Category: เศรษฐกิจ

  • ผู้ว่าฯ ธปท. ขึ้นเวทีชี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยโตต่ำ เงินมีแต่ไปไม่ถึงธุรกิจ | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ ธปท. ขึ้นเวทีชี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยโตต่ำ เงินมีแต่ไปไม่ถึงธุรกิจ | เดลินิวส์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวบรรยายพิเศษในงานเสวนา The INTANIA Forum : SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา

    นายวิทัย กล่าวว่า โลกเศรษฐกิจเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี และประสิทธิภาพสูงสุดได้เปลี่ยนไปแล้ว โลกปัจจุบันเข้าสู่ภาวะ Multi World ไม่มีขั้วอำนาจใดกำหนดทิศทางได้เบ็ดเสร็จ ภูมิรัฐศาสตร์ลามสู่ภูมิเศรษฐศาสตร์ ภาษีและมาตรการการค้าถูกใช้เป็นเครื่องมือแย่งชิงอำนาจ ขณะที่ Global Shock เกิดถี่ขึ้น ทั้งโควิด สงครามยูเครน สงครามการค้า และตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยจึงต้องไม่เพียงยืดหยุ่น แต่ต้องดูดซับแรงกระแทก ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้ หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหา Resource Misallocation หรือการจัดสรรทรัพยากรผิดทาง ซึ่งเป็นตัวฉุดผลิตภาพและจีดีพีศักยภาพของประเทศ

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินทุน เพราะปัจจุบัน ธปท. ดูดซับสภาพคล่องผ่านช่องทางต่าง ๆ วันละประมาณ 5-6 ล้านล้านบาท แต่เงินจำนวนมากกลับไม่ไหลไปสู่หน่วยธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ

    นอกจากนี้ข้อมูลในระบบยังสะท้อนความผิดปกติอย่างชัดเจน เงินทุนกว่า 75% ถูกจัดสรรไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอี ติดลบต่อเนื่อง 15 ไตรมาส แม้แต่เอสเอ็มอี ที่มีประสิทธิภาพสูง 30% แรก ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้ถึง 63%

    นายวิทัย กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนการเงินยิ่งซ้ำเติมการแข่งขันเอสเอ็มอี ที่มีประสิทธิภาพต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 7.8% ขณะที่รายใหญ่จ่ายดอกเบี้ยราว 3.9% ทำให้ธุรกิจเล็กที่ควรถูกผลักดันให้โต กลับถูกจำกัดด้วยต้นทุนและการเข้าถึงทุน

    ทั้งนี้ ทางออกสำคัญคือการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อช่วยให้การปล่อยสินเชื่อแม่นยำขึ้น ลดต้นทุนความเสี่ยง หรือ Credit Cost ลดต้นทุนการปล่อยกู้ และลดต้นทุนดำเนินงาน โดยฐานข้อมูลนี้ไม่ใช่เครดิตบูโรแบบเดิม แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลหลายด้าน ทั้งข้อมูลเครดิต Statement การใช้น้ำ ไฟ และข้อมูลทางเลือกอื่น ๆ เพื่อนำมาประเมินศักยภาพผู้กู้ได้รอบด้านขึ้น

    นายวิทัย กล่าวว่า เรื่องนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อน และใช้กลไกชุด Connect ที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นเป็นตัวเดินงาน หากทำสำเร็จจะช่วยให้ประชาชนรายย่อยและเอสเอ็มอี ที่มีวินัยแต่ไม่มีหลักประกันเพียงพอ เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นในต้นทุนที่เหมาะสม

    ขณะเดียวกันอีกปัญหาใหญ่คือทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก โดยประมาณ 9-13% เป็นเศรษฐกิจสีเทา ทำให้รัฐเก็บภาษีไม่ได้ และเงินไม่กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ ทำให้ ธปท.จึงเริ่มปิดช่องโหว่หลายด้าน ทั้งกำหนดให้การเบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต่อเดือนต้องแจ้งเหตุผล หลังพบธนบัตรใบละ 1,000 รุ่นเก่าหายจากระบบถึง 140,000 ล้านบาท รวมถึงจับตาธุรกรรมทองคำผ่านแอปที่กระทบค่าเงินบาท

    นายวิทัย กล่าวว่า มาตรการกำกับทองคำเริ่มเห็นผล หลังให้ผู้เทรดทองเกิน 50 ล้านบาทต่อแพลตฟอร์มต้องรายงาน และถอนทองคำแท่งเกิน 2 กิโลกรัมต้องแจ้งข้อมูล ทำให้ปริมาณถอนทองน่าสงสัยลดจากเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือ 2,500-3,000 ล้านบาท

    ส่วนสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT พบธุรกรรมน่าสงสัยถึง 40% เป็นการโอนเงินหนีระบบหรือส่งออกนอกประเทศ มูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาทใน 5 เดือน ขณะที่บัญชีม้าและเงินพนันออนไลน์ถูกสั่งปิดแล้วกว่า 2,500 บัญชี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6073237/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TNvW18g-InIMwLSLrheIa

  • ภาคเอกชน มองการเมืองมีเสถียรภาพ ดันเชื่อมั่นฟื้น แนะเร่งยกระดับ SME-พลังงานสะอาด : อินโฟเควสท์

    ภาคเอกชน มองการเมืองมีเสถียรภาพ ดันเชื่อมั่นฟื้น แนะเร่งยกระดับ SME-พลังงานสะอาด : อินโฟเควสท์

    ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ภาคเอกชนได้สะท้อนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในเวที The INTANIA Forum: SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER ว่า หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติเริ่มฟื้น สะท้อนจากเงินทุนไหลเข้า ตลาดทุนฟื้น และยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอย่าง EV และ Data Center พร้อมแนะเร่งยกระดับทักษะแรงงานและ SME ไทย ควบคู่การปฎิรูปด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับมา หลังสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เงินทุนเริ่มไหลเข้า ตลาดทุนฟื้นตัว และคำขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นชัดเจนก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติกังวลต่อเสถียรภาพการเมืองไทย แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากตลาดหุ้น เงินทุนเคลื่อนย้าย และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์

    ทั้งนี้ ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เติบโตสูงมาก สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพดึงเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่แค่การมีโรงงาน EV หรือดาต้าเซ็นเตอร์ หากต้องต่อยอดไปสู่การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ธุรกิจซอฟต์แวร์ พลังงาน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่

    น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้ระเบียบโลกใหม่ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เข้าใจยุทธศาสตร์ประเทศ และมีเวลาพอในการแก้กฎระเบียบซ้ำซ้อน เพราะหลายเรื่องไม่สามารถเห็นผลได้ภายในช่วงสั้น

    ด้านนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)  กล่าวว่า อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เริ่มปรับตัวและแข่งขันได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ SME ในซัพพลายเชน ซึ่งเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยียากกว่า มีต้นทุนการเงินสูงกว่า และมีโอกาสลองผิดลองถูกน้อยกว่าบริษัทใหญ่

    ทั้งนี้  หาก SME ไม่รอด บริษัทใหญ่ก็ลำบาก เพราะต้องพึ่งซัพพลายเชนต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่จึงต้องช่วยกันยกระดับ SME ไทย ทั้งการลดต้นทุนพลังงาน การใช้โซลาร์ การปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว และการสร้างคาร์บอนเครดิต

    นอกจากนี้ ไทยควรสร้างฐานตลาดในประเทศให้แข็งแรง และขยายสู่ระดับอาเซียน เพื่อให้ตลาดใหญ่พอแข่งขันกับภาวะกำลังผลิตล้นเกินจากจีน โดยไทยสามารถวางบทบาทเป็นฐานผลิตสินค้าพรีเมียม ขณะที่ใช้จุดแข็งของประเทศเพื่อนบ้านในระบบผลิตภูมิภาค

    ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลังงานเป็นเงื่อนไขสำคัญของความเชื่อมั่นและขีดแข่งขันประเทศ โดยไทยต้องบริหาร 3 ด้านพร้อมกัน คือความมั่นคง ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้

    ที่ผานมา ไทยบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ดีขึ้นจากการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง พร้อมเดินหน้าโซลาร์ สมาร์ทกริด พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero และอุตสาหกรรมใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/624542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06EwNvXvQgXc1mW7Wuhw-o

  • นิด้าโพลชี้ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มัดใจคนไทย

    นิด้าโพลชี้ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มัดใจคนไทย

    นิด้าโพลชี้ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มัดใจคนไทย

    นิด้าโพลชี้ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มัดใจคนไทย

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดผลสำรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” พบประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามาตรการช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้แก่ร้านค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนความพึงพอใจให้เป็นแรงสนับสนุนทางการเมืองได้อย่างชัดเจน โดยร้อยละ 33.24 ยังไม่แน่ใจว่าจะสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่

    ผลสำรวจเรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” จัดทำระหว่างวันที่ 16-21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,850 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 71.35 เข้าร่วมโครงการในฐานะประชาชนทั่วไปเพื่อซื้อสินค้าและใช้จ่าย

    เมื่อถามถึงประโยชน์ด้านการลดภาระค่าครองชีพ ร้อยละ 48.92 ระบุว่าค่อนข้างช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และร้อยละ 40.61 มองว่าช่วยได้มาก รวมกันเกือบร้อยละ 90 ของกลุ่มตัวอย่าง

    ด้านผู้ประกอบการและร้านค้า ร้อยละ 42.12 เห็นว่าโครงการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขายได้มาก ขณะที่ร้อยละ 39.52 ระบุว่าค่อนข้างช่วยได้ ส่วนผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม ร้อยละ 45.09 มองว่าค่อนข้างช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และร้อยละ 33.74 เห็นว่าช่วยได้มาก

    อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงท่าทีทางการเมืองหลังได้รับประโยชน์จากโครงการ พบว่า ร้อยละ 33.24 ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร ขณะที่ร้อยละ 26.81 ระบุว่าโครงการมีส่วนทำให้หันมาสนับสนุนรัฐบาล

    อีกด้านหนึ่ง ร้อยละ 25.43 ยืนยันว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่สนับสนุนรัฐบาล ส่วนร้อยละ 14.23 ระบุว่าจะมีหรือไม่มีโครงการก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว

    สำหรับกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 25.19 ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ พบว่า ร้อยละ 47.42 ระบุว่าไม่มีสิทธิเข้าร่วม ร้อยละ 27.04 ไม่สนใจ และร้อยละ 24.47 ลงทะเบียนไม่ทัน นอกจากนี้ยังพบปัญหาความไม่เข้าใจขั้นตอนการลงทะเบียนและไม่มีสมาร์ทโฟน

    ผลสำรวจสะท้อนว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้รับการตอบรับเชิงบวกในฐานะมาตรการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลยังต้องเร่งสร้างผลงานด้านอื่น เพื่อเปลี่ยนความพึงพอใจต่อโครงการให้เป็นแรงสนับสนุนทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น

    นิด้าโพลชี้ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มัดใจคนไทย

    นิด้าโพลชี้ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มัดใจคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/746308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Sn4DBayx6gk1RQDhHInkh

  • เปิดภารกิจ BOI หนุนอุตสาหกรรมไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพิ่มขีดแข่งขัน

    เปิดภารกิจ BOI หนุนอุตสาหกรรมไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพิ่มขีดแข่งขัน

    ท่ามกลางแรงกดดันจากกติกาโลกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เดินหน้าวางมาตรการส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมการยกระดับอุตสาหกรรม เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน พลังงานสะอาด และภาคเกษตร เพื่อช่วยภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

    วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นวาระสำคัญของทุกประเทศทั่วโลก โดยในบรรดาก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิด “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)” เป็นก๊าซที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดจากกิจกรรมของมนุษย์และภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้การลดการปล่อย CO₂ กลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการ โดยเฉพาะภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงเดินหน้าปรับนโยบายและออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้กติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    สำหรับมาตรการสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคธุรกิจ ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ และการขยายความร่วมมือไปยังภาคเกษตรและชุมชน

    หนึ่งในมาตรการหลัก คือ มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับปรุงกิจการเดิม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อีกด้านหนึ่ง BOI ยังผลักดันการนำเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) และ Carbon Capture and Utilization (CCU) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนในเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

    นอกจากนี้ BOI ยังส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อการลดคาร์บอน อาทิ การผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) การผลิตไฟฟ้าและไฟฟ้าร่วมไอน้ำจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ

    ในส่วนของภาคเกษตร BOI ได้ขยายมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนเกษตรกรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการส่งเสริมการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซมีเทนต่ำ การใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และการยกระดับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างรายได้และเพิ่มความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

    นอกจากนี้ BOI มองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ท่ามกลางมาตรการทางการค้าใหม่ของประเทศคู่ค้า และความต้องการของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับหลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) มากขึ้น

    BOI ยืนยันพร้อมเดินหน้าเป็นกลไกสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในทุกช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งลดอุปสรรคด้านการลงทุน เพิ่มแรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีสะอาด และเร่งสร้างระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cAiVgAqCdv_BQLFYfM5_8

  • โลกกำลังเปลี่ยน เลิกทำธุรกิจแบบเดิมๆ แล้วหันมา ‘ฟื้นฟู’ ก่อนสายเกินแก้

    โลกกำลังเปลี่ยน เลิกทำธุรกิจแบบเดิมๆ แล้วหันมา ‘ฟื้นฟู’ ก่อนสายเกินแก้

    ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อการเติบโตแบบแยกส่วนสร้างความเปราะบางให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้นำธุรกิจและนักคิดระดับโลกต่างชี้ตรงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนผ่านจากการสร้างมูลค่าผ่านการ “กอบโกย” สู่การ “ฟื้นฟู” (Regeneration) โดยมีเอเชียเป็นห้องทดลองมีชีวิตในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้

    โลกในศตวรรษที่ 21

    กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนความเจริญเติบโตมาอย่างยาวนานเริ่มสร้างแรงกดดันย้อนกลับสู่รากฐานทางสังคมและธรรมชาติ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของความหลากหลายทางชีวภาพ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่ผิดพลาด หากแต่เกิดจาก “ความไม่สอดคล้องของการออกแบบระบบ” ที่ยังคงมองมนุษย์และธรรมชาติเป็นสิ่งแปลกแยกจากระบบเศรษฐกิจ

    จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แนวคิด “วาระระบบโลก” (Earth Systems Agenda) ก้าวขึ้นมามีความสำคัญ โดยเฉพาะการมองภาพรวมให้เชื่อมโยงระหว่าง ระบบสีเขียว (ป่าไม้และผืนดิน) ระบบสีฟ้า (มหาสมุทรและแหล่งน้ำ) และ ระบบมนุษย์ เข้าด้วยกันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

    ชวลิต เฟรเดริก เฉา  TPC (Tsao Pao Chee) Group สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดระยะสั้น โดยอาศัยหลักการ “การเป็นผู้พิทักษ์” (Stewardship) ที่สืบทอดมายาวนาน ซึ่งมองว่าธุรกิจไม่ได้ดำรงอยู่โดยลำพัง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตที่ใหญ่กว่า การรักษาความต่อเนื่องและการมองการณ์ไกลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องคุณค่าสำหรับคนรุ่นต่อไป

    ในบริบทดังกล่าว ภาคธุรกิจจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นในระบบอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้บูรณาการ” (Integrator) ที่เชื่อมโยงระหว่างทุน นวัตกรรม และความเป็นผู้นำเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการสร้างมูลค่าผ่านการสกัดทรัพยากร มาสู่การสร้างมูลค่าผ่านการฟื้นฟูระบบนิเวศ

    พลังของ “ทุนเชิงกระตุ้น” (Catalytic Capital) ทางออกช่องว่างทางการเงินระดับโลก

    ช่องว่างทางการเงินด้านภูมิอากาศและธรรมชาติทั่วโลกยังคงสูงถึงราว 5-7 ล้านล้านดอลล่าห์สหรัฐ ต่อปี ซึ่งไม่สามารถปิดช่องว่างนี้ได้ด้วยปริมาณเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกลไกของ “ทุนเชิงกระตุ้น” (Catalytic Capital) เข้าไปรับความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเชิงพาณิชย์เข้ามาขยายผล

    ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่

    อินโดนีเซีย: โครงการ Southeast Asia Clean Energy Facility (SEACEF) ใช้ทุนเชิงกระตุ้นลดความเสี่ยงการลงทุนพลังงานสะอาด จนสามารถดึงดูดพันธมิตรเชิงพาณิชย์และสร้างผลตอบแทนกลับมากว่า 20 เท่าภายในระยะเวลา 2 ปี

    อินเดีย: สมาคมสตรีแม่บ้านอาชีพอิสระ (SEWA) ใช้ค้ำประกันเงินกู้เพื่อติดตั้งปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ให้เกษตรกรหญิง 600 ราย จนธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เข้ามาขยายผลปล่อยสินเชื่อเพิ่มอีก 15,000 ปั๊ม ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรสูงถึง 30%

    เอเชียห้องทดลองมีชีวิตแห่งอนาคต

    สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนสูง ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ผสมผสานระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและปรัชญาความสมดุลดั้งเดิม เอเชียจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปฏิบัติการเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองมีชีวิต” (Living Laboratory) ในการพัฒนา ทดลอง และขยายผลโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับความยั่งยืนของโลก

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงนโยบายรัฐหรือเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการยกระดับจิตสำนึกของความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่สามารถรักษารากฐานแห่งความเจริญรุ่งเรืองให้อยู่รอดได้อย่างแท้จริง

    ที่มา : TPC (Tsao Pao Chee) Group

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1245419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HQHp3ak7qDNRkOJ3jlxQe

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด   “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qhwxr50HP5qRYvf8o_3Jr

  • “รมช.สิริพงศ์” ลุยอุบลฯ ตรวจ บขส. ฟังเสียงผู้โดยสาร เร่งยกระดับขนส่งสาธารณะ สะดวก-ปลอดภัย-ไร้รอยต่อ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมช.สิริพงศ์” ลุยอุบลฯ ตรวจ บขส. ฟังเสียงผู้โดยสาร เร่งยกระดับขนส่งสาธารณะ สะดวก-ปลอดภัย-ไร้รอยต่อ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wBPJ_4I4GMGM57dXMZMUe

  • “กองทัพเรือ” ชูเรือฟริเกต สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศ 5 หมื่นล้าน | TOPNEWS

    “กองทัพเรือ” ชูเรือฟริเกต สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศ 5 หมื่นล้าน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 02/08/2026 02:41

    “กองทัพเรือ” แจงเพิ่มนโยบาย Offset ย้ำลงทุนในไทยกว่า 7,000 ล้านบาท คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 50,000 ล้านบาท

    พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานโฆษกกองทัพเรือได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการสรุปผลการพิจารณาในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ซึ่งมีการกล่าวถึงนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) นั้น กองทัพเรือขอชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่สนใจ ได้เข้าใจหลักการของนโยบายดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คณะกรรมการใช้ประกอบการพิจารณา มีสาระสำคัญอยู่ที่ มูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศไทย (Actual Value) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 42% ของมูลค่าโครงการ โดยเป็นการลงทุน การจ้างงาน การใช้ผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ และเมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย ผู้รับเหมาช่วง การจ้างแรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินตามแบบจำลองของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คาดว่าจะก่อให้เกิด มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 300% ของมูลค่าโครงการ (Offset Credit Value) ซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาว ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ

    เพื่อให้ประชาชนที่สนใจในการดำเนินการของกองทัพเรือเข้าใจหลักการของ นโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) มากยิ่งขึ้น จึงขอเรียนว่า การประเมินข้อเสนอจะเริ่มจาก มูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย (Actual Value) ก่อน จากนั้นจึงนำมาคำนวณร่วมกับ ตัวคูณ (Multiplier) ซึ่งสะท้อนระดับเทคโนโลยี ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อคำนวณเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) สำหรับใช้ประกอบการประเมินและเปรียบเทียบข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละราย

    ทั้งนี้กองทัพเรือได้จัดทำ เอกสารและอินโฟกราฟิกประกอบเป็นตัวอย่างการคำนวณ เพื่ออธิบายหลักการของนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) วิธีการคำนวณ และความแตกต่างระหว่าง Actual Value, Offset Credit Value และ Economic Impact รวมทั้ง ยกตัวอย่างการคำนวณในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้เข้าใจที่มาของตัวเลข หลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และตรวจสอบได้

    กองทัพเรือขอยืนยันว่า การจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและการพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่กำหนดทุกประการ โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความคุ้มค่า และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ พร้อมเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เมื่อกระบวนการได้รับการอนุมัติครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว

    01

    02

    “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เสด็จเปิดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ ATELIER DE GRÂCE HAUTE COUTURE

    “กระทรวงต่างประเทศ” ออกแถลงการณ์โต้ทันที เตือน UN อย่าหลงลมปากกัมพูชา มั่วข้อมูลผู้พลัดถิ่น ชี้ต้องเรียกเขมรบุกรุก เพราะเป็นพื้นที่ไทย ให้ตั้งศูนย์พักพิงหนีสงคราม!

    ผู้ว่าฯ เมืองคอน นำบวงสรวงศาลหลักเมือง สืบสานประเพณีคู่บ้านคู่เมือง

    กอ.รมน.ผนึกกำลังบุกค้นโกดังชุมพร ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าซุกโกดัง เร่งตรวจภาษี

    แห่ขอพรเจ้าแม่กวนอิม คอหวยไม่พลาดส่องเลขมงคล

    ปลุกคนไทยสู้ล็อบบี้ยิสต์! “ผอ.ศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา” ชวนคนไทย 70 ล้านคนเป็นนักสื่อสารประเทศ ชี้สงครามยุคใหม่ตัดสินกันในสนามข้อมูลข่าวสาร ย้ำไทยต้องเล่าเรื่องของไทยด้วยข้อเท็จจริง ชี้ไทยยึดข้อเท็จจริงสู้ข่าวบิดเบือน ยืนพร้อมให้ประชาคมโลกตรวจสอบทุกข้อมูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1649402&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WJrLw00PHvWUsUx5pxqnh

  • พายุซ้อนพายุ ตะวันออกกลางระอุ ไทยต้องเร่งอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ

    พายุซ้อนพายุ ตะวันออกกลางระอุ ไทยต้องเร่งอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ

    ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย การกลับมาถล่มกันใหม่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทั้งยังมีสัญญาณว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังขยายวงกว้างออกไปสู่ระดับที่ไม่อาจควบคุมได้ง่ายอีกต่อไป

        ทั้งหมดนี้คือ “สัญญาณเตือนภัย” ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปราะบางอย่างยิ่ง สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสหรัฐ และซาอุดีอาระเบียร่วมมือกันถล่มกลุ่มติดอาวุธในอิรัก ขณะที่โดรนปริศนาเริ่มเล่นงานท่าเรือในอียิปต์แถบเมดิเตอร์เรเนียน 
    ความขัดแย้งที่ลุกลามนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานขึ้นกว่า 8% ยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในวันเดียว สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ พายุราคาพลังงานรอบใหม่นี้กำลังกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติม “เงินเฟ้อ” และต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้วให้รุนแรงขึ้น

     ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ในเดือนมิ.ย. 2569 หดตัวลง 3.10% โดยมีอุตสาหกรรมยานยนต์และโรงกลั่นน้ำมันเป็นตัวฉุดหลัก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 87-90% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้กลายเป็นกำแพงสูงที่สกัดกั้นการเติบโตของยอดขายรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ
        ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก สศอ. ประเมินว่าหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น 100% ไปแตะระดับ 160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมของไทยลดลงถึง 0.88% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 42,200 ล้านบาท โดยมี 8 อุตสาหกรรมหลัก เช่น ปิโตรเคมี ยานยนต์ และเกษตรแปรรูป ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 

        ความเสี่ยงจากภายนอกเหล่านี้กำลังถาโถมใส่เศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะการฟื้นตัวแบบ “K-Shaped” อย่างรุนแรง อีกหนึ่งข้อที่ต้องพิจารณาคือ ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่รวมถึงสังคมผู้สูงอายุ คุณภาพการศึกษา และขีดความสามารถในการแข่งขัน หน่วยงานภาครัฐต้องประสานงานกันเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดัชนีอุตสาหกรรมและศักยภาพการผลิตให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน
        สงครามในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ “ความแข็งแกร่งภายใน” เป็นสิ่งที่เราสร้างได้ ถึงเวลาต้องทำเศรษฐกิจไทยฐานรากให้เข้มแข็ง  บทบาทของผู้นำทางนโยบายในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฝ้ามองตัวเลขในกระดาษ แต่คือการ “ยื่นมือติดดิน” เข้าไปสัมผัสและแก้ไขปัญหาในระดับฐานราก ก่อนที่พายุจากตะวันออกกลางจะโหมกระหน่ำจนเศรษฐกิจไทยเกินเยียวยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/editorial/1245393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21OlZAT_ULr_o9_Q7pTyAA

  • ‘พร้อมพงศ์’ จี้รื้อใหญ่มหาดไทย เสนอเลือกผู้ว่าฯ-ปรับ ครม.แก้ปากท้อง

    ‘พร้อมพงศ์’ จี้รื้อใหญ่มหาดไทย เสนอเลือกผู้ว่าฯ-ปรับ ครม.แก้ปากท้อง

    “พร้อมพงศ์” หนุนรีเซตกระทรวงมหาดไทย แต่ขออย่าเป็นแค่สลับเก้าอี้ พร้อมเสนอปฏิรูปบทบาทผู้ว่าฯ เป็น “แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด” และเปิดทางให้ประชาชนเลือกผู้ว่าฯ ในพื้นที่ ย้ำการปรับ ครม.ต้องตอบโจทย์ลดค่าครองชีพ ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

    1 สิงหาคม 2569 -นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งสัญญาณอาจมีการปรับทัพข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง พร้อมประกาศรีเซตกระทรวงมหาดไทยใหม่ โดยย้ำให้ยึดเรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นศูนย์ และจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิดนั้น ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน ซึ่งตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่จังหวัด การยกระดับกระทรวงต้องวัดจากความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ ไม่ใช่เป็นเพียงการโยกย้ายตำแหน่งหรือสลับเก้าอี้ดนตรี

    พร้อมระบุว่า กรณีพบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย เป็นเรื่องที่ต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากพบผู้กระทำผิดไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่เพียงใด ก็ต้องไม่มีข้อยกเว้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจของการบริหารประเทศ

    นายพร้อมพงศ์ ยังเสนอให้ยกระดับบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น “แม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด” ทำหน้าที่บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างงาน สร้างรายได้ ดึงการลงทุน ดูแลเกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ประชาชนควรได้รับบริการจากภาครัฐที่รวดเร็ว ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที มีระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และเดินหน้าป้องกันปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังถึงต้นตอ เนื่องจากปัจจุบันยาเสพติดยังแพร่ระบาดอย่างหนัก พร้อมทั้งผลักดันการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า อีกหนึ่งข้อเสนอที่มีการพูดถึงมาโดยตลอด คือการกระจายอำนาจให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดได้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง แทนการแต่งตั้งจากส่วนกลาง โดยอาจเริ่มนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม พร้อมกำหนดดัชนีชี้วัดด้านผลงานและความโปร่งใสอย่างเข้มข้น เพื่อให้การบริหารงานตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น

    อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะยืนยันว่า ยังไม่ใช่ช่วงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี แต่เชื่อว่าในที่สุดจะต้องมีการปรับ ครม. อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับงาน สามารถบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพและค่าพลังงาน ปราบปรามขบวนการสีเทา ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีต้องรับฟังและไม่ควรทำให้ประชาชนผิดหวัง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1042339/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw378-nb-cetj03QeZOcl1tY