Category: เศรษฐกิจ

  • เร่งมอเตอร์เวย์ M6 – M82 หนุนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 

    เร่งมอเตอร์เวย์ M6 – M82 หนุนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 


    ‘พิพัฒน์’  มอบ 4 นโยบายกรมทางหลวง ชูวิสัยทัศน์ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” จี้โครงการมอเตอร์เวย์ให้เร็วขึ้น พร้อมยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด

     นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมเปิดเผยหลังเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กรมทางหลวง (ทล.)ว่า กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักสำคัญในการวางรากฐานสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภารกิจของกรมทางหลวงจึงไม่เพียงการสร้างถนน แต่คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความสะดวก และลดภาระต้นทุนให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้มอบนโยบายสำคัญ 4 ประเด็น เพื่อเร่งรัดการดำเนินงาน ดังนี้

    1.เร่งรัดการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) โดยให้เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างงานโยธา ทั้งมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) และ M82 (สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว) เพื่อเปิดทดลองให้ประชาชนได้ใช้งานโดยเร็ว พร้อมเร่งรัดการประมูลคัดเลือกเอกชน (PPP) ที่ได้รับอนุมัติแล้ว เช่น งานระบบมอเตอร์เวย์ M82, โครงการ M5 (ส่วนต่อขยายรังสิต-บางปะอิน), M9 (วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) และโครงการที่พักริมทาง ของมอเตอร์เวย์ M6 และ M81 นอกจากนี้ ให้เร่งเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติมอเตอร์เวย์สายใต้เส้นแรก M8 (ช่วงนครปฐม–ปากท่อ) และให้เพิ่มทางเลือกของแหล่งเงินทุนผ่านการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 

    2. ยกระดับโครงข่ายทางหลวงให้ปลอดภัยและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น โครงข่ายถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ แก้ปัญหาการจราจร, การศึกษาพัฒนา ทล.4 และ ทล.41 ให้เป็นมอเตอร์เวย์ และทางแนวใหม่เชื่อม สตูล-สงขลา-ปัตตานี รวมถึงเร่งรัดโครงข่าย MR-MAP (MR1 ช่วงนครปฐม-นครสวรรค์) โดยบูรณาการร่วมกับการพัฒนาระบบรางและคลองระบายน้ำฝั่งตะวันตก เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง 

    3. มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดระหว่างก่อสร้างโดยต้องจัดระเบียบพื้นที่ก่อสร้างอย่างเคร่งครัด ไฟส่องสว่าง ป้ายเตือนต้องชัดเจน การเร่งรัดงานก่อสร้างต้องดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกับความปลอดภัยในทุกมิติ โดยเฉพาะโครงการที่มีความซับซ้อน ที่สำคัญต้องวางแผนจัดการจราจรในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการส่วนต่อขยายทางยกระดับบรมราชชนนี (ทล.338) ที่มีแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 นี้  พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการจราจร เช่น ใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจจับอุบัติเหตุ , การเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (m-flow) , ควบคุมไฟจราจร , ทางข้ามถนน และตรวจจับความเร็วบนทางหลวงเป็นต้น

     4. นโยบายประหยัดพลังงาน โดยระยะเร่งด่วนให้บริหารจัดการไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงสายรอง นอกพื้นที่ชุมชน ในช่วงเวลาที่มีรถสัญจรน้อย (22.00 น. – 06.00 น. ) โดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก และในระยะยาวให้ทำ Roadmap เปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นระบบ LED อย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืน 

    ทั้งนี้ ภายหลังจากมอบนโยบายให้แก่กรมทางหลวงแล้วนั้น ตนได้ลงตรวจเยี่ยมศูนย์ราชการสะดวก Government Easy Contact Center (GECC) ของกรมทางหลวง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ ให้สามารถเข้าถึงบริการของกรมทางหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการรับบริการ รวมทั้งยกระดับการให้บริการประชาชนของกรมทางหลวงอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงพร้อมขับเคลื่อนภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันกำลังเร่งผลักดันแผนแม่บท MR-MAP, การพัฒนาทางแนวใหม่เชื่อมโยงสตูล-สงขลา, โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ตลอดจนการแก้ปัญหาจราจรในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ 

    ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้าง กรมทางหลวงได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง โดยเน้นการจัดการจราจร การติดตั้งไฟส่องสว่างที่เพียงพอ และความพร้อมของเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้ทาง

    นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังขับเคลื่อนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด Green Highway อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้โคมไฟถนนระบบ LED ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายในปี พ.ศ. 2583 พร้อมทั้งได้ประกาศเจตนารมณ์ผ่าน “ปฏิญญากรมทางหลวง” มุ่งสู่การเป็นทางหลวงคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2040 เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนอย่างสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zf4ecOxOnpvhL_0563Dx4

  • โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    วันนี้ (2 พ.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สร้างความผันผวน ทำให้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค New Normal ที่ซับซ้อน การจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเน้นการเดินออกจากกรอบความคิดเดิม เพราะหากแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิม ๆ ย่อมจะได้ผลลัพธ์แบบเดิม ที่ไม่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ ผู้นำยุคใหม่จึงต้องกล้าก้าวข้ามการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความผันผวน ไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งยกระดับภาคการเกษตร ต้องช่วยเรื่องการปรับตัวของผู้ประกอบการ SME เพื่อนำไปสู่การกระจายรายได้ ที่เป็นธรรมมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคมสูงวัย ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และการบริการ พัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจดูแลผู้สูงวัย (Care Economy) เพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศได้อีกด้วย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    สำหรับการจะขับเคลื่อนองค์กรและประเทศให้ก้าวข้าม Comfort Zone ได้สำเร็จ ผู้นำควรยึดหลักการทำงานแบบ TAM Model ที่ไม่ว่าจะเป็น การคิดเชิงระบบมองภาพใหญ่บนฐานข้อมูลที่ชัดเจน (Think Big) การเริ่มต้นลงมือทำจากจุดเล็ก ๆ เพื่อสร้างโครงการนำร่อง (Act Small) และการปรับตัวให้รวดเร็ว ถูกจังหวะสถานการณ์ (Move Fast/Right) การก้าวข้ามกรอบเดิมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศสามารถอยู่รอด และเติบโตได้ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    อ่านข่าว:

    ปิดฉาก 8 ปี “พาวเวลล์” คุมเฟดย้ำ “ความซื่อสัตย์” ประเมินค่ามิได้

    “ศุภจี” เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.นี้ หารือ USTR ถกไต่สวน มาตรา 301

    IMFปรับเศรษฐกิจโลกโต3.1% หวังสงครามอิหร่านรุนแรงจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505412&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GpXcEqXzbjuAsAxDlPJnT

  • สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้ | TOPNEWS

    สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้ | TOPNEWS

    สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้

    • เผยแพร่ : 02/05/2026 18:28

    ปก web เชิดชูคนเบื้องหลัง

    ปก web ปั้นเด็กนอกระบบสู่สากล

    เชียงใหม่-สยามทีวีทุ่มแคมเปญ “ลดประชดร้อน” ลดสูงสุด 70% ผนึก 4 มหกรรมสินค้า ปลุกกำลังซื้อหน้าร้อนภาคเหนือ

    สุโขทัยคึกคัก! รมช.เกษตรฯ ตรวจประตูน้ำหาดสะพานจันทร์ หนุนกล้วยตาก-เกษตรอัจฉริยะ

    ระทึกลำพูน! ไฟไหม้โรงคัดแยกของเก่า ควันดำคลุ้งทั่วฟ้า ระดมรถน้ำสกัดวุ่น

    กอ.รมน.กำแพงเพชร เปิดตัวแอปฯ “พร้อมช่วย” ดูแลทหารใหม่ ผลัด 1/69

    ศุลกากรแม่สะเรียงสกัดจับ! ยึดเบนซิน 1,800 ลิตร จ่อลักลอบส่งออกสาละวิน

    สายบุญเนืองแน่น! “หลวงตาม้า” นำศิษย์สวดคาถามหาจักรพรรดิ รับวันแรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jtsVuiav2TabOS5edILbi

  • โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

    โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

    โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

    โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

    การประกาศถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกนํ้ามันหรือโอเปก (OPEC) และพันธมิตรโอเปกพลัส (OPEC+) ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินออกจากโต๊ะเจรจาของสมาชิกลำดับต้น ๆ เท่านั้น แต่กำลังเป็นแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของระเบียบโลกเก่า และส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การถอนตัวของ UAE ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของการสิ้นสุดยุคสมัยแห่งการผูกขาดการบริหารจัดการอุปทานนํ้ามันดิบ และเป็นการเริ่มต้นของยุค “อิสระแห่งพลังงาน” ที่ความมั่นคงของชาติถูกวางอยู่เหนือความร่วมมือในระดับพหุภาคี

    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะมันซ้อนทับอยู่บนวิกฤตการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดตายมาตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบเบรนท์พุ่งทะยานเหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว

    การตัดสินใจของ UAE ในครั้งนี้ จึงถูกมองว่า เป็นการเลือกจังหวะเวลาที่เปี่ยมไปด้วยนัยสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลด้าน “วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว” ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมพลังงานต้นนํ้าที่พวกเขาได้ทุ่มเงินมหาศาลลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    ความขัดแย้งภายในระหว่าง UAE และพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย ได้บ่มเพาะมานานจากปมปัญหาโควตาการผลิต ที่ UAE มองว่าไม่เป็นธรรมต่อศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง โดยปัจจุบัน UAE มีขีดความสามารถในการผลิตนํ้ามันดิบสูงถึง 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กลับถูกจำกัดด้วยเพดานของโอเปคพลัสไว้เพียงประมาณ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    การสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ท่ามกลางราคานํ้ามันที่พุ่งสูง จากภาวะสงครามกลายเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ UAE ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเพื่อประกาศอิสรภาพในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง 

    ผลกระทบในระดับโลกคือ การสูญเสีย “กำลังการผลิตส่วนเกิน” (Spare Capacity) ของกลุ่มโอเปคไปทันทีเกือบ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเดิมทีเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

    การหายไปของเอกภาพภายในกลุ่มโอเปกครั้งนี้ จะทำให้ตลาดนํ้ามันโลกเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ ซึ่งในระยะสั้น ราคานํ้ามันจะมีความผันผวนรุนแรงขึ้น จากการเก็งกำไรและความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ 

    แต่ในระยะยาวเมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดคลี่คลายลง อาจได้เห็นสงครามราคานํ้ามันรอบใหม่ จากการที่แต่ละประเทศพยายามเร่งผลิต เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดที่เสียไปให้กับสหรัฐอเมริกา และผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก

    สำหรับประเทศไทยพึ่งพานํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนหลัก สถานการณ์นี้ถือเป็นมรสุมเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ การพุ่งขึ้นของราคานํ้ามันดิบโลกสู่ระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของธนาคารโลกในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงติดลบแล้วกว่า 62,364 ล้านบาท 

    ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกลายเป็นต้นทุนแฝงในราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าขนส่ง นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งจะไปซํ้าเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก

    ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องไม่เพียงแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการกู้เงินเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานต่อไปเท่านั้น แต่ต้องใช้โอกาสจากวิกฤตโอเปกแตกนี้ ในการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับผู้ผลิตนํ้ามันให้มีความหลากหลายมากขึ้น 

    การเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) กับประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค หรือแม้แต่การกระชับมิตรกับ UAE ในฐานะคู่ค้ารายใหม่ที่ต้องการระบายนํ้ามันดิบเข้าสู่ตลาดโดยไม่สนโควตา คือทางเลือกที่ต้องพิจารณา

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46  ฉบับที่ 4,197 วันที่ 3 -6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/658062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n2KsqsBFtR67OxMmlk2-Z

  • เช็กเลย! “ไทยช่วยไทย” คนละครึ่ง 2569 รับสิทธิ 4,000 บาท เริ่มลงทะเบียนพ.ค.นี้ | เดลินิวส์

    เช็กเลย! “ไทยช่วยไทย” คนละครึ่ง 2569 รับสิทธิ 4,000 บาท เริ่มลงทะเบียนพ.ค.นี้ | เดลินิวส์

    รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน โดยเน้นการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง รัฐสนับสนุนงบประมาณช่วยจ่ายถึง 60% ครอบคลุม วงเงินสูงสุด 4,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเต็ม เตรียมตัวให้พร้อม ลงทะเบียน พฤษภาคม 2569 นี้

    รายละเอียดสิทธิประโยชน์

    โครงการไทยช่วยไทยถูกออกแบบมาในรูปแบบการร่วมจ่าย (Co-pay) เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    • วงเงินรวมตลอดโครงการ: 4,000 บาท ต่อคน

    • สัดส่วนการช่วยจ่าย: รัฐออกให้ 60% ประชาชนออกเอง 40%

    • ตัวอย่างการใช้งาน: หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และเราจ่ายจริงเพียง 40 บาทเท่านั้น

    ตารางกำหนดการและไทม์ไลน์

    เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โครงการจะแบ่งจ่ายวงเงินเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท

    วิธีการลงทะเบียนและช่องทางการใช้สิทธิ

    • ลงทะเบียน: เริ่มในเดือนพฤษภาคม 2569

    • เริ่มใช้สิทธิ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

     ช่องทางหลัก: ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    • ร้านค้าที่ร่วมรายการ: สามารถใช้ได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ

    เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้

    • ใช้จ่ายได้เฉพาะกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น

    • ห้ามถอนเป็นเงินสด หรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นในทุกกรณี

    • ต้องใช้สิทธิให้หมดภายในเดือนที่ได้รับ (วงเงินรายเดือนไม่สะสมไปเดือนถัดไป)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5827161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TzrcfUxsMtUEGXUZjpytl

  • ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนักเรียนรับเปิดเทอม ราคาเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท/คน

    ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนักเรียนรับเปิดเทอม ราคาเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท/คน

    (2 พ.ค. 69) บรรยากาศที่ตลาดสด ทม.มหาสารคาม เป็นไปอย่างคึกคัก หลังผู้ปกครองพาบุตรหลานออกมาเลือกซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน มาจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง ร้านจำหน่ายชุดนักเรียนหลายร้านมีลูกค้าแน่นขนัด

    ผู้ปกครองส่วนใหญ่ เน้นพาบุตรหลานมาวัดตัวที่ร้าน เพื่อให้ได้ขนาดที่พอดี โดยเฉพาะเด็กที่มีรูปร่างผอมหรืออ้วนเป็นพิเศษ หลายครอบครัวเลือกซื้อเพียง 1 ชุดก่อน และวางแผนกลับมาซื้อเพิ่ม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

    หากซื้อชุดนักเรียนแบบครบชุด ทั้งเสื้อผ้า , รองเท้า , กระเป๋าและอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 2,000 – 3,000 บาท ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคงเดิม แม้ค่าครองชีพด้านอื่นจะสูงขึ้น ขณะที่รองเท้านักเรียนบางยี่ห้อ ปรับราคาขึ้นอยู่ที่ประมาณ 300 – 400 บาทต่อคู่

    ผู้ปกครองหลายราย เล่าว่า จำเป็นต้องวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เนื่องจากในช่วงเปิดภาคเรียน มีค่าใช้จ่ายหลายด้านเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเล่าเรียน , อุปกรณ์การศึกษา และค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน ส่งผลให้ต้องทยอยซื้อของเท่าที่จำเป็นก่อนในแต่ละครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NrYbi5h1e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zLBlzlDhgW_gHxyiEXLDd

  • คนมะกันอัด ทรัมป์ ตระบัดสัตย์ โพลชี้สงครามอิหร่านคือความผิดพลาด ทำเศรษฐกิจทั้งโลกพัง

    คนมะกันอัด ทรัมป์ ตระบัดสัตย์ โพลชี้สงครามอิหร่านคือความผิดพลาด ทำเศรษฐกิจทั้งโลกพัง

    คนมะกันอัด ทรัมป์ ตระบัดสัตย์ โพลชี้สงครามอิหร่านคือความผิดพลาด ทำเศรษฐกิจทั้งโลกพัง

    วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

    2 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเป็นความผิดพลาด เนื่องจากสงครามดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ค่าครองชีพในสหรัฐฯ สูงขึ้น

    ผลสำรวจความคิดเห็นของ วอชิงตัน โพสต์ – เอบีซี นิวส์ – ศูนย์วิจัยอิปซอส ที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า พลเมืองร้อยละ 61 ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าการใช้กำลังทหารต่ออิหร่านเป็น “ความผิดพลาด” ขณะที่เพียงร้อยละ 36 กล่าวว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

    ผลสำรวจนี้เป็นผลสำรวจล่าสุดที่พบว่าระดับการสนับสนุนสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากกับอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์นั้นอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสงครามดังกล่าวได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนทั่วตะวันออกกลางและทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

    เมื่อถามว่าพวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถาม 44 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่า พวกเขาได้ลดการขับรถลง และ 42 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่า พวกเขาทำเช่นเดียวกันกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็น 56 เปอร์เซ็นต์ และ 59 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์ต่อปี

    ความกังวลเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

    สงครามยังถูกมองว่าขัดแย้งกับคำสัญญาของทรัมป์ที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามต่างประเทศที่ไม่จำเป็น และ 46 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าการตัดสินใจโจมตีอิหร่านนั้นไม่สอดคล้องกับจุดยืนที่ทรัมป์แสดงออกระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี

    เมื่อถามว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านประสบความสำเร็จหรือไม่ ร้อยละ 39 ตอบว่าไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ร้อยละ 19 ตอบว่าประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 41 ตอบว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกได้

    อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนสงครามยังคงแข็งแกร่งในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันของทรัมป์ เกือบร้อยละ 80 ของพรรครีพับลิกันกล่าวว่าการตัดสินใจโจมตีอิหร่านเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าพวกเขาจะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างเท่าๆ กันระหว่างการให้คะแนนปฏิบัติการว่าประสบความสำเร็จและการระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกได้

    เรียบเรียงจาก : Poll finds 61 percent of Americans believe attacking Iran was a mistake

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/962087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Nek1EwfMiPUfmYZg0m-aw

  • นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  แสดงความเห็นถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ในฐานะที่ผมเป็นคนใต้และเฝ้าติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดของเรามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณเมื่อปี 2531 ซึ่งมีความคิดเห็นที่ดีด้านการต่างประเทศต่อโอกาสของไทย และชาวใต้ ผมขอแชร์มุมมองต่อโครงการ Land Bridge   ระนอง-ชุมพร เพื่อให้ได้เห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญของภาคใต้เราครับ

    ผมขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง- ชุมพร ให้เกิดขึ้นจริงครับ เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนเราให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง โดยต้องเน้นการเชื่อมโยงด้วย “ระบบท่อส่งน้ำมัน” และ “รถไฟรางคู่” เป็นแกนหลัก

    ผมถึงเห็นว่าจะต้องทำตอนนี้ โดยเหตุผลหลักคือเรื่อง “ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ” ครับ ปัจจุบันโลกมีความผันผวนสูงมาก ดูอย่างวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ลุกลามมาถึงช่องแคบมะละกาที่ปัจจุบันรองรับการค้าโลกถึง 40% หรือแม้ไม่เกิดขึ้นช่องแคบมะละกาก็กำลังจะเต็มความจุในปี 2573 เศรษฐกิจเราจะลำบากมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดสินค้าผ่านจากจีน อินเดีย ลาว และเมียนมา ให้ไหลผ่านภาคใต้ของเรา

    จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้มาหลายคณะแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือบทเรียนจากในอดีต ผมเคยร่วมศึกษาโครงการขุดคอคอดกระอย่างละเอียดและพบว่าทำไม่ได้เพราะไม่คุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่นี้ต่างออกไปครับ จากที่ผมไปลงพื้นที่ดูด้วยตัวเองในฐานะกรรมาธิการคมนาคมของสภาชุดที่ 25 และได้เคยไปดูงานที่ท่าเรือ จ.ระนอง เมื่อเดือนมกราคม 2564 ผมเห็นว่าการเลือกที่ตั้งท่าเรือฝั่งระนองที่ “แหลมอ่าวอ่าง” ซึ่งมีความลึกน้ำถึง 21 เมตร และอยู่ติดทะเลเปิด ไม่ต้องขุดเข้าไปในแผ่นดินลึกเหมือนที่เดิม จะช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เราหวงแหนได้มาก คุ้มค่ากับการลงทุนซึ่งจะจูงใจนักลงทุนระดับโลกได้จริง

    บทสรุปของคนใต้เพื่ออนาคตประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้คือการสืบสานวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลด้านการต่างประเทศของท่านอดีตนายกฯ ชาติชาย มองเห็นว่าภาคใต้เป็นทำเลทองที่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ และเกรงว่าประเทศเรานั้นสุ่มเสี่ยงอยู่เช่นกันจากหากเกิดปัญหาการออกจากอ่าวไทยที่ต้องผ่านพื้นที่ซ้อนทับทางทะเลทั้งกับ เขมรที่กำลังมีปัญหากันอยู่ ทั้งเวียตนามและมาเลเซียก็มีพื้นที่ทับซ้อนกัน จำที่จะต้องหาทางออกอีกฝั่งทะเลตะวันออกไว้ไว้  เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากสงครามและผลกระทบต่อการเดินเรือที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องฉวยโอกาสนี้ผลักดัน ซึ่งหากเราทำสำเร็จ โครงการนี้จะสร้างงานได้อย่างมากมาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกหลานชาวใต้ให้ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยน “ทำเลทอง” ของเราให้กลายเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศเสียที

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JOi-GDcm4MKCcpmaqUmgr

  • “นิกร” ในฐานะคนใต้ หนุน “แลนด์บริดจ์” ปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    “นิกร” ในฐานะคนใต้ หนุน “แลนด์บริดจ์” ปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

    “นิกร” โพสต์ในฐานะคนใต้ หนุนเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” ระนอง-ชุมพร ชี้ยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมสองมหาสมุทร ช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานไทย

    2 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งชาวใต้ ออกโรงสนับสนุน โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เส้นทางเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างระนอง-ชุมพร เพื่อเสริมสร้าง ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ และทางออกด้าน โลจิสติกส์ ของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตการเดินเรือโลก โดยชูจุดเด่นการเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ที่จะเปลี่ยนภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางการค้าอย่างยั่งยืน โดยได้มีการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า 

    ในฐานะที่ผมเป็นคนใต้ และเฝ้าติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดของเรามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2531 ซึ่งมีความคิดเห็นที่ดีด้านการต่างประเทศต่อโอกาสของไทย และชาวใต้ ผมขอแชร์มุมมองต่อโครงการ Land Bridge ระนอง-ชุมพร เพื่อให้ได้เห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญของภาคใต้เราครับ 

    ผมขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง- ชุมพร ให้เกิดขึ้นจริงครับ เพราะนี่คือกุญแจสำคัญ ที่จะปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนเราให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง โดยต้องเน้นการเชื่อมโยงด้วย “ระบบท่อส่งน้ำมัน” และ “รถไฟรางคู่” เป็นแกนหลัก

    ผมถึงเห็นว่า จะต้องทำตอนนี้ โดยเหตุผลหลักคือเรื่อง “ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ” ครับ ปัจจุบันโลกมีความผันผวนสูงมาก ดูอย่างวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ลุกลามมาถึงช่องแคบมะละกา ที่ปัจจุบันรองรับการค้าโลกถึง 40% หรือแม้ไม่เกิดขึ้นช่องแคบมะละกา ก็กำลังจะเต็มความจุในปี 2573 เศรษฐกิจเราจะลำบากมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรอง ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดสินค้าผ่านจากจีน อินเดีย ลาว และเมียนมา ให้ไหลผ่านภาคใต้ของเรา 
     

    นายนิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย

    จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้มาหลายคณะแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ บทเรียนจากในอดีต ผมเคยร่วมศึกษาโครงการขุดคอคอดกระอย่างละเอียดและพบว่า ทำไม่ได้ เพราะไม่คุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่นี้ต่างออกไปครับ จากที่ผมไปลงพื้นที่ดูด้วยตัวเอง ในฐานะกรรมาธิการคมนาคมของสภาชุดที่ 25 ผมเห็นว่า การเลือกที่ตั้งท่าเรือฝั่งระนองที่ “แหลมอ่าวอ่าง” ซึ่งมีความลึกน้ำถึง 21 เมตร และอยู่ติดทะเลเปิด ไม่ต้องขุดเข้าไปในแผ่นดินลึกเหมือนที่เดิม จะช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เราหวงแหนได้มาก คุ้มค่ากับการลงทุนซึ่งจะจูงใจนักลงทุนระดับโลกได้จริง

    บทสรุปของคนใต้เพื่ออนาคตประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่า โครงการนี้คือการสืบสานวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลด้านการต่างประเทศของท่านอดีตนายกฯ ชาติชาย มองเห็นว่า ภาคใต้เป็นทำเลทองที่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ และเกรงว่าประเทศเรานั้นสุ่มเสี่ยงอยู่เช่นกัน จากหากเกิดปัญหาการออกจากอ่าวไทย ที่ต้องผ่านพื้นที่ซ้อนทับทางทะเลได้ จำเป็นที่จะต้องหาทางออกอีกฝั่งทะเลตะวันออกไว้ไว้ เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากสงคราม และผลกระทบต่อการเดินเรือที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องฉวยโอกาสนี้ผลักดัน ซึ่งหากเราทำสำเร็จ โครงการนี้จะสร้างงานได้อย่างมากมาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกหลานชาวใต้ให้ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยน “ทำเลทอง” ของเราให้กลายเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศเสียที 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VYeDeekxS2tFIKZpEIkgV

  • ธปท. ชี้ไทยโชคดีลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจรองรับสงคราม จับตาเอกภาพเฟด หลังเสียงแตก-เปลี่ยนผู้นำ : อินโฟเควสท์

    ธปท. ชี้ไทยโชคดีลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจรองรับสงคราม จับตาเอกภาพเฟด หลังเสียงแตก-เปลี่ยนผู้นำ : อินโฟเควสท์

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็น “มหกรรมธนาคารกลาง” (Central bank bonanza) โดยนอกจากจะมีการประชุม กนง. ของไทยที่ผมเป็นเลขานุการแล้ว ยังมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั้งสหรัฐฯ (เฟด) ญี่ปุ่น (BoJ) ยุโรป (ECB) และอังกฤษ (BoE) ในสัปดาห์นี้ด้วย

    รอบนี้ เฟดแถลงผลการประชุมวันที่ 29 เมษายน วันเดียวกันกับไทย และเป็นเวลา 14.30 น. เช่นกัน แต่ห่างกัน 11 ชั่วโมง เพราะเป็นคนละ Time zone ปีนี้จะมีแบบนี้อีกทีก็วันที่ 28 ตุลาคม

    เช่นเดียวกันกับ กนง. (และ BoJ ECB และ BoE) เฟดตัดสินใจ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ต่างกันที่ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ ขณะที่เฟดเสียงแตก 8:4 ซึ่งเป็นการประชุมเฟดที่มีเสียงแตกมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2535

    อย่างไรก็ดี ใน 4 คนที่เห็นต่างจากเสียงส่วนใหญ่ มีเพียงคนเดียวที่โหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือ Stephen Miran ซึ่งเป็นคนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งเข้ามาชั่วคราว ขณะที่อีก 3 คน ได้แก่ Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan โหวตให้คงดอกเบี้ยเหมือนกับอีก 8 คน แต่ทั้ง 3 คน ไม่เห็นด้วยกับประโยคที่ชี้ว่า เฟดอาจจะมีการลดดอกเบี้ยในอนาคต (Easing bias stance) ในแถลงการณ์ของการประชุม จากความเป็นห่วงสถานการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่พอเงินเฟ้อจุดติดแล้วมักจะลงช้า

    นายดอน กล่าวว่า การตัดสินนโยบายการเงินของเฟดมีความน่าสนใจ เพราะเฟดเป็นธนาคารกลางหลักธนาคารเดียวที่ยังไม่จบวัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ย โดยในช่วงต้นปี ตลาดยังมองว่า เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่หลังการแถลงล่าสุดของเฟด ตลาดมองว่าปีนี้ เฟดจะไม่มีการลดปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว

    ขณะที่มองย้อนกลับไป ถ้าสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์เกิดขึ้นเร็วกว่านั้นเพียง 3 วัน กนง. ที่ประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ คงไม่ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันนั้น คือ การส่งสัญญาณดูแลเงินเฟ้อระยะปานกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) ที่มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายนานกว่าคาด

    ขณะที่ล่าสุด ประมาณการเงินเฟ้อของ ธปท. ทั้งปี 2569 และปี 2570 ปรับกลับมาอยู่ในกรอบทั้ง 2 ปีจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น จึงนับเป็นว่าเป็นโชคดีของเศรษฐกิจไทยที่ได้ภาวะดอกเบี้ยต่ำมารองรับผลกระทบจากสงคราม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

    กลับมาที่การประชุมเฟด นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า กรรมการ 3 คน ที่เห็นต่าง ต้องการส่งสัญญาณไปที่ Kevin Warsh (เควิน วอร์ช) ที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) แทน Jerome Powell ที่จะหมดวาระประธาน FOMC ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ว่า ถ้า Warsh จะให้ FOMC ลดดอกเบี้ย งานนี้ไม่หมู

    ดราม่าของการประชุมเฟดครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เสียงที่แตก แต่ในช่วงแถลงข่าว Powell ประกาศว่า เขาจะยังทำหน้าที่เป็นกรรมการใน FOMC ต่อไป จนกว่าการสอบสวนโดยกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ของสหรัฐฯจะยุติลงแบบ “เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และโปร่งใส” (Well and truly over with finality and transparency) ซึ่งแปลว่า เขาจะร่วมประชุม FOMC ครั้งถัด ๆ ไปด้วย

    “แม้ Powell จะบอกว่า เขาจะทำตัว Low profile และจะไม่เป็นประธานเงา คอยชี้นำการตัดสินใจของประธานคนใหม่ แต่ในทางปฏิบัติ การมีอดีตประธานนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย ผมว่ามันไม่ง่ายสำหรับ Warsh ที่ประกาศว่า จะสร้างการเปลี่ยนแปลง (Regime change) ให้กับเฟด ภายในการนำของเขา”

    ดังนั้น คงต้องติดตามต่อไปว่าระหว่างนี้จนถึงการประชุมเฟดครั้งถัดไป วันที่ 16-17 มิถุนายน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะสั่งให้ DOJ ยุติการสอบสวน Powell โดยสิ้นเชิง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ Warsh หรือไม่

    หรือเราจะเห็นภาพประวัติศาสตร์ที่มีประธานและอดีตประธานประชุมร่วมกันแบบที่เคยเกิดขึ้นสั้นๆในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ของ Arthur Burns (ยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตพลังงานและภาวะ Stagflation) แม้รายละเอียดของยุคสมัยจะต่างกัน แต่ความอึดอัดในการทำงานร่วมกันระหว่างประธานที่เพิ่งพ้นวาระหลังจากดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานกับประธานคนใหม่ ย่อมสร้างแรงเสียดทานและเป็นความท้าทายต่อความเป็นเอกภาพในการตัดสินใจของเฟดหลังจากนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589613&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1POlAznVyk0d_qHtH1pt7i