Category: เศรษฐกิจ

  • คว่ำบาตรก็ทำอะไรไม่ได้! ทำไม ‘เกาหลีเหนือ’ รวยขึ้นทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติโดดเดี่ยว

    คว่ำบาตรก็ทำอะไรไม่ได้! ทำไม ‘เกาหลีเหนือ’ รวยขึ้นทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติโดดเดี่ยว

    หากพูดถึงประเทศที่ถูกตัดขาดและโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ ‘เกาหลีเหนือ’ อยู่เป็นอันดับต้น ๆ ด้วยระบบการเมืองที่เข้มงวด การปิดประเทศเน้นพึ่งพาตนเอง และถูกนานาชาติคว่ำบาตรอย่างรุนแรง ทว่าท่ามกลางวงล้อมอุปสรรคและความยากลำบากทั้งหมดนี้ เกาหลีเหนือกลับยังคงยืนหยัดและเอาตัวรอดมาได้อย่างน่าทึ่ง 

    แถมเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในปี 2025 ยังเติบโตขึ้น 3.5% อีกด้วย โดยมีแรงหนุนหลักมาจากการค้าที่ขยายตัวกับรัสเซียและจีน ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้เศรษฐกิจเกาหลีเหนือเติบโตเกิน 3% ติดต่อกันเป็นปีที่สามแล้ว แม้จะลดลงเล็กน้อยจากปี 2024 ที่เคยโตถึง 3.7% ก็ตาม 

    แต่มูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมของเกาหลีเหนือตอนนี้ได้พุ่งแซงหน้าปี 2017 ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะโดนสหประชาชาติ (UN) คว่ำบาตรอย่างเต็มรูปแบบ 

    คำถามก็คือ “เกาหลีเหนือรวยขึ้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตรอยู่” 

    นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า “เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากการส่งกำลังพลและการส่งออกอาวุธให้แก่รัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าสร้างมูลค่ารวมกันสูงกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท)

    นอกเหนือจากนี้ยังรวมถึงการค้าขายอย่างต่อเนื่องกับประเทศจีน และการทำกิจกรรมทางไซเบอร์ที่ผิดกฎหมายอย่างการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี 

    ลาภลอยชั่วคราว หรือ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น? 

    (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

    (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

    คำถามที่สำคัญกว่าในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าเกาหลีเหนือรวยขึ้นจริงไหม? แต่คือเงินเหล่านั้นมาจากไหนและสะท้อนถึงอะไร? รายได้ส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์การเมืองโลกที่เป็นใจ มากกว่าจะเกิดจากความสามารถในการผลิตภายในประเทศที่ยั่งยืน นอกจากนี้ เงินส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาและยกระดับกองทัพให้ทันสมัยขึ้น

    สิ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า “รัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังได้รับเพียงแค่ ‘ลาภลอยชั่วคราว’ หรือพวกเขากำลังสร้าง ‘ระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น’ จนสามารถทนทานต่ออุปสรรคต่าง ๆ ในอนาคตได้จริง ๆ?”

    คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า

    “การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในปัจจุบันจะอยู่ได้นานแค่ไหน แม้ว่า คิม จองอึน จะพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจแบบ ‘พึ่งพาตนเอง’ มาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริง การฟื้นตัวในตอนนี้ยังคงต้องพึ่งพารัสเซีย จีน รวมถึงรายได้จากช่องทางที่ผิดกฎหมายเป็นหลัก”

    แทนที่จะมองว่านโยบายพึ่งพาตนเองกับความช่วยเหลือจากต่างชาตินั้นย้อนแย้งกัน แท้จริงแล้วนี่อาจเป็นแผนการคนละขั้นของกลยุทธ์เดียวกัน โดยเกาหลีเหนือเลือกที่จะพึ่งพารายได้จากภายนอกในวันนี้ เพื่อนำเงินทุนมาสร้างระบบเศรษฐกิจในบ้านตัวเองให้แข็งแกร่งและยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองในวันข้างหน้า

    ในปัจจุบัน เริ่มมีสัญญาณให้เห็นแล้วว่าเกาหลีเหนือกำลังใช้กลยุทธ์นี้จริง ๆ…

    เมื่อเดือนมกราคมปี 2024 คิม จองอึน ได้ประกาศนโยบายใหม่ที่เน้นการสร้างและปรับปรุงโรงงานให้ทันสมัย รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ล้าหลังกว่าเมืองหลวงอย่างเปียงยางมาโดยตลอด

    นโยบายนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่เกาหลีเหนือกระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย จึงเป็นไปได้ว่า คิมอาจมองเห็นโอกาสที่จะนำรายได้เหล่านั้นมาลงทุนภายในประเทศ แทนที่จะเอาไปใช้พัฒนาแค่กองทัพเพียงอย่างเดียว

    ในทำนองเดียวกัน การขยายแผนพัฒนาไปสู่ระบบสาธารณสุข การศึกษา ที่อยู่อาศัย การขนส่ง และการเกษตร ก็จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต

    หากรายได้จากการส่งออกอาวุธและการโจรกรรมไซเบอร์ถูกนำมาจัดสรรให้กับภาคส่วนเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เกาหลีเหนือก็จะสามารถสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากการค้ากับจีน ความต้องการที่ลดลงจากรัสเซีย หรือแรงกดดันระลอกใหม่จากนานาประเทศ

    พึ่งพา-ค้าขายกับจีนมากขึ้น!

    (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

    (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

    มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในครึ่งแรกของปีพุ่งแตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 หมื่นล้านบาท) เติบโตขึ้น 19.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างเต็มรูปแบบเพื่อลงโทษกรณีทดลองนิวเคลียร์

    “ตัวเลขการค้าที่พุ่งสูงขึ้นนี้ เป็นผลมาจากความตั้งใจของจีนที่จะกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะการเดินทางเยือนกรุงเปียงยางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่อิทธิพลของจีน หลังจากที่เกาหลีเหนือหันไปสร้างความสัมพันธ์และทำข้อตกลงค้าอาวุธกับรัสเซียอย่างหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา”

    — สำนักข่าว Bloomberg รายงาน

    แม้ว่ามติคว่ำบาตรของ UN จะสั่งห้ามเกาหลีเหนือส่งออกแร่ธาตุหลัก เช่น ถ่านหิน เหล็ก หรือตะกั่วอย่างเด็ดขาด แต่ในตัวบทกฎหมายกลับไม่ได้ระบุรายชื่อ ‘แร่ทังสเตน’ ไว้ในบัญชีห้ามส่งออกอย่างชัดเจน เกาหลีเหนือจึงใช้ช่องโหว่นี้ขยายการทำเหมืองและส่งออกแร่ทังสเตนเข้าสู่จีนได้อย่างเปิดเผยเพื่อโกยเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล

    แร่ทังสเตนกลายเป็นสินค้าเนื้อหอมที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมโลกในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นแร่หายากที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ‘มีจุดหลอมเหลวสูงที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด’ ซึ่งความแข็งแกร่งและทนความร้อนระดับสูงนี้ทำให้มันถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบหลักในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือชิปคอมพิวเตอร์ รวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

    ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่โลกเผชิญกับภาวะสงคราม แร่ทังสเตนยังเป็นวัตถุดิบทางยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมทหาร สำหรับใช้หล่อลำกล้องปืนใหญ่และผลิตหัวกระสุนเจาะเกราะ ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นจากทั้งฝั่งเทคโนโลยีและกองทัพนี้เอง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แร่ทังสเตนของเกาหลีเหนือกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก

    ท่ามกลางสงครามการค้าและเทคโนโลยีที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ จีนได้ยกระดับการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากของตนเอง พร้อมกับหันมากวาดซื้อแร่ทังสเตนจากเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นกว่า 13 เท่า

    การดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสะสมแร่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในอุตสาหกรรมชิปและอาวุธไว้ในมือของจีนเพื่อคุมห่วงโซ่อุปทานโลกเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจที่ช่วยป้อนเงินสดให้แก่ระบอบการปกครองของคิมให้สามารถรอดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตร ควบคู่ไปกับการเป็นเครื่องมือเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่จีนใช้ดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่วงโคจรอิทธิพลของตนเอง หลังจากเกาหลีเหนือหันไปแนบแน่นทางทหารกับรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา

    ขณะที่อุตสาหกรรมวิกผม ผมปลอม และขนตาปลอม ยังคงครองแชมป์สินค้าส่งออกหลักในภาคอุตสาหกรรมเบาของเกาหลีเหนือที่สร้างรายได้เข้าประเทศหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้ไม่เข้าข่าย ‘สินค้าสิ่งทอ’ ที่ถูกสั่งห้ามภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของ UN

    เกาหลีเหนือจึงร่วมมือกับผู้ประกอบการจีนในลักษณะเครือข่ายการผลิตร่วม โดยโรงงานในจีนจะส่งเส้นผมดิบและวัตถุดิบข้ามพรมแดนเข้าไป เพื่อให้แรงงานฝีมือชาวเกาหลีเหนือถักทอด้วยมืออย่างประณีต ก่อนจะส่งกลับมายังจีนเพื่อตีตรา ‘Made in China’ และส่งออกไปขายทั่วโลก รวมถึงตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ

    ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อและการควบคุมเศรษฐกิจที่เข้มงวด ธุรกิจนี้ยังได้ขยายตัวกลายเป็น ‘งานรับไปทำที่บ้าน’ ของประชาชนทั่วไปในหัวเมืองใหญ่ ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักและทางรอดเดียวในการหาเงินและตั๋วแลกอาหารเพื่อประทังชีวิตของหลายครอบครัวในเกาหลีเหนือท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

    ท่อน้ำเลี้ยงหลักจากรัสเซีย…

       (Photo by VLADIMIR SMIRNOV / POOL / AFP)

    (Photo by VLADIMIR SMIRNOV / POOL / AFP)

    ความสัมพันธ์แบบหมุนเวียนผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ได้กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจและกองทัพของทั้งสองประเทศท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก  

    นับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เกาหลีเหนือได้ก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรสำคัญในการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ และได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์บรรจุอาวุธให้รัสเซียไปแล้วกว่า 33,000 ตู้ (เพิ่มขึ้นจากเดิมในปีที่แล้ว) 

    ภายในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวบรรจุกระสุนปืนใหญ่ขนาด 152 มม. มากกว่า 15 ล้านนัด รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีตระกูลฮวาซอง (Hwasong) ควบคู่ไปกับการจัดส่งกำลังพลสนับสนุนไปช่วยรบอีกนับหมื่นนาย เพื่อแลกกับการที่รัสเซียส่งมอบพลังงานในรูปแบบของน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่า 3 ล้านบาร์เรล เสบียงอาหาร และเงินสดจำนวนมหาศาลที่คาดว่าสร้างรายรับรวมให้แก่รัฐบาลเกาหลีเหนือสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท)  

    ยิ่งไปกว่านั้น รัสเซียยังให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งการถ่ายทอดเทคนิคเพื่อยกระดับระบบขับเคลื่อนอาวุธนิวเคลียร์ ระบบดาวเทียมสอดแนมทางทหาร และการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศอันทันสมัยอย่าง ‘Pantsir-S1’ ซึ่งความร่วมมือเชิงลึกในลักษณะต่างตอบแทนนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มคลังแสงของรัสเซียในสมรภูมิยุเครนเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนให้ GDP ของเกาหลีเหนือเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเสริมความมั่นคงทางทหารให้แก่ระบอบการปกครองของคิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

    ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างเสถียรภาพทางทหาร แต่ยังช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโตในระดับสูงติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน 

    การเติบโตในครั้งนี้ยังได้รับแรงหนุนจากภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 31 ปี จากคลื่นนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกระตุ้นทั้งธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ จนทำให้รัฐบาลเกาหลีเหนือมีทุนมากพอในการเนรมิตอภิมหาโปรเจกต์สถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศริมทะเลสุดหรูอย่าง ‘วอนซัน-คัลมา’ เพื่อรองรับกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ 

    นอกเหนือจากความร่วมมือทางทหารแล้ว รัสเซียยังช่วยเกาหลีเหนือหาเงินเข้าประเทศผ่านช่องทางสำคัญ : 

    • ช่วยปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 300 ล้านบาท) ที่เคยถูกอายัดไว้ พร้อมเปิดระบบธนาคารของตนให้เกาหลีเหนือใช้ทำธุรกรรมข้ามชาติเพื่อเข้าถึงระบบการเงินโลก 
    • เปิดรับนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิศวกรชาวเกาหลีเหนือให้เข้าไปศึกษาเทคโนโลยีการทำเหมืองแร่ยุทธศาสตร์อย่าง ‘ยูเรเนียม’ ในมหาวิทยาลัยไซบีเรีย 

    ความร่วมมือรอบด้านที่นอกเหนือจากการค้าอาวุธนี้เอง ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนภาพจำของเกาหลีเหนือ ให้กลายเป็นประเทศที่มีเงินสดหมุนเวียน และมีเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งที่สุดในรอบทศวรรษ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/the-world-most-surprising-economic-success-story-is-north-korea&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34VyTbxuxox8sBDwfYnAK6

  • ฝนตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ “เฟด”คงอัตราดอกเบี้ย สะเทือนเศรษฐกิจไทย

    ฝนตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ “เฟด”คงอัตราดอกเบี้ย สะเทือนเศรษฐกิจไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/164587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BK_Iu5b4nCYHT289OnUpi

  • ส.ประกันชีวิต คาดธุรกิจ H2/69 โต 2.5-3.5% หนุนปีนี้โตตามเป้า เทรนด์สุขภาพ-สังคมสูงวัย ดันดีมานด์ แม้ศก.ผันผวน : อินโฟเควสท์

    ส.ประกันชีวิต คาดธุรกิจ H2/69 โต 2.5-3.5% หนุนปีนี้โตตามเป้า เทรนด์สุขภาพ-สังคมสูงวัย ดันดีมานด์ แม้ศก.ผันผวน : อินโฟเควสท์

    สมาคมประกันชีวิตไทย ประเมินภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโต โดยยังคงเป้าหมายการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตปี 69 ที่ 2.50–3.50% เพิ่มขึ้นจากปี 68 แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงกระแสการใส่ใจสุขภาพของประชาชน การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ

    นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย คาดว่าอัตรการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตปี 69 อยู่ที่ 2.5-3.5% ในระดับเดียวกับภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิต ขณะที่คาดว่าเบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งปี 69 อยู่ที่ประมาณ 693,000-7000,000 ล้านบาท

    *ปัจจัยหนุนธุรกิจครึ่งปีหลัง

    ธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีหลังยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชน การเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและสำนักงาน คปภ. ที่เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงการประกันชีวิตของประชาชน

    *ความท้าทายและปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม

    อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องติดตามและบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจทำประกันชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย การปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นประเด็นท้าทายสำคัญที่ภาคธุรกิจและพันธมิตรต้องปรับตัวเชิงรุก นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทยในระยะยาว

    * เบี้ยประกันรับรวม H1/69 โต 4.57%

    ในช่วงเดือนมกราคม –มิถุนายน 2569 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) จำนวน 341,522.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วยเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 93,739.94 ล้านบาท ลดลง 1.22% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) จำนวน 247,782.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.94% โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 84%

    สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First Year Premium) จำนวน 68,011.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.10% และเบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) จำนวน 25,728.38 ล้านบาท ลดลง 19.54%

    * ช่องทางจำหน่ายหลัก

    เมื่อพิจารณาตามช่องทางการจำหน่าย พบว่า ช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) ยังคงเป็นช่องทางหลักของธุรกิจ ขณะที่ช่องทางธนาคาร (Bancassurance) นายหน้าประกันชีวิต (Broker) ช่องทางดิจิทัล (Digital)การขายผ่านโทรศัพท์ (Telemarketing) และช่องทางอื่น ๆ ต่างมีการเติบโตตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    – ตัวแทนประกันชีวิต (Agency) เบี้ยประกันภัยรับรวม 164,701.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.75% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 48.23%

    – ธนาคาร (Bancassurance) เบี้ยประกันภัยรับรวม 140,093.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.47% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 41.02%

    – นายหน้าประกันชีวิต (Broker) เบี้ยประกันภัยรับรวม 20,342.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.14% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 5.96%

    – โทรศัพท์ (Telemarketing) เบี้ยประกันภัยรับรวม 6,798.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.43% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 1.99%

    – ดิจิทัล (Digital) เบี้ยประกันภัยรับรวม 1,331.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.53%เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 0.39%

    – ช่องทางอื่น ๆ (Others) เบี้ยประกันภัยรับรวม 8,252.63 ล้านบาท ลดลง 8.30% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 2.42%

    นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยประชาชนไม่ได้เลือกซื้อประกันชีวิตเพียงเพื่อความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้น

    * ผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ 

    สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับ 63,643.08  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.96% สอดคล้องกับกระแสการดูแลสุขภาพของประชาชน ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับการวางแผนรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพล่วงหน้า

     – ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,720.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.67% จากการเตรียมความพร้อมด้านรายได้หลังเกษียณของประชาชนในสังคมสูงวัย

    ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 27,477.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.55% สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่กับความคุ้มครองชีวิต ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล

    “ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อยืนหยัดเคียงข้างและสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงให้แก่คนไทยในทุกช่วงชีวิต” นางนุสรา กล่าว

    โดย รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/624527&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TIICIRVxFz1o-9cJe9Puy

  • บีโอไอ ไฟเขียว 5 ยุทธศาสตร์ เปลี่ยนไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต

    บีโอไอ ไฟเขียว 5 ยุทธศาสตร์ เปลี่ยนไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต

    บีโอไอ ไฟเขียว 5 ยุทธศาสตร์ ดันเศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 3%

    คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน “การลงทุนใหม่ของประเทศ” ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และบริการทางการเงิน พร้อมตั้งเป้าหมายดันเศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่าร้อยละ 3 เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมเข้าใกล้ร้อยละ 30 ของ GDP และผลักดันอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศสู่ 20 อันดับแรกของโลก

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกเข้าสู่สังคมสูงอายุ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ส่งผลให้ทั่วโลกแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ช่วงเวลานี้ถือเป็นห้วงเวลาที่ประเทศไทยจำต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจผ่านการลงทุน สร้างความพร้อม ลดอุปสรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หากสามารถใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนประเทศไทยได้สำเร็จ จะสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยในระยะยาว

    กรอบการขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ของประเทศครอบคลุม 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์แรก Investment and Industry Transformation Hub เน้นการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ โดยเร่งรัดการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาต พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ พื้นที่รองรับการลงทุน และพัฒนาทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge มุ่งสร้างระบบนิเวศในกลุ่มพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต นอกจากนี้ยังส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ระดับโลก เพิ่มสัดส่วน Local Content และใช้มาตรการทางการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ มาตรการภาษี และระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในการเสริมศักยภาพ

    ยุทธศาสตร์ที่สอง AI & Digital Hub มุ่งผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ผ่านการดึงดูดการลงทุนในกลุ่ม AI, Semiconductor และ Chip Design โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดการลงทุนให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 5 ของ GDP พร้อมพัฒนาระบบนิเวศด้าน AI ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐเพื่อเพิ่มผลิตภาพ

    ยุทธศาสตร์ที่สาม Green Hub มุ่งเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ด้วยการดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว ควบคู่กับการพัฒนากลไก Carbon Accounting, Carbon Market, ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยบนเวทีโลก

    ยุทธศาสตร์ที่สี่ Financial Hub เป็นการใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยในการสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ทั้งในด้านการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมเพิ่มบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตสู่ระดับโลก (National Champions) ผ่านการอำนวยความสะดวกในการระดมทุน

    ยุทธศาสตร์ที่ห้า Medical Investment Hub ยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ทั้งการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain การแพทย์ระดับโลก และผลักดันสัดส่วน Local Content ในประเทศ

    ตั้งคณะทำงาน 5 ชุด พร้อมจัดลำดับ Big Win ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนทั้ง 5 ยุทธศาสตร์จะเร่งผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านแผนงานที่ชัดเจน โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้น (Quick Win) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเร่งด่วน และมาตรการเชิงโครงสร้าง (Big Win) เพื่อยกระดับกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศด้านการลงทุนของประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และเงินทุน เพื่อสร้างงานคุณภาพให้คนไทย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    ที่ประชุมได้เห็นชอบการจัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อรับผิดชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในแต่ละด้านให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยทุกมาตรการจะมีการกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ กรอบเวลาดำเนินงาน และตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน พร้อมติดตามประเมินผลทั้งในด้านการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การยกระดับผู้ประกอบการไทย และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

    บีโอไอ ไฟเขียว 5 ยุทธศาสตร์ ดันเศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 3%
    บีโอไอ ไฟเขียว 5 ยุทธศาสตร์ ดันเศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 3%

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ กล่าวว่า บีโอไอในฐานะฝ่ายเลขานุการพร้อมผนึกกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อผลักดันมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่สามารถลงทุนด้วยความสะดวกรวดเร็วและลงทุนแล้วเติบโตได้ พร้อมสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    #บีโอไอ #BOI #เศรษฐกิจไทย #การลงทุนใหม่ #5ยุทธศาสตร์ #เอกนิติหนุนเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/08/boi-approves-5-strategies-economic-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16YolMnsZ8NLVUJg5DZuEV

  • ฝัน12ปีไทยประเทศรํ่ารวย

    ฝัน12ปีไทยประเทศรํ่ารวย

    ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด ลุ้นไตรมาส 3 ทยอยฟื้นตัว “เอกนิติ” ถกเอกชนตั้ง 5 คณะทำงานปั้นยุทธศาสตร์ลงทุนใหม่ หวังยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โตเกิน 3% พลัส  ใน 4 ปี ขีดความสามารถแข่งขันไทยติดท็อป 20 ของโลก 12 ปีก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ว่า มีทิศทางชะลอลงจากไตรมาสก่อน จากผลกระทบราคาพลังงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลง แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐในช่วงท้ายไตรมาส

     “แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวตามแรงส่งจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลบวกจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจยังกระจุกตัว ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนยังมีแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แม้ค่าครองชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูง และหวังว่าในไตรมาส 3/2569 สถานการณ์จะผ่อนคลายได้ดีกว่าไตรมาส 2 ซึ่งถือว่าเป็นไตรมาสที่ต่ำสุดของปีนี้” น.ส.ชญาวดีกล่าว และว่า ยังต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้ 1.พัฒนาการของสงครามและนโยบายการค้าสหรัฐ 2.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว 3.ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงต่อครัวเรือนและธุรกิจ 4.ผลของมาตรการภาครัฐ และ 5.พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ ที่น่าจะเร็วและแรงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

    วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ เร่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยภายใน 4 ปี ให้เติบโตได้เกิน 3% พลัส โดยผลักดันการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนเพิ่มเป็น 30% ของจีดีพี ภายใน 4 ปี หรือในปี 2572 จากปัจจุบัน 22-23% ของจีดีพี รวมทั้งเพิ่มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ติดท็อป 20 ของโลก ต่อยอดไปสู่การยกระดับประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี หรือภายในปี 2581 ซึ่งเป็นไปตามจุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยของ กรอ.

    สำหรับคณะทำงานทั้ง 5 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง มีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นประธาน โดยมีหน้าที่หลักในการสนับสนุนเมดอินไทยแลนด์ และข้อกำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานผ่านการใช้เครื่องมือของภาครัฐ เร่งผลักดัน Thailand FastPass และการส่งเสริมและสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการลงทุนเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติการลงทุน โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

    2.คณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนอนาคตด้วยเอไอและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขานุการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการดึงดูดการลงทุนในเอไอ, เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิป เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 3.คณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว  สร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านอีวีและระบบขนส่งสีเขียว

    4.คณะทำงานเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน ขับเคลื่อนการลงทุนและนวัตกรรม โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านตลาดเงิน ตลาดทุน ประกันภัยและการบริหารสินทรัพย์ 5.คณะทำงานเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ และบริการสาธารณสุขมูลค่าสูง โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพครบวงจร

    “เบื้องต้นได้แจกการบ้านให้ 5 คณะทำงาน ให้กับไปทำแผนควิกบิ๊กวินภายใน 6 เดือน ว่าต้องดำเนินการอะไรบ้างที่เร็ว มีศักยภาพ และมีอิมแพ็กต์ และแผนบิ๊กวินภายใน 2 ปี ว่าจะมีการดำเนินการเรื่องอะไรและแผนลองวินภายใน 4 ปีซึ่งเป็นระยะยาว ว่าจะต้องทำหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง เพื่อรองรับการเติบโต”

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมชัดเจนอย่างมาก และรัฐบาลได้แสดงให้เห็นว่าพร้อมดำเนินการในเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงเป็นรัฐบาลเดียวที่รับฟังประชาชนและภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย  (FETCO) กล่าวว่า เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ จากการเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ มีหมุดหมายชัดเจน มีแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถทำตามที่ตั้งใจไว้ได้

    ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศว่า ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขล่าสุดกว่า 100 ฉบับ โดยส่วนใหญ่มาจากสภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ ซึ่งยังต้องจัดกลุ่มรวมกันให้ชัด เพื่อแยกว่ากฎหมายใดกระทบต่อเศรษฐกิจและการแข่งขันมากที่สุด

    “รัฐบาลจะจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเอกชนสะท้อนตรงกันว่า หากต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังสูง ไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ยากขึ้น ซึ่งเดิมคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แต่ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีก 1-2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยต้องเร่งทำ เพราะเวลาไม่รอ วาระรัฐบาลเดินเร็ว และประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” นายปกรณ์กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1042069/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I2zx3RS03KYoGgKepQE8g

  • “รมว.คลัง”  เปิด 5 ยุทธศาสตร์พลิก “เศรษฐกิจไทย” ดันจีดีพีโตเกิน 3% ภายใน 4 ปี ลุ้นติด Top 20 โลก

    “รมว.คลัง” เปิด 5 ยุทธศาสตร์พลิก “เศรษฐกิจไทย” ดันจีดีพีโตเกิน 3% ภายใน 4 ปี ลุ้นติด Top 20 โลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/164521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mx8_XFIhZo4vOaQb_qEBE

  • ‘เอกนิติ’ ผนึก ‘กรอ.’ ตั้ง 5 คณะทำงาน จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยใน 4 ปี

    ‘เอกนิติ’ ผนึก ‘กรอ.’ ตั้ง 5 คณะทำงาน จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยใน 4 ปี

    ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ผนึกเอกชน จัดตั้ง 5 คณะทำงาน พร้อมสั่งการจัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ระยะ 6 เดือน 2 ปี และ 4 ปี ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยโต 3% พลัส เพิ่มระดับการลงทุนเป็น 30% ภายในปี 2572

    วันนี้ (31 กรกฎาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้มีมติจัดตั้งคณะทำงาน 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

    1. Investment & industry transformation hub

    มี นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการยกระดับในภาคอุตสาหกรรมเก่า รวมถึงเร่งลงทุนในภาคอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งรัดการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตธุรกิจต่าง ๆ พร้อมกับเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต

    อีกทั้งยกระดับทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต

    นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมระดับโลก และเพิ่มสัดส่วน Local Content ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งใช้เครื่องมือด้านการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษและมาตรการภาษี ควบคู่กับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย

    2. AI & Digital hub

    มี ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ผ่านการดึงดูดการลงทุนใน AI, Semiconductor, Chip Design พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 5% ของ GDP

    พร้อมพัฒนา Ecosystem ด้าน AI ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการนำ AI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่

    3.Green Economy

    มี กุลิต สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ทรงคุณวุฒินั่งประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว

    พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

    4. Financial Hub

    มี ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตสู่ระดับโลก (National Champions) ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกในการระดมทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    5. Medical Investment Hub

    ยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง

    พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain การแพทย์ระดับโลก ผลักดันสัดส่วน Local Content ในการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศ เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

    ตั้งขึ้นเพื่ออะไร ต่างจากการตั้งอนุกรรมการชุดอื่นๆ อย่างไร

    นฤตม์ เลขาฯ บีโอไอ อธิบายว่า คณะทำงานดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของ กรอ. ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3 ประการ ภายในปี 2572 ได้แก่

    • ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว 3% พลัส
    • ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก
    • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมเอกชนและภาครัฐขึ้นเป็น 30% ของ GDP

    โดย นฤตม์ระบุว่า จะเป็นการทำงานแบบบูรณาการในวงที่กว้างขึ้นระหว่างภาครัฐเอกชน ซึ่งมีประธานสภาเอกชนครบทุกสถาบันหลัก และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนเข้าร่วมหลายท่าน

    นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้เครื่องมือในการขับเคลื่อนที่หลากหลาย ทั้งมาตรการภาษี และงบประมาณของกระทรวงการคลัง หรือมาตรการอื่นๆ ของกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงเครื่องมือทางการเงินของสมาคมธนาคาร ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่กลไกส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า บางมาตรการอาจไม่ต้องใช้เงินเลย เช่นในส่วนของ Medical Hub ที่อาจปรับเปลี่ยนการจัดซื้อจัดจ้างยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่า ได้มอบหมายให้คณะทำงานแต่ละชุด จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ภายใน 6 เดือน ภายใน 2 ปี และแผน ‘Long Win’ ภายใน 4 ปี ก่อนจะมีการประชุมนัดต่อไปภายในสิ้นเดือนสิงหาคม

    เอกชนขานรับ ย้ำมีแผนชัด รัฐบาลพร้อมรับฟัง

    ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เผยว่า การทำงานชุดดังกล่าวมีลักษณะการดำเนินงานแบบ ‘Agile’ เป็นการระดมความคิด ตลอดจนวางแผนงานออกมาอย่างสอดคล้องกัน และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยมีภาคเอกชนรับผิดชอบร่วมกับภาครัฐ

    ที่สำคัญคือ มีธนาคารโลก (World Bank) เป็นองค์กรอิสระในการตรวจสอบการดำเนินงานของคณะทำงานชุดดังกล่าว

    ทางด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ มองว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นรัฐบาลเพียงชุดเดียวที่รับฟังเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และรู้สึกดีใจที่การประชุมแผนงานวันนี้มีความชัดเจนมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมเก่า ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบที่ได้ถิ่นกําเนิดในประเทศไทย (Local Content)

    ส่วนเวทิต โชควัฒนา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงความชื่นชมรัฐบาลในการรับฟังภาคเอกชน รวมถึงมีแผนงานที่ชัดเจน ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านห่วงโซ่อุตสาหกรรม

    “สิ่งนี้จะทำให้เราเดินได้ถูก เพราะว่าภาคอุตสาหกรรมเราก็เป็น SME ค่อนข้างเยอะ เราจะเดินได้ถูก เราจะไปอยู่ในซัพพลายเชนของสิ่งที่จะมาใหม่และสิ่งเก่าที่จะสนับสนุน จะสนับสนุนแค่ไหนแบบไหน อันเนี่ยเป็นความชัดเจนมาก” เวทิตกล่าว

    ทั้งนี้ ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเผยว่า ได้เห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีภาคตลาดทุนไทยเป็นกลไกร่วมในการขับเคลื่อน ซึ่งนับเป็นครั้งแรก และเป็นการเริ่มต้นที่ดี

    “เป็นครั้งแรกๆ สำหรับตลาดทุนเอง ที่ได้เข้ามาอยู่ในคณะที่จะร่วมขับเคลื่อน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาล ที่ต้องการจะใช้ตลาดทุนมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และมั่นใจว่ารัฐบาลจะทำตามที่บอกไว้ได้” ไพบูลย์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-jppscc-quick-big-win-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14gtBo1S7nRbjqpzzxC4mP

  • เศรษฐกิจไทยน่าห่วง! พาณิชย์ เผยครึ่งปี2569  ปิดกิจการแล้ว 7,024 ราย

    เศรษฐกิจไทยน่าห่วง! พาณิชย์ เผยครึ่งปี2569 ปิดกิจการแล้ว 7,024 ราย

    แม้การจัดตั้งธุรกิจใหม่ในไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ยอดเลิกกิจการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และร้านอาหาร ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติยังเดินหน้าขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยภาพรวมการจดทะเบียนธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 พบว่า ธุรกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ โดยมีธุรกิจจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการสะสม 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกกิจการพุ่งแตะ 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 224%

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจที่มีการเลิกกิจการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคารหรือร้านอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ยังคงขยายตัว โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่สะสม 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% จากปีก่อน แม้ว่ามูลค่าทุนจดทะเบียนรวมจะลดลง 25% เหลือ 111,201 ล้านบาท สะท้อนว่าผู้ประกอบการรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูง

    หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตโดดเด่น คือ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีการจัดตั้งกิจการเพิ่มขึ้นถึง 56.9% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น และผู้ประกอบการยังมองเห็นโอกาสในตลาดดิจิทัล

    ด้านการลงทุนของชาวต่างชาติภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ 640 ราย เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สำหรับ 5 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ จีน จำนวน 110 ราย ตามด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ขณะที่ ญี่ปุ่น ยังคงเป็นประเทศที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด รวม 44,662 ล้านบาท

    นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ยกระดับการให้บริการสู่ระบบออนไลน์ 100% ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนและขออนุญาตประกอบธุรกิจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดขั้นตอนการดำเนินงาน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ow6IS8iwEWWeZp3b3_vxf

  • นายจ้าง มองเศรษฐกิจไทย Q3 ถึงจุดต่ำสุด จ้างงานทรง แต่ไส้ในเปราะบาง-หนี้สูง

    นายจ้าง มองเศรษฐกิจไทย Q3 ถึงจุดต่ำสุด จ้างงานทรง แต่ไส้ในเปราะบาง-หนี้สูง

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มุมมองนายจ้าง

    ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ V-SERVE GROUP รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความวิชาการ เรื่อง เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มีสัญญาณมาถึงจุดต่ำสุด แต่ไส้ในมีความเปราะบางและหนี้สูง มีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า

    พลวัตเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบัน ได้รับความบอบช้ำจากวิกฤตพลังงาน ส่งผลกระทบราคาสินค้าพุ่งสูง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริโภค ต้นเหตุเกิดจากความขัดแย้งสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่าน จนกลายเป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ถึงแม้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก หลังมีการรบรอบใหม่ราคาพุ่งสูง แต่ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม ราคาลดลง 

    ราคาน้ำมันหน้าปั๊มช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ขยับตัว ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลตรึงราคาแก๊สโซฮอร์ E20 ล่าสุดใช้เงินกองทุนลิตรละ 6.04 บาทและน้ำมันดีเซล B7 ลิตรละ 7.63 บาท ล่าสุดกองทุนน้ำมันติดลบมากกว่า 65,700 ล้านบาท ถึงแม้ราคาน้ำมันขยับลงค่อนข้างมาก แต่ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงยากที่จะกลับมาเหลือเท่าเดิม ทิ้งบาดแผลเงินเฟ้อไว้ให้คงอยู่ (Inflation Pain Point) 

    เศรษฐกิจเกิดสภาวะ “Profit Squeeze”

    สภาวะขณะนี้คือเงินสุทธิในกระเป๋าหรือ Net Income ของครัวเรือนลดลงกระทบต่อกำลังซื้อหดตัว เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคารแม้แต่ร้านค้าหรือห้างดังคนเงียบหาย ผลที่ตามมาจากเศรษฐกิจที่ซึมคือ กำไรที่มีน้อยนิดอยู่แล้ว กลับหดตัวหรือติดลบเกิดในสภาวะ “Profit Squeeze” คือสภาวะบีบคั้นจากยอดขายลดแต่ต้นทุนพุ่งสูง 

    นำไปสู่การขาดสภาพคล่องทั้งระดับครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะรายย่อยเป็นปัจจัยทำให้หนี้เสียหรือ NPL มีแนวโน้มสูงขึ้นธุรกิจ SMEs ค่าเฉลี่ยร้อยละ 9.5 ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งระบบสินเชื่อร้อยละ 2.95 

    ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ V-SERVE GROUP รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

    สถานการณ์ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณว่า วิกฤตพลังงานโลกน่าจะมาถึงจุดต่ำสุด แต่ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากสงครามตะวันออกกลางมีท่าทีอาจขยายวงไปประเทศจอร์แดน อียิปต์และสหรัฐอเมริกาโจมตีประเทศอิรัก เพราะเป็นฐานให้กับกลุ่มกบฏฮูติ 

    การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย 3 กลุ่ม

    อย่างไรก็ดีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยแต่ละภาคส่วนแตกต่างกันที่เรียกว่า “K Shaped Economic Recovery” กล่าวคือ ภาคธุรกิจการฟื้นตัวแตกต่างกันไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 

    กลุ่มแรก “Business Expanded” 

    กลุ่มธุรกิจขยายตัวได้ดี วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบกลับเป็นบวก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกและธุรกิจในโซ่อุปทานช่วงครึ่งปีขยายตัวเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 17.57 เทียบกับปี พ.ศ. 2568 ขยายตัวร้อยละ 13.13 กลุ่มอุตสาหกรรมขยายตัวถึงร้อยละ 21.6 ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหดตัว

    กลุ่มสอง “Consistent Cluster” 

    เป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่คงที่คงวาหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ธุรกิจในกลุ่มนี้ที่เห็นชัดเจนคือ ค้าขายกับราชการ-องค์กรรัฐ ธุรกิจด้านสุขภาพ-รักษาพยาบาล-การศึกษา หรือทำธุรกิจกับบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน

    กลุ่มสาม “Struggling Business” 

    กลุ่มธุรกิจที่กำลังดิ้นรนหาทางรอด วิกฤตพลังงานโลกเป็นภัยคุกคามรุนแรง ยอดขายตกต้นทุนพุ่งสูง ไม่สามารถส่งต่อต้นทุนหรือได้เพียงส่วนน้อย กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่จำหน่ายในประเทศ กำลังการผลิตลดลงสต็อกสูง ประสบปัญหาสภาพคล่องหรือเป็นอุตสาหกรรม-บริการตกยุค หมดสมัย ถึงแม้ไม่มีวิกฤตก็ไปเกือบไม่รอด

    เศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกัน แต่ไส้ในเปราะบาง

    ดัชนีชี้วัดสภาวะเศรษฐกิจที่ชัดเจนคือ ตลาดแรงงานไม่มีสัญญานการว่างงาน ข้อมูลเดือนมิถุนายนอัตราการว่างงานของประเทศร้อยละ 0.9 เป็นอัตราที่ต่ำผู้มีงานทำ (ม.ค./มิ.ย.) เพิ่มขึ้นถึง 9.15 แสนคนหรือร้อยละ 2.2 แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้นเกือบ 2.0 ล้านคน และแรงงานประกันสังคมมาตรา 33 อยู่ในระดับสูง

    แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากไม่ลดลงกลับขยายตัว ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงการคลัง ระบุว่า การเก็บภาษีรายได้รัฐช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ เก็บได้มากกว่าที่ประมาณการ ร้อยละ 2.4 

    ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกเป็นนัยว่า เศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมามีภูมิคุ้มกัน สามารถฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกได้ดี แต่ไส้ในมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับสงครามตะวันออกกลาง ไม่รู้ว่าจะจบกันอย่างไร 
    เกี่ยวข้องกับความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหารวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การขาดสภาพคล่องและงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง 

    ขณะที่จำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนต้องการเงินสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าวิตก ปัญหาสำคัญคือสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจจะหาทางออกอย่างไรเป็นความท้าทายค่อนข้างสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/665339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UNDejHEBuh-ilH0Mf_rC_

  • “เอกนิติ” ตั้ง 5 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทย -มุ่งเป้าปี 72 ติด TOP20 ประเทศขีดความสามารถแข่งขันสูง

    “เอกนิติ” ตั้ง 5 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทย -มุ่งเป้าปี 72 ติด TOP20 ประเทศขีดความสามารถแข่งขันสูง

    “เอกนิติ” ตั้ง 5 คณะทำงาน ลุยดันเศรษฐกิจไทย กลับไปโตระดับศักยภาพ มุ่งเป้าปี 72 ติด TOP20 ประเทศขีดความสามารถแข่งขันสูงของโลก เพิ่มลงทุนร้อยละ 30 ของจีดีพี

    วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์ 5 ชุด เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน  

    ประกอบด้วย คณะทำงานผลักดันศูนย์กลางการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมและการลงทุน มี เลขาฯ บีโอไอ เป็นประธาน 

    คณะทำงานศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล มีเลขา สศช. เป็นประธาน 

    คณะทำงานยุทธศาสตร์มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน

    คณะทำงานผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางทางการเงิน ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน 

    คณะทำงานศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ตนเองได้มอบหมาย ให้ประธานและคณะทำงานแต่ละชุด กำหนดโครงการและแนวทางขับเคลื่อนในแต่ละยุทธศาสตร์  จัดลำดับความสำคัญ  ร่วมทำงานกับภาคเอกชน กำหนดแผนงานตามหลัก Quick big win ก่อนนำเข้าหารือในที่ประชุมอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าแต่ละยุทธศาสตร์ 

    ทั้งนี้ ในการทำงานของอนุกรรมการ ด้านพัฒนาการลงทุนครั้งนี้ แตกต่างจาก คณะทำงานขับเคลื่อนการลงทุนชุดอื่น เนื่องจาก เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจน บูรณาการเครื่องมือแต่ละหน่วยงาน ทั้งมาตรการทางการคลัง มาตรการทางการเงิน มาตรการส่งเสริมการลงทุน ตลอดจน กลไกการระดมทุนผ่านตลาดทุน  เพื่อผลักดันให้แผนยุทธศาสตร์ บรรลุเป้าหมาย โดยให้ศักยภาพอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ กลับมาขยายตัวเกินร้อยละ 3 หรือ สามพลัส ขยายสัดส่วนมูลค่าการลงทุนภาครัฐและเอกชน จากปัจจุบัน ร้อยละ 22-23 เป็นร้อยละ 30 ของจีดีพี และ ได้รับการจัดอันดับ 20 ประเทศแรกของโลก ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ภายใน 4 ปีข้างหน้า หรือ ภายในปี 2572

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2949870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HINelUur7_qSEBEfYhezx