Category: เศรษฐกิจ

  • บอนด์ยีลด์ดีดตัว นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    บอนด์ยีลด์ดีดตัว นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้น ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

    ณ เวลา 23.05 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.663% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 5.211%

    ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ 6-3 ในการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวานนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

    นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ไม่ได้ส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการแถลงหลังเสร็จสิ้นการประชุม แต่ให้คำมั่นว่าเฟดจะดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2569 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.5% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.8%

    นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2/2569 ต่ำกว่าระดับ 2.1% ในไตรมาส 1/2569

    ตัวเลข GDP ประจำไตรมาส 2/2569 ที่ต่ำกว่าคาด มีสาเหตุจากการลดลงของการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางสหรัฐ และการลดลงของสินค้าคงคลัง แต่องค์ประกอบอื่น ๆ ของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 2.1% หลังจากขยายตัวเพียง 0.4% ในไตรมาสแรก

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.7% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี  สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 4.1% ในเดือนพ.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวลง 0.1% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ค.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 3.4% ในเดือนพ.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.1% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ค.

    ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/623658&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pCoBXmdxmdLaqTFigZq17

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/164197&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rkryaIN6bInpJDv7kYDDO

  • “พิพัฒน์” ปักหมุดพัฒนาด้านคมนาคม “อีสาน-ใต้” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    “พิพัฒน์” ปักหมุดพัฒนาด้านคมนาคม “อีสาน-ใต้” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    “พิพัฒน์” เร่งขยายคมนาคมสู่ภูมิภาค ปักหมุดพัฒนา “อีสาน-ใต้” เชื่อมต่อเศรษฐกิจ ลดเวลาเดินทาง รองรับการขนส่งสินค้าเกษตรกรรม ลดต้นทุนโลจิสติกส์ กระตุ้นให้เกิดการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศไทยว่า รัฐบาลกำลังเร่งรัดปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้มีความยืดหยุ่น เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจรวมถึงความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงพื้นที่เขตเศรษฐกิจสำคัญทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทาง ควบคู่กับการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ได้กำหนดให้พื้นที่ภาคใต้และภาคอีสานเป็นพื้นที่นำร่องในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่โดยตรง

    นายพิพัฒน์ กล่าวเน้นย้ำว่า การพัฒนาด้านการคมนาคมในยุคปัจจุบันต้องมองถึงผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลได้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาลได้วางโครงสร้างการยกระดับทางหลวงสายหลัก การเร่งรัดพัฒนาระบบขนส่งทางรางผ่านโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระหว่างฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงและยกระดับศักยภาพของท่าเรือและสนามบินภูมิภาค ให้สามารถรองรับการเติบโตด้านการค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

    ในส่วนของพื้นที่ภาคอีสาน รัฐบาลได้เตรียมแผนเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงและโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์การขนส่งสินค้าและการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เชื่อมตรงสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และขยายการเชื่อมโยงต่อเนื่องไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจข้ามแดน พร้อมกันนี้ยังมีการขยายและปรับปรุงโครงข่ายทางหลวงสายหลักและสายรอง เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจในภูมิภาคดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในครั้งนี้ จะไม่เพียงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทาง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

    การมุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้ในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลในการมุ่งเน้นผลประโยชน์จริงที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ยกระดับคุณภาพชีวิตในการเดินทาง และกระจายความเจริญสู่ภาคใต้และภาคอีสานอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2949524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Hv9pIS1Zgk5fNfmcRrUu

  • เดินหน้าปั้น “ตลาดปลาพรีเมียม” ฟื้นเศรษฐกิจประมงไทย | เดลินิวส์

    เดินหน้าปั้น “ตลาดปลาพรีเมียม” ฟื้นเศรษฐกิจประมงไทย | เดลินิวส์

    ประเทศไทยเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคประมงไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การแข่งขันทางการค้า และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ ส่งผลให้ชาวประมงจำนวนไม่น้อยประสบปัญหารายได้ลดลงและความสามารถใ นการแข่งขันถดถอย

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว องค์การสะพานปลา (อสป.) กำลังเดินหน้าผลักดันแนวคิดใหม่ในการยกระดับอุตสาหกรรมประมงไทย ด้วยการพัฒนา ตลาดปลาพรีเมียม” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าประมงไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวประมงอย่างยั่งยืน

    บทบาทขององค์การสะพานปลาในอดีตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงสถานที่ขนถ่ายสัตว์น้ำและจำหน่ายสินค้าประมง แต่ปัจจุบัน อสป. กำลังปรับบทบาทครั้งสำคัญสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งด้านการตลาด การแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้บริโภคมากขึ้น

    แนวคิด “ตลาดปลาพรีเมียม” จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงอาคารหรือสถานที่เท่านั้น แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบ ตั้งแต่คุณภาพสินค้า การพัฒนามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ “Made in Thailand” ตลอดจนการส่งเสริมให้สะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชน

    น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้องค์การสะพานปลาเร่งขับเคลื่อนภาคประมงภายใต้แนวคิด “ตลาดนำการผลิต” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการตลาดควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าประมงไทยในตลาดโลก การยกระดับสู่ตลาดปลาพรีเมียมจะช่วยให้สินค้าประมงไทยไม่ได้แข่งขันเพียงด้านปริมาณหรือราคาอีกต่อไป แต่แข่งขันด้วยคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และเรื่องราวของชุมชนประมง ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของตลาดผู้บริโภคยุคใหม่

    ปัจจุบันผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้ความสำคัญกับอาหารทะเลที่มีคุณภาพ ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และผลิตอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้กลายเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์ชุมชนจากชาวประมงท้องถิ่น

    นอกจากนี้ อสป.ยังมีแผนส่งเสริมการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของภาคประมงไทยในระยะยาว

    หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ ตลาดปลาปันสุข” (FMO Free Space) ซึ่ง อสป. เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าประมงคุณภาพในหน่วยงานของ อสป. รวม 18 แห่ง ทั่วประเทศ ประกอบด้วยสะพานปลา 4 แห่ง ท่าเทียบเรือประมง 13 แห่ง และศูนย์กระจายสินค้าสัตว์น้ำด่านสิงขร 1 แห่ง โดยเปิดให้จำหน่ายสินค้าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (Zero Fee) เพื่อเชื่อมโยงชาวประมงกับผู้บริโภคโดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง เพิ่มรายได้ให้ชาวประมงและวิสาหกิจชุมชน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าประมงคุณภาพได้ง่ายขึ้น นับเป็นต้นแบบการใช้โครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนประมงอย่างเป็นรูปธรรม

    แม้อุตสาหกรรมประมงไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกหลายด้าน แต่การยกระดับสู่ ตลาดปลาพรีเมียม” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างภาคประมงไทยให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ หากสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้า เพิ่มมูลค่าการผลิต สร้างแบรนด์สินค้าไทย และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ประเทศไทยกลับมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านอุตสาหกรรมประมงของภูมิภาคอีกครั้ง

    เพราะในวันนี้ การขาย “ปลา” ไม่ได้หมายถึงการขายเพียงวัตถุดิบ แต่คือการขายคุณภาพ เรื่องราว วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของชุมชนประมงไทยสู่สายตาผู้บริโภคทั่วโลก และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจประมงไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ภายใต้แนวคิด “ตลาดปลาพรีเมียม สินค้าประมงไทยคุณภาพสู่ตลาดโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6066105/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FEazZS02fKs3_tmzrzosp

  • สื่อเกาหลีใต้เผย นักท่องเที่ยวไทยลด 35.8% เหตุเศรษฐกิจซบ-กระแสไม่พอใจ ตม.

    สื่อเกาหลีใต้เผย นักท่องเที่ยวไทยลด 35.8% เหตุเศรษฐกิจซบ-กระแสไม่พอใจ ตม.

    สื่อเกาหลีใต้เผย พบนักท่องเที่ยวไทยลด 35.8% จากปี 2019 สวนทางชาติอื่นในอาเซียน เหตุเศรษฐกิจในประเทศซบเซา-กระแสไม่พอใจ ตม. ถูกเลือกปฏิบัติ-ไม่เป็นธรรม หวั่นกระทบภาคการท่องเที่ยวของชาติ

    Money Today สำนักข่าวเกาหลีใต้รายงานว่า ประเทศไทยซึ่งเคยเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติรายสำคัญของเกาหลีใต้ กำลังมีนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกระแสไม่พอใจต่อการตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนไทยตัดสินใจหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเกาหลี

    รายงานระบุว่า แม้ชาวเกาหลีใต้ยังคงเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก แต่หากจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปเกาหลียังคงลดลง อาจทำให้ความไม่สมดุลด้านการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศรุนแรงขึ้น

    머니투데이
    การรายงาน นักท่องเที่ยวไทยในเกาหลีใต้ลดลง

    ข้อมูลจาก Korea Tourism Data Lab ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2026 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้าเกาหลีใต้ประมาณ 188,000 คน ลดลง 35.8% เมื่อเทียบกับปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีนักท่องเที่ยวไทยกว่า 293,000 คน

    ในทางกลับกัน ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ กลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น โดยบางประเทศเติบโตสูงสุดถึง 89.9% ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่มที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง

    นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญประการแรกมาจากกำลังซื้อของคนไทยที่อ่อนแอลง จากภาวะเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ค่าเงินในภูมิภาคที่อ่อนค่า และระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความต้องการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง

    อย่างไรก็ตาม สื่อเกาหลีใต้ระบุว่า การที่จำนวนนักท่องเที่ยวไทยลดลงมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ยังได้รับอิทธิพลจากกระแสความไม่พอใจต่อเกาหลีใต้ด้วย

    รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2025 เกาหลีใต้ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคนเข้าเมืองเพื่อสกัดการพำนักเกินกำหนดของชาวต่างชาติ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนักท่องเที่ยวบางส่วนที่อ้างว่าถูกเลือกปฏิบัติหรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมระหว่างการเดินทางเข้าเกาหลีใต้

    ในช่วงที่ผ่านมา บนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย รวมถึงแพลตฟอร์มและชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ มีการแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการถูกปฏิเสธการเข้าเมืองหรือการถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ขณะที่สื่อเกาหลียังระบุว่า บนสื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ชุมชนยอดนิยมของไทย มีการเผยแพร่ประสบการณ์ในลักษณะดังกล่าวจนมียอดเข้าชมจำนวนมาก และก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปเกาหลีใต้

    ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกาหลีใต้แสดงความกังวลว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้ตลาดนักท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบในระยะยาว

    ทั้งนี้ รายงานการวิเคราะห์ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติรายประเทศ ปี 2025 ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization) ระบุว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีอัตราการเดินทางกลับมาเที่ยวเกาหลีใต้ซ้ำสูงถึง 79.7% ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศ

    ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวรายหนึ่งให้ความเห็นว่า แม้ความนิยมในวัฒนธรรมเกาหลี หรือ K-Culture ของคนไทยยังอยู่ในระดับสูง แต่การที่คนไทยจำนวนมากเริ่มลังเลหรือไม่ต้องการเดินทางไปเกาหลีใต้ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

    พร้อมเสนอว่า เกาหลีใต้ควรมุ่งสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพของประสบการณ์การท่องเที่ยว ควบคู่กับการพัฒนาคอนเทนต์และบริการ มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

    ที่มา: 머니투데이

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/280562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TIus1Jl47dpO6VZYVVaTj

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดไร้ทิศทาง นลท.รอดูข้อมูลเศรษฐกิจ-ผลประกอบการบริษัทใหญ่ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดไร้ทิศทาง นลท.รอดูข้อมูลเศรษฐกิจ-ผลประกอบการบริษัทใหญ่ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดไร้ทิศทางในวันนี้ (30 ก.ค.) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพื่อรอติดตามการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทใหญ่ ๆ และผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)

    • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] เปิดตลาดที่ระดับ 644.14 จุด ลดลง 0.87 จุด หรือ -0.13%
    • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดตลาดที่ระดับ 8,410.33 จุด เพิ่มขึ้น 2.06 จุด หรือ +0.02%
    • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดตลาดที่ระดับ 25,487.45 จุด เพิ่มขึ้น 26.97 จุด หรือ +0.11%

    นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากอิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนแบบไม่ทันตั้งตัว

    ทั้งนี้ นักลงทุนกำลังจับตาการรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เบื้องต้นประจำไตรมาส 2, ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม รวมถึงอัตราการว่างงานเดือนมิถุนายนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจยุโรป ขณะเดียวกันก็คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม โดยจะมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยในวันนี้เวลา 18.00 น. ตามเวลาไทย

    ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ตลาดยังรอประเมินรายงานผลประกอบการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric), บริติช อเมริกัน โทแบคโค (British American Tobacco), ซาโนฟี่ (Sanofi) และบริษัทอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

    โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/623446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rRsuRkTvlZlQH2Rh7KAJ5

  • สื่อญี่ปุ่นเผย ครบ 1 ปี ปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจกัมพูชาทรุด

    สื่อญี่ปุ่นเผย ครบ 1 ปี ปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจกัมพูชาทรุด

    สื่อญี่ปุ่นเผย ครบ 1 ปี ปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจกัมพูชาทรุด

    สื่อญี่ปุ่นเผย ครบ 1 ปี ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจเมืองชายแดนกัมพูชาทรุดหนัก คาสิโนปอยเปตปิดหลายแห่ง จาก 30 แห่ง เหลือไม่ถึง 10 แห่ง

    30 กรกฎาคม 2569 สื่อญี่ปุ่น นิอิงาตะ -นิปโป (niigata-nippo) รายงานสถานการณ์ครบรอบ 1 ปี ของการปิดด่านการเข้าออกทุกด่านตามชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 หลังเกิดเหตุปะทะกัน ระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา โดยพบว่า เศรษฐกิจเมืองชายแดนกัมพูชาได้รับผลกระทบทรุดหนัก นักท่องเที่ยวหาย คาสิโนซบเซา ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกลับมาเปิดด่านเมื่อใด

    คาสิโนคนหด-ธุรกิจพึ่งพาแรงงานซบเซา

    โดย ก่อนปิดด่าน ปอยเปตรับนักท่องเที่ยวจากไทย วันละประมาณ 1,000–1,500 คน ส่วนใหญ่เดินทางไปเล่นคาสิโน ช่วงเวลานั้่น มีคาสิโนเปิดให้บริการราว 30 แห่ง แต่หลังปิดชายแดน คาสิโนเหลือเปิดไม่ถึง 10 แห่ง หลายแห่งปิดกิจการ และโรงแรมที่ติดกับคาสิโนก็ถูกทิ้งร้าง

    นอกจากผลกระทบด้านการท่องเที่ยว  ทางการกัมพูชายังเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ (Special Scam) ที่เคยใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานดำเนินการ ส่งผลให้ธุรกิจที่พึ่งพากลุ่มแรงงานและนักท่องเที่ยวต่างชาติยิ่งซบเซาลง

    ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

    จากธุรกิจที่ซบเซา ส่งผลให้ชาวบ้านถูกเลิกจ้างจากงานที่เกี่ยวข้องกับคาสิโน รายได้หายไปเกือบทั้งหมด แต่ยังต้องผ่อนบ้านและชำระหนี้ แต่ไม่มีรายได้เพียงพอ โดยคาดหวังเพียงว่าชายแดนจะกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

    รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

    ผู้สื่อข่าวของ นิอิงาตะ -นิปโป ได้ลงพื้นที่ในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่าบริเวณด่านพรมแดนเงียบเหงา แทบไม่มีผู้คน ต่างจากในอดีตที่มีนักท่องเที่ยว และนักพนันจากฝั่งไทยเดินทางเข้าออกตลอดทั้งวัน

    โดยรวมแล้ว รายงานชิ้นนี้สะท้อนว่า การปิดชายแดนไม่ได้กระทบแค่การเดินทางระหว่างสองประเทศ แต่ยังส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเมืองปอยเปต ซึ่งเคยพึ่งพานักท่อเที่ยวจากไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกัน การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็ยิ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซามากขึ้น

    รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

    ผลกระทบนี้ ได้ลุกลามไปถึงการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทญี่ปุ่น โดยบริษัทลูกในประเทศไทยของ “เกียวดะ เดนเซน” (Gyoda Densen) ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสายไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ที่เดิมใช้วิธีขนส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นไปยังกัมพูชาโดยผ่านประเทศไทย และส่งออกสินค้าสำเร็จรูปกลับไปยังญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยเช่นกัน แต่หลังการปิดด่านชายแดน บริษัทได้เปลี่ยนไปใช้เส้นทางโลจิสติกส์ ที่เชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชาโดยตรงแทน

    การเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้ระยะเวลาในการขนส่งยืดเยื้อจากเดิมเพียงหนึ่งวันกลายเป็นหนึ่งเดือน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้นประมาณ 3 เท่า มีรายงานว่าทางบริษัทยังคงแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไว้เองเพื่อหลีกเลี่ยงการผลักภาระไปยังลูกค้า

    รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

    จุนยะ ซากางูจิ ประธานบริษัทสาขาในประเทศไทยของ เกียวดะ เดนเซน กล่าวว่า “ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก เราจึงต้องการให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดด่านชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทยอีกครั้ง ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

    รายงานระบุด้วยว่า ในขณะที่ด่านชายแดนยังคงปิด ประกอบกับการที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าก่อสร้างกำแพงสูงกว่า 3 เมตร ตลอดแนวชายแดน จึงยังไม่มีวี่แววว่าการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเร็วๆ นี้

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378980971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_8–uBvPfWyfmjeh8ZDDa

  • KKP เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตสู้ศึกเศรษฐกิจแบ่งขั้ว-ดอกเบี้ยค้าง ชู ‘กองทุนโครงข่ายไฟฟ้า – หุ้นเล็กสหรัฐฯ’ เป็นหลุมหลบภัย

    KKP เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตสู้ศึกเศรษฐกิจแบ่งขั้ว-ดอกเบี้ยค้าง ชู ‘กองทุนโครงข่ายไฟฟ้า – หุ้นเล็กสหรัฐฯ’ เป็นหลุมหลบภัย

    กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) สานต่อมุมมองเศรษฐกิจภาพใหญ่ เผยกลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งหลังของปี ในงานสัมมนา KKP 2026 Mid-Year Review: Building Resilient Wealth in a Fragmented World ชี้ความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อที่ดื้อรั้น และความเสี่ยงของกระแส AI กำลังบีบให้นักลงทุนต้องปรับตัวครั้งใหญ่ แนะใช้กลยุทธ์บริหารพอร์ตเชิงรุก เลี่ยงการลงทุนแบบกระจุกตัว พร้อมเปิด 2 ธีม ลงทุนเด่น ‘โครงข่ายไฟฟ้า (Grid ETF)-หุ้นเล็กสหรัฐฯ’ ที่จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตฝ่าวิกฤตความผันผวน

    นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้วอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ KKP ที่ประเมินว่าความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานบ่อยครั้งขึ้น

    KKP เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตสู้ศึกเศรษฐกิจแบ่งขั้ว-ดอกเบี้ยค้าง ชู 'กองทุนโครงข่ายไฟฟ้า - หุ้นเล็กสหรัฐฯ' เป็นหลุมหลบภัย

    “แม้ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบอาจทรงตัวบริเวณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปลายปีนี้ หากมหาอำนาจเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบได้ แต่เราเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงเป็นความเสี่ยงที่พร้อมปะทุและส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงด้านพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงนี้ จะทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงช้ากว่าเป้าหมาย และบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ นักลงทุนจึงต้องเตรียมรับมือกับทิศทางนโยบายการเงินที่ผันผวน โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ที่ลดการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า ทำให้การประเมินตลาดทำได้ยากขึ้น” นายทวีศักดิ์กล่าว

    มองข้ามฟองสบู่ AI สู่โอกาสใน โครงสร้างพื้นฐาน

    สำหรับประเด็นการลงทุนในกลุ่ม AI ที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกำไรเชิงพาณิชย์นั้น ประเมินว่าแม้การนำโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจนเกิดกำไรอย่างเป็นรูปธรรมอาจต้องใช้เวลาพิสูจน์อีก 2-3 ปีตามที่นักเศรษฐศาสตร์ของ KKP ได้ออกมาเตือนก่อนหน้า แต่ในมิติของการลงทุน นี่อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของตลาดขาขึ้น ทั้งยังอาจเป็นการเปลี่ยนผ่านจากโอกาสในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานในระยะแรก กระจายไปสู่กลุ่มอื่นๆในระยะถัดไป

    นายทวีศักดิ์ขยายความว่า “ยุคต่อไปของเทคโนโลยี AI ที่ระบบสามารถคิดและทำงานร่วมกันได้อย่างอัตโนมัติ จะผลักดันความต้องการด้านการประมวลผลเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ดังนั้น แม้การแข่งขันในกลุ่มผู้พัฒนาโมเดลจะรุนแรงขึ้น แต่บริษัทที่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ให้กับระบบเหล่านี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีก อีกทั้งแรงขับเคลื่อนของตลาดหุ้นโลกหลังจากนี้จะไม่ได้กระจุกตัวแค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่จะกระจายตัวไปยังบริษัทที่มีกำไรเติบโตจริงและมีระดับราคาที่เหมาะสม การปรับฐานของตลาดที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อม”

    2 ธีมลงทุนเด่น: สร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ต

    เพื่อรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง KKP แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์และทิศทางผลกำไรแตกต่างจากหุ้นขนาดใหญ่และพันธบัตรทั่วไป โดยเน้นย้ำ 2 ธีมการลงทุนที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง:

    กองทุนรวมที่ลงทุนในโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Grid ETF) : ธีมการลงทุนที่รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ AI โดยก้าวข้ามความเสี่ยงเรื่องความสำเร็จของผู้พัฒนาโมเดลรายใดรายหนึ่งไปสู่การลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีความมั่นคงสูง

    หุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ: กลุ่มที่ได้เปรียบจากระดับราคาที่ยังน่าสนใจ และเป็นผู้รับประโยชน์หลักจากนโยบายการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าและปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งเป็นธีมที่เติบโตได้ดีในยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้ว

    “โลกในวันนี้มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นในทุกมิติ ทั้งสงคราม ดอกเบี้ย และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรหยุดลงทุน การจัดพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพที่ได้เปรียบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ตของลูกค้า KKP แข็งแกร่งและเติบโตได้ในระยะยาว” นายทวีศักดิ์ กล่าวสรุป

    งาน KKP 2026 Mid-Year Review จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และ Goldman Sachs Asset Management เพื่อนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง ผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกของผู้เชี่ยวชาญ อาทิ James Ashley, International Head of Strategic Advisory Solutions จาก Goldman Sachs Asset Management ตลอดจน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษา, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์, และนายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สะท้อนบทบาทของ KKP ในฐานะแหล่งข้อมูลที่ได้รับความไว้วางใจด้านมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iel4yjcyfn6ovxmo05z5ugk6q8pm70yn&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02o2l_SOZnOMlfdFw0GLY7

  • ธรรมนัส ส่งกำลังใจผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน

    ธรรมนัส ส่งกำลังใจผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน

    ธรรมนัส ส่งกำลังใจผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.35 น.

    “ธรรมนัส”ส่งกำลังใจผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน นำรายได้เข้าประเทศไทย

    30 กรกฎาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม มอบหมายให้ นายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรค, นายยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี เขต 4 และ นายลุตฟี หะยีอีแต สส.นราธิวาส เขต 1 เป็นเกียรติ เข้าร่วมในพิธีเปิดร้านอาหารไทยและสมาคม Sahabat Tomyam ณ เมือง Shah Alam รัฐสลังงอ ประเทศมาเลเชีย

    นายนัจมุดดีน กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ฝากแสดงความยินดี และให้กำลังใจต่อพี่น้องผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ซึ่งมีจำนวนกว่า 8,000 – 9,000 ร้านค้า และมีแรงงานนับแสนคน ในแต่ละปีนำเงินเข้าประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท นับว่ามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน นำรายได้เข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    จากนั้น นายนัจมุดดีน ยังร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการพัฒนาด้านฝีมือแรงงาน ให้มีศักยภาพดีขึ้นต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/980516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zKa1I1j_P35W4FXYkPDLR

  • ส่องเศรษฐกิจระนอง 29,000 ล้าน พื้นที่สำคัญแผน Missing Link

    ส่องเศรษฐกิจระนอง 29,000 ล้าน พื้นที่สำคัญแผน Missing Link

    ส่องเศรษฐกิจระนอง 29,000 ล้าน พื้นที่สำคัญแผน Missing Link

    จากกรณี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงแนวทางการปรับจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link โดยได้เน้นย้ำถึงการเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด 

    การดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย–ลาว–จีน และมาเลเซีย–สิงคโปร์ 

    ขณะที่นางจารุวรรณ เกียรติไพบูลย์ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง ได้เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจ ถึงความสำคัญในการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้านภาคการผลิตของจังหวัด แม้จะมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล และยังมีจำนวนไม่มาก โดยสินค้าที่ส่งออกผ่านระนองจำนวนมากเป็นสินค้าที่ขนมาจากจังหวัดอื่น ก่อนใช้ท่าเรือระนองเป็นจุดส่งออกไปต่างประเทศ

    ส่องเศรษฐกิจระนอง

    ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดระนองพบว่า ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า ประจำเดือนมิถุนายน 2569 มี ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ 29,000.17 ล้านบาท ขณะที่รายได้ต่อหัวเฉลี่ย (GPP Per Capita) อยู่ที่ 99,033 บาทต่อปี ขณะที่อัตราการว่างงานในไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.08 เท่านั้น

    ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดระนอง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนสูงถึง 834,200 คน ด้านสินค้า OTOP ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการกระจายรายได้สู่ชุมชน มียอดจำหน่ายสะสมในช่วงต้นปี 2568 อยู่ที่ 315.38 ล้านบาท

    ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นรากฐานสำคัญของรายได้

    เมื่อพิจารณาภาคเกษตรกรรมพบว่า ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของรายได้ โดยสินค้าที่มีปริมาณผลผลิตสูงสุด ได้แก่

    • ปาล์มน้ำมัน: 493,420 ตัน
    • ยางพารา (แผ่นดิบคุณภาพชั้น 3): 66,620 ตัน
    • ทุเรียนหมอนทอง (คละ): 38,350 ตัน
    • มะพร้าวแห้ง (คละ): 25,790 ตัน

    พืชเศรษฐกิจหลัก และสินค้าอัตลักษณ์และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จ.ระนอง

    นอกจากพืชเศรษฐกิจหลัก จังหวัดระนองยังมุ่งเน้นการส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ช่วยสร้างความแตกต่างในตลาด ได้แก่ มังคุดในวงระนอง และ ทุเรียนในวงระนอง รวมถึงสินค้าที่มีชื่อเสียงอย่าง ซาลาเปาทับหลี เซรามิกหาดส้มแป้น และมุกระนอง เป็นต้น

    ข้อมูลทางเศรษฐกิจ จังหวัดระนอง ประจำเดือนมิถุนายน 2569

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณบวก ในด้านการลงทุน พบว่ามีนิติบุคคลจดทะเบียนตั้งใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 15 ราย และมียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่สะสม 5 เดือนแรกจำนวน 304 คัน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่

    รัฐบาลไม่ควรหวังเพียงการเป็นทางผ่านสินค้า

    อย่างไรก็ตาม นายบัณฑิต ศรีภา อดีตกัปตันเรือเดินสมุทรและนักวิเคราะห์นโยบายทางทะเลและโลจิสติกส์ ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ Missing Link เพิ่มเติมว่า รัฐบาลไม่ควรหวังเพียงการเป็นทางผ่านสินค้า (Transit) แต่ต้องพัฒนา พื้นที่เศรษฐกิจหลังท่าหรือ “ฮินเตอร์แลนด์” (Hinterland) เพื่อผลิตสินค้าป้อนให้กับเรือด้วย ซึ่งการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมหลังเขาในระนองอาจมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ จึงต้องขยายการผลิตไปยังบริเวณอื่นแล้วป้อนสินค้าเข้ามาที่ท่าเรือแทน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/665221&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Sh-cbALhIoLmli0wx_5tq