Category: เศรษฐกิจ

  • ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง 2568 เริ่มลงทะเบียนอาจเร็วขึ้นกว่าเดิม ใครบ้างที่มีสิทธิ ข้อมูลจาก รมต.

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง 2568 เริ่มลงทะเบียนอาจเร็วขึ้นกว่าเดิม ใครบ้างที่มีสิทธิ ข้อมูลจาก รมต.

              ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง 2568 เริ่มลงทะเบียนอาจเร็วขึ้นกว่าเดิม ข้อมูลจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใครบ้างที่มีสิทธิ คาดเริ่มใช้จ่ายได้ปลายเดือนหน้า

    ไทม์ไลน์คนละครึ่ง 2568

    ภาพจาก Lin Xiu Xiu / Shutterstock.com

              วันที่ 30 กันยายน 2568 รายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand มีการรายงานถึงความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส ซึ่งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเบื้องต้นเอาไว้ดังนี้

    ระยะเวลาการลงทะเบียน

              คาดว่า น่าจะเริ่มได้ต้นเดือนตุลาคม 2568

    การเริ่มโครงการ

              คาดว่า น่าจะเริ่มได้ปลายเดือนตุลาคม 2568 หลังจากที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นเรียบร้อย

    ไทม์ไลน์คนละครึ่ง 2568

    เงื่อนไขการลงทะเบียน

              – คนที่อยู่ในโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

              – คนที่อยู่ในเฟส 1-4 แต่ไม่ได้อยู่เฟส 5 หรือคนที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ ต้องลงทะเบียนใหม่

    การใช้งาน

              นอกจากใช้แอปฯ เป๋าตัง แล้ว อาจมีการเพิ่มฟังก์ชันในแอปฯ ทางรัฐ ด้วย อยู่ในขั้นตอนการหารือ

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295357.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw268uhXQu2UV_YyXsUtymO7

  • ‘เอกนิติ’ เปิดแผนฟื้นเศรษฐกิจ แจงสภามุ่ง 5 เสาหลัก หวังพ้นหล่มใน 4 เดือน

    ‘เอกนิติ’ เปิดแผนฟื้นเศรษฐกิจ แจงสภามุ่ง 5 เสาหลัก หวังพ้นหล่มใน 4 เดือน

    เศรษฐกิจ

    30 ก.ย. 2025 เวลา 13:29 น.

    “เอกนิติ” แจงนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลเน้น 5 เสาหลัก ดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม ไตรมาส 4 โตมากกว่า 0.3% ชง ครม. เพิ่มวงเงินใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส วันละ 400 บาท

    • “เอกนิติ” แจงนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน กู้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง ติดหล่ม ตั้งเป้าให้เห็นผลใน 4 เดือน
    • นโยบายหลักตั้ง “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมุ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว, การแก้หนี้ครัวเรือน, การเสริมสภาพคล่อง SME, การเพิ่มการออม และการสร้างอุตสาหกรรมอนาคต
    • มาตรการสำคัญที่จะดำเนินการทันทีคือ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อแก้หนี้เสีย (NPL) และการใช้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อให้ SME

    วันที่ 30 ก.ย.2568 เวลา 12.50 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงถึงแนวคิด และรายละเอียดของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

    โดยระบุว่าหลักคิดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะคำนึงถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และทำให้เกิดการกระจายไปทุกพื้นที่ มุ่งเน้น “Quick Big Win” ใน 5 เสาหลัก เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอย่างรุนแรง พร้อมตั้งเป้าหมายการวัดผลที่ชัดเจนภายใน 4 เดือนแรกของการบริหาร

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” เครื่องยนต์แรกที่แผ่ว และจะค่อยๆ ดับคือ ภาคการส่งออก ขณะที่ตัวชี้วัดการบริโภคภาคเอกชน ส่งสัญญาณติดลบครั้งแรกในเดือนก.ค.68 ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอ ปัจจุบัน กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่ถึง 60% ดังนั้นจึงเหลือเพียงเครื่องยนต์เดียวคือ การใช้จ่ายรัฐบาล 

    โดยตัวเลขล่าสุดที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจมีการคาดการณ์เศรษฐกิจไทย พบว่า GDP ไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ประมาณ 1.7% และไตรมาสที่ 4 เหลืออยู่เพียง 0.3% คำถามคือ รัฐบาลจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ประกอบกับข้อห่วงกังวลถึงเรื่องวินัยการเงินการคลัง 

    นายเอกนิติ ย้ำว่า หากไม่ใช้เครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่เศรษฐกิจจะไม่เพียงแค่ติดหล่ม แต่จะ “ดิ่งเหวเลย” และความเสียหายจะแก้ไขยากขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้วางแผนนโยบายเศรษฐกิจด้วยหลักคิด “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือนในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผล และต้องคำนึงถึงการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากรถยนต์เศรษฐกิจไทยเป็นรถยนต์ที่เก่า และคนขับขาดทักษะใหม่

    ทั้งนี้ นโยบาย 5 เสาหลักที่ตั้งอยู่บนวินัยทางการคลัง โดยใช้กรอบงบประมาณเดิม คือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท โดยไม่ได้กู้เพิ่ม ประกอบด้วย

    1.กระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว นำโดยโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นสั้น และกระจายตัวสู่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายย่อย โดยพิจารณาเสนอที่ประชุม ครม. เพิ่มเงินสมทบจาก 150 บาท เป็น 200 บาท เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ และพลัสสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับเงินมากกว่า 2,400 บาท ขณะที่บุคคลทั่วไปได้รับ 2,000 บาท เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบในระยะยาว นอกจากนี้ จะมีการหารือกับสถาบันการเงินเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และใช้ระบบดิจิทัลทำบัญชี ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับธนาคารในการปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    อีกทั้ง จะมีการออกมาตรการภาษีส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิผู้ประกอบการ หักลดหย่อนภาษี 2 เท่าสำหรับการปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้เพียง 300 ล้านบาท แต่ผลที่ได้รับคือ สามารถช่วยกระจายผลประโยชน์ไปทั่วได้จริง

    2.แก้ไขปัญหาหนี้ประชาชน หรือหนี้ครัวเรือน โดยจะใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เหลืออยู่ประมาณ 26,000 ล้านบาท เพื่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ ซื้อหนี้ NPL ออกมา เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ และลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้หายใจคล่องขึ้น

    รวมทั้ง กระทรวงการคลังมีการพัฒนาโครงการสินเชื่อตามความเสี่ยง (ARI Score) เพื่อให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    3.เสริมสภาพคล่อง SME เตรียมกลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกัน โดยเตรียมวงเงินไว้แล้ว ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท รวมทั้ง Supply Chain Financing (พี่ช่วยน้อง) ส่งเสริมให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน โดยให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายภาษีได้ ขณะที่กรมสรรพากรมีภาษีค้างคืนอยู่ 160,000 ล้านบาท จะเร่งคืนเข้าสู่ระบบ และ SME ทันที

     4.เพิ่มการออมภาคประชาชน เนื่องจากคนไทยมีเงินออมไม่เพียงพอ จะมีการนำหลักการออมไปผูกกับการซื้อสลากออนไลน์ โดยสัดส่วนเงินออมจะถูกจัดเก็บไว้เพื่อใช้เป็นเงินออมในระยะยาว โดยจะได้รับเงินเมื่ออายุ 55 ปี ถือไว้ 5 ปี โดยจะมีการสนับสนุนวงเงินสมทบส่วนหนึ่งจากการหักจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากฯ รวมทั้งให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึง พันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาล ได้ทุกเดือน ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการออมระยะยาวให้กับภาคประชาชน เนื่องจากผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปี สูงกว่าการฝากเงินในธนาคาร

    5.สร้างอุตสาหกรรมอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถ เน้นสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกษตรชีวภาพ Smart Farming, Digital, AI, และรถยนต์ EV นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งมีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน 

    โดยจะเร่งปลดล็อกเงินลงทุนที่บีโอไออนุมัติไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มโครงการ มูลค่ากว่า 470,000 ล้านบาท โดยใช้โครงการ “Fast Pass Plus” เพื่อเร่งรัดการอนุมัติขอน้ำ ขอไฟ และคนเข้าทำงาน ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

    นายเอกนิติ ระบุว่า เป้าหมายชัดเจนของรัฐบาลคือ ต้องดึงรถยนต์เศรษฐกิจขึ้นจากหล่มให้ได้ โดยมีตัวชี้วัดที่วัดได้จริง คือ GDP ในไตรมาส 4 จะต้องทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% หนี้ครัวเรือนปัจจุบัน 87.4% ของ GDP จะต้องลดให้ต่ำกว่า 87% รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนจากบีโอไอจะต้องเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น และเป็นจริง

    'เอกนิติ' เปิดแผนฟื้นเศรษฐกิจ แจงสภามุ่ง 5 เสาหลัก หวังพ้นหล่มใน 4 เดือน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201066&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02_3hit-xioQgO7nJdJ8sr

  • ถอดนโยบาย “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” 3 กระทรวงหลัก “คลัง-พลังงาน-พาณิชย์”

    ถอดนโยบาย “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” 3 กระทรวงหลัก “คลัง-พลังงาน-พาณิชย์”

    ถอดนโยบาย “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” 3 กระทรวงหลัก “คลัง-พลังงาน-พาณิชย์” เอกนิติ อรรถพล ศุภจี เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน! 4 เดือน เน้นลดหนี้ครัวเรือน เพิ่มสภาพคล่อง

    ระหว่างวันที่ 23-30 กันยายนที่ผ่านมา ในการประชุมสภาฯมีวาระการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ชี้แจงแผนงานในหลายมิติ

    ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือด้านเศรษฐกิจ ที่รัฐมนตรีหลัก 3 กระทรวง ได้แก่

    1.กระทรวงการคลัง

    2.กระทรวงพลังงาน

    3.กระทรวงพาณิชย์

    โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทั้ง 3 ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อสภาถึงมาตรการและแนวทางที่จะเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเวลา 4 เดือนแรกของรัฐบาล ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระประชาชน เสริมสร้างการลงทุนพลังงานสะอาด และการเจรจาการค้าต่างประเทศ

    ถอดนโยบาย “ดรีมทีม”  เศรษฐกิจ 3 กระทรวงหลัก “คลัง-พลังงาน-พาณิชย์”

    “คลัง – กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่จะดำเนินการใน 4 เดือนข้างหน้า โดยมีทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการสนับสนุนโรงแรมเมืองรองให้ใช้ค่าตกแต่งหักลดหย่อนภาษี การขยายตลาดส่งออก มาตรการแก้หนี้รายละไม่เกิน 100,000 บาท โครงการสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก และการเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการรายย่อย รายละไม่เกิน 1,000,000 บาท รวมถึงการคืนภาษี การจำหน่ายสลากออมทรัพย์และพันธบัตรเพื่อการออม

    พร้อมมาตรการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น การเสริมสร้างทักษะ ปลดล็อกการลงทุนด้านไฟฟ้า และโครงการของ BOI เพื่อดึงดูดการลงทุนพลังงานสะอาด โดยคาดว่าไตรมาส 4 GDP จะขยายตัวมากกว่า 0.3% และหนี้ครัวเรือนจะต่ำกว่า 87.4% ของ GDP

    ถอดนโยบาย “ดรีมทีม”  เศรษฐกิจ 3 กระทรวงหลัก “คลัง-พลังงาน-พาณิชย์”

    “พลังงาน – QUICK BIG WIN”

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงโครงการ “QUICK BIG WIN” ด้านพลังงาน โดยจะเร่งผลักดันโซลาร์ภาคประชาชน 1,500 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซลาร์ฟาร์มชุมชน โรงไฟฟ้าชุมชน โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร 1,200 แห่ง การลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์ในครัวเรือนสูงสุด 200,000 บาท ครอบคลุมประมาณ 90,000 ครัวเรือน

    โครงการโซลาร์ลอยฟ้าหลังเขื่อนภูมิพล วชิราลงกรณ์ และศรีนครินทร์ รวม 1,638 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนสายส่งไฟฟ้า การซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA รวมถึงโครงการ CCS ดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ และการจัดทำแผนพีดีพีใหม่ให้เสร็จภายใน 4 เดือน เพื่อตอบเป้าหมาย Net Zero 2050

    ถอดนโยบาย “ดรีมทีม”  เศรษฐกิจ 3 กระทรวงหลัก “คลัง-พลังงาน-พาณิชย์”

    “พาณิชย์ – เร่งเจรจาการค้า ลดค่าครองชีพ”

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รมว.สาวไฟแรงที่ได้รับเสียงชื่นชมจากการลุกขึ้นชี้แจงนโยบายครั้งแรก โดยได้ชี้แจงกรณีการค้าระหว่างประเทศ ยืนยันว่าไทยจะเร่งเจรจา Agreement on Reciprocal Tariff Text (ART) กับสหรัฐฯ ให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้

    รวมถึงการเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-ยุโรป และ ไทย-เกาหลีใต้ พร้อมทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย 6 ด้าน ได้แก่ การขยายตลาดใหม่ การพัฒนาศักยภาพด้านออนไลน์ การเพิ่มช่องทางการค้า การเพิ่มมูลค่าสินค้า การเข้าถึงเงินทุน และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ

    ทั้งนี้ กระทรวงยังคงเดินหน้าลดค่าครองชีพด้วยโครงการธงฟ้า การควบคุมราคาเวชภัณฑ์ การจัดมหกรรมลดราคาสินค้า รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านช่องทางการตลาด การส่งออก และการเพิ่มรายได้เกษตรกร โดยย้ำว่าแม้มีเวลาเพียง 4 เดือน แต่รัฐบาลมั่นใจจะสร้างผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมได้

    ถอดนโยบาย “ดรีมทีม”  เศรษฐกิจ 3 กระทรวงหลัก “คลัง-พลังงาน-พาณิชย์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/731210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1thGCARxbFP4LgrkICqT95

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2568

    ภาพรวมเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวม GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.8เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.4% ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.3% ในขณะที่อัตราว่างงานปรับลดลงอยู่ที่ระดับ 8.7การนำเข้าและการส่งออกโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้นที่ 11.4% และ 5.2% ตามลำดับโดยมีสินแร่และทองแดงเป็นสินค้าส่งออกหลัก ซึ่งระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2568 ชิลีส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 7.3% รวมมูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ราคาทองแดงในตลาดโลกได้ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบปี สคต.ฯ คาดว่าอาจเกิดจากความกังวลต่อมาตรการของสหรัฐอเมริกาในการเก็บภาษีนำเข้า 50กับสินค้าจากทองแดงในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 740.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 6.3% โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ารวมมูลค่า 67.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนกรกฎาคม 2568 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี)

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวม ขยายตัวขึ้น 3.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  โดยสินค้าที่มีการบริโภคเพิ่มมากขึ้นสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี (2) หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค (3) หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย โดยเพิ่มขึ้น 12.4%, 7.0% และ 6.7% ตามลำดับ

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 40.8 มาอยู่ที่ 41.6 เพิ่มขึ้น 2.0%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) จาก 6.3 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 9.5 แสนตารางเมตร เพิ่มขึ้นถึง 51.1จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการก่อสร้างในภาคที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นถึง 125.1 %

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับระดับจาก 45.3 มาอยู่ที่ 45.8 เพิ่มขึ้น 1.1จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 64.547.9 และ 43.6 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับลงมาอยู่ที่ 8.7ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ หากพิจารณาแยกตามเขตการปกครอง แคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้นนูเบล้ ที่ 10.8และแคว้นที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดคือแคว้นไอเซน ที่ 4.6

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% โดยสินค้า 3 หมวดแรก ที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 12 เดือนนี้ ได้แก่ (1) หมวดที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค (2) หมวดร้านอาหารและโรงแรม และ (3) หมวดการศึกษา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นที่  9.8%, 6.5% และ 5.2ตามลำดับ  

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568  มีมูลค่ารวมที่ 60,675 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินแร่

    31,963

    34,301

    7.3%

    ผลไม้

    5,849

    5,729

    -2.1%

    เคมีภัณฑ์

    4,591

    4,517

    1.6%

    ปลาแซลมอน

    3,447

    3,508

    1.8%

    เยื่อกระดาษ

    2,329

    2,329

    0.0%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,260

    1,490

    18.3%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,240

    1,290

    4.0%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568  มีมูลค่ารวมที่ 49,459 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินค้าหมวดพลังงาน 

    25,887

    27,339

    5.6%

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    12,766

    14,539

    13.9%

    สินค้าทุน

    9,096

     11,311

    24.4%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,252

    1,687

    34.7%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    527

    1,186

    125.1%

        จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 11,216 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม -กรกฎาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 403.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 33.81% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (182.21 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.87%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (79.12 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.76%

    • ปลากระป๋อง (39.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 83.64%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (15.62 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -43.54%)

    • ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง (14.47 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.14%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 893.81 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 29.28%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 403.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 33.81%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 312.33 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 48.41%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 171.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 45.77%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 65.80 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.67%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม -กรกฎาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 336.47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -14.75% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (122.36 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -41.95%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (70.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 62.74%)

    • เยื่อกระดาษ (64.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -7.52%)

    • สินแร่อื่น ๆ (32.01 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.52%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (13.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.00%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 336.47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง14.75%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 186.34 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 2.44%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 169.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 24.58%)

    • ชิลีส่งออกไปยังฟิลิปินส์ 68.22 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง60.48%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 52.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -33.21%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 740.17 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 6.29%) โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยมากกว่าส่งออกไปยังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 67.23 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qbwy0roheewb86suo8govwa2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S8QaKbBV5inkhDXTrzWwC

  • ยุโรปเผชิญวิกฤตจ้างงาน บริษัทใหญ่แห่ลดพนักงาน รับมือเศรษฐกิจซบ-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ยุโรปเผชิญวิกฤตจ้างงาน บริษัทใหญ่แห่ลดพนักงาน รับมือเศรษฐกิจซบ-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นการปลดพนักงานระลอกใหญ่ เมื่อหลายบริษัทตัดสินใจระงับการจ้างงานหรือปรับลดพนักงานจำนวนมากในปีนี้ โดยอ้างถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก และมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ที่เข้ามากดดันซ้ำเติม

    การปรับลดกำลังคนครั้งใหญ่นี้ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด นำโดยโฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่าบริษัทลดพนักงานในเยอรมนีไปแล้วราว 7,000 คน นับตั้งแต่เริ่มมาตรการลดต้นทุนเมื่อปลายปี 2566 ส่วนเดมเลอร์ ทรัค (Daimler Truck) ยืนยันเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่าจะปรับลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง ในสหรัฐฯ และเม็กซิโก นอกเหนือจากการลด 5,000 ตำแหน่งในเยอรมนีตามที่ประกาศไปก่อนหน้า ด้านบ๊อช (Bosch) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รายใหญ่ของเยอรมนี เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ว่าจะลดพนักงานถึง 13,000 ตำแหน่ง ด้วยเหตุผลด้านภาวะตลาดซบเซา ต้นทุนสูง และการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน วอลโว่ คาร์ (Volvo Cars) ของสวีเดน เปิดเผยเมื่อเดือนพ.ค. ว่าจะปลดพนักงานประจำสำนักงานจำนวน 3,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างใหญ่ และสเตลแลนทิส (Stellantis) ของเนเธอร์แลนด์ ขยายโครงการลาออกโดยสมัครใจในอิตาลี ซึ่งจะทำให้พนักงานที่ถูกปรับลดมีจำนวนอยู่ที่เกือบ 2,500 ตำแหน่งภายในปี 2568

    ด้านกลุ่มสถาบันการเงินก็เริ่มรัดเข็มขัดเช่นกัน โดยธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ (Commerzbank) ของเยอรมนี บรรลุข้อตกลงกับสภาพนักงานในการปรับลดตำแหน่งงานราว 3,900 ตำแหน่งภายในปี 2571 ขณะที่มีรายงานว่า ธนาคารลอยด์ (Lloyds Bank) ของอังกฤษ อาจพิจารณาปลดพนักงานราวครึ่งหนึ่งจากจำนวนทั้งหมด 3,000 คนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

    ส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมและวิศวกรรม ซีอีโอของบริษัทเอสทีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (STMicroelectronics) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนฝรั่งเศส-อิตาลี คาดว่าพนักงาน 5,000 คนจะออกจากบริษัทภายในสามปีข้างหน้า รวมถึงแผนปรับลดพนักงาน 2,800 ตำแหน่งในปี 2568

    กลุ่มพลังงานก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยบริษัทโอเอ็มวี (OMV) ของออสเตรีย วางแผนลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง หรือราวหนึ่งใน 12 ของจำนวนพนักงานทั้งหมดทั่วโลก

    สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคแบรนด์หรูนั้น บริษัทเบอร์เบอร์รี (Burberry) จากอังกฤษ ประกาศเมื่อเดือนพ.ค. ว่าจะลดพนักงาน 1,700 ตำแหน่ง หรือประมาณหนึ่งในห้าของพนักงานทั่วโลกเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ส่วนโมเอต์ เฮนเนสซี่ (Moet Hennessy) ซึ่งอยู่ในเครือแอลวีเอ็มเอช โมเอต์ เฮนเนสซี่ หลุยส์ วิตตอง (LVMH) มีแผนลดพนักงานราว 1,200 ตำแหน่ง

    การปรับลดพนักงานยังขยายวงกว้างไปถึงธุรกิจสายการบิน โดยสายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa) ของเยอรมนี เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่าจะลดตำแหน่งงานด้านบริหารจัดการ 4,000 ตำแหน่งภายในปี 2573 ด้านบริษัทเวชภัณฑ์ โนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk) ของเดนมาร์ก เปิดเผยว่าจะลดพนักงานทั่วโลกถึง 9,000 ตำแหน่ง และแม้แต่ธุรกิจจัดส่งอาหารอย่าง ลิเฟอแรนโด (Lieferando) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Just Eat Takeaway ของเยอรมนี ก็ประกาศปรับลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง ตั้งแต่สิ้นปี 2568 เพื่อปรับปรุงโมเดลการให้บริการจัดส่งอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/533413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b8GHMbXFifXvNPmoLoMfQ

  • จับตา ครม.เคาะเติมเงิน 1,700 บาท ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    จับตา ครม.เคาะเติมเงิน 1,700 บาท ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.นัดพิเศษ วันที่ 30 ก.ย.นี้ จะพิจารณา 2 โครงการใหญ่ เพื่อเร่งใช้งบประมาณกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 ที่เหลือ 62,000 ล้านบาท ให้ได้ทันเส้นตายเที่ยงคืน 30 ก.ย.นี้ จำนวน 2 โครงการใหญ่ วงเงินรวม 57,000 ล้านบาท ได้แก่ 

    การอนุมัติงบกลาง 22,000 ล้านบาท เข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม สำหรับใช้เติมเงิน 1,700 บาท ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน เริ่มใช้ในเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้

    ส่วนอีกโครงการใหญ่ที่ครม.นัดพิเศษ พิจารณา คือ การอนุมัติงบกลาง 35,000 ล้านบาท นำไปชำระหนี้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ  ให้แก่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะการชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) 

    “ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้ตามมาตรา 28 อยู่กว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อลดสัดส่วนเพดานให้ต่ำกว่า 32% โดยการชำระหนี้ ธ.ก.ส. นั้น เป็นเงินที่เคยยืมมาใช้ในอดีต ทั้งโครงการไร่ละพัน ประกันรายได้พืช 5 ชนิด และจำนำข้าว เป็นต้น”

    อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม.นัดพิเศษรอบนี้ ยังไม่พิจารณานโยบายคนละครึ่งพลัส  ช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งแก่ประชาชน 20 ล้านคน คนละ 2,000-2,400 ล้านบาท โดยเตรียมเสนอในการประชุม ครม.ครั้งถัดไป วันที่ 7 ต.ค.68 เพื่อใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบกลางปี 69 วงเงินรวมกว่า 44,400 ล้านบาท 

    ขณะที่โครงการแก้หนี้รายย่อย แก่ผู้มีหนี้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท รวม 1-2 ล้านสิทธิ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aen6OPq6keaVP4ZYup3WJ

  • “ศุภจี” หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา | โชว์ข่าวเช้านี้ | 30 ก.ย. 68

    “ศุภจี” หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา | โชว์ข่าวเช้านี้ | 30 ก.ย. 68

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรกหลังนั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ฯ เผยมาตรการ “ดันธงฟ้า–ขนส่งฟรี–มหกรรมการค้าชายแดน“ หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    #ศุภจี #ชายแดนไทยกัมพูชา #กระทรวงพาณิชย์ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #โชว์ข่าวเช้านี้

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/202013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YmBeKREBYI6mNCNU3q_TM

  • นายก อบจ.อุบลฯ เปิดโครงการ ส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    นายก อบจ.อุบลฯ เปิดโครงการ ส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ภูมิภาค

    นายก อบจ.อุบลฯ เปิดโครงการ ส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 30 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 68 นายกานต์ กัลป์ตินันท์ นายก อบจ.อุบลราชธานี เป็นประธาน เปิดโครงการส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ภายใต้กิจกรรม”เกษตรผสมผสานตามรอยพ่อ : ปลูกผัก-เลี้ยงปลา สู่ความมั่งคั่งพอเพียง” ณ สนามกีฬาทุ่งบูรพา องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ต.หนองขอน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภา อบจ.อุบลราชธานี ตลอดจน ประธานชมรมผู้สูงอายุ อบจ.อุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่ ในสังกัดฯ ร่วมงานจำนวนมาก
                 
    โดยภายในงานดังกล่าว  มีพิธีเปิดบ่อบาดาล สาธิตการใช้งานระบบน้ำ เพื่อการเกษตร ปล่อยพันธุ์ปลา (ปลาตะเพียรทอง) จำนวน 3,000 ตัว ปลูกต้นราชพฤกษ์ ต้นทองอุไร จากนั้น เยี่ยมชมภายในโครงการส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
                   
    ทั้งนี้เพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานการขับเคลื่อนกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา ของประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tVoDZ7Mjfgm3o1Yx508EM

  • ลำพูน เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    ลำพูน เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    จังหวัดลำพูน โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน จัดพิธีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ภายใต้แนวคิด “วิถีถิ่น วิถีลำพูน อัตลักษณ์ชาติพันธุ์สู่ท่องเที่ยวสร้างสรรค์”

    เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 07.30 น. ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเชิงสะพานท่าขาม อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานภายใต้โครงการลำพูนเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์วิถีสู่เศรษฐกิจสรรสร้าง กิจกรรมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี ของจังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

    นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธี ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ 15 ชุมชน ในจำนวน 5 เส้นทาง ที่ผ่านกระบวนการลงพื้นที่สำรวจและศึกษาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ผ่านกระบวนการประชุมคัดเลือกเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ และกระบวนการอบรมพัฒนาเส้นทาง พัฒนากิจกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย

    1. เส้นทาง “เยือนวิถีถิ่นชาติพันธุ์ลำพูน” (พื้นที่อำเภอบ้านธิ – อำเภอแม่ทา)
    2. เส้นทาง “สายไหม 106 วิถีแห่งศรัทธา” (พื้นที่อำเภอบ้านโฮ่ง – อำเภอลี้)
    3. เส้นทาง “หัตถศิลป์ – ดิน – ฝ้าย – ไหม” (พื้นที่อำเภอป่าซาง – อำเภอเวียงหนองล่อง)
    4. เส้นทาง “วิถีชีวิตคนเมืองหล่ายดอย” (พื้นที่อำเภอแม่ทา – อำเภอทุ่งหัวช้าง)
    5. เส้นทาง “เที่ยวดีวิถีคนเมือง 106 ลำพูน ป่าซาง บ้านโฮ่ง” (พื้นที่อำเภอป่าซาง – อำเภอบ้านโฮ่ง)

    นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังการจัดพิธีเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวฯ ยังมีการดำเนินกิจกรรมทัวร์ชุมชน (Fam trip) เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เส้นทางที่ 1 “เยือนวิถีถิ่นชาติพันธุ์ลำพูน” พื้นที่อำเภอเมืองลำพูน อำเภอแม่ทา และอำเภอบ้านธิ ในลักษณะทัวร์ท่องเที่ยว มีองค์กรและเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว และสื่อมวลชน รวมจำนวน 70 คน  ร่วมทดลองท่องเที่ยวตามเส้นทางท่องเที่ยวฯ และเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ ในวงกว้างแก่ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่อไป

    นภาพร ขัติยะ ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.เชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1337298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XfT0l51ijPCDMU8hdlGE7

  • “สมชาย” ชี้ คนละครึ่งพลัสดีกว่ารัฐบาลก่อน ชี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขาลงดึงคนเข้าระบบภาษี

    “สมชาย” ชี้ คนละครึ่งพลัสดีกว่ารัฐบาลก่อน ชี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขาลงดึงคนเข้าระบบภาษี

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/125857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZjvXfJ3mwYkukHqVWlGGr