Category: เศรษฐกิจ

  • วัดใจการเมือง เลิกอุ้มราคาน้ำมัน ลบแผลเป็นเศรษฐกิจ

    วัดใจการเมือง เลิกอุ้มราคาน้ำมัน ลบแผลเป็นเศรษฐกิจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/164206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nEQYwBUaIV1Pq69anO2Xr

  • “อีสานสร้างสรรค์” โอกาสเศรษฐกิจภูมิภาค | เดลินิวส์

    “อีสานสร้างสรรค์” โอกาสเศรษฐกิจภูมิภาค | เดลินิวส์

    เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 หรือ Isan Creative Festival 2026 (ISANCF2026) ปิดฉาก ลงอย่างเป็นทางการ แม้ว่าเทศกาลทั้ง 9 วันได้จบลงไปแล้ว แต่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคยังคงเนรมิตต่อไป เพื่อตอกย้ำศักยภาพของอีสานสู่การ Creative Capital hub ซึ่งสะท้อนผ่านความสำเร็จของเทศกาลฯ ตลอด 9 วันสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ กว่า 304,430 คน จากกิจกรรมรวมกว่า 200 โปรแกรมบน 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่เครือข่ายทั่วภาคอีสาน

    ควบคู่กับความร่วมมือจาก 13 ประเทศจนสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 800 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า “เทศกาลสร้างสรรค์” คือ “Creative Business Platform” ที่สามารถเปลี่ยนทุนวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้คน ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้ในอนาคต

    นายสักก์สีห์ พลสันติกุล ผู้อำนวยการสำนักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า ความสำเร็จของเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ยังคงเดินหน้าต่อหลังจบเทศกาลฯ โดยจะยังคงทำหน้าที่เชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ และผู้พัฒนาเมือง ให้เติบโตไปด้วยกัน และร่วมพัฒนาโครงการที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ ขยายโอกาสของภูมิภาคและธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีสานสู่ระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ เทศกาลฯ ยังมีบทบาทในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน ที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การต่อยอดธุรกิจ และการสร้างความร่วมมือใหม่ โดยใช้เทศกาลฯ เป็นพื้นที่กลางที่สนับสนุนการทดลองความคิด เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนา และสร้างความร่วมมือใหม่ให้เกิดขึ้นจริง

    “เมือง” ไม่ได้เติบโตจากโครงสร้าง แต่คือ “ผู้คน”

    หนึ่งในนิทรรศการที่ได้รับความสนใจคือ “เมืองดีย์ อะไรก็ดีย์ (The Good City, Better Living Exhibition)” ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามว่า “เมืองที่ดีควรเติบโตจากอะไร และใครคือผู้ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” คำตอบของนิทรรศการไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานหรือโครงการขนาดใหญ่ หากแต่อยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้คนในพื้นที่ได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมกำหนดอนาคตของเมือง ผ่านการรวบรวมกรณีศึกษาจากเครือข่ายกว่า 25 องค์กร อาทิ We! Park ที่นำเสนอแนวคิดการสร้างเมืองสุขภาพดีผ่านพื้นที่สาธารณะ, รถเมล์เดิ้น (Isan Modern Mobility) ที่ถ่ายทอดบทเรียนจากขอนแก่นซิตี้บัสในฐานะต้นแบบระบบขนส่งสาธารณะของเมืองภูมิภาค และ GIZ ประเทศไทย ร่วมกับโครงการ Urban-Act / TGC EMC ที่นำเสนอแนวทางออกแบบเมืองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย นิทรรศการ “เมืองดีย์ อะไรก็ดีย์ (The Good City, Better Living Exhibition)” จะเปิดพื้นที่ให้ร่วมคิดต่อเรื่องเมืองและโอกาส ณ Creative Space ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00น.

    ธัญจิรา แก่นสุวรรณ Project Manager บริษัท UrbanKraft.co กล่าวว่า เราไม่ได้ต้องการนำเสนอภาพของเมืองในอุดมคติ แต่ต้องการชวนให้ทุกคนมองเห็นศักยภาพที่แต่ละพื้นที่มีอยู่ เพราะเมืองไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากอาคาร ถนน หรือโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการตัดสินใจและการลงมือทำของผู้คนในทุกภาคส่วน สำหรับเรา เมืองที่ดีคือเมืองที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้ชีวิต เติบโต และร่วมออกแบบอนาคตไปด้วยกัน เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ จึงเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายสาขาให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง มองเห็นศักยภาพของเมืองอีสาน และร่วมกันเปลี่ยนต้นทุนที่มีอยู่ให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของการพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6071048/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36ZPsPMGinrTiFIhHSd3-3

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ เดือนมิถุนายน 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ เดือนมิถุนายน 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ เดือนมิถุนายน 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวมากขึ้น

    rn

    จากราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากความกังวลว่าผลผลิตจะลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้โรงงานแข่งขันราคาเพื่อรับซื้อวัตถุดิบ นอกจากนี้ ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นจากผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศที่ลดลงตามผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกทยอยหมดฤดูกาล

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ทรงตัว

    rn

    โดยการผลิตยางพาราแปรรูปและน้ำมันปาล์มหดตัว จากผลผลิตที่ลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน อย่างไรก็ดี การผลิตทูน่ากระป๋อง และไฟเบอร์บอร์ดขยายตัวจากเดือนก่อน จากผลดีของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    rn

    ตามจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ลดลง โดยเฉพาะมาเลเซียและจีนหลังเร่งไปในเดือนก่อนจากวันหยุดยาว รวมถึงยุโรป รัสเซีย และตะวันออกกลางที่ลดลงตามจำนวนเที่ยวบิน นอกจากนี้ ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว

    rn

    ผลดีจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ ทำให้การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารและของใช้ในบ้าน รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขยายตัวตามราคาน้ำมันที่ลดลง ด้านหมวดยานยนต์ขยายตัวเล็กน้อยจากรถจักรยานยนต์ และรถกระบะ ตามรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน หดตัว

    rn

    ตามการลงทุนหมวดก่อสร้างที่ลดลง ทั้งการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและการก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานและโรงงานอุตสาหกรรมที่หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่หมวดยานพาหนะหดตัวเล็กน้อย ยกเว้นรถจักรยานยนต์และรถกระบะที่ปรับดีขึ้น

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัว

    rn

    มูลค่าการส่งออก ขยายตัว จากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้ากลุ่มยางพาราและไม้ยางแปรรูป ส่วนหนึ่งจากราคายางที่เพิ่มขึ้น และความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย

    rn

    มูลค่าการนำเข้า ขยายตัว จากสินค้าทุนประเภทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมทั้งเครื่องจักรอุปกรณ์และชิ้นส่วน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง ตามราคาหมวดพลังงานและอาหารสดปรับลดลง ขณะที่ราคาอาหารสำเร็จรูป และสินค้าอื่น อาทิ ของใช้ในบ้านยังเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว

    rn

    จากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 และจำนวนผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรที่ทรงตัว โดยยังมีการจ้างงานต่อเนื่องในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ขณะที่ความต้องการแรงงานแผ่วลง สะท้อนจากตำแหน่งงานเปิดรับใหม่ที่หดตัวมากขึ้น

    rn

     

    rn

    ประเด็นที่ต้องติดตาม

    rn

    • ผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ 

    rn

    • การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการต่อการบริโภคและภาวะเงินเฟ้อ

    rn

    • ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    rn

    • สภาพอากาศร้อนแล้งช่วงครึ่งหลังปี 69

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn31 กรกฎาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    rnโทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    rnE-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    rn”}}” id=”text-7a7c1bdc4f”>

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวมากขึ้น

    จากราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากความกังวลว่าผลผลิตจะลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้โรงงานแข่งขันราคาเพื่อรับซื้อวัตถุดิบ นอกจากนี้ ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นจากผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศที่ลดลงตามผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกทยอยหมดฤดูกาล

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ทรงตัว

    โดยการผลิตยางพาราแปรรูปและน้ำมันปาล์มหดตัว จากผลผลิตที่ลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน อย่างไรก็ดี การผลิตทูน่ากระป๋อง และไฟเบอร์บอร์ดขยายตัวจากเดือนก่อน จากผลดีของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    ตามจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ลดลง โดยเฉพาะมาเลเซียและจีนหลังเร่งไปในเดือนก่อนจากวันหยุดยาว รวมถึงยุโรป รัสเซีย และตะวันออกกลางที่ลดลงตามจำนวนเที่ยวบิน นอกจากนี้ ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว

    ผลดีจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ ทำให้การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารและของใช้ในบ้าน รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขยายตัวตามราคาน้ำมันที่ลดลง ด้านหมวดยานยนต์ขยายตัวเล็กน้อยจากรถจักรยานยนต์ และรถกระบะ ตามรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวต่อเนื่อง

    การลงทุนภาคเอกชน หดตัว

    ตามการลงทุนหมวดก่อสร้างที่ลดลง ทั้งการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและการก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานและโรงงานอุตสาหกรรมที่หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่หมวดยานพาหนะหดตัวเล็กน้อย ยกเว้นรถจักรยานยนต์และรถกระบะที่ปรับดีขึ้น

    การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัว

    มูลค่าการส่งออก ขยายตัว จากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้ากลุ่มยางพาราและไม้ยางแปรรูป ส่วนหนึ่งจากราคายางที่เพิ่มขึ้น และความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย

    มูลค่าการนำเข้า ขยายตัว จากสินค้าทุนประเภทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมทั้งเครื่องจักรอุปกรณ์และชิ้นส่วน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง ตามราคาหมวดพลังงานและอาหารสดปรับลดลง ขณะที่ราคาอาหารสำเร็จรูป และสินค้าอื่น อาทิ ของใช้ในบ้านยังเพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว

    จากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 และจำนวนผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรที่ทรงตัว โดยยังมีการจ้างงานต่อเนื่องในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ขณะที่ความต้องการแรงงานแผ่วลง สะท้อนจากตำแหน่งงานเปิดรับใหม่ที่หดตัวมากขึ้น

    ประเด็นที่ต้องติดตาม

    • ผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ 

    • การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการต่อการบริโภคและภาวะเงินเฟ้อ

    • ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    • สภาพอากาศร้อนแล้งช่วงครึ่งหลังปี 69

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    31 กรกฎาคม 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    โทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    E-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/southern-economy/the-state-of-southern-economy/press-so-jun-69.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dLIbPvEgL1VH-1bjA7rwV

  • พาณิชย์ดันอาหารไทยสู่เวทีโลก ใช้ ‘Soft Power’ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    พาณิชย์ดันอาหารไทยสู่เวทีโลก ใช้ ‘Soft Power’ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการประทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับ Soft Power อาหารไทย สู่ตลาดโลก เพื่อขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น

    โดยดำเนินการผ่าน THAI SELECT Festival 2026 ที่นครนิวยอร์ก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคชาวอเมริกันและนานาชาติได้เรียนรู้และสัมผัสเอกลักษณ์ของอาหารไทย 

    ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์อาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้กับนานาชาติ โดยสะท้อนถึงความสำคัญของการผลักดันอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลภายใต้แนวคิด Thai SELECT Playground – Play with Thai Flavors

    ทั้งนี้ กระทรวงฯเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ส่งเสริมศักยภาพของร้านอาหารไทยและผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ 

    พาณิชย์ดันอาหารไทยสู่เวทีโลก ใช้ Soft Power สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จะมุ่งผลักดันตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    THAI SELECT Festival 2026 ไม่เพียงสะท้อนถึงความนิยมของอาหารไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำ Soft Power ด้านอาหารมาใช้สร้างการรับรู้ เชื่อมโยงผู้บริโภคจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม และต่อยอดสู่โอกาสทางการค้าในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/665299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27POLd8vj6cq5Ep83L4F0p

  • ปั้นไทย 5 ฮับศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ดันจีดีพีโตเกิน 3% ไม่เน้นแค่ตัวเลขลงทุน | เดลินิวส์

    ปั้นไทย 5 ฮับศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ดันจีดีพีโตเกิน 3% ไม่เน้นแค่ตัวเลขลงทุน | เดลินิวส์

    รัฐบาลนำทัพคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ร่วมกับภาครัฐ-เอกชน ภายใต้กลไกกรอ. ไฟเขียวกรอบ 5 ยุทธศาสตร์ ยกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และบริการทางการเงินครบวงจร ตั้งเป้าดันเศรษฐกิจไทยโตมากกว่า 3% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมร้อยละ 30 ของ GDP และไต่อันดับขีดความสามารถแข่งขันโลกสู่ 20 อันดับแรก ผลักดันประเทศไทยสู่ฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ระบุว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน “การลงทุนใหม่ของประเทศ” ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และผลักดันประเทศไทยสู่ฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างก้าวกระโดด     การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกเข้าสู่สังคมสูงอายุมากขึ้น และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกกำลังแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ช่วงเวลานี้ถือห้วงเวลาที่ประเทศไทยจำต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุน และสร้างความพร้อม ลดอุปสรรคในการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ ซึ่งหากเราสามารถใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนประเทศไทยได้สำเร็จ เราก็จะสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยในระยะยาว

    สำหรับคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ มีหน้าที่พิจารณาและเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคด้านการลงทุน และติดตามผลการดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันนโยบายด้านการลงทุนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของ กรอ. ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย

    1.        ผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากกว่า 3% ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป เทคโนโลยีขั้นสูง Future Mobility สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจการค้า เพื่อผลักดันประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

    2.        ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยเร่งพัฒนาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

    3.        เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP โดยเร่งการลงทุนภาคเอกชนควบคู่กับการลงทุนภาครัฐ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

    เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ พลิกประเทศไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

    ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการลงทุนและเศรษฐกิจแห่งอนาคต ประกอบด้วย

    1. Investment and Industry Transformation Hub

    ยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งรัดการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตธุรกิจต่าง ๆ  พร้อมกับเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต อีกทั้งยกระดับทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมระดับโลก และเพิ่มสัดส่วน Local Content ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งใหช้เครื่องมือด้านการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษและมาตรการภาษี ควบคู่กับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย

    2. AI & Digital Hub

    ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ผ่านการดึงดูดการลงทุนใน AI, Semiconductor, Chip Design ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 5 ของ GDP พร้อมพัฒนา Ecosystem ด้าน AI ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการนำ AI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่

    3. Green Hub

    เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

    4. Financial Hub

    ใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตสู่ระดับโลก (National Champions) ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกในการระดมทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    5. Medical Investment Hub

    ยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain การแพทย์ระดับโลก ผลักดันสัดส่วน Local Content ในการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศ เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

    จัดลำดับ Big Win พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและตัวชี้วัด

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนทั้ง 5 ยุทธศาสตร์จะไม่หยุดอยู่เพียงการกำหนดทิศทาง แต่จะเร่งผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านแผนงานที่ชัดเจน โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้น (Quick Win) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเร่งด่วน และมาตรการเชิงโครงสร้าง (Big Win) เพื่อยกระดับกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศด้านการลงทุนของประเทศ

    “เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และเงินทุน สร้างงานคุณภาพให้คนไทย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6070906/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RQA-eOFlYDfqu1Shp70lT

  • “สุรศักดิ์” ชู“เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ดันเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    “สุรศักดิ์” ชู“เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ดันเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิดงาน Thailand Tourism Leadership Forum ชูวิสัยทัศน์ยกระดับ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” สู่ “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ดันเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน Thailand Tourism Leadership Forum ซึ่งจัดโดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเต็ล จังหวัดนนทบุรี พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อนาคตท่องเที่ยวไทยกับการเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” เพื่อประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของรัฐบาล

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวย้ำถึงวิสัยทัศน์ที่สำคัญว่า ในปัจจุบันโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง การท่องเที่ยวจึงไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมบริการอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงกับหลากหลายภาคส่วน ทั้งการบิน โรงแรม ร้านอาหาร เกษตร สุขภาพ กีฬา วัฒนธรรม ดิจิทัล การคมนาคม การลงทุน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

    รัฐบาลชุดนี้มีความเชื่อมั่นว่า การท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย เพราะเม็ดเงินทุกบาทจากการท่องเที่ยวไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะโรงแรมหรือบริษัททัวร์ แต่จะถูกกระจายไปยังเกษตรกร ชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และธุรกิจบริการอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

    ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการบริหาร “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” สู่การบริหาร “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” (Tourism Economy) แบบบูรณาการ 

    โดยมีการปรับโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์ในการรวมภารกิจด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งถือเป็นการปรับวิธีคิดของประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการนำทุนทางวัฒนธรรม เช่น อาหารไทย มวยไทย เทศกาล งานศิลปะ หัตถกรรม ดนตรี สุขภาพและเวลเนส มาต่อยอดเพื่อขาย “ประสบการณ์” ให้แก่นักท่องเที่ยว มากกว่าการขายเพียงแค่ “สถานที่”

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดทิศทางในการยกระดับการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป โดยมุ่งเน้นในมิติต่างๆ ดังนี้:

    • ยกระดับจากการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว สู่การเพิ่มมูลค่าต่อคน
    •  ยกระดับจากการกระจุกตัวของรายได้ สู่การกระจายโอกาสสู่เมืองรองและชุมชน
    •  ยกระดับจากการแข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านคุณภาพ
    • ยกระดับจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ สู่การบูรณาการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

    ในช่วงท้าย รัฐมนตรีฯ ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของภาคเอกชนในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของการพัฒนา 

    โดยระบุว่าหน้าที่ของรัฐบาลคือการสร้างนโยบายที่ชัดเจน สร้างกติกาที่เอื้อต่อการแข่งขัน และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่ภาคเอกชนคือผู้ที่อยู่แนวหน้าในการร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่แข่งขันด้วยคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งอนาคตของการท่องเที่ยวไทยจะไม่ถูกกำหนดด้วยจำนวนผู้มาเยือน แต่จะถูกกำหนดด้วยคุณค่าที่ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทศวรรษต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2949787&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rWvFi5AQLxfwdQFU3_d5C

  • ‘แบงก์ชาติ’ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุดลุ้นQ3ฟื้นตัว

    ‘แบงก์ชาติ’ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุดลุ้นQ3ฟื้นตัว

     ‘ธปท.’ ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด ลุ้นไตรมาส 3/69 ทยอยฟื้นตัว ตามแรงส่งของภาคการส่งออก-การลงทุนภาคเอกชน พร้อมรับไทยยังอยู่ในบัญชี Monitoring List ของสหรัฐฯ แต่เข้าเกณฑ์เพียง 1 ข้อ มีโอกาสหลุดในรอบถัดไป

    31 ก.ค. 2569- นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 มีทิศทางชะลอลงจากไตรมาสก่อน จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง สะท้อนจากรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและกิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่ลดลง ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงแม้ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐในช่วงท้ายไตรมาส

    ด้านการส่งออกในไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 17.6% ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 42.3% ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 2.7% ตามหมวดพลังงานจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1% เพิ่มขึ้นจากหมวดอาหารสำเร็จรูปเป็นสำคัญ ตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ

    “ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัว ตามแรงส่งจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลบวกจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจยังกระจุกตัว ขณะที่การบริโภคของครัวเรือน ยังมีแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แม้ค่าครองชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูง และหวังว่าในไตรมาส 3/2569 สถานการณ์จะผ่อนคลายได้ดีกว่าไตรมาส 2 ซึ่งถือว่าเป็นไตรมาสที่ต่ำสุดของปีนี้” นางสาวชญาวดี กล่าว

    สำหรับระยะต่อไป ยังต้องติดตามปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้ 1.พัฒนาการของสงครามและนโยบายการค้าสหรัฐฯ 2.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว 3.ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงต่อครัวเรือนและธุรกิจ 4.ผลของมาตรการภาครัฐ 5.พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ ที่น่าจะเร็วและแรงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ด้านเศรษฐกิจไทยในเดือน มิ.ย. ทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการรัฐ และยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 1.1% จากเดือนก่อนหน้า ด้านการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 0.5% ส่วนการส่งออก ขยายตัว 21.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นจากการทยอยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความขัดแย้งยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่วนการนำเข้า ขยายตัว 48.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นางสาวชญาวดี กล่าวถึงกรณีการประเมิน Currency Manipulator ของ U.S.Treasury กระทรวงการคลังสหรัฐฯ พบว่า ในรายงานเดือน ก.ค. 2569 ไทยยังอยู่ใน Monitoring List แต่เข้าเกณฑ์ เพียง 1 ข้อเท่านั้นโดยมีการเกินดุลการค้าและบริการกับสหรัฐฯ และมีโอกาสที่จะหลุดจากการติดตามอย่างใกล้ชิดในรายงานรอบถัดไป หากไทยเข้าเกณฑ์เพียง 1 จะได้พ้นจากการอยู่ใน Monitoring List โดยจะติดตามการประเมิน Currency Manipulator ของ U.S.Treasury ต่อไป

    อย่างไรก็ดี การประเมินดังกล่าว จะเป็นการประเมินการค้าและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนทุกครึ่งปี จะประเมิน 4 ไตรมาสก่อนหน้า โดยพิจารณา 3 เกณฑ์ คือ มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากหรือไม่, เกินดุลบัญชีเดินสะพัด มากกว่า 3% ต่อจีดีพีหรือไม่ และมีการแทรกแซงค่าเงินต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบหรือไม่ ซึ่งหากเข้าเกณฑ์ 2 ข้อ จะจัดอยู่ในประเทศที่ถูกติดตามอย่างใกล้ชิด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1041944/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Jzc26R8LGoXbZHOBnItV

  • สะพานข้ามลำโดม จ.อุบลราชธานี ร่นระยะทาง หนุนเศรษฐกิจ

    สะพานข้ามลำโดม จ.อุบลราชธานี ร่นระยะทาง หนุนเศรษฐกิจ

    จำนวนผู้เข้าชม

    38,528,611

    สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามลำโดม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี มีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 70 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเทพื้นสะพานช่วงกลางและช่วงท้าย คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2570

    สะพานข้ามลำโดม

    โดยโครงการดังกล่าว ช่วยร่นระยะทางได้ถึง 25 กิโลเมตร ทำให้การคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างตำบลกลางและตำบลตบหูเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

    ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม

    ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.antifakenewscenter.com/news/activity/bridge-across-the-river&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LW_fZlx7AWBT5bL8utBTH

  • ธปท.ชี้ เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด ไตรมาส 2 ปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง

    ธปท.ชี้ เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด ไตรมาส 2 ปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง

             ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีทิศทางชะลอลงจากไตรมาสก่อน จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เป็นจุดที่ต่ำสุดแล้วของปีนี้

              อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก รวมทั้งผลของมาตรการรัฐ ที่ช่วยลดทอนผลกระทบได้บางส่วน พร้อมมองว่า แนวโน้มไตรมาส 3 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะเริ่มเข้าสู่ภาวะที่ผ่อนคลายมากขึ้น และดีกว่าเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 2 ที่เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้

              ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลง โดยหลักจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แม้ได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากมาตรการภาครัฐที่เริ่มในเดือนมิถุนายน โดยการใช้จ่ายลดลงในเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะหมวดโรงแรม และร้านอาหาร ขณะที่หมวดอุปโภคบริโภคและปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง หลังการเร่งซื้อไปในไตรมาสก่อน และยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าปรับลดลงเล็กน้อย หลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0

              ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรม ปรับลดลงจากการผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับผลจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นบางส่วน การผลิตเคมีภัณฑ์ที่ชะลอลง ตามอุปสงค์หลังต้นทุนวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ประกอบกับการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลง ตามอุปสงค์ต่างประเทศ อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่อง จากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี สอดคล้องกับวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โล กและความต้องการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center)

              ด้านการนำเข้า เพิ่มขึ้นมากจากหมวดเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสำรองใช้ในประเทศ รวมถึงหมวดวัตถุดิบโดยเฉพาะหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ตามหมวดพลังงานจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้นจากหมวดอาหารสำเร็จรูปเป็นสำคัญ ตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลจากดุลการค้าตามมูลค่าการนำเข้าพลังงานเป็นสำคัญ และดุลบริการ รายได้และเงินโอน ตามรอบการส่งกลับกำไรและเงินปันผลในเดือนพฤษภาคม

              สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แต่ยังต้องติดตามการจ้างงานในภาคการผลิตที่ชะลอตัวจากผลของการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

              โฆษก ธปท. กล่าวว่า ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ 1. พัฒนาการของสงคราม และนโยบายการค้าสหรัฐฯ 2. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว 3. ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงต่อครัวเรือนและธุรกิจ 4. ผลของมาตรการรัฐ และ 5. พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ

    #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23tGWmmvv-VsL-Q-Yf7XYp

  • แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนมิถุนายน 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนมิถุนายน 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนมิถุนายน 2569

    ภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้ว)
    rn 

    rn

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวต่อเนื่อง (เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน)

    rn

    ตามรายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ขยายตัว จากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดตามฤดูกาลที่อยู่ในเกณฑ์ดีและความต้องการจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น รายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังขยายตัว จากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามผลผลิตในประเทศที่ลดลงและผลของการปิดด่านฯ ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้าขยายตัว จากความต้องการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหาร

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม กลับมาหดตัว

    rn

    ตามการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่หดตัวหลังจากเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า และการผลิตแป้งมันสำปะหลังที่หดตัวตามผลผลิตภายในประเทศที่ลดลง อีกทั้งการผลิตเครื่องดื่มกลับมาหดตัวตามการผลิตสุราเป็นสำคัญ

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว กลับมาขยายตัว

    rn

    ตามผู้เยี่ยมเยือนคนไทยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะคนในภูมิภาค จากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและกิจกรรมประเพณี อาทิ เทศกาลทุ่งดอกกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ และงานประเพณีผีตาโขน จังหวัดเลย ทั้งนี้ ผู้เยี่ยมเยือนจากภาคอื่น ๆ ลดลงต่อเนื่องตามการปรับลดเที่ยวบินภายในประเทศบางเส้นทาง  ส่งผลให้รายได้รวมการท่องเที่ยวลดลงต่อเนื่อง  

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน กลับมาขยายตัว

    rn

    ตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับเพิ่มขึ้น จากผลของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้น แม้ค่าครองชีพโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนกลับมาเพิ่มขึ้น ตามยอดจำหน่ายรถกระบะและรถจักรยานยนต์ที่กลับมาขยายตัว

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน หดตัว

    rn

    ตามการลงทุนด้านการก่อสร้างที่กลับมาหดตัวตามยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่หดตัวเป็นสำคัญ หลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ขยายตัวเล็กน้อย ตามยอดฟจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่กลับมาขยายตัว

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร หดตัวต่อเนื่อง

    rn

    จากการส่งออกที่หดตัว ตามทุเรียนสดไปจีนที่ลดลงจากผลผลิตตามฤดูกาลของภาคตะวันออก ประกอบกับการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปจีนที่ลดลง ขณะที่การนำเข้าขยายตัว จากหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโทรศัพท์มือถือจากจีน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลงจากเดือนก่อน ตามราคาหมวดพลังงานและอาหารสด

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ปรับลดลง จากการจ้างงานนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่ปรับลดลงเป็นสำคัญ สอดคล้องกับภาวะการผลิตที่กลับมาหดตัว

    rn

     

    rn

    ปัจจัยที่ต้องติดตาม

    rn

    – ผลของมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    rn

    – สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    rn

    – ความเสี่ยงภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร  

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn31 กรกฎาคม 2569

    rn

     

    rn

    หมายเหตุ

    rn

    สาขาเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ที่มีความสำคัญต่อภาคอีสาน ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าผ่านด่านศุลกากร ตามลำดับ

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้ว)
     

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวต่อเนื่อง (เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน)

    ตามรายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ขยายตัว จากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดตามฤดูกาลที่อยู่ในเกณฑ์ดีและความต้องการจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น รายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังขยายตัว จากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามผลผลิตในประเทศที่ลดลงและผลของการปิดด่านฯ ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้าขยายตัว จากความต้องการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหาร

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม กลับมาหดตัว

    ตามการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่หดตัวหลังจากเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า และการผลิตแป้งมันสำปะหลังที่หดตัวตามผลผลิตภายในประเทศที่ลดลง อีกทั้งการผลิตเครื่องดื่มกลับมาหดตัวตามการผลิตสุราเป็นสำคัญ

    ภาคบริการท่องเที่ยว กลับมาขยายตัว

    ตามผู้เยี่ยมเยือนคนไทยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะคนในภูมิภาค จากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและกิจกรรมประเพณี อาทิ เทศกาลทุ่งดอกกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ และงานประเพณีผีตาโขน จังหวัดเลย ทั้งนี้ ผู้เยี่ยมเยือนจากภาคอื่น ๆ ลดลงต่อเนื่องตามการปรับลดเที่ยวบินภายในประเทศบางเส้นทาง  ส่งผลให้รายได้รวมการท่องเที่ยวลดลงต่อเนื่อง  

    การบริโภคภาคเอกชน กลับมาขยายตัว

    ตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับเพิ่มขึ้น จากผลของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้น แม้ค่าครองชีพโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนกลับมาเพิ่มขึ้น ตามยอดจำหน่ายรถกระบะและรถจักรยานยนต์ที่กลับมาขยายตัว

    การลงทุนภาคเอกชน หดตัว

    ตามการลงทุนด้านการก่อสร้างที่กลับมาหดตัวตามยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่หดตัวเป็นสำคัญ หลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ขยายตัวเล็กน้อย ตามยอดฟจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่กลับมาขยายตัว

    การค้าผ่านด่านศุลกากร หดตัวต่อเนื่อง

    จากการส่งออกที่หดตัว ตามทุเรียนสดไปจีนที่ลดลงจากผลผลิตตามฤดูกาลของภาคตะวันออก ประกอบกับการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปจีนที่ลดลง ขณะที่การนำเข้าขยายตัว จากหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโทรศัพท์มือถือจากจีน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลงจากเดือนก่อน ตามราคาหมวดพลังงานและอาหารสด

    ตลาดแรงงาน ปรับลดลง จากการจ้างงานนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่ปรับลดลงเป็นสำคัญ สอดคล้องกับภาวะการผลิตที่กลับมาหดตัว

    ปัจจัยที่ต้องติดตาม

    – ผลของมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    – สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    – ความเสี่ยงภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร  

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    31 กรกฎาคม 2569

    หมายเหตุ

    สาขาเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ที่มีความสำคัญต่อภาคอีสาน ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าผ่านด่านศุลกากร ตามลำดับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2026-m06-press-and-table.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HwlTi7A9oikYQINGjvjgX