Category: เศรษฐกิจ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 06 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 06 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : เล่นในกรอบ
    แนวรับ : $4,510 หรือ 70,200
    แนวต้าน : $4,660 หรือ 71,300

    .
    ทองคำดีดกลับจากแนวรับ $4,500 แล้ว แต่ยังเจอแรงกดดันจากสงคราม Hormuz, เงินเฟ้อ และท่าที Hawkish ของ FED แบบนี้ ควร “ไล่ซื้อ” หรือ “เล่นในกรอบ” รอจังหวะทำกำไรระยะสั้น?

    .

    ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ $4,510 หรือประมาณ 70,200 บาท และแนวต้านบริเวณ $4,660 หรือประมาณ 71,300 บาท ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังช่องแคบ Hormuz มีความเสี่ยงด้านการเดินเรือมากขึ้น และ UAE รายงานการตอบโต้ภัยคุกคามจากมิสไซล์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นอีกครั้ง และกดดันเงินเฟ้อให้สูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เพราะอาจทำให้ FED ยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วตามที่ตลาดคาดหวัง

    ขณะเดียวกัน Kevin Warsh ส่งสัญญาณนโยบายการเงินในโทน Hawkish ทำให้ตลาดกลับมาประเมินว่า FED อาจคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด ส่งผลให้ดอลลาร์และ Bond Yield ฟื้นตัวขึ้น โดย DXY ขยับจาก 98.05 สู่ 98.48 และ Bond Yield 10 ปีฟื้นจาก 4.38% เป็น 4.43% ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้กดดันทองคำโดยตรง เพราะทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองสูงขึ้น

    ฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ ISM PMI เดือนเมษายนจะยังอยู่ในโซนขยายตัวที่ 52.7 จุด แต่รายละเอียดภายในเริ่มน่ากังวล โดยเฉพาะดัชนีราคาวัตถุดิบที่พุ่งแรงสุดในรอบ 4 ปี จากแรงกดดันของต้นทุนน้ำมัน ขณะที่ดัชนีการจ้างงานหดตัวลงมาอยู่ที่ 46.4 จุด สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ Stagflation lite คือเงินเฟ้อยังสูง แต่ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง ทำให้ FED ตัดสินใจได้ยากขึ้นว่าจะเลือกคุมเงินเฟ้อ หรือประคองเศรษฐกิจ

    ในสัปดาห์นี้ ตลาดยังต้องจับตาตัวเลขสำคัญอย่าง ISM Services PMI, Initial Jobless Claims และคาดการณ์เงินเฟ้อจาก University of Michigan หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ทองคำอาจถูกกดดันต่อ แต่ถ้าตลาดแรงงานอ่อนแอลงชัดเจน อาจทำให้ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยกลับมา และหนุนให้ทองคำมีโอกาสดีดกลับได้อีกครั้ง

    .

    กลยุทธ์ระยะสั้นยังแนะนำ “เล่นในกรอบ” มากกว่าการไล่ซื้อ เพราะราคาทองคำดีดขึ้นมาใกล้แนวต้าน $4,660 แล้ว ทำให้ Upside เริ่มจำกัด ขณะที่สัญญาณเทคนิคระยะสั้นยังให้น้ำหนักไปทางพักตัว นักลงทุนสามารถรอซื้อบริเวณแนวรับ $4,510 หรือประมาณ 70,200 บาท และรอขายทำกำไรเมื่อราคาดีดกลับขึ้นใกล้แนวต้าน $4,660 หรือประมาณ 71,300 บาท โดยยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ Hormuz อย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสองปัจจัยอาจทำให้ราคาทองผันผวนแรงได้ในระยะสั้น

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-06-may-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pLjcu81s6h396DvxUkyRj

  • “พรรคเศรษฐกิจ” จี้รัฐแก้ปมชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน ชี้เสี่ยงดึงไทยสู่ภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    “พรรคเศรษฐกิจ” จี้รัฐแก้ปมชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน ชี้เสี่ยงดึงไทยสู่ภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/145810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pWdJY99DQp5eI6ZDSF-eb

  • รมว.ทส. ผลักดัน “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เร่งบูรณาการสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 | TOPNEWS

    รมว.ทส. ผลักดัน “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เร่งบูรณาการสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 | TOPNEWS

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) สั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หารือร่วมกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในมิติการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

    ที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) ข้อเสนอเพื่อประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจไทย และแนวทางขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ อาทิ การผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่าน และการยกระดับกลไกบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเสาหลักการพัฒนาทั้ง 4 เสาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประชุม คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1566919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a_cuUWwaQnOoFbKua8nQO

  • BOI ไฟเขียว 6 โครงการทุ่มงบเฉียด 1 ล้านล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล

    BOI ไฟเขียว 6 โครงการทุ่มงบเฉียด 1 ล้านล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล

    วันนี้ (6 พ.ค.2569) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยผลการประชุมบอร์ดบีโอไอ ที่ประชุม โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน มีมติอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท

    ส่งสัญญาณบวกที่ชัดเจนต่อนักลงทุนต่างชาติว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายการลงทุนที่โดดเด่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว

    โครงการที่ได้รับการอนุมัติครั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญคือการลงทุนของ บ.ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา โครงการนี้เป็นการขยายการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และระบบดาตาโฮสติง เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญ สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาคอาเซียน

    โดยบริษัทมีแผนพัฒนาหลักสูตร Digital Literacy และ e-Commerce เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย และพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลของประเทศให้มีศักยภาพสูงขึ้น

    นอกจากติ๊กต๊อกแล้ว ยังมีโครงการศูนย์รวมข้อมูลหรือ Data Center อีก 2 โครงการ ได้แก่ บ.สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงทุน 46,869 ล้านบาท ที่ จ.ฉะเชิงเทรา รองรับ IT Load 200 เมกะวัตต์

    และ บ.บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด ลงทุน 24,619 ล้านบาท ที่ จ.ชลบุรี รองรับ IT Load 134 เมกะวัตต์ ทำให้ 3 โครงการ Data Center รวมมูลค่ากว่า 913,838 ล้านบาท

    โครงการอื่น ๆ ที่ได้รับการอนุมัติประกอบด้วย

    • บริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ลงทุน 8,180 ล้านบาท ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ได้รับสิทธิจาก Procter & Gamble (P&G) ตั้งโรงงานที่ จ.ระยอง เพื่อรองรับตลาดเอเชีย
    • บริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ขนาด 89.7 เมกะวัตต์ ลงทุน 4,728 ล้านบาท ที่ จ.นครราชสีมา
    • บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ลงทุน 31,422 ล้านบาท ที่ จ.ชัยภูมิ เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยโพแทสสำหรับภาคการเกษตร

    นอกจากการอนุมัติโครงการใหญ่แล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบคัดเลือกโครงการสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass ล็อตที่ 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ มูลค่ารวม 52,104 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ในระบบ Thailand FastPass ทั้งหมด 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท

    BOI ไฟเขียว 6 โครงการทุ่มงบเฉียด 1 ล้านล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล

    BOI ไฟเขียว 6 โครงการทุ่มงบเฉียด 1 ล้านล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล

    ระบบนี้จะเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ-อนุญาตจากหลายหน่วยงาน เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ในส่วนของการรองรับการลงทุนระยะยาว บอร์ดบีโอไอ ไหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อย่างเข้มข้น เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัด

    มาตรการที่สำคัญ ได้แก่

    • การเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ใหม่
    • การผลักดันกลไก Direct PPA ที่ให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง
    • การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจง (Utility Green Tariff 2: UGT2)
    • การปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เช่น การผ่อนคลายเงื่อนไขใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พค.2) สำหรับ Solar Rooftop และการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) สำหรับ Solar Farm

    นายนฤตม์ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก การที่นักลงทุนยังคงเลือกประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการเป็น Tech Hub ของภูมิภาค บีโอไอจึงมุ่งพัฒนาระบบนิเวศการลงทุนอย่างครบวงจร ทั้งการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด การเสริมสร้างซัพพลายเชนอุตสาหกรรมใหม่ และการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass

    การลงทุนครั้งนี้คาดว่าจะสร้างงานคุณภาพสูง สร้างรายได้ให้ประเทศ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และผลักดันเศรษฐกิจไทยไปสู่โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการพัฒนาศูนย์รวมข้อมูล ที่จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ให้แข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    อ่านข่าวอื่น :

    “ณัฐชา” จี้กรมประมงโชว์ DNA ปลากระป๋องปลานิลหลังพบ “ไม่ตรงปก”

    เริ่มแล้ว “ธงเขียว พลัส” ลดต้นทุนเกษตรกรสูงสุด 2,100 บาท

    “ดร.โจ” ยื่นลาออก สส.สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “เพชร กรุณพล” ขยับขึ้นแทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EOgWOVzsBlOnAjElmRjR3

  • พรรคเศรษฐกิจผวายิวตั้งชุมชนเกาะพะงัน เสี่ยงดึงไทยสู่สงคราม | เดลินิวส์

    พรรคเศรษฐกิจผวายิวตั้งชุมชนเกาะพะงัน เสี่ยงดึงไทยสู่สงคราม | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 พ.ค. 69 ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำทีมโดย นายคริส โปตระนันทน์  สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค แถลงข่าวว่า พรรคได้หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน ที่มีความสุ่มเสี่ยงดึงประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสงครามตะวันออกกลาง จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ชาวอิสราเอลได้มาพักอาศัยในระยะยาวประมาณ 4,000 คน และมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลผ่านนโยบายฟรีวีซ่าของรัฐบาลที่เปรียบเสมือนการเปิดประตูกว้างโดยไม่มีการคัดกรองอีกประมาณ 3,000 คน รวมประมาณ 7,000 คน ทำให้เกิดปัญหาในพื้นที่ 2 ประเด็น คือ 1.มีการสร้างชาบาด ที่เป็นสถานที่สำหรับทำพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งอาจเป็นเป้าในการทำลายของประเทศคู่สงครามและจะทำให้เกาะพะงันได้รับความเดือดร้อน 

    2.มีการสร้างโรงแรม โรงเรียน และสถานประกอบการต่าง ๆ รวมทั้งมีการจัดงานเลี้ยงโดยมียาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งเสียงดังรบกวนการดำรงชีวิตของชาวเกาะพะงัน อีกทั้งอาจเกิดปัญหาอาชญากรรม และมีการซื้อขายกิจการต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันระหว่างชาวอิสราเอลกันเอง โดยไม่มีการเสียภาษีผ่านประเทศไทย ทำให้ประเทศขาดรายได้

    นายคริส กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจขอเรียกร้องให้รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งขอให้ทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า และขอให้สื่อมวลชนร่วมกันตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5839918/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VPbnXXmC6jU4lOhgqX5MP

  • “พรรคเศรษฐกิจ” หวั่นชาวยิวตั้งรกรากเกาะพะงันกระทบอธิปไตยไทย

    “พรรคเศรษฐกิจ” หวั่นชาวยิวตั้งรกรากเกาะพะงันกระทบอธิปไตยไทย

    “พรรคเศรษฐกิจ” หวั่นชาวยิวตั้งรกรากเกาะพะงันกระทบอธิปไตยไทย

    “พรรคเศรษฐกิจ” หวั่นชาวยิวตั้งรกรากเกาะพะงันกระทบอธิปไตยไทย อาจเกิดสงครามคล้ายตะวันออกกลาง ซ้ำรอย “ชักศึกเข้าบ้าน” จี้รัฐเร่งตรวจสอบก่อนความเสี่ยงลามกระทบความมั่นคงชาติ

    นายคริส โปรตระนันท์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวกรณีปัญหาชุมชนชาวยิวบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ระบุว่า พรรคเศรษฐกิจได้ปรึกษากับประธานในที่ประชุมถึงปัญหาที่ชาวยิวมาตั้งรกรากอยู่บนเกาะพะงัน ซึ่งได้พูดในสภาไปแล้ว 2-3 เรื่อง แต่อยากขยายความให้ประชาชนฟังว่าทำไมเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจับตา

    นายคริส กล่าวต่อว่า ปัญหานี้อาจมองว่าเป็นปัญหาเล็กเฉพาะกลุ่ม แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น บนเกาะพะงันมีชาวอิสราเอลที่อยู่ระยะยาวประมาณ 4,000 คน ทั้งคนที่ถือวีซาระยะยาวและคนที่ทำธุรกิจ

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายคริส โปรตระนันท์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลกว่า 3,000 คน รวมกว่า 7,000 คน แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนี้เป็นคนไม่ดีและไม่ใช่การเหยียดชนชาติ แต่เป็นปัญหาที่มองเห็นว่าการมีสงครามตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลว่าการที่ชาวอิสราเอลเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยอาจเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอำนาจอธิปไตยหรือไม่

    หรือเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งชาวอิสราเอลมีศัตรูหลากหลายประเทศ และไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายหรือเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มประเทศต่าง ๆ มาถึงชุมชนเหล่านี้หรือไม่

    ตนจึงอยากบอกว่าวันนี้ไม่ใช่แค่คนพะงันที่กังวลเรื่องนี้ แต่เป็นคนไทยทั้งประเทศที่สนใจเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการใช้สารเสพติดบนชายหาดและการเปิดกิจการเถื่อนบนเกาะพะงันทั้งโรงเรียนและโรงแรม รวมถึงยังมีการซื้อขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชันของเขาเองโดยที่เงินไม่เคยผ่านประเทศไทย

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายคริส โปรตระนันท์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ

    จึงตั้งคำถามว่าประเทศไทยได้อะไรจากสิ่งนี้ และคุ้มหรือไม่หากวันหนึ่งจะกลายเป็นจุดที่ทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดึงเข้าไปในสงคราม ซึ่งอาจจะทำให้ชาวบ้านถูกลูกหลงด้วย

    นอกจากนี้ ชาวอิสราเอลที่เข้ามาในประเทศไทย เข้ามาแบบฟรีวีซา เหมือนเปิดประตูโดยที่เราไม่มีโอกาสได้คัดกรอง หมายความว่าอาชญากรอาจเข้ามาได้ และย้ำว่าพรรคเศรษฐกิจเป็นพรรคที่ยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศก่อนเสมอ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/274846&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dD022SXF8B1e-7tp05m42

  • Moody’s ยก ‘ไทย’ ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    Moody’s ยก ‘ไทย’ ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ‘มูดีส์” ชู ‘ประเทศไทย’ ติดท็อป 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด จากการ ‘ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแต่เนิ่นๆ’ และ ‘ทุนสำรองที่แข็งแกร่ง’ แต่เตือนให้ระวังหนี้ภาครัฐ

    บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Ratings ออกบทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุดว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งรวมถึง “ประเทศไทย” สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น โดยไม่เจอการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของต้นทุนความเสี่ยง (risk premium) หรือสูญเสียความสามารถการระดมทุนในตลาด เหมือนวิกฤติที่ผ่านๆ มา

    “ประเทศไทย” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของ 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ที่สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น แม้ต้องเผชิญทั้งวิกฤติโควิด-19 วงจรขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก ความตึงเครียดในภาคธนาคาร และความขัดแย้งด้านการค้า 

    ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยให้รับมือวิกฤติได้ดีขึ้น มาจาก “การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่เนิ่นๆ” และการสะสม “กันชนทางการเงิน และทุนสำรองระหว่างประเทศ” รวมถึงสภาพคล่องโลกที่ยังเอื้ออำนวยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แรงกดดันต่อตลาดสะท้อนผ่าน “การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทน” หรือบอนด์ยีลด์เป็นส่วนใหญ่ มากกว่าจะสะท้อนผ่านการปรับเพิ่มความเสี่ยงเครดิตของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    Moody’s อธิบายว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่งยังเผชิญความผันผวนด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินตามวัฏจักรดอกเบี้ยโลก แต่ส่วนต่างความเสี่ยงเครดิต หรือ risk premum ไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรงเหมือนวิกฤติในอดีต สะท้อนว่าตลาดยังเชื่อมั่นต่อกรอบนโยบายเศรษฐกิจ และความสามารถในการบริหารเสถียรภาพของประเทศเหล่านี้

    รายงานแบ่งประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง กลุ่มที่ยังยืดหยุ่นแต่มีเงื่อนไข และกลุ่มเปราะบาง โดย 5 ประเทศอย่าง อินเดีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีผลลัพธ์ดีที่สุด โดยมีการปฏิรูปนโยบายล่วงหน้า โดยเฉพาะด้านกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน การบริหารจัดการหนี้ และการพัฒนาตลาดเงินสกุลท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้สามารถดูดซับแรงกระแทกผ่านกลไกตลาดได้ โดยไม่ลุกลามเป็นวิกฤติด้านเครดิตหรือการระดมทุน

    กราฟนี้แสดงให้เห็นผลงานที่ดีของ 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ดังกล่าว โดยวัดจากความสามารถในการรับแรงกระแทกผ่านตัวชี้วัดตลาด 4 ด้าน ได้แก่ 

    1. ความผันผวนของสเปรดความเสี่ยงพันธบัตรรัฐบาล (Sovereign OAS)
    2. ความผันผวนของส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรเทียบกับสหรัฐ 
    3. การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน 
    4. ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ขณะที่ตุรกี อาร์เจนตินา และไนจีเรีย อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่สุดโดยเผชิญแรงกดดันตลาดสูงจากข้อจำกัดด้านนโยบาย เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านต่างประเทศ

    ไทยติดกลุ่มท็อป 5 ปฏิรูปเร็ว-กันชนแกร่ง

    Moody’s ยกตัวอย่าง “ไทยและอินเดีย” (เครดิตเรตติ้ง Baa1 แนวโน้มมีเสถียรภาพ) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่ามีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือแรงกระแทกของโลกในอนาคต

    ปัจจัยสำคัญมาจาก “การดำเนินนโยบายสำคัญซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพมาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดความผันผวนในภายหลัง” นอกจากนี้ ยังมีกรอบนโยบายการเงินที่มีความชัดเจน และคาดการณ์ได้ เงินเฟ้ออยู่ภายในกรอบที่คาดการณ์เอาไว้ และอัตราแลกเปลี่ยนสามารถยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ความผันผวนของค่าเงินจะลุกลามไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ หรือบีบให้ต้องเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ทั้งสองประเทศยังมีจุดเด่นเรื่อง “กันชนที่แข็งแกร่ง และเข้าถึงได้” อินเดียพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายในประเทศ โดยมีตลาดภายในที่ลึก และทุนสำรองขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งภายนอก จากฐานะดุลการชำระเงินระยะยาวที่แข็งแรง และหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ 

    อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูง และดุลการคลังที่อ่อนแอของอินเดีย จำกัดพื้นที่ในการตอบสนองต่อแรงกระแทกต่อเนื่อง ขณะที่ในส่วนของไทยนั้น “ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น” มีความเสี่ยงที่จะลดทอนความสามารถในการรับมือกับวิกฤติในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1232661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dz5QiLBLJ3iBWrbzKhX6h

  • อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชาเผย อีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าประเทศไทยได้

    วันที่ 6 พ.ค. 69 เคซีย์ บาร์เน็ตต์ อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา กล่าวว่า ในอีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าไทยได้ หากกัมพูชาดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง

    บาร์เน็ตต์กล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลที่ไทยกล้ารุกรานกัมพูชาคือช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ แต่ช่องว่างนั้นกำลังแคบลง

    ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.1% ในขณะที่เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตอย่างน้อย 4.8% ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกัมพูชาเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี ในขณะที่ GDP ไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปี

    FB/Casey Barnett
    อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    บาร์เน็ตต์บอกว่า “เศรษฐกิจของกัมพูชาพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก ในขณะที่ไทยมีประชากรมากกว่า แต่ช่องว่างด้านประชากรของกัมพูชากำลังแคบลง”

    ปีที่แล้ว ไทยมีอัตราการเกิด 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ในขณะที่กัมพูชามี 2.5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน หากอัตราการเกิดของกัมพูชายังคงอยู่ที่ 2.5 ต่อไป กัมพูชาจะมีประชากรมากกว่าประเทศไทยในอีก 75 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่าอัตราการเกิดของกัมพูชาลดลงจาก 3.8 ในปี 2000 เหลือ 2.5 ในปี 2025

    องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า อัตราการเกิดของกัมพูชาจะลดลงเหลือ 1.8 ภายในปี 2100

    หากอัตราการเกิดของกัมพูชาลดลงตามที่องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ บาร์เน็ตต์เชื่อว่า กัมพูชาจะล้าหลังประเทศไทยไปตลอดกาล เขาชี้ว่า เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางดินแดน กัมพูชาต้องใช้มาตรการเพื่อรักษาอัตราการเกิด ตามประสบการณ์ของบางประเทศในยุโรป เมื่ออัตราการเกิดลดลงเหลือ 1.5 จะเป็นการยากที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    บาร์เน็ตต์เสนอมาตรการเชิงนโยบาย 6 ข้อที่เขาเชื่อว่าจะเพิ่มจำนวนประชากรและกำลังแรงงาน โดยการให้ลาคลอด 6 เดือน รัฐบาลสามารถขยายเวลาลาคลอดจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสุขภาพและการพัฒนาสมองของเด็กผ่านช่วงเวลาการให้นมบุตรที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้หญิงอยู่ในกำลังแรงงานต่อไป และประเทศจะได้รับประโยชน์จากแรงงานและผลิตภาพของพวกเธอ

    การจัดหาคูปองมูลค่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) สำหรับค่าเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน สำนักงานประกันสังคมแห่งชาติ (NSSA) ควรออกบัตรกำนัลดิจิทัลมูลค่า 100 ดอลลาร์สำหรับเด็กแรกเกิดทุกคน เดือนละ 1 ใบ และสำหรับเด็กอายุ 13 เดือนถึง 69 เดือน บัตรกำนัลเหล่านี้สามารถมอบให้กับศูนย์ดูแลเด็กเอกชนหรือโรงเรียนอนุบาล โดยผู้ปกครองสามารถยื่นบัตรกำนัลเหล่านี้ต่อ NSSA เพื่อชำระเงิน

    การอนุญาตให้ใช้บัตรกำนัลเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับการชำระค่าเลี้ยงดูเด็กเอกชน ในการทดลองก่อนหน้านี้ในกัมพูชา บัตรกำนัลถูกใช้สำหรับศูนย์ดูแลเด็กของรัฐบาลหรือเอกชน อย่างไรก็ตาม การใช้บัตรกำนัลมีเพียง 5.4% เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ในประเทศอื่น ๆ ที่อนุญาตให้ผู้ปกครองเลือกสถานที่ในโรงเรียนอนุบาลเอกชน การใช้บัตรกำนัลสูงกว่า 66%

    ผู้ปกครองควรได้รับอนุญาตให้เลือกศูนย์ดูแลเด็กเอกชนที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับพวกเขา หากนำวิธีการนี้ไปใช้ การใช้บัตรกำนัลอาจเพิ่มขึ้น 15%

    ขณะเดียวกัน แม้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ให้การสนับสนุนสตรีมีครรภ์ในการคลอดบุตร แต่ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยากเพื่อช่วยให้สตรีตั้งครรภ์ได้ ปัจจุบันสตรีในกัมพูชามีการศึกษามากขึ้นและมีอาชีพการงานที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหมายความว่าสตรีจำนวนมากขึ้นมีบุตรในวัยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพสำหรับสตรีบางคน

    ดังนั้น กัมพูชาสามารถช่วยรักษาระดับอัตราการเจริญพันธุ์ของประชากรได้โดยการครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

    การให้เงินโบนัส 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 97,000 บาท) แก่คู่สมรสที่มีบุตรคนที่ 3 และ 4 ขึ้นไป งานวิจัยในประเทศอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่า เงินโบนัสสำหรับบุตรคนแรกไม่ได้เพิ่มอัตราการเกิด แต่ทำให้พ่อแม่มีบุตรคนแรกเร็วขึ้น ในทางกลับกัน เงินโบนัสและการสนับสนุนสำหรับการมีบุตรคนที่ 2 หรือ 3 อาจมีประสิทธิภาพในการเพิ่มอัตราการเกิด

    นอกจากนี้ เพื่อรักษาระดับอัตราการเกิดและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ บาร์เน็ตต์มองว่า กัมพูชาควรหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร หากชายชาวกัมพูชาอายุ 18 ปีทุกคนต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา  2 ปี จะส่งผลให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงทันที 0.5% ต่อปี หากมีชาย 300,000 คนถูกดึงออกจากกำลังแรงงาน

    ไม่เพียงเท่านั้น การเกณฑ์ทหารยังส่งผลให้ผลิตภาพในชีวิตและรายได้ลดลง การเกณฑ์ทหารยังทำให้คนหนุ่มสาวพลาดโอกาสในการศึกษาต่อในสาขาที่ตนเองต้องการ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและวิศวกรรม นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับราชการทหารยังส่งผลให้การแต่งงานล่าช้าอีกด้วย

    การดึงดูดชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนให้กลับมายังกัมพูชา เนื่องจากอัตราการอพยพที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้กัมพูชาสูญเสียแรงงานไปมากถึง 30,000 คน ชาวกัมพูชาที่มีการศึกษาสูงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ต่างประเทศ โดยประมาณ 360,000 คนอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

    เพื่อดึงดูดชาวกัมพูชาให้กลับมายังประเทศ สถานทูตกัมพูชาในต่างประเทศแต่ละแห่งควรกำหนดเป้าหมาย KPI ในการออกหนังสือเดินทางให้กับชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งในแต่ละปี การทำเช่นนี้จะช่วยให้สถานทูตกัมพูชาสามารถดำเนินการเชิงรุกในการส่งเสริมและดึงดูดชาวกัมพูชาให้กลับมาได้

    กัมพูชายังต้องการดึงดูดแรงงานที่มีการศึกษาและทักษะสูงจากประเทศอื่น ๆ ด้วย โดยกัมพูชาอาจออกวีซ่า 10 ปีและวีซ่าถาวรสำหรับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศพัฒนาแล้วที่ได้รับการคัดเลือก

    ปัจจุบัน กัมพูชาออกวีซ่าได้เพียง 1 ปี และบางครั้งก็ยากที่จะขอวีซ่าสำหรับคู่สมรสหรือญาติคนอื่น ๆ

    ในขณะเดียวกัน กัมพูชาอาจยกเลิกโควตาแรงงานสำหรับชาวต่างชาติที่จัดตั้งธุรกิจในประเทศโดยมีพนักงานน้อยกว่า 20 คน

    บาร์เน็ตสรุปว่า เพื่อเป็นทุนสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ กัมพูชาอาจเพิ่มภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปีและขยายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปทั่วประเทศ

    ปัจจุบัน ภาษีทรัพย์สินประจำปีอยู่ที่เพียง 0.1% ของ 80% ของมูลค่าตลาดของทรัพย์สิน ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกา ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปีมีตั้งแต่ 0.5% ถึง 2%

    เรียบเรียงจาก Khmer Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/274821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21vyLK5E_pl8FcF6SWClQs

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-8f33b36a1a”>

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    รายได้เกษตรกร หดตัวต่อเนื่อง จากราคาอ้อยขั้นต้นลดลงมาก ตามผลผลิตโลกที่เพิ่มขึ้น และราคาข้าวเปลือกเจ้าหดตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการส่งออกที่ลดลง ส่วนผลผลิตขยายตัว ตามผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับผลผลิตบางส่วนเลื่อนมาเก็บเกี่ยวในไตรมาสนี้ หลังเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่เมื่อปลายปีก่อน

    rn

     

    rn

    ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวมาก จากการผลิตน้ำตาลเป็นสำคัญ ตามปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น และเลื่อนมาเข้าหีบช่วงนี้ ด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทโฟน และรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มลดลงตามสต็อกที่สูง การผลิตสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

    rn

     

    rn

    การท่องเที่ยว หดตัวเล็กน้อย ตามความต้องการท่องเที่ยวที่ลดลงมากในช่วงปลายไตรมาส จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัญหาฝุ่นควัน ขณะที่ช่วงต้นไตรมาสจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติขยายตัวได้ดี โดยชาวไทยขยายตัวตามกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น เช่น กีฬามหาวิทยาลัย และคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ด้านชาวต่างเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีน

    rn

     

    rn

    การอุปโภคบริโภค หดตัวมาก จากการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หลังหมดมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ประกอบกับกำลังซื้อยังอ่อนแอ หมวดยานยนต์หดตัว ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า หลังสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 รวมทั้งหมวดบริการลดลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว จากฐานต่ำในช่วงก่อนหน้า และยังไม่สะท้อนทิศทางที่ดีขึ้น โดยขยายตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุน ในกลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากฐานต่ำ ด้านการลงทุนก่อสร้างทรงตัวในระดับต่ำ แม้ยอดขายวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเร่งซื้อก่อนปรับขึ้นราคา

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร หดตัว ตามการนำเข้าเหล็กและแร่จากเมียนมาหดตัว หลังจากเร่งไปในช่วงก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกขยายตัวได้ จากการส่งออกผลไม้ไปจีน และน้ำมันเชื้อเพลิงไปลาว ขณะที่การส่งออกไปเมียนมาหดตัวต่อเนื่องเกือบทุกหมวดสินค้า อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง และเครื่องแต่งกาย จากผลของสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อ ติดลบมากขึ้น ตามราคาหมวดพลังงานและหมวดอาหารสดที่ลดลง โดยผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบเฉพาะช่วงปลายไตรมาส

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน กลับมาหดตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 กลับมาหดตัว โดยความต้องการจ้างงานลดลงเกือบทุกจังหวัด ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 

    rn

     

    rn

    แนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่าหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องจากด้านราคา การผลิตลดลงเล็กน้อยโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ทั้งนี้ ต้องติดตามประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
    rn

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    6 พฤษภาคม 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-3777acced8″>

    รายได้เกษตรกร หดตัวต่อเนื่อง จากราคาอ้อยขั้นต้นลดลงมาก ตามผลผลิตโลกที่เพิ่มขึ้น และราคาข้าวเปลือกเจ้าหดตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการส่งออกที่ลดลง ส่วนผลผลิตขยายตัว ตามผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับผลผลิตบางส่วนเลื่อนมาเก็บเกี่ยวในไตรมาสนี้ หลังเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่เมื่อปลายปีก่อน

    ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวมาก จากการผลิตน้ำตาลเป็นสำคัญ ตามปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น และเลื่อนมาเข้าหีบช่วงนี้ ด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทโฟน และรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มลดลงตามสต็อกที่สูง การผลิตสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

    การท่องเที่ยว หดตัวเล็กน้อย ตามความต้องการท่องเที่ยวที่ลดลงมากในช่วงปลายไตรมาส จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัญหาฝุ่นควัน ขณะที่ช่วงต้นไตรมาสจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติขยายตัวได้ดี โดยชาวไทยขยายตัวตามกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น เช่น กีฬามหาวิทยาลัย และคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ด้านชาวต่างเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีน

    การอุปโภคบริโภค หดตัวมาก จากการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หลังหมดมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ประกอบกับกำลังซื้อยังอ่อนแอ หมวดยานยนต์หดตัว ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า หลังสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 รวมทั้งหมวดบริการลดลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว จากฐานต่ำในช่วงก่อนหน้า และยังไม่สะท้อนทิศทางที่ดีขึ้น โดยขยายตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุน ในกลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากฐานต่ำ ด้านการลงทุนก่อสร้างทรงตัวในระดับต่ำ แม้ยอดขายวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเร่งซื้อก่อนปรับขึ้นราคา

    การค้าผ่านด่านศุลกากร หดตัว ตามการนำเข้าเหล็กและแร่จากเมียนมาหดตัว หลังจากเร่งไปในช่วงก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกขยายตัวได้ จากการส่งออกผลไม้ไปจีน และน้ำมันเชื้อเพลิงไปลาว ขณะที่การส่งออกไปเมียนมาหดตัวต่อเนื่องเกือบทุกหมวดสินค้า อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง และเครื่องแต่งกาย จากผลของสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

    อัตราเงินเฟ้อ ติดลบมากขึ้น ตามราคาหมวดพลังงานและหมวดอาหารสดที่ลดลง โดยผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบเฉพาะช่วงปลายไตรมาส

    ตลาดแรงงาน กลับมาหดตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 กลับมาหดตัว โดยความต้องการจ้างงานลดลงเกือบทุกจังหวัด ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 

    แนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่าหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องจากด้านราคา การผลิตลดลงเล็กน้อยโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ทั้งนี้ ต้องติดตามประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    6 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northern-economy/the-state-of-northern-economy/Northern_2569Q1_Press_All.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U5FKez8ROkzP1diYuk2DL

  • ภาพรวมเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย

    ภาพรวมเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย

    ข้อมูลล่าสุดจาก Statistics Netherlands (CBS) ซึ่งวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือ Business Cycle Tracer ที่ใช้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ในเดือนเมษายน 2569 มีสัญญาณเชิงลบมากขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 โดยพบว่า ตัวชี้วัดเศรษฐกิจจำนวน 10 จากทั้งหมด 13 ตัว อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนถึงภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

    เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดสำคัญ พบว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงอย่างชัดเจนและอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพและแนวโน้มเศรษฐกิจ ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตยังคงอยู่ในระดับลบใกล้เคียงเดิม แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปริมาณการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักร แร่ธาตุ และอุปกรณ์ขนส่ง อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนกลับลดลงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง

                ภาคการผลิตยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลงร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลงร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในภาคการผลิต

    ในทางกลับกัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแรงหนุน โดยในเดือนมีนาคม 2569 ราคาบ้านที่อยู่อาศัย (ไม่รวมบ้านสร้างใหม่) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สำหรับตลาดแรงงาน แม้ยังคงมีเสถียรภาพ แต่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยในเดือนมีนาคม 2569 มีผู้ว่างงานประมาณ 407,000 คน คิดเป็นร้อยละ 4.0 ของกำลังแรงงาน และในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ว่างงานลดลงเฉลี่ยเดือนละ 1,000 คน อย่างไรก็ตาม จำนวนชั่วโมงทำงานรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่กว่า 3.7 พันล้านชั่วโมง และลดลงร้อยละ 0.2 จากไตรมาสก่อน ขณะที่จำนวนตำแหน่งงานว่างลดลงเหลือ 378,000 ตำแหน่ง ลดลง 6,000 ตำแหน่งจากไตรมาสก่อน และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565

    ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการประเมินเบื้องต้นของ CBS พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเนเธอร์แลนด์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งชะลอลงจากร้อยละ 0.4 ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงการเติบโตในระดับต่ำ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 โดยเฉพาะในเครื่องบินและเครื่องจักร และการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและค่าจ้างแรงงาน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตยังคงมีอยู่ โดยการบริโภคของภาคครัวเรือนยังคงทรงตัว แม้จะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในหมวดเสื้อผ้าและอาหาร แต่ลดลงในหมวดอุปกรณ์การขนส่งและเชื้อเพลิง ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าและบริการลดลงร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 1.2 โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง แม้ว่าการส่งออกบริการจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 ก็ตาม ด้านการนำเข้าสินค้าและบริการยังคงทรงตัว ส่งผลให้ดุลการค้าเป็นปัจจัยลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ พบว่า ภาคสถาบันการเงินมีการเติบโตสูงสุดที่ร้อยละ 2.1 ขณะที่ภาครัฐเติบโตร้อยละ 0.6 และเมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองภาคส่วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ ในทางตรงกันข้าม ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการธุรกิจเป็นภาคส่วนที่ส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตของ GDP

    เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ยังคงขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาครัฐที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 การบริโภคภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 และการลงทุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่ร้อยละ 2.3 ส่งผลให้ดุลการค้ายังคงเป็นปัจจัยลบต่อการเติบโต

    ในด้านเสถียรภาพราคา อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 2.8 ตามการประมาณการเบื้องต้น เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.7 ในเดือนมีนาคม โดยราคาสินค้าในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่อยู่ประมาณร้อยละ 0.6 อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรายเดือนดังกล่าวอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยตามฤดูกาล เช่น การลดราคาสินค้าในบางช่วงเวลา

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต. 

               จากรายงานข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจสะท้อนว่า เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ในช่วงไตรมาส ปี 2569 มีการเติบโตในระดับต่ำ พึ่งพาการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนเป็นหลัก ขณะที่ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างชัดเจน ภาคการผลิตอ่อนแอ การบริโภคภาคครัวเรือนยังอยู่ในภาวะทรงตัว ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวแม้ยังคงมีเสถียรภาพ และเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับปานกลางแต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ยังสามารถขยายตัวได้ แต่มีลักษณะเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vw4dd4ja6geft987kwpofeyj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AJCNW9j32V4UrWTqoB1Ye