Category: เศรษฐกิจ

  • ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

    ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

    3 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.22 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 23.25 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และสิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาล ในการบรรเทาผลกระทบแทน วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น “บททดสอบ” ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ “ระยะห่างของความคาดหวัง” ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนต่อไป

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MqnMi_kaRLOsMDb3McAhs

  • ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    จีนเดินหน้าผสาน “อัปเกรดอุตสาหกรรม” ควบคู่ “กระตุ้นการบริโภค” ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) เพื่อสร้างสมดุลใหม่ระหว่างอุปสงค์และอุปทาน หนุนเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ท่ามกลางฐานผู้บริโภคกว่า 1.4 พันล้านคน

    พร้อมใช้นโยบายลงทุน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นแรงขับเคลื่อนการจ้างงาน รายได้ และการใช้จ่าย ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนอัดฉีดงบผ่านพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวรวมกว่า 3.5 แสนล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการลงทุนเอกชนและโครงการเทรดอินสินค้าอุปโภคบริโภค

    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ให้ความสำคัญกับการสร้าง “ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก” ระหว่างการบริโภค การลงทุน อุปสงค์ และอุปทาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยรัฐบาลจีนมองว่าการขยายอุปสงค์ภายในประเทศและการยกระดับภาคการผลิตต้องดำเนินไปพร้อมกันจีนในฐานะตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก ที่มีชนชั้นกลางมากกว่า 400 ล้านคน กำลังเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตระดับไฮเอนด์ เพื่อสร้างรากฐานรายได้และกำลังซื้อให้ครัวเรือนในระยะยาว

    ข้อมูลระบุว่า ในช่วงปี 2021-2025 ภาคการผลิตของจีนมีแนวโน้มครองสัดส่วนมากกว่า 30% ของการเติบโตด้านการผลิตทั่วโลก พร้อมรักษาสถานะ “ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ขณะที่ระบบอุตสาหกรรมของจีนยังรองรับการจ้างงานหลายร้อยล้านตำแหน่ง ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญของการเติบโตด้านรายได้และการบริโภคภายในประเทศ

    หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือโครงการก่อสร้างโรงงานกระดาษและเยื่อกระดาษของบริษัท กุ้ยก่าง ลีแอนด์แมน เปเปอร์ แมนูแฟกเจอริง จำกัด ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มูลค่า 27,500 ล้านหยวน ซึ่งจะผลิตกระดาษทิชชูระดับไฮเอนด์และวัสดุย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ต่อปีราว 10,000 ล้านหยวน และจ้างงานมากกว่า 3,000 อัตรา หลังเฟสแรกแล้วเสร็จในปี 2027

    ขณะเดียวกัน การพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมยังช่วยลดต้นทุนผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่จีนครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าทั่วโลกถึง 68.4% จากการพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในประเทศและการผลิตในระดับขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าปรับลดลง และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางสีเขียว

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จีนยังเร่งลงทุนเครือข่าย 5G อินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม และระบบประมวลผลระดับชาติ ซึ่งช่วยขยายรูปแบบการบริโภคใหม่ๆ ตั้งแต่การไลฟ์ขายสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล การจัดส่งอาหารด้วยโดรน ไปจนถึงบริการ AI สำหรับเรียกรถ สั่งอาหาร และจองคิวโรงพยาบาล

    ฝั่งภาคการบริโภคเองก็กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรม โดยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตจีนเร่งพัฒนาสินค้าใหม่และเพิ่มคุณภาพการผลิต

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    บริษัท เจ้อเจียง เฟยหม่า เอาดอร์ โปรดักส์ จำกัด ในมณฑลเจ้อเจียง ระบุว่า ความต้องการสินค้าพักผ่อนกลางแจ้งในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายภายในประเทศคิดเป็น 65% ของรายได้ทั้งหมด และคาดว่ายอดขายช่วงฤดูร้อนจะเติบโตอีก 3-5 เท่า ขณะที่งาน Zhongguancun Forum 2026 ในกรุงปักกิ่ง สะท้อนกระแสความนิยมสินค้าอัจฉริยะในจีน ทั้งแว่นตา AI หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ และอุปกรณ์สมาร์ตโฮม ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก

    ข้อมูลยอดค้าปลีกออนไลน์ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2025 ยังพบว่า ยอดขายอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่น แว่นตา AI และสมาร์ตวอตช์ เติบโต 23.1% เมื่อเทียบรายปี สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่าง “ตลาดขนาดใหญ่” และ “การอัปเกรดอุตสาหกรรม” ของจีนอย่างชัดเจน

    รายงานการทำงานของรัฐบาลจีนปี 2026 ยังระบุให้ “การขยายอุปสงค์ภายในประเทศ” เป็นภารกิจหลัก พร้อมจัดสรรพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวพิเศษ 250,000 ล้านหยวน สำหรับโครงการเทรดอินสินค้าอุปโภคบริโภค และอีก 100,000 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายของผู้บริโภค

    นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคแห่งชาติจีน มองว่า มาตรการดังกล่าวไม่เพียงกระตุ้นตลาดผู้บริโภคโดยตรง แต่ยังสร้างโอกาสเติบโตให้กับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่โมเดลการเติบโตคุณภาพสูง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสมดุล ผ่านการผสาน “ผลิตในจีน” เข้ากับ “บริโภคในจีน” โดยใช้ทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เงินอุดหนุนสินค้าอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสนับสนุนงานวิจัย เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    แนวทางดังกล่าวกำลังสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นต่อความผันผวนจากภายนอก พร้อมเปิดพื้นที่การลงทุนใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลก ผ่านทั้งตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/658140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03pC94jcaPc0s-o2aEcVGl

  • “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

    “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

    “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน


    2/05/2569 | 282 |

    วันนี้ (2 พฤษภาคม 2569)  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ซึ่งดำเนินการผ่านที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรก โดยมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 283,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)

    ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.45 น. พบว่า มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,491 ร้าน และมีสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมทั้งสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs

    ในด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า โครงการสามารถสร้าง เม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และที่สำคัญสามารถช่วย ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วกว่า 7,429,275 บาท สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

    สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    1. สุรินทร์ 1,192,891 บาท

    2. นครราชสีมา 1,167,683 บาท

    3. เชียงใหม่ 1,057,660 บาท

    4. ขอนแก่น 1,056,944 บาท

    5. ยะลา 836,991 บาท
     

    ขณะที่อำเภอที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่

    อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท

    อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 277,000 บาท

    อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 269,870 บาท

    ในส่วนของประเภทสินค้า พบว่าสินค้าจำเป็นยังคงเป็นที่ต้องการสูง โดยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว ขณะที่สินค้า OTOP และสินค้า SMEs ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าด้วยกันในระบบเดียว

    “นี่ไม่ใช่แค่การขายของราคาถูก แต่คือการทำให้เงินหมุนในชุมชน ผู้ประกอบการมีรายได้ และประชาชนได้ของจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้จริง”

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะยาว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163645


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/499774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Jz2zOCbs39nC6pEUmUXW

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 60 สตางค์

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 62.10 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 62.10 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.80 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658086&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o78mrBrOPSNlX69d4II7v

  • เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    โรงเรียนนานาชาติยังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ไหม? 

    หลังปีที่ผ่านมาถูกจับตาว่าเป็นธุรกิจดาวรุ่ง จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขยายตัวสวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ส่วนโรงเรียนเอกชนทยอยปิดต่อต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ใครต่างก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี 

    สำหรับแนวโน้มตลาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไว้ว่า 2568 มูลค่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติขยายตัวแตะระดับ 95,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกว่า 85,000 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่จำนวนโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 257 แห่ง สะท้อนดีมานด์การศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลักการเติบโตคือผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ ยอมลงทุนเพื่อการศึกษา

    แรงงานต่างชาติทักษะสูงยังเพิ่มขึ้น

    ข้อมูลจาก LH BANK พบว่าในด้านดีมานด์ กลุ่มเป้าหมายหลักมาจากทั้งคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง และชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย โดยคาดว่าในปี 2569 จำนวนคนไทยที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 162,000 คน เติบโตเฉลี่ย 11.7% ต่อปี ส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ 

    ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานต่างชาติทักษะสูง เช่น ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในภาคการเงิน เทคโนโลยี และบริการ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ระบุว่า คนต่างด้าวมาตรา 62 ซึ่งจัดเป็นกลุ่มแรงงานทักษะสูง มีรายได้และสวัสดิการดี โดยในช่วงปี 2563-2567 เติบโตเฉลี่ยราว 9.3% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตเฉลี่ย 13.4% ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ จึงเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาด

    นานาชาติโตสวนทางอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมโครงสร้างประชากรไทยกำลังเป็นแรงกดดันในระยะยาว  เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่และประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2563-2567 อัตราการเกิดลดลงเฉลี่ยประมาณ 4.5% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ลดลง 2.7% ส่งผลให้ฐานนักเรียนในอนาคตมีขนาดเล็กลง และทำให้การแข่งขันระหว่างโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนเอกชนทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่การดึงดูดนักเรียนและการใช้ทรัพยากรที่นั่งให้คุ้มค่า

    สถิติ 5 ปี เอกชนทยอยปิด นานาชาติขยายตัว 

    ส่วนภาพรวมการศึกษาเอกชนไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนข้อมูล สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ชี้ว่า ระหว่างปี 2562- 2567 “โรงเรียนเอกชน” โดยรวมมีจำนวนลดลงจากกว่า 4,100 แห่ง ในปี 2562 เหลือ 3,946 แห่งในปี 2567 หรือลดลงประมาณ 4.8% โดยเฉพาะโรงเรียนสามัญศึกษาที่หายไปมากที่สุด นั่นหมายความว่าโรงเรียนเอกชนแทบจะทยอยปิดตัวทุกปี 

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนนานาชาติ” กลับโตสวนทางอย่างชัดเจน เพิ่มจาก 207 แห่ง ปี 2562 เป็น 249 แห่ง ปี 2567 หรือขยายตัวกว่า 20% และข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรที่ระบุว่าปี 2568 เพิ่มเป็น 257 แห่ง

    ในฝั่ง “จำนวนนักเรียน” นักเรียนเอกชนทั้งระบบลดลง จากประมาณ 2.24 ล้านคน ปี 2562 เหลือราว 2.03 ล้านคน ปี 2567 หรือลดลงกว่า 9% 

    ขณะที่นักเรียนนานาชาติ เคยมีนักเรียนสูงถึง 87,343 คน เมื่อช่วงปี 2562 แต่กลับลดฮวบเมื่อช่วงโควิดปี 2563 เหลือประมาณสองหมื่นกว่าคน และค่อยๆ ฟื้นตัวจนเป็น 77,734 คน ในปี 2567

    พูดง่าย ๆ คือ ภาพรวมอาจดูซบลง แต่ “ตลาดบน” อย่างโรงเรียนนานาชาติ กลับยังโตต่อเนื่อง และยิ่งชัดว่าเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่กำลังขยายตัวในระบบการศึกษาไทย

    ฟังมุมมจากโรงเรียนนานาชาติ มั่นใจยังโตได้

    มุมมองจาก ดร.เย่า ล่าง จาง (Dr.ChangYao-Lang) ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส (Wells International School) กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ทิศทางของโรงเรียนนานาชาติยังคงเติบโตดี โดยเฉพาะไทยที่มีจำนวนเกือบ 300 แห่ง ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตามต้องเผชิญกับความท้าทาย จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งต้องปิดตัวลง 

    ซึ่งปีที่ผ่านมามีโรงเรียนที่ปิดตัวไปเกือบ 10% โรงเรียนที่คาดว่าจะอยู่รอดได้คือโรงเรียนที่เปิดมานานเกิน 10 ปี ส่วนโรงเรียนเปิดใหม่อาจต้องระวัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้แต่ละแห่งต้องพยายามอัพเกรดมาตรฐานให้ดีขึ้น 

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    สำหรับโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส ยังคงลงทุนต่อเนื่อง พร้อมเตรียมตัวเข้า IPO ในช่วงกลางปี 2569 นี้ หรืออย่างช้าสุดคือปีหน้า เพื่อพัฒนาทั้งการศึกษาและบุคลากรใน 4 วิทยาเขต ล่าสุดได้ทุ่มงบกว่า 15 ล้านบาท ที่วิทยาเขตชลบุรี (เปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2565 และเปิดระดับมัธยมปลายในปี พ.ศ. 2567) รวมถึงแผนขยายแคมปัสไปยังจังหวัดใหญ่ๆ ที่มองไว้ คือ เชียงใหม่ และ ภูเก็ต 

    “ทั้งสองจังหวัดเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่เยอะ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนนานาชาติที่ไม่ได้มีแค่เด็กไทย แต่ต้องมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติประมาณ 50% ซึ่งในภูเก็ตมีชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ระยะยาว (Long-term) เป็นจำนวนมาก”

    ดร.เย่า ล่าง จาง ยังเผยว่า แนวทางการขยายสาขาอาจเป็นการ “ควบรวมกิจการ” กับโรงเรียนที่มีอยู่แล้วในทำเลที่ดี ซึ่งหากมีทำเลที่เหมาะสม  ก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมดำเนินงานหรือควบรวมกิจการ ซึ่งในปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการและตัวบุคคลกรระดับผู้นำเพื่อรองรับการขยายตัวนี้

    “มองว่าทิศทางของตลาดโรงเรียนนานาชาติ ยังมีแววเติบโต แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง เชื่อว่ายังไปต่อได้”

    ขณะที่ เครือ EtonHouse สิงคโปร์ ล่าสุดพึ่งเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ (Middleton International School Bangkok: MISB) แคมปัสใหม่ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม.

    Ng Yi-Xian ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EtonHouse International Education Group ระบุว่า ยังคงมั่นใจกับศักยภาพของตลาดในประเทศไทย แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เชื่อว่าพ่อแม่จะมีการลงทุนกับการศึกษาสำหรับบุตรหลานมากขึ้น

    ส่วนการตัดสินใจตั้งโรงเรียนในย่านปิ่นเกล้า เนื่องจากมองทำเลดังกล่าวเป็นย่านที่อยู่อาศัยของครอบครัว มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว และเอื้อต่อการสร้างชุมชนการเรียนรู้ เชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ของกลุ่มที่มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นสำหรับการเข้ามาแข่งขันในไทย

    จับตากลุ่มทุนเริ่มจับมือกัน หรือควบรวม มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม LH BANK มองว่า หลังจากนี้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติจะไม่ได้เร่งเปิดสาขาแบบหว่านเหมือนที่ผ่านมา แต่จะ “เลือกเปิด” มากขึ้น เน้นทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการชัดเจน เช่น ย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ พื้นที่ EEC รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาสูง

    พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่เน้นขยายจำนวนโรงเรียน ตอนนี้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาเน้น “คุณภาพและความคุ้มค่า” ของการลงทุนมากขึ้น และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เริ่มมีโรงเรียนเยอะเกินไปหรือความต้องการเริ่มชะลอ

    อีกด้านหนึ่ง ด้วยจำนวนเด็กที่ลดลงและการแข่งขันที่แรงขึ้น มีแนวโน้มว่าจะได้เห็นการ “จับมือกันมากขึ้น” ทั้งการควบรวมกิจการหรือร่วมทุน ระหว่างผู้ประกอบการ โรงเรียน และนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ ดร.เย่า ล่าง จาง ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส บอกกับโพสต์ทูเดย์ ถึงแผนขยายแคมปัสที่กล่าวไปเบื้องต้น 

    ขณะเดียวกัน โรงเรียนนานาชาติยังเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech เข้ามาใช้มากขึ้น รวมถึงการเรียนแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่จำเป็นต้องขยายโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นเหมือนในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JjPW-RQ_vuxIcbrkMQlYo

  • รัฐบาลมั่นใจไทยขยับขึ้น Tier 1 หลังแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตรงเป้า สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-ลงทุน

    รัฐบาลมั่นใจไทยขยับขึ้น Tier 1 หลังแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตรงเป้า สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-ลงทุน

    โฆษกรัฐบาลเผย รัขฐบาลเดินหน้ายายความร่วมมือไทย–สหรัฐ กวาดล้าง “คอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์” ดันไทยสู่ Tier 1 ป้องกันค้ามนุษย์ สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจส่งผลดีต่อการลงทุน

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ให้การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีผลงานใหญ่ คือการดำเนินคดียึดและอายัดทรัพย์สิน นาย เบน สมิธ – ยิม เลียก กับพวก รวมมูลค่า สองหมื่นกว่าล้านบาท และมีการขยายผลเพิ่มเติมไปยังกลุ่มอื่น ครอบคลุมการกระทำผิดที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน

    อีกทั้งยังมีการการทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบผู้ถูกบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลายสัญชาติ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับใช้แรงงานในลักษณะ Romance Scam และการหลอกลวงให้ลงทุน

    โดย นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำทุกภาคส่วน “ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้โดยเด็ดขาด“

    ล่าสุด มีการหารือร่วมกันระหว่างไทย-สหรัฐ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 21-25 เม.ย.ที่ผ่านมา หน่วยงานไทย นำโดย พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนิละบุตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน จะร่วมกับหน่วยงานสหรัฐในการยกระดับความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์  โดยจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางการทำงานเชิงลึก อนึ่ง ในปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

    โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติการอย่างจริงจัง เชื่อว่าประเทศไทยสามารถตั้งเป้ายกระดับสถานะจากการประเมินการค้ามนุษย์ที่อยู่ Tier 2 ต่อเนื่องมาสี่ปี สู่ Tier 1 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดตัวระบบ “SHIELD” ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    มากไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้รับคำชมจากสหรัฐ เรื่องการจัดตั้ง Warroom IAC ซึ่งสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นำไปสู่การอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนสู่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก

    “ผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งการขยายความร่วมมือกับนานาชาติ การยกระดับระบบสืบสวน และการเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาลกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h6pcyMvqJ7NbWwPX3royy

  • น้ำมันดิบ 02/05/69 แนวโน้มราคาก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    น้ำมันดิบ 02/05/69 แนวโน้มราคาก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15FrK4I18ki4U4FK0CBKZR

  • เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

    เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

    เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวบรวมของดีรสชาติเด็ดแห่ง 3 จังหวัดภาคตะวันออก ถ่ายทอดวัตถุดิบอาหารจากท้องถิ่น สู่รันเวย์แฟชั่นสุดทันสมัย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลิ้มลอง ต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้

    กลับมาอีกครั้งสำหรับ “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 โดยการรวมตัวของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (EEC) ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ภายใต้การจัดงานโดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 ณ ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี 

    การจัดงานครั้งนี้ นำเสนอแนวคิดสุดพิเศษ ภายใต้ธีม “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion” หรือ “จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” สะท้อนการนำ “ของดีท้องถิ่น” จาก 3 จังหวัด EEC มาต่อยอดสู่ประสบการณ์สร้างสรรค์ที่ผสานอาหาร ศิลปะ แฟชั่น และความบันเทิง เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาทั้ง “คอนเทนต์” และ “ความอร่อย” ไปพร้อมกัน

    โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2569 โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการรวบรวม “รสชาติแห่งภาคตะวันออก” มาไว้ในที่เดียวอย่างครบถ้วน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ พร้อมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุข ความคึกคัก และเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ผลิตสินค้า OTOP และผู้ประกอบการท้องถิ่น ได้แสดงศักยภาพ สร้างรายได้ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 

    ไฮไลท์สำคัญในพิธีเปิดคือ กระทะยักษ์สุดอลังการ ที่รวบรวมวัตถุดิบขึ้นชื่อจาก 3 จังหวัด EEC  เป็นสัญลักษณ์แห่งการผนึกกำลังของชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมรสชาติแห่งความเป็น “ภาคตะวันออก” ผ่านเมนูข้าวผัด EEC ควบคู่ไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์แห่งรสชาติ ผ่านการแสดงบนเวทีที่ผสานดนตรี การเคลื่อนไหว และเรื่องราวของอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ 

    ภายในงานรวบรวมร้านอาหารและสินค้าท้องถิ่นกว่า 120 ร้านค้าจาก 3 จังหวัด คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมบรรยากาศริมทะเลสุด Chill ในรูปแบบ Night Festival ที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา มางานเดียว ชิมครบ กลับบ้านพร้อมของฝากจาก 3 จังหวัด

    ชลบุรี — อาหารทะเลและตำนานรสชาติแห่งอ่าวไทย 

    นำโดย ร้านสมชายไข่หมึก ร้านดังขึ้นชื่อเรื่อง ไข่หมึกทอด กรอบนอก นุ่มใน กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอตั้งแต่ได้กลิ่น ชุมชนตะเคียนเตี้ย ส่งมอบ แกงไก่กะลา อาหารพื้นบ้านสูตรดั้งเดิมที่หาชิมได้ยากยิ่ง สะท้อนภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดมานานกว่าร้อยปี และ ทะเลถังบางแสน ที่มาพร้อมเมนูหลากหลาย ทั้ง ทะเลถัง มาม่าไข่กุ้ง และ คอร์นชีส เมนูโปรดที่กินแล้วอยากกินอีก

    ระยอง — รสเด็ดจากเมืองผลไม้

    ระยองมาพร้อมความหลากหลายที่ถูกใจทั้งคนรักความเผ็ดและคนรักความหอม เตี๋ยวต้มยำ โต้ตอมตั้น ขวัญใจนักชิมมาพร้อม เตี๋ยวต้มยำ สูตรต้นตำรับและ น้ำซอสเตี๋ยวต้มยำ ขวดพิเศษที่ซื้อกลับบ้านเป็นของฝากได้เลย โชคหมูอบโอ่ง นำเสนอ หางหมูอบโอ่ง และ สามชั้นอบโอ่ง กรอบนอกนุ่มในด้วยภูมิปัญญาการอบด้วยโอ่งดินที่สืบทอดมายาวนาน และปิดท้ายด้วยความสดชื่นจาก COCO LOVE กับเมนูเด็ด น้ำมะพร้าวปั่นใส่เม็ดสาคูต้นแท้ รสชาติหวานมันหอมกลิ่นมะพร้าวสดจากต้นเองโดยแท้

    ฉะเชิงเทรา — ของดีเมืองแปดริ้ว

    ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ริมสองฝั่งแม่น้ำบางปะกง ส่งตรงความสดใหม่มาให้ชิมกันถึงในงาน นำโดย บ้านสวนเมล่อน บ้านโพธิ์ ที่มาพร้อม Garno Sparkling Wine เครื่องดื่มผลไม้อัดลมสูตรพิเศษที่กลิ่นหอมละมุนเป็นเอกลักษณ์ ฟาร์มสุขสำราญ นำ มะม่วงสดและน้ำมะม่วงปั่น จากสวนโดยตรง หวานฉ่ำถึงใจฉบับชาวสวนแท้ๆ และ mAke On Farm ที่การันตีความสดด้วย กุ้งก้ามกราม ตัวโตสดจากฟาร์ม เนื้อแน่น รสหวานธรรมชาติ

    และไฮไลท์สุดพิเศษ คือ การประกวด EEC Food Runway Contest ครั้งแรกในประวัติศาสตร์เทศกาลสีสันตะวันออก ที่นำ “อาหาร” ขึ้นชื่อของแต่ละพื้นที่มาตีความใหม่เป็น “ชุดแฟชั่นที่สวมใส่ได้จริง” บนรันเวย์สายยาวริมทะเล ผู้เข้าแข่งขันจะต้องออกแบบและสร้างสรรค์ชุดที่สื่อถึงอาหาร หรือวัตถุดิบท้องถิ่นจากกลุ่มจังหวัด EEC โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านแฟชั่นและอาหารร่วมตัดสิน ซึ่งจัดประกวดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม บนเวทีกลาง ริมชายหาดพัทยากลาง 

    นอกจากนี้ ยังจะได้เต็มอิ่มกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ท่ามกลางสายลมทะเลและแสงไฟริมหาด ได้แก่ YOURMOOD (1 พ.ค. — คืนพิธีเปิด), HERS (2 พ.ค.), ก้านตอง ทุ่งเงิน (3 พ.ค.) และ ปลานิลเต็มบ้าน (4 พ.ค.) และอีกหนึ่งในไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือโซนกิจกรรมสาธิตงานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือทำด้วยตัวเองและนำผลงานกลับบ้านได้เลย 

    ได้แก่ การทำ ขนมควยลิง ขนมพื้นบ้านโบราณที่หาชิมได้ยากในยุคนี้ การทำ แจงลอน งานจักสานอันละเอียดอ่อนที่สะท้อนฝีมือช่างพื้นบ้านภาคตะวันออก การประดิษฐ์พวงมโหตรการบูร เครื่องหอมพื้นถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว รวมถึงการ เพนต์ที่วางสบู่กะลา งานศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติที่นำกลับไปตั้งโชว์ได้ทันที

    ตลอดงานยังมีการแสดงมายากล เดอะแจ็คคอมเมดี้ ที่นำเสนอโชว์สนุกสนานเฮฮาเอาใจทุกเพศทุกวัย พร้อมด้วย ดนตรีขับกล่อมตลอดงาน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและมีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าจนค่ำ แคมเปญสะสมคูปองลุ้นรับของรางวัล, กิจกรรมสำหรับครอบครัวและเด็กๆ รวมถึงจุดถ่ายรูปธีม Food Runway สุดเก๋ เอาใจสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ 

    และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายในงานมีการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก โดยใช้ภาชนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดจุดคัดแยกขยะอย่างชัดเจน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถต่อยอดธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ “ไทยมีดี.com” พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะบนแพลตฟอร์ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2930282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HthlaoGMkB-pQbGodfc5w

  • ดาวโจนส์ 02/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    ดาวโจนส์ 02/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02E40NL_-sUySN3f_yqFz0

  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หากวิกฤตฮอร์มุซยืดเยื้อ : อินโฟเควสท์

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หากวิกฤตฮอร์มุซยืดเยื้อ : อินโฟเควสท์

    บาร์เคลย์ส (Barclays) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 85 ดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าเป็นผลจากภาวะชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซ

    ธนาคารยังระบุด้วยว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าสำหรับปี 2569 อยู่ที่ราว 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่ากรณีที่สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนเม.ย. พร้อมเตือนว่า หากความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อจนถึงสิ้นเดือนพ.ค. ราคาอาจขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    บาร์เคลย์สระบุว่า แม้การหยุดยิงยังคงอยู่ แต่สถานการณ์ยังเปราะบาง โดยถ้อยแถลงของแต่ละฝ่ายยังคงรุนแรง ขณะที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในระดับต่ำมาก

    ขณะเดียวกัน ข้อเสนอของอิหร่านในการเจรจากับสหรัฐฯ ได้กดดันราคาน้ำมันในระยะสั้นในวันศุกร์ (1 พ.ค.) อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในรอบสัปดาห์ เนื่องจากอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ และกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงขัดขวางการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน

    ธนาคารประเมินว่า การลดลงของสต๊อกน้ำมันโลกที่เร่งตัวขึ้นได้ชดเชยการเพิ่มขึ้นของสต๊อกในสหรัฐฯ เมื่อปีก่อนไปเกือบทั้งหมดแล้ว และปัจจุบันตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดดุลราว 6.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมีแนวโน้มจะขาดดุลมากขึ้น หากภาวะช็อกด้านอุปทานยังคงยืดเยื้อ

    บาร์เคลย์สเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนและแรงกดดันมากขึ้น พร้อมย้ำว่าระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไม่ควรถูกมองว่าเป็นระดับสมดุลใหม่ของอุปสงค์และอุปทาน

    นอกจากนี้ ธนาคารระบุว่า การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีแผนถอนตัวจากกลุ่มโอเปก (OPEC) อาจช่วยลดความไม่สมดุลระหว่างการเพิ่มขึ้นของอุปทานนอกกลุ่มโอเปกกับความต้องการน้ำมันในระยะกลางได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอ และจะส่งผลให้กำลังการผลิตสำรองลดลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cATUS1uMLYV7qNssliIGZ