Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ศุภจี’ หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต | เดลินิวส์

    ‘ศุภจี’ หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต | เดลินิวส์

    สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) จัดการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy” หรือ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา

    โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปฏิรูปการแข่งขัน พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต” พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลก เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เชื่อมโยงและส่งผลพร้อมกัน จนกำลังเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การประกอบธุรกิจรูปแบบเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำที่สุด ต้องปรับไปสู่ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด ไปสู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายเพียงสินค้าและราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่า นวัตกรรม มาตรฐาน และความไว้วางใจ

    เมื่อโลกและกติกาเปลี่ยน เราจึงไม่สามารถทำธุรกิจในแบบเดิมทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เร็ว ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ประสิทธิภาพและนวัตกรรมเติบโตได้อย่างเต็มที่ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ตลาดภายในประเทศของเราเอง เพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง คือรากฐานของธุรกิจไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8% ของ GDP หาก SMEs ที่มีศักยภาพได้รับโอกาสให้สามารถแข่งขันได้ก็จะสามารถเติบโตและก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ด้วยเหตุนี้ นโยบายการแข่งขันจึงต้องเป็น National Strategic Pillar หรือหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

    การเปลี่ยนผ่านประการแรก จากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้วไปสู่การออกแบบการแข่งขันตั้งแต่ต้น โดยใช้ “แว่นการแข่งขัน” ลดกฎรัฐเป็นอุปสรรคตลาด เพื่อทบทวนว่ากฎระเบียบหรือมาตรการของรัฐมีส่วนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดหรือไม่ พร้อมชื่นชม กขค. ที่ปรับบทบาทจากการบังคับใช้กฎหมายเชิงรับสู่ “ผู้กำกับดูแลเชิงรุก” หรือ Proactive Regulator โดยมุ่งป้องกันปัญหา เชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่อาจกระทบการแข่งขันก่อนปัญหาจะเกิด และต่อยอดไปสู่การทำให้หลักการแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐทั้งระบบ

    การเปลี่ยนผ่านประการที่ 2 จากการคุ้มครองผู้ประกอบการไปสู่การคุ้มครองโอกาสในการแข่งขัน การทำให้สนามแข่งขันเป็นธรรมจึงไม่ใช่เพียงการช่วยธุรกิจรายเล็กให้อยู่รอด แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโต สร้างนวัตกรรม และเป็นกำลังใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    การเปลี่ยนผ่านประการที่ 3 จากการกำกับดูแลแบบแยกส่วนไปสู่ความร่วมมือทั้งระบบ โดยเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจ วิชาการ และภาคประชาชน รวมทั้งขยายความร่วมมือกับ ASEAN, OECD, World Bank เพื่อสร้างระบบนิเวศการแข่งขัน หรือ Competitive Ecosystem ที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสและเติบโตได้

    นางศุภจี ยังได้ย้ำว่า 3 ทิศทางสำคัญที่เป็นโจทย์ในการแลกเปลี่ยนร่วมกันคือ 1. กติกาต้องทันกับตลาด โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2. กติกาต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs เข้าสู่ตลาดและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยหนึ่งในมาตรการที่ กขค. ได้ดำเนินการไปแล้วคือการกำหนดเรื่องเครดิตเทอมเพื่อช่วยสร้างการแข่งขันและการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และ SMEs นอกจากนี้ กขค. ยังได้มีมาตรการต่อผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล บางรายให้ระงับการขึ้นราคาค่าธรรมเนียม (GP) เป็นเวลา 6 เดือน และจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA และ กขค. ในการพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม ถูกต้อง โปร่งใส

    ทั้งนี้การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อาจไม่รวดเร็วดังที่หลายฝ่ายคาดหวัง เนื่องจากต้องโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
    และต้องดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างรอบคอบ และ 3. การแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกมาตรการของรัฐสนับสนุนการเติบโตและขยายโอกาสของประเทศ หากเราขับเคลื่อนทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ การปฏิรูปการแข่งขันจะไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมาย แต่จะเป็นการปฏิรูปโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย “เพราะการแข่งขันที่เป็นธรรม คือพลังของการเติบโต เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6172945/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ftNWneEoYZ_6qHHw3etWj

  • ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว

    ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว

    ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว


    8/09/2569 | 72 |

    ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว

    สระแก้ว ปิดฉากลงอย่างประทับใจสำหรับ “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026 : SA KAEO CONNECT – เชื่อมโยงการค้า สู่โอกาสไร้พรมแดน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 กันยายน 2569 ณ ตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ท่ามกลางบรรยากาศการจับจ่ายและการเข้าร่วมกิจกรรมของประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจตลอดระยะเวลาการจัดงาน
    มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026 จัดขึ้นภายใต้ โครงการส่งเสริมและพัฒนาการค้าชายแดนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว/พื้นที่ธุรกิจในจังหวัดสระแก้ว กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการค้าชายแดนและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ตลอดจนเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนของจังหวัดสระแก้วกับตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
    ตลอด 5 วันของการจัดงาน พื้นที่ตลาดรถไฟอรัญประเทศได้กลายเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการที่มีศักยภาพจาก ผู้ประกอบการกว่า 100 คูหา ทั้งสินค้าเกษตร อาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ตลอดจนสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการจังหวัดสระแก้วและเครือข่ายจังหวัดใกล้เคียง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิต พร้อมสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการ
    นอกจากการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญด้านการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้พบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ และสร้างเครือข่ายกับคู่ค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดสินค้าและบริการจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว ขณะเดียวกัน การจัดงานยังสร้างสีสันด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมสำหรับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งกิจกรรมช้อปและรับสิทธิประโยชน์ กิจกรรมลุ้นรับของรางวัล มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท ตลอดจนกิจกรรมและการแสดงบนเวทีจากศิลปิน อาทิ ตั๊กแตน ชลดา, กีต้าร์ ศิริขวัญ และกานต์ ทศน รวมถึงศิลปินและการแสดงอีกหลากหลาย สร้างบรรยากาศให้พื้นที่จัดงานมีความคึกคักตลอดทั้ง 5 วัน

    การจัด “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงระยะเวลาการจัดงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่ง “โอกาส” ให้ผู้ประกอบการได้ประชาสัมพันธ์สินค้า ทดลองตลาด พบปะผู้บริโภคโดยตรง ตลอดจนสร้างเครือข่ายและช่องทางการค้าใหม่ ๆ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจในอนาคต
    อีกทั้งยัง เป็นการสะท้อนศักยภาพของ จังหวัดสระแก้วในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจและประตูการค้าชายแดนที่สำคัญ ด้วยทำเลที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการเดินทางระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภออรัญประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด
    ความสำเร็จของงานในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวของการนำศักยภาพของผู้ประกอบการ สินค้า บริการ และอัตลักษณ์ของพื้นที่ มาผสานเข้ากับโอกาสทางการตลาด สอดคล้องกับแนวคิด “SA KAEO CONNECT – เชื่อมโยงการค้า สู่โอกาสไร้พรมแดน” เพื่อให้การเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นภายในงานสามารถต่อยอดไปสู่เครือข่ายทางธุรกิจ การเพิ่มช่องทางจำหน่าย และการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างต่อเนื่อง
    จังหวัดสระแก้วและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระแก้ว ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ เครือข่ายทางธุรกิจ ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานตลอดระยะเวลาการจัดงาน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างช่องทางการตลาด และเชื่อมโยงโอกาสทางการค้า เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสระแก้วให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป“สีสันสระแก้ว 2026” ปิดฉากการจัดงาน แต่การเชื่อมโยงทางการค้าและโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จะยังคงเดินหน้าต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/539696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dAcci_QFGIMDndET47SlS

  • กรุงไทยผนึกพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน โชว์ศักยภาพประเทศไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ – newswit

    กรุงไทยผนึกพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน โชว์ศักยภาพประเทศไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ – newswit

    “กรุงไทย” ผนึกกำลัง DCCE อบก. และกลุ่มปตท. โชว์ความพร้อมประเทศไทย เข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อมข้อมูล-โครงสร้างพื้นฐาน-ตลาดคาร์บอน-เงินทุน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในงาน The Bangkok Business Summit 2026

    กรุงไทยผนึกพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน โชว์ศักยภาพประเทศไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) และ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ร่วมออกบูธในงาน The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN ภายใต้แนวคิด “สร้างรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านความมั่นคงทางพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอนาคต และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่แข่งขันได้” เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
    ภายในบูธนำเสนอ รากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านประเทศ เริ่มจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและกรอบตลาดคาร์บอน โดย DCCE นำเสนอทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กฎหมายเพื่อขับเคลื่อนและกำกับดูแลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจน การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ เชื่อมต่อกับการพัฒนาตลาดคาร์บอน โดยไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% จากกรณีดำเนินธุรกิจตามปกติ (BAU) ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050

    ขณะที่ อบก. นำเสนอการยกระดับให้กับ ตลาดคาร์บอน ผ่านมาตรฐาน T-VER ซึ่งเป็นกลไกการรับรองคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย และ Premium T-VER หรือคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลและประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม รวมถึงการวัดและทวนสอบการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในประเทศและต่างประเทศ

    ด้านกลุ่ม ปตท. นำเสนอ Industrial Spark (I-SPARK) คือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) โดยบูรณาการโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จังหวัดระยองให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมตั้งแต่พลังงานสะอาด ท่าเรือ LNG โซลูชันด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไปจนถึงธุรกิจ Specialty, Bio และ Circularity เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจใหม่

    สำหรับ ธนาคารกรุงไทย นำเสนออีกหนึ่งกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ “เงินทุน” โดยยกระดับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อโครงการสีเขียว สู่การเป็น Financial Enabler และผู้เชื่อมโยงระบบการลงทุน ภายใต้บทบาท Coordinating and Managing Entity (CME) ของโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development (LCC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก World Bank ในการทำหน้าที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ เจ้าของโครงการ สถาบันการเงิน นักลงทุน และตลาดคาร์บอน โดยรวบรวมและจัดโครงสร้างโครงการ Low Carbon ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีความพร้อมด้านการลงทุน พร้อมต่อยอดมูลค่าจากคาร์บอนเครดิต และเชื่อมโยงเข้าสู่แหล่งเงินทุน เพื่อเปลี่ยน Low Carbon Projects ให้เป็น Investment Pipeline ที่สามารถขยายผลได้ในวงกว้าง และนำไปสู่การลงทุนจริงในระดับประเทศ

    นอกจากนี้ ยังนำเสนอ ESG Financial Solutions ผ่าน Green Finance และ Transition Finance อาทิ Green Loans, Green Deposits, Sustainability-Linked Loans และ ESG-Linked Hedging เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนไปสู่การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง

    การผนึกกำลังของทั้ง 4 หน่วยงาน สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงตั้งแต่ นโยบาย พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคาร์บอน ไปจนถึงแหล่งเงินทุน โดยมีภาคการเงินเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้เกิดการลงทุนและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แนวทางดังกล่าว สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศและโจทย์สำคัญในเวทีโลก โดยเฉพาะการระดมเงินทุน เพื่อเร่งการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือนตุลาคมนี้ และเป็นอีกเวทีสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iek6ddkjszodezcnhrblog8cal4aqi76&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_lYHWXUyFYRm0MlcBi3Y2

  • จังหวัดไหน รวยที่สุดในไทย? อันดับ 1 สร้างมูลค่าเกือบล้านบาทต่อคน ไม่ใช่กรุงเทพฯ!

    จังหวัดไหน รวยที่สุดในไทย? อันดับ 1 สร้างมูลค่าเกือบล้านบาทต่อคน ไม่ใช่กรุงเทพฯ!

    จังหวัดไหนรวยที่สุดในไทย? เปิดอันดับจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจต่อคนสูงที่สุดในไทย ตกคนละเกือบล้านบาท!

    จังหวัดไหนมีเศรษฐกิจต่อหัวสูงที่สุดในประเทศไทย? ข้อมูลผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อคน หรือ GPP per capita ปี 2567 เผยคำตอบว่า “ระยอง” ครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 956,135 บาทต่อคนต่อปี ทิ้งห่างจังหวัดอันดับสองกว่า 350,000 บาท แต่ตัวเลขเกือบหนึ่งล้านบาทนี้ไม่ได้หมายความว่าชาวระยองทุกคนมีรายได้เดือนละเกือบ 80,000 บาท

    เมื่อพูดถึง “จังหวัดรวยที่สุดในไทย” หลายคนอาจนึกถึงกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดท่องเที่ยวชื่อดัง แต่หากเปลี่ยนคำถามให้แม่นยำขึ้นว่า จังหวัดใดสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อจำนวนประชากรได้สูงที่สุด คำตอบกลับอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก

    ข้อมูลผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด พ.ศ. 2567 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ระยองยังคงเป็นจังหวัดที่มี GPP ต่อหัวสูงที่สุดในกลุ่ม 76 จังหวัด รองลงมาคือชลบุรีและฉะเชิงเทรา สะท้อนให้เห็นว่าโรงงาน อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และระบบโลจิสติกส์มีอิทธิพลต่อตัวเลขเศรษฐกิจระดับจังหวัดอย่างมาก

    GPP ต่อหัวคืออะไร ใช้วัดความรวยของจังหวัดได้อย่างไร?

    GPP ย่อมาจาก Gross Provincial Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หมายถึงมูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในจังหวัดในช่วงเวลาหนึ่ง หากนำมูลค่าดังกล่าวหารด้วยจำนวนประชากร จะได้ตัวเลขผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อคน หรือ GPP per capita

    ตัวเลขนี้จึงใช้เปรียบเทียบศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ได้ จังหวัดที่มีโรงงานขนาดใหญ่ ท่าเรือ แหล่งพลังงาน ธุรกิจบริการ หรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สูง มักมี GPP ต่อหัวอยู่ในลำดับต้น ๆ ของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม GPP ต่อหัวไม่ใช่เงินเดือน รายได้เฉลี่ย หรือจำนวนเงินที่ประชาชนทุกคนได้รับจริง เพราะมูลค่าที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลผลิตและกำไรของบริษัท รวมถึงการใช้เครื่องจักร เงินทุน และแรงงานที่อาจเดินทางมาจากจังหวัดอื่น

    เปิด 10 จังหวัดที่มีเศรษฐกิจต่อหัวสูงที่สุดในไทย ปี 2567

    การจัดอันดับต่อไปนี้ใช้ข้อมูล GPP ต่อหัว ณ ราคาประจำปี โดยนับเฉพาะ 76 จังหวัด ไม่รวมกรุงเทพมหานครซึ่งมีสถานะเป็นเขตปกครองพิเศษ ตัวเลขจึงสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผลิตได้ต่อประชากรหนึ่งคนในพื้นที่ ไม่ใช่รายได้ที่โอนเข้าบัญชีของประชาชน

    1. ระยอง 956,135 บาทต่อคนต่อปี
    2. ชลบุรี 601,977 บาทต่อคนต่อปี
    3. ฉะเชิงเทรา 457,059 บาทต่อคนต่อปี
    4. ภูเก็ต 439,652 บาทต่อคนต่อปี
    5. พระนครศรีอยุธยา 438,291 บาทต่อคนต่อปี
    6. สมุทรสาคร 390,952 บาทต่อคนต่อปี
    7. ปราจีนบุรี 361,645 บาทต่อคนต่อปี
    8. พังงา 332,727 บาทต่อคนต่อปี
    9. สระบุรี 328,345 บาทต่อคนต่อปี
    10. สมุทรปราการ 320,203 บาทต่อคนต่อปี

    สำหรับกรุงเทพมหานคร มี GPP ต่อหัวอยู่ที่ 697,529 บาทต่อคนต่อปี หากนำมาจัดอันดับร่วมกับ 76 จังหวัด กรุงเทพมหานครจะอยู่ในอันดับ 2 รองจากระยอง และสูงกว่าชลบุรี

    ทำไมระยองจึงมีเศรษฐกิจต่อหัวสูงที่สุดในประเทศไทย?

    หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจระยองคือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 78.7 ของโครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัด พื้นที่นี้เป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งการกลั่นปิโตรเลียม ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ยาง พลาสติก ยานยนต์ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

    ระยองยังมีพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เม็ดเงินลงทุน โรงงาน และการส่งออกมูลค่าสูงจึงช่วยผลักดัน GPP ของจังหวัดให้สูง เมื่อหารด้วยจำนวนประชากรที่น้อยกว่ากรุงเทพฯ ตัวเลขต่อหัวจึงโดดเด่นขึ้นอีก

    ข้อมูลปี 2567 ระบุว่า GPP รวมของระยองอยู่ที่ประมาณ 1.10 ล้านล้านบาท เป็นรองชลบุรีในกลุ่ม 76 จังหวัด แต่เมื่อคำนวณต่อประชากร ระยองกลับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศอย่างชัดเจน

    ชลบุรีอันดับ 2 จุดแข็งไม่ได้มีเพียงการท่องเที่ยว

    ชลบุรีมี GPP ต่อหัว 601,977 บาทต่อคนต่อปี โดยมีเศรษฐกิจที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การค้า อสังหาริมทรัพย์ และโลจิสติกส์ นอกจากพัทยาซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวแล้ว จังหวัดยังเป็นฐานผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมาก

    ท่าเรือแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งช่วยเชื่อมโยงโรงงานในภาคตะวันออกกับตลาดต่างประเทศ ชลบุรีจึงเป็นจังหวัดที่มี GPP รวมสูงที่สุดในกลุ่ม 76 จังหวัด อยู่ที่ประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท แม้เมื่อนำมาหารด้วยจำนวนประชากรแล้วจะเป็นรองระยองก็ตาม

    ฉะเชิงเทราอันดับ 3 ฐานการผลิตใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ

    ฉะเชิงเทรามี GPP ต่อหัว 457,059 บาทต่อคนต่อปี แม้หลายคนจะคุ้นเคยกับภาพของพื้นที่เกษตรกรรม แต่จังหวัดมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งการผลิตยานยนต์ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ไฟฟ้า อาหาร และเครื่องดื่ม

    ทำเลของจังหวัดสามารถเชื่อมต่อกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี และปราจีนบุรีได้สะดวก อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ของโครงการ EEC จึงดึงดูดโรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า และโครงการลงทุนมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่อง

    ภูเก็ตและพังงา เมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับเศรษฐกิจต่อหัว

    ในกลุ่ม 10 อันดับแรกไม่ได้มีเฉพาะจังหวัดอุตสาหกรรมเท่านั้น ภูเก็ตอยู่อันดับ 4 ด้วย GPP ต่อหัว 439,652 บาท ส่วนพังงาอยู่อันดับ 8 ที่ 332,727 บาทต่อคนต่อปี จุดแข็งของทั้งสองจังหวัดมาจากการท่องเที่ยวที่ดึงกำลังซื้อจากนักเดินทางทั้งไทยและต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่

    รายได้จากโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ธุรกิจทัวร์ การค้า และบริการที่เกี่ยวข้องช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เมื่อกิจกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว ตัวเลข GPP ต่อหัวของจังหวัดท่องเที่ยวจึงขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    พระนครศรีอยุธยา สมุทรสาคร และปราจีนบุรี ขับเคลื่อนด้วยภาคการผลิต

    พระนครศรีอยุธยาอยู่อันดับ 5 สมุทรสาครอันดับ 6 และปราจีนบุรีอันดับ 7 ทั้งสามจังหวัดมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่การผลิตของประเทศ พระนครศรีอยุธยาโดดเด่นด้านอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ขณะที่ปราจีนบุรีมีฐานโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคตะวันออก

    สมุทรสาครมีทั้งอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป อาหาร เครื่องดื่ม พลาสติก โลหะ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิต แม้พื้นที่ไม่ใหญ่ แต่มีโรงงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหนาแน่น จึงสร้างมูลค่าต่อประชากรได้สูง

    สระบุรีและสมุทรปราการ ทำไมจึงติด 10 อันดับแรก?

    สระบุรีอยู่อันดับ 9 ด้วย GPP ต่อหัว 328,345 บาท โดยมีฐานเศรษฐกิจสำคัญจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง อาหาร และการผลิตประเภทต่าง ๆ ทำเลที่เชื่อมภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังช่วยสนับสนุนธุรกิจขนส่งและคลังสินค้า

    สมุทรปราการอยู่อันดับ 10 ที่ 320,203 บาทต่อคนต่อปี จังหวัดมีทั้งโรงงาน ศูนย์โลจิสติกส์ สนามบินสุวรรณภูมิ คลังสินค้า และธุรกิจบริการที่เชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานคร จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความหนาแน่นสูงที่สุดของประเทศ

    GPP ต่อหัวเกือบหนึ่งล้าน แปลว่าคนระยองได้เงินเท่าไรต่อเดือน?

    ไม่สามารถนำ GPP ต่อหัว 956,135 บาทมาหาร 12 แล้วสรุปว่าคนระยองมีรายได้เดือนละประมาณ 79,678 บาทได้ เพราะ GPP วัดมูลค่าการผลิตทั้งหมดในจังหวัด ไม่ใช่ค่าจ้างหรือรายได้ที่ตกถึงมือประชาชนแต่ละคน

    โรงกลั่นหรือโรงงานหนึ่งแห่งอาจสร้างผลผลิตมูลค่ามหาศาลด้วยเครื่องจักรและเงินทุนจำนวนมาก แต่มูลค่าดังกล่าวไม่ได้กลายเป็นเงินเดือนของแรงงานทั้งหมด อีกทั้งแรงงานบางส่วนอาจทำงานในระยองแต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านจังหวัดอื่น ทำให้การตีความตัวเลขต่อหัวต้องทำด้วยความระมัดระวัง

    เศรษฐกิจต่อหัวสูง ไม่ได้แปลว่าคุณภาพชีวิตดีที่สุดเสมอไป

    การจะประเมินว่าประชาชนในจังหวัดใดมีฐานะหรือคุณภาพชีวิตดีที่สุด ต้องดูข้อมูลอื่นประกอบ เช่น รายได้ครัวเรือน ค่าจ้าง ค่าครองชีพ หนี้สิน เงินออม สัดส่วนคนจน ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนการเข้าถึงบริการสาธารณะ

    จังหวัดที่มี GPP ต่อหัวสูงอาจยังเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูง ความเหลื่อมล้ำ มลพิษ หรือรายได้ที่กระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม ในทางกลับกัน จังหวัดที่มี GPP ต่อหัวไม่สูงมากอาจมีค่าครองชีพต่ำและประชาชนบางกลุ่มมีความเป็นอยู่ที่มั่นคงกว่าได้

    สรุป จังหวัดที่มีเศรษฐกิจต่อหัวสูงที่สุดในไทยคือที่ไหน?

    ระยองคือจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวสูงที่สุดในประเทศไทย ปี 2567 อยู่ที่ 956,135 บาทต่อคนต่อปี ปัจจัยสำคัญมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมี พลังงาน การผลิต และการลงทุนในพื้นที่ EEC

    หากรวมกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษ กรุงเทพฯ จะอยู่ในอันดับ 2 ด้วยมูลค่า 697,529 บาทต่อคนต่อปี ตามด้วยชลบุรี 601,977 บาทต่อคนต่อปี แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียกข้อมูลนี้ว่า “เศรษฐกิจต่อหัว” ไม่ใช่ “รายได้ของประชาชน” เพราะตัวเลขทั้งสองประเภทมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/956751/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eO1VXba4EWfwgXqco2V32

  • ฟื้นยกแผงรอบ 6 เดือน! หอการค้าลั่น ดัชนีเชื่อมั่น ส.ค. พุ่ง รับอานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส เตือน ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย รอดหรือร่วง! – สยามรัฐ

    ฟื้นยกแผงรอบ 6 เดือน! หอการค้าลั่น ดัชนีเชื่อมั่น ส.ค. พุ่ง รับอานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส เตือน ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย รอดหรือร่วง! – สยามรัฐ

    ฟื้นยกแผงรอบ 6 เดือน! หอการค้าลั่น ดัชนีเชื่อมั่น ส.ค. พุ่ง รับอานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส เตือน ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย รอดหรือร่วง!

    เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า ภาพรวมความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกรายการพร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน
    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ 61.4 ปัจจัยหนุนหลักมาจาก โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยพยุงการบริโภคและบรรเทาค่าครองชีพ รวมถึงการขยายเวลาคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ตลอดจนราคาพืชผลทางการเกษตรสำคัญอย่าง ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ที่ปรับตัวสูงขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
    นายธนวรรธน์ ระบุว่า เม็ดเงินจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีการหมุนเวียนในระบบแล้วกว่า 140,000 ล้านบาท ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนเริ่มมีความมั่นใจในการจับจ่ายมากขึ้น มองการซื้อบ้าน รถยนต์ และการเดินทางท่องเที่ยวในเชิงบวก ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (หอการค้าไทย) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 36.0 ซึ่งเป็นการฟื้นตัวครั้งแรกในรอบครึ่งปีเช่นกัน
    แม้ดัชนีจะฟื้นตัว แต่ตัวเลขทั้งหมดบนนี่ยังคงต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงแบกรับความยากลำบาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในลักษณะ K-Shaped ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ยังขาดสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อยาก ขณะที่ประชาชนยังกังวลเรื่องหนี้สินครัวเรือน ค่าครองชีพ ราคาน้ำมันขายปลีก และความเสียหายจากอุทกภัยในภาคเหนือ
    นอกจากนี้ การจ้างงานในต่างจังหวัดยังมีสัญญาณชะลอตัวและเริ่มมีการลดแรงงานเพื่อปรับตัวตามต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ภาคธุรกิจยังหวังว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้า การลงทุนและการจ้างงานจะกลับมาดีขึ้น
    นายธนวรรธน์ เน้นย้ำว่า เดือนกุมภาพันธ์และตุลาคม 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ว่าจะไปต่อหรือพลิกกลับมาทรุดตัว เนื่องจาก โครงการไทยช่วยไทยพลัสกำลังหมดอายุ ในเดือนกันยายน หากไม่มีมาตรการใหม่มารองรับ อาจฉุดกำลังซื้อชะลอตัวทันที ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งสูง จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบขยับแตะ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกดดันให้น้ำมันขายปลีกในไทยเข้าใกล้ลิตรละ 40 บาท ซึ่งเพิ่มภาระให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนัก
    ด้านดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองปรับตัวลดลงทั้งปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการกังวลต่อความไม่แน่นอนทางคดีความของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและ ความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ
    ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้เน้นย้ำข้อเสนอแนะต่อภาครัฐให้เร่งดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหัวใจสำคัญคือ การเร่งบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมภาคเหนืออย่างเร่งด่วน การเติมทุนหมุนเวียนและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กลุ่ม SME และการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวส่งท้ายปี 2569 เพื่อประคองเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุดลงอีกครั้ง

    #หอการค้าไทย #ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค #เศรษฐกิจไทย2569 #ไทยช่วยไทยพลัส #จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #ราคาน้ำมันแพง #วิกฤตน้ำท่วม69 #SMEไทย #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #กู้วิกฤตSME #สถานการณ์การเมือง #เสถียรภาพรัฐบาล #การท่องเที่ยวไทย #ภาษีVAT7เปอร์เซ็นต์ #หนี้สินครัวเรือน #KShapedRecovery #ข่าววันนี้ #ข่าวสดเศรษฐกิจ #ธนวรรธน์พลวิชัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/320242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nVV0OlYCpP0OxS6K_92d4

  • จัดงาน  “ตลาดนัดวิสาหกิจชุมชน เมืองเพชร” กระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    จัดงาน  “ตลาดนัดวิสาหกิจชุมชน เมืองเพชร” กระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ณ ถนนหน้าวัดลาด ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองเพชรบุรี นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี นายกิตติพงษ์ เทพพานิช นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี นายชัยยุทธ จิตติธีระนนท์ รองนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี จ.ส.อ.ประภาส อินทนู ประธานสภาเทศบาลเมืองเพชรบุรี นายประวิทย์ เครือทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพชรบุรี ไทยดีเสิร์ท จำกัด (โรงงานลุงเอนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์)พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเพชรบุรี ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการร้านค้าชุมชน ประชาชนที่สนใจร่วมงาน

    นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า เทศบาลเมืองเพชรบุรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และการพัฒนาศักยภาพของประชาชนในชุมชน ให้สามารถรวมกลุ่มประกอบอาชีพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสามารถต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ประกอบกับการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทางเทศบาลเมืองเพชรบุรี จึงได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเกิดการรวมกลุ่มอาชีพ และส่งเสริม ให้เกิดการจัดตั้งและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ได้อย่างเหมาะสม เปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการในชุมชนได้นำสินค้า ผลิตภัณฑ์มาจัดจำหน่ายและประชาสัมพันธ์อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในชุมชน 

    รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้กลุ่มอาชีพ และวิสาหกิจชุมชนได้รับการพัฒนาศักยภาพ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การผลิตสินค้า การตลาด การประชาสัมพันธ์ และการสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ กลุ่มอาชีพ และ ประชาชนในชุมชน ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาสินค้าและบริการของชุมชนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และร่วมกัน

    สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการร้านค้าชุมชน และประชาชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ทั้ง 17 ชุมชน เข้าร่วมกิจกรรม โดยจัดให้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชน พร้อมทั้งมีกิจกรรมการเสวนาในหัวข้อ“รวมพลังชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน” เพื่อเสริมสร้างความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างเครือข่าย ระหว่างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเทศบาลเมืองเพชรบุรี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ทางเศรษฐกิจ เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ตลอดจนพัฒนาสินค้า และบริการของชุมชนให้มีคุณภาพ เป็นที่รู้จักของประชาชนและนักท่องเที่ยวมาก ยิ่งขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6172519/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MgD5li0y0SkoFi9y3ME1m

  • สสว. โชว์ MSME ดันเศรษฐกิจปี 68 เติบโตได้ 2.4% คิดเป็นมูลค่า 6.6 ล้านล้านบาท

    สสว. โชว์ MSME ดันเศรษฐกิจปี 68 เติบโตได้ 2.4% คิดเป็นมูลค่า 6.6 ล้านล้านบาท

    สสว. โชว์ MSME ดันเศรษฐกิจปี 68 เติบโตได้ 2.4% คิดเป็นมูลค่า 6.6 ล้านล้านบาท พร้อมช่วง 6 เดือนแรกปี 69 มูลค่าการส่งออกทำได้ 8.94 แสนล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 27.8% ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน SME ปี 2570 ปลดล็อกโอกาสโตไกลอย่างยั่งยืน

    8 ก.ย. 2569 – นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเป็นประธานแถลงนโยบายในกิจกรรม “สสว. The Growth Connector ปลดล็อก SME โตได้ไกล ไปได้จริง” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อสรุปผลการดำเนินงานส่งเสริมผู้ประกอบการ และเปิดแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน SME ปี 2570 ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นในการยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย

    ซึ่งมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 99.5% ให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ภายใต้นโยบาย Thailand 10 Plus ที่มุ่งสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ยกระดับขีดความสามารถด้วยดิจิทัลและ AI เพิ่มผลิตภาพผ่านห่วงโซ่การผลิตและการตลาด สนับสนุนการปรับตัวสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050 และเตรียมความพร้อมในการเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ สสว. ปรับแนวทางการส่งเสริมจากเดิมแบบครอบจักรวาล (One size fit all) สู่การพัฒนาแบบเฉพาะเจาะจงตามขนาด (Scale), อุตสาหกรรม (Sector) และช่วงอายุธุรกิจ (Stage) พร้อมทั้งเน้นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก (Evidence-based Policy) เพื่อให้ SME ไทยพึ่งพาตนเองและแข่งขันได้ในระดับสากล

    ด้านนางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. ได้นำเสนอรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานสำคัญ ว่า ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดปี 2568 MSME สามารถขยายตัวได้ถึง 2.4% คิดเป็นมูลค่า 6,606,631 ล้านบาท ทั้งนี้แม้ภาคธุรกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วน GDP SME ต่อ GDP รวมของประเทศมักทรงตัวอยู่ที่ระดับ 34%–35% เนื่องจากมี SME ที่เติบโตจนมีรายได้เกินเกณฑ์และขยับสถานะขึ้นไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Upsize) ซึ่งหากนำมูลค่ากลุ่มดังกล่าวกลับมารวมคำนวณ จะพบว่าสัดส่วน GDP SME ที่แท้จริงจะสูงถึง 37.37% ในปี 2567 และ 36.86% ในปี 2568 นอกจากนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการส่งออกของ SME มีมูลค่า 894,431.4 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 27.8% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างแท้จริง

    ภายในงานยังได้จัดให้มีเวทีเสวนาเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศของประเทศ ประกอบด้วย เวทีเสวนาในหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากเครือข่ายพันธมิตร บูรณาการข้อมูลและแผนกลยุทธ์ พลิกโฉม SME ไทย โตไกลอย่างยั่งยืน” ฉายภาพความร่วมมือในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจและการมองเห็นโจทย์เชิงนโยบาย สะท้อนมุมมองการจัดทำ GDP SME และระบบข้อมูลเตือนภัยเพื่อการกำหนดนโยบายที่แม่นยำ

    รวมทั้งเวทีเสวนาในหัวข้อ “เสียงสะท้อนแห่งความสำเร็จ ปลดล็อก SME ไทย โตได้ไกล ไปได้จริง” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จจากผู้แทนผู้ประกอบการ SME ทั้ง 4 ท่าน และปิดท้ายด้วยช่วง “ก้าวต่อไป สสว. 2570 ปลดล็อกโอกาส เชื่อมโยงอนาคต SME ไทยอย่างยั่งยืน” สรุปภาพรวมจากการเสวนา พร้อมชี้แจงรายละเอียดแผนงานและโครงการไฮไลต์ในปี 2570 ของ สสว. ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศ SME ครบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ทุน, ตลาด, ความรู้, สิทธิประโยชน์ และนโยบาย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1065606/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pV9LYBIsY_jLDpS1hLUc-

  • วิทัย ‘สวนทาง’ แบงก์ชาติโลก ลุยแก้สิ่งที่ ‘ดอกเบี้ย’ แก้ไม่ได้

    วิทัย ‘สวนทาง’ แบงก์ชาติโลก ลุยแก้สิ่งที่ ‘ดอกเบี้ย’ แก้ไม่ได้

    เมื่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ ไม่พอฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘วิทัย รัตนากร’ จึงเดินสวนกระแสธนาคารกลางทั่วโลก ดัน ธปท.ลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่หนี้ครัวเรือนถึงภาวะ ‘แก่ก่อนรวย’ ขณะที่ Bloomberg Opinion ชี้ นี่อาจเป็นทางเลือกที่ไทยต้องการ แต่ก็เสี่ยงพาธนาคารกลางเข้าใกล้สนามการเมือง

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเลือก “เดินสวนทาง” กับกระแสธนาคารกลางรายใหญ่ของโลก ด้วยการขยายบทบาทจากการดูแลเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ไปสู่การ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    “แดเนียล มอส” (Daniel Moss) คอลัมนิสต์ด้านเศรษฐกิจเอเชียของ Bloomberg Opinion มองว่า แนวทางของวิทัยแทบจะ “อยู่คนละขั้ว” กับเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งต้องการลดขนาดและบทบาทของเฟด พร้อมหันกลับไปให้ความสำคัญกับภารกิจพื้นฐานอย่างการควบคุมเงินเฟ้อ

    สำหรับ “ไทย” โจทย์กลับแตกต่างออกไป เพราะเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมานาน ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ “การเติบโต” เศรษฐกิจไทยเติบโตเชื่องช้าและเริ่มตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม จนมอสเปรียบเทียบว่า ไทยมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับญี่ปุ่นในยุคที่ต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจซบเซายาวนาน หลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และวิกฤติธนาคาร

    แม้ภายใต้การนำของ วิทัย ธปท.จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1% ซึ่งนับว่าต่ำมากในระดับโลก แต่ปัญหาของไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องต้นทุนทางการเงิน

    เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาผลิตภาพต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง การเข้าถึงสินเชื่อที่ไม่เท่าเทียม ตลอดจนอัตราการเกิดที่ลดต่ำลง จนประเทศกำลังเผชิญภาวะ “แก่ก่อนรวย”

    นี่จึงเป็นเหตุผลที่วิทัยไม่ต้องการพึ่ง “ดอกเบี้ย” เพียงเครื่องมือเดียว

    วิทัยชี้ว่า การลดดอกเบี้ยสามารถช่วยกระตุ้นอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหา “ศักยภาพการเติบโต” ของประเทศที่ลดลง พร้อมผลักดันให้ ธปท. เข้าไปมีบทบาทต่อปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น ทั้งในเรื่องหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนและธุรกิจ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นที่เชื่อมโยงกับระบบการเงิน

    ด้านมอสมองว่าแนวทางดังกล่าว “น่าสนใจ” โดยเฉพาะในประเทศอย่างไทยที่การผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาวผ่านกลไกการเมือง “มักขาดความต่อเนื่อง” เพราะการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงถี่ ประเทศผ่านการรัฐประหารมากกว่าสิบครั้งนับตั้งแต่สิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงอาจไม่ใช่เรื่องเสียหายหากธนาคารกลางจะช่วยเป็นอีกแรงในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง

    อย่างไรก็ตาม การขยายบทบาทย่อมมาพร้อมความเสี่ยง เพราะยิ่ง ธปท. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานอกเหนือจากนโยบายการเงินมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงทับซ้อนกับหน้าที่ของรัฐบาลและถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

    ดังนั้น โจทย์สำคัญของวิทัยอาจไม่ใช่แค่การแก้เศรษฐกิจไทย แต่คือการรักษาสมดุลระหว่าง “การลงมือแก้ปัญหา” กับ “ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง”

    มอสทิ้งท้ายว่า แนวคิดของวิทัย “ควรค่าแก่การรับฟัง” เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยไม่ได้กำลังจะหายไป และการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านี้

    หากเควิน วอร์ชต้องการ “ลดขนาด” บทบาทของธนาคารกลางสหรัฐ วิทัยก็กำลังทดลองทำสิ่งตรงกันข้าม ด้วยการผลัก ธปท. ให้ก้าวออกจากกรอบนโยบายการเงินแบบเดิม เพื่อเข้าไปจัดการกับปัญหาที่ “ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้”

    อ้างอิง: bloomberg

    หมายเหตุ: บทบาทของธนาคารกลางในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งรวมถึง ธปท. ค่อนข้างแตกต่างจากธนาคารกลางสหรัฐ โดยธนาคารกลางในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่นอกจากจะมีพันธกิจหลักคือการดูแลนโยบายการเงินแล้ว ยังต้องกำกับดูแลสถาบันการเงินด้วย ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐเน้นการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1250965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g_dRcRYv6ZHVi_5_ZgG19

  • ดัชนีเชื่อมั่นฯ ส.ค. แตะ 53.2 สูงสุด 6 เดือน เตือน ก.ย.-ต.ค. เศรษฐกิจเสี่ยงทรุด

    ดัชนีเชื่อมั่นฯ ส.ค. แตะ 53.2 สูงสุด 6 เดือน เตือน ก.ย.-ต.ค. เศรษฐกิจเสี่ยงทรุด

    ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยภาพรวม ในเดือนสิงหาคม

    8 กันยายน 2569 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากกลุ่มตัวอย่าง 2,240 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยภาพรวม ในเดือนสิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2 ซึ่งเป็นการปรับดีขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 36.5 และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 61.4

    เมื่อแยกตามดัชนีพบการปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกด้าน ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 46.6

    • ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ อยู่ที่ระดับ 50.9
    • ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 62.1

    ทั้งนี้ ปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยประคับประคองและผลักดันความเชื่อมั่น ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย plus 60/40” ที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของประชาชน กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ต่อปี การส่งออกของไทยในเดือนกรกฎาคมที่ขยายตัวต่อเนื่อง มติ ครม. เห็นชอบขยายเวลาคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี ตลอดจนราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ที่ปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา

    ขณะที่ปัจจัยลบที่ยังกดดันความเชื่อมั่น ได้แก่ ความรู้สึกของประชาชนว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้าและรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ราคาขายปลีกพลังงานในประเทศที่ปรับสูงขึ้น โดยแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นลิตรละ 1 บาท และดีเซลเพิ่มขึ้น 1.7 บาทต่อลิตร ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวลดลง 28.48 จุดในเดือนสิงหาคม สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและผลผลิตการเกษตร การแข็งค่าของเงินบาทมาอยู่ที่ระดับ 33.015 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม และความวิตกกังวลต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและความขัดแย้งบริเวณชายแดน

    ด้านดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายของผู้บริโภคพบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่อยู่ที่ 60.8

    • ซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ที่ 37.2
    • ท่องเที่ยวอยู่ที่ 82.6
    • การลงทุนทำธุรกิจอยู่ที่ 29.7

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    อย่างไรก็ดี ดัชนีความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองในเดือนสิงหาคมปรับตัวลดลงทั้งในปัจจุบัน (57.7) และอนาคต (58.9) เนื่องจากความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมือง

    จับตา ก.ย.-ต.ค. ไร้มาตรการเศรษฐกิจเสี่ยงทรุด

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เดือนกันยายนและตุลาคมนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยเนื่องจากโครงการ “ไทยช่วยไทย plus” ที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 140,000 ล้านบาทในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กำลังจะสิ้นสุดโครงการลงในเดือนกันยายนนี้

    ทั้งนี้ หากในเดือนตุลาคม รัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้นการบริโภคหรือมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานใหม่ออกมาทดแทนอย่างต่อเนื่อง สัญญาณการบริโภคของภาคเอกชนอาจชะลอตัวลงและกลับมาทรุดตัวได้อีกครั้ง

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศที่อาจสร้างความพลิกผัน เช่น ความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในตะวันออกกลางที่อาจดันราคาน้ำมันดิบโลกขยับขึ้นแตะระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองและการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลในประเทศที่อาจทำให้นโยบายเศรษฐกิจสะดุดลง

    แถลงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยภาพรวม ในเดือนสิงหาคม

    เอกชนแนะ 5 เรื่องเร่งด่วนเสนอภาครัฐ

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เสนอแนะแนวทางเร่งด่วน 5 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ได้แก่

    1.เร่งบริหารจัดการน้ำและภัยน้ำท่วมโดยด่วนที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อธุรกิจและเกษตรกรรม

    2.บริหารจัดการและควบคุมต้นทุนการผลิต ทั้งค่าไฟฟ้า ราคาพลังงาน และระบบขนส่ง

    3.ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงรอบด้าน

    4.ปกป้องและคุ้มครองผู้ประกอบการไทย จากการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติและสินค้านำเข้าราคาถูก

    5.ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท ไม่ให้ผันผวนจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออก

    นอกจากนี้สถาบันการเงินและภาครัฐจำเป็นต้องร่วมกันวางกรอบเพื่อเอื้อให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน สินเชื่อ และปรับโครงสร้างหนี้ได้ง่ายขึ้นเพื่อประคองตัวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางเศรษฐกิจนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EzcDtVkWIAx9iRW6758PU

  • เปิดดีล OECD ไทยต้องแลกด้วยอะไร เพื่อแลกทุนแสนล้าน

    เปิดดีล OECD ไทยต้องแลกด้วยอะไร เพื่อแลกทุนแสนล้าน

    การที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการเจรจาเข้าเป็นสมาชิก OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ถือเป็นก้าวสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ OECD ถูกขนานนามว่าเป็น “สโมสรประเทศพัฒนาแล้ว” ที่ครองสัดส่วนเศรษฐกิจมากกว่าสามในสี่ของโลก การยื่นใบสมัครของไทยจึงเป็นวาระแห่งชาติที่ตั้งเป้าจะยกระดับมาตรฐานประเทศรอบด้าน

    แต่คำถามสำคัญคือ การก้าวเข้าสู่สโมสรระดับโลกนี้ จะส่งผลต่อคนทำงานและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ในประเทศไทยอย่างไรบ้าง

    1. OECD คืออะไร และทำไมไทยต้องเร่งเข้าเป็นสมาชิก

    OECD คือองค์กรระหว่างประเทศที่มีสมาชิกเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 38 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายในการกำหนดนโยบายและมาตรฐานสากลด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และสังคม

    การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่เรื่องของเกียรติภูมิ แต่คือ “ตราประทับความน่าเชื่อถือ” (Stamp of Approval) ที่จะช่วยยืนยันว่าประเทศไทยมีกฎหมาย มาตรฐานนโยบาย และกติกาการค้าที่เป็นสากล โปร่งใส และเปิดกว้าง

    2. ประโยชน์ที่เศรษฐกิจไทยและประชาชนจะได้รับ

    ·       ดึงดูดทุนข้ามชาติ (FDI) ระดับคุณภาพ: การเป็นสมาชิกช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระดับโลกตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเทคโนโลยีสูงเข้ามาในไทย

    ·       ปฏิรูปรัฐและปราบปรามการทุจริต: มาตรฐาน OECD บังคับให้ภาครัฐต้องปรับปรุงกฎหมาย ยกระดับความโปร่งใส (Anti-Bribery Standards) และลดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยากลง

    ·       ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม: มาตรฐาน OECD ให้ความสำคัญกับนโยบายสวัสดิการ สิทธิแรงงาน และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยดึงมาตรฐานการดำรงชีวิตของคนไทยให้สูงขึ้น

    3. ดาบสองคม สิ่งที่ SME ไทยต้องเร่งรับมือ

    แม้ประโยชน์ในภาพใหญ่จะสูงมาก แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (SME) การเข้า OECD ถือเป็น ‘ยาขม’ ที่ต้องยอมกลืนเพื่อการเติบโต

    ·       มาตรฐาน ESG และ Net Zero ที่เข้มงวดขึ้น: SME ต้องปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตรวจสอบได้ตามเกณฑ์สากล หากปรับตัวไม่ทันอาจถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทข้ามชาติ

    ·       การแข่งขันจากทุนต่างชาติที่สูงขึ้น: กติกา OECD เน้นการเปิดเสรีด้านการลงทุนและการค้าบริการ ซึ่งจะทำให้ทุนต่างชาติเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยได้ง่ายขึ้น

    ·       ต้นทุนการปรับตัวด้านกฎหมาย: SME จะต้องแบกรับต้นทุนการปรับปรุงระบบบัญชี แรงงาน และความปลอดภัยให้ตรงตามมาตรฐานสากล

    การเข้าเป็นสมาชิก OECD เปรียบเหมือนการย้ายไทยขึ้นไปเล่นใน “ลีกระดับโลก” ที่กฎกติกาชัดเจนขึ้นและรางวัลใหญ่ขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยระดับการแข่งขันที่สูงขึ้นเช่นกัน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีมาตรการประคองและช่วยยกระดับ SME ไทยไปพร้อมกัน ไม่ปล่อยให้รายย่อยต้องเผชิญความท้าทายนี้ตามลำพัง

    ข้อมูลอ้างอิง

    ·     กระทรวงการต่างประเทศ (MFA Thailand)

    ·     สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ·     OECD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-sme-oecd-esg-netzero&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x79VNJeFldqi9O36JTrin