Category: เศรษฐกิจ

  • ครม. รับทราบข้อเสนอกรรมการสิทธิฯ ให้จัดรับฟังความเห็นประชาชน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

    ครม. รับทราบข้อเสนอกรรมการสิทธิฯ ให้จัดรับฟังความเห็นประชาชน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

    ครม.รับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชุมพร – ระนอง

    5 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชมพร – ระนอง ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีดังนี้ 1.สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและชุมพร ต่อทิศทางการพัฒนาในระดับโครงสร้างหรือในภาพรวมในฐานะที่เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตและเจตจำนงของตนเอง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ และให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพร่วมกำหนดแผนพัฒนาของจังหวัดชุมพรและระนอง ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ชั่งจัดทำโดย สคช. เมื่อปี 2564 – 2565 ต่อไป

    2. นำผลการจัดรับฟังความคิดเห็นและรายงานการศึกษา มาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ มอบหมายไห้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลัก รับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงคมนาคม สรุปผลการพิจารณา หรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/990898/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0da9JJ85TlDHGOrqdG6o_h

  • นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก


    5/05/2569 | 75 |

    ในปัจจุบัน ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมาตรฐานการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผลไม้เมืองร้อน (Tropical Fruits) เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก การนำแนวคิด “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) มาบูรณาการร่วมกับ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” (Agri-tourism) ภายใต้โครงการ “Smart Orchard & Fruit Trail” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    1. ยกระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)

    การเปลี่ยนผ่านจากสวนผลไม้แบบดั้งเดิมสู่ “Smart Orchard” มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการที่มีความแม่นยำสูง (Precision Agriculture) โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

    • ระบบ Internet of Things (IoT) และเซนเซอร์: การติดตั้งเซนเซอร์วัดความชื้นในดิน อุณหภูมิ และปริมาณธาตุอาหาร ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยผ่านระบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็นและลดต้นทุนแรงงาน

    • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data: การใช้โดรนสำรวจพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สุขภาพของต้นไม้และการใช้ AI ในการคัดเกรดผลไม้เพื่อการส่งออก ช่วยลดอัตราการถูกตีคืนสินค้า (Zero Claim) ทำให้ผลไม้ไทยมีมาตรฐานสม่ำเสมอ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    • การจัดการความรู้: การจัดเก็บข้อมูลกระบวนการผลิตในรูปแบบ Digital Profile ช่วยในการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    2. การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากและ SME/OTOP

    หัวใจสำคัญของ Smart Orchard ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิต แต่คือการเพิ่มมูลค่าผ่านกลไกเศรษฐกิจชุมชน:

    • การแปรรูปด้วยนวัตกรรม: สนับสนุนกลุ่ม SME และ OTOP ในพื้นที่ให้นำผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออก (แต่ยังมีคุณภาพดี) มาแปรรูปโดยใช้นวัตกรรม เช่น การทำ Freeze-dry หรือการสกัดสารสำคัญเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม

    • การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น: การนำเรื่องราว (Storytelling) ของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับความทันสมัยของเทคโนโลยี ช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า OTOP ประจำถิ่น ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการขายผลสดเพียงอย่างเดียว

    3. กลยุทธ์ Fruit Trail: เมื่อสวนผลไม้กลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยว

    การขับเคลื่อน “Fruit Trail” คือการนำการท่องเที่ยวมาเป็นแรงผลักดันการบริโภคและการกระจายรายได้ในระดับพื้นที่:

    • Smart Tourism Experience: นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) หรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเกษตรสมัยใหม่ เช่น การควบคุมโดรนเกษตร หรือการเรียนรู้วิธีการคัดเลือกทุเรียนคุณภาพผ่านแอปพลิเคชัน

    • เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง: การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อระหว่าง “สวนอัจฉริยะ” กับ “วิถีชุมชน” และ “ร้านค้า OTOP” ช่วยขยายระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับเศรษฐกิจฐานราก


    บทสรุป (Summary)

    แนวทางการพัฒนา Smart Orchard & Fruit Trail คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” ผ่าน 3 มิติหลัก คือ:

    1. Efficiency: ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานโลก

    2. Value Creation: ต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรผ่าน SME และ OTOP ด้วยนวัตกรรมแปรรูป

    3. Integration: เชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับภาคการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

    การดำเนินการตามแนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลผลิตสูง แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่เข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนในระยะยาว


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2567). ยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Strategy). สืบค้นจาก www.moac.go.th

    • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). (2566). โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมเกษตร.

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). (2567). แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์.

    • Food and Agriculture Organization (FAO). Digital Agriculture: Transformation of the value chain for smallholder farmers.


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/500073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LQ2kOire-PCoDeX2pkrjJ

  • ‘ศิริกัญญา’ชี้กู้ 2 แสนล้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรออกเป็น พ.ร.บ. | เดลินิวส์

    ‘ศิริกัญญา’ชี้กู้ 2 แสนล้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรออกเป็น พ.ร.บ. | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า ข้อน่ากังวลประการแรกคือวงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่ยังมีคำถามอยู่ว่าจะทำให้จำเป็นต้องมีการขยายเพดานเงินกู้หรือไม่ แม้น่าจะยังไม่ต้องขยายเพดานไปจนถึงปลายปีงบประมาณ 2569 แต่เมื่อไรที่เริ่มต้นงบประมาณปี 2570 ก็ต้องขยายอยู่ดี ทำให้ในกระบวนการทำงบประมาณปี 2570 ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่ดี รัฐบาลควรต้องทบทวนว่าต้องใช้วงเงินถึง 400,000 ล้านบาทหรือไม่

    ทำไมถึงต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาท ในส่วนของ 200,000 ล้านบาทที่จะนำมาเยียวยาผลกระทบนั้น ตนไม่ติดใจ เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนตามความเดือดร้อนของประชาชน แต่อีก 200,000 ล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น ที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จริงมีเพียงแค่ 200,000 ล้านบาทเท่านั้น ที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

    อีก 200,000 ล้านบาท รัฐบาลควรที่จะไปคิดโครงการให้ละเอียดว่าอยากทำอะไรบ้าง แล้วค่อยออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อที่จะกู้เงินนำมาเข้าสภาให้ได้พิจารณา การออก พ.ร.ก. ไม่ควรที่จะออกพร่ำเพรื่อ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังและเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพราะนี่คือการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภาไปเลยโดยไม่ต้องมีการพิจารณาใดๆ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ได้สัดส่วน และควรยอมให้เกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงที่วิกฤติหรือจำเป็นเร่งด่วนจริงเท่านั้น

    สิ่งที่นายเอกนิติบอกมาโดยตลอดว่าจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาเยียวยากลับจะใช้คนละครึ่ง ซึ่งต้องแย่งกันลงทะเบียน สุ่มว่าใครจะได้หรือไม่ ทำให้คนที่ควรได้รับอย่างผู้ที่เข้าเกณฑ์ยากจนแต่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงจะลงทะเบียนใหม่ก็อาจจะไม่ทัน และแม้จะรวมทุกแพ็กเกจในวงเงิน 400,000 ล้านบาท ก็ยังมีคนที่จะตกหล่นอยู่ดี เช่น เกษตรกรที่ในเวลานี้ได้ปุ๋ยไปแค่ไม่กี่กระสอบ ยังคงอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมัน หรือชาวประมงที่ต้องเติมน้ำมันในการออกเรือ ซึ่งเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงมากในการประกอบกิจการ ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด

    รัฐบาลควรพิจารณาว่าแต่ละมาตรการที่ออกมาเหมาะกับสถานการณ์แบบไหน ไม่ใช่ใช้คนละครึ่งทุกครั้งเหมือนคิดได้แค่โครงการเดียว หว่านแหแบบไม่รู้ว่าจะตกถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างว่าอยากจะช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น จะไม่หว่านแห จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต แต่พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่คะแนนนิยมทางการเมืองลดลง ก็นำคนละครึ่งมาใช้ด้วยเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกันเอง

    ถ้าเงินปรับโครงสร้างเศรษฐกิจออกเป็น พ.ร.บ. รัฐบาลก็จะมีเวลาคิดในรายละเอียดโครงการมากขึ้นด้วย ทุกวันนี้รัฐบาลเองก็ยังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวคือการทำอะไร บอกแค่ว่าจะนำไปทำโซลาร์เซลล์ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อปไม่ได้ ต้องลงรายละเอียดให้ถึงขั้นว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างไร กี่เมกะวัตต์ จะเป็นการอุดหนุนหรือให้เปล่า จะเป็นการอุดหนุนดอกเบี้ยหรืออะไร ทุกอย่างต้องคิดอย่างละเอียด

    เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ควรรีบร้อน ไหนๆ จะมีผลในระยะกลางและระยะยาวอยู่แล้ว ยังมีเวลาให้ได้คิด จากประสบการณ์ที่ได้เห็น พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาอย่างน้อยสองฉบับ เราได้เห็นแล้วว่าทุกครั้งไม่ว่าวงเงินจะเป็นเท่าไหร่ รัฐบาลก็มักเขียนรายละเอียดน้อยมาก เป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปกู้เงินเท่าไหร่ก็ได้ นำไปทำอะไรก็ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5837659/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FwW3CYHFmochUOSVXzC2g

  • บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม.  แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

    บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม. แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

    บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม. แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

    วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จากกรณีนายพีรพล กนกวลัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงการส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในนามพรรคเศรษฐกิจ  ซึ่งบุคคลที่พรรคจะส่งลงชิงผู้ว่าฯ ได้มีการทาบทามไว้แล้ว มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี มีอักษรย่อ จ. ซึ่งบุคคลคนนี้พูดชื่อไปก็จะรู้ว่าเป็นใคร ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงและอยู่ในแวดวงที่ต้องรับผิดชอบประชาชนคนกรุงเทพฯมาก่อน แต่ไม่ใช่นักการเมือง แต่ขออุบไว้ก่อนเพื่อความตื่นเต้น คาดว่าไม่เกินวันที่ 10 พฤษภาคมนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

    ล่าสุด รายการเรื่องเล่าเช้านี้ เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ปฏิเสธว่ากระแสข่าวไม่เป็นความจริง ไม่สนใจลงเล่นการเมือง ทั้งสนาม กทม. และระดับชาติ ขอใช้ชีวิตพักผ่อนหลังเกษียณกับครอบครัว แต่ก็ยอมรับว่าพรรคเศรษฐกิจมาคุย เรื่องผู้ว่าฯกทม กับตัวท่าน

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962424&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OUuHfOLnCdnj81BNaRkuY

  • เมืองคอนแถลงจัดใหญ่! ‘พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจ’ ขนทัพสินค้า 4 โซน 11-20 พฤษภานี้ | TOPNEWS

    เมืองคอนแถลงจัดใหญ่! ‘พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจ’ ขนทัพสินค้า 4 โซน 11-20 พฤษภานี้ | TOPNEWS

    วันที่ 5 พ.ค.2569 ที่โรงละคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มอบหมายให้นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงาน “พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช” ประจำปี 2569 โดยมี นายประสูตร หอมบันเทิง ปลัดจังหวัด นางสาวนวภัทร หอมหวล พัฒนการจังหวัด นายสุพจน์ จิตร์เพ็ชร์ ท้องถิ่นจังหวัด และนางสาวเดือนเพ็ญ ศรีเพชร ประธานหอการค้าจังหวัด ร่วมแถลงข่าวยืนยันความพร้อมการจัดงาน และมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน องค์กร สื่อมวลชนสาขาต่างๆ ตลอดจนผู้สนใจเข้ารับฟังการแถลงข่าวพร้อมเพรียงกัน

    สำหรับการจัดงาน “พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช” ประจำปี 2569 ครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง เกิดการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งบูรณาการอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด กิจกรรมภายในงานจะมีการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นระบบ จะมีการแบ่งโซนเศรษฐกิจ ออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนเขา มี 7 อำเภอ ได้แก่ ลานสกา ฉวาง พิปูน ถ้ำพรรณรา ช้างกลาง นบพิตำ พรหมคีรี ,โซนป่า มี 6 อำเภอ ได้แก่ ทุ่งสง นาบอน ทุ่งใหญ่ บางขัน ร่อนพิบูลย์ จุฬาภรณ์ ,โซนนา มี 6 อำเภอ ได้แก่ เชียรใหญ่ ชะอวด ปากพนัง หัวไทร เฉลิมพระเกียรติ พระพรหม และโซนเล มี 4 อำเภอ ได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช ท่าศาลา สิชล ขนอม แต่ละโซนจะนำเสนออัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น

    ไฮไลต์กิจกรรมเด่น ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย รวม 5 กิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย การประกวดบูธส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก นำเสนอสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และนวัตกรรมท้องถิ่น พร้อมตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือ และศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ โดยมีเงินรางวัลรวมหลายระดับสูงสุด 20,000 บาท ,การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งผู้นำท้องที่เปิดเวทีให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และบุคลากรท้องถิ่น แสดงความสามารถทางดนตรี ผ่านรอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศ ชิงเงินรางวัลสูงสุด 10,000 บาท ,การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งผู้บริหารท้องถิ่นส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้นำท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ชิงเงินรางวัลรวมหลายรายการ ,การประกวดรำวงเวียนครกอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รำวงดั้งเดิม และรำวงอนุรักษ์วัฒนธรรม พร้อมเงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท และการเดินแบบผ้าไทยการกุศล “สืบสานภูมิปัญญาผ้าถิ่นเมืองนคร” ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยและผ้าพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช ทั้งในรูปแบบร่วมสมัยและดั้งเดิม พร้อมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์แฟชั่นท้องถิ่น โดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์และกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สู่ความยั่งยืน ทั้งนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าให้งานนี้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมต่างๆ จะจัดขึ้นตลอด 10 วันเต็ม เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของ “เมืองคอน” อย่างครบมิติ ทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1566301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aZxiVi6Ll4fUQbjLKic74

  • IMF เตือน ‘เศรษฐกิจโลก’ เจอผลพวงเลวร้ายกว่าเดิมมาก หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    IMF เตือน ‘เศรษฐกิจโลก’ เจอผลพวงเลวร้ายกว่าเดิมมาก หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    05 พฤษภาคม 2569, 15:37น.

              สำนักข่าวซินหัว รายงาน เมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค.) คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญ “ผลพวงที่เลวร้ายกว่าเดิมมาก” หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อจนถึงปี 2027 โดยราคาน้ำมันจะพุ่งสูงถึงราว 125 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,100 บาท) ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นจนอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์เริ่มหลุดจากเป้าหมายควบคุมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

              จอร์จีวา ซึ่งเข้าร่วมการประชุมของสถาบันมิลเคนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ กล่าวว่าสภาพการณ์ปัจจุบัน รวมถึงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ที่หรือสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,300 บาท) ต่อบาร์เรลแล้ว พร้อมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กองทุนฯ ออกมาเตือน “ฉากทัศน์ที่เลวร้าย” (adverse scenario)

              เมื่อเดือนเมษายน กองทุนฯ ได้เผยแพร่ “ฉากทัศน์” สำหรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกในปี 2026-2027 จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ “การคาดการณ์อ้างอิง” (reference forecast) “ฉากทัศน์ที่เลวร้าย” และ “ฉากทัศน์ที่รุนแรง” (severe scenario) ซึ่งเลวร้ายมากขึ้น

           สำหรับ “ฉากทัศน์ที่เลวร้าย” ประเมินว่าการเติบโตทั่วโลกจะชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ในปี 2026 พร้อมอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.4 ส่วน “การคาดการณ์อ้างอิง” ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในระยะสั้น ประเมินว่าการเติบโตทั่วโลกจะอยู่ที่ร้อยละ 3.1 พร้อมอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 4.4 ขณะ “ฉากทัศน์ที่รุนแรง” ประเมินว่าการเติบโตทั่วโลกจะอยู่ที่เพียงร้อยละ 2 และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงถึงร้อยละ 5.8

     (แฟ้มภาพซินหัว : ผู้คนซื้อสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเมืองนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 10 เม.ย. 2026)

    #วิกฤตเศรษฐกิจ

    #IMF

    CR:สำนักข่าวซินหัว

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M4GmfEX627MkLDe211bBv

  • ครม.เห็นชอบกู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ – รับมือตะวันออกกลาง

    ครม.เห็นชอบกู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ – รับมือตะวันออกกลาง

    05 พฤษภาคม 2569, 15:23น.

             นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.  วันนี้ ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ด้วยการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท

              การตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องมาจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก โดยวิกฤตครั้งนี้เริ่มต้นจากราคาพลังงาน ราคาอาหาร และกำลังลุกลามไปสู่ค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไม่สามารถรอได้

    “หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้นจึงเห็นด้วยที่เรามีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน และมีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” *วัตถุประสงค์การออกพ.ร.ก.กู้เงินฯ

    1. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก

    2. เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบาง และตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ

              มาตรการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ฉบับนี้จะมุ่งตรงสู่กลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง, เกษตรกร, ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SMEs และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    โดยรัฐบาลจะดำเนินการ 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ

    1. ช่วยเหลือ-บรรเทา ด้วยการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น

    2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป

               นายกฯย้ำว่า ด้วยหลักการ และเหตุผลที่กล่าวมานี้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจปรับลดวงเงินกู้จากเดิมที่ระบุไว้ 5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 4 แสนล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลัง ซึ่งแม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่พิจารณาแล้วว่า 4 แสนล้านบาทเพียงพอ จากการประเมินของกระทรวงคลังไม่กระทบในด้านหนี้สาธารณะ โดยหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ภายใต้เพดาน 70% ของ GDP พร้อมยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

              จากที่ได้พูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารมีสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท และอัตรายังอยู่ในระดับต่ำ

              สำหรับวงเงินกู้ดังกล่าวจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท ส่วนแรกจะใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบ ลดค่าใช้จ่ายประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางโดยตรง ส่วนที่สองจะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนด้วย

              สำหรับเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนในการออกเป็น พ.ร.ก. กู้เงินฯ แทนการใช้งบประมาณปกตินั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า งบประมาณปี 2569 มีวงเงินคงเหลือไม่เพียงพอ โดยรวบรวมได้จริงไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินอื่นด้วย ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต

              หลังครม.อนุมัติวันนี้ก็รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะเสนอ พ.ร.ก.กู้เงินฯ เข้าสู่สภาได้ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยหน่วยงานต่างๆต้องนำเสนอโครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือ บรรเทาผลกระทบประชาชนและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานซึ่งวัตถุประสงค์พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่กว้างเหมือนฉบับอื่น จะระบุวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ชัดเจน และตั้งใจจะพิจารณาโครงการให้เสร็จภายใน 30 ก.ย.69 แต่เงินกู้สามารถใช้ได้ 30 ก.ย.70

              ส่วนโครงการคนละครึ่ง พลัส จะใช้วงเงินนี้ด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งจะพิจารณาแหล่งเงินต่างๆ ซึ่ง มีทั้งส่วนนี้ และงบประมาณที่เราสามารถปรับลดมาได้ ซึ่งตนจะนำมาพิจารณา นายเอกนิติ ย้ำว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ตั้งเป้าเริ่มดำเนินโครงการในวันที่ 1 มิ.ย.นี้

    #ประชุมคณะรัฐมนตรี 

    #กู้เงิน4แสนล้านบาท 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bd1b7NMLYeuFbtMKq2AUp

  • “อัษฎางค์” ชี้ การเสด็จฯ สวีเดน ย้ำสัมพันธ์การทูต 2 ชาติ เชื่อสร้างผลดี Soft Power คือคำตอบสถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำไม? | TOPNEWS

    “อัษฎางค์” ชี้ การเสด็จฯ สวีเดน ย้ำสัมพันธ์การทูต 2 ชาติ เชื่อสร้างผลดี Soft Power คือคำตอบสถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำไม? | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 04/05/2026 12:18

    “เอ็ดดี้” ชี้ช่องเมื่อสวีเดนหันมามองไทย โอกาส ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ที่ต้องแปลงให้เป็นเศรษฐกิจจริง ชี้การเสด็จพระราชดำเนินของ “ในหลวง-พระราชินี” คือ “จังหวะทางการทูต” และทุนทางประวัติศาสตร์” ระบุได้คำตอบแล้วหรือยังสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม?

    “อัษฎางค์” ชี้ การเสด็จฯ สวีเดน ย้ำสัมพันธ์การทูต 2 ชาติ เชื่อสร้างผลดี Soft Power คือคำตอบสถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำไม? – Top News รายงาน

    อัษฎางค์

    เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เรื่อง เมื่อสวีเดนหันมามองไทย โอกาสของ Soft Power ที่ต้องแปลงให้เป็นเศรษฐกิจจริง มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม? มาหาคำตอบจากการเสด็จเยือนสวีเดน เนื้อหาระบุว่า “การเสด็จฯ สวีเดนทำให้เราเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีความหมายเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘ภาษาทางการทูต’ ที่โลกเข้าใจ ในวันที่ข่าวหนึ่งข่าวทำให้ชาวสวีเดนจำนวนมากหันมามองไทยอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่เงินโฆษณาซื้อได้ยาก

    การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสวีเดนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อร่วมงานเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวราชสำนักธรรมดา แต่เป็น “จังหวะทางการทูต” ที่ทำให้ชื่อประเทศไทยกลับไปอยู่ในพื้นที่ข่าวของสวีเดนอีกครั้ง

    สื่อสวีเดนรายงานถึงการเสด็จฯ การรับเสด็จ และการปรากฏพระองค์ของพระมหากษัตริย์และพระราชินีไทยในฐานะแขกเกียรติยศของงานสำคัญระดับราชสำนักยุโรป ขณะที่พระราชดำรัสของกษัตริย์สวีเดนในงานเลี้ยงกาล่า ยังกล่าวขอบคุณแขกที่เดินทางไกล “จากไทยและยุโรป” ซึ่งเป็นถ้อยคำเล็ก ๆ แต่มีนัยยะมาก เพราะในเวทีที่เต็มไปด้วยราชวงศ์ยุโรป ไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศนอกภูมิภาคที่ถูกเชิญมา แต่เป็นประเทศเอเชียที่มีประวัติศาสตร์ราชไมตรีกับสวีเดนยาวนานพอที่จะถูกวางอยู่ในพื้นที่พิธีการระดับสูงของยุโรป
    นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ทุนทางประวัติศาสตร์” ไทยกับสวีเดนไม่ได้เพิ่งรู้จักกันวันนี้ ความสัมพันธ์เริ่มต้นตั้งแต่สนธิสัญญาไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือ ค.ศ. 1868 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาถึงการเสด็จเยือนสวีเดนของรัชกาลที่ 5 ในปี 1897 และต่อยอดผ่านความสัมพันธ์ระดับราชวงศ์ การทูต การค้า การศึกษา การท่องเที่ยว และประชาชนระหว่างกัน

    ปัญหาคือ ไทยมักมีทุนแบบนี้อยู่ในมือ แต่ใช้ไม่เต็มศักยภาพ เรามีประวัติศาสตร์ แต่ไม่แปลงเป็น story , เรามีราชไมตรี แต่ไม่แปลงเป็น public diplomacy, เรามีภาพลักษณ์เชิงบวก แต่ไม่แปลงเป็นสินค้า บริการ การท่องเที่ยว และความร่วมมือเศรษฐกิจใหม่ นี่คือจุดที่รัฐไทยและภาคเอกชนไทยควรอ่านเกมให้ทัน เพราะชาวสวีเดนรุ่นเก่าอาจรู้จักไทยผ่านภาพของทะเล ภูเก็ต สมุย กรุงเทพฯ อาหารไทย และรอยยิ้มของคนไทย แต่ชาวสวีเดนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจยังไม่รู้จัก “ประเทศไทยยุคใหม่” มากพอ
    คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “สวีเดนรู้จักไทยไหม” แต่คือ “เขารู้จักไทยในมิติไหน” ถ้าเขารู้จักไทยเพียงประเทศท่องเที่ยวราคาดี ไทยก็ได้แค่รายได้ระยะสั้น แต่ถ้าเขารู้จักไทยในฐานะประเทศที่มีวัฒนธรรมลึก มีเสถียรภาพเชิงสังคม มีบริการคุณภาพ มีฐานธุรกิจในอาเซียน และมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสวีเดนยาวนานกว่า 150 ปี ไทยจะได้มากกว่านักท่องเที่ยว ไทยจะได้ความเชื่อมั่น และในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ ความเชื่อมั่นสำคัญไม่น้อยกว่าเม็ดเงิน Soft Power ไม่ใช่แค่การทำให้ต่างชาติชอบเรา แต่คือการทำให้ความชอบนั้นกลายเป็นพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ

    ในกรณีสวีเดน โอกาสของไทยมีอย่างน้อย 5 ด้าน

    “หนึ่ง” การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ชาวสวีเดนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ธรรมชาติ สุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์มากกว่าการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย ไทยควรสื่อสารกับตลาดนี้ด้วยภาษาของเขา ไม่ใช่ขายแค่ทะเลสวย แต่ขาย “ชีวิตที่มีคุณภาพ” “สุขภาพ” “อาหาร” “ธรรมชาติ” และ “ความอบอุ่นของผู้คน”

    “สอง” อาหารไทยและสินค้าเกษตรคุณภาพ อาหารไทยเป็นประตูบานแรกที่ทำให้ชาวสวีเดนรู้จักไทย แต่ไทยควรพาเขาเดินต่อจากร้านอาหารไทย ไปสู่ข้าวหอมมะลิ ผลไม้ไทย สมุนไพร เครื่องปรุง GI product และสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมาตรฐานสูง
    “สาม” เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทยมีแฟชั่น งานออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะร่วมสมัย และวัฒนธรรมอาหารที่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ในสวีเดนได้ดีมาก แต่ต้องเลิกนำเสนอแบบราชการแห้ง ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นคอนเทนต์ร่วมสมัย สั้น คม ภาษาสวีเดนหรืออังกฤษดีพอ และเข้าใจรสนิยมของคน Nordic

    อัษฎางค์

    “สี่” ความร่วมมือธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ไทย–สวีเดนยกระดับเป็น Strategic Partnership แล้ว ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ green transition, renewable energy, digitalisation, defence, innovation, startups, smart manufacturing และ education นี่คือพื้นที่ที่ควรต่อยอดจากภาพข่าวราชสำนักไปสู่ business forum, startup exchange, green economy dialogue และการจับคู่ธุรกิจจริง
    “ห้า” ชุมชนไทยในสวีเดน คนไทยในสวีเดนคือทูตวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด เพราะเขาไม่ได้อยู่ในโปสเตอร์ของรัฐ แต่อยู่ในชีวิตจริงของสังคมสวีเดน ร้านอาหารไทย แม่ครัวไทย นักเรียนไทย ครอบครัวไทย ผู้ประกอบการไทย และแรงงานไทย คือสะพานที่ทำให้คนสวีเดนรู้จักไทยผ่านมนุษย์จริง ไม่ใช่ผ่านคำขวัญ

    ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่แค่ “ดีใจที่เป็นข่าว แต่ต้องรีบต่อยอดในช่วงที่ความสนใจยังสดอยู่ สวีเดนเป็นประเทศที่ให้ค่าน้ำหนักกับความยั่งยืน ความโปร่งใส คุณภาพชีวิต ความเท่าเทียม ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคม
    การเสด็จฯ สวีเดนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพงดงามในหน้าข่าว แต่เป็นคำถามต่อรัฐไทยและภาคเอกชนไทยว่า เมื่อโลกหันมามองเราแล้ว เราพร้อมหรือยังที่จะบอกโลกว่า ประเทศไทยมีอะไรมากกว่าที่เขาเคยรู้จัก ได้คำตอบแล้วหรือยังว่า มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม?

    9

    เครื่องบินเล็กพุ่งชนตึกที่บราซิล

    “วิศวะ มช.” รวมพลังเครือข่ายธุรกิจ แสดงความยินดี “ดร.ธีระศักดิ์” นั่ง สว.เชียงราย จัด Entaneer CMU Business Club ครั้งที่ 107 ต่อจิ๊กซอว์ความร่วมมืออนาคต

    น้ำมันดิบรัสเซียล้อตแรกถูกส่งถึงญี่ปุ่นแล้ว

    “ฮุน มาเนต” โอดเสียดาย ไทยยกเลิก MOU 44 อ้างเขมรเคารพ กม. เตรียมใช้ UNCLOS หาทางออกอย่างสันติ

    ปากพนังตั้งรับภัยแล้ง ประชุมเข้มตั้งศูนย์บัญชาการ สู้วิกฤตปี 2569

    คณะผู้แทน “พล.ร.อ.สุวิทย์ ธาระรูป” มอบวัตถุมงคล–พระบรมฉายาลักษณ์ ให้โรงเรียนนาวิกโยธินบูรณะ เสริมสิริมงคลและแหล่งเรียนรู้

    กาญจนบุรี///รมช.เกษตรฯ เปิด “ตลาดเขื่อนแม่กลอง” ขนสินค้า GAP ขายตรงเพิ่มรายได้เกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564946&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NPvsAoT1a38vbImApa-R7

  • ลุ้น! พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สกัดเศรษฐกิจซึมลึก-ชง “คนละครึ่ง” สูตรใหม่ 12 พ.ค.นี้

    ลุ้น! พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สกัดเศรษฐกิจซึมลึก-ชง “คนละครึ่ง” สูตรใหม่ 12 พ.ค.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 พ.ค.69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเสนอให้พิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาตั้งรับวิกฤติเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเยียวยาประชาชนในระยะสั้น และการปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว
    

    โดยเหตุผลที่กำหนดวงเงินกู้ที่ 400,000 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ 500,000 ล้านบาทนั้น เพราะต้องการส่งสัญญาณบวกแก่นานาชาติและนักลงทุนต่างชาติ ว่ารัฐบาลไทยเคร่งครัดในการรักษาวินัยทางการคลัง จะไม่เปิดวงเงินกู้แบบไร้เป้าหมาย ซึ่งผ่านความเห็นชอบของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยแล้ว นอกจากนี้ เพื่อทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยับไปอยู่ที่ 68% ยังไม่เกินเพดานที่ 70% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังประเมินเผื่อไว้ว่า หากอนาคต สถานการณ์วิกฤติยืดเยื้อและมีความจำเป็น รัฐบาลพร้อมขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการกู้เงินมาตุนไว้เกินความจำเป็นตั้งแต่แรก

    ส่วนสาเหตุที่เร่งผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงินก้อนนี้ เพราะไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางจนเกิดวิกฤติที่แท้จริง และวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้จบแบบม้วนเดียว แต่เป็นเหมือนคลื่นที่ทยอยซัดเข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาพลังงาน วัตถุดิบผลิตสินค้าขาดแคลน จนลุกลามไปสู่วิกฤติของแพง หากรัฐบาลไม่กู้เงินเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำมารองรับ ปลายทางที่อันตรายที่สุด คือ เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะงักงันพร้อมกับมีอัตราเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation
  

    สำหรับเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนั้น จะแบ่งสัดส่วนเป็น 50:50 ระหว่างการบรรเทาผลกระทบและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่น สามารถโยกย้ายได้ตามสถานการณ์ โดยวงเงินส่วนแรก 200,000 ล้านบาท มุ่งเยียวยากลุ่มเปราะบางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยจะใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบ 30 ล้านคนละ 4,000 บาท ล่าสุด กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดสุดท้าย เพื่อให้เกิดความรัดกุมและคุ้มค่าที่สุด และเตรียมนำเสนอเข้า ครม. วันที่ 12 พ.ค.69 หลังจากที่ พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบแล้ว
    

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเตรียมรื้อระบบเปิดลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพราะฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ทบทวนมา 9 ปีแล้ว เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือตามสิทธิ์ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท ขณะที่วงเงินส่วนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท จะลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยกรอบเวลาการใช้เงินกู้วันที่ 30 ก.ย.70

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2930562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02hIpg4XS8MIrBw2ccEbfa

  • สิริพงศ์ ยันฟังเสียงปชช. แลนด์บริดจ์คุ้มทุนเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 4 พ.ค.69

    สิริพงศ์ ยันฟังเสียงปชช. แลนด์บริดจ์คุ้มทุนเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 4 พ.ค.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/BZo6GJt4J7A&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iEjBNgVQ1jOlvqYlIaouo