หน่วยงานนี้จะดึงมือดีจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ยานยนต์ และยาง เพื่อเข้ามาดูแลเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (TBT) และการผลักดันโครงการ Made in Thailand (MIT) ให้เติบโตอย่างแท้จริง หลังจากที่ก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าวอาจยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก
ยกระดับ SME ด้วยเทคโนโลยี AI และการอัพสกิล
นางพิมพ์ใจ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยมองว่า AI (Artificial Intelligence) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เตรียมดึงทีมผู้เชี่ยวชาญระดับดอกเตอร์และผู้จบจากสถาบันชั้นนำอย่าง MIT มาช่วยวางระบบและเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ทั่วโลกเพื่อช่วยสมาชิก ส.อ.ท. นอกจากนี้ยังมีนโยบายการ “อัพสกิล” แรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน
สร้างเอกภาพ “อ่อนนอกแข็งใน” ผนึกกำลังภาครัฐ
สไตล์การทำงานของนางพิมพ์ใจ ถูกนิยามว่าเป็นแบบ “อ่อนนอกแข็งใน” คือมีความยืดหยุ่นในการเจรจาแต่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม, เธอเน้นการสร้าง “Unity” หรือความสามัคคี ภายในสภาอุตสาหกรรมฯ ให้เป็นหนึ่งเดียว
ในส่วนของการทำงานร่วมกับภาครัฐ จะมีนโยบายที่จะทำงานคู่ขนานกับ กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายคือการกำจัดกฎระเบียบที่ไม่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ซับซ้อนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
บทพิสูจน์จากผลงานในอดีต
ความเชื่อมั่นที่สมาชิกมีต่อนางพิมพ์ใจ ส่วนหนึ่งมาจากผลงานสำคัญในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการประสานงานเพื่อจัดหา “วัคซีน” ให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ภายใต้บริบทดังกล่าว นางพิมพ์ใจ ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายในวาระปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” เพื่อวางรากฐานการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
I1 : Intelligent Industry ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยการใช้ AI & Automation เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และก้าวสู่ Smart Factory & Smart OEM การขับเคลื่อนในมิตินี้มุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตได้จริง โดยเริ่มจากการประเมินศักยภาพของสถานประกอบการ เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของแต่ละโรงงาน
โดยจะมีการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น AI & Automation Transition Loan สำหรับสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ
ในเชิงปฏิบัติ จะเน้นการนำระบบ Digital Technology, Artificial Intelligence (AI), Automation, Robotics และ Data Analytics มาใช้ โดยเฉพาะแนวทาง Data-driven Manufacturing เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตแบบ Real-time การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดความสูญเสีย และยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของโรงงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม
I2 : Innovation & Creative Industry สร้างความแตกต่าง พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยจากรับจ้างผลิต (OEM) สู่การสร้างแบรนด์เพิ่มมูลค่า (Brand & IP) นโยบายนี้มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากรูปแบบที่พึ่งพาการผลิตตามคำสั่งซื้อ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน Innovation และ Creativity โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นเครื่องมือสำคัญโดยแนวทางหลักคือการผลักดันแนวคิด “อุตสาหกรรมกำหนดโจทย์งานวิจัย” (Industry-driven R&D) เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้
การดำเนินงานจะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และแหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในลักษณะ Agenda-based Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพใหม่ อาทิ Health & Wellness และอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าและขยายตลาดในอนาคต
I3 : International Alliance & Network ใช้ความเป็นกลางของไทย สร้างโอกาสเป็น Global Supply Chain HUB เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่
นโยบายนี้มุ่งใช้จุดแข็งของประเทศไทยในด้าน ความเป็นกลาง ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) และเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Advantage) เพื่อสร้างบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
การดำเนินงานจะมุ่งสร้าง Strategic Alliance กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ พร้อมกันนี้ จะพัฒนาการเชื่อมโยง Supply Chain Integration ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้า (Regional Industry HUB) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านตลาด จะดำเนินนโยบายเชิงรุกด้าน Market Penetration Enhancement โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจข้ามประเทศ
I4 : Industrial Infrastructure Reform ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมไทย ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับสู่เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมหลายมิติสำคัญ
ในด้านพลังงาน จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานต้นทุนเหมาะสม โดยเฉพาะ Direct PPA และ Green & Clean Energy เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ
ในด้านกฎหมาย จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ผ่านแนวทาง Regulatory Guillotine และ Omnibus Law
ในด้านการค้า จะพัฒนามาตรการปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วย Trade Remedy Early Warning System เฝ้าระวังการทุ่มตลาดล่วงหน้าด้วย AI และเร่งรัดการดำเนินมาตรการ AD/CVD/SG อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเชิงรุก จะผลักดันนโยบาย MiT Plus (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทย และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเน้น Upskill / Reskill, การทำงานร่วมกับ AI & Robotics, และการดึงดูด Global Talents เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทย
I5 : Inclusive & Sustainable Growth ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน โดยผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
ในระดับอุตสาหกรรม จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในระดับองค์กร จะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลและโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย (Modernized Database & Organization) เพื่อสนับสนุนสมาชิกได้อย่างตรงเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือภายในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืนในภาพรวม
“แนวทาง 5I เป็นกรอบนโยบายที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”
การก้าวขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท.ของ “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวผู้นำตามวาระ แต่เป็นการประกาศความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยที่จะก้าวผ่านวิกฤติด้วยความรู้ เทคโนโลยี และความเป็นเอกภาพ ภายใต้การนำของผู้บริหารหญิงที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์จากการ “ทำจริง” ใน 700 วันต่อจากนี้