Category: เศรษฐกิจ

  • 34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าผสานพลัง IP ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกเกม SMEs ไทยก้าวผ่านความท้าทาย สู่โอกาสเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าผสานพลัง IP ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกเกม SMEs ไทยก้าวผ่านความท้าทาย สู่โอกาสเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 34 ปี ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าภารกิจสำคัญ โดยผสาน “3 พลังทรัพย์สินทางปัญญา (IP)” ทั้งพลังแห่งการสร้างสรรค์พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถ SMEs ไทยให้ก้าวผ่านความท้าทาย ภายใต้ “แนวทางขับเคลื่อน 4 มิติ” ได้แก่ มิติการเสริมแกร่ง-สร้างโอกาสทางการค้า มิติการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มิติการเพิ่มมูลค่าภาคเกษตร-ท่องเที่ยว ตลอดจนมิติการประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน โดยเน้นย้ำบทบาท IP เป็นเครื่องมือสำคัญในเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับปัจจัยความท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ มาตรการทางการค้าที่เข้มงวด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจยุคใหม่มุ่งไปที่คุณภาพ ความแตกต่าง และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ ไม่เพียงในมิติของการคุ้มครองสิทธิ แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่า เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (10 Plus) และนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขัน เติบโตได้ และเข้าถึงโอกาสใหม่ในเวทีโลก ผ่านบริการดิจิทัลภาครัฐที่สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศไทยในระยะยาว

    นางอรมน กล่าวว่า กรมฯ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานโดยยึดกรอบการประสาน “3 พลัง IP” ให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย พลังแห่งการสร้างสรรค์ (Creation) ในการเปลี่ยนไอเดียความคิดและผลงานสร้างสรรค์ให้เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่มีมูลค่า ช่วยสร้างความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ (Protection & Enforcement) ยกระดับระบบการจดทะเบียนให้ความคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมาย IP อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน พร้อมลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิดสิทธิทั้งในและต่างประเทศ และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นรายได้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การสร้างแบรนด์ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล

    ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนภารกิจตลอดปีที่ 34 นี้ กรมฯ มุ่งมั่นผสาน 3 พลัง IP ดังกล่าว เพื่อนำพาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้าน โดยได้กำหนดแนวทางดำเนินงานเชิงบูรณาการใน 4 มิติเร่งด่วน ดังนี้

    มิติที่ 1 เสริมแกร่ง สร้างโอกาสการค้า มุ่งยกระดับความรู้ความเข้าใจและศักยภาพในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงนักลงทุนและโอกาสทางธุรกิจ โดยมีแผนจัดงานสำคัญ อาทิ งาน Thailand Character & Content Expo (TCEX) ระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม 2569 งานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair) ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 เป็นต้น ตลอดจนเสริมสร้างสถานะความเชื่อมั่นด้าน IP ของไทยในเวทีโลก ผ่านความร่วมมือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกและสำนักงาน IP ระหว่างประเทศ ควบคู่กับการดำเนินโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังต่างชาติฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ

    มิติที่ 2 พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยขั้นสูงและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทยโดยแท้จริง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเร่งผลักดันการสร้างนวัตกรรมในสาขาที่มีศักยภาพตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ผ่านบริการ Fast Track ได้แก่ สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร (นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมดิจิทัล) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (ด้านนวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และชิ้นส่วนยานยนต์) รวมทั้งเครื่องหมายการค้า (ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) เพื่อให้นวัตกรรมการสร้างสรรค์ของไทยได้รับการคุ้มครองอย่างรวดเร็วและทันต่อการแข่งขัน พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาควิจัย และภาคเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายหน่วยงานขับเคลื่อน IP ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรมฯ จะเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบด้าน IP ให้ทันสมัยสอดรับกับบริบทการค้าในปัจจุบัน ควบคู่กับการยกระดับบริการด้าน IP สู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ตามแนวทางราชการทันใจ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    มิติที่ 3 เพิ่มมูลค่าภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะ GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การพัฒนา “เกษตรมูลค่าสูง” ที่เน้นการสร้างคุณภาพ มาตรฐาน และรักษาภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน ควบคู่กับการจัดทำระบบควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สร้างโอกาสในการยกระดับสินค้า GI เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมแหล่งผลิต GI ที่มีอยู่
    ในทุกจังหวัดทั่วประเทศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ สร้างหมุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาส และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผู้ผลิตอย่างยั่งยืน

    มิติที่ 4 ประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน เร่งขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบนิเวศ IP Finance ของประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันการเงิน หน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม และภาคธุรกิจ ร่วมกำหนดทิศทางและออกแบบนโยบายสร้างความเชื่อมั่น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงทั้งในด้านการคัดเลือกทรัพย์สินทางปัญญา การประเมินมูลค่า และการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประกอบการตัดสินใจทางการเงิน ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ คุ้มครอง และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ
    เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1016690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0orou_drMrLKg1_ys5hH4G

  • หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    By

    พฤษภาคม 3, 2026

    หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    สรุปข่าว
    • หมอปลาย พรายกระซิบ ทำนายปี 2569 ไว้ว่า ทองคำจะแตะ 100,000 บาทภายในปีนี้ โดยคาดว่าหลังกลางปีจะแตะ 90,000 บาทก่อน และในมุมมองระยะยาว “ท่านยม” บอกว่าภายใน 3 ปีมีสิทธิ์ถึงแสน ปัจจุบัน ทองแท่งอยู่ที่ 72,200 บาท ณ วันที่ 25 เมษายน 2569 ขึ้นมาแล้วกว่า 3,200 บาทจากต้นปี ยังเหลือระยะห่างอีกราว 28,000 บาท
    • หมอปลายทำนายว่า ปี 2569 เป็นปีม้าลุยไฟ เศรษฐกิจทรุด “หนักกว่านี้” ชะงักบ้างแต่ก็รอดและภัยพิบัติจะน่ากลัวที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สหรัฐฯ-อิหร่าน, ตลาดหุ้นผันผวน และ SET Index ร่วงอยู่ที่ 1,461 จุด
    • หมอปลายเตือนให้ซื้อทองจริงไม่ใช่หุ้นทอง เก็บสะสมด้วยเงินเย็น ไม่ต้องรีบขาย คำแนะนำนี้ส่งผลดีมากสำหรับผู้ที่ถือทองแท่งตั้งแต่ต้นปี เพราะราคาปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

    คำทำนายหมอปลายที่ถูกต้องเรื่องทองสะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศความไม่แน่นอนของโลกยังดำเนินต่อ ซึ่งเอื้อต่อการขึ้นราคาของสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ Bitcoin ยังแกว่งในกรอบรอปัจจัยกระตุ้น

    ย้อนรอยนักพยากรณ์คนดัง: หมอปลาย พรายกระซิบ กับดวงเมืองปี 2569

    เมื่อช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 “หมอปลาย พรายกระซิบ” หรือ ณวรชา หมอดูชื่อดังที่มีผู้ติดตามนับล้าน ได้ออกมาทำนายดวงเมืองและทิศทางสินทรัพย์สำคัญหลายอย่างไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียด ทั้งเรื่องทองคำ ภาพรวมเศรษฐกิจโลก สงคราม และภัยพิบัติ วันนี้เราลองมารีวิวกันว่าสิ่งที่เธอทำนายไว้นั้น ณ วันที่ 25 เมษายน 2569 เป็นจริงไปแล้วแค่ไหน

    คำทำนายที่เป็นจริงแล้ว

    1. ทองคำขึ้นต่อเนื่อง ตกน้อย ไม่ต้องรีบขาย

    หมอปลายทำนายเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่าราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “ตกก็ตกแค่หลักพัน แล้วขึ้นไปใหม่” และแนะนำว่าแม้ราคาจะอยู่ในระดับเลข 7 หมื่นก็ยังน่าเก็บ เพราะหลังกลางปีมีโอกาสแตะ 90,000 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ราคาทองคำโลกในตลาด Spot ปัจจุบันอยู่ที่ $4,830/ออนซ์ ซึ่งพุ่งขึ้นมาจากระดับ $2,974 ในเดือนเมษายน 2568 ส่วนราคาในประเทศ วันที่ 25 เมษายน 2569 สมาคมค้าทองคำรายงานว่า ทองคำแท่งขายออก 72,200 บาท ทองรูปพรรณขายออก 73,000 บาท ถือว่าสอดคล้องกับทิศทางที่หมอปลายทำนายไว้

    2. เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน ดอลลาร์สูญเสียความเชื่อมั่น

    หมอปลายเตือนว่าทั่วโลกไม่เชื่อมั่นเงินดอลลาร์ ทำให้หลายประเทศเทดอลลาร์ทิ้งและแห่กัระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ซื้อทองเก็บ และราคาทองทะลุ ATH ใหม่ที่ $4,830/ออนซ์

    3. ปีนี้หนักกว่าปีที่แล้ว เศรษฐกิจชะงัก

    หมอปลายระบุว่า “ปี 2569 บาดเจ็บนิดหน่อย แต่ก็รอด ใช้เวลาในการวิ่งนิดหนึ่ง ชะงักบ้าง แต่ยังไงก็รอด” ซึ่งสอดคล้องกับสภาพตลาดหุ้นไทยที่ SET Index ทรุดลงมาที่ 1,461 จุด ตลาดมีความผันผวนสูง แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเต็มรูปแบบ

    4. สถานการณ์สงครามดุเดือด

    หมอปลายและนักพยากรณ์ท่านอื่นเน้นย้ำว่าปี 2569 จะมีสถานการณ์ที่ดุเดือดและรุนแรงกว่าปีก่อน โดยมีการทำนายถึงวิกฤตสงครามที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับรากหญ้า เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นคือความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นจนกระทบช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งและตลาดการเงินโลกผันผวนอย่างหนัก

    คำทำนายที่ยังรอการพิสูจน์

    1. ทองแตะ 90,000–100,000 บาทภายในปีนี้

    หมอปลายฟันธงว่าหลังกลางปี 2569 ราคาทองจะขยับสูงถึง 90,000 บาท และในที่สุดจะแตะ 100,000 บาท ณ ปัจจุบัน ราคาทองแท่งอยู่ที่ 72,200 บาท ยังเหลือระยะห่างถึงเป้า 90,000 บาทอยู่ราว 17,800 บาท หรือ 25% เวลายังเหลืออีกกว่าครึ่งปี เป็นไปได้แต่ต้องติดตามต่อ

    2. Bitcoin จะมีข่าวดี ราคาฟื้นตัวรอบใหม่

    จากการทำนายที่ผ่านมา หมอปลายเคยทำนายว่า Bitcoin จะมีข่าวดีในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งตรงเป๊ะกับที่ BTC แตะ ATH ที่ $126,000 ปัจจุบัน Bitcoin อยู่ที่ราว $77,000–$78,362 ซึ่งถือว่าฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในปี 2569 ที่เคยร่วงลงมา แต่ยังไม่กลับสู่ระดับ ATH คำทำนายรอบนี้สำหรับปี 2569 ยังรอการพิสูจน์

    3. การเมืองไทยกับการเลื่อนการเลือกตั้ง อนุทินยังเป็นนายกฯ

    หมอปลายเตือนว่าปี 2569 อนุทินยังเป็นนายกฯ เพราะจะเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าครั้งใหญ่ และต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไปเป็นช่วงปลายปี ยังต้องรอดูว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

    ไม่ว่าจะเชื่อในเรื่องนิมิตหรือไม่ก็ตาม ต้องยอมรับว่าคำทำนายของหมอปลายปี 2569 มีหลายข้อที่ตรงกับความเป็นจริงอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะทิศทางทองคำและภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่สั่นคลอน

    ในมุมมองส่วนตัว คำทำนายที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่องทองแตะแสนบาท ณ วันนี้ที่ 72,200 บาท ยังเหลืออีกกว่า 38% กว่าจะถึงเป้า แต่ด้วยราคาทองโลกที่พุ่งถึง $4,830/ออนซ์ และปัจจัยเรื่องสงครามที่ยังคุกรุ่น ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลยถ้าราคาทองโลกยังคงขึ้นต่อ สิ่งสำคัญคืออย่าลืมว่าการลงทุนต้องอิงกับข้อมูลและการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่แค่คำทำนาย แต่ถ้าทั้งสองทิศทางชี้ไปทางเดียวกัน ก็อาจน่าสนใจไม่น้อย

    ที่มา: Manager Online, Khaosod, Bangkok Biz News, Investing.com, PPTVHD36

    บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน คำทำนายเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจเสมอ

    หมอปลายทำนายเศรษฐกิจปี 2569 เช็คว่าอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง

    Kasamsak Wongsanin

    เด็กยุคใหม่ที่ชอบในการทำงานของเทคโนโลยีBlockchainและมีความสนใจกับการลงทุนในโลกDeFi พร้อมทั้งเชื่อว่าDigital money จะมาแทนที่ Fiat money ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/03/siam-monk-fortune-telling-2025-economy-gold-bitcoin-prediction/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y9Mqjiyijawkhk3s6yDFC

  • รองนายกฯ-รมว.พาณิชย์ เยือนสหรัฐ วันนี้ เร่งเจรจาข้อกังวล ม.301

    รองนายกฯ-รมว.พาณิชย์ เยือนสหรัฐ วันนี้ เร่งเจรจาข้อกังวล ม.301

    03 พฤษภาคม 2569, 12:01น.

              นางศุภจีน สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการหารือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ และสภาหอการค้าไทย  โดยมีนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์  นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวีระพงศ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารหอการค้าไทยเข้าร่วม

              การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การค้าไทย-สหรัฐอเมริกาล่าสุด ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) และไทย-สหราชอาณาจักร (UK) กรอบ FTA สำคัญ และยุทธศาสตร์ประเทศคู่ค้าของไทย ตลอดจนการยกระดับผู้ประกอบการไทยในภาคเกษตรและอาหารให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

              ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและหารือแนวทางการบูรณาการท่าทีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าไทยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

              โดย นางศุภจี มีกำหนดนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3-6 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ร่วมกับภาคเอกชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการแสวงหาคู่ค้าการลงทุนใหม่ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และหารือด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ถึงความมุ่งมั่นของไทยในการดูแลและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

              นอกจากนี้ ยังมีกำหนดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อตอกย้ำความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อกังวลตามมาตรา 301 ภายหลังจากที่ไทยได้ยื่นคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมถึงการหารือกับ USABC และ USCC ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

    #เจรจาสหรัฐ

    #ศุภจีเยือนสหรัฐ

    แฟ้มภาพ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04IyNnRGh19Uc6SLXKgrCF

  • แผนจัดการขยะล้นกทม.อีกไกล  โรงไฟฟ้า3แห่ง ช่วยลดฝังกลบได้แค่21%

    แผนจัดการขยะล้นกทม.อีกไกล โรงไฟฟ้า3แห่ง ช่วยลดฝังกลบได้แค่21%

    Loading…

    แผนจัดการขยะล้นกทม.อีกไกล โรงไฟฟ้า3แห่ง ช่วยลดฝังกลบได้แค่21%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-61J-cVTQHvPWy_hFcISk

  • เปิดธีม ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ สู้วิกฤตพลังงาน หนุนกลุ่มพานิชย์-ไฟแนนซ์ได้ประโยชน์

    เปิดธีม ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ สู้วิกฤตพลังงาน หนุนกลุ่มพานิชย์-ไฟแนนซ์ได้ประโยชน์

    “บล.อินโนเวสท์ เอกซ์” เปิดธีมหุ้นรับอานิสงส์มาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ จ่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 1.36 แสนล้านบาทท่ามกลางวิกฤตพลังงาน มองกลุ่มพานิชย์สินค้าอุปโภคบริโภคได้แรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็น ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ได้ประโยชน์จากคุณภาพสินเชื่อดีขึ้น

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ และนายณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งประกอบด้วยโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อและเติมเงินหมุนเวียนในระบบได้กว่า 136,000 ล้านบาท

    แม้ในภาพรวมจะช่วยหนุนจีดีพีได้เพียง 0.2% และอาจยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ จึงยังคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 1.4% พร้อมคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด โดยอิงพีอีล่วงหน้า 16 เท่า และอีพีเอสที่ 94.1 บาท

    ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น มองว่า มาตรการนี้เป็นปัจจัยบวกต่อ กลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG, และ OSP ซึ่งได้ประโยชน์จากการมีฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภครายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการ อย่างร้านโชห่วยและร้านอาหาร ซึ่งสามารถใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครี่งพลัส

    กลุ่มสินเชื่อ เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR, และ AEONTS  คาดว่าได้รับอานิสงส์เชิงบวกด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยกระแสเงินสดที่เติมเข้าสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ ลดแรงกดดันต่อการตั้งสำรอง และชะลอการเกิดหนี้เสีย (NPL) ใหม่

    ผลกระตุ้น ‘ระยะสั้น’ จับตาราคาดีเซลสะเทือนทั้งห่วงโซ่

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลที่ได้จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีข้อจำกัดจากแนวโน้มการนำเข้าที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายผ่านแอปเป๋าตังไม่ใช่เงินใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงการ “โยกย้าย” เงินที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในชีวิตประจำวันมาใช้ผ่านโครงการแทน อีกทั้งผลที่ได้ยังกระจุกตัวอยู่แค่ไตรมาส 2-3 โดยไม่มีนัยยะต่อปี 2570

    อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน

    ในกรณีฐานหากสงครามยืดเยื้อ 2–3 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยจะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลปล่อยลอยตัวสู่ 40-50 บาทต่อลิตร จะทำให้ จีดีพีถูกกดดันลง 0.27% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอาจพุ่งสูงถึง 2.9% เพิ่มจากกรณีฐานก่อนหน้าที่ 0.8%

    ทั้งนี้ ราคาดีเซลที่ 40-50 บาทต่อลิตร เป็นต้นทุนหลักของภาคขนส่งไทยซึ่งครอบคลุมรถบรรทุก เรือประมง และเครื่องจักรเกษตร ผลกระทบจึงส่งผ่านลูกโซ่ต่อไปยังต้นทุนอาหาร วัตถุดิบ และกำไรของธุรกิจเอสเอ็มอีพร้อมกัน

    ‘ธปท.’ คงดอกเบี้ย ‘คลัง’ จ่อขยายเพดานหนี้สาธารณะ

    ภาวะเงินเฟ้อในรอบนี้คาดส่งผลต่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าจะฉุดรั้งอุปสงค์ ทำให้การรับมือทำได้ยากกว่า เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนที่แบกหนี้สูงอยู่แล้ว ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทยอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อขึ้นอีกเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับมาตรการการดูแลค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาลเป็นหลัก

    สำหรับนโยบายการเงินและการคลัง มองว่า ธปท. จะเลือกใช้มาตรการผ่อนคลายแบบเจาะจง อย่างการปล่อยซอฟต์โลนแทนการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะในสภาวะที่เงินเฟ้อเร่งตัวสู่ 2.9–4.4% การลดดอกเบี้ยจะยิ่งกดดันค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้าพลังงาน แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อก็จะกระทบกับเศรษฐกิจเช่นกัน

    ดังนั้น มองว่า ธปท. จะเลือกมองข้ามเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2569 ที่ 1.00% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน

    ในด้านการคลัง หนี้สาธารณะใกล้แตะระดับ 70% ของจีดีพี ทำให้พื้นที่สำหรับมาตรการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ หากรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง จะทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคล่องตัวมากขึ้น โดยคาดว่ารัฐบาลอาจปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะในปี 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1232240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw318YkZ61pwTdWZvF7vsR8x

  • ไทยรั้งเบอร์ 3 ดัชนี ‘เศรษฐกิจที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก’ ตามหลังไต้หวันและสิงคโปร์ ผลจากเงินเฟ้อต่ำ, ว่างงานต่ำ และราคาสินค้านิ่ง

    ไทยรั้งเบอร์ 3 ดัชนี ‘เศรษฐกิจที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก’ ตามหลังไต้หวันและสิงคโปร์ ผลจากเงินเฟ้อต่ำ, ว่างงานต่ำ และราคาสินค้านิ่ง

    สิงคโปร์และไทยติดอันดับเศรษฐกิจที่มี ‘ความทุกข์ยากน้อยที่สุด’ (Least Miserable) ของโลก จากการจัดอันดับประจำปีโดยนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ พร้อมระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดของโลก

    ดัชนี Hanke’s Annual Misery Index (HAMI) ปี 2025 จัดทำโดย สตีฟ แฮงคี (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีจุดประสงค์เพื่อวัด ‘อุณหภูมิเศรษฐกิจ’ ของแต่ละประเทศ และประเมินว่าประชาชนทั่วไปรับรู้สภาพเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันอย่างไร

    รายงานปีนี้ระบุว่า เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ, การจ้างงานมั่นคง, ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับที่จัดการได้ และรายได้เติบโต ส่งผลให้ภาคครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจน้อยลง

    “ลองนึกภาพว่า HAMI เป็นเหมือนเทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้วัดร่างกายของระบบเศรษฐกิจ” แฮงคีกล่าว

    ดัชนีนี้พิจารณา 4 องค์ประกอบ คือ การนำอัตราว่างงาน, อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร มารวมกัน แล้วลบด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง

    คะแนน HAMI ยิ่งต่ำเท่าไหร่ เศรษฐกิจของประเทศนั้นยิ่ง ‘แข็งแรง’ มากเท่านั้น หมายถึงตลาดงานสมบูรณ์, ราคาสินค้ามั่นคง, สินเชื่อจ่ายไหว และรายได้กำลังเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน “คะแนน HAMI ที่สูงหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเป็นไข้ และผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน” แฮงคีระบุ

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ไม่ได้คำนึงถึงขนาดของประเทศ, น้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือรายได้ต่อหัว

    ไต้หวันครองแชมป์ ส่วนเวเนซุเอลารั้งท้าย ไทยขึ้นอันดับ 3 ของโลก

    ปีนี้มีเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศ โดยเวเนซุเอลาขึ้นนำที่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 556.5 ซึ่งแฮงคีอธิบายว่าเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ หลัง นิโคลัส มาดูโร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่งผลให้รายได้จากน้ำมันถูกจำกัด และค่าเงินดิ่งลง

    ประเทศจากอเมริกาใต้แห่งนี้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในโลกที่ 475% ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งแตะ 35%

    ในทางกลับกัน อันดับ 178 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลก ตกเป็นของไต้หวัน ด้วยคะแนน 2.1 จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลก ที่ดัน GDP ที่แท้จริงต่อหัวให้เติบโตถึง 9.2% ควบคู่กับอัตราว่างงาน, เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำ

    สิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 2.6 จากตลาดแรงงานที่ตึงตัวด้วยอัตราว่างงานเพียง 2.0%, อัตราเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดีที่ 1.2% และ GDP เติบโตแข็งแกร่งที่ 4.3% ต่อหัว

    ส่วนไทยอยู่อันดับ 3 ด้วยคะแนน 3.1 ซึ่งเป็นผลจากการรักษาระดับเงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานที่มั่นคงมายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ โดยราคาสินค้าผู้บริโภคลดลง 0.3%, อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.8% และ GDP ที่แท้จริงต่อหัวเติบโต 2.5%

    ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำคะแนนดีกว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยมาเลเซีย (อันดับ 167), กัมพูชา (163) และเวียดนาม (156) ติดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 5 ที่มีคะแนนต่ำสุด ขณะที่ฟิลิปปินส์ (131), ลาว (129) และอินโดนีเซีย (123) ก็ทำผลงานได้ดี ส่วนเมียนมาที่ยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองเป็นข้อยกเว้น โดยอยู่ที่อันดับ 14 ด้วยคะแนน 66

    ‘ภูมิภาคเศรษฐกิจสุขภาพดี’ กับโจทย์ที่ยังต้องจับตา

    “แต่ละประเทศเหล่านี้ทำผลงานได้น่าพอใจในทั้ง 4 ตัวแปร นั่นคือเหตุผลที่พวกเขายืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส” แฮงคีกล่าว ขณะที่ทั้ง 3 ประเทศนี้อยู่อันดับ 119, 103 และ 115 ตามลำดับ

    แฮงคี ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต (Suharto) ของอินโดนีเซีย ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย และมีบทบาทสำคัญในการแนะนำรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่ให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินกับฮ่องกงในปี 2020 เรียกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็น “ภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

    เขาระบุว่า การบริหารจัดการปริมาณเงินในระบบอย่างรอบคอบ ช่วยให้สิงคโปร์และไทยรักษาระดับเงินเฟ้อให้มั่นคง พร้อมต้นทุนการกู้ยืมที่ค่อนข้างต่ำ

    แม้ GDP ของไทยจะเติบโตช้า แต่ราคาสินค้าผู้บริโภคที่ลดลงและอัตราว่างงานที่ต่ำ บ่งชี้ว่า “คนไทยไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจที่ซบเซา ในมุมที่สัมผัสได้กับชีวิตประจำวัน” แฮงคีกล่าว

    “การที่ค่าเงินมีเสถียรภาพ ส่งผลให้ราคาสินค้ามีเสถียรภาพ เมื่อราคาสินค้ามีเสถียรภาพ ดอกเบี้ยเงินกู้ก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ก็จะนำไปสู่เศรษฐกิจที่มีอัตราว่างงานต่ำและเติบโตในระดับพอประมาณ ซึ่งคือสิ่งที่ไทยทำได้มากว่า 1 ทศวรรษ” แฮงคีกล่าวเสริม

    ไมเคิล ริคาฟอร์ต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Rizal Commercial Banking Corporation มองสอดคล้องว่า นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นและเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาค ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าหากบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบหนักจากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย เงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัวขึ้นในเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น

    รายงานของ Institute of International Finance เมื่อเดือนมีนาคมระบุว่า ไทยและฟิลิปปินส์ ร่วมกับอินเดีย เป็นกลุ่มประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานสุทธิจากตะวันออกกลางในระดับสูง

    ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะทำให้ภูมิภาคร้อนและแห้งขึ้น อาจส่งผลให้ราคาข้าวและอาหารสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-least-miserable-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOR_KX9GfR8O8_qjtYcgu

  • 34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชูแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วย IP | เดลินิวส์

    34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชูแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วย IP | เดลินิวส์

    เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 34 ปี ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าภารกิจสำคัญ โดยผสาน “3 พลังทรัพย์สินทางปัญญา (IP)” ทั้งพลังแห่งการสร้างสรรค์ พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถ SMEs ไทยให้ก้าวผ่านความท้าทาย ภายใต้ “แนวทางขับเคลื่อน 4 มิติ” ได้แก่ มิติการเสริมแกร่ง-สร้างโอกาสทางการค้า มิติการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มิติการเพิ่มมูลค่าภาคเกษตร-ท่องเที่ยว ตลอดจนมิติการประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน โดยเน้นย้ำบทบาท IP เป็นเครื่องมือสำคัญในเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับปัจจัยความท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ มาตรการทางการค้าที่เข้มงวด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจยุคใหม่มุ่งไปที่คุณภาพ ความแตกต่าง และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ

    ไม่เพียงในมิติของการคุ้มครองสิทธิ แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่า เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (10 Plus) และนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขัน เติบโตได้ และเข้าถึงโอกาสใหม่ในเวทีโลก ผ่านบริการดิจิทัลภาครัฐที่สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศไทยในระยะยาว

    นางอรมน กล่าวว่า กรมฯ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานโดยยึดกรอบการประสาน “3 พลัง IP” ให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย พลังแห่งการสร้างสรรค์ (Creation) ในการเปลี่ยนไอเดียความคิดและผลงานสร้างสรรค์ให้เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่มีมูลค่า ช่วยสร้างความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ (Protection & Enforcement) ยกระดับระบบการจดทะเบียนให้ความคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมาย IP อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน พร้อมลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิดสิทธิทั้งในและต่างประเทศ และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นรายได้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การสร้างแบรนด์ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล

    ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนภารกิจตลอดปีที่ 34 นี้ กรมฯ มุ่งมั่นผสาน 3 พลัง IP ดังกล่าว เพื่อนำพาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้าน โดยได้กำหนดแนวทางดำเนินงานเชิงบูรณาการใน 4 มิติเร่งด่วน ดังนี้

    มิติที่ 1 เสริมแกร่ง สร้างโอกาสการค้า มุ่งยกระดับความรู้ความเข้าใจและศักยภาพในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่าง

    มิติที่ 2 พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยขั้นสูงและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทยโดยแท้จริง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  

    มิติที่ 3 เพิ่มมูลค่าภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะ GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การพัฒนา “เกษตรมูลค่าสูง”  

    มิติที่ 4 ประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน เร่งขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบนิเวศ IP Finance ของประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง  

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ คุ้มครอง และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจรและพร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832417/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08HDT1uN9zzghUDoQBficb

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 60 สตางค์

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 62.10 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 62.10 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.80 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ndtdRsrOlu7p_JFOspis

  • เดลินิวส์ 3 พ.ค. รบ.ไม่แตะเสือนอนกิน ปชน.ถล่มยับ ปรับค่าไฟภาระคนไทย | เดลินิวส์

    เดลินิวส์ 3 พ.ค. รบ.ไม่แตะเสือนอนกิน ปชน.ถล่มยับ ปรับค่าไฟภาระคนไทย | เดลินิวส์

    กรอบ 6 ดาว (ภาคกลาง-กทม.-ปริมณฑล-ตะวันออก) ฉบับวันที 3 พ.ค.69

    ข่าว 1.รบ.ไม่แตะเสือนอนกิน ปชน.ถล่มยับ ปรับค่าไฟภาระคนไทย เฟกนิวส์ 2 พค..ลงทะเบียนคนละครึ่ง คาร์แคร์ขึ้นด้วย-กระอักน้ำมันแพง

    ข่าว 2.บำเพ็ญพระราชกุศลฉัตรมงคล บูชาพุทธรูป พระบรมอัฐิ หลังเสร็จสิ้นเยือนสวีเดน

    ข่าว 3.เด็กส้มงงผิดตรงไหน รมว.เกษตรย้ายอธิบดี ไปร้องทำไม เงินเท่าเดิม สนองไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน

    ข่าว 4.หวยดิจิทัลแตกโป๊ะ180ล้านบ. คอหวยฮือฮาเบิ้ล 77 ซ้ำ 2 ตัวล่าง 16 เม.ย. N 3 แจ็กพอต 7 แสน สามตัวตรงเผง077

    ข่าว 5.ทรัมป์ขู่เรือใคร จ่ายอิหร่านห้ามผ่ามฮอร์มุซ ฟัดคลังน้ำมันจีน สนับสนุนคู่กรณี

    กรอบ 1 ดาว (ภาคเหนือ-อีสาน-ใต้-ตะวันออก) ฉบับล่วงหน้า 1 วัน ( 4 พฤษภาคม 2569 )

    ข่าว 1.ปชน.ถล่มยับขยับค่าไฟ ภาระคนไทย ไม่กล้าแตะเสือนอนกิน คนละครึ่งฯลงทะเบียน 2 พ.ค.ข่าวเก๊ คาร์แคร์ขึ้น ดิ้นสู้น้ำมัน

    ข่าว 2.ฉัตรมงคล บำเพ็ญพระราชกุศล ปีติเสด็จกลับถึงไทย เสร็จสิ้นเยือนสวีเดน

    ข่าว 3.จุลพันธ์ยันสุริยะ มีสิทธิย้ายอธิบดี วันพักโทษทักษิณ ไม่ได้ทำอะไรพิเศษ

    ข่าว 4.มาดามหน่อยโผล่ DSI ดอดรับข้อหาบุกรุก ที่ดินสวนหาดยาง-อุบล ปุ๋งรอปิดสมัยประชุม

    ข่าว 5.ไม้แลกนิวเคลียร์ โมจตาบา เมินเงื่อนไขสหรัฐ ทรัมป์คว่ำบัตรเรือ จ่ายผ่านทางอิหร่าน

    รายละเอียดทั้งหมดสามารถติดตามได้ในหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ฉบับวันที่ 3 พ.ค.2569 และฉบับล่วงหน้า วันที่ 4 พ.ค.2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5831348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw241lEsWubW4LXSelMxy729

  • เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ ‘รัฐบาล’ ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝัน

    เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ ‘รัฐบาล’ ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝัน

    “ด้วยขนาดของโครงการที่มีการลงทุนในวงเงินมหาศาล เกี่ยวพันในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจึงถูกมองด้วยความกังขา และถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ”

    ผู้นำหลายประเทศมองการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกและความผันผวนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใจจดใจจ่อ

    สิ่งที่สำคัญคือการส่งสัญญาณให้คนในชาติของตนเองตระหนักรู้ว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี และเตรียมยุทธศาสตร์ระยะยาวรองรับอย่างเป็นระบบ

     ในส่วนของไทย รัฐบาล ย้ำเสมอว่า ในวิกฤตคือโอกาส ขอให้เชื่อมือในทีมงานมืออาชีพที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นปัญหาดังกล่าวไปได้  ทำให้แผนงาน โครงการ ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ถูกหยิบขึ้นมาขับเคลื่อนท่ามกลางความกังวลใจของหลายภาคส่วนว่าจะมีผลต่อเนื่องไปถึงวิกฤตงบประมาณในอนาคตหรือไม่

    เป็นที่ชัดเจนว่า ตลอดเดือนนี้ “รัฐบาล” จะผลักดันโครงการ กฎหมาย ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าโครงการหรือกฎหมายเหล่านั้นจะได้รับการผลักดันจนประสบความสำเร็จ ด้วยองค์ประกอบของเสียงในสภาที่แข็งแรงเพียงพอ

    โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 พ.ค.นี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายปี 69 และ พ.ร.ก.กู้เงิน ขณะที่สัปดาห์ถัดไปจะเสนอมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีโครงการคนละครึ่งพลัสรวมอยู่ด้วย หลังจากผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน 

    ประมาณการว่า ไทยช่วยไทยพลัส รัฐต้องจ่ายเงินเดือนละอย่างต่ำ 34,000 ล้านบาท 4 เดือน เม็ดเงินหมุนรอบแรก 1.36 แสนล้านบาท มีแนวโน้มสูงว่าส่วนหนึ่งอาจต้องใช้วงเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ที่คาดหมายว่าจะกู้ประมาณ 4 แสนล้านบาท จึงถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ใช้เพื่อช่วยในเรื่องค่าครองชีพของประชาชน และเป็นประชานิยมที่เลิกไม่ได้ เป็นเหมือนยุทธวิธีทางการเมืองที่ใช้หล่อเลี้ยงกระแสความนิยมไปในคราวเดียวกัน 

    ที่สำคัญคือ การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงที่จะสวนทางกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ย้ำหลายครั้งในหลักการบริหารงานของตนเองและรัฐบาล

    ในขณะที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็กำลังเจอกับมรสุม ดรามาทุเรียน จากการทำงานแบบหลุดกรอบการบริหารงานแบบเดิมๆ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่กำลังจะเจอกับภาวะทุเรียนล้นตลาดได้แค่ไหน

    เลยไปถึงการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ทำกลไกราคาตลาดเสียหาย พร้อมตั้งคำถามว่าจะใช้วิธีการลักษณะนี้ในการช่วยชาวสวนผลไม้อื่นที่เจอกับปัญหาราคาตกต่ำหรือไม่

    แต่นั่นก็เป็นเพียงยกแรกในการทำงานสไตล์แบบเอกชน และมองช่องทางทดลองในการสร้างพื้นที่แก้ไขปัญหาในแบบอื่นๆ ที่แตกต่างจากในอดีต ซึ่งทุกปีเรามักเห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องสินค้าเกษตรราคาตกต่ำด้วยการใช้งบประมาณในการประกันราคา อุดหนุน ช่วยเหลือ เยียวยา เป็นสูตรสำเร็จทุกครั้ง 

    สำหรับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาการันตีว่า “รมต.ศุภจี” จะรับมือมรสุมที่เกิดขึ้นได้ และไม่มีท้อ แสดงออกถึงความเชื่อมั่นว่า รมต.คนนอกที่ดึงเข้ามาจะฝ่ากระแสดรามาและสร้างผลงานให้กับรัฐบาลได้ และน่าจะเป็นไพ่ใบสุดท้ายในการพยุงรัฐบาลที่หัวทิ่มจากปมการเมืองเรื่องผลประโยชน์ 

    อย่างไรก็ตาม นอกจากมาตรการและโครงการเฉพาะหน้าที่เตรียมทยอยออกมาแล้ว ยังมี “เมกะโปรเจกต์ใหญ่” อย่าง “แลนด์บริดจ์” ที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเร่งผลักดันในลำดับต่อไป และกำลังถูกจับตามองว่าเป้าหมายในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศนั้น จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

    หลายรัฐบาลได้ให้หน่วยงานภาครัฐศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างต่อเนื่อง มีการ “โรดโชว์” ดึงนักลงทุนที่สนใจลงทุนอยู่ตลอด แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล โครงการดังกล่าวก็ถูกพับเก็บไป เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารก็ตั้งเรื่องเปิดประเด็น โยนหินถามทาง กันอีกรอบ    

    ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เตรียมลงพื้นที่วันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เพื่อระดมความคิดเห็น ฟังเสียงของคนในพื้นที่ 

    โดยขั้นตอนต่อไปจะนำข้อมูลมาประมวลกับผลศึกษาเดิม ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อ ครม.ภายในไตรมาส 3 เมื่อ ครม.อนุมัติแล้วจะนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ตั้งเป้าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2573

    สำหรับโครงการ แลนด์บริดจ์ ในรัฐบาลชุดนี้ ใช้ผลการศึกษาของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร วางโมเดลพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างกันด้วยระบบราง และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ภายใต้แนวคิด “One Port Two Side” และการพัฒนาพื้นที่หลังท่าด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและกิจกรรมเชิงพาณิชย์

    โดยได้คัดเลือกจุดก่อสร้างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งคือ บริเวณแหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมืองฯ จ.ระนอง ที่สามารถรองรับตู้สินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้านทีอียู (ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยาว 20 ฟุต)

    ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรค ยื่นญัตติด่วนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอที่ประชุมสภาพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้ปรากฏในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียง และยังไม่ได้ปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญ และอ้างว่าเป็นโครงการระดับประเทศที่พร้อมผลักดัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความกังวล

    “บริษัทเดินเรือก็สะท้อนมายังพรรคประชาธิปัตย์ว่า แม้รัฐบาลจะสร้างแลนด์บริดจ์แล้วเสร็จก็ไม่คุ้มค่าที่จะมาใช้บริการ เพราะไม่สามารถประหยัดเวลาได้เท่ากับการผ่านช่องแคบมะละกา และการใช้แลนด์บริดจ์ยังต้องขนย้ายสินค้าขึ้นลงจากเรือหลายต่อ ซึ่งเป็นภาระและเงื่อนไขเวลา รวมถึงยังมีภาระค่าใช้จ่ายอีก ดังนั้นโครงการนี้จึงมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะถูกทิ้งร้าง เอกชนไม่ใช้บริการ จึงควรให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณา” นายกรณ์ระบุ

                   นอกจากนั้นยังมีเสียงต้านจากนักอนุรักษ์ที่มองว่าการสูญเสียพื้นที่ทางธรรมชาติทางทะเลที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่คุ้มกับโครงการที่ได้มา 

                   ที่สำคัญคือ ความกังวลว่าพื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ที่จะมีการช่วงชิงพื้นที่การนำระหว่างกัน เลยไปถึงพันธมิตรในภูมิภาคที่เสียประโยชน์จากโครงการดังกล่าวจะมีท่าทีอย่างไร 

                   และด้วยขนาดของโครงการที่มีการลงทุนในวงเงินมหาศาล เกี่ยวพันในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม “รัฐบาล” ถูกมองด้วยความกังขา และถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ 

                   ดังนั้นการสื่อสารเพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นและโอกาสที่เป็นไปได้ พร้อมรับประกันว่าไม่เป็นภาระในภายภาคหน้ากับประเทศหากโครงการไปไม่รอด รวมถึงไทม์ไลน์ขั้นตอนต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่ต้น

                   โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อนโครงการ ย่อมถูกมองว่าหวังผลทางการเมือง หรือมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

    ยิ่งล่าสุดเกิดประเด็นดรามากับ รมต.พรรคเดียวกัน หลังผู้สื่อข่าวที่ถามถึงประเด็นที่ “วราวุธ ศิลปอาชา” ห่วงผลกระทบสิ่งแวดล้อมถ้าไม่ศึกษาอย่างรอบคอบ โดยโต้กลับว่า คงลืมไปว่าตัวเองเป็น รมว.อุตสาหกรรม ไม่ใช่กระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมกับปิดไมค์แล้วเดินออกไปจากโต๊ะแถลงข่าวทันที

    ตอกย้ำความเป็น รมต.สายล่อฟ้า ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยในมาตรการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ช่วงต้นของเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยไปผูกโยงภูมิหลังเดิมในการทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน 

    ไม่เท่านั้น ยังมีการขยับตัวของเครือข่ายประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ประกาศรวมพลังต้านโครงการ และ พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพราะกังวลว่าต่างชาติจะฮุบที่ดิน 99 ปี ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต โดยมุ่งเน้นเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนาให้ตรงจุด

    เชื่อว่า “แลนด์บริดจ์” จะกลายเป็นเผือกร้อนของ “รัฐบาล” เพราะกว่าจะตกผลึกและเริ่มนับหนึ่งได้ต้องผ่านหลายขั้นตอนและใช้เวลา แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “ฉันทามติ” ของคนในสังคมที่ออกมาว่าจะไปในทิศทางไหนด้วย

    จึงต้องดูอีกสักระยะว่ารัฐบาลจะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจัง ผลักดันสุดตัว หรือใส่เกียร์ถอย ลบกระแสต้านที่กำลังใช้ประเด็นนี้เป็นเชื้อไฟในการรวมตัวของฝ่ายต่อต้าน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/989555/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAtXFoNaPB4HymEsf-X0S