Category: เศรษฐกิจ

  • เมืองน่านขับเคลื่อนศูนย์สุขภาพ! จัดอบรมผู้สูงอายุปลูกผักตามเศรษฐกิจพอเพียง | TOPNEWS

    เมืองน่านขับเคลื่อนศูนย์สุขภาพ! จัดอบรมผู้สูงอายุปลูกผักตามเศรษฐกิจพอเพียง | TOPNEWS

    เทศบาลเมืองน่าน เดินหน้าขับเคลื่อน “เมืองแห่งคนอายุยืน” จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ให้แก่นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ พร้อมดึงทหารพันธุ์ดีติวเข้ม

    วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ดูแลสุขภาพเทศบาลเมืองน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เป็นประธานเปิดโครงการขับเคลื่อนศูนย์ดูแลสุขภาพเทศบาลเมืองน่าน ประจำปี 2569 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ สำหรับผู้สูงอายุ โดยมี นายเสนอ เวชสัมพันธ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม และนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 40 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ซึ่งมี นายพิทักษ์ ฟักประไพ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดกิจกรรม

    เทศบาลเมืองน่าน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันมีจำนวน 6,002 คน คิดเป็นร้อยละ 33.17 และเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาให้เป็น “เมืองแห่งคนอายุยืน” จึงจัดกิจกรรมในศูนย์ดูแลสุขภาพฯ เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และฝึกปฏิบัติทักษะตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ สร้างความผ่อนคลาย และเห็นคุณค่าในตนเองผ่านการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ปลูกผักสวนครัว เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับผู้สูงอายุ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้อย่างยั่งยืน

    การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากโครงการทหารพันธุ์ดีน่าน 2 ท่าน ได้แก่ ร.ท.ศรีผล มูลสิงห์ ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการทหารพันธุ์ดีน่าน และ จ.ส.อ.เดชา เกรัมย์ เจ้าหน้าที่โครงการทหารพันธุ์ดีน่าน สังกัดมณฑลทหารบกที่ 38 มาให้ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การฝึกปฏิบัติปลูกพืชครัวเพื่อสุขภาพ บริเวณแปลงปลูกด้านหลังศูนย์ดูแลสุขภาพอีกด้วย

    ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1687450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UPFZVn3sGeTr1UlwEWXv2

  • ‘นที’ ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

    ‘นที’ ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

    'นที' ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

    จากงานสัมมนาใหญ่ “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สะท้อนมุมมองต่อร่างแผนพลังงานสะอาดฉบับใหม่ โดยชี้ว่า ภาพรวมของการกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดในระดับ 65% ถือเป็นขั้นต่ำที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในฉากทัศน์ที่เน้นการขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน (RE) สัดส่วนพลังงานสะอาดอาจพุ่งสูงได้ถึง 89% หรืออยู่ในระดับ “ทางสายกลาง” ที่ประมาณ 73%

    นายนที ตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนพลังงานสะอาดดังกล่าวนั้นเป็นการผสมผสานระหว่าง พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) และ โรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งแม้ไม่ใช่พลังงานหมุนเวียนโดยตรงแต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาด อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง นั่นก็คือ กรอบเวลาของแผนซึ่งครอบคลุมยาวนานถึง 25 ปี (ปี 2026–2037 และ 2038–2050) โดยเฉพาะในช่วง 12 ปีแรกหากมีการผูกพันสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ อาจกลายเป็นภาระผูกพันที่ยาวนานจนขาดความยืดหยุ่น

    นายนที ระบุว่า การขยายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับโรงไฟฟ้าเดิมออกไป ครั้งละ 5–10 ปี แทนการนำเข้าโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดเพื่อรอรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและมีราคาที่เหมาะสมในอนาคต โดยเน้นย้ำว่า แผน PDP ต้องเป็นแผนที่เคลื่อนไหวและทบทวนได้ตลอดเวลา ทุก ๆ 1–2 ปี ไม่ใช่แผนที่หยุดนิ่ง นอกจากเป้าหมายการมุ่งสู่  Net Zero และ NDC (Nationally Determined Contributions) แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในสมการพลังงาน คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายนที เน้นย้ำว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ต้องการเพียงแค่ไฟฟ้าที่เพียงพอและราคาเหมาะสมเท่านั้นแต่ต้องการ “ไฟฟ้าสีเขียว” (Green Energy) เพื่อการส่งออกและการลงทุนยุคใหม่ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่สัดส่วนพลังงานสะอาดกี่เปอร์เซ็นต์แต่อยู่ที่ว่า ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้จริงและรวดเร็วเพียงใดซึ่งการเปิดให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) และระบบ Utility Access จะเป็นตัวตอบโจทย์ที่แท้จริงของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    'นที' ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/668541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HiWQvSy2LINnXnkmDfb42

  • มรภ.อยุธยา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน จัดแสดงนวัตกรรม-สินค้า ยกระดับสู่แบรนด์คณะวิทย์ฯ | เดลินิวส์

    มรภ.อยุธยา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน จัดแสดงนวัตกรรม-สินค้า ยกระดับสู่แบรนด์คณะวิทย์ฯ | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมต้นโมก อาคารบรรณราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นประธานเปิด“โครงการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสู่การจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุขรักษ์ แซ่เจี่ย คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งผู้ประกอบการชุมชนร้านค้าเข้าร่วมจำนวนมาก

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุขรักษ์ แซ่เจี่ย คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า โครงการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสู่การจัดจำหน่าย ภายใต้แบรนด์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีพันธกิจสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปประยุกต์ใช้เพื่อการจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนาท้องถิ่น โดยมุ่งสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของพื้นที่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ดำเนินงานตามโครงการยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 63 โครงการ โดยมีการทำงานร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่ายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง และพื้นที่โดยรอบ ในประเด็นด้านเศรฐกิจ สุขภาวะ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา

    จากการดำเนินงานดังกล่าว คณะจึงจัดโครงการในวันนี้ขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการนำเสนอผลงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเชื่อมโยงผลงานกับผู้ใช้ ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่าย ตลอดจนพัฒนาผลงานให้มีศักยภาพในการเข้าสู่คลาดภายใต้แบรนด์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการจัดงานประกอบด้วย 3 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่กิจกรรมที่ 1 การจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ( เป็นการนำเสนอผลงานจากโครงการยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จาก 63 โครงการ ให้กับหน่วยงานภายนอกจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง รวม 9 หน่วยงาน  การออกร้านของคณะวิทยาศาสตร์ ชุมชน อาจารย์ และนักศึกษา รวม จำนวน 19 ร้านค้า

    เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงาน และเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคีเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง ) กิจกรรมที่ 2 การประกวดผลิตภัณฑ์เพื่อบ่มเพาะสู่แบรนด์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การประกวดครั้งนี้ มีผลิตภัณฑ์ที่ส่งประกวดทั้งสิ้น จำนวน 26 ผลิตภัณฑ์ และผ่านการคัดเลือกสู่รอบนำเสนอ 10 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยผลิตภัตภัณฑ์ประเภทอุปโภคและบริโภค ชนิดละ 5 ผลิตภัณฑ์ เพื่อคัดเลือกและยกระดับ สู่การจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ) กิจกรรมที่ 3 การเสวนา เรื่อง การพัฒนานวัตกรชมชนและนวัตกรทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน  เป็นการเสวนาใน 2 ประเด็น ได้แก่ “การพัฒนานวัตกรทางการศึกษา และนวัตกรชุมชนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทาง และบทเรียนจากการทำงานในพื้นพื้นที่ เพื่อพัฒนาบุคลากรและเครือข่ายให้สามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง

    การจัดงานครั้งนี้ จึงเป็นการเชื่อมโถง องค์ความรู้ ผลงาน ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการพัฒนาคนไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย และการนำผลงานไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ศาสตร์และเทคโนโลยี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกในความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคีเครือข่าย ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดผลิตการใช้ประโยชน์และการจัดจำหน่ายอย่างเหมาะสม

    สำหรับการจัดโครงการนี้ ในส่วนนี้มีร้านค้าต่างๆที่ผ่านการคัดเลือกและพัฒนามาร่วมผ่านกระบวนการคัดเลือก และพัฒนามาตรฐานมากขึ้น เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและการศึกษาในการพัฒนาองค์ความรู้และเศรษฐกิจฐานราก ยังคงความเป็นอัตตลักษณ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6175225/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wxh90oNiTI-M-8652qaEZ

  • เอกนิติ เร่ง “ลดหนี้-เติมทุน SME” พลิกเศรษฐกิจไทยพ้นโตต่ำ 3%

    เอกนิติ เร่ง “ลดหนี้-เติมทุน SME” พลิกเศรษฐกิจไทยพ้นโตต่ำ 3%

    เอกนิติ เร่ง “ลดหนี้-เติมทุน SME” พลิกเศรษฐกิจไทยพ้นโตต่ำ 3%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มุมมองทิศทางและโอกาสของประเทศไทย” ภายในงาน “TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่สะสมมานาน จนนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และการขาดแคลนเงินทุนของผู้ประกอบการ SME ขณะที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งไทยต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาที่สะสมมานานจนกลายเป็น “กรรมเก่า” ของประเทศไทย มี 5 เรื่องหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง หนี้สาธารณะสูง คนมีเงินออมต่ำ และ SME เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน รัฐจึงต้องเร่งแก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ใช่เพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องตัดวงจรเดิมให้ได้

    ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญ 4 พายุความท้าทายใหม่ของโลก ได้แก่ โลกแตกขั้วและสงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI กติกาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

    สำหรับ โลกแตกขั้วและสงครามการค้า การแบ่งขั้วของมหาอำนาจ การขึ้นภาษี และมาตรการกีดกันทางการค้า กำลังเปลี่ยนทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก แต่ในวิกฤตดังกล่าวไทยกลับมีโอกาส เพราะมีจุดแข็งด้านความเป็นกลางและสามารถค้าขายกับหลายขั้ว ทำให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่นักลงทุนต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุน

    ส่วน AI และเทคโนโลยี กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและการผลิตอย่างรวดเร็ว ไทยจึงต้องไม่เป็นเพียงผู้ใช้ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ขณะเดียวกันต้องทำให้ SME และประชาชนสามารถนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ทั้งด้านบัญชี การตลาด และการผลิต

    ด้าน สิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน กติกาสิ่งแวดล้อมกำลังถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าและการลงทุนมากขึ้น ขณะที่ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม กระทบประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กโดยตรง ไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและปรับตัวให้ทันกติกาโลก

    ขณะที่ สังคมผู้สูงอายุ จะทำให้ภาระด้านสุขภาพและการดูแลเพิ่มขึ้น ไทยจึงต้องส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุกลายเป็นภาระของครอบครัวและภาครัฐ พร้อมเปลี่ยนความท้าทายดังกล่าวเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรม Wellness การแพทย์ และสมุนไพรไทย

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่ง “ซ่อม” ปัญหาเดิม เพื่อหยุดวงจรที่ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเข้าไปจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท ครอบคลุมกว่า 1 ล้านบัญชี โดยโอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อบริหารจัดการต่อ หากจ่ายไม่ไหวจะเร่งปิดหนี้ ส่วนผู้ที่ยังไปต่อได้จะได้รับเงินทุนเพิ่ม โดยมาตรการดังกล่าวช่วยประชาชนไปแล้วเกือบ 1 ล้านราย

    ขณะเดียวกัน รัฐเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และบัตรสวัสดิการ เพื่อลดแรงกระแทกด้านค่าครองชีพและต่อลมหายใจให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก พร้อมนำ AI “นกกระซิบ” บนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” มาช่วยสรุปและวิเคราะห์ยอดขาย เมื่อมีข้อมูลรายได้ต่อเนื่อง 3 เดือน ธนาคารสามารถนำข้อมูลดังกล่าวประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และ บสย. เตรียมเปิดตัวโครงการและสินเชื่อดังกล่าวในวันที่ 10 ก.ย. 2569

    ด้าน SME รัฐเดินหน้าโครงการ SME Credit Boost ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ โดยใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ช่วยค้ำประกัน เพิ่มสินเชื่อให้ SME ราว 6 หมื่นล้านบาท พร้อมเร่งคืนภาษีค้างชำระให้ SME อีกประมาณ 6 หมื่นล้านบาท รวมถึงโครงการ SME Supply Chain Financing หรือ “พี่ช่วยน้อง” เปิดทางให้ผู้ผลิตรายเล็กนำ Invoice หรือ PO มาใช้ประกอบการขอสินเชื่อ

    นอกจากนี้ รัฐยังส่งเสริมการออมผ่านพันธบัตร “ออมพลัส” อายุ 3 ปี และ 10 ปี โดยรุ่น 10 ปีให้อัตราดอกเบี้ย 2.8% และใช้หลัก Small Lot First ให้ผู้ที่ต้องการออมเงินจำนวนไม่มาก เช่น 500-1,000 บาท มีโอกาสได้รับการจัดสรรก่อนรายใหญ่ พร้อมเตรียมเปิดตัว TISA เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนในตลาดทุน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หากมุ่งแต่ “ซ่อม” เศรษฐกิจไทยอาจกลายเป็น K-Shape คือคนบางกลุ่มไปต่อได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในขาลง และอาจรุนแรงถึงขั้น A-Shape ที่ทุกภาคส่วนแย่ลง จึงต้อง “สร้าง” โอกาสใหม่ เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปสู่ V-Shape ให้คนส่วนใหญ่กลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้น

    “สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่มาพูด แต่ต้องทำและแก้ตั้งแต่วันนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือซ่อม ต้องเร่งซ่อม แต่ซ่อมอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างด้วย มัวแต่ซ่อม เราก็จะกลับมาวงจรอุบาทว์เดิม จึงต้องทั้งซ่อมวันนี้ แล้วก็สร้างโอกาสในอนาคต ต้องตัดวงจรนี้ให้ได้”

    สำหรับการ “สร้าง” โอกาสใหม่ รัฐจะเร่งดึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล และเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีส่งข้อมูลด้วยแสง โดยบริษัทระดับโลกอันดับ 1 และ 2 เข้ามาตั้งฐานการผลิตใน จ.สระบุรีแล้ว และมีการจ้างงานกว่า 3 หมื่นคน ขณะที่ BOI กำหนดเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและทำ R&D ร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐเตรียมผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือน อุดหนุน 5 หมื่นบาทต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้า 5 แสน ถึง 1 ล้านครัวเรือน ร่วมกับธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และการไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนประชาชนจากผู้ใช้ไฟเป็น “Prosumer” หรือทั้งผู้ผลิตและผู้ขายไฟฟ้า โดยสามารถขายไฟส่วนเกินคืนระบบและสร้างรายได้ในระยะยาวตลอดอายุแผงโซลาร์ราว 25–30 ปี

    ด้านภาคเกษตร จะส่งเสริมพลังงานชีวภาพผ่านไบโอดีเซล D20 จากน้ำมันปาล์ม และ E20 จากเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อให้รายได้จากการใช้เชื้อเพลิงส่วนหนึ่งกลับไปถึงเกษตรกรไทย

    นอกจากนี้ จะผลักดันอุตสาหกรรม Wellness และสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก พร้อมดึงบริษัทผลิตยาระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มการลงทุนและการจ้างงาน

    ส่วน BOI จะปรับยุทธศาสตร์จากการวัดเพียงมูลค่าเงินลงทุน มาเน้น “Value Creation” หรือคุณค่าที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การลงทุนต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อไทยในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวย้ำ ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลุกขึ้นมา “ซ่อม” ปัญหาในอดีตเพื่อประคองคนในวันนี้ พร้อมกับ “สร้าง” และคว้าโอกาสจากโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เพื่อพาคนไทยเข้าสู่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ “Thailand Beyond Tomorrow” อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/748388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21GpGZEIuwJo2Xw8mvsssz

  • BGRIM เสนอเปิดตลาดไฟสีเขียว พลิก PDP 2026 หนุนเศรษฐกิจไทย

    BGRIM เสนอเปิดตลาดไฟสีเขียว พลิก PDP 2026 หนุนเศรษฐกิจไทย

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยผ่านงานสัมมนาใหญ่ “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ในช่วง Executive Panel Discussion PDP 2026 ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ว่า การกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศจำเป็นต้องเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ ผู้ผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง และไม่สร้างภาระด้านต้นทุนเกินความจำเป็น

    BGRIM ในฐานะผู้ผลิตและลงทุนด้านพลังงาน ได้ร่วมพัฒนาระบบไฟฟ้าให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการส่งมอบพลังงานที่มีคุณภาพ สร้างความมั่นคงให้ระบบ และสนับสนุนการลงทุนในประเทศ

    PDP 2026 ต้องเริ่มจาก “ความมั่นคง”

    นายนพเดชมองว่า PDP 2026 ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) เป็นลำดับแรก ก่อนผสมผสานพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้ราคาที่เป็นธรรมและประชาชนเข้าถึงได้

    “โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิตใหม่ แต่ต้องบริหารทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการพิจารณายืดอายุสินทรัพย์เดิมที่ยังมีประสิทธิภาพ การใช้เชื้อเพลิงภายในประเทศ เช่น ชีวมวลและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนการนำกำลังผลิตไฟฟ้าที่เหลือในบางช่วงเวลากลับมาใช้ประโยชน์”

    ตัวอย่างหนึ่งคือ ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในวันหยุด ซึ่งโรงงานหลายแห่งใช้ไฟลดลง หากระบบเปิดให้รับซื้อหรือบริหารไฟฟ้าส่วนนี้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์

    ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องดำเนินไปโดยไม่กระทบเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า เพราะพลังงานหมุนเวียนมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและ Data Center ต้องการไฟฟ้าต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM

    ปลดล็อก Green Electricity–Green Tariff

    หนึ่งในกลไกสำคัญของ PDP 2026 คือ การจัดหาไฟฟ้าสีเขียว หรือ Green Electricity และการกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Green Tariff) ให้สะท้อนต้นทุนจริง มีความโปร่งใส และแข่งขันได้

    ตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีความต้องการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งโซลาร์บนหลังคา โซลาร์ลอยน้ำ และโซลาร์ฟาร์ม เพื่อลดต้นทุนค่าไฟและตอบสนองเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของบริษัทแม่และคู่ค้าในต่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาดยังติดข้อจำกัดจากโครงสร้างและกฎระเบียบเดิม โดยเฉพาะระบบผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single Buyer) รวมถึงข้อจำกัดในการส่งผ่านและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้โดยตรง

    ภาครัฐจึงควรเร่งเปิดทางให้เกิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA ควบคู่กับรูปแบบการจัดหาไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Supply: IPS) และการบริหารทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources: DER)

    หากดำเนินการได้ ผู้ประกอบการจะสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าสะอาดที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยและโรงงานที่มีกำลังผลิตส่วนเกินจะมีช่องทางจำหน่ายไฟเข้าสู่ระบบมากขึ้น

    Smart Grid หัวใจเชื่อมพลังงานยุคใหม่

    เมื่อระบบไฟฟ้ามีผู้ผลิตรายย่อยเพิ่มขึ้น โครงข่ายไฟฟ้าจะต้องเปลี่ยนจากระบบที่ส่งไฟทางเดียว ไปสู่ระบบที่รองรับการรับและจ่ายไฟจากหลายแหล่ง

    นายนพเดชเสนอให้เร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) รวมถึง Smart Microgrid ภายในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้ไฟฟ้า และโครงข่ายของภาครัฐแบบเรียลไทม์

    ระบบดังกล่าวจะช่วยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟ บริหารพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และกำลังผลิตสำรองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าตกหรือไฟดับ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของโรงงานและธุรกิจ Data Center

    ก๊าซ–LNG ยังจำเป็นต่อเสถียรภาพระบบ

    แม้ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ยังมีบทบาทเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับรักษาเสถียรภาพของระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามความต้องการ

    การจัดสัดส่วนเชื้อเพลิงใน PDP 2026 จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง ต้นทุนค่าไฟ และเป้าหมายลดคาร์บอน รวมทั้งกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก

    ขณะเดียวกัน โครงสร้างค่าไฟในอนาคตต้องจัดสรรต้นทุนของระบบอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะต้นทุนพัฒนาโครงข่ายและระบบสำรอง (System Cost) ซึ่งเกิดจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะ

    ภาคอุตสาหกรรมหนักและ Data Center ซึ่งใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องการความเสถียรในระดับสูง อาจต้องรับผิดชอบต้นทุนเพิ่มเติมตามการใช้งานจริง เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดถูกผลักไปยังประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

    ประหยัดไฟก่อนสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    อีกด้านหนึ่งของ PDP 2026 ที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือการบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า หรือ Demand-Side Management เพราะหน่วยไฟฟ้าที่ประหยัดได้มีต้นทุนต่ำกว่าการลงทุนสร้างกำลังผลิตใหม่

    รัฐบาลควรส่งเสริมโมเดลบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) ซึ่งเข้าไปตรวจวัดและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงาน โดยเฉพาะระบบทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ มอเตอร์ และเครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้าสูง

    นอกจากนี้ ควรเพิ่มแรงจูงใจผ่านระบบ Demand Response เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับลดหรือเลื่อนการใช้พลังงานในช่วงที่ความต้องการสูง แลกกับผลตอบแทนหรือส่วนลดค่าไฟ ซึ่งจะช่วยลดภาระของโครงข่ายและลดความจำเป็นในการลงทุนโรงไฟฟ้าสำรอง

    จากผู้ใช้ไฟสู่ “ผู้ผลิตไฟฟ้า”

    การเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero จะเปลี่ยนโครงสร้างตลาดไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นผู้ผลิตหลัก ไปสู่ระบบที่ครัวเรือน อาคารพาณิชย์ และโรงงานสามารถเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า หรือ Prosumer

    ระบบไฟฟ้าในอนาคตจะมีผู้รวบรวมโหลด (Load Aggregator) ทำหน้าที่รวบรวมกำลังผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าจากผู้เล่นรายย่อย ก่อนบริหารผ่าน Aggregator Platform และส่งพลังงานเข้าสู่โครงข่ายในแต่ละพื้นที่

    โมเดลดังกล่าวจะช่วยนำไฟฟ้าสะอาดส่วนเกินจากหลังคาโรงงาน โซลาร์ลอยน้ำ หรือระบบกักเก็บพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดการสูญเสีย และเปิดให้เกิดการแข่งขันในตลาดไฟฟ้ามากขึ้น โดยยังต้องอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่รักษาความมั่นคงของโครงข่าย

    นิคมฯ มีโซลาร์เพียง 100–150 เมกะวัตต์

    นายนพเดชระบุว่า นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 2,500 เมกะวัตต์ ขณะที่ BGRIM ร่วมพัฒนาและดูแลระบบไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม 11 แห่ง มีลูกค้าภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 250 ราย และมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 800–1,000 เมกะวัตต์

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวมีการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพียงประมาณ 100–150 เมกะวัตต์เท่านั้น สะท้อนว่ายังมีช่องว่างอีกมากสำหรับการพัฒนาโซลาร์บนหลังคาโรงงานและโซลาร์ลอยน้ำ

    “หากรัฐบาลเปิดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์สามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกิน และอนุญาตให้ซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายได้สะดวกขึ้น จะเป็นมาตรการ Quick Win ที่ช่วยเพิ่มไฟฟ้าสะอาดโดยไม่ต้องรอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งยังช่วยลดต้นทุนภาคอุตสาหกรรมและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติ”

    จับตาโอกาสและความเสี่ยงต่อ BGRIM

    สำหรับมุมมองผู้ลงทุน การเปิดตลาด Direct PPA การขยาย Smart Microgrid และความต้องการไฟฟ้าสะอาดจากนิคมอุตสาหกรรม อาจเป็นโอกาสต่อ BGRIM ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีฐานลูกค้าอุตสาหกรรมอยู่แล้ว โดยบริษัทมีโอกาสต่อยอดจากการจำหน่ายไฟฟ้า ไปสู่บริการโซลาร์ ระบบกักเก็บพลังงาน การบริหารโหลด และโซลูชันพลังงานครบวงจร

    อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของ PDP 2026 หลักเกณฑ์ Direct PPA อัตราค่าผ่านระบบไฟฟ้า หรือ Wheeling Charge รวมถึงการจัดสรร System Cost หากต้นทุนใช้โครงข่ายสูงเกินไป อาจทำให้การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์

    ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรติดตามทั้งความชัดเจนด้านกฎระเบียบ เงินลงทุนที่ต้องใช้ ผลตอบแทนของโครงการ ต้นทุนทางการเงิน ตลอดจนความผันผวนของราคาก๊าซและ LNG ซึ่งยังมีผลโดยตรงต่อต้นทุนผลิตไฟฟ้าและอัตรากำไรของผู้ประกอบการ

    ท้ายที่สุด PDP 2026 จะประสบความสำเร็จไม่ได้ด้วยการเพิ่มโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต โครงข่าย การกำหนดราคา ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า หากประเทศไทยสามารถสร้างไฟฟ้าสะอาดที่มั่นคง มีราคาที่แข่งขันได้ และเปิดให้ซื้อขายอย่างเป็นธรรม พลังงานจะไม่ใช่เพียงต้นทุนของประเทศ แต่จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุน และเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/668552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vrElN812z8-Z9fwcaZEyk

  • สอท.เปิดปัจจัยฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ งวด ส.ค. ลดลง

    สอท.เปิดปัจจัยฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ งวด ส.ค. ลดลง

    ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เดือนส.ค. ลดลงแตะ 89.7 เหตุฝนตกหนัก-ต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด หนุนซื้อสินค้าไทย-ดัน E20 เร่งเศรษฐกิจปลายปี

    9 ก.ย. 2569 – นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนส.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 89.70 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 90.0 ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งการคมนาคมขนส่ง และการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตร กอปรกับราคาพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องปรับตัวเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ตลาดรถยนต์ยังเผชิญข้อจำกัดจากกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะรถกระบะ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.38% ขณะที่การลงทุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงอุตสาหกรรมดั้งเดิม ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสการลงทุน ทั้งยังเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส และ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนกระตุ้นการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 96.1 สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าดีขึ้น โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ โครงการ Thailand Fast Pass ซึ่งคาดว่าจะช่วยเร่งการลงทุนและนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงเทศกาลจับจ่ายใช้สอยปลายปี คาดว่าจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อและคำสั่งซื้อสินค้าในประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 รวมถึงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    “ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของมาตรการด้านภาษีของสหรัฐ ภายหลังประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ตามรายงาน The Great Transshipment Scam ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยี (Non-Tech) ในระยะต่อไป”

    ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของแหล่งผลิตและห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มความผันผวนของราคาพลังงาน ขณะที่ความผันผวนของสภาพอากาศจากปรากฏการณ์ Super El Niño อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ปริมาณวัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม

    อย่างไรก็ตาม สภาอุตฯ จึงมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ให้ผลักดันน้ำมันเบนซิน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศ ช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ เชื่อมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) สู่ซัพพลายเออร์ไทย ผ่านการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ และส่งเสริมให้ประชาชนและภาครัฐซื้อสินค้าไทย ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน ร้านค้าโมเดิร์น เทรด และอี คอมเมิร์ซ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1066384/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fzniWfRsKAc5b0BXf4ScW

  • ผู้ว่า ธปท. เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง SMEs ผุด 3 มาตรการพยุงสินเชื่อ-หนุนเศรษฐกิจโต

    ผู้ว่า ธปท. เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง SMEs ผุด 3 มาตรการพยุงสินเชื่อ-หนุนเศรษฐกิจโต

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “SMEs แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต” จัดโดย TNN16 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569

    rn

     

    rn

    โดยระบุว่า จากปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ธปท. ให้ความสำคัญ  ธปท. จะเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการดำเนินการ 3 เรื่องภายในปีนี้ ได้แก่
    rn 

    rn

    1. SMEs Credit Portal ที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงผู้ปล่อยสินเชื่อและผู้ที่ต้องการสินเชื่อเข้าด้วยกัน โดยคาดว่าจะออกภายในเดือนธันวาคมนี้

    rn

    2. กลไกค้ำประกันรูปแบบใหม่โดยไม่ใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งได้ทดลองทำมาแล้ว 6 เดือน สามารถปล่อยสินเชื่อได้กว่า 70,000 ล้านบาท โดยกลไกนี้จะทำคู่ขนานไปกับกลไกของ บสย. และคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อรวมกันได้ถึง 200,000 ล้านบาท จากการช่วยลด Credit Cost โดยเตรียมเสนอกระทรวงการคลังในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า

    rn

    3. Data Bureau ที่ดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังที่เป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ โดยใช้ข้อมูลเข้ามาช่วยในการประเมินสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการรายเล็ก ที่หาข้อมูลได้ยาก โดย Data Bureau จะช่วยการดำเนินการ 2 ด้าน คือ การเข้าถึงสินเชื่อ (Inclusion) และสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ออกจากระบบ (Exclusion)

    rn

     

    rn

    “อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย ธปท. เพียงหน่วยงานเดียว เราไม่สามารถเปลี่ยนให้สินเชื่อ SMEs ที่ติดลบมา 16 ไตรมาส กลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาสหน้า แต่ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันในการลงมือแก้ปัญหา และต้องยอมรับว่าเราอาจไม่สามารถช่วย SMEs ได้ทุกราย แต่จะต้องเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Target) ที่มีศักยภาพในการเติบโตได้”

    rn”}}” id=”text-504172e1d7″>

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “SMEs แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต” จัดโดย TNN16 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569

    โดยระบุว่า จากปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ธปท. ให้ความสำคัญ  ธปท. จะเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการดำเนินการ 3 เรื่องภายในปีนี้ ได้แก่
     

    1. SMEs Credit Portal ที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงผู้ปล่อยสินเชื่อและผู้ที่ต้องการสินเชื่อเข้าด้วยกัน โดยคาดว่าจะออกภายในเดือนธันวาคมนี้

    2. กลไกค้ำประกันรูปแบบใหม่โดยไม่ใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งได้ทดลองทำมาแล้ว 6 เดือน สามารถปล่อยสินเชื่อได้กว่า 70,000 ล้านบาท โดยกลไกนี้จะทำคู่ขนานไปกับกลไกของ บสย. และคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อรวมกันได้ถึง 200,000 ล้านบาท จากการช่วยลด Credit Cost โดยเตรียมเสนอกระทรวงการคลังในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า

    3. Data Bureau ที่ดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังที่เป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ โดยใช้ข้อมูลเข้ามาช่วยในการประเมินสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการรายเล็ก ที่หาข้อมูลได้ยาก โดย Data Bureau จะช่วยการดำเนินการ 2 ด้าน คือ การเข้าถึงสินเชื่อ (Inclusion) และสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ออกจากระบบ (Exclusion)

    “อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย ธปท. เพียงหน่วยงานเดียว เราไม่สามารถเปลี่ยนให้สินเชื่อ SMEs ที่ติดลบมา 16 ไตรมาส กลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาสหน้า แต่ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันในการลงมือแก้ปัญหา และต้องยอมรับว่าเราอาจไม่สามารถช่วย SMEs ได้ทุกราย แต่จะต้องเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Target) ที่มีศักยภาพในการเติบโตได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260909.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gjuzT5Kgfrjiu6O6OQCrT

  • “ไทยเที่ยวไทย พลัส” เคาะแจก 1 ล้านสิทธิ ช่วยค่าที่พัก 1,500 คูปองสูงสุด 2,000 บาท

    “ไทยเที่ยวไทย พลัส” เคาะแจก 1 ล้านสิทธิ ช่วยค่าที่พัก 1,500 คูปองสูงสุด 2,000 บาท

    เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” หลังหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ข้อสรุปว่า รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบกำหนดอัตราตายตัว หรือ Flat Rate วงเงิน 1,500 บาทต่อคืนต่อสิทธิ จำนวน 1 ล้านสิทธิ จำกัด 5 สิทธิต่อคน

    พร้อมปรับเพิ่มมูลค่าคูปอง สำหรับใช้จ่ายในร้านอาหารหรือบริการท่องเที่ยวอื่น ๆ จากเดิม 500 บาท เพิ่มเป็น 1,500 บาท สำหรับเมืองหลัก ส่วนเมืองรอง 2,000 บาท โดยคาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า หรือไม่เกินวันที่ 22 ก.ย.นี้

    ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ระหว่างวันที่ 1-25 ต.ค. ก่อนจะเริ่มใช้สิทธิ และเดินทางท่องเที่ยวได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2569 ถึงสิ้นเดือน ก.พ.2570

    แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือ งดเว้นการให้ใช้สิทธิในช่วงเทศกาลปีใหม่ (ช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2569 – 15 ม.ค.2570) เนื่องจากผลการศึกษาพบว่า การอัดฉีดในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีผลต่อการกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 58,000 ล้านบาท หรือประมาณ 2.5 เท่าของเงินงบประมาณ

    รมว.การท่องเที่ยวฯ ยืนยันว่า รัฐบาลมีมาตรการป้องกันการทุจริตและการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่พักอย่างเข้มงวด โดยผู้ประกอบการจะต้องแจ้งราคาห้องพักเมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ หากพบว่ามีการปรับราคาขึ้นเกินร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับโครงการในลักษณะเดียวกันอย่างเที่ยวไทยคนละครึ่ง จะไม่ได้รับสิทธิให้เข้าร่วมโครงการทันที นอกจากนี้โรงแรมที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นโรงแรมที่มีใบอนุญาตเท่านั้น

    อ่านข่าว :

    เชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น 3 เดือนติด ลุ้นจีดีพีโต 2.5% จับตาการเมือง ราคาน้ำมัน

    “ศุภจี” มั่นใจ 1 สัปดาห์ สรุปรายละเอียดผลเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    “พิพัฒน์” ยืนยัน “แอร์พอร์ต เรล ลิงก์” ไม่หยุดให้บริการ แม้ “ซี.พี.” ขอยุติสัญญา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23CRSxODutb4-obQ0yFUIc

  • ส.อ.ท. ร่วมประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs หารือแนวทางส่งเสริม SMEs สู่ตลาดภาครัฐ

    ส.อ.ท. ร่วมประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs หารือแนวทางส่งเสริม SMEs สู่ตลาดภาครัฐ

    เศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ร่วมประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs หารือแนวทางส่งเสริม SMEs สู่ตลาดภาครัฐ

    วันพุธ ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2569, 18.12 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ส.อ.ท. ร่วมประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs หารือแนวทางส่งเสริม SMEs สู่ตลาดภาครัฐ

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมมัฆวาน ตึกแดง 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานการประชุม และ นายวีรชัย มั่นสินธร รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต เข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมหารือแนวทางส่งเสริม SMEs ให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผ่านระบบ e-GP โดย สสว. รายงานว่า ในปี 2569 มีงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกว่า 1.17 ล้านล้านบาท และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างจาก SMEs แล้วกว่า 570,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งสูงกว่าที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการจัดซื้อจัดจ้างที่ร้อยละ 30

    สสว. ยังรายงานว่ามีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียน THAI SME-GP กว่า 41,000 ราย และมีผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง MiT จำนวน 1,284 ราย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขอุปสรรคของ SMEs ทั้งด้านความรู้ ศักยภาพ เงินทุน และขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการพัฒนาระบบ SME ONE ID เพื่อยืนยันสถานะ SMEs และป้องกันการสวมสิทธิ์จากผู้ประกอบการรายใหญ่

    นอกจากนี้ ที่ประชุมมีข้อเสนอให้ เพิ่มแต้มต่อ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จากเดิม SMEs ได้ 10% เป็น SMEs+MiT ได้ 15% และหากเข้าสู่ระบบ e-TAX ได้แต้มต่อรวม 20% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสทางการค้าของ SMEs

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/489859&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BCQMuVoei7VEsUCAmsOaV

  • ไทยร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง สปป. ลาว  เชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว

    ไทยร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง สปป. ลาว เชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว

    คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เห็นชอบให้รัฐบาลไทยโดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ร่วมกันผลักดันการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง สปป. ลาว เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่าน-เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง และสนับสนุนเป้าหมายของโครงการก่อสร้างถนนเมืองหงสา-บ้านเชียงแมน ซึ่งมีระยะทางรวมประมาณ 114 กิโลเมตร ที่ สพพ. ได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วในการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางบกจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ไปยังเมืองมรดกโลกหลวงพระบางได้อย่างเป็นรูปธรรม

    โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ เป็นโครงการพัฒนาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทย โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยโครงการดังกล่าวจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโลจิสติกส์เชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองฝั่งแม่น้ำโขง สนับสนุนการเดินทาง การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโลกและอุตสาหกรรมและบริการขนส่งและโลจิสติกส์ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) หมุดหมายที่ 2 ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองฝั่งแม่น้ำโขง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างไทย–ลาว อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาค และหมุดหมายที่ 5 ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคที่มุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงแผนพัฒนาจังหวัดน่าน (พ.ศ. 2566–2570) โดยการพัฒนาโครงการฯ จะส่งผลดีโดยตรงต่อจังหวัดน่านและมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ 2 สุขเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมูลค่าสูง ซึ่งมุ่งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัด ทั้งในเชิงโครงสร้าง ภาคการผลิต อุตสาหกรรม และบริการ การก่อสร้างสะพานดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างจังหวัดน่านกับแขวงหลวงพระบางอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าชายแดนและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระหว่างเมืองแฝดน่าน–หลวงพระบาง อันจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับ สปป. ลาว

    โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ มีขอบเขตของโครงการ ประกอบด้วย การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งเชียงแมน-หลวงพระบาง มีความยาวของสะพาน 820 เมตร เป็นสะพานยื่นสมดุล (Balanced Cantilever Bridge) การก่อสร้างถนนฝั่งบ้านเชียงแมน เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร ที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานข้ามแม่น้ำโขงกับถนนหงสา-บ้านเชียงแมน มีระยะทางรวมประมาณ 11.28 กิโลเมตร และการก่อสร้างและปรับปรุงถนนฝั่งเมืองหลวงพระบาง เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร ที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานข้ามแม่น้ำโขงกับถนนหมายเลข 13 (ฝั่งหลวงพระบาง) มีระยะทางรวมประมาณ 2.77 กิโลเมตร พร้อมด้วยระบบสาธารณูปโภค โดยพื้นที่ก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง อยู่ด้านเหนือของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบาง และอยู่ใกล้กับพื้นที่มรดกโลก รวมถึงดำเนินงานบำรุงรักษา 7 ปี

    สำหรับโครงการดังกล่าวจะใช้รูปแบบสัญญา Output and Performance-Based Contract (OPBC) ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ข้อ 9 การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทนทาน ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืนและส่งเสริมนวัตกรรม ประยุกต์มาจากแนวทางที่ธนาคารโลก (WB) และธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) ใช้ในปัจจุบันการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงการบำรุงรักษาหลังงานก่อสร้างแล้วเสร็จ กำหนดให้ผู้รับจ้างได้รับค่าตอบแทนตามผลงานที่ส่งมอบและคุณภาพของการบำรุงรักษาที่ดำเนินการได้จริง ทั้งนี้ คุณภาพของงานก่อสร้างตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญต่อผลการดำเนินงานในช่วงบำรุงรักษา

    แผนที่แสดงตำแหน่งโครงการสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง

    ภาพงานออกแบบโครงการสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง

    สะพานเชียงแมน-หลวงพระบางเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จะอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่งและจะเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่สำคัญเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่าน-เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่านจะเพิ่มขึ้นจากการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการ เนื่องจากลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30-45 นาทีจากปัจจุบันที่ใช้แพขนานยนต์ในการข้ามแม่น้ำโขง จากสถิตินักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางผ่านจังหวัดน่านโดยใช้เส้นทางถนนสายเมืองหงสา-เมืองจอมเพชร-บ้านเชียงแมน และใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการแทนการใช้แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขง ระยะเวลาท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน ค่าใช้จ่ายเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวของไทย คนละ 4,500 บาท ในระยะเวลา 5 ปีแรกจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 80,000 คน คิดเป็นมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท ให้กับจังหวัดน่าน

    ที่มา: ข้อมูลปี 2561-2562 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 2566

    ข้อมูลปี 2563-2565 จากรายงานสถิติจังหวัดน่าน พ.ศ. 2567, สำนักงานสถิติจังหวัดน่าน สำนักงานสถิติแห่งชาติ

    นอกจากนี้ ยังสนับสนุนผลประโยชน์ด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป. ลาว สามารถขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างไทยด้านจังหวัดน่านกับแขวงหลวงพระบาง โดยเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียมต้องอาศัยเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกระหว่างจังหวัดน่านผ่านแขวงไซยบุรี แวะเปลี่ยนรถยนต์บรรทุกต่อไปยังแขวงหลวงพระบางทำให้ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขนส่งสินค้าผ่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ไปยังแขวงหลวงพระบางโดยตรงด้วยรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ยังไม่สามารถทำได้ ด้วยติดปัญหาการข้ามแม่น้ำโขงที่บ้านเชียงแมน เมืองจอมเพชร แขวงหลวงพระบาง ดังนั้น หากมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เมืองจอมเพชร แขวงหลวงพระบาง จะทำให้การส่งสินค้าจากไทยไปแขวงหลวงพระบางผ่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ทำได้สะดวกขึ้นไม่ต้องอ้อมผ่านแขวงไซยบุรี คาดว่าจะทำให้มูลค่าการค้าผ่านเส้นทางนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภท น้ำมันเชื้อเพลง วัสดุก่อสร้าง และอาหารและเครื่องดื่ม

    การร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง สปป. ลาว เชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป. ลาว และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนในภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นใน จังหวัดน่าน และเขตเศรษฐกิจพิเศษหลวงพระบาง ส่งเสริมความร่วมมือของผู้ประกอบการระหว่างไทยกับ สปป. ลาว โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่โครงการและพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับประโยชน์ทางตรงจากโครงการโดยสามารถขนส่งสินค้าและเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตได้รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ตลอดจนได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากการมีโอกาสในการประกอบอาชีพจากการท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนที่ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะได้รับส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว สพพ. จะสนับสนุนเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนในวงเงิน 1,783.67 ล้านบาท โดยกำหนดให้มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายใต้โครงการจากไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ รวมทั้งใช้ผู้ประกอบการงานก่อสร้างและที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างจากไทยเป็นหลักในการดำเนินโครงการ โครงการมีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการได้ภายใน ปี พ.ศ. 2570 และแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2574

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1053761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iubFRKHHa-GcO5lIvagxp