Category: เศรษฐกิจ

  • อารักชี: การกลับมาใช้กลไก Snapback ทำให้ทางออกทางการทูตยากขึ้น — เรามีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อับบาส อารักชี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว CNN ในนิวยอร์กว่า:

    อารักชี: การกลับมาใช้กลไก Snapback ทำให้ทางออกทางการทูตยากขึ้น — เรามีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อับบาส อารักชี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว CNN ในนิวยอร์กว่า:

    อารักชี: การกลับมาใช้กลไก Snapback ทำให้ทางออกทางการทูตยากขึ้น — เรามีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
    อับบาส อารักชี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว CNN ในนิวยอร์กว่า:
    🔹 สหรัฐฯ ได้โจมตีและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโรงงานนิวเคลียร์และศูนย์เสริมสมรรถนะยูเรเนียมของเรา
    🔹 แต่ปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของเราเป็นของภายในประเทศและเราพัฒนาขึ้นเอง
    🔹 เราไม่ได้ซื้อเทคโนโลยีนิวเคลียร์จากต่างประเทศ แต่พัฒนาด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยีมีอยู่แล้ว หากมีความกังวลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทางออกควรเป็นทางการทูต
    🔹 เราเปิดกว้างเสมอสำหรับการเจรจาและการหาทางออกทางการทูต สหรัฐฯ เคยลองใช้มาตรการทางทหารมาแล้ว แต่มันไม่ช่วยแก้ปัญหา
    🔹 ตอนนี้พวกเขากลับมาใช้กลไก Snapback อีกครั้ง ซึ่งก็จะไม่ช่วยแก้ปัญหาเช่นกัน ตรงกันข้าม มันจะเพิ่มความซับซ้อน และทำให้การแก้ปัญหาทางการทูตยากยิ่งขึ้น

  • ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้ส่งมอบหน้าที่ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้แก่ นายวิทัย รัตนากร ซึ่งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการลำดับที่ 25 ณ สำนักงานใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในช่วงเช้า นายวิทัย รัตนากร ได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน ธปท. เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การได้ทำงานในตำแหน่งนี้ถือเป็นเกียรติอย่างสูง โดยบทบาทสำคัญคือ การยึดมั่นในภารกิจหลักของ ธปท. ซึ่งก็คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือ เสถียรภาพ เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมทั้งย้ำว่า ธปท. จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง

    ทั้งนี้มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และเชิงโครงสร้าง โดยมีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องเร่งดูแลในทันที ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน บทบาทของ ธปท. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งวันแรก แต่จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถ ทั้งนี้ ภารกิจของแบงก์ชาติมีหลายด้าน และบางเรื่องเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือ ไม่อาจดำเนินการเพียงลำพัง
     

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    โดยย้ำว่า ธปท. ยินดีทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันประคับประคองเศรษฐกิจ โดยไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุล และสามารถก้าวไปสู่ศักยภาพที่ควรจะเป็น

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    ธปท.ยังคงยึดมั่นในภารกิจหลัก ซึ่งคือ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค นอกจากนี้ ธปท. จะต้องมีความเป็นอิสระจากการกดดันทางการเมืองด้วย ส่วนภาพรวมปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมาย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาที่ต้องเร่งเข้าไปดูแลมีหลายประการในระยะสั้น และยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่ต้องให้ความสำคัญด้วย บทบาทของ ธปท.ยินดีจะร่วมมือกับกระทรวงคลัง และทุกหน่วยงาน ที่จะเข้ามาดูแล และประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่การที่แบงก์ชาติจะต่างคนต่างทำกับหน่วยงานอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27vJ0yAvZTsSerUtDbkjkn

  • เศรษฐกิจโลกไม่ “ชัดเจน” เมื่อสหรัฐฯ “ชัตดาวน์”

    เศรษฐกิจโลกไม่ “ชัดเจน” เมื่อสหรัฐฯ “ชัตดาวน์”

    วันนี้ (1 ต.ค.2568) ลองนึกภาพชาวอเมริกันตื่นเช้ามา แล้วตัดสินใจไปปิกนิกที่อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี แต่ป้ายหน้าประตูบอกว่า “ปิด!” หรือนักเดินทางจะบินไปนิวยอร์ก แต่คิวที่สนามบินยาวเป็นกิโล เพราะเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกที่สนามบินมีจำนวนไม่พอ

    นี่คือความจริงของ Government Shutdown 2025 ที่เริ่มขึ้นเมื่อเที่ยงคืนวันที่ 30 ก.ย.2568 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ หลังสภาคองเกรสคุยกันไม่จบในญัตติงบประมาณ สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองในวอชิงตัน แต่ส่งผลกระทบแน่ ๆ ถึงคนอเมริกันและเศรษฐกิจโลก

    อะไรทำให้เกิด “ชัตดาวน์” ครั้งนี้ ?

    ทุกอย่างเริ่มจาก ร่างงบประมาณชั่วคราว (Continuing Resolution หรือ CR) ที่สภาคองเกรสต้องผ่านเพื่อให้รัฐบาลมีเงินใช้ต่อไป แต่ครั้งนี้ พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันตกลงกันไม่ได้ เพราะ 

    • เดโมแครต ต้องการให้ร่างงบฯ รวมเงินช่วยเหลือประกันสุขภาพ (ACA subsidies หรือ Obamacare) ที่ช่วยคนรายได้น้อยจ่ายค่าเบี้ยประกัน ถ้าไม่ต่ออายุ 20 ล้านครอบครัวอาจเจอค่าเบี้ยพุ่งสูงถึงร้อยละ 55
    • รีพับลิกัน ยืนกรานให้ผ่านร่างงบฯ ขยายเวลาถึง 21 พ.ย. โดยไม่ผูกกับนโยบายอื่น “ไมค์ จอห์นสัน” ประธานสภาผู้แทนฯ บอกว่า “ไม่มีอะไรต้องเจรจา” จนกว่า ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา จะยอมถอย

    อ่านข่าว : รบ.สหรัฐฯ “ชัตดาวน์” หน่วยงานรัฐเกือบทั้งหมดพักงานไม่มีกำหนด

    ชัตดาวน์ครั้งนี้ “ต่าง” ยังไง ?

    ข้อมูลจาก USA Today ระบุว่า “รัฐบาลปิดทำการ” หรือ Government Shutdown ตั้งแต่ปี 2519 (หลังกฎหมายงบประมาณปี 2518) จนถึงปัจจุบัน (1 ต.ค.2568) มีการปิดทำการทั้งหมด 21 ครั้ง รวมระยะเวลาทั้งหมด 161 วัน (ยังไม่นับของปี 2568) 

    การปิดทำการรัฐบาลสหรัฐ (Government Shutdown) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงร่างงบประมาณได้ทันเวลา ส่งผลให้หน่วยงานรัฐบางส่วนต้องหยุดทำงานชั่วคราว ตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา มีประธานาธิบดีที่เผชิญวิกฤตนี้บ่อยครั้ง โดย จิมมี คาร์เตอร์ ครองสถิติสูงสุดด้วยการเผชิญชัตดาวน์ถึง 5 ครั้ง รวม 56 วัน ระหว่างปี 2520-2522

    ส่วน โรนัลด์ เรแกน ก็พบกับชัตดาวน์ 5 ครั้งเช่นกัน ในช่วง 2524-2530 แต่ใช้เวลาน้อยกว่า

    ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญ 2 ครั้ง รวม 36 วัน โดยเฉพาะครั้งใหญ่ในช่วงปี 2561-2562 ที่ยืดเยื้อถึง 35 วัน ซึ่งนับเป็นการปิดทำการที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

    สาเหตุของชัตดาวน์มักมาจาก ข้อพิพาทเรื่องงบประมาณ และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยมักผูกโยงกับนโยบายเฉพาะ เช่น การถกเถียงเรื่อง โอบามาแคร์ (Obamacare) ในปี 2556 ที่ทำให้รัฐบาลหยุดชะงัก 16 วัน หรือข้อพิพาทเรื่องงบประมาณสร้างกำแพงชายแดนเม็กซิโกในช่วง 2561-2562 ส่งผลกระทบหนักต่อพนักงานรัฐ 800,000 คน และทำ GDP สูญเสียถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ 

    แต่การชัตดาวน์ครั้งนี้มีความต่างจากหลาย ๆ ครั้งในอดีต เพราะอาจส่งผล “เลิกจ้างถาวร” ไม่ใช่แค่การพักงานเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

    ในอดีต พนักงานรัฐที่ถูกพักงาน (Furlough) จะได้เงินย้อนหลังเมื่อรัฐบาลเปิด แต่ครั้งนี้ รัส โวท ผอ.สำนักบริหารและงบประมาณ (OMB) ส่งจดหมายสั่งหน่วยงานเตรียม “เลิกจ้างถาวร” เพราะต้องการลดขนาดองค์กรตามนโยบายของทรัมป์ สอดคล้องกับ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกชัตดาวน์ครั้งนี้ว่า “อาจนำสิ่งดี ๆ มาได้”  

    ผลกระทบจากสนามบินถึงตลาดหุ้น

    การปิดทำการรัฐบาลสหรัฐ เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่กระทบทุกคน ตั้งแต่พนักงานรัฐที่ต้องหยุดงานโดยไม่มีเงินเดือน นักท่องเที่ยวที่เจออุทยานปิด สนามบินที่วุ่นวาย ไปจนถึงนักลงทุนทั่วโลกที่กุมขมับเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจหายไป 

    พนักงานรัฐ กว่า 750,000 คนถูกพักงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน คิดเป็นค่าแรงที่หายไปวันละ 400 ล้านเหรียญ ส่วนคนที่ต้องทำงาน ด้วยหน้าที่พนักงานจำเป็น เช่น ตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ ต้องรอเงินย้อนหลังจนกว่าวิกฤตจะคลี่คลาย 

    การเดินทาง สนามบินอาจกลายเป็นฝันร้าย เพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบิน และ FAA หน่วยควบคุมการจราจรทางอากาศ จะขาดแคลนคน เมื่อปี 2562 การขาดงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรแค่ 10 คน ทำให้เที่ยวบินทั่วสหรัฐฯ ล่าช้าเหมือนโดมิโนล้ม

    สถานที่ท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ เช่น แกรนด์แคนยอน หรือเยลโลว์สโตน ต้องปิดประตูเงียบ พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนก็เช่นกัน นักท่องเที่ยวที่วางแผนมานานต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน

    บริการอื่น เช่น การคืนภาษีล่าช้า การสมัครสวัสดิการ เช่น Social Security ชะงัก กระทบคนตัวเล็ก ๆ ที่รอเงินจากรัฐบาล เช่น ผู้สูงอายุหรือครอบครัวยากจน

    ทองคำ-พันธบัตรอาจเป็นที่พึ่ง เมื่อหุ้นส่อแววร่วง

    สูญเสีย GDP Goldman Sachs คาดว่าการชัตดาวน์ 1 สัปดาห์ ทำให้ GDP ลดลงร้อยละ 0.2 แต่ถ้ายืดเยื้อ 1 เดือน อาจเสียหายถึง 4,200 ล้านเหรียญ/วัน ย้อนไปปี 2562 การชัตดาวน์ 35 วันในรัฐบาลทรัมป์ 1.0 ทำให้ GDP หายไปอย่างเรียกคืนกลับมาไม่ได้ถึง 3,000 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ธุรกิจที่พึ่งพาสัญญารัฐบาล เช่น บริษัทก่อสร้าง เสียหายหนัก

    ตัวเลขเศรษฐกิจจะหายไป หน่วยงานสถิติหยุดปล่อยตัวเลขสำคัญ เช่น อัตราเงินเฟ้อหรือการจ้างงาน ทำให้การตัดสินใจลงทุนยากขึ้น และอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาด

    ตลาดการเงิน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจสั่นสะเทือน โดยเฉพาะหุ้นที่พึ่งพาสัญญารัฐบาล เช่น บริษัทก่อสร้างหรือเทคโนโลยี แต่ ทองคำ และ พันธบัตรรัฐบาล กลายเป็นที่พึ่ง เพราะนักลงทุนมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย 

    อำนาจสหรัฐฯ สั่นคลอน สหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกด้านเศรษฐกิจและการทูต แต่ชัตดาวน์ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายเป็นอย่างมาก เช่น การช่วยเหลือต่างประเทศ “USAID” ต้องหยุดโครงการสำคัญ เช่น การกู้ทุ่นระเบิดในกัมพูชา หรือช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดช่องให้จีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

    ยกตัวอย่างการชัตดาวน์ในปี 2562 การปิด USAID ทำให้โครงการช่วยเหลือด้านสุขภาพในลาวและเวียดนามชะงัก จีนฉวยโอกาสขยายอิทธิพลผ่านโครงการ Belt and Road เช่น สร้างถนนและท่าเรือในภูมิภาค

    หลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ?

    วุฒิสภาจะโหวตร่างงบประมาณของรีพับลิกันอีกครั้งในวันที่ 1 ต.ค. (วันที่ 2 ต.ค. ตามเวลาไทย) แต่โอกาสผ่านต่ำ เพราะต้องการคะแนนเดโมแครตเพิ่ม 8 เสียง และยังติดวันหยุดยิว Yom Kippur (2-3 ต.ค.) อีกอาจทำให้เจรจาล่าช้า ถ้าชัตดาวน์ยืดเยื้อเกิน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะหนักขึ้นอีกมากมาย เช่น

    คนอเมริกัน พนักงานรัฐที่ไม่มีเงินเดือนอาจเริ่มประท้วง หรือขาดงานมากขึ้น ส่งผลให้บริการพื้นฐาน เช่น สนามบินหรือไปรษณีย์ ชะงักหนัก

    เศรษฐกิจโลก ความผันผวนในตลาดหุ้นอาจลามไปยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะถ้าข้อมูลเศรษฐกิจขาดหายนาน

    การเมือง เดโมแครตและรีพับลิกันจะยิ่งโทษกันไปมา ประชาชนอาจเริ่มเบื่อและไม่เชื่อใจทั้ง 2 ฝ่าย

    การชัตดาวน์ 2568 ไม่ใช่แค่การ “ปิดไฟ” รัฐบาลชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่า การเมืองสหรัฐฯ กำลังแตกแยกหนัก การขู่เลิกจ้างถาวรของทรัมป์ ผสมกับความดื้อแพ่งของทั้ง 2 พรรค ทำให้วิกฤตนี้ไม่เหมือนครั้งไหน ๆ 

    ที่มาข้อมูล : Investing.comPotential government shutdown impacts on transportation Better World CampaignU.S. Government Shutdown Risks: 2025 Edition

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357135&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lVTyDwtTEN0cjKogPnDwN

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 10.15 น.

    กลยุทธ์ : ลุ้นบาทอ่อนหนุนทองต่อเนื่อง
    แนวรับ : $3,740  หรือ  58,300 บาท
    แนวต้าน : $3,870  หรือ  59,400 บาท

    ข่าว :  

    .

    เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย : ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟดยืนยันเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ แม้เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันจากตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ

    วิกฤตชัตดาวน์สหรัฐฯ : ความเสี่ยงที่รัฐบาลกลางจะปิดหน่วยงาน สร้างความไม่แน่นอนสูง และอาจทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น ตัวเลขการจ้างงาน เผยแพร่ล่าช้า

    ดอลลาร์-บอนด์ยิลด์แข็ง : ดัชนีดอลลาร์เริ่มปรับขึ้น และบอนด์ยิลด์อายุ 10 ปี ทรงตัวสูงที่ 4.15% ยังคงกดดันทองคำ

    เศรษฐกิจจีนผสมผสาน : PMI ภาครัฐหดตัวต่อเนื่อง แต่เอกชนออกมาดีกว่าคาด โดยมียอดสั่งซื้อเพื่อการส่งออกฟื้นตัวครั้งแรกในหลายเดือน

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยบวก : การลดดอกเบี้ยของเฟดถือเป็นแรงหนุนสำคัญ เพราะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าและทองน่าสนใจขึ้น

    ปัจจัยเสี่ยง : วิกฤตชัตดาวน์อาจสร้างความผันผวน ทั้งหนุนทองในฐานะ Safe Haven แต่ก็เสี่ยงต่อแรงซื้อดอลลาร์ระยะสั้น

    ปัจจัยกดดัน : ดอลลาร์แข็งและบอนด์ยิลด์สูงยังค้ำคอราคาทองไม่ให้พุ่งแรง จีนในฐานะผู้บริโภคทองรายใหญ่ยังไม่ฟื้นชัดเจน ทำให้นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อ

    กลยุทธ์ :

    .

    แนวต้าน : $3,870 / 59,400 บาท แนวรับ: $3,740 / 58,300 บาท

    กลยุทธ์ : ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนและท่าทีเฟด แต่ระวังความผันผวนจากชัตดาวน์และแรงขายทำกำไรในตลาด แนะนำผู้ที่มีทองแล้ว “ถือ” รอจังหวะ-ผู้ที่ยังไม่มีทอง “รอซื้อเมื่อราคาปรับฐาน”
    เป้าหมายถัดไป หากผ่านแนวต้านได้ มีโอกาสวิ่งสู่ 60,000 บาท แต่ต้องระวังแรงเทขายจากบรรยากาศ FOMO

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-1-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rh4BPuqp5Y6MT24o7HIeB

  • ‘วิทัย’ย้ำภารกิจหลักธปท. ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ อิสระทางการเมือง

    ‘วิทัย’ย้ำภารกิจหลักธปท. ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ อิสระทางการเมือง

    ‘วิทัย’ย้ำภารกิจหลักธปท. ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ อิสระทางการเมือง

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 22 ลำดีบที่ 25 ได้เปิดวิสัยทัศน์ในวันแรกหลังรับตำแหน่งใหม่ โดยเน้นย้ำถึงภารกิจหลักของธปท. ในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและความเป็นอิสระของธปท. จากแรงกดดันทางการเมือง พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะยาว

    ช่วงเช้าที่ผ่านมา (เวลา 08:35 น.) นายวิทัย เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำธปท. ทั้งหมด 19 จุด ทั้งบริเวณโดยรอบและบนอาคาร เริ่มจากพระนาคปรก หน้าตำหนักวังบางขุนพรหม จนจุดสุดท้ายศาลพระภูมิพระนาคราช ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งศูนย์การเรียนรู้ ธปท. ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมีคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

    นายวิทัยกล่าวในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าธปท.วันแรกว่า การได้ทำงานในตำแหน่งนี้ถือเป็นเกียรติอย่างสูง โดยบทบาทสำคัญคือการยึดมั่นในภารกิจหลักของ ธปท. ซึ่งก็คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือ “เสถียรภาพ” เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมทั้งย้ำว่า ธปท. จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง 

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และเชิงโครงสร้าง โดยมีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องเร่งดูแลในทันที ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

    นายวิทัยกล่าวว่า บทบาทของ ธปท. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งวันแรก แต่จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถ

    ภารกิจของแบงก์ชาติมีหลายด้าน และบางเรื่องเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือ ไม่อาจดำเนินการเพียงลำพัง

    ดังนั้น ธปท. ยินดีทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันประคับประคองเศรษฐกิจ โดยไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุล และสามารถก้าวไปสู่ศักยภาพที่ควรจะเป็น

    ธปท.ยังคงยึดมั่นในภารกิจหลัก ซึ่งคือ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค นอกจากนี้ ธปท. จะต้องมีความเป็นอิสระจากการกดดันทางการเมืองด้วย

    ส่วนภาพรวมปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมาย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาที่ต้องเร่งเข้าไปดูแลมีหลายประการในระยะสั้น และยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่ต้องให้ความสำคัญด้วย บทบาทของธปท.ยินดีจะร่วมมือกับกระทรวงคลังและทุกหน่วยงาน ที่จะเข้ามาดูแลและประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่จะต่างคนต่างทำกับหน่วยงานอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640294&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KYicjUrAXkTd_xBOCZeyY

  • นายกฯ จ่อฟื้นประชุมครม.เศรษฐกิจ ทุกบ่ายวันจันทร์ คาดเริ่มได้ใน 2 สัปดาห์ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ จ่อฟื้นประชุมครม.เศรษฐกิจ ทุกบ่ายวันจันทร์ คาดเริ่มได้ใน 2 สัปดาห์ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย กล่าวว่า เตรียมจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ทุกบ่ายวันจันทร์ ซึ่งน่าจะเริ่มครั้งแรกได้ภายใน 2 สัปดาห์ และวันนี้ถือว่าเป็นวันแรกที่รัฐมนตรีสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ เพราะผ่านการแถลงนโยบายมาแล้ว ซึ่งวันนี้ให้รัฐมนตรีได้เข้าไปทำงานในแต่ละกระทรวง พบปะข้าราชการ มอบนโยบายและจะมีการเชิญประชุมเป็นกลุ่ม ๆ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะมีการนำหลักการของโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า และเปิดให้มีการลงทะเบียนได้ไม่เกินกลางเดือนต.ค. นี้ ซึ่งในการประชุมครม.วานนี้ ได้แยกงบประมาณปี 69 ไว้ใช้สำหรับโครงการนี้ เพื่อเร่งขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/533574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bB_hlXDw0k6uWtKd1ip7b

  • ลดภาษีที่ดิน50%กระตุ้นเศรษฐกิจแลนด์ลอร์ดรับอานิสงส์-อสังหาฯตีปีก

    ลดภาษีที่ดิน50%กระตุ้นเศรษฐกิจแลนด์ลอร์ดรับอานิสงส์-อสังหาฯตีปีก

    การบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยมีผลเรียกเก็บภาษีจริงในปี2563 เพื่อเพิ่มรายได้ท้องถิ่นและกระจายอำนาจทางการคลัง แต่กลับเป็นจังหวะเดียวที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้างส่งผล ให้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในครั้งนั้นประกาศลดอัตราการเรียกเก็บภาษีลง

    เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมถึงบรรเทาผลกระทบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ถูกทุบกำลังซื้อลงอย่างเฉียบพลันโดยเฉพาะการถูกปิดกั้นการเดินทางจากต่างชาติซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศเปราะบาง และนำมาซึ่งบาดแผลลึกฉุดเศรษฐกิจประเทศและตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันแม้ที่ผ่านมาภาคเอกชนจะเสนอทุกรัฐบาลผ่อนปรนการบังคับใช้ภาษีหรือขอลดภาระภาษีดังกล่าวมาโดยตลอดเพื่อลดผลกระทบภาระค่าใช้จ่ายแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะติดปัญหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)อาจขาดรายได้

    อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในช่วงวิกฤต มองว่าน่าจะมีนัยสำคัญในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูลที่คาดว่าจะพิจารณาลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงชั่วคราว เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เดินต่อได้ รวมถึงช่วยผ่อนคลายค่าครองชีพประชาชนลงเหมือนช่วงสถานการณ์โควิด

    ชงลดภาษีที่ดิน50%

     สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสามสมาคมอสังหาริมทรัพย์ มีข้อเสนอถึงรัฐบาล นายอุทิน ชาญวีรกูล เพื่อ ปรับลดหย่อนมาตรการการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือปรับลดอัตราภาษีลดลงไม่น้อยกว่า 50% โดยเฉพาะปี2569 หรือจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว  

    โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยค้างสต๊อกสะสมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กว่า2แสนหน่วย มูลค่า1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการที่มีสต๊อกในมือจำนวนมากจะลดภาระลง มากถึง50% ขณะเดียวกันยังลดผลกระทบที่ดินรอพัฒนารวมถึงประชาชนที่มีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อย หรือที่ดินมรดกสามารถเก็บไว้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นภาระเสียภาษีในแต่ละปีที่เพิ่มมากขึ้น

    ในทางกลับกัน การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% จะเป็นผลดีให้กับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ หรือเศรษฐีที่มีที่ดินในมือ ที่ยังไม่ทำประโยชน์ นำที่ดินที่รกร้างทำเลกลางใจเมือง ในเขตกรุงเทพมหานคร มาทำแปลงเกษตรซึ่งช่วยลดภาระภาษี ประเภทรกร้าง จากล้านละ 3,000บาท หรือ 0.3% เหลือ เท่ากับประเภทที่อยู่อาศัย ที่ล้านละ 200 บาทหรือ 0.01% อย่างไรก็ตามหากมีมาตรการลดภาษีลง ดังกล่าวเท่ากับว่าแลนด์ลอร์ดดังกล่าวจะเสียภาษีลดลง อีก50%

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่กฎหมายภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้ เอกชนจำนวนไม่น้อยต้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อ อุดช่องโหว่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเจ้าของที่ดินรายได้ ที่ยังมีวิธีลดภาระภาษีตนเอง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ควร ให้แลนด์ลอดร์ด ที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีดังกล่าวได้โอกาส

    แลนด์ลอร์ดได้อานิสงส์

    ในทางกลับกัน การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% จะเป็นผลดีให้กับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ หรือเศรษฐีที่มีที่ดินในมือ ที่ยังไม่ทำประโยชน์ นำที่ดินที่รกร้างทำเลกลางใจเมือง ในเขตกรุงเทพมหานคร มาทำแปลงเกษตรซึ่งช่วยลดภาระภาษี ประเภทรกร้าง จากล้านละ 3,000บาท หรือ 0.3% เหลือ เท่ากับประเภทที่อยู่อาศัย ที่ล้านละ 200 บาทหรือ 0.01% อย่างไรก็ตามหากมีมาตรการลดภาษีลง ดังกล่าวเท่ากับว่าแลนด์ลอร์ดดังกล่าวจะเสียภาษีลดลง อีก50%

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่กฎหมายภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้ เอกชนจำนวนไม่น้อยต้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อ อุดช่องโหว่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเจ้าของที่ดินรายได้ ที่ยังมีวิธีลดภาระภาษีตนเอง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ควร ให้แลนด์ลอดร์ด ที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีดังกล่าวได้โอกาส

    อสังหาฯชงปลดล็อกภาษีที่ดิน

     นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” จากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา ภาคเอกชนได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่อสถานการณ์ที่ยังไม่ฟื้นตัว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการลดภาระต่างๆ

    โดยเฉพาะ ปัญหาภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมรวมถึงคนที่มีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยของประชาชนไม่สามารถนำที่ดินไปพัฒนาได้เนื่องจากเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ในทางกลับกันหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำประโยชน์ต้องรับภาระภาษีที่จะเกิดขึ้น

     “ในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เคยมีมาตรการลดภาษีที่ดินลง แต่เมื่อเวลาผ่านไป  อัตราภาษีก็กลับสู่ระดับปกติสำหรับที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ แต่ปัญหานี้สร้างผลกระทบต่อที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยที่ซื้อไว้เพื่อปลูกบ้านในอนาคตต้องเร่งสร้างเร่งพัฒนา”

    ดังนั้นเอกชนจึงได้มีการเสนอให้มีการลดภาษีสำหรับทุกอุตสาหกรรม โดยข้อเสนอคือขอให้ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพียง 1 ปี หรือในปี2569 หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็จะกลับไปใช้อัตราปกติ

     อย่างไรก็ตาม นายอิสระมองว่า ความเหลื่อมล้ำของอัตราภาษีที่ดินฯยังมีอยู่มาก ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาคือความแตกต่างของอัตราภาษี โดยปัจจุบันอัตราภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยอยู่ที่ ล้านละ 3,000 บาท หากขายไม่หมด ภายใน3ปีนับตั้งแต่ได้รับใบอนุญาตทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุดซึ่งจะกลายเป็นสต๊อกที่ถูกตีความว่า ต้องอยู่ในข่ายเสียภาษีหมวดอื่นๆที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยและพาณิชย์ ที่0.3% ตามราคาประเมินที่ดินของทางราชการ ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้บริโภค โดยมองว่าควรเสียภาษีเท่ากับที่อยู่อาศัยทั่วไป ที่ล้านละ 200 บาท ทำให้มีความแตกต่างกันถึง 15 เท่า

    นอกจากนี้ ยังมีการใช้ช่องทาง การทำเกษตรกรรมในเมือง เพื่อลดภาระภาษี โดยมีการเสนอให้มีการแก้ไขเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยง แม้ว่าการทำเกษตรในเมืองจะมีประโยชน์ในแง่ของการกระจายการใช้ประโยชน์และควรอนุโลมให้ประชาชนนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือให้หน่วยราชการยืมไปใช้ประโยชน์เพื่อการสาธารณะได้

    “มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากกฎหมายห้ามปลูกต้นไม้ บนที่ดินของตนเองก็อาจจะนำไปสู่การปลูกบ้านเล็กๆ เพื่อให้เข้าข่ายเสียภาษีในอัตราที่ถูกลง หรือล้านละ 200 บาท อยู่ดี โดยมองว่าภาษีต้องมีการแก้ไขเชิงโครงสร้างซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้กฎหมาย ที่ภาคเอกชนเสนอขอแก้ไขภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปแล้วในหลายหัวข้อ”

    เช่นเดียวกับ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยถึงหนึ่งในข้อเสนอเร่งด่วนที่สมาคมเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี คือการ ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมาตรการนี้ครอบคลุมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม แม้ว่าบ้านที่อยู่อาศัยหลักจะได้รับการยกเว้นขั้นต่ำอยู่แล้วก็ตาม

    อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าการปรับลดดังกล่าวอาจกระทบรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเสนอแนวทางชดเชยผ่านการจัดเก็บ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) สำหรับกรณีการขายที่ดินที่ได้รับกำไรจากการลงทุโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น รถไฟฟ้าหรือรถไฟความเร็วสูง โดยเสนอให้กำหนดอัตราภาษีตั้งแต่ 30% ขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด เพื่อให้รายได้ส่วนนี้กลับมาชดเชยท้องถิ่นที่สูญเสียไปจากการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

    ด้านนางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกกิติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทย มองว่า ที่ผ่านมาได้ผลักดันมาโดยตลอด ว่า รัฐควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง เนื่องจากกระทบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดินรอการพัฒนาแต่หากเป็นแลนด์ลอร์ดใหญ่นำที่ดินกลางเมืองปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี ที่เอาเปรียบผู้ประกอบการไม่ควรได้รับการยกเว้น หรือใช้สิทธิ์ลดภาษีลง50%

    ที่มากไปกว่านั้น ธุกิจอสังหาริมทรัพย์พัฒนาเพื่อผู้บริโภคต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง แต่กลับมีภาษีมากระทบจำนวนมากซึ่งผลที่ตามมาผู้ประกอบการผลักภาระให้กับผู้บริโภครับภาระ

    สะท้อนจากมีการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน รวมกว่า10 % ตั้งแต่เริ่มพัฒนาซื้อวัสดุก่อสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยห้ามขอคืนเมื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย และโอนขายต้องเสียภาษี ธุรกิจเฉพาะ3.3% ภาษีเงินได้หักณที่จ่ายอีก1% และเสียค่าธรรมเนียมการโอนอีก 2% รวม6.3% เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จะมีภาษีที่ต้องแบกรับ 13.3%

    อย่างไรก็ตามเมื่อขายไม่ได้ กลายเป็นสต๊อกต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้า อีก 0.3% หากมีสต๊อกในมือต่อปี 10,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการต้องมีภาระ 30 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับสต๊อกจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจ

    ลุ้นรัฐบาลอนุทินไฟเขียว

    ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และฐานะโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า กลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้าง มีข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนเสนอต่อรัฐบาลพิจารณา เพื่อให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นและช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างหารือกับภาคธุรกิจหลายภาคส่วนก่อนที่จะเข้ามาบริหารประเทศเพื่อรวบรวมความเห็นและมุมมองต่างๆจากภาคธุรกิจเพื่อออกมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

     สำหรับข้อเสนอของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างได้มีการนำเสนอต่าง ๆ เช่น การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% ในปี 2569 เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือรอจนกว่าภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวนั้น ถือเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลจะพิจารณา ควบคู่กับมาตรการระยะสั้นอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วย

    โดยนายสิริพงศ์ ย้ำว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดูมาตรการที่สามารถทำได้ทันที และมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว โดยธุรกิจอสังหาฯ มีความเชื่อมโยงไปยังธุรกิจจำนวนมาก และข้อเสนอต่าง ๆ นั้นเราได้รับจากภาคธุรกิจ และได้รับเสียงสะท้อนจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงที่ผ่านมา โดยภาคธุรกิจนี้ถือว่ามีการชะลอตัวมานาน จึงต้องมีมาตรการเข้าไปดูแลเช่นกัน

    ภาษีที่ดิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/640278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eq7BO3xLXH3hbUf8iTvxq

  • ‘เอกนิติ’ กู้เศรษฐกิจติดหล่ม ดัน GDP ไตรมาส 4 โตเกิน 0.3%

    ‘เอกนิติ’ กู้เศรษฐกิจติดหล่ม ดัน GDP ไตรมาส 4 โตเกิน 0.3%

    เศรษฐกิจ

    01 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    “เอกนิติ” แจงนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน กู้เศรษฐกิจชะลอติดหล่ม ตั้งเป้าเห็นผล 4 เดือน ยึดหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” เน้น 5 เสาหลัก กระตุ้นเศรษฐกิจ ดันไตรมาส 4 จีดีพี เกิน 0.3% เร่งคนละครึ่งพลัส ตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์แก้ NPL

    • รัฐบาลตั้งเป้าดัน GDP ไตรมาส 4 ขยายตัวสูงกว่า 0.3%
    • ชูนโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ผ่าน 5 เสาหลัก (Quick Big Win) เพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็วภายใน 4 เดือน
    • มาตรการหลัก โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย, การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน, การเสริมสภาพคล่อง SME และการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต
    • นโยบายทั้งหมดจะดำเนินการภายใต้กรอบงบประมาณเดิมที่มีอยู่ โดยไม่มีการกู้เงินเพิ่มเติม

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 30 ก.ย.2568 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักคิดของรัฐบาลคือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คำนึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว และทำให้เกิดการกระจายไปทุกพื้นที่ โดยการดำเนินการจะมุ่งเน้น “Quick Big Win” ใน 5 เสาหลัก เพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอรุนแรง พร้อมตั้งเป้าหมายการวัดผลที่ชัดเจนภายใน 4 เดือนแรกของการบริหาร

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” เครื่องยนต์แรกแผ่วและจะค่อยๆ ดับ คือ ภาคการส่งออก ขณะที่ตัวชี้วัดการบริโภคภาคเอกชนส่งสัญญาณติดลบครั้งแรกในเดือน ก.ค.2568 ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอ และปัจจุบันใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่ถึง 60% ดังนั้นเหลือเพียงเครื่องยนต์เดียว คือ การใช้จ่ายรัฐบาล

    สำหรับตัวเลขล่าสุดที่หน่วยงานเศรษฐกิจคาดการณ์ พบว่า GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.7% และไตรมาส 4 เหลืออยู่เพียง 0.3% คำถามคือรัฐบาลจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ประกอบกับข้อห่วงกังวลถึงเรื่องวินัยการเงินการคลัง

    “หากไม่ใช้เครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่เศรษฐกิจจะไม่เพียงแค่ติดหล่ม แต่จะ “ดิ่งเหวเลย” และความเสียหายจะแก้ไขยากขึ้น”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลวางแผนนโยบายเศรษฐกิจด้วยหลักคิด “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือนในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผล และต้องคำนึงถึงการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากรถยนต์เศรษฐกิจไทยเป็นรถยนต์ที่เก่าและคนขับขาดทักษะใหม่

    นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลมีเป้าหมายต้องดึงรถยนต์เศรษฐกิจขึ้นจากหล่ม โดยมีตัวชี้วัดที่วัด คือ GDP ไตรมาส 4 ต้องดีกว่าที่คาดไว้ 0.3% หนี้ครัวเรือนปัจจุบัน 87.4% ของ GDP ต้องต่ำกว่า 87% รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนต้องเพิ่มขึ้น

    ชู 5 นโยบายหลักฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ นโยบาย 5 เสาหลักที่ตั้งอยู่บนวินัยทางการคลัง โดยใช้กรอบงบประมาณเดิม คือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท และไม่ได้กู้เพิ่ม ประกอบด้วย

    1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว นำโดยโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นสั้นและกระจายตัวสู่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายย่อย  ซึ่งจะเพิ่มเงินสมทบจาก 150 บาท เป็น 200 บาท เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ และพลัสสำหรับผู้อยู่ระบบภาษีจะได้รับเงินมากกว่า 2,400 บาท ขณะที่บุคคลทั่วไปได้รับ 2,000 บาท เพื่อจูงใจเข้าระบบระยะยาว 

    นอกจากนี้ จะหารือสถาบันการเงินเพื่อเชื่อมข้อมูลการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และใช้ระบบดิจิทัลทำบัญชีที่จะเป็นข้อมูลสำหรับธนาคารในการปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    อีกทั้งจะออกมาตรการภาษีส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิผู้ประกอบการหักลดหย่อนภาษี 2 เท่าสำหรับการปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้เพียง 300 ล้านบาท แต่ผลที่ได้รับจะกระจายผลประโยชน์ไปทั่ว

    อัดงบฟื้นฟู 2.6 หมื่นล้าน ซื้อหนี้ NPL

    2.แก้ไขปัญหาหนี้ประชาชนหรือหนี้ครัวเรือน โดยจะใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เหลือ 26,000 ล้านบาท เพื่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ซื้อหนี้ NPL เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้และลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้หายใจคล่องขึ้น

    รวมทั้งกระทรวงการคลังพัฒนาโครงการสินเชื่อตามความเสี่ยง (ARI Score) เพื่อให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อในระบบและไม่พึ่งหนี้นอกระบบ

    3.เสริมสภาพคล่อง SME เตรียมกลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกัน โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท รวมทั้ง Supply Chain Financing (พี่ช่วยน้อง) ส่งเสริมให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายภาษีได้ ขณะที่กรมสรรพากรมีภาษีค้างคืนอยู่ 160,000 ล้านบาท จะเร่งคืนเข้าสู่ระบบและ SME ทันที

    4.เพิ่มการออมภาคประชาชนเพราะคนไทยมีเงินออมไม่พอ จะนำหลักการออมผูกกับการซื้อสลากออนไลน์ โดยสัดส่วนเงินออมจะถูกเก็บไว้ใช้ระยะยาว เช่น อายุ 55 ปี ถือ 5 ปี โดยจะสนับสนุนวงเงินสบทบจากการหักจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 

    รวมทั้งให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลทุกเดือนเป็นทางเลือกการออมระยะยาวที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สูงกว่าการฝากเงินธนาคาร

    ดึงอุตฯ ใหม่ เพิ่ม GDP ประเทศ

    5.สร้างอุตสาหกรรมอนาคตและเพิ่มขีดความสามารถ เน้นสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกษตรชีวภาพ Smart Farming, Digital, AI, และรถยนต์ EV นอกจากนี้ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงความต้องการภาคเอกชน

    ทั้งนี้ จะเร่งปลดล็อกเงินลงทุนที่บีโอไออนุมัติแต่ยังไม่เริ่มโครงการ มูลค่า 470,000 ล้านบาท โดยใช้โครงการ “Fast Pass Plus” เพื่อเร่งรัดอนุมัติขอน้ำ ขอไฟ และคนเข้าทำงานให้เสร็จในกำหนด

    ‘เอกนิติ’ กู้เศรษฐกิจติดหล่ม ดัน GDP ไตรมาส 4 โตเกิน 0.3%

    ธปท.ชี้ ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้น ศก.น้อย

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลในส่วนโครงการคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการของรัฐที่มีเม็ดเงิน 6.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.4% ของจีดีพี โดย ธปท. มองผลบวกจากโครงการอาจไม่ได้มากนัก เท่ากับ 0.4% แต่อาจมีผลบวกกับเศรษฐกิจราว 0.2% เท่านั้น

    สำหรับประเด็นหลักมาจากโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นโครงการกระตุ้นการจ้างงาน แต่เป็นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายที่อาจมีสินค้าจากต่างประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น การใช้จ่ายหรือผลของโครงการอาจต้องขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายผ่านมาตรการด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต่างกับโครงการกระตุ้นผู้มีรายได้สูงที่อาจมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า

    “มองว่าโครงการคนละครึ่งหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 2 โครงการนี้ ผลบวกต่อจีดีพีอาจไม่มากนัก ไม่เท่ากับเม็ดเงินที่ใส่ไป หรือผลอาจไม่ได้ 0.4% ผลอาจได้เพียงครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่ใส่ไปหรือเพียง 0.2% ต่อจีดีพีเท่านั้น”

    เศรษฐกิจเดือน ส.ค.ชะลอ “ส่งออกดิ่ง”

    สำหรับภาพเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.2568 ชะลอลงจากเดือนก่อน จากภาคเกษตรและการผลิตภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ภาคการค้าและขนส่งสินค้าลดลงตาม ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ส่วนการส่งออกเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวได้ 5.5%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า

    สำหรับหมวดการส่งออกที่ลดลง คือ สินค้าเกษตร ตามการส่งออกทุเรียนไปจีนและฮ่อง สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกคอมพิวเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ไปสหรัฐ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ไปไต้หวัน

    ทั้งนี้ การส่งออกไปสหรัฐลดลงเป็นเดือนแรกหลังภาษีนำเข้ามีผลบังคับใช้ ด้านการนำเข้าในเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากหมวดเชื้อเพลิงตามการกลับมาผลิตปิโตรเลียม หลังปิดซ่อมบำรุงไปในช่วงก่อนหน้า หมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวัน

    ธปท.ชี้ไทยเผชิญความท้าทายทั้งในและตปท.

    ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า ไทยมีปัญหาและช่องโหว่หลายเรื่อง โดยเฉพาะระยะสั้นที่มีความท้าทายจากทั้งต่างประเทศและในประเทศ 

    สำหรับความท้าทายจากภายนอก จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ คือ ภาษีศุลกากรของสหรัฐที่กระทบทางตรงทำให้การส่งออกสินค้าจะยากขึ้น ขณะที่ผลกระทบทางอ้อม การปรับตัวของห่วงโซ่การผลิตจะเกิดขึ้นแน่นอน

    หากดูความท้าทายจากภายในประเทศ ปัญหาภายในที่แสดงให้เห็นชัดเจนมา 5 ปีแล้ว คือ การหดตัวของภาคการผลิตไทย ในขณะที่การบริโภคของคนไทยเติบโตขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยถูกแย่งพื้นที่ในประเทศของไทยเอง

    สำหรับความเชื่อมั่นของครัวเรือนถดถอยลง เนื่องจากประชาชนรู้สึกอ่อนล้า ถดถอยลง และมีรายได้น้อยมากขึ้น อีกทั้งหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งกดทับทั้งความเชื่อมั่นและพลวัตต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจ

    ขณะที่พื้นที่เชิงนโยบาย (Policy Space) ของประเทศน้อยลง หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เช่น Moody’s และล่าสุด Fitch Ratings ได้เข้ามาประเมินและเตือนว่าภาคการคลังของไทยที่เสถียรภาพลดลง ทำให้มีโอกาสที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Downgrade) ได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rV_LrY-TxMtANsNUNNPhV

  • ‘อดีตรมว.คลัง’แนะ‘นายกฯ’ 4 ข้อ กดดันเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่อง เบรกฟอกเงิน‘สแกมเมอร์’

    ‘อดีตรมว.คลัง’แนะ‘นายกฯ’ 4 ข้อ กดดันเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่อง เบรกฟอกเงิน‘สแกมเมอร์’

    วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

    ‘อดีตรมว.คลัง’แนะ‘นายกฯ’ 4 ข้อ กดดันเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่อง เบรกฟอกเงิน‘สแกมเมอร์’

    1 ตุลาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

    ต้องจัดการรายได้สแกมเมอร์

    การที่รัฐบาลอนุทินจะสามารถแก้ปมปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องกดดันต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจ

    หมายความว่า จะต้องปิดด่านต่อไป ตลอดจนสกัดการส่งออกสินค้าจากไทยไปกัมพูชาผ่านลาว และโดยการขนส่งทางเรือและทางอากาศ

    ในคลิปข้างล่าง นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายว่า การกดดันทางการค้าปกติไม่กระทบต่อ ฮุนเซน เพราะยังมีอาศัยรายได้หลักจากสแกมเมอร์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของจีดีพีกัมพูชา

    ดังนั้น การที่รัฐบาลอนุทินจะกดดัน ฮุนเซน ได้จริง ก็ต้องหาทางเบรครายได้สแกมเมอร์ ให้มีผลอย่างแท้จริง

    นายรังสิมันต์ อ้างชื่อบุคคลในกัมพูชาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์หลายราย ล้วนเป็นบุคคลระดับใหญ่ ใกล้ชิดกับ ฮุนเซน

    ผมจึงขอแนะนำให้นายกอนุทินพิจารณาดำเนินการต่อไปนี้

    หนึ่ง สั่งห้ามการส่งทองคำจากไทยไปกัมพูชา

    ปริมาณการส่งออกทองคำจากไทยไปกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น น่าจะเป็นการฟอกเงินรายได้สแกมเมอร์ ซึ่งได้มาจากประเทศต่างๆทั่วโลก ไหลเข้ามายังประเทศไทย แล้วฟอกเงินโดยแปลงไปเป็นทองคำ ส่งต่อไปกัมพูชา

    ดังนั้น ขอแนะนำให้รัฐบาลอนุทินสั่งห้ามการส่งออกทองคำไว้ก่อน

    สอง แซงชันบุคคลที่เกี่ยวข้อง

    รัฐบาลอนุทินควรประกาศรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการรายได้สแกมเมอร์ ซึ่งน่าจะมีมากกว่าที่นายรังสิมันต์นำมาอภิปราย แล้วแซงชันโดยห้ามมิให้เดินทางเข้ามาประเทศไทย

    สาม อายัดทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกแซงชันไว้ชั่วคราว

    รัฐบาลอนุทินควรประกาศอายัดทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกแซงชันไว้ชั่วคราวจนกว่าบุคคลนั้นจะสามารถชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลไทยไม่ควรอายัด

    และเมื่อมีหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่าบุคคลเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ รัฐบาลอนุทินก็ควรยึดทรัพย์เหล่านี้มาเพื่อชดเชยให้แก่คนไทยที่ถูกหลอกโอนเงินไปในอดีต

    สี่ สั่งห้ามการโอนเงินไปกัมพูชา

    เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาประมาณ 4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลอนุทินควรประกาศห้ามการโอนเงินจากไทยไปกัมพูชา ยกเว้นสำหรับการชำระนำเข้าสินค้าเท่านั้น

    วิธีนี้จะสกัดการฟอกรายได้สแกมเมอร์ผ่านไทยได้อย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/917954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CW9YN0HRzon47VB3oJGjL

  • “Quick Win” รัฐบาลอนุทิน ตัวช่วยประคองเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี?

    “Quick Win” รัฐบาลอนุทิน ตัวช่วยประคองเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี?

    รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 ก.ย. 2568 โดยนโยบาย 1 ใน 5 ด้านคือนโยบายเศรษฐกิจซึ่งในระยะสั้นเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นภาคการท่องเที่ยว ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และดูแลผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ในระยะปานกลางถึงยาวเน้นการรักษาวินัยทางการคลัง ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม (Reinvent Thailand)

    ช่างภาพพีพีทีวี
    รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 ก.ย. 2568 โดยนโยบาย 1 ใน 5 ด้านคือนโยบายเศรษฐกิจซึ่งในระยะสั้นเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นภาคการท่องเที่ยว ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และดู

    นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) ของรัฐบาลคาดว่าจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นและประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะใช้ได้ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2568 จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในไตรมาสสุดท้ายของปีได้บ้าง โดยในเบื้องต้นหากวงเงินอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท (รวมการให้เงินประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่ง 20 ล้านคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน)

    คาดว่าจะมีเม็ดเงินใช้จ่ายเพิ่มเติมคิดเป็นราว 0.15% ของ GDP ท่ามกลาง Marginal propensity to consume (MPC) ที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง

    อย่างไรก็ดี ยังคงต้องรอความชัดเจนเรื่องงบประมาณ เงื่อนไขการใช้จ่าย และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด ขณะที่แรงหนุนเพิ่มเติมต่อ GDP ในปีนี้อาจมีไม่มากนัก เนื่องจากวงเงินดังกล่าวถูกจัดสรรไว้ในงบประมาณเดิมอยู่แล้ว

    สำหรับ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รัฐบาลอาจพิจารณาออกมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งต้องรอรายละเอียดที่จะออกมา โดยผลต่อเศรษฐกิจคงขึ้นอยู่กับวงเงิน ช่วงเวลา พื้นที่และเงื่อนในการใช้จ่าย โดยการออกมาตรการในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอาจช่วยหนุนการเข้าร่วมโครงการได้ดีกว่าในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนอาจกระทบการพิจารณาเดินทางท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวในประเทศยังเผชิญปัจจัยกดดันจากการการชะลอตัวของเศรษฐกิจและรายได้ รวมถึงแนวโน้มการเดินทางไปต่างประเทศของคนไทยที่ปัจจุบันมีความสะดวกและคุ้มค่ามากขึ้นจากการทำตลาดของบริษัทนำเที่ยว ขณะที่ การฟื้นความเชื่อมั่นและเพิ่มการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมีความจำเป็น แต่อาจเผชิญความท้าทายท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

    สำหรับในระยะถัดไป ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) รวมถึงข้อกังวลสถานะการคลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) การดำเนินนโยบายทางการคลังต้องเน้นประสิทธิภาพทั้งฝั่งรายได้และรายจ่าย อีกทั้ง ต้องเข้มงวดกับกรอบวินัยทางการคลังมากขึ้น โดยมีแผนเพิ่มศักยภาพทางการคลัง (Fiscal Consolidation Plan) ที่ชัดเจนในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มฐานการจัดเก็บรายได้ภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลยังมีความท้าทายจากกรอบเวลาบริหารราชการในระยะสั้นๆ ที่ต้องให้ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากวันที่ 1 ต.ค. 2568 อีกทั้ง การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจส่งผลต่อการผลักดันนโยบายหลัก และการเบิกจ่ายงบประมาณตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งรัฐบาลและช่วงรัฐบาลรักษาการซึ่งคาดว่าจะมีระยะเวลาทั้งสิ้นราว 8 เดือน

    และภายใต้กรอบเวลาสั้นๆ รัฐบาลมีอีกเครื่องมือในการประคองเศรษฐกิจโดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบลงทุน โดยการเบิกจ่ายในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 (เดือนมิ.ย. – ก.ย.) ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเกิดจากช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    ส่งผลให้ ณ วันที่ 26 ก.ย. 2568 การเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 60% ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2567 ซึ่งอยู่ที่ 65% ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มจะต่ำกว่าปีก่อนจากปัจจัยฐานสูงจากความต่อเนื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายหลังงบประมาณปี 2567 อนุมัติล่าช้า 

    ที่มา : ศูนย์วิจัยสกิกรไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UNVF8O6maxn5RqKd0tcpn