Category: เศรษฐกิจ

  • พรรคเศรษฐกิจจี้สอบ “ชุมชนอิสราเอล” พะงัน หวั่นกระทบความมั่นคง

    พรรคเศรษฐกิจจี้สอบ “ชุมชนอิสราเอล” พะงัน หวั่นกระทบความมั่นคง

    7 พฤษภาคม 2569 เจาะลึกวิกฤต เกาะพะงัน หลังพบกลุ่มชาว อิสราเอล ขยายตัวผิดปกติ แฝงตัวเปิดธุรกิจเถื่อนทำเงินรั่วไหลนอกระบบ พรรคเศรษฐกิจจี้รัฐตรวจสอบด่วน หวั่นไทยกลายเป็นเป้าหมายความขัดแย้งระดับโลก กระทบต่อภาพรวม ความมั่นคง ของชาติ พร้อมเปิดโปงพฤติกรรมกลุ่ม ทุนสีเทา ข้ามชาติที่อาศัยช่องโหว่นโยบายฟรีวีซ่า เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่

    นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ในฐานะประธานพรรคฯ แถลงข่าวกรณีปัญหาการขยายตัวของชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานีว่า ขณะนี้ บนเกาะพะงันมีชาวอิสราเอลพักอาศัยระยะยาวประมาณ 4,000 คน และกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกว่า 3,000 คน รวมแล้วกว่า 7,000 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ผิดปกติ ปัญหาที่ตามมาคือ การเปิดกิจการเถื่อน ทั้งโรงเรียนเถื่อน โรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียน รวมถึงการทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันส่วนตัว ที่เงินไม่ผ่านระบบเศรษฐกิจไทยแม้แต่บาทเดียว นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมมั่วสุมปาร์ตี้ริมหาดและใช้ยาเสพติด สร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่

    พรรคเศรษฐกิจจี้สอบ

    นายคริส ยังแสดงถึงความกังวลต่อเรื่องความมั่นคงว่า เนื่องจาก สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง การที่มีกลุ่มชาวอิสราเอลมาตั้งชุมชน และสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือ “ชาบัต” กระจายตัวอยู่นั้น อาจทำให้พื้นที่เหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายของการก่อเหตุวินาศกรรม หรือการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะทำให้ประเทศไทย ถูกดึงเข้าไปสุ่มเสี่ยงต่อภัยสงครามโดยไม่รู้ตัว และคนไทยอาจต้องมารับเคราะห์โดนลูกหลงไปด้วย 

    พรรคเศรษฐกิจจี้สอบ

    นายคริส ยืนยันว่า ตนไม่ได้เหยียดชนชาติ แต่ยึดผลประโยชน์คนไทยเป็นหลัก นโยบายฟรีวีซ่าที่เปิดประตูอ้าซ่าโดยไม่มีการคัดกรอง ทำให้อาชญากรแฝงตัวเข้ามาได้ง่าย วันนี้จึงขอให้ กอ.รมน. และกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ให้เร่งทบทวนนโยบาย และลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด อย่าปล่อยให้เกาะพะงัน กลายเป็นจุดชนวนความขัดแย้งระดับโลก 

    พรรคเศรษฐกิจจี้สอบ พรรคเศรษฐกิจจี้สอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378977093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ElaksTz0DZXH-idc3ltoS

  • เปิดโจทย์ใหม่ ‘แลนด์บริดจ์’ เล็งนำร่องท่าเรือระนอง – เปิดช่องใช้ พ.ร.บ.EEC

    เปิดโจทย์ใหม่ ‘แลนด์บริดจ์’ เล็งนำร่องท่าเรือระนอง – เปิดช่องใช้ พ.ร.บ.EEC

    โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นเมกะโปรเจกต์ที่ถูกนำเสนอมาควบคู่กับโครงการคลองไทยในช่วง 20 ปี โดยในปี 2544 รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้เห็นชอบให้ศึกษาการขุดคลองกระ แต่ไม่มีความคืบหน้าจนปี 2548 ได้เห็นชอบในหลักการโครงการแลนด์บริดจ์

    ขณะที่ปี 2551 รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เห็นชอบให้ Dubai Port World ศึกษาแลนด์บริดจ์ และเรื่องได้เงียบหายไป 10 ปี จนกระทั่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2561 เห็นชอบให้ศึกษาโครงการคลองไทย

    “แลนด์บริดจ์” ถูกพิจารณาอีกครั้งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 โดยมี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย จนกระทั่งรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เห็นชอบในหลักการโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีการยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ รวมทั้ง Dubai Port World กลับมาเจรจากับรัฐบาลไทยอีกครั้งในปี 2566

    รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์อีกครั้งภายใต้บริบทความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง  และการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ช่องแคบมะละกาถูกจับตามองมากขึ้น รวมทั้งอินโดนีเซียเคยประกาศเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาในลักษณะเดียวกับอิหร่านเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

    นายอนุทิน แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการ มีกำหนดการศึกษา 90 วัน เพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์จะสร้างความชัดเจนให้สังคมมิติเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงมากจึงต้องศึกษาครอบคลุมมิติที่กว้างขึ้น โดยที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเพราะเป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้

    สำหรับการดำเนินงานจะนำผลการศึกษาที่ผ่านมาปรับปรุงให้ทันสมัย โดยนำบริบทภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และปัญหาการเดินทางผ่านช่องแคบแต่ละแห่งที่กระทบเศรษฐกิจโลกเข้ามารวมกับมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และความพึงพอใจของชุมชนในพื้นที่

    คมนาคมชงใช้ผลศึกษา สนข.

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ จะนำผลศึกษาของสำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณา เพราะมีทั้งรายงานก่อนหน้านี้ และรายงานฉบับใหม่ที่ปรึกษาภาคเอกชนด้วย 

    รวมทั้งที่ผ่านมาแลนด์บริดจ์อาจพูดถึงเพียงระบบราง แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมัน และก๊าซ ซึ่งจะลดระยะเวลาการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมมีการขนส่งน้ำมัน และก๊าซทางท่อเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าวจะทำให้มีในฝั่งตะวันตกด้วย

    ชี้ลงทุนเฟสย่อยหนุนท่าเรือฝั่งตะวันตก 

    ส่วนประเด็นเริ่มพัฒนาท่าเรือบางฝั่งก่อนมีความเป็นไปได้ โดยเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) และการลงทุนภาคเอกชนไม่กำหนดเฉพาะนักลงทุนต่างชาติหรือนักลงทุนไทย

    “การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย” นายสิริพงศ์ กล่าว

    แลนด์บริดจ์คุ้มค่ากว่าคลองไทย 

    เมื่อถามว่า ข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มากกว่า 1 เท่าตัว 

    โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 9 แสนล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่า และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า

    เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยตอนนี้เป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า

    เล็งนำร่องลงทุนท่าเรือฝั่งระนอง

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกฝ่ายที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ให้รอผลการศึกษาจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะการศึกษาก่อนหน้านี้ขาดมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นประเด็นล่าสุด โดยหลังมีเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเดินเรือมากขึ้น ซึ่งเป็นทั้งโอกาส และความเสี่ยงเมื่อจะลงทุนแลนด์บริดจ์

    รวมทั้งต้องพิจารณาประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ใช้วงเงินลงทุนสูงมาก แม้ไม่ใช้งบประมาณรัฐแต่การดึงภาคเอกชนมาลงทุนอาจต้องแบ่งเฟสย่อย และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญก่อน เช่น ท่าเรือน้ำลึกระนอง 

    ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการขนส่งฝั่งตะวันตก เพื่อให้ไทยมีท่าเรือน้ำลึกขนส่งสินค้าฝั่งทะเลอันดามันที่เชื่อมต่อไปอินเดีย ศรีลังกา ตะวันออกกลาง และยุโรป

    รวมทั้งหากลงทุนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกระนอง จะมีผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่ขนส่งสินค้าจากตอนใต้ของประเทศจีน โดยส่งสินค้าไปหลายประเทศ เช่น เมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา

    เพิ่มทางเลือกใช้ กม.EEC ขยายพื้นที่หนุนลงทุน

    สำหรับข้อกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่อาจมีข้อจำกัด เนื่องจากในพื้นที่ภาคใต้ยังไม่ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. 

    ดังนั้นทางเลือกที่จะดำเนินการเป็นการใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประกาศเขตพัฒนาพิเศษในพื้นที่จังหวัดที่จะมีการเปิดให้ลงทุนได้ โดยไม่ต้องรอให้ พ.ร.บ.SEC ซึ่งทำให้การลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอให้กฎหมายฉบับใหม่ประกาศใช้

    เปิดผลศึกษา สนข.ลงทุน 9.9 แสนล้าน

    ขณะเดียวกัน จากการปรับขนาดก่อสร้างแลนด์บริดจ์ ส่งผลให้ สนข.ประเมินวงเงินการลงทุนลดเหลือ 9.9 แสนล้านบาท จากแผนเดิมประเมินไว้ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

    ระยะที่ 1/1 (ปี 2573-2574) มูลค่าการลงทุน 6.17 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 1/2 (ปี 2575-2577) มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 1/3 (ปี 2578-2596) มูลค่าการลงทุน 2.05 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 2 (ปี 2597-2622) ยังไม่มีการประเมินแผนลงทุน เนื่องจากจะต้องรอให้มีการพัฒนาแผนระยะที่ 1 ให้แล้วก่อน

    ลงทุนรูปแบบ PPP สัมปทาน 50 ปี

    สำหรับรูปแบบการลงทุน ปัจจุบัน สนข.ศึกษาความเหมาะสมโดยจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) ลักษณะ PPP Net cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลใช้หลักการ One Port Two Sides ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    ส่วนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และจะต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ

    ทบทวนผลการศึกษาของ สนข.

    นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข.กล่าวว่า ปัจจัยในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการจัดเก็บค่าผ่านทางในเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ส่งผลให้รัฐบาลมีนโยบายในการทบทวนความคุ้มค่าทางการลงทุนในโครงการนี้ 

    ซึ่งจะมีการนำเอาผลศึกษาของ สนข.ไปประกอบการพิจารณาความคุ้มค่าด้วย ซึ่งในส่วนของผลการศึกษาของ สนข. ชี้ชัดว่าโครงการแลนด์บริดจ์คุ้มค่าทางการลงทุน โดยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (EIRR) 11.9% และอัตราผลประโยชน์ทางด้านการเงิน (FIRR) 8.2% อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 2 แสนคน

    สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานในขณะนี้ ระหว่างกระทรวงการคลังทบทวนผลการศึกษา และประเมินความคุ้มค่าทางการลงทุนที่มีกรอบดำเนินการ 90 วัน สนข.จะดำเนินการกระบวนการทางกฎหมายคู่ขนานไปด้วย เนื่องจากโครงการแลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องมี พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ….. ที่เป็นหัวใจสำคัญการผลักดันการลงทุนแลนด์บริดจ์ 

    รวมทั้งจำเป็นต้องจัดตั้งสำนักงาน SEC เข้ามาเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้วย โดยสิ่งเหล่านี้ สนข.ประเมินว่าจะสามารถผลักดัน พ.ร.บ.SEC เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ภายในเดือนมิ.ย.นี้ ก่อนเสนอเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามลำดับ

    สนข.ชี้ยกร่างกฎหมาย SEC เร็วกว่า

    ทั้งนี้ หากกระบวนการพิจารณาด้านกฎหมาย และการจัดตั้งสำนักงาน SEC เสร็จตามไทม์ไลน์เบื้องต้นนั้น สนข.คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ได้ภายในปี 2570 และจะเริ่มกระบวนประกวดราคาในต้นปี 2571 

    สำหรับแนวทางนี้เป็นกระบวนการที่จะผลักดันแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด หากเทียบกับการไปใช้อำนาจ พ.ร.บ.EEC เข้ามาผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ก็จำเป็นต้องไปแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจ ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาค่อนข้างนาน และหากมีการจัดตั้งสำนักงาน SEC เพื่อบริหารโครงการในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ จะทำให้เกิดความคล่องตัวมากกว่า

    ทั้งนี้ ผลการศึกษาของ สนข.ที่ทำเสร็จแล้วนั้น ยังไม่ได้ประเมินถึงการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมัน มีเพียงการศึกษาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึก รถไฟทางคู่ และมอเตอร์เวย์ แต่การออกแบบพื้นที่ได้กันพื้นที่เพื่อรองรับการพัฒนาท่อขนส่งน้ำมันไว้แล้ว หากมีนโยบายให้พัฒนาก็จะสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ 

    และเชื่อว่าหากมีท่อขนส่งน้ำมันเข้ามาเพิ่ม จะทำให้โครงการนี้มีความคุ้มค่าทางการลงทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากปัจจุบันจำเป็นต้องขนส่งน้ำมันจากท่าเรือภาคตะวันออกเพื่อนำไปใช้ ซึ่งทำให้มีต้นทุนการขนส่งสูง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-3i26AASu2R3M1AVt-Ueh

  • เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก

    เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก

    เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก


    7/05/2569 | 55 |

    เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของปีในเชิงเกษตรกรรมและเศรษฐกิจ นั่นคือ “ฤดูกาลผลไม้เมืองร้อน” ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่สำคัญ ผลไม้ไทยไม่เพียงแต่เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Soft Power (Food) ที่ทรงพลัง สามารถสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวคุณภาพหลั่งไหลเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ “Farm-to-Table” อย่างแท้จริงถึงแหล่งผลิตในชุมชน


    1. อัตลักษณ์แห่งรสชาติ: Soft Power ที่กินได้และเข้าถึงทั่วโลก

    ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งผลไม้เขตร้อน” โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่เป็นช่วงพีคของ ทุเรียน (King of Fruits) และ มังคุด (Queen of Fruits) รวมถึงเงาะ ลองกอง และสละ อัตลักษณ์ของผลไม้ไทยไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวของสายพันธุ์และการดูแลอย่างพิถีพิถัน

    • การยกระดับสู่ Premium Grade: ปัจจุบันเกษตรกรไทยมุ่งเน้นการผลิตผลไม้ตามมาตรฐานคุณภาพระดับสูง (GAP และ GMP) รวมถึงการผลักดันผลไม้ที่มีข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น ทุเรียนหมอนทองระยอง หรือส้มโอทับทิมสยาม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง (High-end Market) ทั้งในและต่างประเทศ

    • นวัตกรรมอาหารสร้างสรรค์: การนำผลไม้สดมาต่อยอดเป็นเมนู Fine Dining หรือขนมหวานฟิวชันในร้านระดับมิชลินไกด์ ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความประณีตของอาหารไทยในเวทีโลก

    2. การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agri-Tourism): การเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจชุมชน

    ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในปี 2569 มุ่งเน้นการเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยใช้ “สวนผลไม้” เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ

    • กิจกรรมสร้างสรรค์ในชุมชน: การเปิดสวนผลไม้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม (Orchard Tours) การจัดบุฟเฟต์ผลไม้เกรดพรีเมียม และการเรียนรู้วิธีการคัดเลือกผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง ช่วยสร้าง “ประสบการณ์ที่มีคุณค่า” (Meaningful Travel) ให้กับนักท่องเที่ยว

    • การกระจายรายได้สู่ฐานราก: เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่แหล่งผลิตในจังหวัดรอง เช่น จันทบุรี ตราด หรือจังหวัดในภาคใต้และภาคเหนือ เงินหมุนเวียนจะไม่ได้อยู่เพียงแค่ในสวนผลไม้ แต่ยังกระจายไปยังธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และงานหัตถกรรมในท้องถิ่น (Fashion & Craft) ที่นักท่องเที่ยวมักเลือกซื้อเป็นของฝาก

    3. กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: จากสวนสู่ตลาดโลก

    ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ

    • การส่งออกที่เติบโต: ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ผลไม้ไทยยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนที่นิยมทุเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง การรักษามาตรฐานการส่งออกและการสร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จึงเป็นกุญแจสำคัญ

    • เศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ: การนำระบบออนไลน์มาใช้ในการสั่งจองผลไม้ล่วงหน้า (Pre-order) ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตได้แม่นยำขึ้น และสร้างความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วโลก


    บทสรุป

    หัวข้อ “Fruitful Journey” ในเดือนพฤษภาคมนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นการบูรณาการระหว่าง Soft Power ด้านอาหาร และ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน การที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มองหารสชาติและประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสการบริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แหล่งที่มา และความยั่งยืน


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP): รายงานสถิติการส่งออกผลไม้สดและแปรรูปของไทยปี 2568-2569

    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และการส่งเสริมมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP)

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเทศกาลกินผลไม้ในจังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้

    • กรมทรัพย์สินทางปัญญา: รายชื่อและสถานะของสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทผลไม้ไทย


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/500204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n2zxKXmviKLsCFYsfuOf-

  • “กรวีร์” เคลียร์ชัด ร่าง พ.ร.บ. SEC ไม่ใช่แลนด์บริดจ์! เตรียมชงกฎหมายใหม่ ดันเศรษฐกิจภาคใต้โตเทียบชั้น EEC

    “กรวีร์” เคลียร์ชัด ร่าง พ.ร.บ. SEC ไม่ใช่แลนด์บริดจ์! เตรียมชงกฎหมายใหม่ ดันเศรษฐกิจภาคใต้โตเทียบชั้น EEC

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-anB2AYutfqdh76c18Rbv

  • รายงานเตือน EU ทบทวนกฎหมายไซเบอร์ เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 3.67 แสนล้านยูโร : อินโฟเควสท์

    รายงานเตือน EU ทบทวนกฎหมายไซเบอร์ เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 3.67 แสนล้านยูโร : อินโฟเควสท์

    หอการค้าจีนประจำสหภาพยุโรป (CCCEU) ร่วมกับ KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางธุรกิจ เผยแพร่รายงานร่วมเมื่อวันพุธ (6 พ.ค.) ระบุว่า การตัดซัพพลายเออร์จากจีนออก ภายใต้ร่างการทบทวนกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Act) ของสหภาพยุโรป (EU) อาจสร้างความเสียหายต่อประเทศสมาชิก EU รวมราว 3.67 แสนล้านยูโร (ราว 4.34 แสนล้านดอลลาร์) ภายในระยะเวลา 5 ปี

    รายงานประเมินว่า ความเสียหายดังกล่าวจะมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง ต้นทุนทางสังคม ต้นทุนทางอ้อมจากการปรับโครงสร้างระบบใหม่ และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

    ทั้งนี้ รายงานระบุว่า เยอรมนีจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นความเสียหายราว 1.708 แสนล้านยูโร (ราว 2 แสนล้านดอลลาร์) ตามมาด้วยฝรั่งเศสและอิตาลี

    กฎหมายดังกล่าว หรือ CSA2 ถูกเสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อต้นปีนี้ โดยมีการเพิ่มแนวคิด “ความเสี่ยงที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค” ซึ่งขาดความชัดเจนและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ในการประเมินความมั่นคงไซเบอร์และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกำหนดให้ระบุ “ประเทศที่มีความเสี่ยงด้านไซเบอร์” และ “ซัพพลายเออร์ความเสี่ยงสูง” ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานของ EU ใน 18 ภาคส่วน เช่น พลังงาน การขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    หลิว เจียนตง ประธาน CCCEU ระบุในแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนว่า เกณฑ์การพิจารณา “ซัพพลายเออร์ความเสี่ยงสูง” มีลักษณะมุ่งเป้าทางการเมือง โดยชี้ว่า แนวทางดังกล่าวทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจกลายเป็นเรื่องของการเมือง และขัดต่อหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติของ EU พร้อมเตือนว่า อาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของยุโรปด้วย

    นอกจากนี้ รายงานยังเตือนว่า มาตรการคัดกรองตามแหล่งกำเนิดสินค้าอาจเข้าข่ายละเมิดกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) ขัดต่อสนธิสัญญาการลงทุนทวิภาคี และอาจนำไปสู่การเรียกร้องค่าชดเชยจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JjofXx8TXrnVDfjwtYzd6

  • คนละเรื่องกัน! ‘กรวีร์’ ย้ำ ‘ร่างกฎหมาย SEC’ ไม่เกี่ยวกับ ‘แลนด์บริดจ์’

    คนละเรื่องกัน! ‘กรวีร์’ ย้ำ ‘ร่างกฎหมาย SEC’ ไม่เกี่ยวกับ ‘แลนด์บริดจ์’

    กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสมัยประชุมที่ผ่านมา ว่า ล่าสุดคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีการยืนยันกฎหมายฉบับนี้เข้ามา และมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน รวมถึงโจมตีพรรคภูมิใจไทยในประเด็นข้อกฎหมาย ทำให้สังคมเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นการยกที่ดิน 99 ปีให้ต่างชาติถือครอง

    จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนและเกิดความเข้าใจ ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ นายกรัฐมนตรีได้ตั้งเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ส่วนร่าง พ.ร.บ. SEC ที่มีการโจมตีพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันกลับมา ทั้งนี้ สส. ภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยหลายคน เห็นตรงกันว่า ศักยภาพของจังหวัดในชายแดนภาคใต้ หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาล เศรษฐกิจภาคใต้ก็จะสามารถเติบโตได้ ไม่น้อยไปกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

    กรวีร์ ยังย้ำว่า “โครงการแลนด์บริดจ์ และ ร่าง พ.ร.บ. SEC เป็นคนละเรื่องกัน และเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. SEC กลับมา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะมีการพิจารณาเสนอกฎหมายใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับภาคใต้ เพื่อยื่นสู่สภาฯ อีกครั้ง”

    ส่วนคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้งหรือไม่นั้น กรวีร์ กล่าวว่า ถือเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี และเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/bhumjaithai-clarifies-sec-bill-is-separate-from-landbridge-project&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw357-xKn2AntH68VtqlOlEr

  • ผู้ว่า ธปท.คาดรัฐกู้ 4 แสนลบ.ช่วยดัน GDP ปีนี้โตเพิ่มเป็น 2.1% แต่ปี 70 อาจโตแค่ 1.6% จากฐานสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่า ธปท.คาดรัฐกู้ 4 แสนลบ.ช่วยดัน GDP ปีนี้โตเพิ่มเป็น 2.1% แต่ปี 70 อาจโตแค่ 1.6% จากฐานสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าการที่รัฐบาลจะออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินกรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาทในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยนั้น จะช่วยผลักดันให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ปี 69 เพิ่มขึ้นมาที่ 2.1% จากเดิมคาดไว้ 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อน่าจะขยับขึ้นมาที่ 3-3.1% จากเดิม 2.9%

    แต่ปี 70 คาดว่า GDP จะขยายตัวชะลอลงมาที่ 1.6% จากเดิมที่คาดไว้ 2% เนื่องจากฐานในปีนี้สูงขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L6BSix7QD_8WpbQDo8tT_

  • ทองคำเริ่มกลับมาเริ่ด!! ฿73,000 อยู่อีกไม่ไกล – InterGold

    ทองคำเริ่มกลับมาเริ่ด!! ฿73,000 อยู่อีกไม่ไกล – InterGold

    .

    ทองรีบาวด์แรง ลุ้นแตะ 73,000 บาท  ขึ้นจริงหรือแค่ขาหลอกจากทรัมป์? 

    .

    ราคาทองคำกลับตัวขึ้นแรงในสัปดาห์นี้ เป็นสัญญาณขาขึ้นจริง หรือเป็นเพียง “ขาหลอก” ก่อนปรับตัวลงอีกครั้ง? ราคาทองคำกำลังอยู่ในช่วงรีบาวด์ที่มีแรงหนุนจริงจากทั้งปัจจัยข่าวและเทคนิค แต่ยังไม่ยืนยันขาขึ้นเต็มตัว ต้องจับตาแนวต้านสำคัญและตัวเลขเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ Non-farm Payrolls ซึ่งอาจเป็นตัวตัดสินทิศทางรอบถัดไป

    .

    ราคาทองคำสัปดาห์นี้รีบาวด์แรงจากแนวรับสำคัญ ท่ามกลางปัจจัยโลกที่ผันผวน ทำให้ตลาดอยู่ในจุด “มีความหวัง แต่ยังไม่ปลอดภัย” แรงหนุนมาจากท่าทีเชิงบวกของ Donald Trump และการจับตาตัวเลข Non-farm Payrolls ซึ่งจะมีผลต่อดอกเบี้ยและทิศทางทองคำโดยตรง

    .

    ในเชิงเทคนิค ระดับ 4,500 เหรียญยังเป็นแนวรับสำคัญที่ห้ามหลุด แม้มีสัญญาณรีบาวด์จากแรงขายที่อ่อนลง แต่ภาพใหญ่ยังไม่ใช่ขาขึ้นเต็มตัว หากไม่ผ่านแนวต้านก็มีโอกาสเป็นเพียงการดีดตัวระยะสั้น

    .

    กลยุทธ์มองแนวต้าน 4,700 เหรียญเป็นจุดขายทำกำไร และรอซื้อเมื่อย่อตัวแถว 4,650–4,615 เหรียญ โดยภาพรวมตลาดเริ่มเป็น Risk-on จาก Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงที่ฟื้นตัว ทำให้ทองคำตอนนี้ยัง “ดูดี แต่ต้องพิสูจน์”

    .

    ทองคำมีโอกาสขึ้นถึง 73,000 บาทจริงไหม?มีโอกาส แต่ต้องผ่านแนวต้าน 4,700 เหรียญให้ได้ก่อน หากผ่านได้อย่างแข็งแรง จะเปิดทางไปสู่โซน 4,800–4,900 เหรียญ ซึ่งสอดคล้องกับระดับประมาณ 73,000 บาท

    ถ้าทองหลุด 4,500 เหรียญ จะเกิดอะไรขึ้น?จะเป็นสัญญาณลบชัดเจน และมีโอกาสเกิดแรงเทขายรุนแรง เพราะเป็นแนวรับสำคัญของรอบนี้

    ควรเข้าซื้อทองตอนนี้เลยไหม?ไม่ควรไล่ราคา ควรรอจังหวะย่อตัวเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดีและลดความเสี่ยง

    ตัวเลข Non-farm Payrolls สำคัญยังไงกับทอง?เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีผลต่อดอกเบี้ย หากตัวเลขแข็งแกร่ง ทองมักถูกกดดัน แต่ถ้าอ่อนแอ ทองมีโอกาสปรับขึ้น

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/RNWxW651uus

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-06-05-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qgIwrGusKcxPve7ZyZYfN

  • ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ยุทธศาสตร์ “สกัด” วิกฤตเศรษฐกิจ 5 ระลอก

    รัฐบาลประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่าปัจจุบันประเทศได้ผ่านวิกฤต 3 ระลอกแรกมาแล้ว คือภาวะสงคราม ราคาน้ำมันพุ่งสูง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20-30 การออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยับยั้งไม่ให้เศรษฐกิจไทยถลำลึกเข้าสู่ระลอกที่ 4 คือวิกฤตค่าครองชีพสูง และระลอกที่ 5 ซึ่งอันตรายที่สุดคือ “วิกฤตกำลังซื้อหดตัว” อันเนื่องมาจากรายได้คงที่แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    โครงสร้างงบประมาณ: แบ่งสองส่วนเพื่อการพยุงและเปลี่ยนผ่าน

    วงเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท ถูกจัดสรรออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้ 

    200,000 ล้านบาทแรก (Short-term Relief): มุ่งเน้นการเยียวยาและพยุงค่าครองชีพ

    200,000 ล้านบาทหลัง (Long-term Transformation): มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์

    มาตรการเยียวยาและลดภาระภาคการผลิต 30 ล้านคน

    งบประมาณส่วนแรก จะถูกนำไปใช้เพื่อสิทธิประโยชน์ของกลุ่มเปราะบางและผู้ได้รับสิทธิ์ตามระเบียบปกติ รวมกว่า 30 ล้านคน โดยครอบคลุมการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตร เช่น การจัดหาปุ๋ยและเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพของฐานรากทางเศรษฐกิจไม่ให้เกิดภาวะหยุดชะงักจากการแบกรับต้นทุนที่สูงเกินไป

    พลังงานสะอาด: หัวใจสำคัญของการดึงดูด New S-Curve

    งบประมาณส่วนที่สองเปรียบเสมือนการวางเสาเข็มใหม่ให้ประเทศ โดยจะใช้ปรับปรุงโครงสร้างจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจนวัตกรรมระดับโลก เช่น Data Center และ AI Hub ซึ่งปัจจุบันมีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้วกว่า 80 ราย การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต

    กลไกการพิจารณาและธรรมาภิบาลการคลัง

    รัฐบาลกำหนดแผนงานที่ชัดเจน โดยจะนำ พ.ร.ก. เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม และตั้งเป้าเริ่มเบิกจ่ายเงินงวดแรกในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการโดยเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลการใช้จ่ายให้เป็นไปตามวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้านเกี่ยวกับการวินิจฉัยความ “จำเป็นเร่งด่วน” ตามกฎหมาย

    สรุปภาพรวมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต

    แผนการกู้เงินครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนในเชิงหลักการจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ว่าการมุ่งเน้นพลังงานสะอาดจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบอย่างมั่นคง รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการลงทุนครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลดความเป้าบางและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลสืบไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SZtviGCtYTO2kEWEocdAC

  • ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย


    7/05/2569 | 14 |

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11   พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 202 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเทวินทร์ นรินทร์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ

    การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมมีมติสำคัญโดยเห็นชอบให้เสนอ “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” เป็น อุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติของไทยสู่การยอมรับในระดับภูมิภาค โดยโอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อเสนอให้ครบถ้วน โดยต้องแสดงจุดเด่นของระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่ราบถึงยอดเขา สะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการเป็นพื้นที่ต้นแบบ ควบคู่กับการเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้รับอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ ให้พิจารณานำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิไปประกอบการดำเนินงาน โดยเฉพาะการพัฒนา “ดอยอินทนนท์” ให้เป็น พื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำแผนเชิงรุกเพื่อเสนอพื้นที่ที่มีศักยภาพเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีอาเซียน

    ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังเน้นย้ำอีกว่า การดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพต้องตั้งอยู่บนประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และต้องเร่งเดินหน้าอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio Economy) เพื่อเปิดมิติใหม่ของการพัฒนาประเทศ โดยทุกหน่วยงานต้องบูรณาการความร่วมมือ และเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนอย่างรวดเร็ว
    นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไก การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit Sharing: ABS) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำทรัพยากรชีวภาพไปต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม และคืนประโยชน์กลับสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับในส่วนของวาระอื่น ๆ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เห็นชอบมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน จำนวน 31 ชนิด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจ ตลอดจนเห็นชอบสนับสนุนการพัฒนา “บางกะเจ้า” เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมไปถึงเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานในภาพรวม ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งผลักดันมติที่ประชุมสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยื


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/500834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UDKtuUSdBFFTxvYonC6zH