Category: เศรษฐกิจ

  • นิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว สทน. พลิกเศรษฐกิจไทย

    นิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว สทน. พลิกเศรษฐกิจไทย

    คำว่าพลังงานนิวเคลียร์ในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่มักผูกติดอยู่กับความน่ากลัวและความกังวลด้านความปลอดภัย ทว่าในความเป็นจริง เทคโนโลยีชนิดนี้กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และการสร้างอธิปไตยทางพลังงานยุคใหม่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือ สทน. จึงเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านบทบาทเชิงรุกจากผู้ให้บริการไปสู่การสร้างเทคโนโลยี เพื่อรองรับทิศทางเศรษฐกิจอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

    ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านเทคโนโลยี นิวเคลียร์ ของประเทศไทยถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยมีการแยกบทบาทระหว่างผู้กำกับดูแลกฎหมายและผู้ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ออกจากกัน โดยให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปศ.) ทำหน้าที่ออกกฎระเบียบและกำกับความปลอดภัย ขณะที่ สทน. ได้รับการจัดตั้งเป็นองค์กรมหาชนเพื่อทำหน้าที่วิจัย พัฒนา และให้บริการเทคโนโลยีรังสีอย่างคล่องตัว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากนิวเคลียร์ได้อย่างแท้จริงและปลอดภัย

    โครงสร้างการบริหารจัดการ นิวเคลียร์ ระดับประเทศนี้มีคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคอยดูแลเชิงนโยบาย ทำให้การขับเคลื่อนนวัตกรรมรังสีในภาคส่วนต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีทิศทาง ทั้งในด้านการแพทย์ การเกษตร และอาหาร ซึ่งถือเป็นสองรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย การส่งเสริมเทคโนโลยีรังสีจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นนวัตกรรมใกล้ตัวที่จับต้องได้และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

    ยกระดับเวชศาสตร์นิวเคลียร์ สร้างความมั่นคงทางการแพทย์ยุค Super Aging

    เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด หรือ Super Aging Society อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคซับซ้อนโดยเฉพาะโรคมะเร็งจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สทน. ได้ก้าวเข้ามาเป็นแกนหลักของประเทศในการผลิตสารเภสัชรังสีส่งมอบให้กับโรงพยาบาลเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐและผู้ป่วยลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ในแต่ละปี การผลิตสารเภสัชรังสีของ สทน. สามารถสร้างยอดขายตรงได้ราว 50-60 ล้านบาท แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมกลับมีมูลค่าสูงถึง 300-400 ล้านบาท โดยรองรับผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องใช้วิธีการรักษาด้วยรังสีประมาณ 30,000 ถึง 40,000 กว่ารายต่อปี จากจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ปีละกว่า 100,000 ราย การผลิตสารเภสัชรังสีขึ้นเองภายในประเทศจึงช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพงได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นิวเคลียร์

    เป้าหมายถัดไปของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์ ไม่ใช่เพียงการดูแลคนไทยเท่านั้น แต่เป็นการสนับสนุนเป้าหมายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติจากทั้งภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง และอินเดีย ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศ

    “โจทย์ของเราคือเรื่องของอาหารและสมุนไพรที่เราต้องเอาเทคโนโลยีรังสีไปช่วยเพิ่มโอกาส อาหารพื้นถิ่นไทย คนชอบ ทำอย่างไรถึงมีโอกาสส่งไปขายอเมริกา ยุโรป มาตรฐานมันสำคัญ เพราะฉะนั้นการฆ่าเชื้อและระบบมาตรฐานต้องมา” — รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    ปลุกชีพอาหารพื้นถิ่น-สมุนไพร ยืด Shelf Life สู้ตลาดโลก

    ภาคการเกษตรและอาหารถือเป็นหัวใจหลักอีกด้านที่ สทน. นำเทคโนโลยีการฉายรังสีเข้าไปยกระดับมูลค่าอย่างชัดเจน ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และจุลินทรีย์ในอาหารสดและอาหารแปรรูป ซึ่งได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) ตัวอย่างที่ผู้บริโภคคุ้นเคยคือ “แหนมฉายรังสี” ที่ช่วยยับยั้งพยาธิในอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และตอกย้ำความมั่นใจให้ผู้บริโภคมานานหลายทศวรรษ

    ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สทน. ได้ดำเนินโครงการ “อาหารพื้นถิ่นฉายรังสี” เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ในทุกภูมิภาค แก้ปัญหาอาหารพื้นถิ่นที่มักตกมาตรฐานความปลอดภัยเนื่องจากปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น ปูดอง แหนม ปลาส้ม และสินค้ากลุ่มหม่ำชัยภูมิ กระบวนการฉายรังสีช่วยยืดอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) จากเดิมเพียง 1 สัปดาห์ ขยายออกไปเป็น 1 เดือนถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ส่งผลให้ผู้ประกอบการขยายตลาดทั่วประเทศและส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างคุ้มค่า

    สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    นอกจากอาหารแล้ว ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เช่น ยาดมผงสมุนไพรตรา “หงส์ไทย” ซึ่งเป็นสินค้าชูโรงที่ไม่สามารถใช้ความร้อนในการฆ่าเชื้อได้เพราะจะทำให้น้ำมันหอมระเหยระเหยหายไป ก็ได้นำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาใช้แก้ปัญหาเชื้อราและแบคทีเรีย จนสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การฉายรังสี จึงเป็นทางออกสำคัญที่ช่วยคงคุณประโยชน์และกลิ่นหอมของสมุนไพรไว้อย่างสมบูรณ์

    ผุด “ศูนย์ฉายภูมิภาค” 4 แห่งทั่วไทย กระทุ้งนวัตกรรมเกษตรยุคโลกร้อน

    เพื่อทลายขีดจำกัดด้านการขนส่งสินค้าที่เดิมต้องส่งมาฉายรังสีที่จังหวัดปทุมธานีเพียงแห่งเดียว สทน. จึงเร่งขับเคลื่อนโครงการ “ศูนย์ฉายภูมิภาค” ใน 4 จุดทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคใต้ โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ โดยตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมหาศาล ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการยื่นของบประมาณ

    ศูนย์ฉายภูมิภาคแห่งใหม่นี้จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้แท่งสารรังสีโคบอลต์-60 (Cobalt-60) ไปสู่การใช้ “เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดและเป็นพลังงานสีเขียวตามมาตรฐานสากล ทำงานคล้ายกับคลื่นไมโครเวฟที่เมื่อปิดเครื่องจะไม่มีรังสีตกค้างทันที โดย สทน. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาเครื่องต้นแบบขึ้นเองภายในประเทศเรียบร้อยแล้ว

    สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    ด้านนวัตกรรมทางการเกษตร สทน. ยังได้ใช้นิวเคลียร์ปรับปรุงสายพันธุ์พืชให้ทนทานต่อสภาวะโลกร้อน เช่น การพัฒนาพริกทนโรคแอนแทรคโนส ข้าวทนน้ำเค็มและน้ำท่วม รวมถึงการใช้นวัตกรรมรังสีสร้างวัสดุอุ้มน้ำ “SWA” (Super Absorbent Polymer) ซึ่งทำมาจากแป้งมันสำปะหลังนำมาผ่านการฉายรังสี เมื่อผสมลงในดินจะช่วยดูดซับน้ำไว้ในรากพืช ค่อยๆ คายน้ำในช่วงแล้ง สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อยได้สูงถึง 40% และเป็นวัสดุย่อยสลายได้ตามธรรมชาติภายใน 2 ปี ไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติก

    เตรียมความพร้อมพลังงาน SMR ควบคู่การสร้าง “เครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน” แห่งแรกในอาเซียน

    ในมิติพลังงานสะอาด ประเทศไทยได้บรรจุเป้าหมายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) กำลังการผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ ไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นองค์กรสนับสนุนทางเทคนิคร่วมกับกระทรวงพลังงาน ในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการกากรังสี และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) เพื่อผลิตบุคลากรรองรับ

    สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    “การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงพลังงาน สทน. มีหน้าที่เป็น Technical Organization เป็นหน่วยงานวิชาการ เราจะช่วยทั้งเรื่องเทคนิควิชาการ การจัดการกากรังสี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อเตรียมพร้อมรองรับโรงไฟฟ้า SMRs” — รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดของ สทน. คือการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของภูมิภาค (ASEAN Fusion Hub) จากความอนุเคราะห์และพระบารมีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทำให้ไทยได้รับมอบชิ้นส่วนเครื่องปฏิกรณ์โทคาแมกจากสถาบันพลาสม่าฟิสิกส์ ประเทศจีน (ASIPP) นำมาศึกษาร่วมกับนักวิจัยจีนและประกอบขึ้นใหม่ในไทยจนสามารถเดินเครื่องวิจัยพลาสม่าอุณหภูมิสูง 5 ล้านองศาเซลเซียสได้สำเร็จ

    ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่มีเครื่องปฏิกรณ์โทคาแมกเพื่อการศึกษานิวเคลียร์ฟิวชัน และกำลังขยายความร่วมมือทางการวิจัยร่วมกับนักวิจัยจากสิงคโปร์ มาเลเซีย แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีน การทดลองพลังงานฟิวชันซึ่งเป็นพลังงานสะอาดขั้นสุดที่ไม่ทิ้งกากกัมมันตรังสี ถือเป็นการปูทางไปสู่เทคโนโลยีพลังงานในอีก 20 ปีข้างหน้า รองรับความต้องการพลังงานที่มั่นคงของ Data Center และระบบ AI ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    จากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง เดินหน้าสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยีพลังงาน

    ประสบการณ์จากการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยของไทยมายาวนานกว่า 63 ปี เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าประเทศไทยมีระบบการกำกับดูแลและความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ที่ได้มาตรฐานสากล โดยเครื่องปฏิกรณ์วิจัยนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งการผลิตสารเภสัชรังสี การถ่ายภาพนิวตรอนเพื่อตรวจสอบวัตถุโบราณ ตลอดจนการวิเคราะห์ที่มาของฝุ่นละออง PM 2.5 จากองค์ประกอบทางเคมี เพื่อให้รัฐบาลนำไปกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

    ทว่า บทเรียนในอดีตเรื่องการต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ทำให้ สทน. กำหนดหมุดหมายใหม่ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนบริบทของประเทศจาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ “ผู้สร้าง” เน้นการพึ่งพาตนเองเชิงวิศวกรรม พัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคและเทคโนโลยีรังสีขึ้นเอง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาต่างชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

    หมุดหมายในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า สทน. พร้อมที่จะเป็นเสาหลักในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลัง ทั้งการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ การยกระดับเกษตรและอาหาร ตลอดจนการเตรียมฐานพลังงานสะอาดที่มั่นคง เพื่อสร้างอธิปไตยทางพลังงานและส่งต่อความมั่นคงยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยในอนาคต

    เสียงสะท้อนจากนักวิชาการนานาชาติต่อ บทบาท สทน. บนเวทีโลก

    ความสำเร็จในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงส่งผลดีภายในประเทศ แต่ยังเป็นที่ประจักษ์ในสายตานานาชาติ โดยในงานประชุมวิชาการระดับโลก INST Conference 2026 ผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศได้ให้ทรรศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับศักยภาพของไทย

    Prof. Dr. Muhammad Rifai จากอินโดนีเซีย กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงาน INST Conference ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ TINT โดยมองว่า TINT มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยเฉพาะในอาเซียน ผ่านการสนับสนุนด้านสาธารณสุข การแพทย์ การเกษตร และพลังงาน” เขายังระบุเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่โดดเด่นที่สุดจากงานคือการที่ TINT เปิดตัว Tokamak ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันเครื่องแรกของอาเซียน นี่เป็นก้าวสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานฟิวชัน เพื่อสร้างอนาคตด้านพลังงานที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

    สอดคล้องกับ Dr. Muhammad Rawi Bin Mohamed Zin ผู้อำนวยการ Malaysia Nuclear Agency ผู้ซึ่งเห็นพัฒนาการของงาน INST Conference มาอย่างต่อเนื่อง ได้สะท้อนความประทับใจว่า “ได้เห็นพัฒนาการของงาน INST Conference อย่างชัดเจน โดยมองว่างานในปัจจุบันมีคุณภาพดีขึ้นมาก ทั้งด้านการจัดงานและเนื้อหาทางวิชาการ สิ่งที่ประทับใจคือ การนำเสนอผลงานวิจัยทั้งแบบบรรยายและโปสเตอร์ที่เน้นพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสถาบันวิจัย” พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่ออนาคตว่า “หากต้องการยกระดับงานสู่เวทีโลก จำเป็นต้องมีหัวข้อวิจัยที่โดดเด่นหรือวิทยากรระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง เพื่อดึงดูดผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายในภูมิภาคเป็นก้าวสำคัญก่อนขยายสู่ระดับสากล”

    ด้าน WANG Yibo จากจีน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเวทีนี้ว่า “การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจแนวโน้มการพัฒนาล่าสุดของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่สำคัญ ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศต่าง ๆ และวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในอนาคต” พร้อมคาดหวังว่าความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างจีนและไทยจะเติบโตและก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

    #สทน #เทคโนโลยีนิวเคลียร์ #พลังงานสะอาด #SMR #นวัตกรรมอาหาร #นิวเคลียร์เพื่อการแพทย์
    #พลังงานฟิวชัน #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/07/nuclear-not-far-away-tni-roadmap-thai/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cgrI9L5IKgmV6k8JwPp7h

  • เพชรบูรณ์ เปิดงาน “อินทผลัมเพชรบูรณ์ แอนด์ บอลลูนเฟสติวัล 2569” ดันอินทผลัมพืชเศรษฐกิจ กระตุ้นท่องเที่ยวหน้าฝน | TOPNEWS

    เพชรบูรณ์ เปิดงาน “อินทผลัมเพชรบูรณ์ แอนด์ บอลลูนเฟสติวัล 2569” ดันอินทผลัมพืชเศรษฐกิจ กระตุ้นท่องเที่ยวหน้าฝน | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่สนามหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “อินทผลัมเพชรบูรณ์ แอนด์ บอลลูนเฟสติวัล 2569” ภายใต้โครงการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน เกษตรกร และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    นายณรงค์ศักดิ์ หอมมาลัย รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย เพื่อเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมผลักดัน “อินทผลัมเพชรบูรณ์” ให้ก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่เกษตรกร และเป็นจุดขายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัด

    นายณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า ภายในงานได้รวบรวมอินทผลัมสดคุณภาพจากเกษตรกรผู้ปลูกในจังหวัดมาจำหน่ายโดยตรง พร้อมนำสินค้าแปรรูป สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์จากกลุ่ม Young Smart Farmer มาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมบอลลูนหลากสี การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรี และกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว เพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน และดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่และส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้านนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า งาน “อินทผลัมเพชรบูรณ์ แอนด์ บอลลูนเฟสติวัล 2569” เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรควบคู่กับการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างรายได้ให้ชุมชน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของจังหวัด พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ของเพชรบูรณ์ เลือกซื้อผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกร และร่วมกิจกรรมภายในงาน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 กรกฎาคม 2569 ณ สนามหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1645546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mt5Xh5yoCkrPtPv96Cob4

  • สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

    สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

    สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

    พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ เข้าร่วมในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

    ในโอกาสดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในหน้าที่ของการเป็นข้าราชการที่ดีรวมทั้งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1041629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KFJJIFIA2z91CaUCRXopC

  • ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    ทรัมป์เรียกร้องเฟดลดดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุดในโลก ขณะตลาดจับตาผลประชุมเฟด ท่ามกลางเงินเฟ้อยังสูงและความเสี่ยงจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยระบุว่าสหรัฐฯ ควรเป็นประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ

    ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One เมื่อวันจันทร์ (28 ก.ค.) ว่า หลายประเทศทั่วโลกมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสหรัฐฯ ดังนั้น Fed ควรลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน

    “อัตราดอกเบี้ยควรถูกปรับลด เรามีหลายประเทศที่จ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่าเรา และสหรัฐฯ ควรมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก”

    ทรัมป์ยังกล่าวถึง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed ว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถ แต่คณะกรรมการ Fed หลายคนมีแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยตลาดส่วนใหญ่ยังคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูง

    นักวิเคราะห์มองว่า Fed กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงมีอัตราว่างงานต่ำ แต่การจ้างงานใหม่เริ่มชะลอตัว ขณะที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

    หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานอาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้นและผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวอีกครั้ง แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย แรงกดดันด้านราคาก็อาจลดลงอย่างรวดเร็ว

    ตลาดการเงินประเมินว่า โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้มีเพียงประมาณ 1 ใน 3ทำให้ฉากทัศน์หลักยังคงเป็นการ “คงดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณเข้มงวด” (Hawkish Hold)

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นว่า หาก Fed ต้องการสร้างความเชื่อมั่นว่ามุ่งมั่นควบคุมเงินเฟ้อจริง อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องมานานกว่า 63 เดือน และแรงกดดันด้านราคายังไม่คลี่คลาย

    นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อสองเดือนก่อน วอร์ชย้ำหลายครั้งว่า การนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% เป็นภารกิจสำคัญที่สุดของ Fed พร้อมระบุว่าการปล่อยให้เงินเฟ้อสูงต่อเนื่องเปรียบเสมือน “ภาษีที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องแบกรับ” และจำเป็นต้องปรับแนวนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    อย่างไรก็ตาม หาก Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้เงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย ก็อาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจากทำเนียบขาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/746084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iqSuiQifCr5iEeyZHAcFp

  • สรุปราคาทองคำ 28 ก.ค.2569  ปิดตลาด -750 บาท ผันผวน 10 ครั้ง

    สรุปราคาทองคำ 28 ก.ค.2569 ปิดตลาด -750 บาท ผันผวน 10 ครั้ง

    วันนี้ (28 ก.ค.2569) “ฮั่วเซ่งเฮง” ราคาทองโลกมีการปรับตัวขึ้นในวานนี้ (27 ก.ค.) ขานรับตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านไม่มีรายงานการโจมตีติดต่อกันเป็นวันที่ 3ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 28-29 ก.ค. FedWatch Tool ของ CME Group นักลงทุนให้น้ำหนัก 62.1% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% แต่ให้น้ำหนัก 55.1% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ด้าน SPDR ถือครองทองเท่าเดิม

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามคืนนี้เวลา 21.00 น. สหรัฐฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือน ก.ค. และ ดัชนีภาคการผลิตสาขาริชมอนด์ เดือน ก.ค.วิเคราะห์ราคาทองโลกปรับตัวลงแรงในเช้านี้ ส่งผลให้ภาพทางเทคนิคระยะสั้นกลับมาเกิดสัญญาณขาย ระหว่างวันคาดมีแนวรับที่ 4,030 ดอลลาร์ และ 4,010 ดอลลาร์ ก่อนที่จะเริ่มมีแรงซื้อกลับ โดยมีแนวต้าน 4,070 ดอลลาร์ และ 4,110 ดอลลาร์

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 28 ก.ค.2569

    ครั้งที่ 10 ลบ 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,150บาท

    • ขายออก บาทละ 64,350 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 62,868.52 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,150 บาท

    ครั้งที่ 9 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,250 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,450 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 62,959.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,250 บาท

    ครั้งที่ 8 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,300 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,500 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 63,020.12บาท

    • ขายออก บาทละ 65,300 บาท

    ครั้งที่ 7 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,350 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,550 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 63,065.60 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,350 บาท

    ครั้งที่ 6 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,400 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,600 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 63,111.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,400 บาท

    ครั้งที่ 5 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,350 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,550 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 63,065.60 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,350 บาท

    ครั้งที่ 4 ลบ 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,250 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,450 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 62,959.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,250 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,350 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,550 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 63,065.60 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,350 บาท

    ครั้งที่ 2 ลบ 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,300 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,500 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 63,020.12 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,300 บาท

    ครั้งที่ 1 ลบ 500 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 64,400 บาท

    • ขายออก บาทละ 64,600 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 63,111.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 65,400 บาท

    อ่านข่าว:

    สรุปราคาทองคำ 27 ก.ค.2569 ปิดตลาด +250 บาท ผันผวน 15 ครั้ง

    “ทองคำ”วัดใจ 3 ปัจจัยระดับโลก“อิหร่าน-พันธบัตร-เฟด” ชี้ทิศทางราคารอบใหม่

    สรุปราคาทองคำ 24 ก.ค.2569 ปิดตลาด -750 บาท ผันผวน 18 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JP0Z66urqXZKBVbqkeepP

  • คลังปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแตะ 2.5% แรงหนุน ‘ลงทุนภาคเอกชน – พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้าน’

    คลังปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแตะ 2.5% แรงหนุน ‘ลงทุนภาคเอกชน – พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้าน’

    คลังปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแตะ 2.5% แรงหนุน 'ลงทุนภาคเอกชน - พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้าน'

    คลังปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแตะ 2.5% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 1.6% แรงหนุนจากการส่งออก การเร่งลงทุน การบริโภคเอกชน ผลการอัดฉีดเม็ดเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้าน

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง การเร่งลงทุนของภาคเอกชนที่เติบโตสูงและการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายเศรษฐกิจ

    กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0) ปรับขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อน ณ เดือนเมษายน 2569 ที่ร้อยละ 1.6 โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์นอกประเทศเป็นสำคัญ โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.5 ปรับขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ร้อยละ 6.2 โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลักที่ดีขึ้น

    โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 5 เดือนแรกเฉลี่ยที่ร้อยละ 10.9 โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 19.0 ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการเร่งการลงทุนภาคเอกชน ทำให้มีการนำเข้าสินค้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2

    วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศที่มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่า การบริโภคภาคเอกชนจะยังคงขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.7 เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของภาครัฐ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 9.0 โดยได้รับปัจจัยบวกจากการลงทุนในเครื่องจักร เครื่องมือที่ขยายตัวสูงต่อเนื่องและการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ตามมาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ได้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนรวมของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.87 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนถึงร้อยละ 68.3

    สำหรับภาคการคลังคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 1.5 และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวดีที่ร้อยละ 3.2 ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา จากเดิมที่คาดว่าอาจล่าช้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อต่อการช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect)

    คลังปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแตะ 2.5% แรงหนุน 'ลงทุนภาคเอกชน - พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้าน' คลังปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแตะ 2.5% แรงหนุน 'ลงทุนภาคเอกชน - พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้าน' คลังปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแตะ 2.5% แรงหนุน 'ลงทุนภาคเอกชน - พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้าน'  

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5 ถึง 2.5) โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 82.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 77.0 ถึง 87.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลเล็กน้อยที่ -0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ -0.1 ของ GDP โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากมีการขาดดุลในหมวดพลังงานที่สูง

    โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพและมุ่งมั่นขับเคลื่อนให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน โดยประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องผ่านการอนุมัติสิทธิประโยชน์ กลไกการเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการจับคู่ธุรกิจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยจุดเด่นที่ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้สูงมาจากความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นในภูมิภาคและจุดยืนของประเทศที่มีความเป็นกลางเชิงรุก (Active Neutrality) ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    ทั้งนี้ ยังควรติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความผันผวนสูงและอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง 2) ความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าใหม่หลังจากอัตราภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐฯ และ 3) สถานการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี
     

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378980883&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0edVmwCxG8m15bcZIIbTJc

  • ภาครัฐ ภาคเอกชนรวมพลังเครือข่ายจัดงานเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี

    ภาครัฐ ภาคเอกชนรวมพลังเครือข่ายจัดงานเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี

    เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network: TSCN) พร้อมด้วย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ไทยเบฟ) และภาคีเครือข่ายร่วมจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 และครบ 10 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พร้อมประกาศพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการตามที่ได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาประเทศผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันนำไปสู่การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างยั่งยืน

    งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางพลังแห่งความสามัคคีและความจงรักภักดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 600 คน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.), กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง , คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), สมาคมธนาคารไทย ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชน และเยาวชนจากหลากหลายวงการ อาทิ เยาวชนเจ้าบ้านสืบสานวัฒนธรรม, Win Win WAR Thailand, OTOP Junior และนักกีฬาเยาวชนจากหลากหลายชนิดกีฬา ซึ่งพร้อมใจกันร่วมส่งต่ออุดมการณ์แห่งการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” สู่เด็กและเยาวชนตามแนวทางการทรงงานด้านการพัฒนา
    อันเป็นการสืบสานจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงยั่งยืนของประเทศชาติ

    นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การจัดงานมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเผยแพร่โครงการเทิดพระเกียรติที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด มาเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการที่สร้างผลกระทบ
    เชิงบวกระดับพื้นที่ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ วันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับโครงการแต่ละหน่วยงานสู่ความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อสืบสานสิ่งที่มีคุณค่า รักษาทรัพยากรและภูมิปัญญา ต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    สำหรับการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชน ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการดำเนินงานของ บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด และต่อยอดสู่ “โครงการด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ”

    ตัวอย่างโครงการที่ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามรอยศาสตร์กษัตริย์ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของประเทศชาติอย่างยั่งยืน

    • โครงการ YouTH Thailand เป็นการรวมเครือข่ายพลังเยาวชนไทยที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติอย่างยั่งยืน และขยายโอกาสการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริงด้วยการปลดล็อคศักยภาพเยาวชนไทยสู่การเติบโตในระดับประเทศและระดับโลก และเป็นแพลตฟอรม์เครือข่ายพลังเยาวชนไทยและศูนย์กลางแห่งโอกาสและคลังข้อมูลเยาวชนคุณภาพ พร้อมเสริมสร้างความรู้และทักษะหลากมิติเพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยให้รู้เท่าทันโลก และพัฒนาทักษะด้วยการปฏิบัติจริงร่วมกับองค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศ
    • โครงการ “โชว์ภูมิ” ภายใต้ “โครงการด้วยจงรักและภักดี” เพื่อเฟ้นหาและสร้างนักพัฒนาชุมชนในระดับอำเภอทั่วประเทศให้เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานมุ่งเน้นหลักการพัฒนา “เยาวชน” เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชน
    • โครงการ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ และสืบสานความเป็นไทยอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเสริมทักษะความรู้เรื่องชุมชนและฝึกฝนให้เยาวชนมีความพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดี และเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชน โดยเฉพาะในงาน “Water Festival เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” และ “River Festival สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย”
    • โครงการ “สารพัดสรรพศิลป์” ดำเนินงานในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเปิดโอกาสและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยการนำงานศิลปะและการออกแบบเชิงสร้างสรรค์มาประยุกต์พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชนสู่สินค้าระดับพรีเมียมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด อันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
    • โครงการ Win Win WAR Thailand และ Win Win WAR OTOP Junior เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจแบ่งปันที่ใช้กลไกธุรกิจในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นมากกว่า รายการทีวีหรือเวทีแข่งขันธุรกิจ แต่เป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนระบบนิเวศผู้ประกอบการเพื่อสังคมในประเทศไทย
    • โครงการ “ผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย” ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2559 มุ่งยกระดับผ้าขาวม้าทอมือไทยผ่าน 4 มิติ ทั้งการสร้างนวัตกรรม การแปรรูป การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชน โดยสามารถสร้างรายได้ส่งตรงถึงชุมชนรวมกว่า 311 ล้านบาท ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 1,561 ครัวเรือน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ “ทายาทผ้าขาวม้า” พัฒนายกระดับสู่ผู้ประกอบการได้ถึง 15 ราย และต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน
    • งาน Sustainability Expo มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จัดขึ้นครั้งแรก ในปี 2563 เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มทุกวัยได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และจัดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 7 ภายใต้แนวคิดหลัก “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) โดยน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการจัดงาน ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

    ตัวอย่างโครงการดังกล่าวนับเป็นผลสำเร็จของการน้อมนำพระราชปณิธานตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับพื้นที่ (Social Impact) พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญในระดับประเทศ และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทศวรรษต่อไป

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “รู้สึกชื่นชมทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชน และน้อง ๆ เยาวชนที่ตระหนักถึงความสำคัญและมาร่วมกันในวันนี้ โดยมีภาครัฐผลักดันในเชิงนโยบายให้ภาคเอกชนตระหนักถึงความสำคัญและขับเคลื่อนตามแนวทางของมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม (มอก.9999) ที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งองค์กรในห่วงโซ่อุปทานมีความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีแนวคิดเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยที่องค์กรสามารถกำหนดวิธีการปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์ และการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ด้วยการผลักดันให้นำ มอก.9999 มาประยุกต์ใช้โดยบูรณาการแนวทางดำเนินการให้สอดคล้องเข้ากับรูปแบบของการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ให้ทุกภาคส่วนน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงานไปเป็นแนวทางทั้งด้านการขับเคลื่อนการดำเนินงานทางธุรกิจ และการดำเนินชีวิตประจำวัน พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ และสามารถเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างสมดุล พอเพียง ยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการจัดทำ มอก.9999 ในปี 2556 ถึงปีปัจจุบัน ต่อยอดสู่ Version 2 ภายในปีนี้ เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมตระหนักถึงความสำคัญของการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาและต่อยอดเสริมสร้างความเข็มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน”

    นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “รู้สึกดีใจได้เห็นเด็ก ๆ เยาวชนรุ่นใหม่มาร่วมเป็นส่วนสำคัญที่จะเติบโตเป็นอนาคตของประเทศชาติเพื่อสร้างชุมชนที่เข็มแข็งและยั่งยืน และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นทุกภาคส่วนได้มาร่วมพลังเป็นหนึ่งเดียวกันในวันนี้เพื่อน้อมนำแนวทางพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาต่อยอดและบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน โดยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้มีการผสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยการดึงศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมชนมาเป็นพลังขับเคลื่อนหลักพร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่าน “เครือข่ายรู้รักสามัคคี” ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ช่วยต่อยอดทุนทางภูมิปัญญาและนวัตกรรมท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างงาน
    สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน พลังแห่งความร่วมมือนี้ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้พร้อมรองรับคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่กลับมาสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อผลักดันให้ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ที่อุทิศทั้งแรงกาย แรงใจ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการขยายตลาดใหม่ ๆ ให้กับชุมชน อันเป็นพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง และสร้างเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน บนรากฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

    การจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการน้อมนำพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนและประชาชนคนไทยทุกคนร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อร่วมสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติภายใต้ร่มพระบารมีสืบไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1039991/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw150bFCqSNDcnGmddeielEP

  • USTR ชี้ภาษีใหม่ ม.301 ยุคทรัมป์ 10-12.5% ไร้ผลกระทบใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก

    USTR ชี้ภาษีใหม่ ม.301 ยุคทรัมป์ 10-12.5% ไร้ผลกระทบใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก

    ภาพ: USTR

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ว่า นายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เปิดเผยว่า มาตรการภาษีชุดใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้า 60 แห่ง จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าบังคับใช้มาตรการห้ามใช้แรงงานบังคับอย่างไม่เข้มงวด มีแนวโน้มจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแตกต่างจากที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

    นายกรีเออร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Special Report with Bret Baier” ของสถานี Fox News Channel ว่า อัตราภาษี 10% หรือ 12.5% ใกล้เคียงกับมาตรการภาษีศุลกากรที่มีการใช้ในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ภาษีภายใต้มาตรา 301 ชุดใหม่บังคับใช้กับประเทศจำนวนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับมาตรการภาษีชั่วคราวอัตรา 10% ซึ่งสิ้นสุดลงแล้ว และเคยบังคับใช้เป็นการทั่วไป

    อย่างไรก็ตาม สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับจะยังครอบคลุมสินค้านำเข้าสู่สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 99.4%

    “ผมไม่คิดว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบใด ๆ” นายกรีเออร์กล่าว เมื่อถูกถามว่าภาษีดังกล่าวจะส่งผลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในสัปดาห์นี้หรือไม่

    นายกรีเออร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สหรัฐฯ มีมาตรการภาษีที่บังคับใช้กับกลุ่มประเทศที่เล็กลง และไม่ได้ครอบคลุมทั่วโลก ขณะที่อัตราภาษีจำนวนมากใกล้เคียงกับที่เคยใช้ ดังนั้นจึงไม่ควรส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจแตกต่างจากที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว

    นอกจากนี้ USTR ยังคงเดินหน้าการสอบสวนด้านภาษีอีกกรณีหนึ่ง ภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 โดยมุ่งเป้าไปที่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของภาคอุตสาหกรรมในประเทศคู่ค้าสำคัญ 16 แห่ง ซึ่งรวมถึงจีน เวียดนาม เม็กซิโก และสหภาพยุโรป

    นายกรีเออร์ กล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ หวังว่าจะดำเนินการสอบสวนดังกล่าวให้แล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ และจะจัดทำข้อเสนอออกมา พร้อมระบุว่า กระบวนการดังกล่าวอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม

    นายกรีเออร์ ยังปกป้องการใช้มาตรา 301 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะรายประเทศ สำหรับการเรียกเก็บภาษีในวงกว้าง โดยระบุว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงบทบัญญัติดังกล่าวในคำวินิจฉัยที่ให้เพิกถอนมาตรการภาษีในวงกว้างของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเรียกเก็บภายใต้กฎหมายว่าด้วยภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ

    ทั้งนี้ ในสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ มีการนำมาตรา 301 มาใช้เรียกเก็บภาษีในอัตราสูงต่อสินค้าจีน และมาตรการดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แม้จะถูกท้าทายในชั้นศาลหลายครั้ง

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การสอบสวนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งสหรัฐฯ ดำเนินการกับประเทศคู่ค้าสำคัญ 16 แห่งนั้น ครอบคลุมประเทศไทยด้วย

    โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าไทยใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ เนื่องจากภาครัฐให้การอุดหนุนการลงทุนของภาคเอกชนจนมีการลงทุนเกินความต้องการ

    ทั้งนี้ ทีมไทยแลนด์ นำโดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงต่อสหรัฐฯ ว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของทั้ง 3 อุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 75–95% และรัฐบาลไม่ได้ให้การอุดหนุนการลงทุนของภาคเอกชนเป็นจำนวนมากตามที่สหรัฐฯ กล่าวหา

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    ไทยโดน 12.5%! สหรัฐเคาะภาษี ม.301 ครอบคลุม 60 เขตเศรษฐกิจ ปมแรงงานบังคับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/850006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ex1OaOT4Bj9j_uOVJbJ3Y

  • ‘ร้านสังฆภัณฑ์’ โอดเข้าพรรษายอดขายตก เซ่นพิษเศรษฐกิจ แถมเจอข่าว ‘ผ้าไตรยัดไส้’ | เดลินิวส์

    ‘ร้านสังฆภัณฑ์’ โอดเข้าพรรษายอดขายตก เซ่นพิษเศรษฐกิจ แถมเจอข่าว ‘ผ้าไตรยัดไส้’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจร้านจำหน่ายสังฆภัณฑ์และอุปกรณ์งานพิธีบวชครบวงจร “ร้านเจ๊หม่อง” บริเวณหน้าตลาดเกษตร หรือตลาดท่ารถ บขส. อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี หลังพบว่าบรรยากาศการซื้อขายในช่วงเข้าพรรษาปีนี้เงียบเหงากว่าทุกปี นายธนกฤติ กีรติธนาสิน อายุ 46 ปี เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ปีนี้ยอดขายลดลงอย่างน่าใจหาย เปิดร้านมาตั้งแต่ช่วงเช้า แต่สามารถขายชุดสังฆทานได้เพียง 1 ชุดเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปี จนต้องทำใจและไม่คาดหวังกำไรในปีนี้

    โดย นายธนกฤติ ระบุว่า สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ค่าครองชีพและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ประชาชนต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง แม้จะตั้งใจทำบุญก็ต้องเลือกใช้จ่ายตามกำลังทรัพย์ นอกจากนี้ โรงเรียนหลายแห่งที่เคยพานักเรียนมาซื้อเทียนพรรษาและเครื่องสังฆภัณฑ์ เพื่อนำไปถวายวัดในช่วงเข้าพรรษา ปีนี้เปลี่ยนมาใช้วิธีนำเทียนเก่าจากวัดมาหล่อใหม่ เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณ ส่งผลให้ยอดขายเทียนพรรษาลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ลูกค้าประจำก็หายไป เพราะต้องเก็บเงินไว้ใช้จ่ายให้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือน

    อย่างไรก็ตาม ปีนี้ร้านยังคงจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม ไม่มีการปรับขึ้นราคา และที่ผ่านมาได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุทัยธานีเรียบร้อยแล้ว โดยสินค้าทุกชุดมีการระบุรายการสิ่งของที่บรรจุอยู่ภายในอย่างชัดเจน รวมถึงยารักษาโรคที่จัดถวายพระก็มีวันหมดอายุระบุไว้ครบถ้วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

    เจ้าของร้านยังกล่าวอีกว่า ข่าวกรณีอุปสมบทหมู่ที่วัดหนองกระดี่เก่า ตำบลหนองยายดา อำเภอทัพทัน ซึ่งพบปัญหาผ้าไตรจีวรยัดไส้ ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนทันที แม้ว่าร้านของตนจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และเปิดกิจการมานานเกือบ 30 ปี โดยยึดหลักความซื่อสัตย์และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาโดยตลอด แต่ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ พร้อมเชื่อว่าร้านสังฆภัณฑ์รายอื่นก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

    ฝากถึงผู้ประกอบการที่กระทำในลักษณะดังกล่าวว่า ไม่ควรทำเพื่อหวังกำไร เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังทำให้ร้านค้าที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตได้รับผลกระทบไปด้วย พร้อมฝากถึงภาครัฐให้เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมาก คงต้องนำเงินทุนที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ประคองกิจการ โดยแทบไม่เหลือความหวังเรื่องกำไร อีกทั้งขณะนี้ร้านก็ยังชะลอการสั่งสินค้าลอตใหม่ เนื่องจากสินค้าที่มีอยู่เดิมยังจำหน่ายได้ไม่หมด จากกำลังซื้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6062840/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lSh4_aBKeXHZ7KFqASlYP

  • ‘วราวุธ’ กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่าภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

    ‘วราวุธ’ กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่าภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

    ‘วราวุธ’ กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่าภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัย ชูอุตสาหกรรมชีวภาพ สินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม แลดผลักดัน AI สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตเทคโนโลยีโลก

    28 ก.ค. 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย (Industry Transformation) สู่ความยั่งยืน” ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่า 65% ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่

    ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ทั้งดาต้า เซนเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

    “ผมมีข้อเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ 1.รู้เขา รู้เรา เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน 2.พี่ช่วยน้อง ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ 3.คน ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล”นายวราวุธ กล่าว

    พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 ยูเซอร์ พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

    ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

    นายวราวุธ กล่าวว่า หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

    “เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน“ นายวราวุธ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1040340/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25UX8prvyWfsk1hiAJBrHQ