Category: เศรษฐกิจ

  • “ไทยช่วยไทย พลัส” ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 86,000 ล้าน

    “ไทยช่วยไทย พลัส” ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 86,000 ล้าน

    วันนี้ (2 ส.ค.2569) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หลังดำเนินโครงการครบ 2 เดือน โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 เวลา 23.00 น. มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 86,442.6 ล้านบาท

    ข้อมูลระบุว่า มีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จำนวน 977,059 ร้าน และร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด

    สำหรับยอดใช้จ่ายรวม 86,442.6 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 3.4

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการที่ ครม. อนุมัติเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยใช้รูปแบบรัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40

    นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่อง และยอดขาย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการ รวมถึงสร้างข้อมูลทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต

    สำหรับผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ยังสามารถใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.2569 โดยภาครัฐร่วมจ่าย ร้อยละ 60 ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่ร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่วงเงินคงเหลือในแต่ละเดือน จะไม่สามารถนำไปใช้ต่อในเดือนถัดไปได้ จึงขอให้วางแผนการใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด

    อ่านข่าว :

    “ทรัมป์” ประกาศยุติโจมตีอิหร่าน ย้ำต้องเร่งบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ

    กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” มุ่งหน้าญี่ปุ่น-จีน ไม่เข้าไทย

    อียูถกฉุกเฉินวิกฤตผู้อพยพ สเปนยันคุมสถานการณ์พรมแดนติดโมร็อกโกได้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ab68XwXVQMtCiCv0_8EP7

  • ‘พร้อมพงศ์’ ชี้ รื้อใหญ่มหาดไทย อย่าทำเหมือนสลับเก้าอี้ดนตรี ผุดไอเดีย ผู้ว่าฯ ‘แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด’ ถึงเวลาประชาชนเลือกผู้ว่าฯ

    ‘พร้อมพงศ์’ ชี้ รื้อใหญ่มหาดไทย อย่าทำเหมือนสลับเก้าอี้ดนตรี ผุดไอเดีย ผู้ว่าฯ ‘แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด’ ถึงเวลาประชาชนเลือกผู้ว่าฯ

    ‘พร้อมพงศ์’ ชี้ รื้อใหญ่มหาดไทย อย่าทำเหมือนสลับเก้าอี้ดนตรี ผุดไอเดีย ผู้ว่าฯ ‘แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด’ ถึงเวลาประชาชนเลือกผู้ว่าฯ กระตุกสางปมทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำโจทย์ใหญ่ ปรับ ครม. แก้ปัญหาค่าครองชีพ ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

    นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณ อาจจะมีการปรับทัพข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย หลายตำแหน่ง พร้อมกับให้คำมั่นอย่างหนักแน่นอีกด้วยว่า จะรีเซตกระทรวงมหาดไทยใหม่ ขอให้ทำเรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นศูนย์ อย่าทำให้เป็นกระทรวงมหาไถ จะไม่ปกป้องคนทำผิดนั้น ตนเห็นด้วยเลย จะถือว่าเป็น สัญญาประชาคม ที่ให้กับประชาชน 

    บทบาทภารกิจกระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่จังหวัด การยกระดับกระทรวงจึงต้องวัดจากความโปร่งใส ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ อย่าทำให้ดูเหมือนการโยกย้ายตำแหน่งคือ สลับหมุนเวียนเก้าอี้ดนตรี จากกรณีที่พบความผิดปกติคะแนนสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กว่า 5,000 ราย เป็นเรื่องที่ต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ไม่ว่าคนนั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน ต้องไม่มีข้อยกเว้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อระบบราชการ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจของการบริหารประเทศ

    นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ขอเสนอให้ยกระดับบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจของจังหวัด ทำหน้าที่บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างงาน สร้างรายได้ ดึงการลงทุน ดูแลเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ประชาชนคาดหวังจะได้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้บริการที่รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงที การแจ้งเตือน บริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง จัดการไปถึงต้นตอขาใหญ่แหล่งที่มา เพราะทุกวันนี้ ยาเสพติดหาง่าย ขายคล่อง แพร่ระบาดอย่างหนัก นอกจากนี้ยังอยากเห็น การนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาช่วยการทำงานส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง 

    “ข้อเสนอที่มีการพูดมาทุกยุคทุกสมัย อยากให้เกิดการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะผู้ว่าจังหวัด ให้ประชาชนในจังหวัดนั้นๆได้มีโอกาสเลือกผู้ว่าฯ เป็นของตัวเอง ดีกว่าให้ส่วนกลางโยกคนลงมา และบางครั้งเราจะเห็นคนที่มาอยู่ในตำแหน่งไม่นานก็จะเกษียณแล้ว จึงไม่เกิดการเร่งรัด พัฒนางานจังหวัด ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น โดยเรื่องนี้อาจจะนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม เพื่อให้อิสระในการบริหารจัดการแต่มีดัชนีชี้วัดที่เข้มข้นทั้งในเรื่องผลงานและความโปร่งใสการบริหารงาน”นายพร้อมพงศ์กล่าว

    อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า ส่วนกระแสข่าวการปรับครม.นั้น แม้นายกรัฐมนตรี จะออกมาปฏิเสธ ยังไม่ใช่ช่วงเวลานี้ แต่จะช้าหรือเร็วจะมีการปรับครม.แน่นอน แต่จะปรับใคร ตำแหน่งใดบ้าง ตนไม่ก้าวล่วง เพียงแต่ขอสะท้อนไปถึงความต้องการของประชาชน เมื่อไปสำรวจความคิดเห็นคราใด มักได้ยินความคิดเห็น อยากให้นายกฯเลือกคนให้เหมาะกับงาน บูรณาการทุกภาคส่วน แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพ ค่าพลังงานที่พุ่งขึ้นสูง กวาดล้างขบวนการสีเทา ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนักรับฟังถึงเสียงสะท้อน อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/g34jMd0zI&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P5pTsPRuiA263hRZalZ4t

  • “สิริพงศ์” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ เร่งพัฒนาระบบราง-ถนน หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้ : อินโฟเควสท์

    “สิริพงศ์” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ เร่งพัฒนาระบบราง-ถนน หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามการยกระดับศักยภาพระบบคมนาคมขนส่งทางรางและทางถนนในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ โดยตรวจเยี่ยมการให้บริการ ณ สถานีรถไฟศรีสะเกษ พร้อมด้วยนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) และเจ้าหน้าที่ ขร. เพื่อติดตามการให้บริการเดินรถ การบริหารจัดการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า

    รวมถึงรับฟังแผนการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่สถานี บริเวณวงเวียนน้ำพุหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ โดยปรับปรุงลานน้ำพุระดับผิวถนน เเสงสว่าง เเละภูมิทัศน์รอบวงเวียน เพื่อยกระดับการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

    สำหรับสถานีรถไฟศรีสะเกษเป็นสถานีสำคัญบนเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ เชื่อมกรุงเทพมหานครกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ปัจจุบันมีขบวนรถให้บริการวันละ 20 ขบวน ครอบคลุมรถด่วนพิเศษ รถด่วน รถเร็ว และรถท้องถิ่น รองรับผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 1,900 คนต่อวัน พร้อมมีระบบขนส่งต่อเนื่อง (Feeder) ได้แก่ รถสองแถว รถแท็กซี่ รถตู้ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน

    ในอนาคต สถานีรถไฟศรีสะเกษจะสามารถเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ–อุบลราชธานี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อการเดินทาง และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่

    ทั้งนี้ รมช.คมนาคมได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาระบบคมนาคมของจังหวัด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ให้สามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

    ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า ขร. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรางควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transport) โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับระบบขนส่งสาธารณะและโครงข่ายถนน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่และภูมิภาคในระยะยาว

    อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงการคมนาคมกับภูมิภาคใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน 

    การพัฒนาระบบรางให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทั้งภายในพื้นที่และระหว่างจังหวัด ตลอดจนเสริมความสมบูรณ์ของโครงข่ายคมนาคม อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในระยะยาว

    ทั้งนี้ ขร. พร้อมบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร / ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/624635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3arE0kEF6Brp2Z5yM2A_FG

  • ส.อ.ท.หารือสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หารือสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หารือสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะผู้บริหาร ส.อ.ท.ให้การต้อนรับ Mr. Daniel Newman, Deputy Counsellor for Economic Affairs, สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา

    โดยในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐฯ ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย ตลอดจนพัฒนาการด้านการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบังคับใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคอุตสาหกรรมไทยให้ความสนใจและมีความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการค้า การลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนไทยในการจัดกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เพื่อใช้เวทีดังกล่าวเป็นโอกาสในการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนไทย สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนักลงทุนและภาคธุรกิจจากนานาประเทศ รวมถึงผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. ได้แสดงความยินดีต่อการที่บริษัทสหรัฐฯหลายแห่งได้ขยายการลงทุนในไทย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งแสดงความคาดหวังว่าจะมีบริษัทสหรัฐฯรายอื่นเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นในอนาคต

    “สหรัฐฯยังคงเป็นตลาดส่งออกและคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และหวังว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”นางพิมพ์ใจ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/980914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SXJ7U0SphsGGglUzSELTw

  • ผู้ว่าการธปท. ชี้โลกยุค Multi World เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจไทย

    ผู้ว่าการธปท. ชี้โลกยุค Multi World เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจไทย

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุโลกกำลังเข้าสู่ยุค “Multi World” ที่ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์หลอมรวมเป็นความเสี่ยงใหม่ ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรผิดทาง (Resource Misallocation) พร้อมผลักดันการใช้ Big Data ยกระดับการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น ควบคู่กับการปิดช่องโหว่เศรษฐกิจนอกระบบ เดินหน้าสกัดทุนเทา ธุรกรรมทองคำ และการโอนเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผิดปกติ

    โลกยุค Multi World เศรษฐกิจไทยต้อง “ดูดซับแรงกระแทก”

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน The INTANIA Forum : SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER จัดโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Multi World ที่ไม่มีประเทศมหาอำนาจใดสามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกได้เพียงฝ่ายเดียว

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์ได้ขยายผลสู่ “ภูมิเศรษฐศาสตร์” (Geoeconomics) อย่างชัดเจน โดยมาตรการภาษี การค้า และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ถูกใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันระหว่างประเทศ ส่งผลให้โลกเผชิญแรงกระแทก (Global Shock) บ่อยครั้ง ทั้งจากวิกฤตโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่เพียงต้องมีความยืดหยุ่น (Resilience) แต่ต้องสามารถดูดซับแรงกระแทก ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้ โดยหัวใจสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

    ชี้ปัญหาใหญ่ “เงินล้นระบบ แต่ไปไม่ถึงธุรกิจที่มีศักยภาพ”

    นายวิทัยกล่าวว่า ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน เพราะปัจจุบัน ธปท. ต้องดูดซับสภาพคล่องในระบบการเงินผ่านเครื่องมือต่าง ๆ สูงถึงประมาณ 5-6 ล้านล้านบาทต่อวัน

    อย่างไรก็ตาม เงินทุนจำนวนมหาศาลกลับไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งสะท้อนปัญหา Resource Misallocation หรือการจัดสรรทรัพยากรผิดทิศทาง

    ข้อมูลของ ธปท. พบว่า เงินทุนกว่า 75% ถูกจัดสรรไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องเป็น 15 ไตรมาสติดต่อกัน แม้แต่กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 63%

    ดัน Big Data ปฏิวัติระบบสินเชื่อ ลดต้นทุนการเงิน SME

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนทางการเงินเป็นอีกปัจจัยที่ลดทอนศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจขนาดเล็ก โดยเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยถึง 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เสียต้นทุนดอกเบี้ยเพียงประมาณ 3.9%

    ทางออกสำคัญคือการนำ Big Data มาใช้ยกระดับระบบการประเมินสินเชื่อ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลด Credit Cost และต้นทุนการดำเนินงาน

    ฐานข้อมูลดังกล่าวจะไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลเครดิตแบบเดิม แต่จะเชื่อมโยงข้อมูลหลากหลาย ทั้งข้อมูลบัญชีเดินสะพัด (Statement) การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ รวมถึงข้อมูลทางเลือกอื่น ๆ เพื่อสะท้อนศักยภาพและวินัยทางการเงินของผู้กู้ได้ครบถ้วนมากขึ้น

    นายวิทัยกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ขับเคลื่อนผ่านกลไก Connect หากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยให้ประชาชนรายย่อยและเอสเอ็มอีที่มีวินัยทางการเงิน แต่ขาดหลักประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น

    ธปท. เดินหน้าปิดช่องโหว่ “ทุนเทา-เศรษฐกิจนอกระบบ”

    อีกประเด็นที่ ธปท. ให้ความสำคัญ คือการแก้ปัญหาทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก โดยในจำนวนดังกล่าว มีสัดส่วนเศรษฐกิจสีเทาประมาณ 9-13% ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมาก และเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้อง

    เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว ธปท. ได้ทยอยออกมาตรการกำกับหลายด้าน อาทิ กำหนดให้การถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต่อเดือน ต้องแจ้งเหตุผล หลังพบว่าธนบัตรใบละ 1,000 บาทรุ่นเก่าหายออกจากระบบถึง 140,000 ล้านบาท

    คุมธุรกรรมทองคำ-จับตา USDT สกัดเงินไหลออกนอกระบบ

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า มาตรการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากกำหนดให้ผู้ที่ซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มเกิน 50 ล้านบาท ต้องรายงานข้อมูล และการถอนทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องแจ้งรายละเอียดต่อหน่วยงานกำกับ

    ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้มูลค่าการถอนทองคำที่มีลักษณะน่าสงสัย ลดลงจากเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือเพียงประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาทต่อเดือน

    นอกจากนี้ ธปท. ยังติดตามธุรกรรมผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT อย่างใกล้ชิด หลังพบว่าประมาณ 40% ของธุรกรรมที่ตรวจสอบมีความเชื่อมโยงกับการโอนเงินออกนอกระบบหรือการส่งเงินออกนอกประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 250,000 ล้านบาทในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา

    พร้อมกันนี้ ยังได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปิดบัญชีม้าและบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แล้วกว่า 2,500 บัญชี เพื่อสกัดการหมุนเวียนของเงินผิดกฎหมายและยกระดับความโปร่งใสของระบบการเงินไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/665436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H_dqWyVa1jwrr-kdgxDBm

  • สวนดุสิตโพล ชี้ประชาชนคาดหวัง “คลัง-พาณิชย์” มากสุด เร่งแก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    สวนดุสิตโพล ชี้ประชาชนคาดหวัง “คลัง-พาณิชย์” มากสุด เร่งแก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ส.ค.69) ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล เปิดเผยว่า สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2569” จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,029 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569

    ผลสำรวจพบว่า กระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด อันดับ 1 คือ กระทรวงการคลัง 18.97% รองลงมา กระทรวงพาณิชย์ 16.16% อันดับ 3 กระทรวงกลาโหม 10.40% อันดับ 4 กระทรวงพลังงาน 9.79% และอันดับ 5 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9.18%

    ขณะที่อันดับ 6 มี 2 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีสัดส่วนเท่ากันที่ 8.87% ตามด้วยอันดับ 8 กระทรวงแรงงาน 6.74% อันดับ 9 กระทรวงสาธารณสุข 6.12% และอันดับ 10 กระทรวงคมนาคม 4.90%

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังเป็นกระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด และกระทรวงพาณิชย์อยู่ในลำดับรองลงมา

    แสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของตนเอง รวมทั้งคาดหวังให้รัฐบาลสรรหาโครงการที่ดีมาช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส

    สำหรับภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 3.71 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งอยู่ที่ 3.69 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 0.02 คะแนน

    ดร.พรพรรณ กล่าวเสริมว่า การเพิ่มขึ้นของดัชนีการเมืองไทยอาจเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือประชาชน และการยอมปรับท่าทีของรัฐบาลในบางประเด็น ซึ่งช่วยประคองความเชื่อมั่นไว้ได้ แต่คะแนนด้านกระบวนการยุติธรรม การทุจริตคอร์รัปชัน และการแก้ปัญหายาเสพติดยังลดลง สะท้อนว่า ประชาชนยังคาดหวังทั้งการแก้ปัญหาปากท้องและการยกระดับธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

    ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด ได้แก่ ผลงานของฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศ มีค่าเฉลี่ยเท่ากันที่ 4.20 คะแนน ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.01 คะแนน

    ด้านนักการเมืองที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด 3 อันดับแรก ฝ่ายรัฐบาล ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล 37.71% นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ 28.74% และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 20.85% ขณะที่ฝ่ายฝ่ายค้าน ได้แก่ นางสาวรักชนก ศรีนอก 33.70% นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 25.91% และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล 23.74%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/850799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17rHd-Ld8TiaUXc1USAqNi

  • “อนุทิน” เยือน “อินโดนีเซีย” เปิดประตูเศรษฐกิจ ดันการค้า-ลงทุน 3-4 ส.ค.

    “อนุทิน” เยือน “อินโดนีเซีย” เปิดประตูเศรษฐกิจ ดันการค้า-ลงทุน 3-4 ส.ค.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ส.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 เพื่อหารือกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยนับเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี

    การเยือนครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของรัฐบาล โดยมุ่งใช้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำเป็นกลไกเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ และต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การศึกษา และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีประชากรราว 280 ล้านคน จึงเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ แหล่งลงทุนสำคัญ และหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทย

    การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงมีส่วนสำคัญในการขยายโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียมากขึ้น รวมถึงช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

    รัฐบาลยังมุ่งให้การเยือนต่างประเทศสามารถสร้างประโยชน์กลับมาสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว การสร้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในสาขาที่ไทยและอินโดนีเซียต่างมีศักยภาพ

    “การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับมิตรภาพระหว่างผู้นำ แต่เป็นการนำความสัมพันธ์ที่ดีมาเปลี่ยนเป็นโอกาสทางการค้า การลงทุน และการสร้างรายได้ โดยรัฐบาลต้องการให้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวรัชดา กล่าว

    ขณะเดียวกัน ไทยและอินโดนีเซียในฐานะสองประเทศผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ต่างมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของภูมิภาค การหารือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพและความเข้มแข็ง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

    ทั้งสองฝ่ายจะหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การเชื่อมโยงในภูมิภาค ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ การเยือนครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่นายกรัฐมนตรีจะกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อสะท้อนบทบาทของไทยในการร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 โดยจะให้ความสำคัญกับการสร้างอาเซียนที่มีเอกภาพ มีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    สำหรับกำหนดการสำคัญ วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ไปยังท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา ก่อนเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมหารือกลุ่มเล็กระหว่างผู้นำ การหารือเต็มคณะ และการแถลงข่าวร่วม ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

    ส่วนวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดงาน Business Forum ซึ่งจัดโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN) ร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผลักดันโอกาสด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อหารือกับเลขาธิการอาเซียนเกี่ยวกับแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ก่อนหารือกับภาคเอกชนอินโดนีเซียเพื่อแสวงหาโอกาสต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ และเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเย็นหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/850791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PAL8PnWABn6WcZxKuzjUC

  • นิด้าโพลเผย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้-ช่วยประชาชนจริง แต่ 33% ยังไม่แน่ใจจะสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่

    นิด้าโพลเผย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้-ช่วยประชาชนจริง แต่ 33% ยังไม่แน่ใจจะสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่

    วันนี้ (2 สิงหาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ‘เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 16 – 21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของประชาชน

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.35 ระบุว่า เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการฯ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า

    รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 ระบุว่า เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ และร้อยละ 1.57 ระบุว่า เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ

    โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุว่า ไม่สนใจ จะเข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 24.47 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

    เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ ที่เข้าโครงการฯ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า

    • ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ตัวอย่าง ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    • ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย
    • ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลยและร้อยละ 0.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ ที่เข้าโครงการฯ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.24 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุบรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/nida-poll-thai-chuay-thai-plus/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27eGNm7OUNj_YntK3VAH9t

  • นิด้าโพล เผยประชาชนมอง “ไทยช่วยไทย” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่ยังไม่หนุนรัฐบาล

    นิด้าโพล เผยประชาชนมอง “ไทยช่วยไทย” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่ยังไม่หนุนรัฐบาล

    นิด้าโพล เผยประชาชนมอง ไทยช่วยไทยพลัส สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ แต่ยังไม่หนุนรัฐบาล

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รายงานว่าเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 16 – 21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง

    ร้อยละ 71.35 ระบุว่า เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการฯ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า

    รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่เข้าร่วมโครงการ

    ร้อยละ 1.89 ระบุว่า เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ

    และร้อยละ 1.57 ระบุว่า เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ

    โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุว่า ไม่สนใจ จะเข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 24.47 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

    เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ ที่เข้าโครงการฯ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า

    1. ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ตัวอย่าง ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย

    3. ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลยและร้อยละ 0.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ ที่เข้าโครงการฯ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.24 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.05 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.59 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.74 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 34.11 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.08 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 8.43 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.35 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.65 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.81 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 18.16 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.11 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.35 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.57 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.68 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.46 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.86 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 38.92 สถานภาพโสด ร้อยละ 58.76 สมรส และร้อยละ 2.32 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.27 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 17.73 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 37.46 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.73 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.38 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.43 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.16 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.03 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.59 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.05 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 17.90 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 16.54 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.73 เป็นนักเรียน/นักศึกษาตัวอย่าง ร้อยละ 17.57 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 3.24 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน

    5,001-10,000บาท ร้อยละ 16.38 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 35.08 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 12.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 4.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.11 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 1.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.54 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท และร้อยละ 7.41 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Nateetorn S.

    Nateetorn S.

    ทำงานกับ Thaiger มาตั้งแต่ปี 2020 จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ เคยทำงานกับสถานีโทรทัศน์อันดับ 1 ของประเทศ ทำให้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เจาะประเด็นข่าวการเมืองอาชญากรรม ข่าวแปลกๆ เรื่องน่าสนใจจากต่างประเทศ ช่องทางติดต่อ tee@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1593686/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ObTYSnJ2JWFXKXp_rZDD9

  • กองทัพเรือย้ำนโยบาย Offset ซื้อเรือฟริเกต ดึงเงินลงทุนในไทยกว่า 7,000 ล้านบาท

    กองทัพเรือย้ำนโยบาย Offset ซื้อเรือฟริเกต ดึงเงินลงทุนในไทยกว่า 7,000 ล้านบาท

    กองทัพเรือแจงเพิ่มนโยบาย Offset ย้ำลงทุนในไทยกว่า 7,000 ล้านบาท คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 50,000 ล้านบาท

    2 สิงหาคม 2569  พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานโฆษกกองทัพเรือได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการสรุปผลการพิจารณาในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ซึ่งมีการกล่าวถึงนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) นั้น กองทัพเรือขอชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่สนใจ ได้เข้าใจหลักการของนโยบายดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คณะกรรมการใช้ประกอบการพิจารณา มีสาระสำคัญอยู่ที่ มูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศไทย (Actual Value) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 42% ของมูลค่าโครงการ โดยเป็นการลงทุน การจ้างงาน การใช้ผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ และเมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย ผู้รับเหมาช่วง การจ้างแรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินตามแบบจำลองของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คาดว่าจะก่อให้เกิด มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 300% ของมูลค่าโครงการ (Offset Credit Value) ซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาว ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ

    เพื่อให้ประชาชนที่สนใจในการดำเนินการของกองทัพเรือเข้าใจหลักการของ นโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) มากยิ่งขึ้น จึงขอเรียนว่า การประเมินข้อเสนอจะเริ่มจาก มูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย (Actual Value) ก่อน จากนั้นจึงนำมาคำนวณร่วมกับ ตัวคูณ (Multiplier) ซึ่งสะท้อนระดับเทคโนโลยี ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อคำนวณเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) สำหรับใช้ประกอบการประเมินและเปรียบเทียบข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละราย

    ทั้งนี้กองทัพเรือได้จัดทำ เอกสารและอินโฟกราฟิกประกอบเป็นตัวอย่างการคำนวณ เพื่ออธิบายหลักการของนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) วิธีการคำนวณ และความแตกต่างระหว่าง Actual Value, Offset Credit Value และ Economic Impact รวมทั้ง ยกตัวอย่างการคำนวณในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้เข้าใจที่มาของตัวเลข หลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และตรวจสอบได้

    กองทัพเรือขอยืนยันว่า การจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและการพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่กำหนดทุกประการ โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความคุ้มค่า และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ พร้อมเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เมื่อกระบวนการได้รับการอนุมัติครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1042598/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CaK6Nyq2kMDhgwK8dy9dy