งวัฒนะ ว่า ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติและมีเวลาบริหารงานเพียง 4 เดือน รัฐบาลจำเป็นต้องเลือกทำในสิ่งที่สามารถให้ “ผลประโยชน์สูงสุด” ต่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นไปที่การ ป้องกันภัย และ การช่วยเหลือประคับประคอง เศรษฐกิจและประชาชนที่กำลังเผชิญกับหลายวิกฤตพร้อมกัน
ในส่วนของเศรษฐกิจ นายไชยชนก เน้นย้ำว่า จะต้องเร่งผลักดันอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงดีอีให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างราบรื่น ภายในกรอบเวลา 4 เดือนนี้
นายไชยชนก เปิดเผยอีกว่า นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทยได้วางกรอบการรับมือ 4 ภัยหลัก ไว้ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันที
ภัยธรรมชาติ (Natural Disasters) ยอมรับว่าไม่สามารถลงไปแก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมในระยะยาวได้ทันแล้ว แต่สิ่งที่ทำได้คือการนำ “ระบบที่มีอยู่แล้ว” กลับมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้ “ระบบบูรณาการข้อมูล” ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้ถึงพื้นที่น้ำท่วมได้ก่อนเกิดเหตุเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ จะรวบรวมประสบการณ์จากศูนย์อพยพเพื่อกำหนด มาตรฐานปฏิบัติหน้าที่ ให้ข้าราชการสามารถเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
การประสานงานต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างจดหมายประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญจาก ประเทศญี่ปุ่น เพื่อขอคำแนะนำและอุปกรณ์ด้านการจัดการปัญหาเฉพาะทาง เช่น ดินยุบและแผ่นดินไหว
ภัยความมั่นคง (Security Threats) ยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ โดยมีแผนจะ ลงพื้นที่ชายแดน เพื่อสอบถามความต้องการและนำ เทคโนโลยี เข้าไปช่วยสนับสนุนงานด้านความมั่นคงอย่างเร่งด่วน
ภัยเศรษฐกิจ (Economic Threats) ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายใน (ความผันผวนทางการเมือง) และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) เช่น สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และโปแลนด์-รัสเซีย
มาตรการเร่งด่วน เน้นการ ขอความร่วมมือ จากภาคเอกชน ภาครัฐ และประชาชน เพื่อรวมพลังฝ่าวิกฤต โดยจะเน้นไปที่การ ลดค่าใช้จ่ายเรื่องการผูกมัดของ Logistics และการ ลดค่า GP (Gross Profit) ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ แม้บางเรื่องต้องใช้การแก้กฎหมาย แต่จะใช้ช่องทางขอความร่วมมือเพื่อให้เกิดผลรวดเร็วที่สุด
ภัยสังคม (Social Threats) ปัญหาใหญ่คือ Underground หรือ Black Market ที่เล็ดลอดเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อราคาสินค้าเกษตร (เช่น ราคา มันสำปะหลัง ที่ดีดตัวขึ้นทันทีหลังมีการปิดด่านชั่วคราว) โดยได้พูดคุยกับกระทรวงการคลังและเห็นตรงกันในการนำ เทคโนโลยี มาช่วยในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การผ่านด่านศุลกากร เพื่อลด Human Error และเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ
นายไชยชนก กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การแก้ปัญหาเหล่านี้จะใช้เวลาเกิน 4 เดือน แต่ข้อมูลที่ได้จากการทำงานอย่างจริงจังจะช่วยให้รัฐบาลชุดหน้าสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/639974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d5zoANpsyHIitRIeWzuvN

ช่องอานม้าเดือด กัมพูชายิงปืนกลสลับยิงระเบิดใส่ฝ่ายไทย ขณะที่ไทยโต้กลับด้วยอาวุธเช่นเดียวกัน ไม่มีทหารไทยบาดเจ็บ แต่ยังตรึงกำลังเข้มคุมช่องอานม้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5151675/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lw6MvPmJA8j230QpCGJGN

สช.-สภาพัฒน์ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประเด็น “เศรษฐกิจสูงวัย – Silver Economy” พัฒนาสู่มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พลิกบทบาทผู้สูงอายุขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คาดปี 2576 ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสูงถึง 3.5 ล้านล้าน ขณะที่แนวโน้มรายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุ เฉียด 9 แสนล้านบาท หวังดันอาชีพใหม่ Smart Farmer – Elderpreneur – Granfluencer
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศ ประเด็น การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย (Creating opportunity for Silver Economy) เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2568 โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคียุทธศาสตร์ภาควิชาการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการและภาคประชาสังคม รวมถึงผู้แทนสมัชชาสุขภาพจังหวัด และกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
สำหรับประเด็น การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย (Creating opportunity for Silver Economy) เป็นหนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อบรรจุเป็นระเบียบวาระใน สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 โดยประเด็นนี้มีกรอบทิศทางนโยบายสำคัญในการที่จะพลิกโฉมผู้สูงอายุ จากกลุ่มเปราะบางให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ และในฐานะแรงงานหรือผู้ประกอบการ
น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นการสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย เปิดเผยว่า ภายในปี 2576 หรืออีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุถึง 28% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด จึงจำเป็นต้องคิดโจทย์ใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้สามารถสร้างผลิตภาพให้กับประเทศ และมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
น.ส.วรวรรณ กล่าวว่า โอกาสที่เห็นได้จากผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ พบว่ารายจ่ายเพื่อการบริโภคของผู้สูงอายุ ในปี 2566 มีจำนวน 2.18 ล้านล้านบาท คาดว่าในปี 2576 จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านล้านบาท จึงเป็นช่องทางที่น่ามองว่า จะมีสินค้าหรือบริการอะไรที่สามารถเข้ามารองรับ และเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การออกแบบหรือก่อสร้าง Universal Design สินค้านวัตกรรมทางด้านสุขภาพ ธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เป็นต้น
น.ส.วรวรรณ กล่าวอีกว่า ในทางกลับกันคือความท้าทายของผู้สูงอายุในฐานะผู้ผลิต เมื่อประชากรมีอายุมากขึ้นแล้วยิ่งมีรายได้น้อยลง โดยพบว่ากว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ หรือ 35.7% มีแหล่งรายได้หลักจากเงินช่วยเหลือของบุตรหลาน จึงต้องมองถึงโอกาสของงานในลักษณะที่ผู้สูงอายุทำได้ เช่น งานที่ปรึกษา งานฝีมือ งานค้าขาย งานบริการ ฯลฯ รวมถึงงานในกลุ่มอาชีพใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Smart Farmer, Elderpreneur หรือแม้แต่ Granfluencer เป็นต้น โดยคาดว่าแนวโน้มรายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุ จะเพิ่มขึ้นจาก 6.4 แสนล้านบาทในปี 2566 กลายเป็น 8.8 แสนล้านบาทในปี 2576 หรือขยายตัวเฉลี่ย 3.76% ต่อปี
“นโยบายด้านสังคมสูงวัยที่ผ่านมา มักจะถูกมองในเชิงของการจัดสวัสดิการ การคุ้มครอง ฯลฯ แต่ยังไม่ค่อยได้มีการมองผู้สูงวัยในฐานะผู้ที่จะเข้ามาเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศมากนัก การทำเรื่องนี้เป็นมติสมัชชาสุขภาพฯ จะช่วยสร้างความตระหนักถึงประเด็นของเศรษฐกิจสูงวัยในวงกว้างมากขึ้น แล้วจะถูกผลักดันไปสู่การทำงานของภาคส่วนต่างๆ” น.ส.วรวรรณ กล่าว
สำหรับการประชุมดังกล่าว ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบายใน 4 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1. การสร้างศักยภาพของผู้สูงอายุให้คงอยู่ในตลาดแรงงานและมีรายได้เพียงพอ 2. การผลิตสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ 3. การสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมและเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ 4. การสื่อสารเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนในเศรษฐกิจสูงวัย
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งกำหนดผลลัพธ์ในระยะสั้น (Quick Wins) เช่น การสนับสนุนแนวคิดอาชีพที่สอง (Second job) ส่งเสริมการฝึกอบรม Re-skill/Up-skill การพัฒนาระบบสนับสนุนการจ้างงานต่อหลังเกษียณ (Re-employment) การใช้จุดเด่นที่ผู้สูงอายุมีคือประสบการณ์หรือภูมิปัญญามาต่อยอดการทำงาน การจัดทำบัญชีผู้สูงอายุที่เชี่ยวชาญในสายงานต่างๆ เป็นข้อมูลเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน การมีแพลตฟอร์มกลางช่วยจับคู่งานให้กับผู้สูงอายุ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและระบบสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพให้แรงงานมีความพร้อมตั้งแต่ก่อนวัยสูงอายุ การพัฒนาโมเดลบริการดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่นที่มีความหลากหลายมากขึ้น เป็นต้น
นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า กระบวนการพัฒนาประเด็นนี้ได้มีการเดินหน้าทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประชุมไปแล้วหลายครั้งร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 2568 เป็นต้นมา พร้อมกับมีการจัดเวที Policy Forum เพื่อถกแถลงถึงนวัตกรรมในการรองรับเศรษฐกิจสูงวัย ก่อนนำมาสู่การร่างข้อเสนอเชิงนโยบายและรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนคู่ขนานระดับพื้นที่ โดยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นนี้ผ่านสมัชชาสุขภาพจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมขับเคลื่อนเป็นพื้นที่นำร่องของการสร้างเศรษฐกิจสูงวัย
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 17-18 กล่าวว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจสูงวัยนั้นไม่ใช่เรื่องของผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ต้องมองว่าเป็นเรื่องของทุกคน ที่ไม่ว่าใครก็จะต้องเดินมาถึงช่วงวัยดังกล่าว จึงเป็นข้อเสนอที่คนทุกวัยต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ แล้วมารวมแนวคิดให้ข้อเสนอเกิดความหลากหลาย เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย จึงอยากให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ ซึ่งจะมีการพิจารณาและรับรองร่วมกันในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยจะมีการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245114&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GM2t8yXrzO_HhLPxUr3Sg

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 26 กันยายน 2568 ณ ตลาดกลางผลผลิตทางการเกษตรอุตสาหกรรมเมืองลำพูน (ตลาดป่าเห็ว) ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายเธียร์สิทธิ์ ชัยเชาวรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมชน คนภาคเหนือ” พร้อมเปิดป้ายตลาดต้นแบบ BCG MODEL Green Market อย่างเป็นทางการ

นางนรมน ใจการณ์ ผู้จัดการตลาดสาขาลำพูน ในนามผู้ดำเนินโครงการฯ กล่าวว่า องค์การตลาดมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาตลาดให้อยู่ในมาตรฐานที่สูงขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 6 ประการ ได้แก่
1. พัฒนาตลาดสาขาลำพูนให้เป็นตลาดต้นแบบ (BCG MODEL)
2. ยกระดับมาตรฐานตลาด
3. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อชุมชนและการท่องเที่ยว

4. เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ค้าและชุมชน
5. ส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย
6. สร้างตลาดต้นแบบเพื่อขยายผล

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้ เช่น การอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การรณรงค์ใช้ภาชนะจักสานแทนโฟม การพิมพ์ลายบนผืนผ้า และการประกวดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ (ลดหวาน มัน เค็ม)

นายเธียร์สิทธิ์ ชัยเชาวรินทร์ ประธานในพิธีกล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดโครงการฯ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่ายในการยกระดับตลาดสาขาลำพูนให้ได้มาตรฐาน ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านสุขอนามัยและคุณภาพอย่างรอบด้าน พร้อมผลักดันให้ตลาดแห่งนี้เป็นต้นแบบของประเทศในปี 2568”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1333373&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iP8OPX2PK_m2HW98tOSPM

ตลาดหุ้นไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง”
ข้อมูลจากทีม Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ คาดว่าเป็นเพียงภาวะชะลอตามวัฏจักร ไม่ใช่วิกฤติการเงิน แตกต่างจากอดีตที่มักมีปัญหาเชิงสถาบันมาซ้ำเติมให้เศรษฐกิจหดตัวแรง
ปัจจุบันระบบสถาบันการเงินสหรัฐฯ ยังมีฐานะมั่นคง โดยสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์จึงประเมินว่าภาวะชะลอตัวรอบนี้เป็น เชิงวัฏจักร มากกว่าจะลุกลามเป็นวิกฤติการเงินเหมือนในอดีต
ภาพรวมเศรษฐกิจไทย นโยบายกระตุ้นฯ ยังเป็นความหวัง แต่ยังถูกกดดันจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยเปราะบางในประเทศ โดยมีปัจจัยบวกและลบที่น่าจับตา ดังนี้
ปัจจัยหนุนตลาดไทย
1. โครงการ “คนละครึ่ง”
วงเงิน 25,000 ล้านบาทในเดือนตุลาคม 2568 (มีโอกาสขยายสูงสุดถึง 73,000 ล้านบาทจากงบกลาง) และอาจตามด้วยโครงการ Easy e-Receipt สำหรับผู้มีรายได้สูงที่อยู่ในระบบภาษีราว 4 ล้านคนในช่วงต้นปีหน้า
2. การท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นในช่วงครึ่งหลังปี 2568 จุดต่ำสุดอยู่ในไตรมาส 2 ปี 2568 ก่อนฟื้นต่อเนื่องสู่ปี 2569 โดยมีมาตรการหนุนปลายปีนี้ ทั้งนี้คาดนักท่องเที่ยวจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 ชะลอเป็น 33.2 ล้านคนในปี 2568 และฟื้นราว 34 ล้านคนในปี 2569
3. การลงทุนภาคเอกชนทยอยกลับมา
เงินลงทุนคาดเริ่มไหลเข้าตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 หนุนจากการอนุมัติ BOI ที่เร่งตัวตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยเฉพาะหมวดดาต้าเซ็นเตอร์ที่เริ่มเร่งตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2567
4. นโยบายการเงินผ่อนคลายหนุนสินทรัพย์เสี่ยง
คาด Fed ลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ (ต.ค., ธ.ค.) ครั้งละ 25 basis points ไปสู่ราว 3.75% ในปี 2568 และลดอีก 1 ครั้งในม.ค. 2569 สู่ 3.50% ก่อนอาจลดเพิ่มในครึ่งหลังปี 2569–ต้นปี 2570 เพื่อเข้าใกล้ระดับระยะยาวราว 3.0% ขณะที่ คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) คาดลดอีก 1 ครั้งปีนี้ 25 basis points สู่ 1.25% และลดอีก 1 ครั้งในปีหน้า สู่ 1.00%
ปัจจัยกดดันตลาดไทย
1. เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอเร็วกว่าคาด
โดยเฉพาะสหรัฐฯ หากการจ้างงานอ่อนแรงเร็ว อาจกดดันการบริโภคในประเทศ
2. ผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ
ปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 อาจกดดันการส่งออกไทย และทำให้ GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ชะลอ (+1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ) ก่อนทำจุดต่ำสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 (+0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) จากคำสั่งซื้อล่วงหน้า (frontloaded demand) ที่เริ่มแผ่ว
3. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ
ความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครน และอิสราเอล–อิหร่าน หากรุนแรงขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ
4. ประมาณการกำไร บริษัทจดทะเบียนไทย ถูกปรับลดต่อเนื่อง
5. หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
กดดันการบริโภคในประเทศ และอาจลดทอนประสิทธิผลของมาตรการภาครัฐ
6. ความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์สถาบันการเงิน
หนี้เสียจากสินเชื่อรถยนต์ ที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบุคคลยังสูง อาจกดดันคุณภาพสินทรัพย์และต้นทุนสำรอง
ตารางนี้แสดงถึงการสรุปมูลค่าตลาดหุ้นรายภูมิภาค และการคาดการณ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/731046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jUQva7NWiYRfOHrgcaYb1

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.55 น.
เมื่อเวลา 18.10 น.วันที่ 27 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ได้สอบถามนานาทรรศนะของชาวบ้าน – ร้านค้ามีทรรศนะอย่างไร? ต่อโครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส ในรัฐบาลนายกฯ หนู “อนุทิน” ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนผู้มีสิทธิ์ รวมถึงผู้ประกอบการที่ว่าโครงการนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศชาวบ้านมีความเห็นด้วยหรือไม่กับโครงการคนละครึ่งที่จะขยายให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วมโครงการเพื่อให้ร้านร่วมโครงการเพิ่มขึ้น
นางสาวฟ้าใส สมบุญ ชาวบ้าน ชาว อ.กบินทร์บุรี กล่าวว่า ถ้าพูดถึงโครงการคนละครึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ดีนะคะที่ว่าได้มาเป็นเงินส่วนต่างที่เราสมควรได้ แล้วก็สามารถทำให้เราได้รู้ว่าใช้ในการสื่อสารของเรามาเป็นประโยชน์ให้กับชาวบ้านเรา
ชาวบ้านบางคนอาจจะมองว่าปู่ย่าตายายไม่รู้ ทำให้ลูกหลานต้องลงมาช่วยปู่ย่าตายายว่าโครงการนี้มันจะต้องใช้เงินยังไง ใช้วัตถุประสงค์คือเอาไปซื้อใช้จ่ายใช้สอยในบ้านเรานี่แหละ เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้สอยในบ้าน บางคนเงิน 100 บาทเราจะซื้ออะไร กับข้าว บางคนไม่มีเลยแต่โครงการคนละครึ่งใช้อุดหนุนร้านค้าด้วยกัน ร้านค้าคนไหนที่เข้าโครงการ เช่นเปิดร้านขายปลาหมึกย่างตามตลาดนัด เข้าโครงการคนละครึ่งแล้วติดป้ายโครงการอยู่แล้ว เราก็ไปสแกนใช้จ่ายได้ปกติ เรามีโครงการอยู่แล้ว
ปกติเราจะต้องจ่าย 100 บาทเราต้องจ่ายเต็มๆ 100 บาท แต่เราจ่าย 50 บาทก็ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับประชาชน ถ้าเอามาเข้ารวมกันนี่ก็ดี คนที่มีสิทธิ์ใช้บัตรประชารัฐ บัตรคนจน บัตรคนพิการ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วมโครงการ แต่ไม่ได้เข้าโครงการคนละครึ่ง แต่เราก็ได้ใช้เงินเต็มๆ โดยที่ไม่ต้องผ่านคนละครึ่ง สามารถจ่ายที่เดียวได้ถ้าคนละครึ่งเมื่อก่อน
ด้านนางสาวรุ่งนภา ลำปางช้าง กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งดีเพราะว่าส่วนมากคนที่ว่าเขามีรายได้ไม่ถึงวันละ 300 บาท อย่างน้อยรัฐช่วยครึ่งหนึ่ง ข้าวถังละ 300 บาทเราออก 150 บาท ไข่ขาดถาดหนึ่ง 140 บาท เขาออก 70 บาท อย่างน้อยก็ดีมาช่วยจนเจือภายในครอบครัว ให้ความหวังแล้วก็อย่าปล่อยให้ความหวังลมๆแล้งๆก็แล้วกัน ขอฝากถึงรัฐบาลด้วยว่า เงินหนึ่งหมื่นก็ศูนย์ไปแล้วไม่มีความหวังอะไรแล้ว ขอตรงนี้คืนก็แล้วกัน
ขณะที่ทางร้านค้า เอสที.ที่เคยเข้าร่วมโครงการพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัสเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนซื้อสามารถมาใช้สิทธิกับทางร้านค้าได้ อยากให้ทางภาครัฐฯนำเงินมาสนับสนุนร้านค้าให้มาก
ด้านเจ๊นกร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด อ.ศรีมหาโพธิ กล่าวว่า เห็นดีด้วยในโครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส ช่วยเหลือคนรายได้น้อย หรือ คนเฒ่าคนแก่ให้ใช้จ่ายได้ อยากให้ประชาชนผู้มีสิทธิทำบัตรสวัสดิการของรัฐคนละครึ่งไว้สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่มี เจ๊นกกล่าว
ป้าปอง ร้านค้าของชำกล่าวว่า โครงการนี้ร้านค้าเองได้ประโยชน์ด้วยนอกจากประชาชน ก่อนหน้าทางร้านเองก็รับบัตรคนละครึ่งอยู่แล้ว สำหรับประชาชนที่มีสิทธิบัตรคนละครึ่งอยากให้แบ่งใช้จ่ายให้ใช้จ่ายคุ้มค่ารู้จักวางแผนซื้อเฉลี่ยกันไปให้ได้ประโยชน์ถ้วนหน้า ป้าปองกล่าว
ด้าน ป้าแสงดาว ชาว อ.เมืองปราจีนบุรี กล่าวว่า เห็นดีกับโครงการคนละครึ่ง 2568 ของรัฐบาล “อนุทิน” เพราะกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะชาวงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เพราะเราใช้ครึ่งหนึ่งรัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เคยใช้มาก่อนส่วนใหญ่แล้วใช้ซื้อของจำเป็น เช่น หมู ไข่ ข้าวสาร และเห็นดีด้วยที่จะขยายหรือกระจายโครงการฯไปยังร้านค้าสมัยใหม่ อาทิ ร้านสะดวกซื้อห้างสรรพสินค้าเพราะประชาชนจะได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้น
ขณะน้องโพสต์ อ.เมืองปราจีนบุรี กล่าวว่า รัฐบาลช่วยเหลือก็ดีใจในโครงการฯเพราะช่วยด้านเศรษฐกิจประชาชน และกรณีหากรัฐบาลขยายโครงการมายังร้านสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อก็เป็นผลดีแต่กังวลผลระยะยาวในการเก็บภาษีภายหลังในรูปแบบอื่นใดในภายหลังหรือไม่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3thplFniG4IsoDw5GmX92d


รู้หรือไม่? โลกร้อนประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 44% ของจีดีพี ขณะที่ภาคการส่งออกจะกระทบประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์
ปัญหาเรื่องโลกร้อน โลกรวนได้ส่งผลกระทบมายังประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทยมากพอสมควร หนึ่งในประเด็นเด็ดจากควันหลังงาน MLF Sustainable Forum 2025 ที่จัดโดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้หัวข้อ โดยในเวทีเสวนาหัวข้อ “วิกฤติโลก ทางออกไทย” ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เขาฉายภาพว่า ผลกระทบโลกร้อนได้ส่งผลต่อประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 44% ของจีดีพี ขณะที่ภาคการส่งออกจะกระทบประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือกระทบประมาณ 45% ของมูลค่าการส่งออก ซึ่งความเสียหายในระดับนี้เป็นมูลค่าที่มหาศาลซึ่งยากที่จะมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้นมาได้
เขาบอกอีกว่า การป้องกันความเสียหายจาก ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ทำให้มีการพูดถึงเครื่องมือทางการเงินที่จะเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหานี้โดยภาคธนาคารทั่วโลกถือว่ามีส่วนสำคัญ โดยได้มีการใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอน หรือให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน
โดยในปี 2023 นั้นทั่วโลก มีการจัดสรรเงินทุนระดับโลกที่จัดสรรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global climate finance) ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) หรือการปรับตัวเพื่อรับผลกระทบ (adaptation) ในวงเงินถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของจีดีพีโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/859953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wUKFNOTNALuJWkr3tmBAZ