Category: เศรษฐกิจ

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex พุ่ง 888 จุด ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex พุ่ง 888 จุด ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดีย ดีดตัวขึ้นกว่า 800 จุด ขานรับการเปิดเผยข้อมูลการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนนี้

    ดัชนี S&P BSE Sensex [BSE.X] ปิดตลาดที่ 77,654.60 บวก 888.68 จุด หรือ 1.16%

    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศพุ่งขึ้นนำตลาด

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/622942&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2apLhbyztcvbt4SX1w0_Wf

  • 6 พันธกิจสำคัญหนุน

    6 พันธกิจสำคัญหนุน

    โต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน : 6 พันธกิจสำคัญหนุน ‘การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง’ ของจีน

    ปักกิ่ง, 29 ก.ค. ซินหัว รายงานว่า — หยางเท่อ เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว กล่าวว่าจีนจะให้ความสำคัญกับ 6 ด้านสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง ขณะเข้าสู่ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) โดยจีนจะยกระดับการประสานงานเพื่อเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ขยายอุปสงค์ภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งของตลาดภายในประเทศ

    หยางเน้นย้ำความสำคัญของการบ่มเพาะปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ และการอัปเกรดโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาแหล่งอาหาร พลังงาน และทรัพยากร ตลอดจนห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ส่วนพันธกิจอื่นๆ ได้แก่ เดินหน้าการปฏิรูป ขยายการเปิดกว้าง ส่งเสริมการพัฒนาเขตเมือง-ชนบทและระดับภูมิภาค และเร่งการเปลี่ยนผ่านสีเขียว

    อนึ่ง เศรษฐกิจจีนในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนของปี 2026 ขยายตัวร้อยละ 4.7 เมื่อเทียบปีต่อปี และจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตตลอดปี 2026 ไว้ที่ร้อยละ 4.5-5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/76417&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hed5dkUPjqXKBNt3kT6Ic

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดเวทีประกวดกลิ่น “ว่านสาวหลง” ชูสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสระดับสากล

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดเวทีประกวดกลิ่น “ว่านสาวหลง” ชูสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสระดับสากล

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดเวทีประกวดกลิ่น “ว่านสาวหลง” ชูสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสระดับสากล

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเวทีประกวดสร้างสรรค์กลิ่นจากวัตถุดิบไทย ครั้งแรกของปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “ว่านสาวหลง” กับโจทย์ “Create The Signature Wellness Scent of WAN SAO LONG” มุ่งต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสและตลาดเศรษฐกิจสุขภาพ เปิดรับสมัครผู้สนใจ เข้าร่วมประกวดฟรีถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยเฟ้นหาผลงานที่โดดเด่นทั้งด้านอัตลักษณ์ไทย คุณค่าด้านสุขภาวะ และศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่การผลิตและจำหน่ายจริง

    ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาวะและการเติบโตของอุตสาหกรรม Wellness จึงมุ่งผลักดันจุดเด่นของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพการประกวดสร้างสรรค์กลิ่นจากวัตถุดิบไทย ภายใต้หัวข้อ “ว่านสาวหลง” กับโจทย์ “Create The Signature Wellness Scent of WAN SAO LONG” ในครั้งนี้เน้นนำเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของ “ว่านสาวหลง” มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย เพื่อสร้างสรรค์ เป็นกลิ่นอัตลักษณ์ใหม่ที่ทรงคุณค่า มุ่งต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสและตลาดเศรษฐกิจสุขภาพ

    สำหรับรายละเอียดการส่งผลงาน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ผลงานต้นแบบ ประกอบด้วยผลงานต้นแบบกลิ่นอัตลักษณ์ และผลงานต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำมันนวด 2.อินโฟกราฟิก (Infographic) นำเสนอแนวคิดและแรงบันดาลใจ (Concept), การถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling), ภาพรวมอารมณ์ความรู้สึก (Mood Board), การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและโอกาสทางธุรกิจ (Target Market & Business Opportunity) รวมถึงข้อมูลวัตถุดิบส่วนผสม (Ingredient Information)

    ดร.นพ.พงศธร เน้นย้ำว่า การประเมินผลจะจัดขึ้นในรูปแบบไม่เปิดเผยตัวตน (Blind Evaluation) เพื่อประกันความยุติธรรมและโปร่งใสสูงสุด โดยพิจารณาผ่าน 3 มิติหลัก คือ ด้านอัตลักษณ์ (Identity) ความสามารถ ในการสะท้อนเอกลักษณ์ว่านสาวหลงและคุณค่าไทย, ด้านสุขภาวะและเวลเนส (Wellness) ความเหมาะสมในการนำไปใช้ในธุรกิจสปาและสุขภาพ และด้านศักยภาพเชิงพาณิชย์ (Commercial Feasibility) ความเป็นไปได้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรมและการจัดจำหน่ายจริง

    ด้าน ภญ.พันธ์วิรา เวยสาร ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ก่อนส่งผลงานพร้อมอินโฟกราฟิกภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 โดยจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบในวันที่ 17 สิงหาคม และตัดสินรอบสุดท้ายในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ชนะ 3 อันดับแรกจะได้รับโอกาสนำผลงานไปจัดแสดงและนำเสนอในงานมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวมถึงได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันนวด “ว่านสาวหลง” ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมสมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หากสนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ QR Code หรือหากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองนวัตกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทร 0 2591 7007 ต่อ 3411 หรืออีเมล hpss.dtam@gmail.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1041683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CgyQixWVrcLBSBpARnPe4

  • ญี่ปุ่นกำลังมองหาเมืองหลวงแห่งที่สองเผื่อกรณีกรุงโตเกียวเกิดภัยพิบัติ

    ญี่ปุ่นกำลังมองหาเมืองหลวงแห่งที่สองเผื่อกรณีกรุงโตเกียวเกิดภัยพิบัติ

    ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยเฉพาะแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า มีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ที่ร่องลึกนันไก (Nankai Trough) นอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น  ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงในพื้นที่กว้างในเขตมหานครโตเกียวภายใน 30 ปีข้างหน้า

    รัฐบาลจัดการกับความเสี่ยงนี้ด้วยการเริ่มมองหาเมืองหลวงแห่งที่สองเผื่อไว้ในกรณีที่ภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินอื่นก่อให้เกิดความเสียหายกับกรุงโตเกียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสำนักงานนายกรัฐมนตรี รัฐสภา กระทรวงกลาง และสถาบันการเงินในเมืองหลวง หากเกิดภัยพิบัติประเภทนี้ขึ้น เขตพื้นที่ที่กำหนดไว้จะเข้ามารับหน้าที่ทางการเมือง การบริหาร และเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นการชั่วคราว หากจำเป็น เพื่อให้รัฐบาลยังสามารถบริหารงานต่อไปได้ไม่ติดขัด

    นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นเมืองสำรองฉุกเฉินแล้ว เป้าหมายอีกประการหนึ่งคือ การทำให้ภูมิภาคเหล่านี้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น เพื่อแก้ไข “การกระจุกตัวมากเกินไป” ของกรุงโตเกียว ทั้งในแง่เศรษฐกิจและประชากรของญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ กรุงโตเกียวสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ เป็นที่ตั้งของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่ง และเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรประมาณ 30% ของประเทศ

    เงื่อนไขสำคัญของเมืองหลวงแห่งที่สองคือ ภูมิภาคดังกล่าวต้องมีโอกาสน้อยกว่าที่จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นพร้อมกันในเขตมหานครโตเกียว นอกจากนี้ ยังต้องมีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ขนาดเศรษฐกิจ จำนวนประชากร และศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่เพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงสำรองสำหรับเมืองหลวงปัจจุบันด้วย

    ฮิโรฟุมิ โยชิมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากาPhoto by STR / JIJI PRESS / AFP

    ฮิโรฟุมิ โยชิมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากาPhoto by STR / JIJI PRESS / AFP

    หลังสภาญี่ปุ่นผ่านร่างกรอบกฎหมายการสรรหาเมืองหลวงแห่งที่สองก็มีจังหวัดต่างๆ เสนอตัวมากมาย อาทิ ฟุกุโอกะ ฮอกไกโด มิยางิ อาอิจิ

    ฟุกุโอกะเสนอจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศและตั้งอยู่บนทะเลญี่ปุ่นแทนที่จะอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่เสี่ยงสึนามิ ฮอกไกโดชูข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวซึ่งหมายความว่า มีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดภัยพิบัติพร้อมกัน (เช่น แผ่นดินไหวและสึนามิ) และความคุ้นชินกับการบริหารราชการส่วนกลาง

    จังหวัดอาอิจิยกเรื่องเศรษฐกิจขึ้นมาโดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดมีมูลค่ามากกว่า 46 ล้านล้านเยน ซึ่งสูงกว่าจังหวัดโอซากา และมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่ามากกว่า 58 ล้านล้านเยน ครองอันดับหนึ่งของประเทศ และเติบโตขึ้น 60% ในช่วง 13 ปีนับตั้งแต่ปี 2011 และฮิโรชิมายกเรื่องเศรษฐกิจ ฐานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่พัฒนาอย่างดี รวมถึงความสามารถในการดำเนินงานต่อไปได้แม้ในกรณีเกิดภัยพิบัติในพื้นที่โตเกียว

    แต่ที่ดูจะมาวินคือ โอซากา ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดจากพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ และการตั้งเมืองหลวงก็เป็นนโยบายหลักของพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นในโอซากามายาวนาน โทอุ ฮาชิโมโตะ อดีตผู้ว่าราชการโอซากาและผู้ก่อตั้งพรรค เสนอให้โอซากาเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของญี่ปุ่นเมื่อประมาณปี 2010 และทาคาอิจิก็ชวนพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นร่วมรัฐบาลด้วยนโยบายเมืองหลวงแห่งที่สองนี้

    อย่างไรก็ดี นโยบายเมืองหลวงแห่งที่สองอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีเสียงวิจารณ์ว่า การให้งบประมาณสนับสนุน การยกเว้นภาษี และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไปยังโอซากาหรือภูมิภาคอื่นที่ได้รับเลือกไม่กี่แห่ง เป็นการเบียดบังงบประมาณของภูมิภาคอื่นๆ ที่เหลือ

     Photo by STR / JIJI PRESS / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/japan-searching-second-capital-backup-tokyo-incapacitated-by-disaster&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DNaLQmhTNJPyd_qvkh18l

  • โต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน :

    โต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน :

    ปักกิ่ง, 29 ก.ค. ซินหัว รายงานว่า — คณะวิทยากรรับเชิญซึ่งเข้าร่วมรายการโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว กล่าวว่าการบริโภคยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน โดยหวงฮั่นเฉวียน หัวหน้าสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคจีน สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เผยว่าในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2026 ตลาดผู้บริโภคโดยรวมยังคงทรงตัว การบริโภคภาคบริการขยายตัวค่อนข้างเร็ว โครงสร้างการบริโภคยกระดับดีขึ้น และปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ในภาคส่วนนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคขั้นสุดท้ายมีส่วนหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการรวบรวมทุนและการส่งออกสุทธิ ซึ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของตลาดขนาดใหญ่ของจีน

    หวังกวนหัว เจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน กล่าวว่าการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ภาคบริการมากขึ้น ซึ่งสะท้อนจากสัดส่วนการใช้จ่ายด้านบริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกภาคการบริการในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบปีต่อปี สูงกว่ายอดค้าปลีกสินค้า 4.2 จุด ขณะที่ภาคบริการด้านการท่องเที่ยว การให้คำปรึกษา การให้เช่า ตลอดจนกิจกรรมด้านวัฒนธรรม กีฬา และความบันเทิงยังคงขยายตัวในระดับเลขสองหลัก

    หวังระบุว่าการบริโภคสินค้าตามอารมณ์ (Emotional consumption) และการบริโภคสินค้าตามประสบการณ์ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนการท่องเที่ยวและการเดินทางยังคงคึกคัก โดยบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต การแสดงสด และการแข่งขันกีฬารายการสำคัญมักจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของการปลดล็อกศักยภาพการบริโภคด้านบริการของภาคครัวเรือนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/76419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uEGZnXCTOIqel9khMH3HA

  • รัฐบาล ยัน Missing Link ช่วยเปิดประตูการค้าสู่ฝั่งอันดามัน เชื่อมจีน-สิงคโปร์ ยกระดับโลจิสติกส์สู่ศูนย์กลางอาเซียน : อินโฟเควสท์

    รัฐบาล ยัน Missing Link ช่วยเปิดประตูการค้าสู่ฝั่งอันดามัน เชื่อมจีน-สิงคโปร์ ยกระดับโลจิสติกส์สู่ศูนย์กลางอาเซียน : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลยืนยันโครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    น.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link แล้วจะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ลดลงไปหรือไม่นั้นว่า การเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย-ลาว-จีน และมาเลเซีย-สิงคโปร์

    ท่าเรือระนอง เมื่อได้รับการยกระดับแล้ว ประโยชน์โดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ

    1) เป็นการเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และ ศรีลังกา รวมถึงต่อยอดสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ทำให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้สะดวกขึ้นมาก

    2)เมื่อโครงข่ายเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มทางเลือกการส่งออกจากฝั่งอันดามัน และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

    ทั้งนี้ โครงการรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนองมีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

    นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งประเทศ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และรัฐบาลจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ผ่านโครงการต่างๆ มากไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดรับกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่ต้องการให้เร่งแก้จุดติดขัดของระบบขนส่งและใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ” น.ส.รัชดา กล่าว

    โดย รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/622860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zCZfCeNhq7OZDYDPu9xO1

  • ตลาดอาจแตก 70:30? Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่? Bitcoin จะรอดหรือไม่ต้องรอลุ้น

    ตลาดอาจแตก 70:30? Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่? Bitcoin จะรอดหรือไม่ต้องรอลุ้น

    Siam Blockchain

    By

    กรกฎาคม 29, 2026

    ตลาดอาจแตก 70:30? Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่? Bitcoin จะรอดหรือไม่ต้องรอลุ้น

    สรุปข่าว
    • นักวิเคราะห์มองว่าหาก Fed ส่งสัญญาณ “dovish” แม้เพียงเล็กน้อยในการประชุมวันพุธนี้ อาจเป็นปัจจัยบวกต่อราคา Bitcoin ขณะที่ตลาดยังแบ่งเป็นสองฝ่ายว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือคงอัตราไว้เท่าเดิม
    • ข้อมูลจาก CME FedWatch ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนัก 70.6% ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม และ 29.4% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ 25 basis point ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการประชุมที่ตลาดแตกแยกความเห็นมากที่สุดในรอบหลายปี ภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh
    • Bitcoin เริ่มแสดงสัญญาณแยกตัว (decoupling) จากหุ้นเทคโนโลยีสาย AI โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา BTC บวกไปแล้วราว 6% ขณะที่ S&P 500 แทบไม่ขยับ และกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงเกือบ 20%

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

    เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าสัญญาณ dovish จาก Fed แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจหนุนให้ Bitcoin แข็งแกร่งกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่อไปได้ ประกอบกับอารมณ์ตลาดต่อคริปโตที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องแม้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน อีกทั้งสัญญาณการแยกตัวจากหุ้นสาย AI ยังทำให้ BTC มีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของตลาดหุ้นมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงเอียงไปทางบวกสำหรับราคา Bitcoin ในระยะสั้น

    ตลาดกำลังแบ่งเป็นสองฝ่ายว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือคงอัตราไว้เท่าเดิมในการประชุมวันพุธนี้ แต่นักวิเคราะห์มองว่า Bitcoin (BTC ~2.04 ล้านบาท) อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พึ่งพาธีม AI โดย Bitcoin ฟื้นตัวจากการร่วงลงระหว่างวันกลับมาซื้อขายทรงตัวใกล้ระดับ 64,000 ดอลลาร์ (~2.05 ล้านบาท) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องก่อนเข้าสู่หนึ่งในการประชุม Fed ที่มีความไม่แน่นอนสูงที่สุดในรอบหลายปี

    ตลาดแตกความเห็นสุดขั้ว 70% ต่อ 30% ก่อนวันตัดสินใจ

    ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่าปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักความน่าจะเป็นที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมวันพุธที่ 70% และให้น้ำหนักการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ 25 basis point ที่ 30% ซึ่งความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้สะท้อนถึงการที่ Kevin Warsh ประธาน Fed ใช้แนวทาง forward guidance หรือการส่งสัญญาณล่วงหน้าน้อยลง ทำให้นักลงทุนมีความชัดเจนต่อทิศทางนโยบายของธนาคารกลางน้อยกว่าที่ผ่านมา ตามรายงานของบริษัทวิเคราะห์ตราสารอนุพันธ์ Block Scholes

    Thahbib Rahman นักวิเคราะห์วิจัยจาก Block Scholes ระบุว่าการประชุม FOMC ครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่สองในตำแหน่งประธานของ Kevin Warsh ถือเป็นหนึ่งในการประชุมที่มีความไม่แน่นอนมากที่สุดในรอบหลายปี โดยเมื่อพิจารณาการประชุม Fed ทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2015 พบว่ามีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่ตลาดแตกความเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์มากกว่าครั้งนี้ ทั้งนี้ ผลการประชุมมีกำหนดประกาศในวันพุธที่ 29 กรกฎาคม ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งหากอ้างอิงตามเวลาไทยแล้ว คาดว่าผลการประชุมจะประกาศออกมาในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย

    สัญญาณการแยกตัวจากหุ้นสาย AI เริ่มชัดเจนขึ้น

    แม้ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ปกคลุมตลาด แต่ Bitcoin กลับสามารถยืนราคาได้ค่อนข้างดีตลอดเดือนกรกฎาคม ในขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปและหุ้นเด่นสาย AI ตัวอื่น ๆ กลับเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก สะท้อนความเป็นไปได้ว่าคริปโตกำลังเริ่มแยกตัวออกจากสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมอย่างน้อยก็ในระดับหนึ่งแล้ว Vetle Lunde หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ K33 Research เขียนในรายงานเมื่อวันอังคารว่า ดัชนี Nasdaq เข้าสู่เดือนกรกฎาคมด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่งและมีการถือครองสถานะที่ตึงตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ BTC ยังคงแกว่งตัวอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองอ่อนแอลงตามที่คาดการณ์ไว้ และอาจทำให้การประชุม FOMC สัปดาห์นี้ส่งผลกระทบต่อ BTC น้อยกว่าช่วงที่ความไม่แน่นอนของนโยบายสูงในอดีต

    Block Scholes ระบุเสริมว่าความแตกต่างระหว่างหุ้นและ Bitcoin เริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นในเดือนนี้ โดย Bitcoin ปรับตัวขึ้นแล้วราว 6% นับตั้งแต่ต้นเดือน ขณะที่ดัชนี S&P 500 แทบไม่ขยับ และกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงไปแล้วเกือบ 20% ด้าน Rahman อธิบายว่าความคาดหวังของตลาดแกว่งไปมาอย่างรุนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงต้องแข่งกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาอีกครั้ง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้า แต่ถึงกระนั้น อารมณ์ตลาดต่อคริปโตก็ยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Rahman ทิ้งท้ายว่าหาก Warsh ส่งสัญญาณ dovish ออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ BTC ยังคงทำผลงานได้ดีกว่าสินทรัพย์เสี่ยงอื่นต่อไป

    ที่มา: coindesk.com


    มุมมองส่วนตัวมองว่าสัญญาณการแยกตัวของ Bitcoin จากหุ้นสาย AI เป็นเรื่องที่น่าจับตามากในตอนนี้ เพราะถ้าเทรนด์นี้ยังดำเนินต่อไป Bitcoin อาจเริ่มถูกมองในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่แท้จริงมากขึ้น แทนที่จะเคลื่อนไหวตามหุ้นเทคฯ เหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าตลาดยังแตกความเห็นกันสุดขั้วเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่คาดเดายากอยู่ดี หากผลออกมาคงอัตราตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาด BTC ก็มีโอกาสรักษาโมเมนตัมบวกต่อได้ไม่ยาก แต่ถ้า Fed เซอร์ไพรส์ขึ้นดอกเบี้ยจริง ก็อาจเห็นแรงเทขายทั้งตลาดหุ้นและคริปโตพร้อมกันได้เช่นกัน คืนวันพุธถึงเช้าวันพฤหัสตามเวลาไทยนี้จึงเป็นช่วงที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

    ที่มา: coindesk.com

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/07/29/fed-dovish-bitcoin-fomc-july-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h4RWbuPfNr-kEadfqrC26

  • บิ๊กดาต้า”อุตสาหกรรมอ้อย”ต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    บิ๊กดาต้า”อุตสาหกรรมอ้อย”ต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    ระบบโลจิสติกส์คือกลไกสำคัญของอตุสาหกรรมอ้อย ส่งผลต่อคุณภาพวัตถุดิบ ประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงต้นทุนและผลกำไรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพราะทุกชั่วโมงหลังจากอ้อยถูกตัดจะเกิดการสูญเสียค่าน้ำหนักและค่าความหวานของอ้อยกระทบถึงรายได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและผลผลิตน้ำตาลของโรงงานอุตสาหกรรม

    ความท้าทายนี้จึงก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ (LOGEX) เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์อ้อยขาเข้า ให้กับโรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ในปี 2556 และขยายผลไปสู่โรงงานน้ำตาลในเครือมิตรผลทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ ก่อนต่อยอดสู่การบริหารจัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

    ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ (LOGEXมจธ. กล่าวว่า การพัฒนาโลจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการรถขนส่ง แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร คนขับรถตัด คนขับรถบรรทุก และเจ้าหน้าที่มิตรผล สามารถทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อให้วัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ลดการสูญเสียที่เคยเกิดขึ้นระหว่างทาง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยไม่ต้องเพิ่มเติมทรัพยากรทั้งเงินและเวลาให้มากขึ้น

    หนึ่งผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด คือ การลดระยะเวลา Cut to Crush หรือช่วงเวลาตั้งแต่การตัดอ้อยจนถึงกระบวนการหีบ จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน ให้เหลือเพียง 8 ชั่วโมง ส่งผลให้สามารถรักษาคุณภาพอ้อยไว้ได้นานขึ้น ทั้งในด้านน้ำหนักและค่าความหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลตอบแทนของเกษตรกรและปริมาณน้ำตาลที่โรงงานสามารถผลิตได้สูงขึ้น

    “เราไม่ได้ทำให้ความหวานในอ้อยเพิ่มขึ้น แต่เราทำให้ความหวานที่มีอยู่ไม่สูญเสียไประหว่างการขนส่ง ยิ่งลดเวลา Cut to Crush ได้มากเท่าไร ก็ยิ่งรักษามูลค่าของวัตถุดิบไว้ได้มากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นประโยชน์ให้กับทั้งเกษตรกรและโรงงานในเวลาเดียวกัน“ผศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าว

    หัวใจของระบบคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบติดตามรถตัดอ้อย Cane Logistics and HTT ที่ทำงานร่วมกันระหว่างข้อมูล GPS และระบบเซนเซอร์ ผ่านการเชื่อมโยงด้วยระบบเครือข่ายสื่อสาร ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นสถานะของรถตัด รถบรรทุก และปริมาณอ้อยที่กำลังเดินทางเข้าสู่โรงงานได้ล่วงหน้า จากเดิมที่ต้องรอจนกว่ารถบรรทุกอ้อยมาถึงหน้าโรงงานก่อน แล้วจึงจะทราบปริมาณวัตถุดิบที่จะเข้ามาในแต่ละวัน

    ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้โรงงานสามารถบริหารคิวรถ วางแผนกำลังการหีบ และกระจายการรับอ้อยได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหารถขนอ้อยที่ต้องจอดรอเป็นเวลานาน ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และลดความเสี่ยงที่สายการผลิตจะต้องหยุดชะงักเพราะวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานไม่สม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มรอบการขนส่งของรถบรรทุกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรถตัดอ้อยได้ดีกว่าเดิม

    ข้อมูลคือหัวใจของการตัดสินใจในภาคอุตสาหกรรม เมื่อเรามองเห็นข้อมูลตั้งแต่ไร่อ้อยจนถึงโรงงาน เมื่อเราเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะรู้ว่าความสูญเสียหรือปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน และสามารถจัดการได้ก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมของธุรกิจ” ผศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าว

    ปัจจุบัน มจธ. กำลังต่อยอดและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานระบบให้ตรงกับบริบทการทำงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยพัฒนาระบบให้มีความสามารถมากขึ้น สามารถใช้งานผ่านแพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้เกษตรกร คนขับรถบรรทุก คนขับรถตัด และเจ้าหน้าที่มิตรผลที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงข้อมูลเรียลไทม์ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมพัฒนาแนวทางการนำ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทั้งการประเมินคุณภาพอ้อย ประสิทธิภาพของรถตัด และการวางแผนการผลิตในอนาคต

    “การนำ Big Data และ AI มาใช้ ทำให้ระบบสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่เพียงติดตามสถานการณ์ แต่ช่วยแนะนำ วางแผนและตัดสินใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งห่วงโซ่อุปทาน”

    นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากระบบโลจิสติกส์ยังได้นำไปต่อยอดสู่การบริหารเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมอ้อย (ฺBCG) และน้ำตาลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกากน้ำตาล การขนส่งวีแนส (Vinasses: น้ำเหลือทิ้งจากกระบวนการกลั่นเอทานอล) เพื่อใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพปรับปรุงคุณภาพดินให้กับเกษตรกร หรือการนำกากอ้อยและใบอ้อยกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตโดยใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ดังนั้น การบริหารจัดการข้อมูลไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกระบวนการผลิตน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่ธุรกิจพลังงานและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในโรงงานอีกด้วย

    นอกจากการบริหารการขนส่งแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาระบบควบคุมสำหรับรถตัดอ้อยที่สามารถติดตั้งกับรถตัดอ้อยรุ่นพื้นฐานได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบควบคุมจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง ช่วยลดต้นทุนในการซื้อรถตัดอ้อยได้ประมาณ 6 ล้านบาทต่อคัน จากปกติที่มีราคาสูงถึง 18 ล้านบาท พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลการทำงานของรถตัดเข้ากับระบบบริหารจัดการของโรงงาน ทำให้ผู้บริหารสามารถติดตามประสิทธิภาพของรถตัด วิเคราะห์เวลาทำงาน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด

    เมื่อทุกภาคส่วนสามารถมองเห็นข้อมูลชุดเดียวกันทุกชั่วโมงที่เคยเกิดการสูญเสียระหว่างการเดินทางจากไร่อ้อยไปสู่โรงงาน ก็สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมและประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6064797/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xFsF2DNt2Rmxog8Ke9Sru

  • รัฐดัน “Missing Link” รถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ยกระดับโลจิสติกส์ภาคใต้

    รัฐดัน “Missing Link” รถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ยกระดับโลจิสติกส์ภาคใต้

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อซักถามของฝ่ายค้าน กรณีรัฐบาลปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาเป็นการเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดหาย หรือ Missing Link ว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะไม่ทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจของภาคใต้ลดลง แต่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ และสนับสนุนเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป

    รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ Missing Link ช่วงรถไฟชุมพรท่าเรือระนอง ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ในด้านอื่นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    การเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมจะครอบคลุมทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย การพัฒนาท่าเรือระนอง การขุดลอกร่องน้ำ การพัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือ การเชื่อมต่อระบบถนน และการก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง

    โครงการดังกล่าวจะสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway ให้เชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมถึงเส้นทางไทย-ลาว-จีน และมาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าและเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า การยกระดับท่าเรือระนองจะช่วยเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันไปยังประเทศในกลุ่มความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และศรีลังกา พร้อมต่อยอดเส้นทางการค้าไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป

    การพัฒนาดังกล่าวจะช่วยให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าจากพื้นที่ภาคใต้ มีความสะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่ง เพิ่มทางเลือกในการส่งออกสินค้าผ่านฝั่งอันดามัน และเสริมศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    สำหรับโครงการรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ปัจจุบันได้ดำเนินการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือขั้นตอนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

    หากโครงการได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี สะท้อนว่าโครงการมีผลการศึกษาและแบบก่อสร้างรองรับแล้ว สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นศึกษาใหม่

    นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    “รัฐบาลรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนจะตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link จะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

    พร้อมระบุว่า โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขจุดติดขัดของระบบขนส่ง และใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/850082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gQJ6VuU_haPcwW41G50KL

  • อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    ประเทศไทยมีโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมไม้จากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่ Wood Economy หรือเศรษฐกิจไม้ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยอาศัยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering) และเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) เป็นฐานการพัฒนา

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand) และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) ได้เสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง “ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัส Wood Economy ซูเฉียนโมเดล” โดยเสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยให้เป็นฐานการผลิตวัสดุก่อสร้างสีเขียวของภูมิภาค

    อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand)

    ถอดบทเรียน “ซูเฉียนโมเดล”

    รายงานระบุว่า เมืองซูเฉียน มณฑลเจียงซู ประเทศจีน สามารถพลิกจากเมืองเกษตรกรรมสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้ระดับโลก มีมูลค่าการผลิตกว่า 60,000 ล้านหยวนต่อปี จากการพัฒนา 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การบริหารป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาผลิตภัณฑ์วิศวกรรมไม้ขั้นสูง เช่น LVL, Wood I-Beam และ CLT รวมถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 300,000 คน และช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร 2-3 เท่า

    ไทยมีฐานวัตถุดิบ พร้อมต่อยอดมูลค่าเพิ่ม

    รายงานประเมินว่า ไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบจากไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และไม้โตเร็ว ซึ่งปัจจุบันรองรับทั้งอุตสาหกรรมแผ่นไม้ประกอบ เยื่อและกระดาษ พลังงานชีวมวล การส่งออกชิ้นไม้สับ รวมถึงอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และก่อสร้าง

    ปัจจุบันอุตสาหกรรมไม้ไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000-250,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้วิศวกรรมและวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ แทนการส่งออกวัตถุดิบ

    ชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley)

    ชู 3 เสาหลัก ขับเคลื่อน Wood Economy

    รายงานเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อผลักดัน Wood Economy ได้แก่

    • ปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานการก่อสร้าง รองรับการใช้ไม้วิศวกรรม เช่น CLT, LVL และ Glulam รวมถึงเปิดทางให้ไม้เศรษฐกิจใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
    • ส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไม้มูลค่าสูง โดยสนับสนุนการวิจัย การทดสอบมาตรฐาน และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับการผลิตวัสดุก่อสร้างสีเขียว
    • พัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต เปิดโอกาสให้เกษตรกรและภาคธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มจากการปลูกป่าเศรษฐกิจและการกักเก็บคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ไม้

    ปักหมุดไทยสู่ฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    รายงานระบุว่า หากยุทธศาสตร์ Wood Economy เดินหน้าอย่างจริงจัง จะสร้างผลลัพธ์สำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจมากกว่า 10 ล้านไร่ สนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ยกระดับอุตสาหกรรมไม้และวัสดุก่อสร้างสีเขียวของไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครัวเรือนผ่านการเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไม้

    ไทย-ซูเฉียน จับมือยกระดับอุตสาหกรรมไม้

    ภายหลังการเดินทางเยือนเมืองซูเฉียนของคณะผู้แทนไทย นำโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ได้หารือกับผู้บริหารเมืองซูเฉียน และบรรลุความตกลงสร้างความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมไม้ขั้นสูง และผลักดันประเทศไทยสู่ ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐาน Wood Economy และ BioEconomy ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/665148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ku2mtF9ALoBqlQ091KcuW