Category: เศรษฐกิจ

  • –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/962031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DBbEfokfgCqa5nuzzS4qU

  • PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ เม.ย. ออกมาที่ 52.7 ต่ำกว่าคาด กดดัน Bitcoin ระยะสั้น

    PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ เม.ย. ออกมาที่ 52.7 ต่ำกว่าคาด กดดัน Bitcoin ระยะสั้น

    Siam Blockchain

    By

    พฤษภาคม 1, 2026

    PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ เม.ย. ออกมาที่ 52.7 ต่ำกว่าคาด กดดัน Bitcoin ระยะสั้น

    สรุปข่าว
    • ตัวเลข PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ เดือนเม.ย. ออกมาที่ 52.7 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 53.1 แม้จะยังอยู่ในโซนขยายตัว (เกิน 50)
    • ตัวเลขที่ออกมาเท่ากับค่าก่อนหน้าพอดี สะท้อนว่าภาคการผลิตสหรัฐฯ ยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นตามที่นักวิเคราะห์หวัง ชี้ให้เห็นว่าโมเมนตัมยังคงนิ่ง
    • ตลาดคริปโตอาจได้รับแรงหนุนเล็กน้อยในระยะสั้น เนื่องจากตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดเปิดช่องให้ Fed พิจารณาลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    แม้ตัวเลข PMI จะต่ำกว่าคาด แต่ภาคการผลิตที่ยังขยายตัวอยู่ในระดับ 52.7 ไม่ได้ส่งสัญญาณชะลอตัวรุนแรงพอที่จะเปลี่ยนทิศทางนโยบาย Fed ได้ทันที นักลงทุนควรระมัดระวังการปรับตัวในระยะสั้นของ Bitcoin และ Ethereum

    เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 เวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM EST) สถาบัน ISM เปิดเผยตัวเลข PMI (ดัชนีกิจกรรมภาคการผลิต ค่าเกิน 50 หมายถึงภาคการผลิตกำลังขยายตัว) ประจำเดือนเมษายน ออกมาที่ 52.7 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 53.1 และเท่ากับตัวเลขเดือนก่อนหน้าพอดี ผลที่ออกมาทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของภาคการผลิตสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวหรือไม่

    ณ ขณะที่ข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่ Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ราว $78,703 บวก 2.88% ในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ Ethereum อยู่ที่ $2,317.79 บวก 2.19% ตลาดคริปโตโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวในแดนบวก แต่แรงกดดันจากทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    ตัวเลข PMI นิ่ง ภาคการผลิตไม่ได้เร่งตัว แต่ก็ยังไม่หดตัว

    สิ่งที่น่าสนใจในรายงาน PMI ฉบับนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขหลัก แต่คือสัญญาณจากดัชนีย่อยที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders) ซึ่งเป็นตัวชี้อนาคตของภาคการผลิตที่ดีที่สุด หากยอดคำสั่งซื้อใหม่ชะลอตัวลง นั่นหมายความว่าโรงงานจะมีงานทำน้อยลงในอีกสองถึงสามเดือนข้างหน้า และอาจนำไปสู่การลดการจ้างงานหรือลดการสั่งซื้อวัตถุดิบตามมา

    ตัวเลข PMI รวมที่ 52.7 ซึ่งเท่ากับเดือนก่อนหน้า บ่งชี้ว่าภาคการผลิตสหรัฐฯ ยังขยายตัวอยู่แต่ไม่ได้เร่งความเร็ว ซัพพลายเชนและสินค้าคงคลังยังทรงตัว ในขณะที่ตลาดหวังว่าจะเห็นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งกว่านี้ สิ่งที่ได้กลับมาคือความนิ่งของเศรษฐกิจที่ยังไม่บ่งชี้ชัดว่าจะขึ้นหรือลง ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าภาคการผลิตคิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 12% ของ GDP สหรัฐฯ เท่านั้น ดังนั้นตัวเลขนี้จึงเป็นแค่หนึ่งในหลายปัจจัยที่ Fed ใช้พิจารณานโยบาย

    ผลกระทบต่อ Bitcoin และ Ethereum เมื่อ PMI ต่ำกว่าคาด

    ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลข PMI กับตลาดคริปโตนั้นซับซ้อนกว่าที่เห็น เมื่อ PMI ต่ำกว่าคาด ตลาดมักตีความว่าภาคการผลิตชะลอตัว ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ย Fed ได้เร็วขึ้น เมื่อโอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ดอลลาร์สหรัฐฯ มักอ่อนค่าลง และเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย เข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าอย่าง Bitcoin และ Ethereum

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 52.7 ยังถือว่าอยู่ในโซนขยายตัว ไม่ใช่หดตัว การที่ PMI ต่ำกว่าคาดเพียง 0.4 จุด จากระดับ 53.1 ที่ตลาดคาด จึงไม่ใช่สัญญาณเศรษฐกิจพังพินาศ แต่เป็นสัญญาณว่าภาคการผลิตยังขยายตัวอยู่แบบเชื่องช้า ผลกระทบต่อตลาดคริปโตในระยะสั้นจึงยังคงมีความไม่แน่นอน และนักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจชุดอื่นประกอบ เช่น ตัวเลข Core PCE สหรัฐฯ และการประชุม Fed รอบถัดไป

    เปรียบเทียบกับค่าก่อนหน้าและสิ่งที่ต้องจับตา

    ตัวเลข PMI เดือนนี้ที่ 52.7 เท่ากับเดือนก่อนหน้าพอดี แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวขึ้นตามที่ตลาดหวัง ทั้งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเห็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งกว่าที่ระดับ 53.1 ความซบเซาของโมเมนตัมนี้อาจส่งผลให้ตลาดลดการคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่สองลงบ้าง

    สิ่งที่นักลงทุนคริปโตควรจับตาต่อไปคือข้อมูลยอดคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานในภาคการผลิตจากรายงาน PMI ฉบับเต็ม หากดัชนีย่อยเหล่านี้ลดลงต่อเนื่อง สัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจจะชัดเจนขึ้น ซึ่งในทางทฤษฎีจะเอื้อให้ Fed มีเหตุผลพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย Fed มากขึ้น และอาจหนุนตลาดคริปโตในระยะกลาง


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลข PMI รอบนี้ออกมาแบบ “ไม่ได้บอกอะไรชัดเจนนัก” คือต่ำกว่าคาดแต่ก็ไม่ได้แย่จริง ภาคการผลิตยังขยายตัว แค่ช้ากว่าที่หวัง สำหรับตลาดคริปโต ผมคิดว่าปฏิกิริยาในทันทีน่าจะยังไม่รุนแรงไปทางใดทางหนึ่ง เพราะนักลงทุนรู้ดีว่า PMI ตัวเดียวไม่ได้เปลี่ยนทิศทาง Fed

    สิ่งที่ผมอยากให้จับตาจริงๆ คือดัชนีย่อยโดยเฉพาะยอดคำสั่งซื้อใหม่ในรายงานเต็ม ถ้าตัวนั้นร่วงลงมาใกล้ 50 หรือต่ำกว่า นั่นถึงจะเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงจริงๆ ตอนนี้ขอให้ถือว่าข้อมูลชุดนี้เป็น “กลางๆ ค่อนไปทาง Bearish เล็กน้อย” สำหรับคริปโตระยะสั้น แต่ภาพใหญ่ยังต้องรอดูข้อมูลเศรษฐกิจชุดอื่นประกอบก่อนนะครับ

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/01/us-ism-manufacturing-pmi-below-forecast-bearish-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FrrEl-RUb4dFL62rKViXM

  • กสิกรฯ คาดแนวต้าน SET วีคหน้า 1,535 จุด จับตาครม.เศรษฐกิจนัดแรก-เงินเฟ้อไทย-งบบจ. Q1/69-Fund FLOW : อินโฟเควสท์

    กสิกรฯ คาดแนวต้าน SET วีคหน้า 1,535 จุด จับตาครม.เศรษฐกิจนัดแรก-เงินเฟ้อไทย-งบบจ. Q1/69-Fund FLOW : อินโฟเควสท์

    บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า สัปดาห์ถัดไป (4-8 พ.ค. 2569) ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,470 และ 1,460 จุด

    ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,510 และ 1,535 จุด ตามลำดับ

    โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมครม. เศรษฐกิจนัดแรก ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ของไทย ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบจ.ไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ

    ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่เดือนมี.ค. ดัชนี ISM และ PMI ภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนเม.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมี.ค. ของยูโรโซน ตลอดจนดัชนี PMI ภาคการบริการเดือนเม.ย. ของจีน ญี่ปุ่นและยูโรโซน

    ในวันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,493.69 จุด เพิ่มขึ้น 2.58% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน

    ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,321.23 ล้านบาท ลดลง 1.76% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.24% มาปิดที่ระดับ 214.57 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589527&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V_v4FHtMKCYauCkQhEuOU

  • อว.-ก.แรงงาน ผนึกจุฬาฯ พลิกสยามสแควร์เป็นเวทีแห่งโอกาส ยกระดับแรงงานไทยสู่ทุนมนุษย์คุณภาพ ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจรายได้สูง

    อว.-ก.แรงงาน ผนึกจุฬาฯ พลิกสยามสแควร์เป็นเวทีแห่งโอกาส ยกระดับแรงงานไทยสู่ทุนมนุษย์คุณภาพ ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจรายได้สูง

    อว.-ก.แรงงาน ผนึกจุฬาฯ พลิกสยามสแควร์เป็นเวทีแห่งโอกาส ยกระดับแรงงานไทยสู่ทุนมนุษย์คุณภาพ ขับเคลื่อนประเทศฝ่าวิกฤต AI-ค่าครองชีพ สู่เศรษฐกิจรายได้สูง

    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดงาน “Siam Square Walking Street For All : จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง ปีที่ 2” ร่วมกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนิสิตนักศึกษา เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ เวทีกิจกรรม บริเวณ Siam Square Walking Street

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านมุมมองจากคำว่า “แรงงาน” สู่การยกระดับเป็น “การบริหารจัดการทุนมนุษย์” อย่างเต็มรูปแบบ เพราะคนไทยทุกคนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ เราจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากเชิงรับเป็นเชิงรุก เพื่อโอบรับและดูแลคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เยาวชนที่ต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียน ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ยังเปี่ยมด้วยศักยภาพ

    รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสีเขียว เราต้องเร่งเสริมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกันให้ทุนมนุษย์ เพื่อรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภารกิจนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่นำองค์ความรู้ลงสู่ชุมชน ช่วยยกระดับสังคมและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ร่วมพัฒนาท้องถิ่น พร้อมพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจรายได้สูงอย่างยั่งยืน

    “ขอส่งกำลังใจและความชื่นชมอย่างสุดซึ้งไปยังพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคน เพราะพวกคุณคือกลไกและหัวใจสำคัญที่สุดในการผลักดันเศรษฐกิจและสร้างอนาคตของประเทศไทยอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปิดท้าย

    ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันแรงงานแห่งชาติสะท้อนบทบาทสำคัญของแรงงานต่อเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตพลังงานและเทคโนโลยี AI การ Upskill และ Reskill จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานให้ทันการเปลี่ยนแปลง โดยภาครัฐมุ่งพัฒนาทุนมนุษย์ เสริมทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างความมั่นคงและขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

    ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า งานวันนี้คือพลังของ “แรง” ที่ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนของประเทศ การเชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษากับแรงงาน คือหัวใจของการสร้างคนคุณภาพ นิสิตต้องเข้าใจชีวิตแรงงานจากการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อหล่อหลอมจิตสำนึกแห่งการรับใช้สังคม

    “ขอให้พี่น้องแรงงานภาคภูมิใจในพลังของตนเอง เพราะ “Labor is Power” คือพลังหลักของการพัฒนาประเทศ การยกระดับพื้นที่สยามสแควร์เป็น “Thai Labor Square” สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทย“ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

    ภายในงาน “Siam Square Walking Street For All : จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง ปีที่ 2” มีการให้บริการตรวจสุขภาพอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งการเจาะเลือด ตรวจสุขภาพช่องปาก และการคัดกรองความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ พร้อมให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพ รวมถึงบริการดูแลสุขภาพจิตผ่านการประเมินและให้คำปรึกษาเรื่องความเครียด ควบคู่กับการให้คำปรึกษาด้านสิทธิแรงงาน สวัสดิการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาทักษะอาชีพที่จำเป็น และกิจกรรมสร้างความสุขและความบันเทิงบนเวที เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานอย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/1LQlzgfbg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mOS5d76KIre0KsdpIYCkj

  • ปี 69 หมดหวังขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เปิดสถิติ 10 ปีขึ้นแค่ 100 บาท

    ปี 69 หมดหวังขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เปิดสถิติ 10 ปีขึ้นแค่ 100 บาท

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vpd8vSLQ6jun9EVoRf2-Z

  • อย่าหลงเชื่อ!!! ลงทะเบียนคนละครึ่ง พลัส 2 พ.ค. 69 เป็นข่าวปลอม

    อย่าหลงเชื่อ!!! ลงทะเบียนคนละครึ่ง พลัส 2 พ.ค. 69 เป็นข่าวปลอม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw117mGrlfJxV6xEUNrIJNrr

  • ตัวเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจแย้มโฉมหน้า

    ตัวเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจแย้มโฉมหน้า

    ภาพดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ มฤตยูจร (0)-เดินในราศีพฤษภ ระหว่าง 8 ก.ค.65-18 ก.ค.72 พฤหัสบดีจร (5)-เดินในราศีกรกฎ ระหว่าง 1 มิ.ย.-19 ต.ค.69

    ระยะเวลาเจ็ดปีที่มฤตยูจร (0) ซึ่งหนึ่งในความหมายทางโหรคือการปฏิวัติใหญ่ล้มล้างสิ่งเก่าไม่เลือกหน้าเพื่อสถาปนาสิ่งใหม่ เข้าเดินในราศีพฤษภ ซึ่งเป็นดินแดนของเศรษฐกิจทำมาหาได้ของเมืองรัตนโกสินทร์ ที่ลัคนาสถิตราศีเมษระหว่างกรกฎาคม 2565-กรกฎาคม 2572 เป็นระยะเจ็ดปีนั้น คือการบีบให้เมืองปฏิวัติใหญ่เศรษฐกิจ

    จึงหากเมืองเริ่มอึดอัดจะต้องกล้าปฏิวัติเศรษฐกิจของชาติ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงแบบกิ๊กก๊อก หรือทำอะไรเดิมๆ เหมือนที่ทำมาก่อนกรกฎาคม 2565 เพราะมฤตยูไม่ชอบของเก่า

       แต่ดาวดวงนี้จะสะสมพลังของการเปลี่ยนแปลง พอได้ที่แล้วจะระเบิดใส่หน้า กวาดสิ่งเก่าราบเรียบ เพื่อสถาปนาสิ่งใหม่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งสำนวนแนวนี้โหรยอดธง ทับทิวไม้ ผู้ล่วงลับเคยพรรณนาไว้ในหนังสือชื่อ “โหราศาสตร์ เศรษฐกิจและการเมือง”

      มฤตยูจรเดินในราศีพฤษภรอบนี้ โลกของเราที่ลัคนาสถิตราศีเมษที่เดียวกับเมืองรัตนโกสินทร์ยังถูกเขย่าเรื่องเศรษฐกิจชวนตาค้าง

    ขนาดโอเปกว่าแน่ มั่นคง คุมทิศทางและกำหนดราคาพลังงานโลกมานานกว่าหกสิบปี ยังแตกดังโพละ เมื่อยูเออีถอนตัวจากกลุ่ม

        พอกรกฎาคม 2572 เรายืนอยู่บนโลก ผู้เขียนเชื่อว่าอันดับเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในโลกคงเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหลักใหญ่ไม่รู้ว่าจีนจะแซงสหรัฐหรือไม่ เพราะดวงเมืองจีนที่ลัคนาสถิตมังกรกำลังแกร่งมาก

       ส่วนเมืองของพวกเราที่เป้าหมายรวมเศรษฐกิจรอบนี้ต้องปฏิวัติกันใหญ่ เพราะอะไรๆ มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ในระดับรัฐมนตรีต้องไลฟ์สดขายทุเรียน หวังเป้าหมายคือเมืองจะหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางที่ติดมาแล้วกว่าสามสิบปีไปสูงนั้น

    เมืองจำเป็นจะต้องมีตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญคือ โครงการลงทุนทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศที่ผู้เขียนเคยทำนายไว้ว่าน่าจะได้เห็น (เค้าลางรูปร่างหน้าตา) ระหว่างมิถุนายน-19 ตุลาคม 2569 เป็นจังหวะแรก

       ประกอบกับดวงชะตาอีกเกณฑ์หนึ่งแทรกเข้ามาคือ เมืองมีเกณฑ์เปลี่ยนใหญ่ในแผ่นดินที่จะเริ่มตั้งแต่ปลายพฤศจิกายน 2569 ไปอีกสิบแปดเดือนถึงมิถุนายน 2571 ผู้เขียนเคยคิดว่าโครงการช่วยเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจเมืองน่าจะเป็นโครงการเมืองหลวงแห่งที่สอง

       หรือไม่ก็อาจจะมีการนำก๊าซธรรมชาติในทะเลแบ่งกับกัมพูชาขึ้นมาใช้

    แต่พอเกิดสงครามอิสราเอลร่วมกับสหรัฐอเมริการบกับอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา จนกระทบราคาพลังงานไปทั่ว แถมอินโดนีเซียอยากจะให้เก็บค่าผ่านทางเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกา พลันโครงการแลนด์บริดจ์และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ก็โผล่ขึ้นมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

      จับตาดูว่าระหว่างรอบแรกมิถุนายน-19 ตุลาคม 2569 ที่ดวงชะตาเมืองเอื้อต่อการเกิดของโครงการลงทุนขนาดมหึมาดังที่บอก (พฤหัสบดีจร 5 เดินในราศีกรกฎทับพระจันทร์ดวงเดิม ๒ และถึงพระพุธ ๔-พระศุกร์ ๖ และพระราหู ๘ ดวงเดิมที่สถิตราศีมีน) อะไรจะเกิดกับโครงการนี้

    เพราะในอดีตดวงดาวของเมืองเอื้อ (มฤตยูจร 0 เดินในราศีพฤษภ) แต่โครงการเคยพับฐานไปในสมัยรัชกาลที่สี่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่อังกฤษจะมาขุดคลองกระ หรือคอคอดกระ หรือกิ่วกระ ส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรมลายู อยู่ในเขตบ้านทับหลี ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง กับอำเภอสวี จังหวัดชุมพร แบบเดียวกับขุดคลองสุเอซแต่ระดมทุนไม่ได้

       ดูสิว่าโครงการนี้-พ.ศ.นี้-มฤตยูมารอบนี้ถึงกลางกรกฎาคม 2572 จะตีฝ่ากระแสคัดค้านเกิดได้หรือไม่ โดยรอบแรกคือระหว่าง 1 มิถุนายน-19 ตุลาคม 2569

       เนื่องจากการจะทำอะไรใหม่ๆ ในเมืองรัตนโกสินทร์ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเต็มไปหมด และสมัยนี้ทุกคนก็มีโทรศัพท์มือถือในมือแสดงทัศนะได้ด้วยกันทั้งหมด

         อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านนั่นเล่าหากได้รับผลกระทบคงจะไม่ยอมให้โครงการเกิดได้ง่ายๆ ด้วยวิธีการสารพัด

        ผู้เขียนจำได้ดีขณะเริ่มทำข่าวใหม่ๆ ตั้งแต่ประมาณปี 2521 เคยร่วมคัดค้านโครงการก่อสร้างสนามบินหนองงูเห่าด้วยเหตุผลสารพัดด้านสิ่งแวดล้อมและความเหมาะสม

         ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปในที่สุดประเทศก็ต้องสร้างสนามบินแห่งที่สอง หรือหนองงูเห่า เพิ่มจากสนามบินแห่งที่หนึ่งคือดอนเมือง

    แต่เป็นการก่อสร้างที่ล่าช้า เสียโอกาส แถมค่าก่อสร้างก็เพิ่มมหึมา

        และคิดไปคิดมาก็ตาสว่างโร่ว่า ผู้เขียนเองได้ร่วมเสียค่าโง่ด้วย เพราะเพื่อนบ้านบางประเทศไม่ต้องการให้สนามบินหนองงูเห่าเกิดแข่งกับสนามบินของเขา เพียงแต่ไม่มีหลักฐานไปโจมตีว่าทำอะไรไปบ้างเพื่อไม่ให้โครงการเกิด หรือเกิดก็ล่าช้า

      จึงโครงการแลนด์บริดจ์และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้นี้ ก็รอดูว่าจะเกิดได้หรือไม่

       และถ้าไม่เกิดจะมีโครงการอะไรจะช่วยเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจให้เมืองกลางปี 2572.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/989394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13zRYvpAnM-VyUDpTSUsDT

  • พรรคเศรษฐกิจ ปัดไล่ “ศุภจี” แค่เสนอทางออก แก้ปัญหาทุเรียนไทย

    พรรคเศรษฐกิจ ปัดไล่ “ศุภจี” แค่เสนอทางออก แก้ปัญหาทุเรียนไทย

    พรรคเศรษฐกิจ ปัดไล่ “ศุภจี” แค่เสนอทางออก แก้ปัญหาทุเรียนไทย

    พรรคเศรษฐกิจ ปัดไล่ “ศุภจี” แค่เสนอทางออก แก้ปัญหาทุเรียนไทย

    1 พ.ค. 2569 พรรคเศรษฐกิจ ออกแถลงการณ์เสริมสร้างความเข้าใจต่อกรณีถ้อยคำแถลงของ นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ ที่มีต่อการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการไล่คุณศุภจีแต่เป็นการเสนอแนะเชิงนโยบายด้วยความปรารถนาดี เพื่อให้รัฐมนตรีสามารถแก้ปัญหาทุเรียนไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จในระดับโครงสร้าง
     

    ​จากประเด็นที่มีการพูดถึงในวงกว้างเกี่ยวกับข้อเสนอของพรรคเศรษฐกิจต่อ คุณศุภจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นั้น ทางพรรคเศรษฐกิจขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนในเจตนารมณ์และบริบทของการสื่อสาร ดังนี้
     

    ​นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ทางพรรคมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ราคาทุเรียนที่อาจได้รับผลกระทบจากผลผลิตส่วนเกินกว่า 2 ล้านตันในปีนี้ ซึ่งพรรคเล็งเห็นว่าการที่รัฐมนตรีลงมาช่วยไลฟ์สดขายผลผลิตนั้นเป็นความตั้งใจที่ดี อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่จะช่วยเกษตรกรได้ในวงกว้างและยั่งยืนกว่า คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎระเบียบ

    “เราอยากสนับสนุนให้ท่านรัฐมนตรีประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาทุเรียนอย่างแท้จริง” นายคริสระบุ “ปัจจุบันมีใบอนุญาตถึง 14 ใบจาก 5 หน่วยงานที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก หากท่านรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจที่มีเร่งรัดและลดขั้นตอนเหล่านี้ได้ จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทำให้ประชาชนยอมรับและศรัทธาในฝีมือการบริหารงานของท่านอย่างยิ่ง”

    ​พรรคเศรษฐกิจขอนำเสนอประเด็นสำคัญเพื่อเป็นทางออกร่วมกัน ดังนี้ :

    1.​เน้นความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง: พรรคยืนยันว่าการแถลงข่าวไม่ได้มีเจตนาขับไล่ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากแก้ปัญหาที่โครงสร้างใบอนุญาตได้ รัฐมนตรีจะสามารถรักษาเสถียรภาพในตำแหน่งและได้รับเสียงชื่นชมจากผลงานที่จับต้องได้จริง

    2.​ชูโมเดลลดขั้นตอนราชการ : พรรคเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหอกในการบูรณาการใบอนุญาต 14 ใบ และหลักสูตรอบรมที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้เพิ่มจำนวนผู้ส่งออกที่ปัจจุบันมีประมาณ 200-300 ราย เพื่อให้เพิ่มจำนวนผู้ผู้ประกอบการให้ทุเรียนส่วนเกินสามารถระบายสู่ตลาดต่างประเทศได้ทันท่วงทียิ่งขึ้น 

    3.​ขอบคุณสื่อมวลชนที่เป็นสะพานข้อมูล : พรรคขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจและนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายของพรรคมาโดยตลอด เพื่อความครบถ้วนของเนื้อหา พรรคจึงได้แนบคำถอดถ้อยคำ (Transcript) ฉบับจริงและวิดีโอประกอบ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการส่งออกทุเรียนไทย ทางเพจ Facebook ของพรรคเศรษฐกิจ 

    ​พรรคเศรษฐกิจ ยืนยันที่จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากของไทยเข้มแข็ง ลดอุปสรรคทางราชการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เกษตรกรไทยในเวทีโลก

    พรรคเศรษฐกิจ ปัดไล่ “ศุภจี” แค่เสนอทางออก แก้ปัญหาทุเรียนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/616620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R6a7OqGiih9DmAslnFlfS

  • ‘พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ กางแผน 700 วัน นำเอกชนสู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

    ‘พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ กางแผน 700 วัน นำเอกชนสู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัจจัยรุมเร้า ทั้งสงครามการค้า ปัญหาราคาน้ำมัน และวิกฤติขีดความสามารถทางการแข่งขัน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ผู้บริหารหญิงจากอาณาจักร IRC กำลังถูกจับตามองในฐานะ “ฮีโร่” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อนำพาภาคอุตสาหกรรมให้รอดพ้นจากวิกฤติ โดยเธอกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็น “ผู้หญิงคนแรก” ที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.

    จากแผนยุทธศาสตร์ สู่”700 วันแห่งการลงมือทำ”

    นางพิมพ์ใจ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากวาระที่ผ่านมาคือช่วงเวลาของการวาง “Strategic Policy” หรือนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ วาระต่อจากนี้ภายใต้การนำของเธอจะเป็นวาระแห่ง “Action Agenda” หรือการเน้นการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเธอได้กำหนดกรอบเวลาการทำงานไว้ที่ 700 วัน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    “งานเราจะกระจายออกไปทันที และขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกคนว่าเราต้อง Action ไปด้วยกัน เพราะสภาวะอุตสาหกรรมตอนนี้ลำบากกันหมด ถ้าใครบอกไม่ลำบากคือโกหกจึงต้องทำงานเชิงรุก” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    ตั้ง “หน่วยคอมมานโด” ปกป้องอุตสาหกรรมไทย

    หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่นางพิมพ์ใจนำเสนอคือ การแก้ไขปัญหาที่สินค้าต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เข้ามาทุ่มตลาดจนกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยมีแผนจัดตั้ง “สายงานพิเศษ” ที่เปรียบเสมือน “หน่วยคอมมานโด” เพื่อคุ้มครองและพิทักษ์อุตสาหกรรมไทย

    หน่วยงานนี้จะดึงมือดีจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ยานยนต์ และยาง เพื่อเข้ามาดูแลเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (TBT) และการผลักดันโครงการ Made in Thailand (MIT) ให้เติบโตอย่างแท้จริง หลังจากที่ก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าวอาจยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก

    ยกระดับ SME ด้วยเทคโนโลยี AI และการอัพสกิล

    นางพิมพ์ใจ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยมองว่า AI (Artificial Intelligence) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เตรียมดึงทีมผู้เชี่ยวชาญระดับดอกเตอร์และผู้จบจากสถาบันชั้นนำอย่าง MIT มาช่วยวางระบบและเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ทั่วโลกเพื่อช่วยสมาชิก ส.อ.ท. นอกจากนี้ยังมีนโยบายการ “อัพสกิล” แรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

    สร้างเอกภาพ “อ่อนนอกแข็งใน” ผนึกกำลังภาครัฐ

    สไตล์การทำงานของนางพิมพ์ใจ ถูกนิยามว่าเป็นแบบ “อ่อนนอกแข็งใน” คือมีความยืดหยุ่นในการเจรจาแต่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม, เธอเน้นการสร้าง “Unity” หรือความสามัคคี ภายในสภาอุตสาหกรรมฯ ให้เป็นหนึ่งเดียว

    ในส่วนของการทำงานร่วมกับภาครัฐ จะมีนโยบายที่จะทำงานคู่ขนานกับ กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายคือการกำจัดกฎระเบียบที่ไม่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ซับซ้อนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

    บทพิสูจน์จากผลงานในอดีต

    ความเชื่อมั่นที่สมาชิกมีต่อนางพิมพ์ใจ ส่วนหนึ่งมาจากผลงานสำคัญในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการประสานงานเพื่อจัดหา “วัคซีน” ให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

    ภายใต้บริบทดังกล่าว นางพิมพ์ใจ ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายในวาระปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” เพื่อวางรากฐานการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้

    I1 : Intelligent Industry ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยการใช้ AI & Automation เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และก้าวสู่ Smart Factory & Smart OEM การขับเคลื่อนในมิตินี้มุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตได้จริง โดยเริ่มจากการประเมินศักยภาพของสถานประกอบการ เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของแต่ละโรงงาน

    โดยจะมีการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น AI & Automation Transition Loan สำหรับสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ 

    ในเชิงปฏิบัติ จะเน้นการนำระบบ Digital Technology, Artificial Intelligence (AI), Automation, Robotics และ Data Analytics มาใช้ โดยเฉพาะแนวทาง Data-driven Manufacturing เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตแบบ Real-time การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดความสูญเสีย และยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของโรงงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม

    I2 : Innovation & Creative Industry สร้างความแตกต่าง พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยจากรับจ้างผลิต (OEM) สู่การสร้างแบรนด์เพิ่มมูลค่า (Brand & IP) นโยบายนี้มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากรูปแบบที่พึ่งพาการผลิตตามคำสั่งซื้อ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน Innovation และ Creativity โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นเครื่องมือสำคัญโดยแนวทางหลักคือการผลักดันแนวคิด “อุตสาหกรรมกำหนดโจทย์งานวิจัย” (Industry-driven R&D) เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้

    การดำเนินงานจะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และแหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในลักษณะ Agenda-based Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ 

    ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพใหม่ อาทิ Health & Wellness และอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าและขยายตลาดในอนาคต

    I3 : International Alliance & Network ใช้ความเป็นกลางของไทย สร้างโอกาสเป็น Global Supply Chain HUB เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่

    นโยบายนี้มุ่งใช้จุดแข็งของประเทศไทยในด้าน ความเป็นกลาง ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) และเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Advantage) เพื่อสร้างบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

    การดำเนินงานจะมุ่งสร้าง Strategic Alliance กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ พร้อมกันนี้ จะพัฒนาการเชื่อมโยง Supply Chain Integration ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้า (Regional Industry HUB) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในด้านตลาด จะดำเนินนโยบายเชิงรุกด้าน Market Penetration Enhancement โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจข้ามประเทศ

    I4 : Industrial Infrastructure Reform ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมไทย ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับสู่เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมหลายมิติสำคัญ

    ในด้านพลังงาน จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานต้นทุนเหมาะสม โดยเฉพาะ Direct PPA และ Green & Clean Energy เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

    ในด้านกฎหมาย จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ผ่านแนวทาง Regulatory Guillotine และ Omnibus Law

    ในด้านการค้า จะพัฒนามาตรการปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วย Trade Remedy Early Warning System เฝ้าระวังการทุ่มตลาดล่วงหน้าด้วย AI และเร่งรัดการดำเนินมาตรการ AD/CVD/SG อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในเชิงรุก จะผลักดันนโยบาย MiT Plus (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทย และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเน้น Upskill / Reskill, การทำงานร่วมกับ AI & Robotics, และการดึงดูด Global Talents เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทย

    I5 : Inclusive & Sustainable Growth ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน โดยผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

    ในระดับอุตสาหกรรม จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    ในระดับองค์กร จะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลและโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย (Modernized Database & Organization) เพื่อสนับสนุนสมาชิกได้อย่างตรงเป้าหมาย

    ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือภายในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืนในภาพรวม

    “แนวทาง 5I เป็นกรอบนโยบายที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

    การก้าวขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท.ของ “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวผู้นำตามวาระ แต่เป็นการประกาศความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยที่จะก้าวผ่านวิกฤติด้วยความรู้ เทคโนโลยี และความเป็นเอกภาพ ภายใต้การนำของผู้บริหารหญิงที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์จากการ “ทำจริง” ใน 700 วันต่อจากนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cd7fpGeDXaZdYA4Pphcsz

  • เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,197 ระหว่างวันที่ 3-6 พ.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” ในปี 2569 กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่อันตรายอย่างยิ่ง เมื่อ “ปัจจัยลบ” จากภายนอกอย่าง สงครามตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือน หลังเหตุการณ์เกิด 28 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มแปรสภาพเป็น “สึนามิเศรษฐกิจ” ที่ซัดถล่มโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง ล่าสุด กระทรวงการคลัง โดย วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ต้องจำใจหั่นประมาณการจีดีพี ปีนี้ลงเหลือเพียง 1.6% ซึ่งเป็นการยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยกำลังโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นอย่างมาก โดยมีเงาของเงินเฟ้อที่ระดับ 3% คอยตามหลอกหลอนจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งทะยาน

    *** หันไปมองที่ “ภาคแรงงาน” และ “ปากท้องประชาชน” สถานการณ์เข้าขั้น “โคม่า” ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดย ธนวรรธน์ พลวิชัย เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า แรงงานไทย 98% แบกหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละเกือบ 5 แสนบาท และที่น่าเศร้าคือ ส่วนใหญ่เป็นการกู้มาเพื่อ “ประทังชีวิต” และ “จ่ายหนี้เก่า” ไม่ใช่การกู้เพื่อสร้างรายได้ใหม่ เมื่อรายได้ไม่พอกับค่าครองชีพที่แพงขึ้นทุกหย่อมหญ้า การใช้จ่ายจึงหยุดชะงัก สะท้อนผ่านเม็ดเงินที่ “ติดลบ” ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เป็นสัญญาณชัดเจนว่ากำลังซื้อภายในประเทศพังทลายลงแล้ว

    *** ฟากภาคอุตสาหกรรม เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงว่า โรงงานไทยกำลังทยอยปิดตัวลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ อุตสาหกรรมแปรรูปที่สู้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบไม่ไหว ซ้ำร้ายยังต้องรับศึกหนักจาก “สินค้าจีน” ที่แห่ทะลักเข้ามาดัมพ์ราคาแย่งตลาดในอาเซียนและไทยแบบไร้ทางสู้ ขณะที่อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว ที่เคยเป็นความหวังเดียว ก็กำลังถูกบีบด้วยต้นทุน น้ำมันอากาศยาน ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า จนการบินไทยต้องตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนเพื่อลดภาวะขาดทุน

    *** เสียงสะท้อนจาก แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ย้ำชัดว่า ไทยต้องการ “Quick Big Change” หรือ การผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรม หรือการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ มิเช่นนั้นเราจะเห็นการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้

    *** ท้ายที่สุด สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่ “ยาแรง” จากรัฐบาล ทั้งมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (แจกเงิน 4,000 บาท รัฐ 60 ประชาชน 40) ที่หวังจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบกว่า 2 แสนล้านบาท แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเพียงการ “ต่อลมหายใจ” ชั่วคราวในช่วง 4 เดือน แต่ในนาทีที่ “เศรษฐกิจไทย” กำลังถูกพิษสงครามเล่นงานแบบนี้ ยาชนิดไหนที่ช่วยประคองให้จีดีพีไม่ดิ่งลงเหวไปมากกว่านี้…ก็คงต้องรีบคว้าไว้ก่อน 

                                        กอบบุญ ศรีชัย

    *** ปรบมือดังๆ ให้กับ “ผู้บริหารหญิง” ที่มีผลงานโดดเด่นระดับแถวหน้าของไทย จนได้รับคัดเลือกโดยผลสำรวจของ  FinanceAsia ที่มาจากการเสนอชื่อโดยกลุ่มนักลงทุนและนักวิเคราะห์ทางการเงินที่มีอิทธิพลในเอเชีย ประเมินจากผลงานและผลการดำเนินงานของบริษัท ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มอบรางวัล Woman’s Leader ให้  3 ผู้บริหารที่มีบทบาทในตลาดทุนและอุตสาหกรรมการเงินในเอเชีย ระดับ Gold ได้แก่ “มุกดา ไพรัชเวทย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา,  Silver “กอบบุญ ศรีชัย” ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ บริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก และ Bronze “จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (CEO) WHA

                                 เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    ปิดท้ายปฏิทินข่าว… จังหวัดชลบุรี ร่วมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF จัดงาน “คาราวาน CPF ลดค่าครองชีพประชาชน” ขนทัพสินค้าคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน สอดรับนโยบายภาครัฐ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างวันที่ 4–8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/658064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EHeFJVb2Ntr1zqUJkl8PI