Category: เศรษฐกิจ

  • ‘พร้อมพงศ์’ จี้รื้อใหญ่มหาดไทย เสนอเลือกผู้ว่าฯ-ปรับ ครม.แก้ปากท้อง

    ‘พร้อมพงศ์’ จี้รื้อใหญ่มหาดไทย เสนอเลือกผู้ว่าฯ-ปรับ ครม.แก้ปากท้อง

    “พร้อมพงศ์” หนุนรีเซตกระทรวงมหาดไทย แต่ขออย่าเป็นแค่สลับเก้าอี้ พร้อมเสนอปฏิรูปบทบาทผู้ว่าฯ เป็น “แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด” และเปิดทางให้ประชาชนเลือกผู้ว่าฯ ในพื้นที่ ย้ำการปรับ ครม.ต้องตอบโจทย์ลดค่าครองชีพ ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

    1 สิงหาคม 2569 -นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งสัญญาณอาจมีการปรับทัพข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง พร้อมประกาศรีเซตกระทรวงมหาดไทยใหม่ โดยย้ำให้ยึดเรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นศูนย์ และจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิดนั้น ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน ซึ่งตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่จังหวัด การยกระดับกระทรวงต้องวัดจากความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ ไม่ใช่เป็นเพียงการโยกย้ายตำแหน่งหรือสลับเก้าอี้ดนตรี

    พร้อมระบุว่า กรณีพบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย เป็นเรื่องที่ต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากพบผู้กระทำผิดไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่เพียงใด ก็ต้องไม่มีข้อยกเว้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจของการบริหารประเทศ

    นายพร้อมพงศ์ ยังเสนอให้ยกระดับบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น “แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด” ทำหน้าที่บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างงาน สร้างรายได้ ดึงการลงทุน ดูแลเกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ประชาชนควรได้รับบริการจากภาครัฐที่รวดเร็ว ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที มีระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และเดินหน้าป้องกันปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังถึงต้นตอ เนื่องจากปัจจุบันยาเสพติดยังแพร่ระบาดอย่างหนัก พร้อมทั้งผลักดันการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า อีกหนึ่งข้อเสนอที่มีการพูดถึงมาโดยตลอด คือการกระจายอำนาจให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดได้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง แทนการแต่งตั้งจากส่วนกลาง โดยอาจเริ่มนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม พร้อมกำหนดดัชนีชี้วัดด้านผลงานและความโปร่งใสอย่างเข้มข้น เพื่อให้การบริหารงานตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น

    อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะยืนยันว่า ยังไม่ใช่ช่วงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี แต่เชื่อว่าในที่สุดจะต้องมีการปรับ ครม. อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับงาน สามารถบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพและค่าพลังงาน ปราบปรามขบวนการสีเทา ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีต้องรับฟังและไม่ควรทำให้ประชาชนผิดหวัง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1042339/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw378-nb-cetj03QeZOcl1tY

  • “อนุทิน” ลั่นพา “ไทย” ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ! ชูวิสัยทัศน์ลุย “ปฏิรูปราชการ ปั้นคน หนุนวิจัย ดันเศรษฐกิจไทย”

    “อนุทิน” ลั่นพา “ไทย” ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ! ชูวิสัยทัศน์ลุย “ปฏิรูปราชการ ปั้นคน หนุนวิจัย ดันเศรษฐกิจไทย”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/164529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I8UEj–hXTTwbHhUgRvdY

  • ปธ.เฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ย ชี้แรงขายพันธบัตรสะท้อนตลาดยังไม่มั่นใจการสกัดเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    ปธ.เฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ย ชี้แรงขายพันธบัตรสะท้อนตลาดยังไม่มั่นใจการสกัดเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    การเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้สะท้อนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จำเป็นต้องตอกย้ำความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อัลเบอร์โต มูซาเล็ม ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทมส์ (FT)

    มูซาเล็มระบุว่า ในช่วงเวลานี้ การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าการรอจนต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่และรวดเร็วในภายหลัง

    แม้มูซาเล็มเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในปีนี้ เขาเปิดเผยว่า ในการประชุมสัปดาห์ล่าสุด เขาได้แสดงความเห็นสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

    อย่างไรก็ตาม เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยเลือกติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่จะประกาศในระยะต่อไป ก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบายครั้งถัดไป

    การคงอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟด ที่ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจทบทวนองค์ประกอบบางส่วนของกรอบการดำเนินนโยบายด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างมาก และผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาพันธบัตร

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย หนี้ภาคธุรกิจ และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ อีกทั้งยังอาจกดดันมูลค่าหุ้น เนื่องจากผลตอบแทนในอนาคตของบริษัทมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตร

    ในการประชุมครั้งล่าสุด กรรมการ FOMC ที่มีสิทธิออกเสียง 3 จากทั้งหมด 12 คน ลงมติไม่เห็นด้วยกับการคงอัตราดอกเบี้ย และสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% โดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คนระบุเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) ว่า การไม่ปรับขึ้นต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นในทันที อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด ซึ่งเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับดังกล่าวต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปีแล้ว

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 67% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย.

    ความเห็นของมูซาเล็มยังสะท้อนว่า การสนับสนุนนโยบายการเงินที่เข้มงวดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรรมการ FOMC 3 คนที่ลงมติคัดค้าน แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่เฟดรายอื่นด้วย ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาและจังหวะของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

    โดยทั่วไป การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักเป็นปัจจัยบวกต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร แต่จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็น

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/624540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20RPMSeTwn-FT2EYrAZ5Nt

  • ทร. เคาะผลเรือฟริเกตแล้ว ยันยึดตาม TOR เชื่อดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย 7.2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    ทร. เคาะผลเรือฟริเกตแล้ว ยันยึดตาม TOR เชื่อดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย 7.2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    กองทัพเรือ สรุปผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเรียบร้อยแล้ว โดยยึดตาม TOR อย่างเคร่งครัด และอยู่ระหว่างเสนอผลการพิจารณาเพื่อรออนุมัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดโครงการ 7,250 ล้านบาท

    พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือตระหนักดีว่าสังคมมีความคาดหวังว่าจะได้รับทราบผลการพิจารณาโดยเร็ว แต่ในระหว่างที่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ กองทัพเรือยังไม่สามารถเปิดเผยผลการพิจารณาหรือรายละเอียดของข้อเสนอแต่ละรายได้ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับการอนุมัติครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว กองทัพเรือพร้อมเปิดเผยผลการพิจารณาและชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถร่วมตรวจสอบกระบวนการได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และยังคงรักษาความเป็นธรรมต่อผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

    โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเป็นโครงการสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และการดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจมีความสำคัญต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ กองทัพเรือยึดหลักการพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Evaluation) โดยพิจารณาจากเอกสารคุณสมบัติ ข้อมูลทางเทคนิค ข้อเสนอด้านราคา และรายละเอียดอื่น ๆ ที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายได้ยื่นไว้ภายในกรอบเวลาที่กำหนดเท่านั้น ทั้งนี้ การประเมินเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

    นอกจากทำการตรวจสอบความครบถ้วนและความสอดคล้องของข้อเสนอตามหลักเกณฑ์แล้ว คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความสมเหตุสมผล และความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามข้อเสนอในทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอเสนอไว้ สามารถดำเนินการได้จริง เกิดผลเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพเรือและประเทศ

    หัวใจสำคัญของการพิจารณาคือการตอบสนองต่อความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือ (Staff Requirements) ซึ่งจัดทำขึ้นจากการวิเคราะห์ภารกิจ สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง และความจำเป็นในการปฏิบัติการทางทะเลของประเทศในอนาคต ดังนั้น กองทัพเรือ จึงมิได้พิจารณาเฉพาะราคาหรือสมรรถนะของตัวเรือเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงนโยบายการตอบแทนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ (Offset Policy) เพื่อให้การจัดหาเรือฟริเกตในครั้งนี้เป็นมากกว่าการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และศักยภาพของประเทศในระยะยาว

    สำหรับข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset) ที่ผ่านการพิจารณา มีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงภายในประเทศไทย (Actual Value) ตลอดโครงการกว่า 7,250 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 43% ของมูลค่าโครงการ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะเกิดจากการลงทุน การจ้างงาน การจัดซื้อจากผู้ประกอบการไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย ขณะที่ข้อเสนอดังกล่าวยังมี มูลค่าผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Credit Value) มากกว่า 150% ของมูลค่าโครงการ ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว

    และเมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย การจ้างแรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 53,650 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 320% ของมูลค่าโครงการ สะท้อนถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาว นอกเหนือจากการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ

    โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้ติดตามและให้ข้อสังเกตตลอดกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้

    กองทัพเรือเชื่อมั่นว่าการพิจารณาโครงการครั้งนี้ได้ดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยยึดความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือเป็นสำคัญ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ภายใต้หลักกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล ความคุ้มค่า และผลประโยชน์สูงสุดของชาติ เพราะ “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/624500&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fwX7QOnBNqFKpa7aSfCkh

  • พาณิชย์ เปิด ‘ไทยช่วยไทย’ หั่นราคา 60% ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    พาณิชย์ เปิด ‘ไทยช่วยไทย’ หั่นราคา 60% ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    พาณิชย์ เปิด ‘ไทยช่วยไทย’ หั่นราคา 60% ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงพาณิชย์ผนึกกำลังห้างท้องถิ่น 800 สาขา จัดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ ลดค่าครองชีพสูงสุด 60% ตั้งเป้าเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้าน

    กระทรวงพาณิชย์จับมือเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นทั่วไทย เปิดตัวแคมเปญใหญ่ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost ณ ห้างตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ จังหวัดอุดรธานี มุ่งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ผ่านการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ สสว. และภาคเอกชน ครอบคลุมร้านค้าชุมชนกว่า 130 แห่ง รวม 800 สาขาทั่วประเทศ

    ​มหกรรมลดราคาครั้งนี้ขนทัพสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาหั่นราคาลงสูงสุดถึง 60% พร้อมอัดฉีดคูปองส่วนลดพิเศษมูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 สิงหาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

    ​นอกจากความคุ้มค่าของผู้บริโภคแล้ว โครงการนี้ยังช่วยปูทางให้ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ผลิตไทยได้ขยายช่องทางการจำหน่าย ผ่านการสร้างตราสัญลักษณ์ร้านค้า การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์-ออฟไลน์ ตลอดจนการใช้รถแห่และ อินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นเข้ามาช่วยสร้างสีสันและดึงดูดลูกค้าเข้าสู่ร้านค้าปลีกประจำจังหวัดอย่างคึกคัก

    ​สำหรับพิธีเปิดงาน ณ ห้างตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ สาขานาดี ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ เพราะห้างท้องถิ่นแห่งนี้เปิดดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 34 ปี และเป็นต้นแบบห้างค้าส่ง-ค้าปลีกแถบภาคอีสานที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถสร้างเครือข่ายร้านโชห่วยในชุมชนได้มากกว่า 2,500 ร้านค้า เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไทยอย่างแท้จริง

    การผลักดันเครือข่ายค้าปลีกท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมืออาชีพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ค้าในพื้นที่ จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้ประชาชนได้ซื้อของดีราคาประหยัด แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไทยรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    ​โครงการ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost จึงไม่ใช่แค่การจัดโปรโมชันลดราคาชั่วคราว แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าที่เกื้อกูลกัน ตั้งแต่โรงงานผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงร้านโชห่วยในชุมชน ให้สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อนำไปสร้างกำไรและหมุนเวียนรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น

    ​กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชื่อว่าความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความแข็งแกร่ง ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/746298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgYd4oGCKMM2cYWztWba

  • ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ดีเซล เบนซินเงื่อนไขอย่างไร ถึงเมื่อไหร่

    ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ดีเซล เบนซินเงื่อนไขอย่างไร ถึงเมื่อไหร่

    ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. เป็นกระแสที่กำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากราคาน้ำมันถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน

    อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญก็คือ “ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท.” มีเงื่อนไขอย่างไร

    ทั้งนี้ จาการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” เพื่อคลายข้อสงสัยการลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ต้องทำอย่างไรพบว่า

    สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น (PTT Station) หรือปั๊มปตท. จัดโปรโมชันพิเศษรับส่วนลด 1 บาทต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการเติมเอง (Self Serve) ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ 

    ชนิดน้ำมัน

    • สามารถลดราคาได้กับน้ำมันทุกชนิดทั้งเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลแบบไม่จำกัดจำนวนลิตรในการเติม

    ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ดีเซล เบนซินเงื่อนไขอย่างไร ถึงเมื่อไหร่

    จำนวนปั๊มปตท.ที่ร่วมรายการ

    • ปัจจุบันมีปั๊มน้ำมันแบบ Self Serve ครอบคลุมกว่า 240 แห่งทั่วประเทศ

    ระยะเวลา

    • วันที่ 1-31 ส.ค. 69

    วิธีการเติมน้ำมัน

    • สั่งเติมผ่านแอป blusplus+ โดยเลือกสถานีบริการ ประเภทน้ำมัน จำนวนเงิน/ลิตร หน้าจ่าย และช่องทางชำระเงิน
    • ยกมือจ่าย น้ำมันตามหน้าจ่ายและชนิดน้ำมันที่เลือก
    • เสียบมือจ่าย เข้าถังน้ำมันรถให้สุดก่อนเริ่มบีบ
    • เติมน้ำมัน โดยบีบค้างไว้จนกว่าจะเติมเสร็จสมบูรณ์
    • วางมือจ่ายคืน กลับเข้าช่องให้ถูกต้อง

    ราคาน้ำมันขายปลีกปั๊มปตท.ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นปัจจุบันเป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท 
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ดีเซล เบนซินเงื่อนไขอย่างไร ถึงเมื่อไหร่

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท 
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท 
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S3JKVex_9gwf1HUMpIs_T

  • โดนแล้ว! สมอ. ลงพื้นที่ตลาดสำเพ็ง ไล่จับ “สกุชชี่” ไร้ มอก. กว่า 1.9 หมื่นชิ้น  | เดลินิวส์

    โดนแล้ว! สมอ. ลงพื้นที่ตลาดสำเพ็ง ไล่จับ “สกุชชี่” ไร้ มอก. กว่า 1.9 หมื่นชิ้น  | เดลินิวส์

    หลัง “สกุชชี่” ของเล่นสารพัดรูปแบบลายน่ารัก ได้รับความนิยมทั้งเด็ก และวัยรุ่น  ล่าสุด“ สมอ.” ได้ลงพื้นที่ปูพรมตรวจตลาดสำเพ็ง กวาดล้าง “สกุชชี่” ไม่มี มอก. จำนวน 19,665 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท สกัดสินค้าเสี่ยงเจือปนสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก พร้อมเตรียมดำเนินคดีกับผู้จำหน่ายและผู้นำเข้าทุกราย ย้ำเตือนผู้บริโภคให้เลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่แสดงเครื่องหมาย มอก. เพื่อความปลอดภัย

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า “สกุชชี่” จัดอยู่ในกลุ่ม “ของเล่น” ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายของ สมอ. ที่บังคับให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 685 เล่ม 1–2562 ปัจจุบันสินค้าดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างสูงในสื่อสังคมออนไลน์และมีการจำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่ามีสินค้าจำนวนมากในท้องตลาดที่ไม่มีการแสดงเครื่องหมาย มอก. ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน จากการปนเปื้อนของสารเคมี โลหะหนัก สารแต่งกลิ่น และสารเคลือบผิวที่ไม่ได้มาตรฐาน

    “สมอ. ได้ติดตามและเฝ้าระวังการจำหน่ายสกุชชี่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok ซึ่งมุ่งเน้นไปที่บัญชีร้านค้าที่มีผู้ติดตามและยอดเข้าชมสูง จากการสืบสวนและขยายผลเชิงลึกพบว่า มีร้านจำหน่ายและศูนย์กระจายสินค้ารายใหญ่จำนวน 6 แห่ง ตั้งอยู่ในย่านตลาดสำเพ็ง จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบโดยทันที จากการตรวจสอบร้านจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง พบสกุชชี่ไม่ได้มาตรฐานจำนวน 19,665 ชิ้น มูลค่ารวม 1,013,109 บาท 

    โดยพบว่าผู้ประกอบการ 1 ใน 6 ราย ดำเนินธุรกิจในลักษณะเป็นทั้งผู้จำหน่ายและผู้นำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต อีก 5 ราย เป็นผู้จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ สมอ. จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ประกอบการทุกราย โดยผู้จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในขณะที่ผู้นำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สกุชชี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่มักผลิตจากวัสดุประเภทโพลียูรีเทน (Polyurethane) และโฟมเกรดต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และสารกลุ่มพทาเลต (Phthalates) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและสารรบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ บางชนิดถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายอาหารและมีสารแต่งกลิ่น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะนำเข้าปาก ก่อให้เกิดอันตรายจากสารพิษหรือภาวะทางเดินหายใจอุดตัน การสัมผัสหรือสูดดมสารระเหยอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและกระตุ้นให้เกิดภาวะภูมิแพ้ อีกทั้งคุณสมบัติของวัสดุที่อมความชื้นยังเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและเชื้อรา หากรักษาความสะอาดไม่เพียงพออาจก่อให้เกิดโรคทางผิวหนังได้

    สมอ. จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ปกครองเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่นให้บุตรหลาน โดยต้องพิจารณาเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย มอก. และคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่อยู่คู่กับเครื่องหมายเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ได้รับอนุญาต ป้องกันการปลอมแปลงเครื่องหมาย ซึ่งเป็นการรับประกันว่าสินค้าดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการทดสอบความปลอดภัยทางเคมี โลหะหนัก และคุณสมบัติทางกลแล้ว โดยฉลากสินค้าจะต้องแสดงชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า อายุของผู้เล่นที่เหมาะสม ข้อควรระวัง และบรรจุอยู่ในหีบห่อที่สะอาดและมิดชิด ทั้งนี้ สมอ. ได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการตรวจสอบแหล่งจำหน่ายในทุกพื้นที่ และจะขยายผลการสืบสวนไปยังแหล่งต้นตอของกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6072977/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lKWg_rF4ngizxxrovNsUl

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665358&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LOnJid326RH4tu0yComZK

  • ‘ทุนธรรมชาติ’เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย  ขายเครดิตรถเมล์ EV – พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

    ‘ทุนธรรมชาติ’เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย ขายเครดิตรถเมล์ EV – พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

    ความท้าทาย และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงไทยและอาเซียน ทำให้การมองหาเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจจะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) หรือ เศรษฐกิจมหาสมุทรที่ยั่งยืน หมายถึง แนวคิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล มหาสมุทร ชายฝั่ง รวมถึงแม่น้ำและแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และยกย่องคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยต้องควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน

    จากรายงานฉบับล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา”( OECD ) เรื่อง Financing Southeast Asia’s Blue Economy: Development Assistance and Beyond ระบุว่า   เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นทั้งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และก็เป็นแหล่งของความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย ทั้งนี้หากนับอัตราการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน กับกลุ่มโอเชียเนียแล้วก็จะพบว่า มีส่วนแบ่งของเศรษฐกิจสีน้ำเงินมากถึง 7.4% เมื่อปี 1995 และเพิ่มเป็น 10.7% ในปี 2019

    สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)คิดเป็น 30% ของจีดีพีและมีสัดส่วนสร้างการจ้างงานประมาณ 25% ของแรงงานทั้งหมด

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มี สถานะทรัพยากรประมงค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยคะแนน Fish Stock Status ของไทยอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าปลาที่จับได้จำนวนมากมาจากแหล่งประมงที่ถูกใช้ประโยชน์เกินขนาด (overexploited) หรือเสื่อมโทรมแล้ว

    OECD ยังระบุว่าการใช้พลาสติกในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ภายในปี 2050 อาเซียนอาจเป็นแหล่งรั่วไหลของพลาสติกสู่ทะเลเกือบ 35% ของโลก ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเร่งพัฒนาระบบจัดการขยะและลดมลพิษทางทะเล

    ทั้งนี้ ไทยอยู่ในกรอบความร่วมมือ ASEAN Blue Economy ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนที่ดำเนินงานภายใต้ ASEAN Leaders’ Declaration on the Blue Economy (2021)

    และ ASEAN Blue Economy Framework (2023) โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ,การลงทุนสีฟ้า (Blue Finance) ,การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    รายงานระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี ช่องว่างด้านเงินลงทุน (Blue Finance Gap) สูงถึงประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์จนถึงปี 2030 โดยไทยจะต้องอาศัยแหล่งเงินทุนที่หลากหลายมากกว่าความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) เช่น Blue Bonds,Blended Finance,Blue Carbon Debt-for-Nature Swap เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านท่าเรือ พลังงานนอกชายฝั่ง การจัดการขยะ และการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล

            “Blue Economy มีบทบาทสูงมากต่อเศรษฐกิจไทย (ประมาณ 30% ของ GDP) ทรัพยากรประมงของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการใช้ประโยชน์เกินขนาดไทยควรเร่งลงทุนด้านเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืน ลดมลพิษพลาสติก และพัฒนากลไกการเงินสีฟ้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว” 

             นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง  ให้การต้อนรับนายเปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ในการหารือแนวทางความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งสีเขียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบราง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง ว่า ด้านการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขนส่งของประชาชน

    ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งให้ได้ 41 ล้านตันคาร์บอน หรือคิดเป็น35% ของเป้าหมายประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2030 เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) 

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ไทยขอบคุณสมาพันธรัฐสวิสที่ให้ความร่วมมือกับภาคเอกชนของไทยในการดำเนินโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางสาธารณะเป็นรถโดยสารไฟฟ้า (Bangkok E-Bus Programme) จำนวน 3,100 คัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตได้รวมกว่า 500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2573 อันเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนคมนาคมสีเขียวของประเทศไทย

    นายเปโดร ระบุว่าความสำเร็จของประเทศในการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและการบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบ Mode Shift หรือการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการขนส่งทางถนนถึง 3 – 5 เท่า และยังช่วยลดต้นทุนการขนส่งต่อตันต่อกิโลเมตรได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมแสดงความพร้อมในการสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี หากประเทศไทยมีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งเพิ่มเติมในอนาคต

          ด้านองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ระบุว่า การเสนอขาย “พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน” (Sustainability-Linked Bond) ประจำปี 2569 เป็นครั้งแรก อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.74% ต่อปี วงเงินเสนอขาย 4,500 ล้านบาท โดยมีธนาคารออมสินและธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ผู้จัดการการจัดจำหน่าย)  โดยได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนอย่างล้นหลาม มียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าเสนอขายถึง 1.65 เท่า

     การระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้รับการค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ซึ่ง ขสมก. จะนำเงินไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ และเดินหน้าเป้าหมายสำคัญ (KPI) คือการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน มาให้บริการทดแทนรถโดยสารเดิม

    'ทุนธรรมชาติ'เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย  ขายเครดิตรถเมล์ EV - พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39abCZ6O-6WDIpfEiwhRPn

  • เปิด 2 เหตุผล ไทยช่วยไทยพลัส เติมเงิน 1,000 บาทให้แล้ว แต่ทำไมคนยังไม่คึกคัก

    เปิด 2 เหตุผล ไทยช่วยไทยพลัส เติมเงิน 1,000 บาทให้แล้ว แต่ทำไมคนยังไม่คึกคัก

              เปิด 2 เหตุผล ไทยช่วยไทยพลัส เติมเงินรอบเดือนสิงหาคม 2569 อีก 1,000 บาท แต่ทำไมคนยังไม่คึกคักเท่าที่ควร

    ไทยช่วยไทยพลัส

              วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ข่าวช่องวัน รายงานว่า วันนี้เป็นวันแรกของการเติมเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส อีก 1,000 บาท และใช้ได้ถึง 31 สิงหาคม นี้ โดยรัฐช่วยเหลือในอัตรา 60/40

              อย่างไรก็ตาม แม้จะเติมเงินเข้ามาใหม่ ตลาดในบางพื้นที่กลับมีคนบางตา ทั้งที่ควรจะมีคนหนาแน่น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ 2 เหตุผล ดังนี้

              1. คนไม่มีเงินสดมาเติมเงินเพื่อซื้อของ จ่ายในส่วน 40%

              2. อาจจะเป็นวันหวยออก ทำให้คนอยู่บ้านรอตรวจหวย

    ไทยช่วยไทยพลัส
    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

    ขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวช่องวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view302832.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GSKh8Jx__sVwkyJNABspH