Category: เศรษฐกิจ

  • ลุยอุบลฯ ศรีสะเกษ. “รมช.สิริพงศ์” เร่งพัฒนา Feeder เชื่อมระบบรางอย่างไร้รอยต่อปูทางรถไฟทางคู่ หนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคต – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ลุยอุบลฯ ศรีสะเกษ. “รมช.สิริพงศ์” เร่งพัฒนา Feeder เชื่อมระบบรางอย่างไร้รอยต่อปูทางรถไฟทางคู่ หนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคต – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O5VmkKVFcshdmig-ZK2CF

  • ช็อกทั้งภูมิภาค “เขมร” ใกล้ตุยเย่เปิดตัวเลข ศก.กัมพูชา เหลือเสาหลักเดียวแบกทั้งประเทศ | TOPNEWS

    ช็อกทั้งภูมิภาค “เขมร” ใกล้ตุยเย่เปิดตัวเลข ศก.กัมพูชา เหลือเสาหลักเดียวแบกทั้งประเทศ | TOPNEWS

    ช็อกทั้งภูมิภาค “เขมร” ใกล้ตุยเย่เปิดตัวเลข ศก.กัมพูชา เหลือเสาหลักเดียวแบกทั้งประเทศ

    • เผยแพร่ : 02/08/2026 18:49

    ช็อกทั้งภูมิภาค “เขมร” ใกล้ตุยเย่ เปิดตัวเลขเศรษฐกิจกัมพูชา เหลือเสาหลักเดียวแบกทั้งประเทศ

    #topupdate #กัมพูชา #เศรษฐกิจกัมพูชา #การค้าชายแดน #สิ่งทอ #ท่องเที่ยว #เขมร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1649788&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JgUUMYcElw-rvGF5WvJ7e

  • สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น! รศ.ดร.พิชาย ฟาดประโยคจี๊ด สะท้อนการใช้อำนาจเหนือกฎเกณฑ์สังคม | เดลินิวส์

    สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น! รศ.ดร.พิชาย ฟาดประโยคจี๊ด สะท้อนการใช้อำนาจเหนือกฎเกณฑ์สังคม | เดลินิวส์

    สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น! รศ.ดร.พิชาย ฟาดประโยคจี๊ด สะท้อนการใช้อำนาจเหนือกฎเกณฑ์สังคม

    โพสต์สั้นแต่กระแทกใจ! รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จากนิด้า ออกมาโพสต์ข้อความชวนคิดถึงอภิสิทธิ์ชนและข้อยกเว้นในสังคม ชี้ชัด เมื่อผู้ถืออำนาจอยู่เหนือกฎเกณฑ์ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น… กลับกลายเป็นเรื่องปกติ!

    เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 69 รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) โพสต์

    “เมื่อมีอำนาจ กฎเกณฑ์และธรรมเนียมของสังคม ก็ถูกยกเว้น สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น”

    ข่าวยอดนิยมในหมวดหมู่

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6074541/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eX5aaaQPUafXTyRLSRMkN

  • จีดีพีเพิ่ม…แต่กระเป๋าพัง: มายาคติเศรษฐกิจฟื้น กับภาพลวงตาจากหอคอยงาช้าง

    จีดีพีเพิ่ม…แต่กระเป๋าพัง: มายาคติเศรษฐกิจฟื้น กับภาพลวงตาจากหอคอยงาช้าง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/164636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iozUzASCmXguRgwM1cAPa

  • “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ “ไทยช่วยไทย พลัส” ส่วนใหญ่เชื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย-กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

    “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ “ไทยช่วยไทย พลัส” ส่วนใหญ่เชื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย-กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

    “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ “ไทยช่วยไทย พลัส” ประชาชนกว่า 74% เข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่เชื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย-กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ขณะที่ 33% ยังกั๊ก ไม่แน่ใจว่าจะสนับสนุนรัฐบาลต่อหรือไม่

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 16-21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของประชาชน

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.35 ระบุว่า เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการฯ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 ระบุว่า เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ และร้อยละ 1.57 ระบุว่า เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ

    โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุว่า ไม่สนใจ จะเข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 24.47 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

    เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ ที่เข้าโครงการฯ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า

    * ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ตัวอย่าง ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    * ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย

    * ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลยและร้อยละ 0.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ ที่เข้าโครงการฯ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.24 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุบรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/467932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_3rr7fMkraerEzIeEKjO7

  • คมนาคมลงพื้นที่ศรีสะเกษ ลุยพัฒนาระบบราง-ถนน หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้

    คมนาคมลงพื้นที่ศรีสะเกษ ลุยพัฒนาระบบราง-ถนน หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้

    “คมนาคม” ลงพื้นที่ตรวจสถานีรถไฟศรีสะเกษ เล็งยกระดับระบบรางและถนน เตรียมดันรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลฯ หวังเชื่อมการเดินทางและโลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้เติบโตอย่างยั่งยืน

    คมนาคมลงพื้นที่ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนาระบบขนส่ง

    วันที่ 2 สิงหาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามการยกระดับศักยภาพระบบคมนาคมขนส่งทางรางและทางถนนในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ โดยตรวจเยี่ยมการให้บริการ ณ สถานีรถไฟศรีสะเกษ พร้อมด้วยนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) และเจ้าหน้าที่ ขร. เพื่อติดตามการให้บริการเดินรถ การบริหารจัดการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงรับฟังแผนการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่สถานี บริเวณวงเวียนน้ำพุหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ โดยปรับปรุงลานน้ำพุระดับผิวถนน เเสงสว่าง เเละภูมิทัศน์รอบวงเวียน เพื่อยกระดับการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

    สถานีรถไฟศรีสะเกษเป็นสถานีสำคัญบนเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ เชื่อมกรุงเทพมหานครกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ปัจจุบันมีขบวนรถให้บริการวันละ 20 ขบวน ครอบคลุมรถด่วนพิเศษ รถด่วน รถเร็ว และรถท้องถิ่น รองรับผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 1,900 คนต่อวัน พร้อมมีระบบขนส่งต่อเนื่อง (Feeder) ได้แก่ รถสองแถว รถแท็กซี่ รถตู้ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน

    ดันรถไฟทางคู่ “จิระ-อุบลฯ” ยกระดับการเดินทางอีสานใต้

    ในอนาคต สถานีรถไฟศรีสะเกษจะสามารถเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ–อุบลราชธานี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อการเดินทาง และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมยังได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาระบบคมนาคมของจังหวัด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ให้สามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

    ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า ขร. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรางควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transport) โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับระบบขนส่งสาธารณะและโครงข่ายถนน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่และภูมิภาคในระยะยาว

    อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวต่อว่า จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงการคมนาคมกับภูมิภาคใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาระบบรางให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทั้งภายในพื้นที่และระหว่างจังหวัด ตลอดจนเสริมความสมบูรณ์ของโครงข่ายคมนาคม อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในระยะยาว

    ทั้งนี้ ขร. พร้อมบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2950120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ChcuipXzUPisl7fh1EJJG

  • จากภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ : เจาะลึกงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP 2569” กับเป้าหมาย 800 ล้านบาทที่คืนสู่ชุมชน

    จากภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ : เจาะลึกงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP 2569” กับเป้าหมาย 800 ล้านบาทที่คืนสู่ชุมชน

    Home / PR NEWS / จากภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ : เจาะลึกงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP 2569” กับเป้าหมาย 800 ล้านบาทที่คืนสู่ชุมชน

    เมื่อคำว่า “Made in Thailand” ไม่ได้เป็นเพียงป้ายติดสินค้า แต่กำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมที่กินได้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ OTOP จึงเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในการแถลงข่าวเปิดตัวงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม

    นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้ให้เห็นวิสัยทัศน์ใหม่ว่า OTOP ยุคนี้คือการสร้าง “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ที่ใช้ระบบบริการ OTOP One Stop Service ในการทลายข้อจำกัดเดิมๆ ทั้งเรื่องทุน เทคโนโลยี และการตลาด ซึ่งถือเป็นหัวใจของการกระจายรายได้สู่ระดับตำบลและหมู่บ้านอย่างแท้จริง “ทุกผืนผ้าที่เลือกสวมใส่ และทุกผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เลือกซื้อ ไม่ได้เพียงมอบความสุขให้แก่ผู้รับ แต่ยังเป็นการร่วมรักษาภูมิปัญญา และส่งต่อรายได้กลับไปยังชุมชนไทยทั่วประเทศ” ความน่าสนใจของงานในปีนี้ภายใต้แนวคิด RADIANCE OF SIAM ไม่เพียงแต่อยู่ที่การน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านความงดงามของผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพเท่านั้น

    กรมการพัฒนาชุมชนโดย นายสยาม ศิริมงคล ยังได้ปรับกลยุทธ์สินค้าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ด้วย 4 โซนไฮไลท์ ที่ฉายภาพการปรับตัวของ OTOP ไทยอย่างชัดเจน:
    – สายมูมีสไตล์ (OTOP MuTelu): เปลี่ยนความเชื่อท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม
    – ต่อยอดดีไซน์ (OTOP Craft & Design): งานคราฟต์ที่ไม่ใช่แค่ของฝาก แต่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
    – ยกระดับสู่สากล (OTOP Luxury): ดันอัญมณีและหัตถศิลป์เข้าสู่ตลาด B2B จับกลุ่มลูกค้าระดับบน
    – เปิดโลกเมรัยท้องถิ่น (OTOP Spirits Tasting): วัตถุดิบท้องถิ่นสู่เครื่องดื่มพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์ พร้อมกันนี้ ยังได้มีการเชิญ “พิมพ์-พิมประภา ตั้งประภาพร” มาเป็นพรีเซนเตอร์ และนอกจากนั้นยังมีการมอบส่วนลดผ่านสิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาทตลอด 9 วันของการจัดงาน (8–16 ส.ค. 69 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี) ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ซึ่งในภายในงาน “พิม” พิมประภา ตั้งประภาพร ผู้รับหน้าที่พรีเซนเตอร์ประจำปี 2569 สะท้อนมุมมองด้วยความภาคภูมิใจว่า การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมอย่างผ้าไทยให้เข้าถึงหัวใจของคนรุ่นใหม่ โดยเธอมองว่า ภาพจำของผ้าไทยและสินค้า OTOP ในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้วยการพัฒนาเรื่องงานดีไซน์ สีสัน และรูปแบบที่ทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานจริง จนกลายเป็นไอเทมที่สามารถสวมใส่และใช้ในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ได้อย่างลงตัว

    ชวนทุกคนมาร่วมช้อปสินค้าไทยทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณไปด้วยกันที่งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569

    ซึ่งความพิเศษสุดๆ ของปีนี้ที่คุณไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ คือการเปิดโอกาสให้ทุกคนนำสิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มาแลกรับเป็นส่วนลดสุดพิเศษในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพดีจากทั่วประเทศ เพื่อให้การช้อปปิ้งครั้งนี้คุ้มค่าที่สุด ทั้งได้ของดีราคาประหยัด และได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายรายได้กว่า 800 ล้านบาทกลับคืนสู่พี่น้องเกษตรกรและช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ

    ปักหมุดมาพบกับผ้าไทยสวยๆ สินค้า OTOP งานคราฟต์สุดเก๋ และของอร่อยจากทั่วประเทศ พร้อมใช้สิทธิ์ส่วนลดสุดคุ้มจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้เต็มที่!
    วันที่: 8–16 สิงหาคม 2569
    สถานที่: อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    มาร่วมอุดหนุนสินค้าจากผู้ผลิตตัวจริง เพราะทุกชิ้นที่คุณเลือกซื้อ คือการร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย และเป็นการส่งต่อรายได้กลับคืนสู่พี่น้องในชุมชนทั่วประเทศโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/416318.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1td7myQVHdGZiHODyR0cXe

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665433&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ooLKcnABf1_K2iJzL-GtW

  • “ไทยช่วยไทย พลัส” ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 86,000 ล้าน

    “ไทยช่วยไทย พลัส” ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 86,000 ล้าน

    วันนี้ (2 ส.ค.2569) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หลังดำเนินโครงการครบ 2 เดือน โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 เวลา 23.00 น. มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 86,442.6 ล้านบาท

    ข้อมูลระบุว่า มีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จำนวน 977,059 ร้าน และร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด

    สำหรับยอดใช้จ่ายรวม 86,442.6 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 3.4

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการที่ ครม. อนุมัติเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยใช้รูปแบบรัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40

    นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่อง และยอดขาย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการ รวมถึงสร้างข้อมูลทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต

    สำหรับผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ยังสามารถใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.2569 โดยภาครัฐร่วมจ่าย ร้อยละ 60 ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่ร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่วงเงินคงเหลือในแต่ละเดือน จะไม่สามารถนำไปใช้ต่อในเดือนถัดไปได้ จึงขอให้วางแผนการใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด

    อ่านข่าว :

    “ทรัมป์” ประกาศยุติโจมตีอิหร่าน ย้ำต้องเร่งบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ

    กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” มุ่งหน้าญี่ปุ่น-จีน ไม่เข้าไทย

    อียูถกฉุกเฉินวิกฤตผู้อพยพ สเปนยันคุมสถานการณ์พรมแดนติดโมร็อกโกได้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ab68XwXVQMtCiCv0_8EP7

  • ‘พร้อมพงศ์’ ชี้ รื้อใหญ่มหาดไทย อย่าทำเหมือนสลับเก้าอี้ดนตรี ผุดไอเดีย ผู้ว่าฯ ‘แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด’ ถึงเวลาประชาชนเลือกผู้ว่าฯ

    ‘พร้อมพงศ์’ ชี้ รื้อใหญ่มหาดไทย อย่าทำเหมือนสลับเก้าอี้ดนตรี ผุดไอเดีย ผู้ว่าฯ ‘แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด’ ถึงเวลาประชาชนเลือกผู้ว่าฯ

    ‘พร้อมพงศ์’ ชี้ รื้อใหญ่มหาดไทย อย่าทำเหมือนสลับเก้าอี้ดนตรี ผุดไอเดีย ผู้ว่าฯ ‘แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด’ ถึงเวลาประชาชนเลือกผู้ว่าฯ กระตุกสางปมทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำโจทย์ใหญ่ ปรับ ครม. แก้ปัญหาค่าครองชีพ ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

    นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณ อาจจะมีการปรับทัพข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย หลายตำแหน่ง พร้อมกับให้คำมั่นอย่างหนักแน่นอีกด้วยว่า จะรีเซตกระทรวงมหาดไทยใหม่ ขอให้ทำเรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นศูนย์ อย่าทำให้เป็นกระทรวงมหาไถ จะไม่ปกป้องคนทำผิดนั้น ตนเห็นด้วยเลย จะถือว่าเป็น สัญญาประชาคม ที่ให้กับประชาชน 

    บทบาทภารกิจกระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่จังหวัด การยกระดับกระทรวงจึงต้องวัดจากความโปร่งใส ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ อย่าทำให้ดูเหมือนการโยกย้ายตำแหน่งคือ สลับหมุนเวียนเก้าอี้ดนตรี จากกรณีที่พบความผิดปกติคะแนนสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กว่า 5,000 ราย เป็นเรื่องที่ต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ไม่ว่าคนนั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน ต้องไม่มีข้อยกเว้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อระบบราชการ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจของการบริหารประเทศ

    นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ขอเสนอให้ยกระดับบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจของจังหวัด ทำหน้าที่บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างงาน สร้างรายได้ ดึงการลงทุน ดูแลเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ประชาชนคาดหวังจะได้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้บริการที่รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงที การแจ้งเตือน บริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง จัดการไปถึงต้นตอขาใหญ่แหล่งที่มา เพราะทุกวันนี้ ยาเสพติดหาง่าย ขายคล่อง แพร่ระบาดอย่างหนัก นอกจากนี้ยังอยากเห็น การนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาช่วยการทำงานส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง 

    “ข้อเสนอที่มีการพูดมาทุกยุคทุกสมัย อยากให้เกิดการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะผู้ว่าจังหวัด ให้ประชาชนในจังหวัดนั้นๆได้มีโอกาสเลือกผู้ว่าฯ เป็นของตัวเอง ดีกว่าให้ส่วนกลางโยกคนลงมา และบางครั้งเราจะเห็นคนที่มาอยู่ในตำแหน่งไม่นานก็จะเกษียณแล้ว จึงไม่เกิดการเร่งรัด พัฒนางานจังหวัด ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น โดยเรื่องนี้อาจจะนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม เพื่อให้อิสระในการบริหารจัดการแต่มีดัชนีชี้วัดที่เข้มข้นทั้งในเรื่องผลงานและความโปร่งใสการบริหารงาน”นายพร้อมพงศ์กล่าว

    อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า ส่วนกระแสข่าวการปรับครม.นั้น แม้นายกรัฐมนตรี จะออกมาปฏิเสธ ยังไม่ใช่ช่วงเวลานี้ แต่จะช้าหรือเร็วจะมีการปรับครม.แน่นอน แต่จะปรับใคร ตำแหน่งใดบ้าง ตนไม่ก้าวล่วง เพียงแต่ขอสะท้อนไปถึงความต้องการของประชาชน เมื่อไปสำรวจความคิดเห็นคราใด มักได้ยินความคิดเห็น อยากให้นายกฯเลือกคนให้เหมาะกับงาน บูรณาการทุกภาคส่วน แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพ ค่าพลังงานที่พุ่งขึ้นสูง กวาดล้างขบวนการสีเทา ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนักรับฟังถึงเสียงสะท้อน อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/g34jMd0zI&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P5pTsPRuiA263hRZalZ4t