Category: เศรษฐกิจ

  • ญี่ปุ่นเล็งลดภาษีการบริโภคอาหารเหลือร้อยละ 1 ชั่วคราว 2 ปี ท่ามกลางพันธบัตรผันผวน: โอกาสและความเสี่ยงสำหรับผู้ส่งออกอาหารไทย

    ญี่ปุ่นเล็งลดภาษีการบริโภคอาหารเหลือร้อยละ 1 ชั่วคราว 2 ปี ท่ามกลางพันธบัตรผันผวน: โอกาสและความเสี่ยงสำหรับผู้ส่งออกอาหารไทย

    รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการปรับลดอัตราภาษีการบริโภค (Consumption Tax) สำหรับสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 1 เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 2 ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือนท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2570 โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีกำหนดที่จะตัดสินใจเชิงนโยบายภายในต้นเดือนสิงหาคม 2569 และผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวในการประชุมสภาช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ราวเดือนตุลาคมถึงธันวาคม) เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดอัตราร้อยละ 1 แทนการยกเลิกภาษีทั้งหมด (ร้อยละ 0) คือ การปรับระบบเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register System) ให้รองรับอัตราภาษีร้อยละ 1 ใช้เวลาน้อยกว่า จึงบังคับใช้ได้เร็วกว่า อีกทั้งมีต้นทุนทางการคลังต่ำกว่า โดยการปรับลดสู่ร้อยละ 1 จะทำให้รัฐต้องจัดหางบประมาณชดเชยราว 4 ล้านล้านเยนต่อปี หรือประมาณ 8.3 แสนล้านบาท ขณะที่การยกเลิกภาษีทั้งหมดสู่ร้อยละ 0 จะมีต้นทุนสูงถึงราว 5 ล้านล้านเยนต่อปี หรือประมาณ 1.03 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ มาตรการลดภาษีดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่จะปรับอัตราภาษีกลับสู่ร้อยละ 8 เมื่อครบกำหนด 2 ปี โดยวางให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทางไปสู่การจัดตั้งระบบเครดิตภาษีแบบคืนเงินได้ (Refundable Tax Credit) ที่เชื่อมโยงกับระดับรายได้ ซึ่งตั้งเป้าบังคับใช้เต็มรูปแบบในปีงบประมาณ 2572 

    ประเด็นที่มีนัยสำคัญที่สุดในเชิงเศรษฐกิจและการคลัง คือ ทิศทางนโยบายการคลังของญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบายพื้นฐานด้านการบริหารเศรษฐกิจการคลังและการปฏิรูป (Basic Policy) ซึ่งกำหนดให้ตัดสินใจมาตรการลดภาษีการบริโภคที่เป็นรูปธรรมภายในต้นเดือนสิงหาคม และที่น่าจับตาเป็นพิเศษ คือ การตัดถ้อยคำเรื่องการรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ออก พร้อมปรับทิศทางจากการให้น้ำหนักกับการทำงบประมาณสมดุลขั้นปฐมภูมิ (Primary Balance) ไปสู่การสร้างกรอบการลงทุนใหม่ที่แยกออกจากงบประมาณปกติ โดยยังคงตั้งเป้าให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Debt-to-GDP) ปรับลดลงอย่างมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ ยังวางกรอบการลงทุนภาครัฐ-เอกชนรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 76.6 ล้านล้านบาท ไปจนถึงปีงบประมาณ 2583 ใน 17 สาขายุทธศาสตร์ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ (AI & Semiconductors) ดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การพัฒนายาและการแพทย์ขั้นสูง คอนเทนต์ (เกม อนิเมะ เพลง) เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงาน อวกาศ การต่อเรือ และแร่ธาตุสำคัญ สะท้อนการวางเศรษฐกิจแบบเข้มแข็ง ที่เน้นการเติบโตมากกว่าการรัดเข็มขัดทางการคลัง อย่างไรก็ดี ทิศทางขยายตัวนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินอย่างชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นระยะยาว (อายุ 30 ถึง 40 ปี) ได้ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับราว 162 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนความกังวลของ        นักลงทุนต่อความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าจะไม่พึ่งพาการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุล (Deficit-covering Bonds) แต่จะจัดหาแหล่งรายได้ทดแทนจากการทบทวนเงินอุดหนุน มาตรการภาษีพิเศษ และรายได้ที่มิใช่ภาษี โดยจะชี้แจงรายละเอียดในช่วงการจัดทำงบประมาณปลายปี ส่วนตัวมาตรการภาษีเองยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาแห่งชาติว่าด้วยหลักประกันสังคมและยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย
    ประเด็นสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องทำความเข้าใจ คือ การปรับลดภาษีการบริโภคนี้บังคับใช้กับสินค้าอาหารทุกประเภทในตลาดญี่ปุ่นอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือสินค้านำเข้า ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจึงไม่ได้สร้างความได้เปรียบด้านราคาให้แก่สินค้าไทยเมื่อเทียบกับสินค้าญี่ปุ่นโดยตรง หากแต่ผลที่แท้จริงคือการขยายขนาดตลาดการบริโภคอาหารโดยรวม และภาษที่ลดลงจะเพิ่มงบประมาณค่าอาหารของภาคครัวเรือน (Income Effect) ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมีกำลังหันไปเลือกซื้อสินค้าอาหารที่มีคุณภาพหรือมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นทิศทางที่แตกต่างจากช่วงภาวะเงินเยนอ่อนและเงินเฟ้อก่อนหน้านี้ที่กดดันให้ผู้บริโภคเน้นเฉพาะสินค้าราคาประหยัด ประการต่อมา มาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้เป็นการชั่วคราวในระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายน 2570 ถึงมีนาคม 2572 จึงจะส่งผลให้เกิดการสร้างวัฏจักรอุปสงค์ (Demand Cycle) เฉพาะตัวที่ต้องระมัดระวัง กล่าวคือ จะเกิดแรงกระตุ้นการบริโภคในช่วงที่ภาษีอยู่ในระดับต่ำ และเมื่อใกล้ครบกำหนดปรับภาษีกลับสู่ร้อยละ 8 มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดปรากฏการณ์เร่งซื้อกักตุนล่วงหน้า (Demand Front-loading) ตามด้วยการชะลอตัวของอุปสงค์หลังการปรับขึ้นภาษี เช่นเดียวกับที่ตลาดญี่ปุ่นเคยประสบมาแล้วก่อนการปรับขึ้นภาษีการบริโภคในปี 2557 และปี 2562 โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าอาหารที่เก็บรักษาได้นาน (Shelf-stable) จึงควรเตรียมวางแผนการผลิตและสต็อกสินค้ารองรับวัฏจักรดังกล่าว ในทางกลับกัน กลไกที่มีความยั่งยืนกว่าและเป็นฐานอุปสงค์ระยะยาว (Long-term Demand Base) ที่แท้จริงคือระบบเครดิตภาษีแบบคืนเงินได้ที่เชื่อมโยงรายได้ ซึ่งจะเริ่มในปี 2572 อันจะช่วยประคับประคองกำลังซื้อสินค้าอาหารของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่เป็นฐานผู้บริโภคสำคัญได้อย่างต่อเนื่องมากกว่ามาตรการลดภาษีชั่วคราว

    ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ) 
    สคต. ณ กรุงโตเกียว มีความเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรให้น้ำหนักกับทิศทางเชิงโครงสร้างของนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของญี่ปุ่นโดยรวม การที่แนวนโยบายพื้นฐานฉบับล่าสุดปรับสู่แนวทางการคลังแบบขยายตัว เน้นการลงทุนและการเติบโตมากกว่าการรัดเข็มขัด ประกอบกับการจัดตั้งระบบเครดิตภาษีที่เชื่อมโยงรายได้ในปี 2572 สะท้อนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปกป้องและกระตุ้นกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่ออุปสงค์ (Demand) สินค้าอาหารในระยะกลางถึงยาว ทั้งนี้ ผู้ส่งออกควรแยกแยะระหว่างมาตรการลดภาษีชั่วคราวที่จะสิ้นสุดใน 2 ปี กับระบบเครดิตภาษีที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างถาวรและคาดการณ์ได้มากกว่า และควรใช้กลไกระยะยาวนี้เป็นหลักในการวางกลยุทธ์ นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านการคลังและปฏิกิริยาของตลาดพันธบัตรเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาในเชิงธุรกิจโดยตรง เพราะภาวะตึงเครียดทางการคลังและเงินเยนอ่อนค่าจะกระทบทั้งต้นทุนนำเข้าและอำนาจซื้อของคู่ค้าญี่ปุ่น อันส่งผลต่อการตั้งราคาและปริมาณคำสั่งซื้อของผู้ส่งออกไทยในทางปฏิบัติ
    ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย
    เพื่อเตรียมความพร้อมและใช้ประโยชน์จากจังหวะการเปลี่ยนแปลงนโยบายในครั้งนี้ สคต. ณ กรุงโตเกียว ขอเสนอแนวทางเชิงธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทย ดังนี้ 
    1.    วางตำแหน่งสินค้า (Product Positioning) บนพื้นฐานของการขยายตัวของตลาดอาหารโดยรวมและแนวโน้มการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูงขึ้นของผู้บริโภคมากกว่าการหวังผลจากส่วนต่างราคาที่ลดลง โดยเน้นสินค้าอาหารไทยที่มีความแตกต่างและมูลค่าเพิ่ม อาทิ ผลไม้คุณภาพ อาหารแปรรูปพรีเมียม เครื่องปรุงรส และสินค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น 
    2.    วางแผนการผลิตและบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับหน้าต่างโอกาส (Window of Opportunity) ในช่วง 2 ปีของมาตรการ พร้อมเตรียมรับมือกับภาวะอุปสงค์ (Demand) ชะลอตัวหลังภาษีปรับกลับสู่ร้อยละ 8 ในปี 2572 และโอกาสเกิดการเร่งซื้อกักตุนล่วงหน้าสำหรับสินค้าที่เก็บรักษาได้นาน โดยควรพิจารณาโครงสร้างสัญญาและกำหนดการจัดส่งให้ครอบคลุมทั้งช่วงเริ่มต้น (เมษายน 2570) และช่วงสิ้นสุด (มีนาคม 2572) ของมาตรการ 
    3.    ใช้ระบบเครดิตภาษีที่เชื่อมโยงรายได้ในปี 2572 เป็นหลักยึดในการวางแผนระยะยาว เนื่องจากเป็นกลไกที่ยั่งยืนและช่วยพยุงกำลังซื้อของฐานผู้บริโภคได้ต่อเนื่องกว่ามาตรการชั่วคราว 
    4.    บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk Management) อย่างจริงจัง เนื่องจากทิศทางการคลังแบบขยายตัวและเงินเยนที่อ่อนค่าราว 162 เยนต่อดอลลาร์ จะเพิ่มต้นทุนการนำเข้าสินค้าไทยของคู่ค้าญี่ปุ่น โดยอาจใช้เครื่องมือทางการเงินประเภทสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) หรือเสนอทางเลือกการตกลงราคาในสกุลเงินที่ยืดหยุ่นสำหรับคู่ค้ารายสำคัญ
    5.     ติดตามสัญญาณเชิงเศรษฐกิจและการคลังอย่างใกล้ชิด ทั้งความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินเยน ควบคู่กับการเริ่มหารือกับผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกญี่ปุ่นตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อร่วมวางแผนการทำตลาดในช่วงหน้าต่างโอกาสดังกล่าว


    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
    แปลและเรียบเรียงจาก
    หนังสือพิมพ์ Nikkei MJ ฉบับวันที่ 22 กรกฎาคม 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p1nwibicjm8m5bijp7j5lj6r&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SDVkenRP9JgohGyfD16xq

  • เศรษฐกิจท่องเที่ยวจอร์เจียโต เพราะอินฟลูแห่รีวิวจนฮิตทั่วโลก

    เศรษฐกิจท่องเที่ยวจอร์เจียโต เพราะอินฟลูแห่รีวิวจนฮิตทั่วโลก

    ทุกวันนี้จอร์เจียเป็นหนึ่งในประเทศที่ปรากฏอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์บ่อยครั้ง ภาพกรุงทบิลิซี เทือกเขาคอเคซัส โบสถ์เก่าแก่บนยอดเขา ไร่องุ่น และอาหารอย่างคาชาปูรีกับคินกาลี ทำให้ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายในฝันของนักเดินทางรุ่นใหม่ แต่ก่อนจะมีภาพสวยงามเหล่านี้ ในอดีตจอร์เจียเคยมีภาพลักษณ์แตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก

    หลังจอร์เจียประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 ประเทศต้องเผชิญทั้งความวุ่นวายทางการเมือง สงครามกลางเมือง อาชญากรรม และการทุจริต โดยการต่อสู้ลุกลามมาถึงใจกลางกรุงทบิลิซี สถานการณ์ในเวลานั้นทำให้จอร์เจียแทบไม่สามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวได้

    เศรษฐกิจท่องเที่ยวจอร์เจียโต เพราะอินฟลูแห่รีวิวจนฮิตทั่วโลก

    กรุงทบิลิซี เมืองหลวงของจอร์เจีย ยังต้องเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมบนท้องถนนมากมาย รวมถึงความล้มเหลวของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รายงานว่า แม้การปราบปรามอาชญากรรมในปี 1994 จะช่วยลดความรุนแรงแบบสุ่มลงได้บางส่วน แต่การทุจริตและการใช้ความรุนแรงของตำรวจก็ยังแพร่หลาย ขณะเดียวกัน กลุ่มมาเฟียในเมืองหลวงก็มีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางส่วน ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ในปี 2003 ผู้ที่ต้องการเป็นตำรวจจราจรอาจต้องจ่ายสินบนตั้งแต่ 2,000–20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนหารายได้คืนด้วยการเรียกรับเงินบนท้องถนน ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อาชญากรรมรุนแรง และตำรวจที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา จึงทำให้ทบิลิซีมีชื่อเสียงด้านความไร้ระเบียบและความไม่ปลอดภัย

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในปี 2003 เมื่อรัฐบาลของมิคาอิล ซาคาชวิลี (Mikheil Saakashvili) เริ่มปฏิรูประบบตำรวจและปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมอย่างจริงจัง ธนาคารโลกรายงานว่า ตำรวจจราจรทั่วประเทศประมาณ 16,000 นายถูกปลดออกภายในช่วงเวลาอันรวดเร็ว ก่อนจะจัดตั้งตำรวจสายตรวจชุดใหม่ประมาณ 2,300 นาย พร้อมปรับระบบรับสมัคร เงินเดือน เครื่องแบบ และรถสายตรวจ เพื่อลดโอกาสการเรียกรับสินบน

    เศรษฐกิจท่องเที่ยวจอร์เจียโต เพราะอินฟลูแห่รีวิวจนฮิตทั่วโลก

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับคำชมว่าช่วยลดอิทธิพลของอาชญากรรมและฟื้นความเชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ก็ถูกวิจารณ์เรื่องความรุนแรง การใช้นโยบายลงโทษแบบเข้มงวด และปัญหาสิทธิมนุษยชนในเรือนจำ ถึงกระนั้น ภาพของตำรวจที่เรียกรับสินบนตามถนนและกลุ่มอาชญากรรมที่มีอำนาจเหนือรัฐก็ค่อย ๆ ลดลง ปัจจุบันคำแนะนำการเดินทางของรัฐบาลสหราชอาณาจักรประเมินว่าระดับอาชญากรรมทั่วไปในจอร์เจียอยู่ในระดับต่ำ แม้นักท่องเที่ยวยังต้องระวังการล้วงกระเป๋า การชุมนุมทางการเมือง และหลีกเลี่ยงพื้นที่พิพาท

    อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเพราะเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายสร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยว

    ในปี 2016 เว็บไซต์ New East Digital Archive รายงานว่า ในเวลานั้นกรุงทบิลิซี เมืองหลวงของจอร์เจีย เริ่มก้าวขึ้นเป็นจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่คนหนุ่มสาวชาวรัสเซีย โดยเฉพาะผู้ที่สนใจแฟชั่น ศิลปะ อาหาร และวัฒนธรรมร่วมสมัย

    บล็อกเกอร์ นักข่าว สไตลิสต์ นางแบบ และคนในแวดวงสร้างสรรค์เริ่มเดินทางไปจอร์เจีย ก่อนนำภาพและเรื่องราวกลับมาเผยแพร่บนอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ภาพอาหารจานใหญ่บนโต๊ะ ภูเขาที่แทบไม่ต้องแต่งสี รวมถึงอาคารเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทำให้จอร์เจียดูแปลกใหม่และน่าค้นหา เมื่อมีคนหนึ่งโพสต์ อีกหลายคนก็อยากเดินทางตาม จากจุดหมายที่รู้จักกันเฉพาะในวงแคบ จอร์เจียจึงค่อย ๆ กลายเป็นประเทศที่คนรุ่นใหม่พูดถึงกันมากขึ้น

    สิ่งที่น่าสนใจคือ คอนเทนต์เหล่านี้ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนโฆษณาท่องเที่ยวทั่วไป ภาพส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์จริงของผู้เดินทาง ผู้ติดตามจึงรู้สึกว่าตนเองกำลังรับคำแนะนำจากคนที่ไว้ใจ มากกว่ากำลังถูกขายแพ็กเกจทัวร์ เมื่อเห็นอินฟลูเอนเซอร์กินอาหารท้องถิ่น พักในโรงแรมกลางหุบเขา หรือเดินเล่นตามตรอกเก่าของทบิลิซี ผู้ชมก็สามารถจินตนาการได้ทันทีว่าตัวเองน่าจะเดินทางไปทำสิ่งเดียวกันได้

    เศรษฐกิจท่องเที่ยวจอร์เจียโต เพราะอินฟลูแห่รีวิวจนฮิตทั่วโลก

    รัฐบาลจอร์เจียเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจธรรมชาติของการบอกต่อเช่นนี้เป็นอย่างดี ในปี 2015 นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศทางเครื่องบินได้รับไวน์ซาเปราวีเป็นของต้อนรับอยู่ช่วงหนึ่ง กิจกรรมนี้กลายเป็นเรื่องที่ผู้เดินทางนำไปโพสต์และเล่าต่อบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง ของขวัญเพียงหนึ่งขวดจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยเล่าเรื่องวัฒนธรรมไวน์และความมีน้ำใจของชาวจอร์เจียออกไปสู่คนจำนวนมาก

    ต่อมาในปี 2022 สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติจอร์เจียได้ทำแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย โดยร่วมงานกับ Alpha Agency ซึ่งเป็นบริษัทด้านการตลาดและโฆษณาระหว่างประเทศ สร้างแคมเปญใช้อินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำจากแต่ละประเทศมาช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของจอร์เจีย ควบคู่กับโฆษณาทางโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล สื่อนอกบ้าน และงานประชาสัมพันธ์

    หลังจบแคมเปญ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์การท่องเที่ยวจอร์เจียจากประเทศเป้าหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 63 และจอร์เจียกลายเป็นหนึ่งในสามจุดหมายยอดนิยมของนักเดินทางชาวบอลติก ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สามารถชี้ได้ว่าอินฟลูเอนเซอร์เป็นผู้สร้างความสำเร็จทั้งหมด เพราะยังมีสื่อโฆษณาประเภทอื่นทำงานร่วมกัน แต่ก็สะท้อนชัดว่าอินฟลูเอนเซอร์มีส่วนไม่น้อยในการสร้างชื่อให้จอร์เจียในตลาดต่างประเทศ

    เศรษฐกิจท่องเที่ยวจอร์เจียโต เพราะอินฟลูแห่รีวิวจนฮิตทั่วโลก

    ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จอร์เจียประสบความสำเร็จด้านการท่องเที่ยว คือเสน่ห์ของประเทศที่เข้ากับยุคโซเชียลมีเดียได้อย่างลงตัว แทบทุกมุมสามารถถ่ายทอดเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจได้ ตั้งแต่ทิวทัศน์ของเทือกเขา โบสถ์เก่าแก่ ไร่องุ่น และอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงระเบียงไม้และถนนสายเล็ก ๆ ในกรุงทบิลิซี ภาพเหล่านี้ดึงดูดความสนใจได้ทันที พร้อมทำให้จอร์เจียดูเป็นจุดหมายที่สดใหม่และมีเอกลักษณ์ แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในยุโรปที่ผู้คนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางยังควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งทางการ เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น และติดตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่อย่างรอบด้าน เพราะจอร์เจียบางจุดเป็นพื้นที่สูง ไม่มีสัญญาณมือถือ และบางแห่งก็ยังคงเป็นพื้นที่พิพาทที่มีความขัดแย้งอยู่

    ที่มา Human Rights Watch,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864401&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zi36TvKCbRUBr76pFjXKl

  • ชงโรดแมป‘อุตฯอวกาศ’ ชิงตลาด1.5ล้านล้านดอลลาร์

    ชงโรดแมป‘อุตฯอวกาศ’ ชิงตลาด1.5ล้านล้านดอลลาร์

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.15 น.

    ชงโรดแมป‘อุตฯอวกาศ’ ชิงตลาด1.5ล้านล้านดอลลาร์

    นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้หารือกับนายตติย มีเมศกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมอากาศยานไทย พร้อมคณะ โดยสมาคมฯระบุว่าอุตสาหกรรมการบินและอวกาศทั่วโลก เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะมีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการเติบโตใน 6 สาขาหลัก ทั้งการผลิตเครื่องบินพาณิชย์ การผลิตอากาศยานเพื่อการป้องกันประเทศ บริการซ่อมบำรุง (MRO) โดรน (Drone & UAV) อากาศยานไฟฟ้า eVTOL และเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy)

    “ไทยกลับครองส่วนแบ่งในตลาดโลกเพียงส่วนน้อย เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลาง จึงได้เสนอยุทธศาสตร์ส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินและอวกาศของไทย ที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ด้วยการให้สิทธิประโยชน์และผลักดันสู่ตลาดโลก กำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ในงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สนับสนุนแหล่งเงินทุนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงเพื่อรองรับมาตรฐานสากล” นายอิศเรศ กล่าว

    นายอิศเรศ กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมการบินและอวกาศผ่านพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศ (Aerospace Valley) ที่เน้นบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ นวัตกรรม นำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้จริง ผ่านการสร้างพื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Sandbox) ครอบคลุมการบริการทางการบิน การผลิต ซ่อมบำรุง (MRO) เทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) รวมถึงเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำ (Low Altitude Economy) เพื่อยกระดับพื้นที่สู่เขตเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม และผลักดันศักยภาพของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก

    “ส.อ.ท. พร้อมผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และสมาคมอุตสาหกรรมอากาศยานไทย ในการจัดทำข้อเสนอแนะ 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การบริการการบิน การผลิต และการซ่อมบำรุง 2.อากาศยานไร้คนขับ (UAV) และ 3.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) การร่วมมือครั้งนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลศักยภาพการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน ข้อจำกัดทางกฎหมายและมาตรฐาน ตลอดจนโอกาสทางการตลาด เพื่อใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายส่งเสริมร่วมกับภาครัฐต่อไป” นายอิศเรศ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/980247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MVk7GCLHQnLeWA5fK8IlB

  • โลกเร่งลงทุนควอนตัม ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ ชิงผู้นำ ปลุกมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

    โลกเร่งลงทุนควอนตัม ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ ชิงผู้นำ ปลุกมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

    โลกจับตา ‘ควอนตัม คอมพิวติ้ง’ พลิกเกมเศรษฐกิจ-ธุรกิจระลอกใหม่ หลังเม็ดเงินลงทุนพุ่งกว่า 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปลุกมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 78 ‘สหรัฐ ยุโรป เอเชีย’ เร่งชิงความเป็นผู้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต เอเชีย-แปซิฟิกภูมิภาคที่ลงทุนควอนตัมมากที่สุดในโลก ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเร่งปรับระบบสู่ยุค Quantum-Safe รับมือความเสี่ยงจากการถอดรหัสข้อมูล และภัยไซเบอร์

    คอมพิวเตอร์ควอนตัม คือ คอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่อาศัยหลักการทางฟิสิกส์ที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไป ทำให้มีศักยภาพในการแก้ปัญหาบางประเภทได้รวดเร็ว ตั้งแต่การจำลองโมเลกุลเพื่อพัฒนายา วางแผนเส้นทางขนส่ง ไปจนถึงวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงิน

    ศักยภาพดังกล่าว บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก จึงเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนี้ แต่ปี 2569 ยังไม่มีผู้เล่นรายใดก้าวขึ้นเป็นผู้นำชัดเจน เนื่องจากแต่ละบริษัทเลือกพัฒนาเทคโนโลยีคนละแนวทาง ขณะที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การสร้างเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่รวมถึงการดึงดูดเงินทุน ลูกค้า บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

    บริษัทที่ปรึกษา McKinsey ระบุว่า เงินลงทุนในสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีควอนตัมทั่วโลกพุ่งขึ้นถึง 12,600 ล้านดอลลาร์ปี 2568 เพิ่มขึ้น 6.3 เท่าจากปีก่อนหน้า โดยประมาณ 90% ของเงินลงทุนทั้งหมดไหลเข้าสู่บริษัทที่พัฒนาควอนตัมโดยตรง

    นอกจากนี้ McKinsey ยังประเมินว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้สูงถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 ขณะที่ปัจจุบันมีองค์กรทั่วโลกมากกว่า 300 แห่งเริ่มนำเทคโนโลยีควอนตัมไปทดลองใช้งานแล้ว ทั้งในอุตสาหกรรมการบินและการเงิน เช่น Airbus และ JPMorgan Chase

    ท่ามกลางเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันจึงเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นใน 3 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก แต่ละภูมิภาคมีจุดแข็งแตกต่างกัน ทั้งเงินทุนเอกชน การสนับสนุนจากภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง

    สหรัฐ ฐานใหญ่บริษัทควอนตัม

    สหรัฐเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมควอนตัม บริษัทเอกชนหลายรายเลือกพัฒนาเทคโนโลยีคนละแนวทาง เพื่อหาวิธีสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพและขยายการใช้งานได้ในอนาคต

    ไอบีเอ็ม และกูเกิล เลือกใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “ตัวนำยิ่งยวด” (superconducting qubits) ซึ่งต้องทำงานในอุณหภูมิที่เย็นจัดใกล้ศูนย์องศาไอบีเอ็มพัฒนาชิปรุ่นล่าสุดที่มี 156 หน่วยประมวลผลควอนตัม และเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเครื่องผ่านคลาวด์

    อินเทล ใช้กระบวนการผลิตที่ทำได้ด้วยโรงงานผลิตชิปที่บริษัทมีอยู่แล้ว มีโอกาสขยายกำลังการผลิตได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานรูปแบบใหม่ทั้งหมด อาจช่วยลดต้นทุนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

    ไมโครซอฟท์ เดินหน้าสองทางพร้อมกัน ทั้งเปิดบริการ Azure Quantum ให้ลูกค้าเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมจากบริษัทพันธมิตรหลายรายผ่านระบบคลาวด์ และพัฒนาเทคโนโลยีตัวเองเรียกว่า คิวบิตเชิงทอพอโลยี (Topological qubit) มุ่งทำให้หน่วยประมวลผลควอนตัมเสถียรมากขึ้น ตั้งเป้าพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้งานจริงได้ปี 2572

    อีกแนวทางหนึ่ง คือ เทคโนโลยี “อะตอมเป็นกลาง” ใช้แสงเลเซอร์ควบคุมอะตอมให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลควอนตัม แทนการใช้ระบบทำความเย็นจัด แอทอม คอมพิวติง ร่วมกับไมโครซอฟท์พัฒนาเครื่องควอนตัม ขณะที่ คิวอีรา คอมพิวติง นำเครื่องตัวเองให้ลูกค้าเข้าถึงผ่านบริการประมวลผลบนคลาวด์ของอเมซอน และได้รับเลือกให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยด้านกลาโหมสหรัฐ

    บริษัทไซควอนตัมซึ่งเลือกใช้เทคโนโลยีที่อาศัยแสง หรือโฟตอน แทนการใช้วงจรไฟฟ้า จุดเด่นคือไม่จำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็นขนาดใหญ่และมีราคาแพงเหมือนคอมพิวเตอร์ควอนตัมบางประเภท

    ยุโรป ผู้เล่นรายเล็กแต่มีรัฐหนุน

    ยุโรปอาจมีบริษัทควอนตัมขนาดเล็กกว่าสหรัฐ แต่มีจุดแข็งจากการสนับสนุนของรัฐบาล และความร่วมมือระดับประเทศ McKinsey ระบุว่า ภูมิภาคนี้มีความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ

    ฟินแลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญผ่าน ไอคิวเอ็ม บริษัทพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทำงานใกล้ชิดโครงการควอนตัมสหภาพยุโรป ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกแบบให้องค์กรติดตั้งเครื่องไว้ใช้งานเองได้โดยตรง

    ออสเตรียมี เอคิวที พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ติดตั้งอยู่ในมิวนิก ประเทศเยอรมนี ภายใต้ความร่วมมือด้านควอนตัมในภูมิภาค อาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างบริษัท รัฐบาล และสถาบันวิจัย

    ขณะที่ พาสคัล จากฝรั่งเศส หนึ่งในบริษัทที่ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมติดตั้งใช้งานจริงที่บริษัทน้ำมัน อารามโก ในซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ปลายปี 2568 ถือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องแรกที่ติดตั้งในประเทศและในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    อีกบริษัทสำคัญคือ ควอนตินูอัม เกิดจากการรวมทีมงานและความเชี่ยวชาญจากอังกฤษกับสหรัฐ มุ่งพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่แม่นยำสูง ขณะที่ สหราชอาณาจักรเองเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านควอนตัมของประเทศ โดยปลายปี 2568 อินฟลีคชัน ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมให้ศูนย์วิจัยแห่งชาติของอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษมองว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ควอนตัมแห่งชาติ

    ภาพรวมของเอเชีย-แปซิฟิก

    หากมองเฉพาะเงินลงทุนจากภาครัฐ เอเชีย-แปซิฟิกถือเป็นภูมิภาคที่ลงทุนด้านควอนตัมมากที่สุดในโลก มีเงินทุนรวมมากกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเกือบ 47% ของเงินลงทุนภาครัฐด้านควอนตัมทั่วโลก

    จีน เป็นประเทศที่ลงทุนมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ปี 2567 รัฐบาลจีนตั้งกองทุนร่วมลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าประมาณ 138,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีล้ำสมัยหลายด้าน รวมถึงควอนตัมด้วย ผลลัพธ์คือ จีนพัฒนาชิปควอนตัมจากรุ่นที่มี 105 หน่วยประมวลผล ไปเป็นรุ่นที่มีมากถึง 504 หน่วยประมวลผลได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

    ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคก็เร่งลงทุนเช่นกัน ญี่ปุ่นลงทุนประมาณ 7,400 ล้านดอลลาร์ เกาหลีใต้ประมาณ 2,340 ล้านดอลลาร์ และอินเดียประมาณ 936 ล้านดอลลาร์ อินเดียเน้นสร้างบุคลากรควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยี มีนักศึกษามหาวิทยาลัยมากกว่า 55,000 คนลงทะเบียนเรียนคอมพิวเตอร์ควอนตัม

    ส่วนสิงคโปร์ ลงทุนมากกว่า 222 ล้านดอลลาร์ในงานวิจัยและการพัฒนาบุคลากรด้านควอนตัม และเตรียมรับมือผลกระทบที่ตามมา  โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ธนาคารกลางสิงคโปร์จึงสั่งให้สถาบันการเงินทุกแห่งเริ่มตรวจสอบและวางแผนปรับระบบป้องกันข้อมูลของตัวเองให้พร้อมรับมือกับควอนตัมล่วงหน้า

    ธนาคารใหญ่อย่าง DBS, HSBC, OCBC และ UOB ก็ร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลทดลองระบบสื่อสารที่ปลอดภัยจากควอนตัมแล้ว โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนกว่า 74 ล้านดอลลาร์ และบริษัทโทรคมนาคม Singtel ก็เปิดเครือข่ายสื่อสารที่ป้องกันควอนตัมได้เป็นเครือข่ายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ‘เวลา’ กลายเป็นปัจจัยสำคัญ

    แม้คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถถอดรหัสข้อมูลสำคัญยังไม่เกิดขึ้น แต่ความเสี่ยงเริ่มแล้วจากแนวคิด “เก็บข้อมูลไว้ก่อน แล้วค่อยถอดรหัสทีหลัง” ผู้ไม่หวังดีสามารถดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสในปัจจุบัน และรอจนเทคโนโลยีควอนตัมพัฒนาเพียงพอที่จะถอดรหัสได้

    ความเสี่ยงนี้กระทบโดยเฉพาะข้อมูลที่ต้องเก็บเป็นความลับระยะยาว เช่น ข้อมูลรัฐ การเงิน ข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ความเสี่ยงไม่ได้เริ่มในวันที่ควอนตัมถอดรหัสได้ แต่เริ่มตั้งแต่วันนี้ที่ข้อมูลถูกส่งหรือจัดเก็บด้วยระบบที่อาจล้าสมัยในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนระบบความปลอดภัยขององค์กรขนาดใหญ่ทำได้ยาก เพราะต้องปรับทั้งระบบเก่า ระบบคลาวด์ และเครือข่ายคู่ค้า ขณะที่ไอบีเอ็มประเมินว่าอาจใช้เวลาถึง 12 ปี และข้อมูลปี 2568 ระบุว่าศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับประเทศยังใช้ระบบป้องกันรูปแบบใหม่เพียงราว 0.03% จึงเห็นได้ว่า การพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมกำลังเดินหน้าเร็วกว่าการเตรียมระบบป้องกันข้อมูลอย่างชัดเจน

    สัญญาณจากสหรัฐที่เอเชียต้องจับตา

    เดือนมิถุนายน 2569 ทำเนียบขาวออกคำสั่งบริหารเพื่อเร่งพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมของสหรัฐ และผลักดันเรื่องการเตรียมระบบป้องกันข้อมูลให้พร้อมรับมือควอนตัมจริงจัง คำสั่งนี้ระบุให้หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐประเมินผลกระทบของคอมพิวเตอร์ควอนตัมต่อความมั่นคงประเทศ และเรียกร้องให้ประสานงานกับพันธมิตรเรื่องห่วงโซ่การผลิต การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี และความปลอดภัยด้านงานวิจัยร่วมกัน

    สำหรับเอเชีย ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะระบบธนาคาร เครือข่ายโทรคมนาคม โครงข่ายไฟฟ้า ระบบยืนยันตัวตนของรัฐ และระบบชำระเงินข้ามประเทศ ล้วนพึ่งพาการเข้ารหัสข้อมูลแบบเดียวกับที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตอาจถอดรหัสได้ จึงเป็นเหตุผลที่ต้องเริ่มวางแผนปรับปรุงตั้งแต่เนิ่นๆ

    หากมองในภาพใหญ่ สหรัฐยังคงเป็นศูนย์กลางที่มีบริษัทควอนตัมมากที่สุดและเงินทุนเอกชนไหลเข้าเยอะที่สุด ยุโรปนำหน้าด้านการนำไปใช้งานจริงในธุรกิจโดยอาศัยความร่วมมือระดับชาติ 

    ส่วนเอเชีย-แปซิฟิกคือภูมิภาคที่ทุ่มเงินภาครัฐมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะจีนที่มีทั้งเงินทุนก้อนใหญ่และความก้าวหน้าทางเทคนิคที่รวดเร็ว ขณะเดียวกันบางประเทศอย่างสิงคโปร์ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการเตรียมระบบป้องกันข้อมูลควบคู่ไปกับการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมตั้งแต่วันนี้ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันต้องพิจารณาตามไปด้วยในไม่ช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1245248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QqWu8EEQ0aDmLyq5OCrjl

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.06 น.


    กลยุทธ์ : ลุ้นทดสอบแนวต้าน
    แนวต้าน : $4,130 , 65,000 บาท
    แนวรับ : $4,000 , 63,900 บาท
    .

    ราคาทองคำเช้าวันนี้ฟื้นตัวขึ้นเหนือระดับ $4,100 หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ส่งผลให้แรงกดดันต่อทองคำผ่อนคลายลง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อ่อนตัวลงเล็กน้อย ช่วยหนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม แม้ Fed จะคงดอกเบี้ย แต่ผลการลงมติ 9 ต่อ 3 สะท้อนว่ายังมีกรรมการบางส่วนสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ตลาดยังคงคาดว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้
    .

    อีกปัจจัยที่ยังช่วยพยุงราคาทองคือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นแตะ 90.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทานและสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่มีข้อยุติ ขณะเดียวกัน แรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงสนับสนุนระยะยาว ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed และการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในระยะถัดไป
    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำกลับมายืนเหนือแนวรับสำคัญที่ $4,000 ได้อีกครั้ง ทำให้โมเมนตัมระยะสั้นเริ่มกลับมาเป็นบวก มีโอกาสทดสอบแนวต้านบริเวณ $4,130 หรือ 65,000 บาท หากยังยืนเหนือ $4,000 หรือ 63,900 บาท ได้ กลยุทธ์แนะนำคือ ทยอยเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว และแบ่งขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน พร้อมติดตามผลตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงถัดไป

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-30-jul-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VawxPy-oF0myUGNOU7otq

  •   “สุชาติ” ดันท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เห็นผล! คนแห่เที่ยวป่านันทนาการกว่า 5,300 คน รับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปลุกเศรษฐกิจชุมชน-สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ 

      “สุชาติ” ดันท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เห็นผล! คนแห่เที่ยวป่านันทนาการกว่า 5,300 คน รับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปลุกเศรษฐกิจชุมชน-สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ 

      “สุชาติ” ดันท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เห็นผล! คนแห่เที่ยวป่านันทนาการกว่า 5,300 คน รับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปลุกเศรษฐกิจชุมชน-สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ 


    30/07/2569 | 53 |

      “สุชาติ” ดันท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เห็นผล! คนแห่เที่ยวป่านันทนาการกว่า 5,300 คน รับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปลุกเศรษฐกิจชุมชน-สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ 

      นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าผลักดันนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสความงดงามของทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ผืนป่า โดยมอบหมายให้กรมป่าไม้บริหารจัดการป่านันทนาการทั่วประเทศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่มีคุณภาพ พร้อมยกเว้นค่าบริการเข้าป่านันทนาการที่จัดเก็บค่าธรรมเนียม จำนวน 7 แห่ง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวท่ามกลางธรรมชาติ

    นายสุชาติ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ว่า ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ป่านันทนาการของกรมป่าไม้ทั้ง 37 แห่งทั่วประเทศ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าใช้บริการรวมทั้งสิ้น 5,315 คน สะท้อนถึงความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการเปิดพื้นที่ธรรมชาติให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างเหมาะสม

    สำหรับป่านันทนาการที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ป่านันทนาการโบกลึก จังหวัดอุบลราชธานี รองลงมาคือ ป่านันทนาการหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬ และ ป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จังหวัดยะลา เขาศูนย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช บ่อสิบสอง จังหวัดพะเยา และดงรอยเท้าอาร์โคซอร์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่นและอุดมสมบูรณ์

    นายสุชาติ กล่าวว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไม่เพียงทำให้ประชาชนได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติและเรียนรู้ระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านสินค้าและบริการของคนในชุมชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติภายใต้การบริหารจัดการที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สร้างทั้งความสุขให้ประชาชนและความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่นไปพร้อมกัน” นายสุชาติ กล่าว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/526977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tx4vxTtfpT3EF5r4FgdGw

  • ญี่ปุ่นหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือ 0.9% กังวลราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือ 0.9% กังวลราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลญี่ปุ่นปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเริ่มต้นในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ลงเหลือ 0.9% จากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.3% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า

    รัฐบาลญี่ปุ่นระบุในรายงานรอบครึ่งปีซึ่งเผยแพร่ในวันนี้ (30 ก.ค.) ว่า เงินเยนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แม้ว่าค่าจ้างจะปรับตัวสูงขึ้นและการบริโภคส่วนบุคคลเติบโตขึ้นโดยได้แรงหนุนจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลเพื่อบรรเทาต้นทุนพลังงานก็ตาม

    ทั้งนี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่าเงินเยนจะซื้อขายที่ระดับ 161.4 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่ากว่าระดับ 155.2 เยนที่คาดการณ์ไว้ในเดือนม.ค.อย่างมาก นอกจากนี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 92.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พุ่งขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดและมีความเปราะบางต่อการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ส่วนเงินเยนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ได้ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้นด้วย

    สำหรับปีงบประมาณ 2570 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนเม.ย.ปีหน้า รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว 1.1% โดยได้แรงหนุนจากการที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ส่งเสริมการลงทุนด้านการจัดการวิกฤตและภาคส่วนที่มีการเติบโตเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของการบริโภคส่วนบุคคลและเพิ่มการลงทุนในด้านทุน

    สำหรับการคาดการณ์ล่าสุดนี้ยังไม่รวมการพิจารณาข้อเสนอการปรับลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลาสองปี ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนเม.ย. 2570 รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออัตราเงินเฟ้อและภาคธุรกิจ

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/623185&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Id37_MghVqsNQ5qrz_17e

  • ความภูมิใจของคนไทย

    ความภูมิใจของคนไทย

    ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย หลังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 มีมติรับรองการขึ้นทะเบียน (Inscribe) ตามข้อเสนอของสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ภายใต้หลักเกณฑ์คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value : OUV)

    ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงการยอมรับคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไทยในระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับการอนุรักษ์ การบริหารจัดการ และการสืบทอดมรดกแห่งศรัทธาที่ดำรงต่อเนื่องมายาวนานกว่า 1,250 ปี พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกได้สัมผัสนครศรีธรรมราชในฐานะเมืองแห่งพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิต และยังหล่อหลอมวิถีชีวิตของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

    ในมิติเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ททท.ประเมินว่าการได้รับสถานะมรดกโลกจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันนครศรีธรรมราชสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับโลก เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    เพื่อต่อยอดโอกาสดังกล่าว ททท.เตรียมขับเคลื่อนแคมเปญ 12 ปริศนามหามงคล นครมรดกโลก ภายใต้แนวคิด เที่ยว 12 เดือน เยือนพระธาตุมรดกโลก : ถอดรหัส 12 ปริศนามหามงคล สัมผัสมรดกโลกที่มีชีวิต เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับมิติทางประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เปิดประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้คุณค่าของ Living Heritage ผ่านสถาปัตยกรรม ปริศนาธรรม และเรื่องราวแห่งศรัทธาที่แฝงอยู่ทั่วอารามหลวง ซึ่งสามารถสัมผัสได้แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของปี พร้อมตอกย้ำอัตลักษณ์ของนครศรีธรรมราชในฐานะเมืองแห่งศรัทธา ตามคำกล่าวที่ชาวนครศรีธรรมราชภาคภูมิใจว่า เกิดมาหนึ่งชาติ ต้องได้กราบพระธาตุเมืองนครฯ

    ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ ททท.ได้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดนครศรีธรรมราช หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองการขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 25-30 กรกฎาคม 2569 ททท.จัดกิจกรรมโฟโตบูธภายใต้แนวคิด 12 ปริศนามหามงคล นครมรดกโลก เปิดให้นักท่องเที่ยวลงทะเบียนบันทึกภาพประวัติศาสตร์ รับภาพโพลารอยด์และไฟล์ดิจิทัลเป็นที่ระลึก พร้อมร่วมเผยแพร่เรื่องราวของแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย ณ บริเวณโซนต้นพระศรีมหาโพธิและลานทรายแก้ว เยื้องพระวิหารหลวง ด้านหน้าศูนย์จำหน่ายสินค้าที่ระลึก

    การจัดกิจกรรมทั้งหมดมีเป้าหมายถ่ายทอดคุณค่าของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารในทุกมิติ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำสถานะของ มรดกโลกที่มีชีวิต ที่ยังคงมีบทบาทต่อสังคมและชุมชนในปัจจุบัน

    สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มาจากการผ่านเกณฑ์การพิจารณาของ UNESCO จำนวน 2 ข้อ ได้แก่ Criterion (ii) ซึ่งสะท้อนการแลกเปลี่ยนอิทธิพลด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และความเชื่อทางศาสนาระหว่างอินเดีย ศรีลังกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนก่อให้เกิดรูปแบบศิลปกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของนครศรีธรรมราช และ Criterion (iv) ที่ยกย่องบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางแห่งความศรัทธาซึ่งสืบทอดประเพณี ความเชื่อ และมรดกวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ศิลปะโนรา และตำนานท้องถิ่น

    ดังนั้น การได้รับการขึ้นทะเบียนครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการเพิ่มจำนวนแหล่งมรดกโลกของไทย แต่เป็นการยกระดับบทบาทของนครศรีธรรมราชในฐานะเมืองมรดกทางวัฒนธรรมระดับโลก สร้างโอกาสใหม่ด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานการอนุรักษ์ พร้อมตอกย้ำสถานะของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารในฐานะแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ และแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1040829/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pa2SZddOIGcFGiuJfE49O

  • เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ระหว่างแรงส่งและแรงต้าน

    เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ระหว่างแรงส่งและแรงต้าน

    ภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังเข้าสู่จังหวะที่ผู้เขียนเปรียบเสมือนภาวะ “ความเร็วหลุดพ้นแรงโน้มถ่วง” (Escape Velocity) กล่าวคือ แรงส่ง (Thrust) ที่ผลักเศรษฐกิจให้ทะยานขึ้น กับแรงต้าน (Gravity) ที่ฉุดรั้งไว้

    กำลังปะทะกันอย่างสูสี ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักเหนือกว่าในไม่กี่เดือนข้างหน้า

    ด้านแรงส่งปรากฏชัดเจนขึ้นในระยะหลัง ปัจจัยบวกที่โดดเด่นที่สุดคือ การส่งออก ที่ยังขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเติบโตถึง 20.8% ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 15.2% อย่างมีนัยสำคัญ และยืนเหนือระดับ 3 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน

    หัวใจสำคัญมาจาก สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ขยายตัวสูงถึง 66.0% โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (+57.4%) และโทรศัพท์ (+186.1%) สอดคล้องกับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่เร่งขึ้นถึง 44.3% ต่อปี

    แรงส่งประการที่สองคือ กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI investment megatrend) ที่ยังหนุนวัฏจักรเทคโนโลยีโลก สังเกตได้จากรายจ่ายลงทุนของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscaler) ที่เติบโตกว่า 84% ต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งการส่งออกและการลงทุนของไทย

    ส่วนแรงส่งประการที่สามมาจากภาคการคลัง โดยการเบิกจ่ายงบประมาณสะสมถึงเดือนมิถุนายนคืบหน้าไปแล้ว 77.1% ของวงเงิน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง 5.1 percentage point ที่สำคัญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเดินหน้าต่อได้ ได้ปลดล็อกความเสี่ยงด้านการคลัง และจะเริ่มมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

    อย่างไรก็ดี ยังมีแรงต้านที่ต้องจับตาสามด้าน แรงต้านแรกคือ ราคาน้ำมัน จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งผลักให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองเดือนเมื่อ 23 กรกฎาคม ก่อนจะย่อลงมาบริเวณประมาณ 90 ดอลลาร์

    ผู้เขียนมองว่าราคาน้ำมันทำหน้าที่เสมือน “กติกา” ควบคุมระดับความรุนแรงของสงครามโดยอัตโนมัติ กล่าวคือ เมื่อราคาเข้าใกล้เพดานราว 100 ดอลลาร์ ต้นทุนของทุกฝ่ายจะสูงขึ้นจนแรงจูงใจเบนไปสู่การลดความรุนแรง แต่ตราบใดที่ราคายังต่ำกว่าเพดาน ทั้งสองฝ่ายก็ยังมีแรงจูงใจที่จะทดสอบกันต่อ ทำให้ราคาแกว่งตัวสูงแต่ถูกจำกัดเพดานไว้

    ผู้เขียนจึงคงสมมติฐานราคาเบรนท์เฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ในปีนี้ และราว 70 ดอลลาร์ในปีหน้า โดยมีความเสี่ยงด้านสูงที่กรอบ 105-120 ดอลลาร์

    ในประเด็นสงครามของทรัมป์นี้ ผู้เขียนประเมินว่าสถานการณ์มีแนวโน้มจะค่อย ๆ คลี่คลายลงตามกลไกเพดานราคาน้ำมันข้างต้น ประกอบกับแรงกดดันทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่คะแนนนิยมต่อสงครามอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามา

    อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะจบลงอย่างเบ็ดเสร็จ ในทางตรงกันข้าม ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการเข้าสู่ “ภาวะปกติใหม่” (new normal) ที่มีการปะทะเป็นระยะและการคงกำลังของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอย่างยืดเยื้อ

    นั่นหมายความว่า ตะวันออกกลางจะกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาวที่พร้อมปะทุได้ตลอดเวลา และสร้างความผันผวนต่อราคาพลังงานและตลาดการเงินโลกไปอีกนาน แม้ความรุนแรงเฉพาะหน้าจะบรรเทาลงก็ตาม

    แรงต้านที่สองคือ ท่าทีของธนาคารกลาง ที่ยังคงน้ำเสียงเข้มงวด (hawkish) โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ที่แม้ตลาดจะคาดว่าคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.63% แต่เริ่มให้น้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 35% ในรอบนี้ และเกือบ 80% สำหรับเดือนกันยายน สะท้อนความกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังความคาดหวังเงินเฟ้อ

    ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผู้เขียนคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งสู่ 2.50% ในเดือนตุลาคม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี เนื่องจากประเมินว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเป็นปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทาน

    ส่วนแรงต้านที่สามคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นสู่ระดับราว 4.69% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 โดยมาจากทั้งอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yield) และส่วนชดเชยความเสี่ยงระยะยาว (term premium) ที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระแสปิดรับความเสี่ยง (risk-off) และเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่

    อีกประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลคือ มาตรการภาษี Section 301 ด้านแรงงานบังคับที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บกับสินค้าเกือบทั้งหมดจาก 60 ประเทศรวมถึงไทย มีผลตั้งแต่ 24 กรกฎาคม

    ต่ผู้เขียนประเมินว่าผลกระทบต่อไทยค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็นการปรับเพิ่มจากภาษีเดิมภายใต้มาตรา 122 ที่ 10% เป็น 12.5% หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2.5 percentage point ซึ่งยังแข่งขันกับประเทศใกล้เคียงได้ ประกอบกับสินค้าส่งออกหลักโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในรายการยกเว้น ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของสินค้าไทยอยู่ที่ราว 5.7% เท่านั้น

    เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งสองด้าน จะเห็นน้ำหนักในส่วนของแรงส่งอาจมีมากกว่า เห็นได้จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 2.5% (กรอบ 2.0-3.0%) จากเดิมที่ 1.6% โดยได้แรงหนุนหลักจากอุปสงค์นอกประเทศ

    ในส่วนของผู้เขียนเองยังคงมุมมองที่กรณีฐาน (base case) 2.0% และกรณีดีที่สุด (best case) 2.5% ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากกระแสการลงทุน AI ยังแข็งแรง น่าสังเกตว่ากรณีฐานของผู้เขียนที่ 2.0% ยังระมัดระวังกว่าค่ากลางของ สศค. ที่ 2.5% เล็กน้อย สะท้อนว่าผู้เขียนให้น้ำหนักความเสี่ยงด้านต่ำจากปัจจัยภายนอกไว้มากกว่า

    โดยสรุป แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้จะมีโอกาสด้านบวกมากกว่าด้านลบ แต่ยังมีสองปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ นั่นคือสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลผ่านช่องทางราคาพลังงาน และความเสี่ยงของการปรับฐานในกลุ่ม AI ซึ่งจะกระทบไทยทั้งด้านการส่งออกและการลงทุนพร้อมกัน

    ท้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะทะยานหลุดพ้นแรงโน้มถ่วงได้หรือไม่ จึงยังเป็นคำถามที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เหลือของปี

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1245104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xHp-n5fpmS8gfNgDqmmMa

  • เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ 3 เสียงหนุนขึ้นดอกเบี้ย สยบเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ 3 เสียงหนุนขึ้นดอกเบี้ย สยบเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 9-3 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันนี้ (29 ก.ค.) ตามการคาดการณ์ของตลาด

    อย่างไรก็ดี สมาชิก FOMC จำนวน 9 รายลงมติคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ ขณะที่ 3 รายลงมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยสนาชิกทั้ง 3 รายได้แก่ นางเบธ แฮมแม็ก ประธานเฟด สาขาคลีฟแลนด์, นายนีล แคชแครี ประธานเฟด สาขามินนิอาโปลิส และนางลอรี โลแกน ประธานเฟด สาขาดัลลัส แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดเป็นเวลากว่า 5 ปี

    ทั้งนี้ เฟดคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันในวันนี้ หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งติดต่อกันในปี 2568 โดยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย., ต.ค. และธ.ค.

    แถลงการณ์ที่มีการเผยแพร่หลังการประชุมครั้งนี้ แทบไม่มีความแตกต่างจากแถลงการณ์หลังการประชุมเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. และยังคงสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินนโยบายของเฟดตลอดทั้งปี หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2568

    ในการประชุมเดือนมิ.ย. คณะกรรมการเฟดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จำนวน 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้

    ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 73.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนก.ย.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/622949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NuIOrKQKen5WXm71qK5mO