Category: เศรษฐกิจ

  • เร่งปราบนอมินีต่างชาติ เตือน ‘คนไทยช่วยถือหุ้น’ เสี่ยงโทษหนัก

    เร่งปราบนอมินีต่างชาติ เตือน ‘คนไทยช่วยถือหุ้น’ เสี่ยงโทษหนัก

    ‘นอมินีต่างชาติ’ ไม่ใช่เพียงช่องโหว่ทางธุรกิจ แต่เป็นความผิดตามกฎหมายไทยที่มีบทลงโทษชัดเจน ทั้งจำคุก ปรับ และอาจถูกดำเนินคดีกับคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือหรือรู้เห็นเป็นใจด้วย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกมาย้ำเตือนอีกครั้งให้คนไทยระวังการเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงสร้างธุรกิจที่เข้าข่าย ‘นอมินี’ หรือการถือหุ้นแทนให้ต่างชาติหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทย โดยระบุชัดว่า การให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดได้ทันที

    การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หลังใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติบุคคลทั่วประเทศ คัดกรองพบ นิติบุคคลต่างด้าวจำนวน 6,551 ราย ที่อาจเข้าข่ายลักลอบประกอบธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    จับตา 6,551 ราย เสี่ยงฝ่าฝืนกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบรอบนี้มุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลต้องสงสัยซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 และมีพฤติการณ์เข้าข่ายประกอบธุรกิจใน ‘3 บัญชีท้าย’ ของกฎหมาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ

    ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างขยายผลเชิงลึก พร้อมบูรณาการข้อมูลกับหลายหน่วยงาน ทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านภาษี เพื่อสาวไปถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    foreign-nominee-6551-thai-penalty-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘3 บัญชีท้าย’ กรอบกฎหมายสำคัญที่ต่างชาติต้องรู้

    กฎหมายไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด แต่กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนใน ‘3 บัญชีท้าย’ ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    บัญชีที่ 1: ห้ามโดยเด็ดขาด

    เป็นกิจการที่รัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์พื้นฐานของคนไทย เช่น
    • การทำนา ทำสวน ทำไร่
    • การประมงในน่านน้ำไทย
    • การทำไม้จากป่าธรรมชาติ
    • การค้าขายที่ดิน

    ธุรกิจเหล่านี้ ชาวต่างชาติไม่สามารถประกอบกิจการได้โดยเด็ดขาด

    บัญชีที่ 2: เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและทรัพยากรประเทศ

    ธุรกิจในกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ระดับประเทศ เช่น
    • ธุรกิจด้านความมั่นคง
    • คมนาคมและขนส่ง
    • ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ

    ชาวต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

    บัญชีที่ 3: คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน

    เป็นกลุ่มธุรกิจที่กฎหมายยังต้องการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย เช่น
    • ธุรกิจบริการ
    • บัญชีและกฎหมาย
    • ค้าปลีก ค้าส่ง
    • ท่องเที่ยว
    • โรงแรม

    ต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบกิจการได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

    คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ เสี่ยงโทษเท่ากัน

    ประเด็นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหยิบขึ้นมาย้ำครั้งนี้ คือ “นอมินี” หรือการที่คนไทยเข้าไปถือหุ้นแทน หรือช่วยอำพรางโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อให้ต่างชาติหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย

    กรณีเช่นนี้ ไม่ได้มีความผิดเฉพาะนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่ คนไทยที่รู้เห็นเป็นใจ ช่วยเหลือ หรือไม่ป้องกันการกระทำผิดทั้งที่สามารถป้องกันได้ อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย

    บทลงโทษตามกฎหมายมีดังนี้
    • จำคุกไม่เกิน 3 ปี
    • ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท
    • หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

    มาตรการนี้สะท้อนโจทย์เศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า

    การกวาดล้างนอมินีในรอบนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังสะท้อนนโยบายเชิงเศรษฐกิจของรัฐในการรักษาสมดุลระหว่าง การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ กับ การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม

    เพราะหากปล่อยให้เกิดโครงสร้างธุรกิจอำพรางต่อเนื่อง ย่อมกระทบทั้งการแข่งขันทางการค้า รายได้ภาษี ความโปร่งใสของระบบธุรกิจ และความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุกต่อเนื่อง โดยใช้ฐานข้อมูลเชื่อมโยงและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง พร้อมเปิดรับเบาะแสจากประชาชนผ่านช่องทางของกรม เพื่อร่วมกันปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยจากธุรกิจผิดกฎหมาย

    foreign-nominee-6551-thai-penalty-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/foreign-nominee-6551-thai-penalty&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mjEMqYZmzrKbVBG47u63E

  • นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการแลนด์บริดจ์ริเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ โดยรัฐบาลได้ให้สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษา เพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้และความคุ้มค่าโครงการมิติต่างๆ โดยได้ทำการวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานศึกษาฉบับสมบูรณ์ก็ได้มีการเผยแพร่ตอสาธารณะ 

    ข้อสรุปภาพรวมคือโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับรายงานของ สนข. กระทรวงคมนาคม ที่แสดงถึงความเป็นไปได้โครงการ และผลบวกเชิงเศรษศาสตร์ในหลายแง่มุมที่ประเทศจะได้รับหากโครงการนี้เกิดขึ้น 

    ในส่วนของการผลักดันโดยรัฐบาล โครงการแลนด์บริดจ์ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลเศรษฐาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งแม้จะไม่ได้นำเอาโครงการอยู่ในการแถลงนโยบายรัฐบาล  แต่ก็ได้มีการผลักดันเต็มที่ผ่านทางรัฐมนตรีคมนาคม โดยกระทรวงคมนาคมได้ใช้รายงานของ สนข. เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่อไป 

    หน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งอย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ และ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยการศึกษา ของ สนข. กระทรวงคมาคม ระบุว่าโครงการนี้มีศักยภาพในการดึงดูดการขนส่งสินค้าจากการประหยัดต้นทุนและเวลา 

    คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้ประมาณ 4 วัน เมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกา ในกรณีสินค้าที่ต้องผ่านการ Transshipment หรือพักถ่ายลำ สนข. ประเมิน อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ไว้ที่ประมาณ 17.43% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนในมุมมองของรัฐ โดยอัตราพื้นฐานของภาครัฐคือ 12% หากต่ำกว่านั้นโครงการไปต่อไม่ได้ 

    นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    นอกจากนี้ยังประเมินอีกว่าโครงการจะสร้างงานในพื้นที่ภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา ขณะที่ รายงานของ สศช. ซึ่งทำวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นตรงกันข้ามกับรายงานของ สนข. โดยทาง สศช. ระบุถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้โครงการขาดความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์  

    มีการประเมินว่า ความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่สูง ใช้เงินลงทุนสูง เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากโครงการต้องการสร้างระบบโครงข่ายเชื่อมโยงขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมถึง ท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง (ระนอง และ ชุมพร), รถไฟทางคู่เชื่อม 2 ฝั่งทะเล, ทางหลวงพิเศษ (Motorway) 

    และระบบท่อขนส่งพลังงาน มูลค่าลงทุนมหาศาลส่งผลให้ NPV โครงการติดลบ เนื่องจากเงินลงทุนมูลค่าล้านล้านบาท ต้องจ่ายออกไปตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ของโครงการ ในขณะที่รายรับจะค่อยๆ ทยอยมาในอีกหลายปีข้างหน้า เมื่อเงินก้อนใหญ่ในปัจจุบันถูกเปรียบเทียบกับรายได้ในอนาคตที่ถูกคิดลดลงมาในแบบ discount ทำให้มูลค่าที่ได้จึงไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมเงินลงทุน NPV จะเป็นบวกได้ รายรับต้องมากพอและได้รับเร็วขึ้น 

    แต่ในรายงานระบุข้อจำกัดที่ทำให้รายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากจะมีการแข่งขันด้านราคากับช่องแคบมะละกา หากแลนด์บริดจ์ตั้งราคาค่าบริการสูงเพื่อให้คุ้มทุน สายการเดินเรือก็จะกลับไปใช้เส้นทางเดิม สิงคโปร์/มาเลเซีย โดยไม่ต้องเสียค่าขนถ่ายซ้ำซ้อน นอกจากนั้นรายงานวิเคราะห์ว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่จะผ่านโครงการนี้อาจมีเพียงสินค้ากลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ไม่ใช่สินค้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดของโลก ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านท่าไม่มากพอที่จะทำกำไร ต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่สูงในระยะยาวก็เป็นอีกปัจจัยทำให้ NPV ติดลบ เนื่องจากการรักษาประสิทธิภาพของท่าเรือและระบบรางให้เป็นระดับโลก (World Class) มีค่าใช้จ่ายสูงมาก

    เมื่อตัวโครงการไม่สามารถสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้ ทุนข้ามชาติ เข้ามาลงทุน รัฐบาลก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ต่างๆไปแลกกับการลงทุน แต่สิทธิประโยชน์เหล่านี้ ต้องไม่ทำให้ พื้นที่บริเวณแลนด์บริดจ์และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ กลายสภาพเป็นกึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ หรือเกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หากรัฐบาลไปเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆเพิ่มเติม ไปแลกกับการลงทุนของทุนข้ามชาติของมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเช่าและถือครองที่ดิน 99 ปี การพัฒนาที่ดินโดยการยกเว้นกฎหมายการบังคับใช้กฎหมายบางฉบับเพื่อดึงดูดการลงทุน ตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์พิเศษทางภาษี การเสียสิทธิอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศตนเองภายในดินแดนของตน ประเทศมหาอำนาจผ่านทุนข้ามชาติอาจบังคับใช้กฎหมายของตนเองเหนือบุคคลหรือทรัพย์สินในประเทศไทยได้ จะกลายเป็นความอ่อนไหวทางด้านการเมืองและความมั่นคง   

    ส่วนผลกระทบและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูงมาก โครงการแลนด์บริจด์จะกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ขนาด 0.62 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ บริเวณปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร ที่สำคัญอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี ที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ อาจได้รับผลกระทบจากเส้นทางการเดินเรือ 

    รายงานของสภาพัฒน์และจุฬาฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมา การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมักทำเป็นรายโครงการ (EIA) แต่ขาดการมองภาพรวมแบบ SEA (Strategic Environmental Assessment) โดยจะต้องคำนึงถึง 1.ผลกระทบสะสม (Cumulative Impact) โดยการศึกษาของจุฬาฯและสภาพัฒน์กังวลว่าเมื่อมีท่าเรือ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรืออุตสาหกรรมหนักตามมา ซึ่งจะสร้างมลพิษทางอากาศและขยะอุตสาหกรรมในปริมาณที่ระบบนิเวศภาคใต้ไม่สามารถรองรับได้ 2. ความขัดแย้งกับชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทั้งการประมงและการท่องเที่ยว การทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเท่ากับเป็นการทำลายแหล่งรายได้ของชาวบ้าน อาจนำไปสู่การต่อต้านและปัญหาทางสังคมรุนแรง

    ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความรุ่งเรืองใหม่ได้หรือไม่ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดภายใต้พลวัตภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์โลก  อย่างไรก็ตาม ต้องทำประชาพิจารณ์ผลกระทบชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานเดิม การทำประเมินผลกระทบของนโยบายของการลงทุนขนาดใหญ่ (Policy Impact Assessment of Megaprojects) ก่อนเดินหน้าการดำเนินการตามนโยบาย จำเป็นจะต้องมีกลไกคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการ ภาคศึกษาวิจัยนโยบายอย่างรอบด้าน 

    ร่วมกับภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ใช้ Open Data ในการส่งเสริมการออกแบบกระบวนการนโยบายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Policy Design) การดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องเน้นให้ความสำคัญต่อกระบวนการและเป้าหมายไปพร้อมกัน หากเราสนใจแต่เป้าหมาย สุดท้ายจะเป็นการรับรองกระบวนการแบบอำนาจนิยมหรือบนลงล่าง หากเราต้องการการพัฒนาและการเติบโตแบบยั่งยืน เราต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม กระบวนการประชาธิปไตยแบบยั่งยืนนี้จะเน้นเอาความเป็นธรรมและกำกับการพัฒนาแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงอยู่แล้วในไทย เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาโดยหน่วยงานของรัฐขัดแย้งกันเอง 

    จึงเห็นควรว่าควรมีการศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระเพิ่มเติม เพราะเป็น โครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศได้ และ ควรเพิ่มเติมการศึกษาเรื่อง มิติทางภูมิรัฐศาสตร์ มิติความมั่นคงและบทบาทไทยบนภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มูซ ส่งผลต่อสถานะและความสำคัญของประเทศไทยต่อการเดินเรือและจุดยุทธศาสตร์ของเอเชีย หากเกิด สถานการณ์ที่อาจมีการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาโดยอินโดนีเซียในอนาคต ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา 

    โครงการแลนด์บริดจ์นี้หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการเอื้อประโยชน์กันโดยไม่ถูกต้อง โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษและทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้ วางยุทธศาสตร์และวิเทโศบายไม่ดี ไทยจะกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงผลประโยชน์ อำนาจการควบคุมการเดินเรือของมหาอำนาจ           

    ขณะที่หากโครงการนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุมไม่มีการทุจริตเป็นไปตามหลักวิชา ก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสถานะของประเทศบนเวทีโลกได้ แต่ต้องศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์และการเงินให้ดีเสียก่อน  

    นอกจากนี้ รัฐบาล นักลงทุน หรือผู้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ พึงตระหนักถึงแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อพื้นที่และวิถีชีวิตและเศรษฐกิจดั้งเดิม ซึ่งภาวะดังกล่าวมีลักษณะเป็นความยั่งยืนแบบ Productive ต่อสังคมโดยรวม แต่บางครั้ง การพัฒนาอย่างยั่งยืน อาจถูกใช้เป็นเพียง วาทกรรม (Discourse) เพื่อต่อต้านการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งสภาพดังกล่าวเป็นการถ่วงการพัฒนา 

    และมีลักษณะเป็น Counter-Productive การยืนยันในหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ไม่ใช่เพียงวาทกรรม ความต่อเนื่องและเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบอันซับซ้อนเกิดขึ้นได้ และ เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมในระยะยาว นอกจากนี้ ทำอย่างไรให้เกิดการกระจายผลประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติภายใต้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจผูกขาดแบบไทยไทย จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1abNd-pSdPXOhYUw9KrTyR

  • สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการ Economic Fury เพื่อ”บีบคอ”อิหร่านด้วย

    สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการ Economic Fury เพื่อ”บีบคอ”อิหร่านด้วย

    สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลัง “บีบคอ” ผู้นำอิหร่านด้วย “การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ” ที่เปิดตัวควบคู่ไปกับการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ

    “เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยคำสั่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจากประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับการกดดันสูงสุด และเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเริ่มปฏิบัติการ ‘Economic Fury’” เบสเซนต์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ โดยอ้างถึงโครงการริเริ่มของกระทรวงเพื่อเสริมปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ของเพนตากอน

    “เรากำลังบีบคั้นระบอบการปกครองของอิหร่าน และพวกเขาไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้ทหารได้ นี่คือการปิดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และมันเกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของรัฐบาล – ทุกคนต้องร่วมมือกัน” เขากล่าวในรายการ “Sunday Morning Futures”

    ทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้กำหนดข้อจำกัดสำหรับเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานที่ส่งออกไฮโดรคาร์บอนจากอ่าวเปอร์เซีย

    ในขณะที่อิหร่านปิดกั้นเรือส่วนใหญ่ในเส้นทางนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าวว่ากำลังปิดกั้นเรือทั้งหมดที่มุ่งหน้าไปยังหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากันในขณะที่การหยุดยิงที่เปราะบางยังคงอยู่

    เบสเซนต์กล่าวว่ากระทรวงของเขากำลังใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ “กับทุกคนที่พยายามโอนเงินเข้าไปในอิหร่านเพื่อช่วยเหลือ IRGC” ซึ่งเป็นกองกำลังทหารชั้นยอดของอิหร่าน

    “พวกเขาเป็นสถาบันที่ทุจริต พวกเขาขโมยเงินจากประชาชนอิหร่านมาหลายปีแล้ว พวกเขามีเงินอยู่ต่างประเทศ เราติดตามเรื่องนี้จนเจอแล้ว และเราจะติดตามต่อไป และเราจะรักษาทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ให้ประชาชนอิหร่านที่อยู่อีกฝั่งของความขัดแย้งนี้” เขากล่าว

    เมื่อวันเสาร์ เบสเซนต์ได้เขียนข้อความบนเว็บไซต์ X โดยเปรียบเทียบผู้นำอิหร่านว่า “เหมือนหนูในท่อระบายน้ำ” และระบุว่า “การปิดล้อมจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีเสรีภาพในการเดินเรือก่อนวันที่ 27 กุมภาพันธ์” ในช่องแคบอิหร่าน

    ในโพสต์เดียวกัน เขากล่าวว่า “มีการปันส่วนอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิง” ในอิหร่าน

    ขณะเดียวกัน ในรายการ “Face the Nation” ทางช่อง CBS เมื่อวันอาทิตย์ เควิน แฮสเซ็ตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ได้กล่าวสนับสนุนคำพูดของเบสเซนต์ โดยระบุว่าอิหร่าน “มีเศรษฐกิจที่อยู่บนขอบเหวแห่งหายนะอย่างร้ายแรง”

    “พวกเขากำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง” เขากล่าวเสริม “พวกเขากำลังเริ่มอดอยาก”

    Agence France-Presse

    Photo – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) กล่าวสุนทรพจน์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ยืนอยู่เคียงข้าง ในระหว่างการประชุมโต๊ะกลมเกี่ยวกับนโยบาย “ไม่เก็บภาษีจากทิป” ของเขา ที่โรงแรมเอซี โฮเทล ลาสเวกัส ซิมโฟนี พาร์ค ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2026 (Photo by Jim WATSON / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/42457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZvBkl-Ho1lAj-VvGOaqf5

  • ‘เศรษฐกิจ-ตลาดเงิน’อิสราเอลยังแกร่ง แม้สงครามระอุตะวันออกกลาง

    ‘เศรษฐกิจ-ตลาดเงิน’อิสราเอลยังแกร่ง แม้สงครามระอุตะวันออกกลาง

    ไม่กี่วันก่อนธนาคารกลางอิสราเอลเพิ่งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ อ้างว่าเพราะสงครามในตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่โดดเด่นสำหรับประเทศที่อยู่ในสงครามมาเกือบสามปีคือ ธนาคารกลางยังคงคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโต 3.6% แม้ปรับลดลง 1.4% แล้วก็ตาม

    อามีร์ ยารอน ผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี เมื่อวันที่ 16 เม.ย. หากแก้ไขความขัดแย้งในภูมิภาคได้ ปี 2026 เศรษฐกิจอิสราเอล สามารถฟื้นตัวมาเติบโต5.5%

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจอิสราเอลจะขยายตัว 3.5% ในปีนี้ เทียบกับสหรัฐโต 2.3% และสหภาพยุโรป 1.3% นอกจากนี้ยังหมายความว่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศของอิสราเอล (GDPอิสราเอล) คาดว่าจะเติบโตแซงหน้าประเทศกลุ่มจี7ทั้งหมดในปี 2026 โดยในปีหน้าไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า อิสราเอลจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ 4.4% ซึ่งจะยังคงเติบโตแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้วรายใหญ่หลายประเทศ

    อิสราเอลมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ หลายประเทศ ไอเอ็มเอฟประเมินไว้ปีนี้อยู่ที่ 69.8% แม้จะเพิ่มขึ้นจากปี 2025 เล็กน้อย แต่ก็ต่ำกว่าอัตรา 123.7% ของกลุ่มจี7 อยู่มาก

    อัตราการว่างงานก็ขยับขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ที่ 3.2% ในเดือน มี.ค. แต่ก็ต่ำกว่าสหรัฐที่อัตราว่างงาน 4.3% และยูโรโซน 6.2%

    ขณะที่เงินเฟ้อยังทรงตัวในช่วงสองเดือนนับตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน โดยผ่อนคลายลงมาอยู่ที่ 1.9% ในเดือน มี.ค. ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงทำให้ค่าครองชีพในสหรัฐ อียู และสหราชอาณาจักรพุ่งตาม พิสัยเงินเฟ้อเป้าหมายในอิสราเอลอยู่ที่ 1%-3%

    อิสราเอลนั้นอยู่ในความขัดแย้งต่อเนื่องมาตั้งแต่ถูกฮามาสโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2023 เป็นเหตุให้อิสราเอลต้องตอบโต้ด้วยการโจมตีกาซา ต่อมาอิสราเอลร่วมกับสหรัฐเล่นงานอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. รวมทั้งต่อกรกับฮิซบอลเลาะห์ที่มีอิหร่านหนุนหลังในเลบานอน แถมยังตกเป็นเป้าการโจมตีของกลุ่มฮูตีในเยเมนด้วย

    เคเรน ยูซิเยล นักวิเคราะห์อาวุโสจากอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า แม้เศรษฐกิจอิสราเอลโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเพราะทำสงครามมาหลายปี แต่ภาคเอกชนที่ปรับตัวได้ เงินเฟ้อต่ำ แรงงานทักษะสูงมาก และการเติบโตอย่างต่อเนื่องช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติ

    “การส่งออกสินค้าและบริการไฮเทคเป็นปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและการสร้างความมั่งคั่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจก็เติบโตอย่างดีในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การพัฒนาทรัพยากรก๊าซและการส่งออกด้านการป้องกันประเทศ”

    “ในปี 2025 อิสราเอลได้ดีลการลงทุนจากต่างประเทศครั้งใหญ่สุดสองรายการทั้งสองรายการอยู่ในอุตสาหกรรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้แก่ กูเกิลซื้อกิจการวิซ มูลค่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และพาโลอัลโตเน็ตเวิร์กซื้อกิจการไซเบอร์อาร์ก 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทั้งสองรายการเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมีนาคม 2026” ยูซิเยลกล่าวและว่า โครงสร้างประชากรของอิสราเอลก็เอื้อต่อเศรษฐกิจ อัตราการเติบโตเฉลี่ยเกือบ 2% ต่อปีเป็นส่วนใหญ่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

    “เมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้ว ประชากรของประเทศนี้ค่อนข้างอายุน้อย”

    “ต่อให้พิจารณารายหัวผลงานทางเศรษฐกิจก็แข็งแกร่งมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา” ยูซิเยลอธิบายต่อ พร้อมเสริมว่าหากการหยุดยิงยังอยู่แม้อ่อนแอ คาดว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างค่อนข้างแข็งแกร่งภายในกลางปีนี้ ส่งผลเศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวราว 3% ในปีนี้

    “อัตราการว่างงานต่ำ ความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีของอิสราเอลจากต่างประเทศที่แข็งแกร่ง รวมถึงการส่งออกด้านกลาโห การลงทุนด้านเทคโนโลยีในระดับโลกคึกคักและผลประโยชน์ที่ครัวเรือนได้รับ โดยเฉพาะผู้มีรายได้สูงจากการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการ จะช่วยส่งเสริมการเติบโต” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว และไม่เพียงเท่านั้นภาคพลังงานก็จะมีการลงทุนสูงมากในปี 2026-2027 ทั้งด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และการสนับสนุนขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติ

    แต่โจเอา โกเมส อาจารย์ด้านการเงินจากวิทยาลัยธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า เศรษฐกิจของอิสราเอลเริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนแรงงานวัยทำงานที่ถูกระดมพลไปร่วมรบ และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลงเนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัย การท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกันส่งผลกระทบต่อการเติบโตและรายได้ของรัฐบาลด้วย

    โกเมสมองว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางและความมั่นคงในมุมมองของอิสราเอลเป็นหลัก

    หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมากและจำเป็นต้องมีการปรับปรุงทางการคลัง แต่ยังคงอยู่ในระดับที่จัดการได้ ตราบใดที่อิสราเอลสามารถสร้างกรอบสันติภาพที่เปิดให้ลดค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมลงอย่างมากและต่อเนื่อง [และ] รักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและฐานบุคลากรที่มีความสามารถ”

    “สิ่งที่สำคัญน้อยกว่า แต่ก็ยังมีความเกี่ยวข้อง คือ ผลกระทบของสงครามต่อชื่อเสียงของอิสราเอลและความมีเสน่ห์ต่อนักเดินทางทั่วโลก” โกเมสกล่าวเสริม

     ตลาดทุนคึกคัก

    ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจตลาดทุนอิสราเอลก็มีเงินไหลเข้ามากมาย ตั้งแต่ต้นปี ดัชนีเทลอาวีฟ 35 พุ่งขึ้นราว 20% จากที่ขึ้นมาแล้ว 51.6% ในปี 2025 ตลอดช่วงสองเดือนของสงครามกับอิหร่าน ดัชนีเพิ่มขึ้นราว 1% นับถึงขณะนี้ดัชนีเทลอาวีฟ 125 ขึ้นมาแล้วกว่า 17%

    ขณะเดียวกันค่าเงินเชเกลของอิสราเอลแข็งค่าขึ้นเกือบ 7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ตลอดช่วงสงคราม แม้นักลงทุนจะแห่กลับไปลงทุนในดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม

    ผลงาน 35 ปีนับถึงวันนี้ของตลาดหุ้นเทลอาวีฟนำหน้าคู่แข่งตลาดพัฒนาแล้วอื่นๆ รวมถึงดัชนีสำคัญทั้งสามตัวของวอลล์สตรีท

    “ตลาดไม่ใช่แค่ปรับตัวได้ แต่ยังแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัดเปลี่ยนจากความช็อกมาเป็นความปกติ” ยูซิเยลกล่าวพร้อมตั้งข้อสังเกตว่านักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนมากอย่างมีนัยสำคัญและกำลังซื้อขายเพิ่มจำนวนขึ้น

    “เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินทุนจากต่างประเทศกำลังไหลกลับเข้ามาในตลาดท้องถิ่นส่วนใหญ่ไหลเข้ามาในภาคเทคโนโลยี การเงิน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ” ยูซิเยลสรุป

     หลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามไม่ได้

    ยูซิเยล นักวิเคราะห์อาวุโสจากอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต กล่าวด้วยว่า ระหว่างความขัดแย้งรอบล่าสุด “รัฐบาลยกเลิกมาตรการปิดเมืองที่ไม่จำเป็นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกังวลว่าการปิดเมืองเป็นเวลานานจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลมากขึ้น”

    “กระนั้นเราคาดว่า กิจกรรมของผู้บริโภคจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. (ปกติจะเป็นช่วงพีคของเทศกาลวันหยุด)”

    แม้รัฐบาลอิสราเอลต้องการลดทอนขีดความสามารถของทั้งรัฐบาลอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน“ลงอย่างมาก” แต่เป็นไปได้ว่าต้องปฏิบัติตามสหรัฐในขั้นตอนต่อไป สัปดาห์ก่อนรัฐบาลทรัมป์ขยายเส้นตายการหยุดยิงออกไปเพื่อให้มีเวลาเจรจาสันติภาพกับอิหร่านมากขึ้น แต่ทรัมป์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ว่า เขาไม่รีบทำข้อตกลงหรือกำหนดกรอบเวลายุติสงคราม

    และต่อให้การเจรจาได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ “การหยุดยิงใดๆ จะเปราะบางอย่างที่สุด และความเสี่ยงที่อิสราเอลจะดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียวอย่างน้อยๆ ก็ในเลบานอนนั้นมีความเป็นไปได้สูง” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1232299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw078rHqp0WO0XZcjzQSxWyp

  • “วราวุธ”ลุยฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้าตั้งเป้า SME โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    “วราวุธ”ลุยฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้าตั้งเป้า SME โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%


    “วราวุธ” เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) สุพรรณบุรี ลุยฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตนพร้อมด้วยนายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 ต.กำยาน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 

    นายวราวุธ  กล่าวตอนหนึ่งว่า การนำทีมผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรมมาที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) มารับฟังเสียงความต้องการของประชาชน เพื่อให้เข้าถึงปัญหาและสอดคล้องนโยบาย ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว เสาที่ 1 จาก 4 เสาหลักของนโยบายดังกล่าว และส่วนตัวยังดีใจที่มาตรวจเยี่ยมงานพื้นที่สุพรรณบุรีในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม เพราะศูนย์ DC8 แห่งนี้ก่อตั้งสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา  เป็น รมว.อุตสาหกรรม เมื่อ 36 ปีก่อน ซึ่งศูนย์ DC8 เกิดจากความคาดหวังที่กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าของสุพรรณบุรี และจังหวัดโดยรอบของสุพรรณบุรี มาตั้งแต่ปี 2533 โดยนายบรรหาร ที่จากพวกเราไป 10 ปีแล้ว จึงอยากจะมารื้อฟื้นความหวัง และทำให้ SME- SMEs เติบโตได้ และจะทำให้หอการค้ามีแฟลตฟอร์มผลักดันสินค้าชุมชนต่อยอดระดับประเทศ และระดับโลก

    “ยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ดูแลแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่จะโฟกัสถึงคนตัวเล็กตัวน้อย SME ขนาดกลางขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เพราะเป็นหัวใจและเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์ความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 จะเห็นอุตสาหกรรมระดับ SME- SMEs เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นฟันเฟืองทำให้จีดีพีของไทยแตะ 2-2.5% โดยกระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาขอสินเชื่อ SME D Bank กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีวงเงินถึง 20,000 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท การมาเปิดบ้านสุพรรณบุรีในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการเปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการ พร้อมรวบรวมการ “ให้” ทั้งหมดนี้ไว้ด้วยกัน เพื่อเป็น One Stop Service สำหรับผู้ประกอบการในทุกมิติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารชุมชน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ“ นายวราวุธ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวราวุธพร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมได้เยี่ยมชมบูธต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงโดยมีทั้งคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจเบื้องต้น โซนตลาดนัดอุตสาหกรรม กระบวนการทดลองเครื่องจักร เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้น สเปรย์ดราย (มะพร้าวน้ำหอม) เครื่องอบลมร้อน (ผำ) เครื่องปั่นบดละเอียด (ข้าว) และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “8-พร้อม-พัฒน์ : (8 PROM PLUS)” อาทิ นมข้นจากน้ำมะพร้าว เครื่องแกงป่าพร้อมรับประทาน แป้งข้าวผงและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผำผงอบแห้ง มะพร้าวน้ำหอมผงพร้อมดื่ม ซอสซีอิ๊วพร้อมปรุงอเนกประสงค์ แป้งข้าว กข.43 ยกระดับมาตรฐานGHPs เพื่อควบคุมความสะอาดปลอดภัยของอาหาร ปรับปรุงพัฒนาเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1imaPf1Wly1qR01DAZydH3

  • การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล แทบไม่ขยับ

    การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล แทบไม่ขยับ

    Loading…

    การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล แทบไม่ขยับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-52&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vd4zoHLoYenmG-PbbOm-q

  • KS ชี้ SET สัปดาห์นี้แกว่ง 1,460-1,535 จุด จับตาครม.เศรษฐกิจ

    KS ชี้ SET สัปดาห์นี้แกว่ง 1,460-1,535 จุด จับตาครม.เศรษฐกิจ

    บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด หรือ KS ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้(4-8 พฤษภาคม 2569) โดยมองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย SET มีแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,470 จุด และ 1,460 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,510 จุด และ 1,535 จุด ตามลำดับ

    โดยปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรก ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายนของไทย ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางเงินทุนต่างชาติ หรือ Fund Flow ซึ่งยังเป็นปัจจัยหลักที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ประกอบด้วย ยอดขายบ้านใหม่เดือนมีนาคม ดัชนี ISM และ PMI ภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงานเดือนเมษายน รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

    นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจจากประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมีนาคมของยูโรโซน รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการเดือนเมษายนของจีน ญี่ปุ่น และยูโรโซน ซึ่งอาจสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและมีผลต่อทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

    ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,493.69 จุด เพิ่มขึ้น 2.58% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,321.23 ล้านบาท ลดลง 1.76% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ปรับตัวลดลง 0.24% มาปิดที่ระดับ 214.57 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/828815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YlH09_sqA2_PbJzw1lHSw

  • ‘เอ็ดดี้’ ชี้ช่องเมื่อสวีเดนหันมามองไทย โอกาส ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ที่ต้องแปลงให้เป็นเศรษฐกิจจริง

    ‘เอ็ดดี้’ ชี้ช่องเมื่อสวีเดนหันมามองไทย โอกาส ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ที่ต้องแปลงให้เป็นเศรษฐกิจจริง

    4 พ.ค.2569-อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เรื่อง เมื่อสวีเดนหันมามองไทย โอกาสของ Soft Power ที่ต้องแปลงให้เป็นเศรษฐกิจจริง มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม? มาหาคำตอบจากการเสด็จเยือนสวีเดน เนื้อหาระบุว่า “การเสด็จฯ สวีเดนทำให้เราเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีความหมายเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น

    แต่ยังเป็น ‘ภาษาทางการทูต’ ที่โลกเข้าใจ ในวันที่ข่าวหนึ่งข่าวทำให้ชาวสวีเดนจำนวนมากหันมามองไทยอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่เงินโฆษณาซื้อได้ยาก

    การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสวีเดนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อร่วมงานเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวราชสำนักธรรมดา

    แต่เป็น “จังหวะทางการทูต” ที่ทำให้ชื่อประเทศไทยกลับไปอยู่ในพื้นที่ข่าวของสวีเดนอีกครั้ง

    สื่อสวีเดนรายงานถึงการเสด็จฯ การรับเสด็จ และการปรากฏพระองค์ของพระมหากษัตริย์และพระราชินีไทยในฐานะแขกเกียรติยศของงานสำคัญระดับราชสำนักยุโรป ขณะที่พระราชดำรัสของกษัตริย์สวีเดนในงานเลี้ยงกาล่า ยังกล่าวขอบคุณแขกที่เดินทางไกล “จากไทยและยุโรป” ซึ่งเป็นถ้อยคำเล็ก ๆ แต่มีนัยยะมาก เพราะในเวทีที่เต็มไปด้วยราชวงศ์ยุโรป ไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศนอกภูมิภาคที่ถูกเชิญมา แต่เป็นประเทศเอเชียที่มีประวัติศาสตร์ราชไมตรีกับสวีเดนยาวนานพอที่จะถูกวางอยู่ในพื้นที่พิธีการระดับสูงของยุโรป

    นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ทุนทางประวัติศาสตร์”

    ไทยกับสวีเดนไม่ได้เพิ่งรู้จักกันวันนี้ ความสัมพันธ์เริ่มต้นตั้งแต่สนธิสัญญาไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือ ค.ศ. 1868 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาถึงการเสด็จเยือนสวีเดนของรัชกาลที่ 5 ในปี 1897 และต่อยอดผ่านความสัมพันธ์ระดับราชวงศ์ การทูต การค้า การศึกษา การท่องเที่ยว และประชาชนระหว่างกัน

    ปัญหาคือ ไทยมักมีทุนแบบนี้อยู่ในมือ แต่ใช้ไม่เต็มศักยภาพ

    เรามีประวัติศาสตร์ แต่ไม่แปลงเป็น story

    เรามีราชไมตรี แต่ไม่แปลงเป็น public diplomacy

    เรามีภาพลักษณ์เชิงบวก แต่ไม่แปลงเป็นสินค้า บริการ การท่องเที่ยว และความร่วมมือเศรษฐกิจใหม่

    นี่คือจุดที่รัฐไทยและภาคเอกชนไทยควรอ่านเกมให้ทัน

    เพราะชาวสวีเดนรุ่นเก่าอาจรู้จักไทยผ่านภาพของทะเล ภูเก็ต สมุย กรุงเทพฯ อาหารไทย และรอยยิ้มของคนไทย แต่ชาวสวีเดนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจยังไม่รู้จัก “ประเทศไทยยุคใหม่” มากพอ

    คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “สวีเดนรู้จักไทยไหม” แต่คือ “เขารู้จักไทยในมิติไหน” ถ้าเขารู้จักไทยเพียงประเทศท่องเที่ยวราคาดี ไทยก็ได้แค่รายได้ระยะสั้น แต่ถ้าเขารู้จักไทยในฐานะประเทศที่มีวัฒนธรรมลึก มีเสถียรภาพเชิงสังคม มีบริการคุณภาพ มีฐานธุรกิจในอาเซียน และมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสวีเดนยาวนานกว่า 150 ปี ไทยจะได้มากกว่านักท่องเที่ยว ไทยจะได้ความเชื่อมั่น และในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ ความเชื่อมั่นสำคัญไม่น้อยกว่าเม็ดเงิน Soft Power ไม่ใช่แค่การทำให้ต่างชาติชอบเรา

    แต่คือการทำให้ความชอบนั้นกลายเป็นพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ

    ในกรณีสวีเดน โอกาสของไทยมีอย่างน้อย 5 ด้าน

    หนึ่ง การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ชาวสวีเดนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ธรรมชาติ สุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์มากกว่าการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย ไทยควรสื่อสารกับตลาดนี้ด้วยภาษาของเขา ไม่ใช่ขายแค่ทะเลสวย แต่ขาย “ชีวิตที่มีคุณภาพ” “สุขภาพ” “อาหาร” “ธรรมชาติ” และ “ความอบอุ่นของผู้คน”

    สอง อาหารไทยและสินค้าเกษตรคุณภาพ อาหารไทยเป็นประตูบานแรกที่ทำให้ชาวสวีเดนรู้จักไทย แต่ไทยควรพาเขาเดินต่อจากร้านอาหารไทย ไปสู่ข้าวหอมมะลิ ผลไม้ไทย สมุนไพร เครื่องปรุง GI product และสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมาตรฐานสูง

    สาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทยมีแฟชั่น งานออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะร่วมสมัย และวัฒนธรรมอาหารที่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ในสวีเดนได้ดีมาก แต่ต้องเลิกนำเสนอแบบราชการแห้ง ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นคอนเทนต์ร่วมสมัย สั้น คม ภาษาสวีเดนหรืออังกฤษดีพอ และเข้าใจรสนิยมของคน Nordic

    สี่ ความร่วมมือธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ไทย–สวีเดนยกระดับเป็น Strategic Partnership แล้ว ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ green transition, renewable energy, digitalisation, defence, innovation, startups, smart manufacturing และ education นี่คือพื้นที่ที่ควรต่อยอดจากภาพข่าวราชสำนักไปสู่ business forum, startup exchange, green economy dialogue และการจับคู่ธุรกิจจริง

    ห้า ชุมชนไทยในสวีเดน คนไทยในสวีเดนคือทูตวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด เพราะเขาไม่ได้อยู่ในโปสเตอร์ของรัฐ แต่อยู่ในชีวิตจริงของสังคมสวีเดน ร้านอาหารไทย แม่ครัวไทย นักเรียนไทย ครอบครัวไทย ผู้ประกอบการไทย และแรงงานไทย คือสะพานที่ทำให้คนสวีเดนรู้จักไทยผ่านมนุษย์จริง ไม่ใช่ผ่านคำขวัญ

    ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่แค่ “ดีใจที่เป็นข่าว แต่ต้องรีบต่อยอดในช่วงที่ความสนใจยังสดอยู่ สวีเดนเป็นประเทศที่ให้ค่าน้ำหนักกับความยั่งยืน ความโปร่งใส คุณภาพชีวิต ความเท่าเทียม ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคม

    การเสด็จฯ สวีเดนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพงดงามในหน้าข่าว แต่เป็นคำถามต่อรัฐไทยและภาคเอกชนไทยว่า เมื่อโลกหันมามองเราแล้ว เราพร้อมหรือยังที่จะบอกโลกว่า ประเทศไทยมีอะไรมากกว่าที่เขาเคยรู้จัก ได้คำตอบแล้วหรือยังว่า มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม?

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/989993/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HDAuVY-Ddymga3_K7wjBe

  • กู้ 4 แสนล้าน” กระสุนนัดสุดท้าย: เดิมพันอันตรายเศรษฐกิจไทย 

    กู้ 4 แสนล้าน” กระสุนนัดสุดท้าย: เดิมพันอันตรายเศรษฐกิจไทย 

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/145266&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RHifdc6azT8G3LhKd2Ncf

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 04/05/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 04/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145310&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36N-er3Kddcc9IMcngModG