Category: เศรษฐกิจ

  • สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน

    สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน

    สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน ‘เค้าโครงการเศรษฐกิจ’ ของ ‘ปรีดี พนมยงค์’ เลียนแบบ’นารวม’

    วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

    วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ได้แชร์โพสต์ของ สถาบันปรีดี พนงยงค์ ที่ระบุว่า “กว่า 90 ปีมาแล้ว ปรีดี พนมยงค์ เคยเสนอหลักการสำคัญว่า รัฐควรมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเผชิญความเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ หรือชราภาพ แนวคิดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าก้าวหน้าเกินยุคสมัย กำลังหวนกลับมาเป็นคำถามสำคัญอีกครั้งในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด

    บทความตอนแรกของชุด “ ปฐมบทแห่งสวัสดิการ จาก เค้าโครงเศรษฐกิจปรีดีสู่ บำนาญพื้นฐาน ” ในฐานะตาข่ายรองรับชั้นล่างสุดของสังคม พร้อมเปรียบเทียบบทเรียนจากเนเธอร์แลนด์และนิวซีแลนด์ เพื่อค้นหาคำตอบว่า ประเทศไทยจะออกแบบหลักประกันรายได้ยามชราให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้อย่างไร

    เมื่อโจทย์ที่ปรีดีตั้งไว้เมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษก่อน ประเทศไทยกลับมาเผชิญโจทย์เดิมอีกครั้งในบริบทที่หนักหน่วงกว่าเดิมหลายเท่า สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด เร็วกว่าประเทศรายได้สูงส่วนใหญ่ในโลก ขณะที่ระบบบำนาญที่มีอยู่ยังกระจัดกระจายและครอบคลุมประชากรเพียงบางส่วน”

    ซึ่งโพสต์ดังกล่าวของ เพจสถาบันปรีดีฯ ได้แนบลิงค์บทความ ปฐมบทแห่งสวัสดิการ จาก “เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี” สู่ “บำนาญพื้นฐาน”
    เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครคณะกรรมการประกันสังคมฝั่งผู้ประกันตน https://pridi.or.th/th/content/2026/07/2917

    โดยนายสมศักดิ์ ได้โพสต์แสดงความเห็นว่า “เมื่อไรนักวิชาการที่เชียร์ปรีดี จะเลิกเชื่อมโยงรัฐสวัสดิการของยุโรปที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กับ “เค้าโครงการเศรษฐกิจ”ของปรีดี ที่เกิดจากการเลียนแบบ”นารวม” (collective farm) เสียที

    อะไรที่ไม่ใช่ ตามข้อเท็จจริงก็มีให้อ่านอยู่ ก็ควรยอมรับกันว่าไม่ใช่ แล้วหันไปพูดเรื่องอื่นเสีย

    เมื่อไรที่เราจะยอมรับว่า ปรีดีก็ทำผิดได้ บางครั้งอย่างมหาศาลด้วย

    อะไรที่ควรดีเฟนด์ ก็ดีเฟนด์ อะไรที่ควรวิพากษ์ ก็วิพากษ์”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/980164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18X53DXzbErAKB5zKeg0i1

  • ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? ‘Missing Link’ ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? ‘Missing Link’ ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? 'Missing Link' ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? ‘Missing Link’ ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    วันที่ 29 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link แล้วจะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ลดลงไปหรือไม่

    “รัฐบาลขอยืนยันว่า โครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ”

    การเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย–ลาว–จีน และมาเลเซีย–สิงคโปร์

    ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? 'Missing Link' ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    นางสาวรัชดากล่าวว่า ท่าเรือระนอง เมื่อได้รับการยกระดับแล้ว ประโยชน์โดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ

    1) เป็นการเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และ ศรีลังกา รวมถึงต่อยอดสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ทำให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้สะดวกขึ้นมาก

    2)เมื่อโครงข่ายเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มทางเลือกการส่งออกจากฝั่งอันดามัน และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

    ทั้งนี้ โครงการรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนองมีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

    นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    “รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งประเทศ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และรัฐบาลจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ผ่านโครงการต่างๆ มากไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดรับกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่ต้องการให้เร่งแก้จุดติดขัดของระบบขนส่งและใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ” นางสาวรัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/620530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10sSmoKXZkbfFqE2gLsxIS

  • เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก! ‘สรรเพชญ’ เดินหน้าดันรถไฟสายใหม่ ‘ชุมพร-ท่าเรือระนอง’ ปิดจุดโหว่โครงข่ายการขนส่ง เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ระบบราง ปูทางสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ควบคู่การดึงประชาชนร่วมตัดสินใจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก! ‘สรรเพชญ’ เดินหน้าดันรถไฟสายใหม่ ‘ชุมพร-ท่าเรือระนอง’ ปิดจุดโหว่โครงข่ายการขนส่ง เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ระบบราง ปูทางสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ควบคู่การดึงประชาชนร่วมตัดสินใจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aYt7hJKbJGbOHX-3lhPFi

  • ครม. เตรียมถอดนกกรงหัวจุกพ้นสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

    ครม. เตรียมถอดนกกรงหัวจุกพ้นสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

    คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงให้ “นกปรอดหัวโขน (นกกรงหัวจุก)” พ้นจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและพัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ร่างกฎกระทรวงยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณา และจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาและพ้นกำหนด 30 วันแล้ว

    นกกรงหัวจุก

    ทั้งนี้ แม้จะมีการถอดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่นกที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การจับ ล่า หรือนำออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ยังมีความผิดเช่นเดิม โดยภาครัฐจะกำหนดมาตรการควบคุมนกเลี้ยง เช่น การขึ้นทะเบียน การทำเครื่องหมายประจำตัวนก การควบคุมการเคลื่อนย้าย และหากในอนาคตพบการลักลอบจับนกป่าจนกระทบประชากรในธรรมชาติ กรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมเสนอให้นำกลับเข้าสู่บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้ง

    ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.antifakenewscenter.com/news/activity/protected-wildlife&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bwJIAsWWM2uD2SvpG2i9I

  • ‘ขัตติยา’ ห่วงปิดโรงงานแซงเปิดใหม่ เตือนธุรกิจใช้ ‘ท่าเดิม’ เสี่ยง ‘ล้ม’ สูง

    ‘ขัตติยา’ ห่วงปิดโรงงานแซงเปิดใหม่ เตือนธุรกิจใช้ ‘ท่าเดิม’ เสี่ยง ‘ล้ม’ สูง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน สัญญาณจากภาคอุตสาหกรรมเริ่มสะท้อนภาพที่น่ากังวลมากขึ้น ทั้งความอ่อนแอของการบริโภคภายในประเทศ ความเปราะบางของครัวเรือน ความสามารถชำระหนี้ที่ลดลง จากรายได้ธุรกิจและประชาชนที่ลดลงจากผลพวงของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า เมื่อมองถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันพบว่าน่าห่วงหลายมิติ หนึ่งในนั้นมาจากการเปิดปิดโรงงานอุตสาหกรรม ที่สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยได้บางส่วน

    โดยจากสถิติ ในอดีตประเทศไทยมักมีจำนวนโรงงานที่เปิดใหม่สูงกว่าโรงงานที่ปิดตัวลงอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันตัวเลขเริ่มขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้น และเมื่อมองเป็นรายไตรมาสกลับเห็นแนวโน้มการปิดโรงงานที่เริ่มมากกว่าการเปิดใหม่

    เทรนด์เริ่มน่ากังวล เพราะโรงงานปิดมากกว่าโรงงานเปิด ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่ากลุ่มผู้ผลิตและภาคอุตสาหกรรมกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และเชื่อว่าภาคธุรกิจอื่นก็ได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกันด้วยไม่มากก็น้อย

    ภาพดังกล่าวทำให้โจทย์ของภาคธุรกิจในระยะข้างหน้าไม่ใช่เพียงการประคองธุรกิจให้อยู่รอด แต่เป็นเรื่องของการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะโลกธุรกิจกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเทคโนโลยี ต้นทุน ค่าครองชีพ สิ่งแวดล้อม โครงสร้างแรงงาน เศรษฐกิจที่เติบโตช้า และการเข้าสู่สังคมสูงวัย

    • การปรับตัวสำคัญกว่าเศรษฐกิจ-ต้นทุน

    ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่าในช่วงปี 2025-2030 โลกและธุรกิจจะต้องเผชิญกับ 6 Megatrends สำคัญ ได้แก่ Digitalization, Economic Pressure, Decarbonization, Labor & Society, Slow Economic Growth และ Aging Society

    ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ โดยจะสร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน

    ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่เพียงแค่สถานการณ์เศรษฐกิจที่เติบโตช้าหรือแรงกดดันด้านต้นทุน แต่คือการที่ธุรกิจไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะหากยังคงดำเนินธุรกิจด้วยรูปแบบเดิม หรือที่เรียกว่า “ยังใช้ท่าเดิม” ความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้น

    ในทางกลับกัน ธุรกิจที่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็ว จะมีโอกาสเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสใหม่ได้ แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงก็ตาม

    สิ่งที่ธุรกิจต้องทำจึงไม่ใช่เพียงการรอให้สถานการณ์กลับมาเหมือนเดิม เพราะโลกธุรกิจอาจไม่ได้กลับไปอยู่ในจุดเดิมอีกต่อไป แต่ต้องประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงแต่ละด้านจะส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร และต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรองรับความเสี่ยง เพราะการมาของ Megatrends เป็นทั้ง “ความน่ากังวล” และ “โอกาส” หากธุรกิจสามารถตีโจทย์ได้ถูกต้องและปรับตัวได้ทัน ก็สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้

    ซึ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมาที่ การสนับสนุนของภาคการเงินที่ต้องมองไปถึงความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ และต้องพิจารณาจากข้อมูลและสมมติฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงดูว่าธุรกิจมีงบการเงินอย่างไรในปัจจุบันเท่านั้น

    • CFO ต้องเป็น Strategic Partner

    ในมุมของการบริหารธุรกิจ มองว่า CFO ยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ดูแลตัวเลขทางการเงินมาเป็น Strategic Partner ของ CEO และองค์กร CFO ต้องสามารถเชื่อมโยงตัวเลขทางการเงินเข้ากับ Supply Chain และมองเห็นโอกาสในการ Transform องค์กร ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขในงบการเงินเท่านั้น

    ในระยะสั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือโครงสร้างต้นทุน โดยใช้หลัก 80/20 จัดการกับต้นทุนก้อนใหญ่ที่มีผลต่อธุรกิจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ พลังงาน สาธารณูปโภค หรือต้นทุนทางการเงิน

    ขณะเดียวกัน ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics เพราะความผันผวนที่เกิดขึ้นสามารถส่งผลต่อทั้งแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบและตลาดปลายทาง

    CFO จึงต้องวางแผนกระจายแหล่งซื้อวัตถุดิบ รวมถึงมองหาตลาดใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ภายในเวลาเพียง 3-6 เดือน

    หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การ “Predict & Prepare” หรือการคาดการณ์และเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

    • ถอดบทเรียน “ต้มยำกุ้ง”

    “ขัตติยา” กล่าวต่อว่า หากมองย้อนกลับไปถึงวิกฤตในอดีต เช่นวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 เป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับภาคธนาคาร โดยในเวลานั้น NPL หรือหนี้เสียพุ่งขึ้นไปถึง 45% ของพอร์ตโฟลิโอ สูงกว่าระดับปัจจุบันที่อยู่ราว 2-3% ถึง 15 เท่า

    บทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนั้นคือ การสร้างความเชื่อมั่น หรือ Trust ให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด ผ่านการเปิดเผยตัวเลขทางการเงินอย่างชัดเจน และการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

    บทบาทของธนาคารในช่วงวิกฤตจึงมีความสำคัญอย่างมาก มากกว่ามองเพียงผลประกอบการของธนาคาร เพราะในยามวิกฤติหากระบบการเงินสะดุด ธุรกิจจะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้

    ดังนั้น ความสามารถในการสร้าง Operational Resilience จึงเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
    บริหาร NPL ไม่ใช่แค่ลดหนี้เสีย

    ทั้งนี้ ในมุมของการบริหารหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการตั้งรับเพื่อควบคุมตัวเลขหนี้เสียเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจและลูกค้าในระดับโครงสร้าง

    การพิจารณาสินเชื่อหรือการปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องมองไปข้างหน้า โดยพิจารณาว่าธุรกิจมีความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันโลกได้ ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินจะสามารถร่วมกันหาทางออกและผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยฝีมือและการวางแผนร่วมกัน

    • กสิกรไทยตั้งรับความท้าทายครึ่งหลัง

    สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่าจะมีความท้าทายมากกว่าช่วงครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อธนาคารบางส่วน เช่น มาตรการลดค่าธรรมเนียมของธนาคารแห่งประเทศไทย 19 รายการ ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์

    แต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ไว้เช่นเดิม แต่จะปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่หายไป โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาผลประกอบการ ควบคู่กับการแสวงหาแหล่งรายได้ใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนผลประกอบการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

    สำหรับเป้าหมายด้านผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) ธนาคารยังคงตั้งเป้าหมายระยะกลางถึงระยะยาวในการรักษา ROE ให้อยู่ในระดับตัวเลขสองหลักเช่นเดิม ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้ การบริหารต้นทุน และการควบคุมความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้านแนวโน้มอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มองว่า ผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา จะสะท้อนต่อผลการดำเนินงานของธนาคารเต็มปี แตกต่างจากปีก่อนที่ได้รับผลกระทบเพียงบางไตรมาส

    “ในมุมของแบงก์ เราได้รวมปัจจัยดังกล่าวไว้ในประมาณการและแผนธุรกิจตั้งแต่ต้นปีแล้ว หากธปท.ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม เชื่อว่า NIM จะยังสามารถเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้” นางสาวขัตติยากล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1245157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10ZLIhYNT_MqHKfkjMRm5X

  • จาก“แลนด์บริดจ์” สู่ “Missing Link” ดีต่อเศรษฐกิจไทยจริงหรือ

    จาก“แลนด์บริดจ์” สู่ “Missing Link” ดีต่อเศรษฐกิจไทยจริงหรือ

    จาก“แลนด์บริดจ์” สู่ “Missing Link” ดีต่อเศรษฐกิจไทยจริงหรือ

    การประกาศพับแผน “แลนด์บริดจ์” โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยเหตุผลว่า ไม่คุ้มค่าทางการเงินและส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมรุนแรง พร้อมเบนเข็มสู่ยุทธศาสตร์ “Missing Link” เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมเดิมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ ถูกจับตาว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่

    การตัดสินใจยุติอย่างเป็นทางการ รัฐบาลยํ้าว่า ไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการปรับยุทธศาสตร์บนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์

    ผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ชัดว่า โครงการนี้เผชิญกับ “ความไม่คุ้มค่าทางการเงินอย่างรุนแรง” เห็นได้จาก อัตราผลตอบแทนทางการเงินลดลงจาก 8% เหลือเพียง 4.8% ขณะที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบมหาศาลตั้งแต่ 1 หมื่นล้านบาทไปจนถึงกว่า 1.8 แสนล้านบาท หากรัฐดำเนินการเองทั้งหมด

    อีกความเสี่ยงที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพื้นที่โครงการพาดผ่านป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและแหล่งปะการังระดับโลก ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกระงับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

    หากมองถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการยกเลิกโครงการยักษ์นี้คือ ช่วยให้ประเทศไทยหลีกเลี่ยงภาระหนี้สาธารณะมหาศาล ที่อาจกลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคต รัฐบาลจึงเปลี่ยนเข็มทิศไปสู่การลงทุนในโครงการ “Missing Link” หรือ การเติมเต็มจุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไปในระบบขนส่งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนทั้งสภาอุตสาหกรรมและหอการค้ามองว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า

    การพัฒนาตามแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็น “ประตูการค้า” (Gateway) อย่างแท้จริง ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ความต่อเนื่องของการเชื่อมโยงทางรถไฟจากเชียงของไปยังจีน และการพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อรองรับกลุ่มประเทศเอเชียใต้ (BIMSTEC) จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มแข็ง

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาพื้นที่ส่วนกลางอย่างอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าทางราง (ICD) เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างระบบราง ถนน และ ท่าเรืออย่างเป็นระบบ การมุ่งพัฒนาพื้นที่เพื่ออุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แทนที่จะพึ่งพาเพียงค่าธรรมเนียมผ่านทาง จะเป็นเครื่องยนต์หลักที่สร้างรายได้เข้าสู่พื้นที่ภาคใต้อย่างมั่นคง

    ดังนั้น การยุติโครงการแลนด์บริดจ์และเร่งลงทุนใน Missing Link คือ การเลือกเส้นทางที่หลายฝ่ายมองว่า “เจ็บน้อยแต่ได้จริง” เป็นการบริหารภาษีประชาชนอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์การแข่งขันในโลกยุคใหม่ พร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,222 วันที่ 30 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/665132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PEKA7Qm0_vAc5RrRE6wAH

  • ฝนถล่มขอนแก่น 3 ชั่วโมง น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ-ขยะเพียบ!

    ฝนถล่มขอนแก่น 3 ชั่วโมง น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ-ขยะเพียบ!

    (29 ก.ค. 69) กลางดึกที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องข้ามเข้าสู่วันใหม่เป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจเมืองขอนแก่น เนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน โดยเฉพาะบริเวณ ถนนมิตรภาพ ปากซอยสวัสดี เขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งมีน้ำท่วมถนนมิตรภาพขาล่องกินพื้นที่ถึง 4 ช่องทางจราจร เป็นระยะทางยาวกว่า 500 เมตร เนื่องจากระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ ประกอบกับโครงการระบบระบายน้ำยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้การระบายน้ำเป็นไปด้วยความล่าช้า รวมทั้งถนนบ้านกอก ซึ่งเป็นจุดท่วมซ้ำซากเนื่องจากเป็นเส้นทางของรอระบายลงสู่แหล่งน้ำ การจราจรรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ รถยนต์ฝ่ามวลน้ำดับหลายคัน น้ำทะลักเข้าบ้านเรือนประชาชน

    .

    ขณะที่บริเวณ ถนนหน้าเมือง เขตเทศบาลนครขอนแก่น ตั้งแต่ด้านหลังห้างสรรพสินค้าชื่อดังไปจนถึงด้านหลังโรงเรียนเทศบาลสวนสนุก เป็นระยะทางกว่า 400 เมตร มีน้ำท่วมผิวการจราจรสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ส่งผลให้รถยนต์ขนาดเล็กสัญจรผ่านไปมาด้วยความยากลำบาก และยังมีรถยนต์รวมทั้งรถจักรยานยนต์หลายคันเกิดเครื่องยนต์ดับ เนื่องจากน้ำไหลเข้าระบบเครื่องยนต์

    .

    นอกจากนี้ บริเวณ แยกถนนมิตรภาพตัดถนนเหล่านาดี หรือสี่แยกเจริญศรี เขตเทศบาลนครขอนแก่น มีระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 20–40 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์ที่ขับลุยน้ำหลายคันเครื่องยนต์ดับ ต้องจอดรอความช่วยเหลือ ท่ามกลางฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

    .

    ภายหลังระดับน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลง พบเศษขยะจำนวนมาก โดยเฉพาะถุงพลาสติกที่ลอยมาตามกระแสน้ำและมาติดอยู่บริเวณตะแกรงเหล็กระบายน้ำจำนวนมาก ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำระบายได้ช้ากว่าปกติ

    .

    ด้าน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/NabMszptr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20SaeGk8zQ2rH245sixvCG

  • รัฐบาล ชี้โครงการ Missing Link ยกระดับโลจิสติกส์ ปั้นภาคใต้เชื่อมการค้าโลก

    รัฐบาล ชี้โครงการ Missing Link ยกระดับโลจิสติกส์ ปั้นภาคใต้เชื่อมการค้าโลก


    โฆษกรัฐบาล ชี้โครงการ Missing Link เชื่อมรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนอง ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมจีน-สิงคโปร์ ยันรับฟังข้อเสนอทุกฝ่าย  ยึดความคุ้มค่า-ประโยชน์ประเทศ 

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย จากข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link แล้วจะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ลดลงไปหรือไม่ รัฐบาลขอยืนยันว่าโครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า การเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย–ลาว–จีน และมาเลเซีย–สิงคโปร์

    นางสาวรัชดา กล่าวต่อไปว่า ท่าเรือระนอง เมื่อได้รับการยกระดับแล้ว ประโยชน์โดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ 1.เป็นการเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และ ศรีลังกา รวมถึงต่อยอดสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ทำให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้สะดวกขึ้นมาก และ 2.เมื่อโครงข่ายเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มทางเลือกการส่งออกจากฝั่งอันดามัน และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ทั้งนี้ โครงการรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนองมีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่  และนอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    “รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งประเทศ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และรัฐบาลจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ผ่านโครงการต่างๆ มากไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดรับกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่ต้องการให้เร่งแก้จุดติดขัดของระบบขนส่งและใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ” นางสาวรัชดา กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/45208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-YWak4EeC1qJtluL_aKHz

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 29/07/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 29/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dJ7NRwdigbknyVYD1dpQj

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw107BfdoilCo5uduhyA5bNs