Category: เศรษฐกิจ

  • น้ำมันดิบหยุดซื้อขาย 03/05/69 จับตาตลาดโลกก่อนเปิด 4 พ.ค.

    น้ำมันดิบหยุดซื้อขาย 03/05/69 จับตาตลาดโลกก่อนเปิด 4 พ.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RKgZtlg1f-uUvbDMURMu_

  • สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

    สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

    สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

    “สว.นรเศรษฐ์”ชงญัตติให้รัฐบาล ทบทวนเดินหน้า”แลนด์บริดจ์” ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า แนะฟังเสียงคนในพื้นที่

    3 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกหนังสือนัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 5 พ.ค.โดยในวาระดังกล่าวได้ระบุว่าเป็นการพิจารณาญัตติต่างๆ ที่ สว.เสนอ รวม 6 ญัตติ ทั้งนี้ มีญัตติที่เสนอใหม่ คือ ญัตติของ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์

    โดยเหตุผลของการเสนอญัตติดังกล่าว นายนรเศรษฐ์ ได้ระบุไว้ในหนังสือว่า ตามข้อเท็จจริงที่ รมว.คมนาคม และคณะทำงาน ได้ประกาศต่อสื่อมวลชน ต่อแผนการสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยใช้เงินลงทุน 9.9 แสนนล้านบาท ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวถูกวิพาษณ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาการและภาคประชาสังคมว่าอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตามรายงานที่เสนอสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรนำเสนอ และผลกระทบโครงการอาจนำมาสู่ความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้ และกระทบต่อสิทธิชุมชนของคนในพื้นที่ภาคใต้ในมิติของวัฒนธรรมและทางสังคม

    “ช่วงที่ผ่านมามีพบการเสนอทางเลือกอื่นที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่า และมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์อยู่หลายโครงการ ทว่าไม่ได้รับความสนใจจากัฐบาลที่มุ่งหน้าศึกษามากพอ” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CcDO5HFURXCO0USWKrcy4

  • จีนประสาน

    จีนประสาน

    ปักกิ่ง, 2 พ.ค. (ซินหัว) — อุปสงค์ความต้องการและอุปทานการจัดจำหน่ายที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในเชิงบวกถือเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีนได้ระบุความจำเป็นของการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างการบริโภคกับการลงทุน รวมถึงระหว่างอุปทานกับอุปสงค์ เพื่อสร้างสมดุลเชิงพลวัตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น พร้อมเสริมแรงผลักดันและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจภายในประเทศ

    จีนที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน และกลุ่มคนรายได้ปานกลางกว่า 400 ล้านคน กลายเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก ซึ่งกำลังขยับขยายอุปสงค์ภายในประเทศและให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันจีนเร่งสร้างความก้าวหน้าของโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งศาสตราจารย์ซูเจี้ยนแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ชี้ว่าความพยายามพึ่งพาตนเองของจีน โดยเฉพาะการผลิตระดับไฮเอนด์ เป็นวิธีสนับสนุนการขยายการบริโภคที่สำคัญ

    อุตสาหกรรมเพิ่มพลังการใช้จ่าย

    ผลผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มทางการผลิตของจีนมีแนวโน้มครองส่วนแบ่งกว่าร้อยละ 30 ของการเติบโตทางการผลิตทั่วโลกในช่วงปี 2021-2025 และจีนสามารถรักษาตำแหน่งผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกติดต่อกัน 15 ปี โดยระบบอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมวงกว้างของจีนมีการจ้างงานหลายร้อยล้านอัตรา ซึ่งหากปราศจากเสาหลักต้นนี้แล้ว รายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอาจขาดแคลนรากฐานที่มั่นคง

    ตัวอย่างเช่นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกุ้ยก่างในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน บริษัท กุ้ยก่าง ลีแอนด์แมน เปเปอร์ แมนูแฟกเจอริง จำกัด กำลังก่อสร้างโรงงานกระดาษและเยื่อกระดาษ มูลค่า 2.75 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.23 แสนล้านบาท) ซึ่งจะผลิตผลิตภัณฑ์กระดาษทิชชูระดับไฮเอนด์และวัสดุย่อยสลายได้ตามธรรมชาติระหว่างการก่อสร้างแบบแบ่งสองระยะ โดยโรงงานแห่งนี้จะสร้างผลผลิตรายปีราว 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.5 หมื่นล้านบาท) และสร้างงานมากกว่า 3,000 อัตรา เมื่อการก่อสร้างระยะแรกเสร็จสิ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2027

    นอกจากนั้นการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรมกำลังลดต้นทุนการดำรงชีพของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) โดยยานยนต์นั่งโดยสารพลังงานใหม่ของจีนครองส่วนแบ่งร้อยละ 68.4 ของตลาดโลก การผลิตขนานใหญ่และการพึ่งพาตนเองด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมของจีนได้ลดต้นทุนการซื้อยานยนต์พลังงานใหม่ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผลักดันความนิยมการเดินทางสีเขียวอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ จากการอัปเกรดทางอุตสาหกรรมกำลังขยับขยายขอบเขตการบริโภค ตัวอย่างเช่นการกระจายสัญญาณ 5G และอินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรมช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ภูเขาห่างไกลสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่หลายเมืองผ่านไลฟ์สตรีมมิงหรือไลฟ์สด การเปิดโครงสร้างพื้นฐานการบินระดับต่ำทำให้การจัดส่งอาหารด้วยโดรนที่เคยอยู่แต่ในนิยายวิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่องจริงในชีวิตประจำวัน หรือการก่อสร้างเครือข่ายประมวลผลระดับชาติช่วยให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สั่งอาหาร เรียกรถแท็กซี่ และลงทะเบียนนัดหมายโรงพยาบาลภายในไม่กี่วินาที

    การเร่งเปลี่ยนผ่านตัวขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างถือเป็นภาพของการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง ซึ่งด้านหนึ่งได้เปิดกว้างตลาดบลูโอเชียน (blue ocean) หรือตลาดน่านน้ำสีครามที่หมายถึงตลาดใหม่ที่มีคู่แข่งน้อย และบ่มเพาะจุดเติบโตใหม่ๆ ขณะอีกด้านหนึ่งได้กระตุ้นการจ้างงาน รายได้ และการจับจ่ายใช้สอย

    การใช้จ่ายเป็นตัวนำ อุตสาหกรรมก้าวกระโดด

    อุปสงค์ความต้องการใหม่ๆ ของเหล่าผู้บริโภคกำลังชี้นำอุตสาหกรรมนับพันในจีนสร้างสรรค์สิ่งใหม่และปรับปรุงคุณภาพของอุปทาน เช่น บริษัท เจ้อเจียง เฟยหม่า เอาดอร์ โปรดักส์ จำกัด ในอำเภอชิงเถียน มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน ดำเนินงานสายการผลิตเก้าอี้พักผ่อนอย่างเต็มกำลังตามความต้องการพักผ่อนหย่อนใจกลางแจ้งที่เพิ่มขึ้นมาก โดยหวังเหล่ย ประธานบริษัทฯ กล่าวว่าตอนนี้ยอดจำหน่ายภายในประเทศคิดเป็นราวร้อยละ 65 ของทั้งหมด คาดว่ายอดจำหน่ายภายในประเทศช่วงฤดูร้อนจะเติบโต 3-5 เท่า

    ณ การประชุมจงกวนชุน ฟอรัม (Zhongguancun Forum) ประจำปี 2026 ในกรุงปักกิ่งเมื่อไม่นานนี้ ผลิตภัณฑ์สมาร์ตโฮมสำหรับใช้งานในบ้านตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งแว่นตาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียงสูตรอาหารและแนะนำการปรุงทีละขั้นตอน หุ่นยนต์พี่เลี้ยงอัจฉริยะ และหุ่นยนต์กวาดถูพื้นและเช็ดถูหน้าต่าง ดึงดูดความสนใจจากฝูงชนจำนวนมากที่พากันถามว่าจะวางจำหน่ายในตลาดเมื่อไร?

    ยอดค้าปลีกทางออนไลน์ของอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะอย่างแว่นตาปัญญาประดิษฐ์และนาฬิกาอัจฉริยะในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2025 เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.1 เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเบื้องหลังตัวเลขสถิตินี้คือการบูรณาการข้อได้เปรียบของตลาดขนาดใหญ่พิเศษและการอัปเกรดทางอุตสาหกรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง

    รายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลจีนในปี 2026 กำหนดให้การขยับขยายอุปสงค์ภายในประเทศเป็นพันธกิจสำคัญ เรียกร้องการประสานความพยายามกระตุ้นการบริโภคและขยายการลงทุน งัดทุกศักยภาพการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศมาใช้ประโยชน์ และใช้จุดแข็งของตลาดขนาดใหญ่มหึมาให้ดียิ่งขึ้น โดยจีนจะจัดสรรพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวพิเศษรวม 2.5 แสนล้านหยวน (ราว 1.12 ล้านล้านบาท) สำหรับโครงการซื้อขายแลกเปลี่ยน (trade-in) สินค้าอุปโภคบริโภค และอีก 1 แสนล้านหยวน (ราว 4.5 แสนล้านบาท) สำหรับชุดนโยบายการเงินและการคลังที่สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนและการใช้จ่ายของผู้บริโภค

    จางหลินซาน นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคแห่งชาติจีน สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน กล่าวว่านโยบายที่เกี่ยวข้องไม่เพียงถูกออกแบบอย่างดีแต่ยังมีการสนับสนุนเงินทุนและมาตรการอันเป็นระบบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้นอกจากขยับขยายตลาดผู้บริโภคโดยตรงแล้ว ยังสร้างช่องว่างการเติบโตให้กลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/71196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KXldZaZ29L0PRRn5crzKc

  • ชวนชาวโคราชเที่ยวงาน เปิดอัตลักษณ์ 5 เมืองเหนือ หนุน OTOP เชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค

    ชวนชาวโคราชเที่ยวงาน เปิดอัตลักษณ์ 5 เมืองเหนือ หนุน OTOP เชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw314oI2Z-uGvSqtDLo40j4A

  • แมคโดนัลด์ปรับเกมสู้เศรษฐกิจ ชูโปรแกรมสะสมแต้มดึงลูกค้าซื้อซ้ำ

    แมคโดนัลด์ปรับเกมสู้เศรษฐกิจ ชูโปรแกรมสะสมแต้มดึงลูกค้าซื้อซ้ำ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากแมคไทยได้เปิดเผยแผนเกมรุกตลาดในปีนี้ โดยเร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ดิจิทัล-การตลาดครบวงจร หวังยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำรายได้ในทุกช่องทาง ขณะที่ฐานผู้ใช้งานแอปพลิเคชันเติบโตต่อเนื่อง ล่าสุดมียอดดาวน์โหลดทะลุ 6 ล้านราย เป็นการตอบรับของผู้บริโภคในระดับสูง และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อยอดธุรกิจ โดยมีบทบาทต่อยอดขายโดยรวม แม้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเมนูและโปรโมชั่นในแต่ละช่วงเวลา แต่ฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ช่วยกระตุ้นการใช้บริการซ้ำ และเพิ่มความถี่ในการเข้าร้านได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ล่าสุดนางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทแมคไทย จำกัด ผู้บริหารแมคโดนัลด์ในไทย กล่าวว่า บริษัทได้ยกระดับจาก “แอปคูปอง” สู่ระบบสะสมพอยต์ (Loyalty Program) เต็มรูปแบบ เปิดทางให้ลูกค้าสะสมคะแนนจากทุกช่องทาง เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด ก่อนชำระเงิน โดยทุก 1 บาท รับ 1 พอยต์ พร้อมสิทธิประโยชน์เริ่มต้น เช่น รับทันที 100 พอยต์ สำหรับการใช้งานครั้งแรก และสามารถนำคะแนนไปแลกรับสิทธิพิเศษในอนาคต เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดผ่านพรีเซ็นเตอร์ “ต้าห์อู๋–ออฟโรด” ผ่านแคมเปญ “แอปแมค กินแมค วันนี้ได้พอยต์” เพื่อขยายการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง และเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ควบคู่ประสบการณ์การบริโภคที่แตกต่าง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเร่งการเติบโตของยอดขายในปีนี้

    ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารแมคไทยย้ำว่า หัวใจของระบบใหม่อยู่ที่การนำเทคโนโลยีและข้อมูลลูกค้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปัจจุบันได้เริ่มใช้ระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อคัดเลือกข้อเสนอให้ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละราย

    “ลูกค้าแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเข้าใจให้ถูกคน ถูกเวลา และนำเสนอสิ่งที่ตรงความต้องการที่สุด” นางสาวกิตติวรรณกล่าว พร้อมระบุว่า กลยุทธ์ปีนี้จะต้อง “ขั้นกว่า” จากเดิม ไม่ใช่เพียงความแปลกใหม่ของโปรโมชั่น แต่เป็นการสร้างระบบสิทธิประโยชน์ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว โดย Loyalty Program จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมต่อแบรนด์กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2930460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B5JuwaMAWEtVPpmYZxEEJ

  • ธปท.เตือนรายย่อยเจ็บหนัก ‘เอสเอ็มอี-กลุ่มเปราะบาง’ เผชิญแรงกระแทกวิกฤติ

    ธปท.เตือนรายย่อยเจ็บหนัก ‘เอสเอ็มอี-กลุ่มเปราะบาง’ เผชิญแรงกระแทกวิกฤติ

    ธปท.เตือนรายย่อยเจ็บหนัก ‘เอสเอ็มอี-กลุ่มเปราะบาง’ เผชิญแรงกระแทกวิกฤติ บนความผันผวนเศรษฐกิจโลกจากแรงกดดันสงครามในตะวันออกกลางที่ไม่คลี่คลาย ทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “แรงกระแทก” ที่เริ่มส่งผลชัดขึ้น ทั้งการชะลอตัวของการเติบโตและแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    จุดที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงทิศทางเศรษฐกิจแต่คือ “ความไม่เท่ากัน” ของผลกระทบที่กระจายไปแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอี ที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพคล่อง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างที่หลายฝ่ายประเมิน โดยผลกระทบที่ชัดเจน คือ เงินเฟ้อสูงขึ้นกระทบทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เริ่มรับแรงกดดันมากขึ้นจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบมิติหนี้และสภาพคล่อง

    สำหรับผลกระทบรอบนี้มีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” หรือ uneven โดยประเทศที่พึ่งนำเข้าจะรับผลกระทบมากกว่าประเทศส่งออก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่า ส่วนในประเทศมีผลกระทบไม่เท่ากันมากขึ้น 

    โดยเฉพาะ 1.กลุ่มเปราะบางรับผลกระทบมากสุด เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว โดยราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น เช่น ดีเซลจาก 30 บาทเป็น 40 บาทต่อลิตร และราคาสินค้าอื่นเพิ่มตาม กลุ่มมีรายได้สูงยังรับมือได้

    แต่กลุ่มรายได้ปานกลางรับผลกระทบมากขึ้น และกลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบรายได้

    2.ภาคธุรกิจมีลักษณะเดียวกัน โดยธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถปรับตัวสูง มีสภาพคล่องและกันชนการเงินทำให้บริหารจัดการผลกระทบได้ดีกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีข้อจำกัดการแข่งขัน นวัตกรรมและสภาพคล่อง จะได้รับผลกระทบมากกว่า

    • ผลกระทบ“ไม่เท่ากัน”ชัดเจนขึ้น

    สำหรับภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่เป็นกลุ่มรับแรงกระแทกโดยตรงทั้งมิติต้นทุน สภาพคล่องและความสามารถในการดำรงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    โดยไม่เพียงเท่านั้น ผลกระทบยังต่างกันตามอุตสาหกรรม โดยบางภาคส่วน เช่น ขนส่งและท่องเที่ยวได้รับผลกระทบค่อนข้างมากเพราะต้นทุนพลังงานและความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ ขณะที่บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบน้อยกว่าสำหรับภายในประเทศยิ่งมีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจนขึ้น

    โดยเฉพาะมิติรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน กลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากสุดเพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตสูงเมื่อเทียบรายได้ เช่น อาหาร การเดินทางและค่าขนส่ง จึงกระทบโดยตรงและรุนแรงกว่ากลุ่มรายได้สูงที่ยังรับมือได้

    “ในไทย uneven ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนเปราะบางรับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่เอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรมน้อย มีขีดความสามารถการแข่งขันจำกัด กำไรบาง สภาพคล่องน้อยก็รับผลกระทบเยอะ แล้วแต่อุตสาหกรรม”

    • เตือนผลกระทบยาวแม้สงครามจบ

    ดังนั้น เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวแน่นอน ซึ่งต้องการการกระตุ้นจากรัฐบาลมาช่วยเสริม ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นชัดเจนอาจอยู่ระดับ 3-4% ก่อนลดลงช่วงปลายปี โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันอยู่ระดับสูงแม้สงครามยุติ แต่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤติทำให้เงินเฟ้อเจอแรงกดดันต่อเนื่อง และมีผลกระทบต่ออีก

    ทั้งนี้ เงินเฟ้อจะเริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงฐานสูง โดยเฉพาะช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2570 ดังนั้นแม้สงครามจบแต่ราคาน้ำมันยังสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤติ

    “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจ โดยต้องพิจารณารูปแบบรอบคอบว่าจะเป็นการโอนเงินเพื่อกระตุ้นระยะสั้น หรือการลงทุนเพื่อสร้างผลต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวทางมีข้อดีต่างกัน การโอนเงินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันที แต่ผลจะหายไปในปีถัดไป ขณะที่การลงทุนแม้ส่งผลช้ากว่าแต่ยั่งยืนกว่า ดังนั้นภาครัฐอาจต้องช่างน้ำมันผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น”

    • ติดตามสถานการณ์หนี้ใกล้ชิด

    ในมิติหนี้ ธปท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย หรือมาตรการอื่นเพื่อป้องกันหนี้เสีย รวมถึงใช้เครื่องมือเฉพาะจุด Credit Boos และ Secure Plus แต่มองว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด-19 ที่รายได้ของหลายภาคส่วนหายไปเกือบหมด

    ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการขนาดใหญ่ทันที แต่เตรียมความพร้อมหากสถานการณ์แย่ลงก็ออกมาตรการเพิ่ม เช่น มาตรการโอนทรัพย์ชำระหนี้ มาตรการฟ้าส้ม มาตรการบริหารสินทรัพย์ ที่เคยใช้ช่วงโควิด

    “วันนี้พยายามประคองสถานการณ์ทั้งการชำระเงินไม่ให้เป็นหนี้เสีย ทั้งลดดอกลดต้น ซึ่งทั้งหมดจับตาใกล้ชิด”

    • แนะนโยบายคลังรับมือ Supply shock

    ทั้งนี้ ช็อคเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็น “ช็อกจากฝั่งอุปทาน” (supply shock) นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือมีประสิทธิภาพสุด ไม่ใช่นโยบายการเงินที่เปรียบเสมือนเครื่องมือออกฤทธิ์กว้าง

    ซึ่งปัจจุบันต้องการช่วยเหลือมุ่งเป้ากลุ่มได้รับผลกระทบ เช่น ประชาชนฐานราก เอสเอ็มอี รายย่อย หรือภาคส่วนที่ใช้พลังงานสูง 

    ขณะที่นโยบายการเงินมีลักษณะเป็นเครื่องมือกว้างไม่สามารถเจาะจงได้ ดังนั้นมาตรการควรมีลักษณะ “เจาะจง” หรือ targeted มากขึ้น โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มรับผลกระทบสูง เช่น กลุ่มรายได้น้อย เอสเอ็มอี และธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง

    • เตือนกู้เงินต้องเนินเพื่อการลงทุน

    ส่วนที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แบงก์ชาติมองว่าควรให้ความสำคัญกับสัดส่วนการลงทุนมากกว่าการแจก เงินเยียวยาเดียว เพราะช่วยเพียงระยะสั้นและจะส่งผลเสียต่อ GDP ปีถัดไปเนื่องจากฐานสูงเกินจริง

    ขณะที่การลงทุนจะสร้างการเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน
    ในฝั่งการเงินที่ปัจจุบันเครื่องมือการดูแลปัญหาถูกพัฒนาขึ้นมาก โดยที่ผ่านมาใช้นโยบายการเงินตัวเดียวดูแลเสถียรภาพ เศรษฐกิจมหาภาค และเงินเฟ้อ 

    ขณะนี้ ธปท.ขยายบทบาทการดูแลเสถียรภาพไม่ใช่การดูแลเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ต้องดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตระดับเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินถูกใช้เพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา แต่ทำควบคู่การดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อดูแลประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น

    รวมทั้งปัจจุบัน ธปท.ไม่ใช้นโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่มีใช้มาตรการเฉพาะจุดที่เพิ่งประกาศจะทยอยมีผล 3-6 เดือน เช่น Credit Boos ดังนั้นมีทั้งดอกเบี้ยนโยบาย มาตรการดูแลเฉพาะจุด 

    นอกจากนี้ มีเครื่องมือยามจำเป็น คือ เงินที่นำมาชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)​ โดยลดเงินสมทบจาก 0.46% เหลือ 0.23% เป็นเครื่องมือกระทบวงกว้างและรุนแรงที่ลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ทันที ดังนั้นพร้อมทำเพิ่มเติมหากจำเป็น

    • ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่ม

    ส่วนขณะนี้ไม่ควรลดอัตราดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่หากปี 2569-2570 เศรษฐกิจมีปัญหาหนักทุกอย่างจะขึ้นกับ Data Dependent นโยบายการเงิน นโยบายเฉพาะจุดก็พร้อมขยับตามทันที

    ขณะที่นโยบายการเงิน โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ระดับต่ำ 1% ต่ำสุดอันดับ 3 ของโลก รองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น และนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางทั่วโลกประเมินไปทิศทางเดียวกัน คือ Wait and see ชะลอดูสถานการณ์หรือคงอัตราดอกเบี้ย แล้ว Look Through หรือการมองผ่านความผันผวนชั่วคราว 

    สำหรับเงินเฟ้อรอบนี้มีสาเหตุหลักจาก Supply-side ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อล้นตลาด (Demand-side) การเร่งขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่มีประโยชน์ เพราะจะทำลายความต้องการซื้อและจะทำให้ราคาสินทรัพย์ไม่ลดลง และอาจส่งผลร้ายทำลายเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1232286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KrNUuj8-R8EFoswRVaXmo

  • งานเข้าซ้ำ! “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” ฟ้องผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ทำแบรนด์เสียชื่อ | เดลินิวส์

    งานเข้าซ้ำ! “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” ฟ้องผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ทำแบรนด์เสียชื่อ | เดลินิวส์

    จากกรณีอินฟลูเอนเซอร์ นายระวัฒน์ ศรีรอด หรือ “เบิร์ด วันว่างๆ” ได้ผุดคอนเทนต์เล่นสงกรานต์ที่พระประแดง แต่กลับใช้กาวยาแนวแทนแป้งดินสอพองละลายน้ำแล้วไปป้ายหน้าป้ายตัวคนที่มาเล่นสงกรานต์ ซึ่งภายหลังมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ก่อนที่ทีมงาน กัน จอมพลัง พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิด ซึ่งภายหลังอินฟลูฯ คนดังกล่าวได้เข้าพบพนักงานสอบสวนและทำการเปรียบเทียบปรับ เบิร์ด วันว่างๆ จำนวน 2,000 บาท พร้อมเตือนเบิร์ด วันว่างๆ และผู้สร้างคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและผลกระทบต่อผู้อื่นเป็นสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีกในอนาคต ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ความคืบหน้าวันที่ 3 พ.ค. มีรายงานว่า ฝ่ายกฎหมาย บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตกาวยาแนวตราจระเข้ จะเดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. และพนักงานสอบสวน บก.สอท.2 ที่ บช.สอท.เมืองทองธานี เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.สอท. และให้ข้อมูลประกอบการดำเนินคดีในความผิดฐาน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เอาผิดกับ เบิร์ด วันว่างๆ ในวันที่ 5 พ.ค. 69 เนื่องจากการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ผิดประเภทในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและสร้างภาพลักษณ์เชิงลบ ส่งผลให้แบรนด์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5831998/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21Mt2hGURJIHjR6EKx2A_e

  • รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    By

    พฤษภาคม 3, 2026

    รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    สรุปข่าว
    • อ.คฑา ชินบัญชร ทำนายว่า ปีม้าไฟ 2569 เป็นปีที่เกิดขึ้นทุก 60 ปีครั้ง เศรษฐกิจครึ่งปีแรกยังฝืด แต่ครึ่งปีหลังพลิกฟื้น โดยชี้ชัดว่า ธุรกิจพลังงานและการเงิน โดดเด่น ส่วนธุรกิจธาตุน้ำกระทบหนัก คนเกิดปีวอกยืนหนึ่งด้านการเงินและ Gold Future โดดเด่นเป็นพิเศษ
    • อ.สุรัชดา ชี้ว่าปี 2569 เป็น “ปีแห่งโชคใหญ่ในชันษา” สำหรับชาวราศีกรกฎที่ดาวพฤหัสโคจรมาสถิตร่วมดวงอาทิตย์กำเนิด ซึ่งเกิดขึ้นเพียงปีเดียวใน 12 ปี ขณะที่ราศีเมษได้รับพลังดาวอังคารพุ่งทะยานตลอดทั้งปี
    • หมอดูจาก Thairath สรุปว่า ราศีกรกฎ, ตุลย์และกุมภ์ ถือว่าดวงการเงินโดดเด่นที่สุดในปีนี้ ขณะที่ ราศีกันย์, ธนู และปีชง ต้องระวังการลงทุนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรก

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

    คำทำนายโหรไทยเป็นเรื่องและการเล่าในทางวัฒนธรรมที่ส่งผลกับอารมณ์และพฤติกรรมการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะตลาดทองคำและหุ้นไทย แต่ไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ โดยตรงต่อราคา Bitcoin ในเวทีระดับโลก อย่างไรก็ตาม ถ้าโหรหลายท่านพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังดีขึ้น ก็อาจเพิ่มความกล้าในการเสี่ยงของนักลงทุนไทยได้

    ปีม้าไฟ 2569 ว่าด้วยดวงการเงิน

    ปี 2569 หรือ “ปีมะเมีย” ตามปฏิทินไทย และ “ปีม้าไฟ” ตามโหราศาสตร์จีน ถือเป็นวาระพิเศษที่เกิดขึ้นทุก 60 ปีครั้ง อ.คฑา ชินบัญชร ระบุว่าปี 2569 คือ ปีม้าไฟ ที่เต็มไปด้วยพลัง ธาตุไฟ ซึ่งหมายถึงความร้อนแรง, การเปลี่ยนแปลง และความผันผวนสูง ทั้งในเรื่องสภาพภูมิอากาศ, การเมืองและเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะยังฝืด แต่หลังกลางปีจะพลิกฟื้นคืนชีพโดยเฉพาะธุรกิจส่งออก, เกษตรและท่องเที่ยว

    สำหรับนักลงทุนชาวไทยที่เชื่อในศาสตร์นี้ บทความนี้ขอรวบรวมคำทำนายของโหรดังหลายท่านและตีความเชิงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, ทองคำ หรือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ

    กลุ่มราศีรุ่งเหมาะลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูง

    ♋ ราศีกรกฎ (17 ก.ค. — 16 ส.ค.)

    ปี 2569 เป็นปีที่เกิดขึ้นเพียงปีเดียวใน 12 ปี ที่ดาวพฤหัสบดีเทพแห่งโชคลาภโคจรมาสถิตร่วมกับดวงอาทิตย์กำเนิดของชาวราศีกรกฎ ส่งผลให้เกิด “โชคใหญ่ในชันษา” โดยเฉพาะกับผู้ที่ประพฤติตนอย่างมีคุณธรรม แต่ก็ต้องระวังอารมณ์กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง อ.คฑา ชินบัญชร ระบุว่าราศีกรกฎช่วงต้นปีมี “ดวงเฮงยืนหนึ่ง” ด้านการงานและธุรกิจการค้าทุกประเภท

    การตีความในการลงทุน: ดาวพฤหัสช่วยเรื่องโชคลาภและการขยายตัว เหมาะกับการ DCA Bitcoin และ ทองคำ แต่ต้องระวังการใช้ leverage เกินตัวเพราะคำเตือนเรื่อง “อย่าเสี่ยงเกินตัว” ยังคงอยู่

    ♒ ราศีกุมภ์ (13 ก.พ. — 14 มี.ค.)

    อ.คฑา ระบุว่าดวงของชาวราศีกุมภ์เป็น “ปีที่เฮงยืนหนึ่งในเรื่องการเงิน” โดยเฉพาะเรื่องโชคลาภ บางคนลูกหนี้เอาเงินมาคืนแบบไม่คาดฝัน และมี 4 เดือนทองที่โดดเด่น ได้แก่ มิ.ย., ก.ค., ต.ค., และ พ.ย. 2569 ครึ่งปีแรกยังไม่มั่นคง แต่หลัง ส.ค. การเงินจะนิ่งและดีขึ้นต่อเนื่อง

    การตีความในการลงทุน: ราศีกุมภ์เหมาะกับการ รอดูสัญญาณครึ่งปีหลัง ก่อนไม่ควรเข้าลงทุน crypto ด้วยเงินจำนวนมากในช่วงต้นปี แต่สามารถเพิ่ม position ในเดือน มิ.ย.–ก.ค. ที่เหล่าโหรชี้ว่าเป็นช่วงทอง

    ♉ ราศีพฤษภ (15 พ.ค. — 14 มิ.ย.)

    ราศีพฤษภมีงานใหญ่รออยู่และได้ความสนับสนุนจากหลายฝ่ายตลอดทั้งปี แม้จะเหนื่อยแต่ฟันฝ่าไปได้ อ.คฑาชี้ว่าราศีพฤษภ “มีโอกาส มีโชค ฟ้าประทานพร”

    การตีความในการลงทุน: ดวงที่ได้รับการสนับสนุน เหมาะกับการ ถือ Bitcoin ระยะยาว และ สะสมทองคำ เพราะแรงหนุนจากดวงดาวช่วยให้การลงทุนระยะยาวมีเสถียรภาพ


    กลุ่มราศีกึ่งกลางเหมาะลงทุนแบบระมัดระวัง

    ♊ ราศีเมถุน (15 มิ.ย. — 16 ก.ค.)

    อ.คฑาชี้ว่าราศีเมถุนโดดเด่นงานด้านบันเทิงและความสามารถเฉพาะตัว เฮงยืนหนึ่งในปีนี้เรื่องชื่อเสียงและการนำทักษะมาสร้างรายได้ ธุรกิจพลังงานและงานด้านตัวเลขการเงินรุ่งเรือง

    การตีความในการลงทุน: เหมาะกับเหรียญกลุ่ม AI หรือหุ้นเทคโนโลยีพลังงาน มากกว่า Bitcoin โดยตรงดวงชี้ไปทางนวัตกรรมมากกว่าสินทรัพย์เก็งกำไร

    ♈ ราศีเมษ (13 เม.ย. — 14 พ.ค.)

    ดาวอังคารดาวประจำตัวพุ่งไปข้างหน้าตลอดทั้งปี ปี 2569 คือ “ปีแห่งการเดินหน้าอย่างเดียว” สำหรับราศีเมษ ไม่หันกลับ

    การตีความในการลงทุน: ดวงนี้เหมาะกับ การลงทุนในสินทรัพย์ที่กำลังได้โมเมนตัมเชิงบวก เช่น Bitcoin ในช่วงขาขึ้น แต่ต้องระวังอย่า FOMO เพราะดาวอังคารเร็วแต่ก็ผิดพลาดได้

    ♏ ราศีพิจิก (17 พ.ย. — 15 ธ.ค.)

    ราศีพิจิกงานประจำมีข่าวดี บริวารสนับสนุน ผู้ใหญ่ส่งเสริม ดวงการเงินมีข่าวดีเรื่องลาภลอยและการขยายโอกาส

    การตีความในการลงทุน: เหมาะกับการถือทองคำหรือพันธบัตร รายได้คงที่ เสี่ยงปานกลาง อย่าลงทุน crypto จำนวนมากในช่วงที่ดวงเน้นเรื่องเสถียรภาพ


    กลุ่มราศีต้องระวังเหมาะสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ

    ♍ ราศีกันย์ (17 ก.ย. — 17 ต.ค.)

    ราศีกันย์มีดาวเสาร์มาเล็งลัคนา ช่วงครึ่งปีแรกการงานและการเงินมีอุปสรรค คนที่เป็นหนี้จะหนักมาก ต้องหมุนเงินประคับประคองตัวเองจนถึง ก.ค. เรื่องที่ต้องระวังคือการลงทุน ต้องเซฟ อย่าทุ่มหมดหน้าตัก และอย่าหลงเชื่อตามกระแส

    การตีความในการลงทุน: หลีกเลี่ยง crypto ระยะสั้นและเหรียญมีมทุกชนิด ใช้ปีนี้ สะสมทองคำทีละน้อย หรือถือ stablecoin รอโอกาส รอผ่านครึ่งปีแรกก่อน

    ♐ ราศีธนู (16 ธ.ค. — 14 ม.ค.)

    ราศีธนูต้องไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม ถ้าพยายามทำแบบเดิมยิ่งแย่ลง เจอคู่แข่งตัดหน้า ตำแหน่งไม่มั่นคง แต่ถ้าปรับตัวเปลี่ยนงานหรือธุรกิจได้ก็จะรอด ช่วง 31 พ.ค. — 20 ต.ค. เป็นจุดอันตราย 5 เดือนที่ต้องนิ่งและไม่แปรปรวนตามกระแส

    การตีความในการลงทุน: ไม่เหมาะลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูงช่วงพ.ค.–ต.ค. ควรถือ ทองคำหรือพันธบัตร และหลีกเลี่ยงการเทรดตามอารมณ์ตลาด


    ♑ ราศีมังกร (16 ม.ค. — 12 ก.พ.) / ปีชวด (ชง 100%)

    ปีชวดเป็นปีที่ชง 100% มีปัญหา 3 ด้านคือการงาน การเงิน และสุขภาพ ควรระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย การลงทุน การซื้อของใหญ่ ไม่ควรเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

    การตีความในการลงทุน: งดลงทุนสินทรัพย์ใหม่ทุกชนิด ปีนี้เน้นรักษาเงินต้น ถือ stablecoin หรือฝากธนาคาร และรอให้ปีชงผ่านไปก่อน

    ราศี Bitcoin/Crypto ทองคำ สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ
    กรกฎ DCA ได้ สะสมได้ สะสมได้
    กุมภ์ รอครึ่งปีหลัง ครึ่งปีหลัง สะสมได้ครึ่งปีแรก
    พฤษภ ระยะยาว สะสมได้ สะสมได้
    เมถุน เลือกสาย AI/Tech ปานกลาง สะสมได้
    เมษ ช่วง momentum สะสมได้ สะสมได้
    พิจิก จำนวนน้อย สะสมได้ สะสมได้
    กันย์ ควรเลี่ยงครึ่งปีแรก ทีละน้อย สะสมได้
    ธนู ควรเลี่ยง พ.ค.–ต.ค. สะสมได้ สะสมได้
    มังกร/ชวด ควรเลี่ยง ควรเลี่ยง เท่านั้น

    คำทำนายของโหรดังไทยในปี 2569 มีประเด็นหนึ่งที่ สอดคล้องกับกับตลาดภาพใหญ่อย่างน่าสนใจ คือ ทั้ง อ.คฑา และโหรรัตนโกสินทร์ต่างระบุตรงกันว่า “ครึ่งปีแรกหนัก ครึ่งปีหลังดี” ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายสำนักที่มองว่า Fed อาจเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปีและความตึงเครียดการค้าจะคลี่คลายลง ไม่ว่าจะเชื่อในดวงดาวหรือไม่ก็ตาม กลยุทธ์ที่โหรส่วนใหญ่แนะนำอยู่ดี นั่นคือ “อย่าทุ่มหมดหน้าตัก รอดูสัญญาณ และเก็บสะสมแบบมีวินัย” ล้วนเป็นหลักการลงทุนที่ถูกต้องทั้งในโลก crypto และโลกการเงินกระแสหลัก ไม่ว่าดวงดาวจะบอกว่าอย่างไรข้อมูลยังคงสำคัญเสมอ แต่ถ้าดวงดีด้วยก็ไม่เสียหาย!

    บทความนี้นำเสนอข้อมูลเชิงวัฒนธรรมและความเชื่อ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน โปรดใช้วิจารณญาณและศึกษาข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจเสมอ

    ที่มา: Thairath, Sanook, PPTVHD36, Khaosod, Emsphere

    รวมคำทำนายดวงการเงินปี 2569 โหรดังไทย ราศีไหนปัง Bitcoin ราศีไหนรุ่งทอง

    Kasamsak Wongsanin

    เด็กยุคใหม่ที่ชอบในการทำงานของเทคโนโลยีBlockchainและมีความสนใจกับการลงทุนในโลกDeFi พร้อมทั้งเชื่อว่าDigital money จะมาแทนที่ Fiat money ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/03/thai-astrologist-with-forecastion-of-financial-pathway-of-year/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BYcEj4_z_lOcvir2sXBH-

  • คมนาคม พัฒนาระบบรางไทย “ลดค่าค่าใช่จ่าย เพิ่มความปลอดภัย”

    คมนาคม พัฒนาระบบรางไทย “ลดค่าค่าใช่จ่าย เพิ่มความปลอดภัย”

    เดินหน้าพัฒนาระบบรางเต็มรูปแบบ โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม เตรียมออกมาตรการชุดใหญ่ลดภาระค่าครองชีพ หลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยจะต้องยกระดับความปลอดภัย และขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขับเคลื่อนระบบรางของประเทศให้ทันสมัย เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และต้อง “เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” 

    กระทรวงคมนาคม
    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง

    โดยที่ประชุมได้เตรียมผลักดันนโยบายสำคัญที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

    มิติที่ 1 ด้านภาระค่าครองชีพและรักษาสิทธิผู้โดยสาร จะคุมเพดานค่าโดยสาร และ งดเก็บซ้ำซ้อน เพื่อเตรียมประกาศกำหนดอัตราขั้นสูง (เพดานราคา) ของค่าโดยสาร เพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าโดยสารที่แพงเกินไป พร้อมมาตรการ “ยกเว้นค่าแรกเข้า” เมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
    การลดหย่อนค่าโดยสารและนั่งฟรี ในการเตรียมยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี และผู้พิการ พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสำหรับผู้สูงอายุและทหารผ่านศึกนอกประจำการรถไฟดีเลย์ต้องมีชดเชย  โดยกฎหมายใหม่กำหนดชัดเจนให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้โดยสาร หากเกิดกรณีรถไฟล่าช้ากว่ากำหนดหรือถูกยกเลิกเที่ยววิ่ง รวมถึงผู้ประกอบการต้องจัดทำประกันภัยอุบัติเหตุ คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้โดยสาร วงเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อคนต่อครั้ง

    มิติที่ 2 ด้านยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด จะต้องจัดระเบียบและกำหนด “เขตระบบรถขนส่งทางราง” และ “เขตปลอดภัย” อย่างชัดเจน รวมถึง ตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานต้องผ่านการจดทะเบียนและได้มาตรฐานความมั่นคงแข็งแรง และมีการควบคุมคุณภาพอากาศ ระดับเสียง และการสั่นสะเทือน ไม่ให้กระทบต่อชุมชนโดยรอบ ที่สำคัญผู้ประจำหน้าที่ เช่น พนักงานขับรถและพนักงานควบคุมรถ จะต้องสอบผ่านเกณฑ์และได้รับใบอนุญาต อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นใจในการให้บริการ

    และมิติที่ 3 ด้านขยายโครงข่ายครอบคลุม โดยเปิดทางเอกชนร่วมให้บริการ แบ่งเป็นเขตเมือง ขับเคลื่อนโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ครบ 14 สายทาง (ระยะทางรวม 554.41 กม.) ต่อยอดจากปัจจุบันที่เปิดให้บริการแล้ว 14 โครงการ (เช่น รถไฟชานเมืองสายสีแดง) เขตภูมิภาค โดยเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ สายเหนือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ (คาดเปิดใช้ปี 2571) และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์และสนับสนุนเศรษฐกิจ ที่สำคัญจะมีการเปิดกว้างให้ภาคธุรกิจ ในนโยบายที่ให้โอกาสเอกชนเข้าใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางร่วมกันได้ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบกิจการ 5 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มความถี่ขบวนรถให้เพียงพอต่อความต้องการ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม

    ทั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับประกาศคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ซึ่งคาดว่า จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และในส่วนของประกาศกฎกระทรวง ภายหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมครั้งนี้แล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการ 2-3 เดือน ก่อนที่จะประกาศบังคับใช้ต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบรางไทยสู่มาตรฐานสากล ทุกแผนงานจากกรมการขนส่งทางราง เพื่อให้พี่น้องประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย เข้าถึงง่ายอย่างเท่าเทียม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งทางรางอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ กำหนดมาตรการสำคัญเชิงรุก ครอบคลุม ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การยกระดับความปลอดภัย และการพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว 

    “รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zRxX171rqKLWNtzrNvQ7

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 60 สตางค์

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 62.10 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 62.10 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.80 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 พ.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658145&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cyaEx5A08XnQmzDafgiJL