Category: เศรษฐกิจ

  • “รมช. คมนาคม” ยัน แลนด์บริดจ์ คุ้มทุนเศรษฐกิจ

    “รมช. คมนาคม” ยัน แลนด์บริดจ์ คุ้มทุนเศรษฐกิจ

    “รมช. คมนาคม” ยัน โครงการ แลนด์บริดจ์ คุ้มทุนเศรษฐกิจ แย้มปรับรูปแบบลงทุน เป็น PPP เล็งให้เอกชนเช่าพื้นที่ 50 ปี ไม่ใช่ 99 ปี ชี้ ประชาชนได้ประโยชน์ ไม่ทำลายวิถีชีวิต ขณะที่ไทม์ไลน์เดินหน้าโครงการเริ่ม 2573

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตุเร่งพลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในนโยบายของรัฐบาลว่า สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์หรือโครงการคลองไทยที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยกันได้พูดคุยมาเป็นนระยะเวลา 10 ปีแล้ว ดังนั้นคิดว่าการนำกลับมาพิจารณาในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมีการดูสถานการณ์โลกโดยรวม ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือในหลายประเทศที่มีความพยายามที่จะเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบต่างๆ ประกอบกับการคาดการณ์ว่าช่องแคบมะละกา ประเทศมาเลเซียจะเต็มความจุในอีก 10 ปี ข้างหน้า ดังนั้นส่วนตัวคิดว่าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะหยิบเรื่องนี้มาพูดในสถานการณ์โลกเช่นนี้ แต่หากไม่นำเรื่องนี้มาพิจารณาจะเป็นเรื่องที่แปลกมากกว่าว่าเราจะไปเอื้อให้ใครหรือไม่ ทั้งนี้สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์มีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทำข้อมูลให้ครบถ้วนและทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากที่สุด เนื่องจากตัวเลขที่มีในตอนนี้จะสร้างเศรษฐกิจ รายได้ ศร้างงานสร้างอาชีพใหม่ให้คนไทยได้จำนวนมาก

    เมื่อถามว่า ความคุ้มทุนในด้านเศรษฐกิจแต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในเรื่องของการคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ สำนักงานขนส่งทางราง (สนข.) ได้มีการศึกษาทั้ง อัตราผลตอบแทนภายในทางการเงิน ( FIRR) และ อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ( EIRR ) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ โดยตัวเลข FIRR อยู่ที่ประมาณร้อยละ 11 ส่วน EIRR อยู่ร้อยละ 8 ซึ่งทั้งหมด สนข. ได้จ้างที่ปรึกษาเอกชนเข้ามาร่วมศึกษาด้วย ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทระดับโลก จากประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งจตะเห็นได้ว่าความคุ้มค่าในการลงทุนไม่ใช่แค่รัฐบาลจะไปเชิญชวนต่างชาติมาลงทุนได้ แต่จะต้องประกอบด้วยภาคเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเดินเรือ ซึ่งก่อนหน้านี้ไทยได้เดินสายโรดโชว์มาแล้ว ซึ่งก็มีบริษทให้ความสนใจกว่า 400 บริษัทดังนั้นคิดว่าด้านเศรษฐกิจมีความคุ้มค่าและเป็นที่น่าสนใจต่อการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะปฏิเสธไม่ได้เนื่องจากโครงการใหญ่ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศน์หรือสิ่งมีชีวิต จึงต้องหามาตรการทำให้คนอยู่กับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต มีประโยชน์ร่วมกันอย่างสูงสุดเท่าที่คนในพื้นที่จะได้รับ

    ส่วนการตั้งข้อสังเกตุว่าเงิรทุนนับล้านล้านบาทสูงเกินที่จะมาดำเนินโครงการนี้นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า งบประมาณโครงการนี้ได้ประมาณการว่าการทำท่าเรือและระบบล้อ ราง ท่อ วงเงินอยู่ที่ประมาณกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งจะไม่ใช่งบฯญ รัฐบาล แต่จะเป็นโครงการร่วมทุน PPP หลังจากนี้จะประเมินว่าจะใช้ PPP รูปแบบใด และย้ำว่าไทม์ไลน์การดำเนินโครงการจะเป็นไปตามที่ สนข. กำหสด อย่้างเร็วการวางโครงสร้างพื้นฐานใน 2573 แต่อันดับแรกจะต้องมีการพลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SECหลังจากนั้นก็จะมาดูเรื่องความพร้อม สภาพพื้นที่ ข้อกฎหมาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเชิญชวนนักลงทุน โดยภายในปีนี้ร่างพ.ร.บ. SEC จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาและเดินหน้าได้ ทั้งนี้นายสิริพงศ์ กล่าวทอิ้งท้ายว่าจะเห็นว่าโครงการนี้ หากติดตามาตั้งแต่ต้นจะเห็นว่าเงื่อนไขต่างๆ ได้ปรับเปลี่ยนมาเรื่อย เช่น เมื่อก่อนมีคำถามว่าจะให้เช่าพื้นที่ 99 ปี แต่ตอนนี้มีธงแล้วว่าจะเป็นการเช่าพื้นที่ 50 เป็นต้น นั่นหมายความวว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชน และฟังข้อท้วงติงจากประชาชนเช่นกัน ดังนั้นร่างพ.ร.บ. SEC ดังกล่าวหลักๆ มาจากการฟังข้อคิดเห้นจากประชาชนด้วย ซึ่งในเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ จะลงพื้นที่เพื่อไปรับฟังพูดคุย โดยมีกระบสนการรับฟังความคิดเห็นไม่ว่าจากกระทรวงคมนาคม หรือ งแค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1027639/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gD6IbSMKKr-1jx6ErtAP4

  • เกษตรกรไม่ฟื้น “ธปท.” สรุปเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก กำลังซื้อ มี.ค.69 ติดลบ | TOPNEWS

    เกษตรกรไม่ฟื้น “ธปท.” สรุปเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก กำลังซื้อ มี.ค.69 ติดลบ | TOPNEWS

    เกษตรกรไม่ฟื้น “ธปท.” สรุปเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก กำลังซื้อ มี.ค.69 ติดลบ การลงทุนลด-นทท.ต่างชาติลด

    #topnewstv #เกษตรกร #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1565087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M0J8D_gcxIHZ_9PL54Uga

  • ธนาคารโลกหั่นเศรษฐกิจเอเชียปี 69 เหลือโต 4.2% ไทยเสี่ยงต้นทุนน้ำมันแพง

    ธนาคารโลกหั่นเศรษฐกิจเอเชียปี 69 เหลือโต 4.2% ไทยเสี่ยงต้นทุนน้ำมันแพง

    ธนาคารโลกหั่นเศรษฐกิจเอเชียปี 69 เหลือโต 4.2% ไทยเสี่ยงต้นทุนน้ำมันแพง

    ธนาคารโลกเปิดเผยรายงาน East Asia & Pacific Economic Update เดือนเมษายน 2569 โดยประเมินว่าเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) ปี 2569 จะขยายตัวเพียง 4.2% ลดลงจาก 5% ในปี 2568 ก่อนจะฟื้นเล็กน้อยเป็น 4.4% ในปี 2570 ท่ามกลางแรงกดดันจากการชะลอตัวของจีน ราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว และความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าโลก

    รายงานระบุว่า จีนซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของภูมิภาคจะเติบโตลดลงจาก 5% เหลือ 4.2% ในปีนี้ จากกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแรง ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวช้า และอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอลง

    ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคไม่รวมจีนจะชะลอตัวจาก 4.9% เหลือ 4.1% สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้นและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังเปราะบาง

    ไทยติดกลุ่มเปราะบาง รับแรงกระแทกน้ำมันแพงเต็มตัว

    ธนาคารโลกชี้ว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาพลังงานโลกพุ่งสูงมากที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิคิดเป็นประมาณ 7% ของ GDP ทำให้ต้นทุนภาคการผลิต ภาคขนส่ง และค่าครองชีพภาคครัวเรือนเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน

    ธนาคารโลกหั่นเศรษฐกิจเอเชียปี 69 เหลือโต 4.2% ไทยเสี่ยงต้นทุนน้ำมันแพง

    รายงานประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 30% หรือประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (650 บาท) จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเร่งขึ้นอีก 0.67 จุดเปอร์เซ็นต์ภายใน 6 เดือน ซึ่งเป็นระดับผลกระทบสูงสุดกลุ่มหนึ่งของเอเชียตะวันออก ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมจะเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    นอกจากนี้ ไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีพื้นที่ใช้นโยบายการคลังค่อนข้างจำกัด หลังภาระหนี้รัฐบาลอยู่ที่ราว 66% ของ GDP ส่งผลให้ความสามารถในการออกมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติมเพื่อพยุงเศรษฐกิจทำได้ไม่มากเท่าที่ควร

    ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ AI โตแรง ช่วยพยุงเศรษฐกิจบางส่วน

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจภูมิภาคจะชะลอ แต่ธนาคารโลกระบุว่า กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ยังเป็นแรงส่งสำคัญให้ภาคการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของหลายประเทศในอาเซียนขยายตัว โดยไทยมียอดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 32% สูงกว่าการส่งออกสินค้าทั่วไปอย่างชัดเจน

    ธนาคารโลกหั่นเศรษฐกิจเอเชียปี 69 เหลือโต 4.2% ไทยเสี่ยงต้นทุนน้ำมันแพง

    การขยายตัวดังกล่าวมาจากคำสั่งซื้อชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุปกรณ์รองรับ AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ไทยยังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกเตือนว่า การใช้ AI ในภาคธุรกิจของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจุบันมีเพียง 13-17% ของบริษัทย่อยข้ามชาติในไทยและจีนที่เริ่มใช้ AI เทียบกับ 37% ในสหรัฐ สะท้อนข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานดิจิทัล ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยังต้องเร่งพัฒนา

    ชี้เอเชียต้องเร่งปฏิรูปผลิตภาพ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ธนาคารโลกยังเตือนว่า เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกในระยะยาวกำลังเผชิญภาวะขยายตัวจากการสะสมทุนมากกว่าการเพิ่มผลิตภาพ ทำให้ศักยภาพการแข่งขันเริ่มอ่อนแรง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

    ดังนั้น ประเทศในภูมิภาคจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดิจิทัล พัฒนาทักษะแรงงาน และปรับนโยบายอุตสาหกรรมให้รองรับคลื่นการลงทุนใหม่จาก AI และเซมิคอนดักเตอร์ หากไม่สามารถเร่งปฏิรูปได้ทัน เศรษฐกิจเอเชียรวมถึงไทยอาจเผชิญแรงกดดันซ้ำซ้อนจากทั้งต้นทุนพลังงานสูงและการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lVIX2wZbQGYg-I48i8of5

  • เตหะรานเริ่มอดอยาก “สหรัฐฯ” บีบ “อิหร่าน” ผ่านมาตรการเศรษฐกิจ วิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง | TOPNEWS

    เตหะรานเริ่มอดอยาก “สหรัฐฯ” บีบ “อิหร่าน” ผ่านมาตรการเศรษฐกิจ วิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง | TOPNEWS

    เตหะรานเริ่มอดอยาก “สหรัฐฯ” บีบ “อิหร่าน” ผ่านมาตรการเศรษฐกิจ วิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง

    • เผยแพร่ : 04/05/2026 14:46

    เตหะรานเริ่มอดอยาก “สหรัฐฯ” ลั่น กำลังบีบ “อิหร่าน” ผ่านมาตรการเศรษฐกิจ จำกัดศักยภาพ “ผู้นำ” วิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง

    #TOPNEWS #topupdate
    #อิหร่าน #น้ำมันโลก #เยอรมนี
    #อิสราเอล #สหรัฐ #ทรัมป์ #ขีปนาวุธ
    #ปากีสถาน #น้ำมันอิหร่าน #ฮอร์มุซ
    #สงครามตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1565049&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24Tu4FoUsmWJ0xBtjv14EE

  • หอการค้าฯ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันจับจ่าย รัฐช่วย 60% กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    หอการค้าฯ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันจับจ่าย รัฐช่วย 60% กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    หอการค้าฯ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันจับจ่าย รัฐช่วย 60% กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ไทยช่วยไทยพลัส หรือชื่อเดิม คนละครึ่งพลัสที่รัฐบาลกำลังเตรียมดำเนินการ ว่า จากที่ติดตามรัฐน่าจะช่วย 60% ประชาชนออก 40% เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชน ส่วนตัวตนมองว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นมาตรการที่เห็นผลในด้านกระตุ้นการบริโภคโดยตรง เพราะช่วยให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนเรื่องเงื่อนไขและรายละเอียดจากภาครัฐ หลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการ

    ส่วนข้อกังวลด้านฐานะการคลัง เชื่อว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการคลังเดิม โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 66.6% จากเพดาน 70% จึงยังมีช่องว่างเหลืออีกประมาณ 4-5% ซึ่งคิดเป็นวงเงินหลายแสนล้านบาทที่ยังสามารถใช้ได้ นอกจากนี้ รัฐบาลอาจใช้งบประมาณจากการประหยัดรายจ่ายภาครัฐ เช่น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น งดการเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ รวมถึงนำงบกลางจากส่วนราชการต่าง ๆ มารวมกันเพื่อจัดสรรช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง และได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากหลายปัจจัย 

    อย่างไรก็ดี มองว่าเม็ดเงินของรัฐมีจำกัด ดังนั้นอาจต้องพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิตามความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

    นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อไปอีก รัฐบาลต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้สำหรับสถานการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต เพราะหากใช้เม็ดเงินจนเต็มเพดาน 70% แล้วเกิดวิกฤตซ้ำซ้อน การจะไปขออนุมัติขยายเพดานหนี้จากสภาฯ ให้เป็น 75% จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก 

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังพอมีความหวังเติบโตจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้ามูลค่าสูงที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว 

    ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐยังเดินหน้าได้ภายใต้อัตราภาษี 10% และอยู่ระหว่างการเจรจามาตรการทางการค้าเพิ่มเติม ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

    แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าและการขนส่ง โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารซึ่งยังสามารถส่งออกได้ เพียงแต่ต้นทุนภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dhvk1exbI_hBOmBxH_Kh4

  • ‘ไทย’ ติด Top 3 กลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจ ‘มีความสุข’ ที่สุดในโลก

    ‘ไทย’ ติด Top 3 กลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจ ‘มีความสุข’ ที่สุดในโลก

    ไทย , สิงคโปร์ และไต้หวัน ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจ ‘ทุกข์ยากน้อยที่สุด’ หรือเรียกได้ว่า ‘มีความสุขที่สุด’ ในโลก จากการวัดดัชนีความทุกข์ยากประจำปี 2025 (Hanke’s Annual Misery Index-HAMI) จัดทำโดย ‘สตีฟ ฮันเก’ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจระดับสูงของประธานาธิบดีซูฮาร์โตของอินโดนีเซียช่วงวิกฤตการเงินในเอเชีย รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำต่อรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในการต่อต้านการคว่ำบาตรทางการเงินต่อฮ่องกงเมื่อปี 2020 

    สำหรับดัชนี HAMI มีการสำรวจทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก ด้วยการนำ  (อัตราการว่างงาน + อัตราเงินเฟ้อ + อัตราดอกเบี้ยเงินกู้) มาลบกับ ‘อัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัว’ = คะแนนความทุกข์ยาก ซึ่งยิ่ง ‘คะแนนต่ำ’ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นก็จะยิ่ง ‘มีสุขภาพดี’ มากขึ้นเท่านั้น 

    โดยดัชนีดังกล่าว จะไม่นำขนาดของประเทศ อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ และรายได้ต่อหัวสุทธิมาคำนวณร่วมด้วย ผลปรากฎว่า Top 3 ประเทศที่ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลก ได้แก่ 

    อันดับ 1 : ‘ไต้หวัน’ ติดอยู่อันดับ 178 ด้วยคะแนน 2.1 ผลมาจากจากการเป็นศูนย์กลาง AI และเซมิคอนดักเตอร์โลก ดัน GDP พุ่งสูงถึง 9.2% ขณะที่เงินเฟ้อและว่างงานต่ำมาก

    อันดับ 2 : ‘สิงคโปร์’ ติดอยู่อันดับ 177 คะแนน 2.6 โดดเด่นด้วยตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง (ว่างงาน 2%) และการควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยอดเยี่ยม

    อันดับ 3 : ‘ไทย’ ในอันดับที่ 176 ด้วยคะแนน 3.1 รั้งตำแหน่ง Top 3 เพราะแม้ GDP ของไทยจะโตช้าอยู่ที่ 2.5% แต่จุดแข็งคืออัตราการว่างงานที่ต่ำเพียง 0.8% และเงินเฟ้อที่มีเสถียรภาพสูง

    ทำไมไทยถึงติดอันดับ ‘มีความสุขที่สุด’ แม้ GDP โตช้า?

    ศาสตราจารย์สตีฟ ฮันเก วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจาก วินัยทางการเงิน’ ที่ดีตลอดทศวรรษ เมื่อเงินมีเสถียรภาพย่อมนำไปสู่ราคาสินค้าที่มีเสถียรภาพ ซึ่งนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ค่อนข้างต่ำ

    เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ค่อนข้างต่ำก็นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการว่างงานต่ำและเติบโตอย่างพอเหมาะ แสดงให้เห็นว่า คนไทยไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจที่ซบเซาในแง่ใดก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

    ขณะที่ ‘เวเนซุเอลา’ ครองอันดับ 1 ประเทศที่ระบบเศรษฐกิจทุกข์ยากที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 556.5 โดยต้นเหตุของปัญหา สตีฟ แฮงกี ระบุว่า เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการที่นานาชาติประกาศคว่ำบาตร หลังการเลือกตั้งของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024

    นอกจากนี้ยังมาจากรายได้หลักของประเทศจากน้ำมันลดฮวบ, เงินเฟ้อพุ่งทะลุเพดานสูงถึง 475% ทำให้ข้าวของแพงขึ้นมหาศาลจนเงินแทบไม่มีค่า, อัตราการว่างงานสูงถึง 35% และค่าเงินของประเทศอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจนวิกฤต

    .

    ที่มา

    https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3352182/why-singapore-thailand-are-among-worlds-happiest-economies

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1571722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AsoTCJmLoQNXAY3geJ8m3

  • เมื่อรางรถไฟไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือสายเลือดใหม่ของเศรษฐกิจ

    เมื่อรางรถไฟไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือสายเลือดใหม่ของเศรษฐกิจ

    เมื่อรางรถไฟไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือสายเลือดใหม่ของเศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.17 น.

    เมื่อรางรถไฟไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือสายเลือดใหม่ของเศรษฐกิจ

    ในปัจจุบัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทยได้ก้าวข้ามผ่านจุดที่เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการสัญจรไปสู่การเป็น “กลไกหลัก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังใหม่ที่เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาเชิงพื้นที่เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    1. การเชื่อมโยงสามสนามบิน : หัวใจหลักของระเบียงเศรษฐกิจ EEC

    โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคตะวันออกของไทยกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน การเชื่อมต่อนี้ไม่ได้เพียงแค่ลดระยะเวลาการเดินทาง แต่เป็นการสร้าง “Single Market” ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วยให้นักลงทุนและบุคลากรระดับสูงสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างไร้รอยต่อ ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมการบิน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล

    2. ประตูสู่ภูมิภาค : รถไฟไทย-จีน และการเชื่อมโยง Pan-Asia Railway

    โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงความร่วมมือระหว่างไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ – หนองคาย ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการเชื่อมต่อประเทศไทยเข้ากับแผนยุทธศาสตร์ “Belt and Road Initiative” (BRI) ของจีน การพัฒนาเส้นทางนี้จะเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก “ทางผ่าน” ให้กลายเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” (Logistics Hub) ของภูมิภาคอินโดจีน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไปยังตลาดจีนและยุโรปได้รวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล

    3. การพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) และการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น

    แนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development : TOD) คือหัวใจของการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในอนาคต สถานีรถไฟความเร็วสูงในจังหวัดต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี หรือนครราชสีมา จะไม่ได้เป็นเพียงที่พักผู้โดยสาร แต่จะถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม ศูนย์กลางธุรกิจ และที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง ซึ่งเป็นการกระจายความเจริญจากกรุงเทพมหานครไปสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสร้างงานในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    4. การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด

    รถไฟความเร็วสูงในยุค 2026 ไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G และ AI ในการบริหารจัดการเดินรถ (Smart Mobility) เพื่อความปลอดภัยและความแม่นยำสูงสุด นอกจากนี้ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนยังสอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศ ช่วยลดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มภาพลักษณ์การเป็นฐานการผลิตสีเขียว (Green Manufacturing Hub) ดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG ทั่วโลก

    รถไฟความเร็วสูง

    การลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่ใช่เพียงการลงทุนในโครงสร้างเหล็กและคอนกรีต แต่เป็นการลงทุนใน “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ของคนไทยทั้งประเทศ เมื่อระบบรางมีความพร้อม จะเกิดการเชื่อมต่อระหว่างฐานผลิต (EEC) ประตูการค้า (ท่าเรือและชายแดน) และศูนย์กลางการกระจายสินค้า (Smart Hub) เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมแข่งขันในเวทีโลกและก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างมั่นคง

    เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

    • สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) : แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC

    • กระทรวงคมนาคม : แผนแม่บทการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย (M-MAP)

    • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) : รายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และโครงการรถไฟความร่วมมือไทย-จีน

    • ธนาคารโลก (World Bank) : รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/962243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-vYm34jJz5GftSftZ-eHY

  • แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง ผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อคนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว ซึ่งพบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน ส่วนใหญ่ 67.22% เห็นด้วยกับโครงการ 

    โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% ค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% และไม่เห็นด้วย 32.78% สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการและบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

    นางสาวรัชดา ระบุว่า ผลสำรวจดังกล่าวที่พบว่ากว่าครึ่งหรือ 54.53% เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย ถือเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น

    “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” 

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ เช่น มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

    “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dwhhuML4prZKoFCF1o0tz

  • “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    การเมือง

    “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    วันจันทร์ ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตนพร้อมด้วยนายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 ต.กำยาน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 

    นายวราวุธ  กล่าวตอนหนึ่งว่า การนำทีมผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรมมาที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) มารับฟังเสียงความต้องการของประชาชน เพื่อให้เข้าถึงปัญหาและสอดคล้องนโยบาย ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว เสาที่ 1 จาก 4 เสาหลักของนโยบายดังกล่าว และส่วนตัวยังดีใจที่มาตรวจเยี่ยมงานพื้นที่สุพรรณบุรีในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม เพราะศูนย์ DC8 แห่งนี้ก่อตั้งสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา  เป็น รมว.อุตสาหกรรม เมื่อ 36 ปีก่อน ซึ่งศูนย์ DC8 เกิดจากความคาดหวังที่กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าของสุพรรณบุรี และจังหวัดโดยรอบของสุพรรณบุรี มาตั้งแต่ปี 2533 โดยนายบรรหาร ที่จากพวกเราไป 10 ปีแล้ว จึงอยากจะมารื้อฟื้นความหวัง และทำให้ SME- SMEs เติบโตได้ และจะทำให้หอการค้ามีแฟลตฟอร์มผลักดันสินค้าชุมชนต่อยอดระดับประเทศ และระดับโลก

    “ยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ดูแลแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่จะโฟกัสถึงคนตัวเล็กตัวน้อย SME ขนาดกลางขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เพราะเป็นหัวใจและเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์ความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 จะเห็นอุตสาหกรรมระดับ SME- SMEs เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นฟันเฟืองทำให้จีดีพีของไทยแตะ 2-2.5% โดยกระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาขอสินเชื่อ SME D Bank กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีวงเงินถึง 20,000 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท การมาเปิดบ้านสุพรรณบุรีในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการเปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการ พร้อมรวบรวมการ “ให้” ทั้งหมดนี้ไว้ด้วยกัน เพื่อเป็น One Stop Service สำหรับผู้ประกอบการในทุกมิติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารชุมชน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ“ นายวราวุธ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวราวุธพร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมได้เยี่ยมชมบูธต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงโดยมีทั้งคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจเบื้องต้น โซนตลาดนัดอุตสาหกรรม กระบวนการทดลองเครื่องจักร เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้น สเปรย์ดราย (มะพร้าวน้ำหอม) เครื่องอบลมร้อน (ผำ) เครื่องปั่นบดละเอียด (ข้าว) และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “8-พร้อม-พัฒน์ : (8 PROM PLUS)” อาทิ นมข้นจากน้ำมะพร้าว เครื่องแกงป่าพร้อมรับประทาน แป้งข้าวผงและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผำผงอบแห้ง มะพร้าวน้ำหอมผงพร้อมดื่ม ซอสซีอิ๊วพร้อมปรุงอเนกประสงค์ แป้งข้าว กข.43 ยกระดับมาตรฐานGHPs เพื่อควบคุมความสะอาดปลอดภัยของอาหาร ปรับปรุงพัฒนาเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น
     
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/474813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eHkelKRkm1X7pf6l7M0v5

  • เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ‘ธีระชุณ บุญสิทธิ์’ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1–11 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันทีตามสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำต้นทุนผลิตประปา และช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ

    ผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาทิ จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าดับไฟป่าเกือบ 2,000 ขวด สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ลดความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

    พามาดูการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) จัดสัมมนา “Triple Planetary Crisis” เพื่อชวนทุกภาคส่วนร่วมรับมือ 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญของโลก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ พร้อมผลักดันการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

    ภายในงาน ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า วิกฤตทั้ง 3 ด้านเชื่อมโยงกันโดยตรง และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันแนวคิด Nature Positive ที่ชวนภาคธุรกิจปรับบทบาทจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านเครื่องมือใหม่อย่างคาร์บอนเครดิต การเงินสีเขียว และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญ ทั้งเป้าหมาย Net Zero 2050, กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลไกราคาคาร์บอน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ไทยแข่งขันได้ภายใต้กติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    เวทีเสวนายังสะท้อนเสียงจากภาคธุรกิจชั้นนำที่เริ่มปรับตัวอย่างจริงจัง ทั้งด้านพลังงาน การเงิน เกษตร และวัสดุก่อสร้าง โดยมุ่งพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

    สารสำคัญของงานครั้งนี้ชัดเจนว่า “วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่โจทย์ของโลก แต่คือโจทย์อนาคตเศรษฐกิจไทย” และหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ วิกฤตครั้งใหญ่ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/863222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sc0oYa-TClkfQyYk9N_nK