Category: เศรษฐกิจ

  • ถนน ตง.4011 บ้านห้วยหิน จังหวัดตรัง พร้อมเปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว

    ถนน ตง.4011 บ้านห้วยหิน จังหวัดตรัง พร้อมเปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว

    โครงการเชื่อมเครื่อข่ายคมนาคมสู่พื้นที่เกษตรกรรม เสริมการขนส่งยางพารา – ปาล์มน้ำมัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโต เพิ่มศักยภาพในการลำเลียงสินค้าและการเดินทางอย่างยั่งยืน ครั้งนี้ เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจาก ทล.4159 ผ่านตำบลเขาวิเศษและตำบลใกล้เคียงเข้าสู่ตัวจังหวัดตรัง

    ถนนสาย ตง.4011 บ้านห้วยหิน จังหวัดตรัง พร้อมเปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้เป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งภาคคมนาคมขนส่ง ภาคการท่องเที่ยว และการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึง

    ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.antifakenewscenter.com/news/activity/ban-huai-hin-new-road&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09S916vAd-zr7uVPHVeXrV

  • ‘ธนฑิตย์’ ดัน IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ชาติ เปิดตลาดสินค้าไทย-เพิ่มรายได้ภาคใต้

    ‘ธนฑิตย์’ ดัน IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ชาติ เปิดตลาดสินค้าไทย-เพิ่มรายได้ภาคใต้

    “ธนฑิตย์” ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 ที่อินโดนีเซีย เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ผลักดันการค้าชายแดน เกษตร ฮาลาล ท่องเที่ยว แรงงานและดิจิทัล เปิดตลาดสินค้าไทย สร้างงาน เพิ่มรายได้ประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ชูระเบียงเศรษฐกิจเชื่อม 8 สาขาความร่วมมือ ย้ำผลงานต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่ม งานที่เกิดจริง และต้นทุนที่ลดลง

    11 กันยายน 2569 – นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ที่เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตนได้รับมอบหมายจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ให้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ของไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้

    การประชุมมีนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย ผู้แทนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสำนักเลขาธิการอาเซียน

    ส่วนผู้แทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย น.ส.ศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในฐานะหัวหน้าคณะ CMGF ของไทย ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานตามแผน IMT-GT ระยะ 5 ปี พ.ศ.2565-2569 พร้อมหารือการจัดทำแผนระยะต่อไป พ.ศ.2570-2574 โดยมุ่งเปลี่ยนจากกิจกรรมระยะสั้นไปสู่โครงการข้ามพรมแดนที่มีเป้าหมายชัดเจน สามารถวัดผลได้ และสร้างประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    นายธนฑิตย์ กล่าวว่า การประชุม IMT-GT ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น การเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมทั้งสร้างงานและทักษะใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ในภาคใต้

    สำหรับความร่วมมือสำคัญ ประการแรก คือ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทางข้ามแดน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค หรือ CIQ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง เพิ่มความคล่องตัว และสร้างโอกาสแก่ธุรกิจชายแดน โลจิสติกส์ และชุมชน

    ประการที่สอง การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและโอกาสของเกษตรกร ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่ายางพารา น้ำมันปาล์ม อาหาร และสมุนไพร โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านน้ำมันปาล์มระหว่าง 3 ประเทศ ครอบคลุมทั้งการค้า ความยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทย

    ประการที่สาม การเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการ SMEs และอุตสาหกรรมฮาลาลไทย โดยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ ระบบรับรองมาตรฐาน และการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน ครอบคลุมอาหาร เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง แฟชั่น บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตลาดมุสลิมทั่วโลก

    ประการที่สี่ การกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่เมืองรองและชุมชน ผ่านการพัฒนาเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อเพิ่มรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสินค้าชุมชน

    ประการที่ห้า การพัฒนาทักษะแรงงานและคุณภาพชีวิต ทั้งทักษะดิจิทัล วิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลตลาดแรงงาน ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และ 5G รวมถึงการพัฒนาเมืองสีเขียว ลดมลพิษ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลงทุนตามกรอบ SUDF

    นายธนฑิตย์ยังเสนอให้พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridors เชื่อมโยงกับการดำเนินงานทั้ง 8 สาขาของ IMT-GT พร้อมกำหนดเป้าหมายและระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน รวมทั้งเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การลงทุน ไปจนถึงการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ตลาดและประชาชนอย่างแท้จริง

    สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือ IMT-GT จะช่วยเสริมบทบาทการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียน รวมทั้งเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและนราธิวาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 17 ในปี 2571 ซึ่งตรงกับปีที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

    “ความสำเร็จของ IMT-GT ต้องไม่วัดจากจำนวนการประชุมหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ลดลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลไทยจึงมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง” นายธนฑิตย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1067696/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c8SihEZaYD_gyvunrSnuO

  • สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth”

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth”

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth”

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth” ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ สมาคมการค้า หอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย และเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ จัดงาน “สัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2026” ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯโดยมี นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าววัตถุประสงค์และกล่าวเปิดงาน เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงภาคธุรกิจ เปิดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ และร่วมค้นหาโอกาสการเติบโตใหม่ของประเทศไทย

    การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ กติกาการค้าใหม่ การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ตลอดจนบทบาทของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโฉมการดำเนินธุรกิจในหลายมิติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ มุมมอง และประสบการณ์จากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถมองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลง วางกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม และต่อยอดสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะต่อไป

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth” สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth”

    ภายในงานสัมมนาฯ ภาคบ่าย ได้รับเกียรติจาก ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อการนำพาเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีแรงส่งสำคัญจากวัฏจักรอุตสาหกรรมและการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นโอกาสต่อภาคการส่งออก การลงทุน และการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.3% ขณะที่ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี ดิจิทัล Data Center และ Cloud Service ยังเติบโตโดดเด่น 

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth”

    ดร.ดอน กล่าวว่า ธปท. มุ่งดำเนินนโยบายอย่างสมดุล ภายใต้การรักษาเสถียรภาพด้านราคา ระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน ควบคู่กับการประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมประสาน 4 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง การปฏิรูปเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชน อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ การเสริมสภาพคล่อง SMEs ผ่านโครงการ SMEs Credit Boost รวมถึงการยกระดับความเป็นธรรมและความปลอดภัยของระบบการเงิน เพื่อสร้างรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth” สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth”  
     

    นอกจากนั้น ยังมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ“AI for Thailand Business : โอกาสหรือความท้าทายของธุรกิจไทย” โดย รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการ Robotics and AI และกรรมการบริหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งชี้ให้เห็นทั้งโอกาสและความท้าทายจากการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาบริการและนวัตกรรม ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth”

    โดย รศ.ดร.ชิต เน้นย้ำว่า การใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างแท้จริง ต้องก้าวจากเพียงการนำเครื่องมือมาใช้ สู่การพัฒนาองค์กรแบบ “AI-Native” ที่ปรับทั้งกระบวนการทำงาน การตัดสินใจ บุคลากร ข้อมูล และโมเดลธุรกิจ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และจุดแข็งขององค์กรให้ทำงานร่วมกับ AI เพื่อสร้างผลิตภาพและความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และบุคลากรที่มีทักษะรองรับ โดยสภาหอการค้าฯ พร้อมผลักดันกลไกสนับสนุนภาคธุรกิจและ SMEs ให้สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกพันธมิตรจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2026 จุดประกาย “Unlocking New Growth”

    ทั้งนี้ ในช่วงภาคค่ำของงานสัมมนาฯ ยังมีกิจกรรมสำคัญต่อเนื่องคือ พิธีมอบ “รางวัลสมาคมการค้าดีเด่น ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเชิดชูสมาคมการค้าและบุคลากรที่มีผลงานโดดเด่น ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของ สมาคมการค้าในการเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ นายพูนพงษ์นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมมอบรางวัล พร้อมกันนี้ นายพูนพงษ์ ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” เพื่อสะท้อนแนวทางการสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจไทยในระยะต่อไป
     

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378983132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Tismsflsa5GPP8joNFC9p

  • ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่ สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร

    ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่ สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร

    วันนี้ (11 ก.ย.2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. กำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของญี่ปุ่น หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึงปี ค.ศ.2040 โดยยกระดับอุตสาหกรรม อาหารใหม่ (New Foods) ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งถือเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    โดยแผนการลงทุนระดับชาตินี้ ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน ภายในปี ค.ศ.2040 กำหนด 17 สาขายุทธศาสตร์สำหรับการลงทุนในอนาคต ครอบคลุม 62 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ไปจนถึง Food Tech ซึ่งเป็นหนึ่งใน 17 สาขายุทธศาสตร์

    ผอ.สนค. กล่าวต่อว่า ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก เครื่องจักรอาหาร และอาหารรูปแบบใหม่ (New Food) เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นมีศักยภาพสูง ไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ที่น่าสนใจคือรัฐบาลเตรียมตั้งหมวดงบประมาณใหม่ชื่อ Strong and Prosperous Japan แบบไม่มีเพดานวงเงินและสามารถวางแผนงบระยะยาวได้ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องคอยของบเพิ่มเติมระหว่างปี

    ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่  สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร

    ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่ สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร

    สำหรับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ ญี่ปุ่นเน้นไปที่กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Proteins) และอาหารฟังก์ชันเพื่อโภชนาการ (Functional and Nutritional Foods) โดยเตรียมจัดสรรเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านเยน เพื่อดันมูลค่าตลาดให้เติบโตแตะ 3 ล้านล้านเยน ภายในปี ค.ศ.2040 ปัจจุบันตลาดโปรตีนที่ไม่ได้มาจากสัตว์มีมูลค่า 300,000 ล้านเยน และอาหารฟังก์ชัน 15,000 ล้านเยน ตัวเลขนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ต้องการใช้อุตสาหกรรมอาหารเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    ยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเลือกที่จะต่อยอดจากจุดแข็งที่ตนมีอยู่ มุ่งเน้นเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) อาหารฟังก์ชัน และนวัตกรรมสูตรอาหาร มากกว่าจะมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในเชิงพาณิชย์ และยังวางกลยุทธ์ขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนจะเข้าสู่ตลาดเอเชีย การที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุนในช่วงที่ภาคเอกชนทั่วโลก กำลังชะลอการลงทุนในโปรตีนทางเลือก ถือเป็นการใช้นโยบายภาครัฐระยะยาว เพื่อชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน

    ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่  สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร

    ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่ สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร

    ผอ.สนค. กล่าวเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารของโลกอยู่แล้ว เพราะมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การรับรองผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน อีกทั้งยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ ด้านส่วนผสมอาหารและเทคโนโลยีการหมัก ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์สุขภาพ สังคมผู้สูงวัย และความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ เมื่อมองกลับมาที่ไทย ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสำคัญแถวหน้า ปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอันดับ 3 ของไทย ด้วยมูลค่าส่งออก 5,081.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 166,781 ล้านบาท) แม้ตัวเลขจะลดลงร้อยละ 2.1 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น รวมถึงมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดของญี่ปุ่น โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยยังคงเป็นไก่แปรรูป ไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง และยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา

    ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่  สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร

    ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่ สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร

    ญี่ปุ่นไม่เพียงเป็นตลาดรับซื้อ แต่ยังเป็นแหล่งเงินทุนและนวัตกรรมที่สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออกระดับโลก การเร่งเครื่องลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของญี่ปุ่น จึงเป็นโอกาสทองให้ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับตัวเอง

    โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทักษะการแปรรูป มาต่อยอดผลิตส่วนผสมอาหารเชิงหน้าที่ โปรตีนทางเลือก และอาหารมูลค่าสูง พร้อมขยายความร่วมมือเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น

    ดังนั้น ก้าวต่อไปที่สำคัญของไทย คือการพลิกความท้าทายเป็นโอกาส ด้วยการเร่งพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นสากล พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต การเตรียมความพร้อมเหล่านี้จะปลดล็อกให้ไทยก้าวข้ามบทบาท ผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ผลิตส่วนผสมอาหารมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลในห่วงโซ่อาหารโลก และเป็นกุญแจสำคัญให้ผู้ประกอบการไทย เติบโตแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง

    อ่านข่าว:

    อาหาร-พลังงานปรับตัวสูง ดันเงินเฟ้อพุ่ง 2.53% สนค. คงเป้าทั้งปี 2%

    สนค.ชี้จีนลดพึ่งพานำเข้า หันผลิตเอง จับตาข้าว–น้ำตาลเสี่ยงกระทบ

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้า ก.ค.โตชะลอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V_GNYS3BBX9FJ1DUlpkQ4

  • ปรีติ ชี้บุหรี่เถื่อนพุ่งแตะ 28.1% เศรษฐกิจพัง 3.3 หมื่นล้าน จี้รัฐเร่งอุดรอยรั่วออนไลน์-ขนส่งพัสดุ

    ปรีติ ชี้บุหรี่เถื่อนพุ่งแตะ 28.1% เศรษฐกิจพัง 3.3 หมื่นล้าน จี้รัฐเร่งอุดรอยรั่วออนไลน์-ขนส่งพัสดุ

    นายปรีติ เจริญศิลป์ ส.ส.ประชาชน นนทบุรี อภิปรายเดือดจี้รัฐจัดการปัญหาสินค้าหนีภาษี โดยเฉพาะบุหรี่เถื่อน ชี้ทำรัฐเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.3 หมื่นล้านบาท ตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณด้านการป้องกันและปราบปราม กวดผู้เกี่ยวข้องตามพฤติกรรมขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนให้ทันทั้งผ่านโลกออนไลน์และการขนส่งพัสดุ

    นายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี สังกัดพรรคประชาชน เปิดประเด็นปัญหาการลักลอบค้าสินค้าหนีภาษีกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง หยิบยกสถานการณ์บุหรี่ผิดกฎหมายขึ้นอภิปรายระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อตั้งคำถามว่าแม้รัฐบาลจะอัดฉีดงบประมาณด้านการปราบปรามเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถยับยั้งการทะลักของสินค้าผิดกฎหมายได้จริง

    นายปรีติเปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์บุหรี่เถื่อนในประเทศไทยไตรมาสแรกของปี 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28.1% จากเดิม 24.9% ในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ปัจจุบันบุหรี่เถื่อนนอกระบบครองส่วนแบ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของตลาดบริโภคทั้งหมด สอดคล้องกับรายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบที่ลดลงต่อเนื่อง จาก 68,603 ล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียง 47,489 ล้านบาทในปี 2568 หรือลดลงราว 30.8% แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างภาษี แต่การขยายตัวของตลาดมืดถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งรายได้รัฐ
    การเติบโตของบุหรี่เถื่อนกระทบถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาสูบในประเทศ ตั้งแต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมที่สูงถึง 33,665 ล้านบาทต่อปี เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ร้านค้าปลีก ไปจนถึงร้านค้าผู้ประกอบการถูกกฎหมายทำตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด แต่กลับต้องแข่งขันกับสินค้าผิดกฎหมายที่ขายตัดราคา

    นอกจากนี้ ยังทำให้รายได้ภาษียาสูบที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดเก็บได้ลดลงด้วย โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ที่เคยจัดเก็บได้ราว 82.1 ล้านบาท ในปี 2554 เหลือเพียง 5.4 ล้านบาท ในปี 2568

    นายปรีติอภิปรายต่อว่า อีกปัจจัยที่ทำให้อัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คือพฤติกรรมการขายในปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มขบวนการได้ย้ายฐานการค้าจากการตั้งหน้าร้านแบบเดิม ไปสู่การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์เช่น Facebook และ LINE และอาศัยระบบขนส่งพัสดุเอกชนในการกระจายสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภค ซึ่งเป็นรูปแบบที่รวดเร็ว ตรวจสอบยาก และวิ่งแซงหน้ากลไกการปราบปรามของรัฐไปไกล

    ประเด็นสำคัญที่ ส.ส.ปรีติ เน้นย้ำคือ ความล้มเหลวในเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย แม้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพสามิต กระทรวงมหาดไทย หรือตำรวจ จะรายงานสถิติการจับกุมบุหรี่เถื่อนได้เป็นจำนวนมากและมีการยึดของกลางนับล้านซองเพื่อแสดงผลงาน แต่กระบวนการสืบสวนกลับหยุดอยู่เพียงแค่ระดับผู้ค้ารายย่อยหรือพนักงานรับส่งพัสดุ โดยไม่มีการขยายผลไปสู่การใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์สิน หรือสาวไปถึงกลุ่มทุนและตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง การทุ่มงบประมาณจำนวนมากจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและละลายงบประมาณไปโดยไร้ประโยชน์ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนมาตรการเชิงรุกที่มุ่งเจาะลึกถึงเส้นทางการเงินของขบวนการเหล่านี้ จึงทำให้การตั้งงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายควรถูกพิจารณาปรับลดในปีงบประมาณที่จะถึงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5885101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eUVknAyuGChT8nA5KPGcl

  • สว. ถกงบประมาณปี 2570 “นันทนา” ห่วงเศรษฐกิจไทยกำลังโคมา ประชาชนขาดกำลังซื้อ

    สว. ถกงบประมาณปี 2570 “นันทนา” ห่วงเศรษฐกิจไทยกำลังโคมา ประชาชนขาดกำลังซื้อ

    สว. ถกงบประมาณปี 2570 “นันทนา” เปรียบจัดงบฯแล้วแต่ดวง วางเดิมพันหมดหน้าตักกับเอไอ ห่วงเศรษฐกิจไทยกำลังโคมา ประชาชนขาดกำลังซื้อ

     เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 11 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา(สว.) มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานสว.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570 ต่อจาก สส.ที่พิจารณาเสร็จแล้ว ทั้งนี้ ที่ประชุมต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่รับร่าง โดยไม่สามารถแก้ไขได้ ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ชี้แจง และเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมว่า งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท หลักการเพื่อมุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายสำคัญรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาประชาชน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่การรักษาวินัยการเงินการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตอบสนองต่อความท้าทายที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด สำหรับข้อคิดเห็น เสนอแนะ สว. รัฐบาล รับไว้ด้วยความขอบคุณ จะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชน

    “นันทนา” ซัดทำงบฯแล้วแต่ดวง

     นางนันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า ขอตั้งชื่องบประมาณปีนี้ ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็นคนเหนือดวง เรียกว่า งบประมาณแล้วแต่ดวง จัดงบฯแบบนี้ถือเป็นลายแทงสู่หุบเหว ประชาชนหวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ขนาดนายกรัฐมนตรี ยังต้องพึ่งเหรียญสมีโชติเลย งบฯกระทรวงหลักๆ ถูกปรับลด แต่งบฯดีอีเพิ่ม33% เพราะเป็นกระทรวงลูกเทพหรือไม่ ใครๆก็ทราบดี วางเดิมพันหมดหน้าตักกับเอไอ พัฒนาเศรษฐกิจได้จริงหรือ เอาแค่ โครงการนำร่อง TH-AI Passport ด้วยงบฯ 1,600 ล้านบาท ก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ออกจากท่า ไม่นับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างมากมาย ทำไมกำหนดงบฯกลางไว้สูง ถึงเจ็ดแสนล้านบาท หากสภาฯอนุมัติให้ก็เหมือนการตีเช็คเปล่า งบฯกลางยิ่งมากก็ยิ่งเพิ่มเงินทอน หาได้เพิ่มจีดีพี ไม่ และเงินกู้ 7.88 แสนล้าน รัฐบาลยืมเงินอนาคตมาใช้ มีแผนในการใช้หนี้อย่างไร ถ้ารัฐบาลทำตัวเป็นลูกอีช่างกู้ แต่ไม่ยอมหาเงินมาคืน โลกจะจดจำว่า รัฐบาลอนุทินเป็นนักกู้ผู้ไม่รับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ

    น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจกำลังโคมา ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลก็ถังแตก หากรัฐบาลยังบริหารประเทศอย่างที่เป็นมาประเทศไทยไม่รอดแน่นอน ประชาชนต้องการรัฐบาลที่บริหารประเทศอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และยอมให้ตรวจสอบได้ ขณะนี้รัฐบาลเผชิญปัญหามากมาย หลายเรื่องเป็นสิ่งที่ประชาชนกังขาแต่ไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่ว่าจะคดีเขากระโดง ฮั้ว สว. โกงสอบท้องถิ่น กักตุนน้ำมัน ทุนเทาข้ามชาติ ดูจากการจัดงบแล้วรัฐบาลยังหาทางออกจากวิกฤติไม่เจอ ตนจึงไม่อาจเห็นชอบให้รัฐบาลบริหารงบฯ 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2959026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12iToGuWNBLwGkNSNMMdaL

  • สอวช. จับมือ อพท. ใช้นวัตกรรมยกระดับสู่ ‘ท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’ ฟื้นฟูธรรมชาติและเศรษฐกิจ

    สอวช. จับมือ อพท. ใช้นวัตกรรมยกระดับสู่ ‘ท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’ ฟื้นฟูธรรมชาติและเศรษฐกิจ

    ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือการดำเนินงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) ของกระทรวง อว. ด้วยการเชื่อมโยงงานวิจัย องค์ความรู้ และนวัตกรรมเข้าสู่กลไกการขยายผลเชิงพื้นที่ ควบคู่กับการบูรณาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม ตลอดจนระบบบริหารจัดการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ พร้อมขับเคลื่อนและพัฒนาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยนำ อววน. มาเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาพื้นที่พิเศษของ อพท. พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนามาตรฐานและแนวทางการวัดผลที่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล

    สอวช. จับมือ อพท. ใช้นวัตกรรมยกระดับสู่ 'ท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง' ฟื้นฟูธรรมชาติและเศรษฐกิจ

    อีกทั้ง เป็นเวทีที่แสดงถึงการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง เพื่อวางทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยได้เน้นย้ำว่า ทิศทางการท่องเที่ยวไทยต้องมุ่งสู่การเป็น “Meaningful & High Value Destination” โดยนำแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างมาใช้ในการฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. จะเป็นกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้าน อววน. สอดรับกับแนวคิด “Future Link หรือ อนาคตเป็นไปได้” ของ กระทรวง อว. พร้อมหนุนเสริมด้วยการขับเคลื่อนของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรือ กรอ. ท่องเที่ยว และ “นโยบายชุมชนพลัส” ของ กระทรวง กก. เพื่อสนับสนุนชุมชนและผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคเอกชน สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

    ภายในงานยังมีการบรรยายโดยแขกรับเชิญพิเศษในหัวข้อ “ECOLIFE in C กับการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน” โดย นางสาวศิรพันธ์ วัฒนจินดา และนายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLIFE ร่วมพูดคุยถึงการประยุกต์ใช้ ECOLIFE Platform เป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน เชื่อมโยง “นักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–ชุมชน” ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ สอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มุ่งให้การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน

    สอวช. จับมือ อพท. ใช้นวัตกรรมยกระดับสู่ 'ท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง' ฟื้นฟูธรรมชาติและเศรษฐกิจ

    ขณะที่ ดร.สุรชัย ได้เปิดเผยถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่ง สอวช. ได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทย โดยใช้กลไกของกระทรวง อว. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของ อพท. พร้อมประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) สำหรับสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการท่องเที่ยว โดยผลลัพธ์จากความร่วมมือในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้องค์ความรู้และผลการศึกษาจากพื้นที่มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมทั้งช่วยเพิ่มคุณค่าของพื้นที่ท่องเที่ยวในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ในระยะยาว

    ด้านนายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการก่อให้เกิดกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคีเครือข่าย รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างของประเทศไทย ที่นอกจากจะมุ่งสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยกำหนดทิศทางและกลไกในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่อไป โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ประกอบด้วย พื้นที่พิเศษฯ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง พื้นที่พิเศษฯ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พื้นที่พิเศษฯ เชียงราย พื้นที่พิเศษฯ คุ้งบางกะเจ้า 

    สอวช. จับมือ อพท. ใช้นวัตกรรมยกระดับสู่ 'ท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง' ฟื้นฟูธรรมชาติและเศรษฐกิจ

    สอวช. และ อพท. ได้หารือถึงกรอบแนวทางและขอบเขตการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนา ออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบาย มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาทรัพยากรไปสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยใช้กลไก อววน. เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มีมูลค่าสูง พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมผลักดันผลลัพธ์และแนวคิดเข้าสู่แผนนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2. การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและนโยบาย การประสานความร่วมมือ และการพัฒนาภาคีเครือข่ายระหว่างสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างจากข้อมูลจริง พร้อมทั้งคัดเลือกและพัฒนาพื้นที่พิเศษ “Regenerative Tourism Lab” เป็นพื้นที่ทดลองนำร่องโมเดลการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่น และพัฒนากรอบแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3. การพัฒนาเครื่องมือที่สร้างระบบนิเวศและวัดผลเพื่อการพัฒนา เช่น การเสนอและร่วมพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานตามหลักวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ประเมินผลกระทบเชิงฟื้นสร้าง โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่นของไทย เพื่อให้เกิดเกณฑ์การวัดผลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ และ 4. การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ และเตรียมความพร้อมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/865010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z8e7pAicwxVQ72NS_e3Yr

  • GDP UK เดือนก.ค. โตเกินคาด 0.4% MoM ภาคบริการแกร่งพยุงเศรษฐกิจ แม้เผชิญแรงกดดันสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน : อินโฟเควสท์

    GDP UK เดือนก.ค. โตเกินคาด 0.4% MoM ภาคบริการแกร่งพยุงเศรษฐกิจ แม้เผชิญแรงกดดันสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) รายงานวันนี้ (11 ก.ย.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักรในเดือนก.ค. ขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย. (MoM) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะทรงตัวที่ 0.0% หลังจากขยายตัว 0.3% ในเดือนมิ.ย. และสานต่อการเติบโตที่แข็งแกร่งจากช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) GDP ในเดือนก.ค. ขยายตัว 1.6% ทำสถิติเติบโตรายปีที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2568 และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 1.2% ขณะที่อัตราการเติบโตในช่วง 3 เดือนที่สิ้นสุด ณ เดือนก.ค. (พ.ค.-ก.ค.) ทรงตัวอยู่ที่ 0.4% เท่ากับช่วง 3 เดือนที่สิ้นสุด ณ เดือนมิ.ย. (เม.ย.-มิ.ย.) สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 0.3%

    ลิซ แมคคีโอน ผู้อำนวยการฝ่ายสถิติเศรษฐกิจของ ONS ระบุว่า “การชะลอตัวของทั้งภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างลดทอนการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในภาคบริการไปเพียงบางส่วนเท่านั้น” พร้อมเสริมว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดูเหมือนว่าจะมีส่วนช่วยหนุนการเติบโตของภาคธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจ UK ขยายตัวรวม 1.0% ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 (G7) อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขที่สูงนี้อาจเป็นผลสะท้อนมาจากปัจจัยตามฤดูกาลที่ยังไม่ได้ปรับค่าอย่างครบถ้วน

    ทั้งนี้ เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ประเมินว่าเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2569 จะขยายตัว 1.1% ขณะที่ แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการ BoE กล่าวต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภา UK เมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่เปิดเผยออกมานับตั้งแต่ช่วงคาดการณ์นั้นแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับที่คาดไว้

    รายงานระบุว่า UK และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจในยุโรปได้รับผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะเริ่มแรกจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน น้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์เคยกังวลในช่วงที่ความขัดแย้งเริ่มปะทุ

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามในสัปดาห์นี้ดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล ขณะเดียวกัน BoE คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของ UK มีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับประมาณ 3.2% ในช่วงปลายปีนี้

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/647296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JVuD0uvNvTjnvHsZfGaGc

  • ‘พูนพงษ์’ ชูแผน Unlocking New Growth สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย ไม่หวนกลับไปจุดเดิม

    ‘พูนพงษ์’ ชูแผน Unlocking New Growth สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย ไม่หวนกลับไปจุดเดิม

    ‘พูนพงษ์’ ชูแผน Unlocking New Growth สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย ไม่หวนกลับไปจุดเดิม


    11/09/2569 | 67 |

    กระทรวงพาณิชย์ ชูแนวคิด ‘Unlocking New Growth’ ปลดล็อกศักยภาพประเทศไทย รับโลกและกติกาการค้าใหม่ เร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้วยต้นทุนและขนาด สู่ความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ ความเร็ว และการสร้างมูลค่า โดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมขับเคลื่อน เชื่อมศักยภาพ SMEs ไทยกับตลาดโลก ยกระดับผู้ประกอบการ และสร้างมูลค่าใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมรัฐและเอกชนให้เกิดผลจริง

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ต่อการฟื้นเศรษฐกิจไทย’ ในงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ว่า ปัจจุบันโลกและกติกาการแข่งขันทางการค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว การพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องใช้ศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เข้าถึงตลาดใหม่ สร้างมูลค่าและโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด Unlocking New Growth

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งภูมิรัฐศาสตร์      การกระจายความเสี่ยงของประเทศต่างๆ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ซึ่งหากแปลเป็นโจทย์ของภาคธุรกิจง่ายๆ คือ ตลาดเปลี่ยน ต้นทุนเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน และลูกค้าก็เปลี่ยน ทำให้การแข่งขันเปลี่ยนจากต้นทุนต่ำที่สุดไปสู่ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาดไปสู่ความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายสินค้าไปสู่การสร้างคุณค่า ประสบการณ์ มาตรฐาน และความไว้วางใจ ดังนั้น ไทยจึงต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็น Trusted Partner ที่น่าเชื่อถือ ยืดหยุ่น และปรับตัวได้เร็ว “จากตัวเลขการค้าสะท้อนให้เห็นว่าหากเศรษฐกิจฟื้นตัว ต้องพิจารณาไปถึงว่าการฟื้นตัวนั้นกระจายไปยังผู้ประกอบการกว้างแค่ไหน และประเทศไทยเก็บมูลค่าจากการฟื้นตัวไว้ในประเทศได้มากเพียงใด”

    “ตัวเลขการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 18.2% ขณะที่ประเทศไทยมี SMEs กว่า 3.28 ล้านราย หรือ 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด การจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน แต่สร้าง GDP ราว 35% และมีสัดส่วนมูลค่าส่งออกราว 14% สะท้อนว่า ยังมีพื้นที่อีกมากในการยกระดับผู้ประกอบการรายเล็กให้เติบโต และรายกลางให้มีขนาดใหญ่ขึ้น สร้างมูลค่าและเชื่อมเข้าสู่ตลาดและ Supply Chain ของโลกที่ใหญ่ขึ้น”

    “ภาครัฐจึงต้องทำสองเรื่องควบคู่กัน คือ สร้างความมั่นคง (Stabilize) โดยดูแลสิ่งที่ยังเปราะบาง ทั้งค่าครองชีพ รายได้ ต้นทุน เสถียรภาพสินค้าเกษตร และการแข่งขันที่เป็นธรรม และการปรับเปลี่ยน (Transform) โครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ เพิ่มมูลค่า การใช้เทคโนโลยี กระจายตลาด และเชื่อม SMEs ในอุตสาหกรรมที่ไทยสะสมศักยภาพเพียงพอแล้วเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ประกอบกับต้องช่วยกันขยับทักษะด้านการผลิตของไทยเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) ไปสู่การออกแบบและผลิตสินค้าเอง หรือ ODM (Original Design Manufacturer) จนกระทั่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง หรือ OBM (Original Brand Manufacturer) เพื่อให้มูลค่า เทคโนโลยี และแบรนด์เกิดและคงอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น”

    “ขณะเดียวกันจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับ (1) ตลาดและการใช้ประโยชน์จาก FTA  (2) ต้นทุนและ Productivity  (3) โอกาสของ SMEs  (4) การแข่งขันที่เป็นธรรม และ (5) กฎระเบียบ      หรือขั้นตอนภาครัฐที่กลายเป็น “ต้นทุนเวลา” ของธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์จึงต้องลดข้อจำกัดเหล่านี้”

    “บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในวันนี้ต้องกว้างมากขึ้นกว่าการดูราคาสินค้า การเจรจา FTA หรือการส่งเสริมเป็นเรื่องๆ โดยต้องเชื่อมศักยภาพของประเทศไทยกับตลาด และเชื่อมโอกาสจากตลาดกลับมาสร้างมูลค่าให้คนไทย ผ่าน 3 บทบาท คือ การดูแลเสถียรภาพ (Stabilize) การเชื่อม Demand กับ Supply และเชื่อมผู้ประกอบการกับตลาด (Connect) และการเปิดตลาด (Unlock) เพิ่มมูลค่า ลดข้อจำกัด และใช้เทคโนโลยีกับข้อมูลเพื่อลดต้นทุนและกระจายโอกาส ดังนั้น การปลดล็อกจะต้องสร้างให้เห็นผลในทางปฏิบัติจริงทั้งการยกระดับบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล การเชื่อมโยงข้อมูลด้านธุรกิจ และการใช้ Data เพื่อกำกับดูแลให้ตรงจุด ลดเอกสาร ลดระยะเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ สำหรับกระทรวงพาณิชย์จากนี้ต้องร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่นและเอกชนอย่างใกล้ชิด”

    “เรื่องแรกเกษตร และอาหารจาก “ปริมาณ” ต้องสู่ “มูลค่า” ควบคู่กันใช้ Data และ Demand ของตลาดเป็นตัวนำ เชื่อมข้อมูลผลผลิตกับตลาดและต้องสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ ผู้บริโภค รวมถึงเกษตรกรควรมีรายได้สูงขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าครองชีพมีความเหมาะสมตามไปด้วย เรื่องที่สอง SMEs & Community จาก “Survive” สู่ “Scale” เป้าหมายไม่ใช่เพียงช่วยให้ SMEs อยู่รอด แต่ต้องสร้างเส้นทาง Start → Scale Up → Leader → Regional Player ด้วยทักษะ เทคโนโลยี มาตรฐาน แบรนด์ และการเข้าถึงตลาดใหม่ รวมทั้งใช้กลไก Big Brother Plus เชื่อมรายเล็กกับธุรกิจขนาดใหญ่ ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ Supply Chain พร้อมสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหานอมินี รวมถึงสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน”

    “เรื่องที่สาม เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ จาก “Export Growth” สู่ “Local Value Creation” รักษาตลาดหลักควบคู่กับเปิดตลาดศักยภาพใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลจริง ลงลึกถึงระดับเมือง มณฑล หรือรัฐ พร้อมเพิ่ม Local Content และ Local Value เชื่อม SMEs เข้าสู่ Global Value Chain และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ขยับจากผู้รับจ้างผลิตหรือขายวัตถุดิบไปสู่ Brand, Design, Technology และ Services ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เรื่องที่สี่ ต้องแก้ไขกฎระเบียบให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ มีการให้บริการที่นอกจากต้องสะดวกและทันสมัยแล้ว ระยะเวลาต้องมีความรวดเร็วด้วย ซึ่งจะเสริมความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี และเรื่องที่ห้า การป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายควรดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง”

    “ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ที่วางไว้จะไม่เกิดขึ้นได้จริงหากไม่สามารถเปลี่ยนไปสู่การลงมือทำได้ โดยหอการค้าและสมาคมการค้าซึ่งเป็นผู้นำของภาคธุรกิจจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะทำให้การปลดล็อกเกิดขึ้นได้จริง เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนสมาชิก แต่สามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละอุตสาหกรรมทำหน้าที่ทั้งรวบรวมปัญหา (Aggregate) และสะท้อนความต้องการของสมาชิก (Demand) ยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี (Upgrade) ยกระดับการเชื่อมโยง (Connect) SMEs กับตลาด แหล่งเงินทุน และบริษัทขนาดใหญ่      การสร้างเครือข่าย และขยายผลลัพธ์ที่ได้ไปสู่ผู้ประกอบการในวงกว้าง ซึ่งมุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่กระทรวงพาณิชย์ต้องถือปฎิบัติในการทำงานร่วมกับภาครัฐ-ภาคเอกชน เพื่อเปิดทางปลดล็อก และสร้างเครื่องมือ ส่วนภาคเอกชนจะเป็นพลังที่จะเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นธุรกิจและการเติบโตจริง หากทั้งสองฝ่ายทำงานบนโจทย์เดียวกัน ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้เป็น New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโตของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30N_uwELF2PxlYMYT96OA2

  • น้ำมัน 100 ดอลลาร์มาแล้ว ไทยจะเจอเงินเฟ้อรอบใหม่หรือไม่

    น้ำมัน 100 ดอลลาร์มาแล้ว ไทยจะเจอเงินเฟ้อรอบใหม่หรือไม่

    ตลาดน้ำมันโลกกำลังกลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงจากความเสี่ยงด้านอุปทานและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ

    สิ่งที่น่ากังวลสำหรับไทย คือ จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศเริ่มกลับมาแล้ว

    ข้อมูลเดือนสิงหาคมสะท้อนว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน จาก 1.95% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.44% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ได้มาจากพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีการส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการในประเทศมากขึ้นด้วย

    น้ำมันแพงไม่ได้จบแค่หน้าปั๊ม

    สำหรับผู้บริโภค น้ำมันแพงอาจเห็นผลโดยตรงจากราคาขายปลีก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจริงมีวงกว้างกว่านั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ต้นทุนเชื้อเพลิงของภาคขนส่งเพิ่มขึ้น ต้นทุนการเดินทางและโลจิสติกส์สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่ใช้พลังงานจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม

    จากนั้นต้นทุนเหล่านี้สามารถถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงค่าบริการบางประเภท

    พูดง่าย ๆ คือ น้ำมันแพง → ขนส่งแพง → ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม → ราคาสินค้าปรับขึ้น → เงินเฟ้อสูงขึ้น

    นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดการเงินทั่วโลกจึงกลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ โดยสหรัฐเองก็เริ่มเห็นแรงกดดันด้านต้นทุนจากพลังงานชัดเจนขึ้น ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยราคาพลังงานเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    ไทยอาจเจอ ‘เงินเฟ้อสองเด้ง’

    สิ่งที่ต้องจับตา คือ เงินเฟ้อไทยรอบนี้อาจไม่ได้มีเพียงผลจากน้ำมัน ข้อมูลเดือนสิงหาคมพบว่า พลังงานมีสัดส่วนต่อเงินเฟ้อทั่วไปถึง 41.5% หรือ 1.05 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อพื้นฐานมีสัดส่วน 39.9% หรือ 1.01 จุดเปอร์เซ็นต์

    โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อาหารสดก็ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศและต้นทุนการผลิต นั่นหมายความว่า หากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ไทยอาจต้องรับแรงกดดันจาก ‘ต้นทุนพลังงาน’ พร้อมกับ ‘ต้นทุนในประเทศ’ ไปพร้อมกัน

    จุดนี้แตกต่างจากกรณีน้ำมันแพงเพียงชั่วคราว เพราะหากราคาน้ำมันสูงอยู่นาน ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถดูดซับต้นทุนได้ทั้งหมด และจำเป็นต้องทยอยปรับราคาสินค้าและบริการ

    SME อาจเป็นกลุ่มที่รับแรงกระแทกเต็ม ๆ

    กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือผู้ประกอบการรายเล็กและ SME ธุรกิจขนาดใหญ่บางรายอาจมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ มีระบบบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน หรือสามารถกระจายต้นทุนไปยังสินค้าได้

    แต่ SME จำนวนมากมีต้นทุนขนส่งและพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญ และมีอำนาจต่อรองด้านราคาน้อยกว่า หากขึ้นราคาสินค้า ลูกค้าอาจหันไปหาคู่แข่งที่ถูกกว่า แต่หากไม่ขึ้นราคา ธุรกิจก็ต้องยอมลดกำไร

    จึงเกิดโจทย์สำคัญว่า ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น SME จะเลือกขึ้นราคาหรือยอมกำไรหาย?

    และถ้าธุรกิจจำนวนมากเลือกขึ้นราคาในเวลาเดียวกัน แรงกดดันเงินเฟ้อก็มีโอกาสกระจายออกไปในวงกว้าง

    เงินเฟ้อกลับมา แล้วดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร?

    อีกด้านที่ต้องจับตาคือผลต่อทิศทางนโยบายการเงิน หากราคาน้ำมันสูงขึ้นและเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ ธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะการลดเงินเฟ้ออาจทำได้ยากกว่าเดิม

    ตลาดการเงินโลกกำลังสะท้อนความกังวลนี้อยู่แล้ว หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงและทำให้ความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนไป โดยตลาดสหรัฐเพิ่มการประเมินโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านพลังงาน

    สำหรับไทย ผลกระทบไม่ได้หมายความว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยตามทันที แต่โจทย์จะซับซ้อนขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุน ขณะที่เงินเฟ้ออาจเริ่มกลับมาเป็นข้อจำกัดทางนโยบาย

    จุดชี้ขาดไม่ใช่ ‘น้ำมันแตะ 100’ แต่คือ ‘ยืนเหนือ 100 นานแค่ไหน’ สิ่งที่เศรษฐกิจไทยต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข 100 ดอลลาร์ แต่คือ ราคาจะอยู่เหนือระดับดังกล่าวนานแค่ไหน หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเพียงระยะสั้นแล้วกลับลง ผลกระทบต่อเงินเฟ้ออาจจำกัด แต่หากราคายืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ผลกระทบจะเริ่มซึมเข้าสู่ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าในประเทศมากขึ้น

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1–3 เดือน อาจกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ราว 0.2–0.7% สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินเฟ้อ แต่ยังอาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย

    จากน้ำมันแพง สู่โจทย์ ‘เงินเฟ้อกับเศรษฐกิจโตต่ำ’

    นี่จึงเป็นจุดที่ไทยต้องระวัง หากน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ธุรกิจอาจไม่สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภคได้

    ผลลัพธ์ คือ กำไรลด การลงทุนชะลอ และการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบ

    แต่ถ้าธุรกิจปรับขึ้นราคา ก็จะยิ่งทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือ กลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจที่ต้องจับตาว่า ไทยจะเจอเงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจโตช้าลงหรือไม่

    เพราะในวันที่ Brent ไม่ได้หยุดอยู่แค่ 100 ดอลลาร์ คำถามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่แค่ว่าน้ำมันจะแพงแค่ไหน แต่คือ ไทยจะรับต้นทุนรอบใหม่นี้ได้นานแค่ไหน ก่อนที่ราคาจะถูกส่งต่อไปถึงกระเป๋าของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-oil-prices-inflation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NrO5NehDhGYObfueGRW6v