Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 09.45 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665070&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23F3PnPuhf_RmG82yKdO9D

  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นสามเดือนต่อเนื่อง ขานรับส่งออกแกร่ง-แผนลงทุนในประเทศ : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นสามเดือนต่อเนื่อง ขานรับส่งออกแกร่ง-แผนลงทุนในประเทศ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยในวันนี้ (28 ก.ค.) ว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกันในเดือนก.ค. โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง และแผนการลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศ

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCSI) อยู่ที่ระดับ 106.8 ในเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 0.2 จุดจากเดือนมิ.ย.

    ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สามนับตั้งแต่เดือนพ.ค. และอยู่เหนือระดับ 100 ตลอดช่วงสามเดือนดังกล่าว โดยดัชนีที่สูงกว่า 100 บ่งชี้ว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองลบ

    สำหรับดัชนีย่อยนั้น ดัชนีภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 84 ในเดือนก.ค. ลดลง 2 จุดจากเดือนก่อน ขณะที่ดัชนีคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตอยู่ที่ 92 ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน

    ธนาคารกลางระบุว่า แม้ว่าเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและตลาดหุ้นมีความผันผวน แต่การส่งออกที่แข็งแกร่งโดยได้แรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมชิป รวมถึงแผนการลงทุนขนานใหญ่ในประเทศ และความคาดหวังว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น ได้ช่วยผลักดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน

    ก่อนหน้านี้ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics Co.) และเอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix Inc.) ได้ประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำ และรองรับความต้องการที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    โดย ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/622716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CghkZnNFDjlrAIupPseuG

  • ศึกประธาน กสทช. กระทบงานกำกับโทรคมนาคม-เศรษฐกิจดิจิทัล

    ศึกประธาน กสทช. กระทบงานกำกับโทรคมนาคม-เศรษฐกิจดิจิทัล

    ศึกคุณสมบัติ ‘ประธาน กสทช.’ ลามสู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจดิจิทัล นักวิชาการจี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

    ความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังขยายวงจากข้อถกเถียงทางกฎหมาย ไปสู่ประเด็นที่อาจกระทบต่อการกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ หลังคณะกรรมการสรรหามีมติวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ขณะที่เจ้าตัวยืนยันยังไม่พ้นจากตำแหน่ง และเตรียมใช้สิทธิฟ้องศาลปกครอง

    ล่าสุด รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ออกมาเรียกร้องให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. โดยเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหามีมติชัดเจนแล้วว่าขาดคุณสมบัติ จึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือใช้อำนาจในฐานะประธาน กสทช. ต่อไป

    ชี้กฎหมายกำหนดชัด ต้องทำงานเต็มเวลา

    รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า กฎหมายกำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และต้องลาออกจากการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพอื่นภายใน 15 วัน โดยไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นสำหรับการประกอบวิชาชีพแพทย์ไว้

    ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าไม่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าว จึงถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น และควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติหรือการตัดสินใจขององค์กร

    จี้บอร์ด 6 คนเลือกประธานใหม่ ป้องกันงานรัฐหยุดชะงัก

    นักวิเคราะห์การเมืองรายนี้ยังเห็นว่า ปัญหาคุณสมบัติของประธาน กสทช. ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรแล้ว เนื่องจากกรรมการ กสทช. เสียงข้างมากปฏิเสธเข้าร่วมประชุม ส่งผลให้หลายวาระไม่สามารถพิจารณาได้

    จึงเสนอให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือ 6 คน จัดประชุมเพื่อเลือกผู้ทำหน้าที่ประธาน กสทช. คนใหม่หรือรักษาการโดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรเดินหน้าต่อ ลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจที่รอการตัดสินใจด้านการกำกับดูแล

    ปมคุณสมบัติยังไม่สิ้นสุด ‘หมอสรณ’ เตรียมสู้คดี

    ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม เนื่องจากยังได้รับค่าตอบแทนในฐานะแพทย์รายชั่วโมงของโรงพยาบาลรามาธิบดี ระหว่างดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ

    อย่างไรก็ตาม นพ.สรณ ยืนยันว่าได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของรัฐตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง กสทช. แล้ว การปฏิบัติหน้าที่แพทย์เป็นเพียงการรักษาผู้ป่วยเฉพาะทางและทำหัตถการด้านโรคหัวใจ ไม่ใช่การดำรงตำแหน่งลูกจ้างของรัฐ อีกทั้งเห็นว่าการพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายและต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

    นอกจากนี้ ยังเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายในระยะเวลา 90 วัน เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของมติคณะกรรมการสรรหา

    มากกว่าคดีบุคคล แต่คือ “ความเสี่ยงเชิงกำกับดูแล”

    แม้ข้อพิพาทครั้งนี้จะเป็นประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง แต่ในมุมเศรษฐกิจ ผลกระทบที่น่าจับตาคือ ความต่อเนื่องขององค์กรกำกับดูแลตลาดสื่อและโทรคมนาคม ซึ่งมีอำนาจพิจารณาประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การกำกับการแข่งขัน การอนุมัติใบอนุญาต การบริหารคลื่นความถี่ ไปจนถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

    หากภาวะสุญญากาศในการบริหารยืดเยื้อ หรือการประชุมบอร์ดไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ อาจทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายและการกำกับดูแลหลายเรื่องล่าช้า กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ นักลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังอาจกลายเป็น บรรทัดฐานสำคัญในการตีความคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ว่า การประกอบวิชาชีพควบคู่กับการดำรงตำแหน่ง จะอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองในอนาคตอาจส่งผลต่อมาตรฐานการดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nbtc-chair-qualification-dispute&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xyxulON73133WrGhedy1K

  • ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่(Wood Economy) อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวอาเซียน | TOPNEWS

    ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่(Wood Economy) อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวอาเซียน | TOPNEWS

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) เสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทย เรื่องก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัสWood Economy”ซูเฉียนโมเดล“ โดยนำเสนอแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง(wood engineering)อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้(Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ” (BioEconomy) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศโดยมีเนื้อหาสาระดังนี้

    “รายงานปฏิรูปประเทศ ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัสWood Economy”ซูเฉียนโมเดล“
    โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley)

    ”…ยกระดับอุตสาหกรรมไม้ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง(wood engineering)อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้(Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ” (BioEconomy)…“

    อุตสาหกรรมไม้ไม่ใช่อุตสาหกรรมตะวันตกดิน (Sunset Industry) แต่เป็นอรุณรุ่งของเศรษฐกิจยุคใหม่ (Sunrise Industry) นโยบาย Wood Economy จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความหวัง แต่จะเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy)ทั่วโลก “อุตสาหกรรมไม้” กำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็นWood Economyบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ” (BioEconomy)ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering )

    กรณีศึกษาจากความสำเร็จของประเทศจีน โดยเฉพาะ “เมืองซูเฉียน” คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมไม้แปรรูปสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน

    1.ถอดรหัสความสำเร็จ “ซูเฉียนโมเดล” (Suqian Model) “เมืองซูเฉียน” (Suqian) ในมณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีนในอดีตเคยเป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ แต่ปัจจุบันสามารถพลิกโฉมขึ้นเป็น “เมืองหลวงแห่งแผ่นไม้แปรรูปของจีน” และฮับอุตสาหกรรมไม้ระดับโลก ด้วยมูลค่าการผลิตทางเศรษฐกิจ (Output Value) สูงถึง 60,000 ล้านหยวนต่อปี (ประมาณ 2.8 – 3 แสนล้านบาท) ภายใต้ 4 กลยุทธ์สำคัญ

    1.พื้นที่ป่าเศรษฐกิจและการจัดการต้นน้ำ ซูเฉียนบริหารจัดการพื้นที่ปลูกป่าไม้โตเร็ว (เน้นไม้ป็อปลาร์ – Poplar) ร่วมกับชุมชนกว่า 2 ล้านไร่ ทำให้อัตราการคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้ (Forest Coverage Rate) สูงกว่า 29% มั่นใจได้ว่ามีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

    2.คลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่าสูง (Value-Added Cluster)
    เมืองซูเฉียนเป็นที่ตั้งของวิสาหกิจและโรงงานแปรรูปไม้หลายพันกิจการเป็นโรงงานขนาดใหญ่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมกว่า 400 แห่งมีกำลังการผลิตแผ่นไม้วิศวกรรม (Plywood, MDF, Particle Board) รวมกันกว่า 15 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เปลี่ยนจากไม้ท่อนสู่วัสดุก่อสร้างสีเขียวและเฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะส่งออกทั่วโลก

    3.ยกระดับผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยวิศวกรรมไม้ขั้นสูง
    3.1 LVL (Laminated Veneer Lumber)ไม้โครงสร้างที่เกิดจากการนำไม้แผ่นบาง (Veneer) มาเรียงซ้อนกันในแนวขนานแล้วอัดด้วยกาวความร้อนสูง ให้ความแข็งแรงสม่ำเสมอ สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าไม้จริงตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับทำคาน เสา และโครงสร้างหลักของอาคาร

    3.2 ไม้ I-Beam (Wood I-Joists)คานวิศวกรรมที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัว I โดยใช้ไม้ LVL เป็นปีกบน-ล่างและใช้แผ่นไม้ OSB หรือไม้อัดเป็นแกนกลาง มีน้ำหนักเบาแต่รับแรงดัดได้มากช่วยประหยัดต้นทุนโครงสร้างและลดระยะเวลาการก่อสร้างได้อย่างมีนัยสำคัญ

    3.3 CLT (Cross-Laminated Timber) ไม้โครงสร้างรับแรงที่อัดประสานสลับแนวขวาง เหมาะสำหรับทำผนังและพื้นอาคารสูง

    4. ระบบห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ การบูรณาการระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วเข้ากับอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ทำให้สินค้าจากชุมชนและโรงงานกระจายสู่ตลาดโลกได้ทันที เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นมากกว่า 300,000 คน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า

    ศักยภาพอุตสาหกรรมไม้ของไทย
    อุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าปลูกอย่างยั่งยืน โดยมีแหล่งวัตถุดิบหลักในการขับเคลื่อนภาคส่วนนี้มาจากไม้ยางพาราที่หมดอายุการกรีดน้ำยาง ร่วมกับไม้โตเร็วรอบตัดฟันสั้น โดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัสและกระถินเทพา ซึ่งถูกกระจายไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปและพลังงานในหลายรูปแบบ

    เมื่อพิจารณาโครงสร้างการใช้ประโยชน์ วัตถุดิบไม้ส่วนใหญ่ถูกป้อนเข้าสู่ อุตสาหกรรมแผ่นไม้ประกอบ (Wood Composites) เป็นอันดับหนึ่ง ด้วยปริมาณสูงถึง 12 ถึง 18 ล้านตันต่อปี โดยนำไม้ยางพาราและไม้ยูคาลิปตัสมาแปรรูปเป็นแผ่นไม้ความหนาแน่นปานกลาง (MDF Board) แผ่นชิ้นไม้อัด (Particle Board) และแผ่นใยไม้อัดแข็ง (Hardboard) เพื่อรองรับตลาดส่งออกและอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ (Pulp & Paper) ก็มีความต้องการเนื้อไม้สดจากยูคาลิปตัสสูงถึง 10 ถึง 15 ล้านตันต่อปี เพื่อนำไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษพิมพ์เขียน บรรจุภัณฑ์กระดาษ และ Dissolving Pulp ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
    นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้ผลักดันให้ อุตสาหกรรมพลังงานชีวมวล (Biomass & Wood Pellets) กลายมาเป็นผู้ใช้ไม้อีกหนึ่งกลุ่มหลัก ด้วยปริมาณ 10 ถึง 15 ล้านตันต่อปี โดยเน้นการนำเศษไม้เบญจพรรณ ปลายไม้ ปีกไม้ และไม้สับ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและระบบหม้อน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับ การส่งออกชิ้นไม้สับ (Wood Chips) ปริมาณ 8 ถึง 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งใช้ไม้ยูคาลิปตัสเป็นหลักในการส่งไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน

    ส่วนที่เหลือของวัตถุดิบไม้ในประเทศจะถูกจัดสรรเข้าสู่ อุตสาหกรรมแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ และการก่อสร้าง ประมาณ 5 ถึง 8 ล้านตันต่อปี โดยมุ่งเน้นการใช้ไม้ยางพาราแปรรูปทำเครื่องเรือนและโครงสร้าง รวมถึงการใช้ไม้ยูคาลิปตัสท่อนเป็นไม้เสาเข็มและไม้ค้ำยันในงานก่อสร้าง ปิดท้ายด้วย อุตสาหกรรมถ่านและเชื้อเพลิงครัวเรือน ซึ่งใช้วัตถุดิบเศษไม้ทั่วไปและไม้ยางพาราราว 2 ถึง 3 ล้านตันต่อปี สำหรับการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) และเชื้อเพลิงแข็ง
    โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้ไทยสามารถแบ่งออกเป็น การบริโภคในประเทศ และ มูลค่าการส่งออก ซึ่งสร้างมูลค่ารวมต่อระบบเศรษฐกิจ กว่า 200,000 – 250,000 ล้านบาทต่อปี

    “3 เสาหลัก” ขับเคลื่อนนโยบาย Wood Economy
    เพื่อเปลี่ยนศักยภาพจากฐานทรัพยากรให้กลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อน 3 แนวทางหลัก ดังนี้
    1. การปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรมการก่อสร้าง
    1.1 ปลดล็อคข้อบัญญัติควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมือง เพื่อรองรับและส่งเสริมการใช้นวัตกรรมไม้แปรรูปวิศวกรรม เช่น Mass Timber (CLT, LVL และ Glulam) ในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูง
    1.2 การแก้ไขกฎหมายให้ไม้โตเร็วเศรษฐกิจ ไม้ยางพารา และยูคาลิปตัส สามารถใช้เป็น “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายและเป็นธรรม

    2. ส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไม้แปรรูปมูลค่าสูง (Deep Tech)
    2.1สนันสนุนสถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยมาเป็นแกนหลักในการวิจัย พัฒนา และทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไม้โครงสร้างวิศวกรรม (เช่น การทดสอบแรงบิด แรงกด และการทนไฟของไม้ LVL และ I-Beam)เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลรวมทั้งการร่วมมือกับต่างประเทศ

    2.2กำหนดมาตรการจูงใจและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ปรับตัวและลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตแผ่นไม้โครงสร้างวิศวกรรมชั้นสูง และวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ แทนการส่งออกวัตถุดิบดิบ

    3. บูรณาการกลไกคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Ecosystem)
    3.1 สร้างและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าเศรษฐกิจได้ง่าย

    3.2 เปิดโอกาสให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สีเขียวสามารถแปลงมูลค่าการกักเก็บคาร์บอน (เนื่องจากเนื้อไม้ทุกๆ 1 ลูกบาศก์เมตรที่นำมาสร้างตึก จะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยถึง 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (tCO2e)) ให้กลายเป็นรายได้เสริมหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการก่อสร้างของไทยที่ปัจจุบันสูงถึง 25-30%

    3 มิติWood Economyของไทย หากยุทธศาสตร์ Wood Economy นี้ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติสำคัญ
    1.มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Green Dimension)เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจทดแทนได้มากกว่า 10 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเพิ่มศักยภาพการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ของไทย

    2.มิติด้านเศรษฐกิจ (Economic Dimension) มูลค่าอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดดและปักหมุดให้ประเทศไทยเป็น “ฮับอุตสาหกรรมและนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างสีเขียวแห่งภูมิภาคอาเซียน”

    3.มิติด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำ (Social Dimension) ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยมากกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน ให้มีรายได้หมุนเวียนที่มั่นคงจากการปลูกไม้เศรษฐกิจและการเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม ช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สินเกษตรกรรมแบบเดิมได้อย่างยั่งยืน

    สะพานแห่งโอกาสความร่วมมือใหม่
    การเดินทางเยือนเมืองซูเฉียนของคณะผู้แทนจากประเทศไทยนำโดยอดีตรัฐมนตรี นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.พร้อมด้วยผู้แทนจากภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยได้หารือกับคณะผู้บริหารเมืองซูเฉียนโดยบรรลุความตกลงในการสร้างสะพานความร่วมมือระหว่างเมืองอุตสาหกรรมไม้“ซูเฉียน”ในมณฑลเจียงซูกับฝ่ายไทยเพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ของไทยด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง(wood engineering)อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้(Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ” (BioEconomy) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง2ประเทศ.”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1645187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pIeH8aAaDbvyoAWvaHTrp

  • บ้านมือหนึ่ง-มือสองแข่งเดือด ลดราคากระหน่ำเร่งระบายสต็อก

    บ้านมือหนึ่ง-มือสองแข่งเดือด ลดราคากระหน่ำเร่งระบายสต็อก

    นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ชี้ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีหลัง 2569 ยังชะลอตัว พร้อมระบุหากไม่มีมาตรการภาครัฐช่วยพยุง สถานการณ์อาจรุนแรงกว่านี้ ขณะที่ตลาดบ้านใหม่และบ้านมือสองยังเผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อจากสถาบันการเงินไม่ต่างกัน

        บ้านใหม่ลดราคา มือสองลดตาม

        บ้านมือหนึ่ง-บ้านมือสองประคองตัวจากเศรษฐกิจชะลอ กำลังซื้อหาย แบงก์ ไม่ปล่อยกู้ ครึ่งปีหลัง แข่งเดือดระบายสต็อกโครงการใหม่จัดแคมเปญลดราคาดูดลูกค้าสะเทือนบ้านมือสอง ต้องลดราคาตาม เตือนโซนอันตรายลงทุน-ซื้อบ้านต้องระวัง

        ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอ ตลาดต่อหน้าอสังหาริมทรัพย์แข่งขันรุนแรงผู้ประกอบการโครงการบ้านใหม่เร่งออกแคมเปญลด แลก แจก แถมทั้งการปรับลดราคา การสนับสนุนค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิประโยชน์ ฟรีทุกรายการเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและเร่งปิดการขาย ขณะที่ตลาดบ้านมือสองได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากผู้ซื้อเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างบ้านใหม่กับบ้านมือสองมากขึ้น

        ส่งผลให้เจ้าของบ้านและโบรกเกอร์ขายบ้านมือสองจำนวนไม่น้อย ต้องเช็กความเคลื่อนไหวของตลาดบ้านมือหนึ่ง และปรับลดราคาลงตาม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เร่งระบายสต็อกเช่นเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการบ้านใหม่เท่านั้น แต่ยังส่งแรงกดดันมายังตลาดบ้านมือสอง ซึ่งต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการกำหนดราคาให้สอดคล้องกับภาวะตลาดและกำลังซื้อที่ยังเปราะบางในปัจจุบัน

       แบงก์เข้ม บ้านใหม่บ้านมือสอง กอดคอร่วง

        นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีหลัง 2569 ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรัฐช่วยพยุง สถานการณ์อาจจะเลวร้ายกว่านี้ อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดบ้านใหม่และบ้านมือสองไม่ต่างกัน ซึ่งต่างอยู่ในภาวะประคองธุรกิจ เนื่องจากอยู่ภายใต้สถาบันการเงินแหล่งเดียวกันและเข้มงวดสินเชื่อไม่ต่างกัน

        แม้ความต้องการซื้อบ้านยังมีทั้งสองกลุ่มแต่มักถูกปฎิเสธสินเชื่อโดยระบุว่ากำลังซื้อไม่ถึงหรือรายได้ไม่เพียงพอกับการซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคานี้ ขณะเดียวกัน ตลาดทั้งสองกลุ่มต่างเร่งระบายสต็อก ใช้กลยุทธ์ลด แลก แจก แถมเช่นเดียวกัน และใช้มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และจดจำนอง เหมือนกัน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ จะต่างกันตรงที่ บ้านมือสองอาจมีสภาพที่เก่ากว่า แต่มีข้อได้เปรียบเลือกทำเลในเมืองได้ อย่างไรก็ตามภายใต้วิกฤตกำลังซื้อหาย หนี้ครัวเรือนยังสูง สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ทั้งบ้านมือหนึ่งและมือสองต้องกอดคอกันรับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        สอดคล้องกับนายประเสริฐแต่ดุลยสาธิต นายกกิติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังยังชะลอตัว ท่ามกลางสต็อกที่มีอยู่มากถึงกว่า 1.3 ล้านล้านบาทกว่า 2 แสนหน่วยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่มีปัจจัยบวกจากการต่ออายุมาตรรัฐเข้ามาสนับสนุน ขณะผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ และจัดทำแคมเปญระบายสต็อกเก่าโดยเฉพาะฟรีโอน ฟรีทุกรายการจูงใจคนซื้อบ้าน แม้จะมีมาตรการลดค่าโอนจดจำนอง สะท้อนถึงกำลังซื้อที่หายไป คนไม่กล้าตัดสินใจเพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจ ที่สำคัญด่านใหญ่สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ซึ่งทั้งตลาดบ้านมือหนึ่งและมือสองมีผลกระทบไม่ต่างกัน

       ครึ่งหลังกระเตื้องแต่ยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านยังพุ่ง

        นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 น่าจะมีทิศทางที่ดีกว่าครึ่งปีแรกเล็กน้อย แต่ยังเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญคือการที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองรวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (Loan to Value)ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ซื้อและกระตุ้นการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง

        อีกปัจจัยบวกที่สำคัญคือการที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ซื้อและกระตุ้นการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ที่พบว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าการโอน 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ เพียงแต่ผู้ซื้อเลือกซื้อในระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อมากขึ้น

        อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบยังมีน้ำหนักมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง กำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบาง และที่สำคัญที่สุดคือ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จากการสำรวจของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร พบว่าในปี 2568 อัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้ารายย่อย (Reject Rate) อยู่ที่ประมาณ 40% ขณะที่ผลสำรวจครึ่งปีแรก 2569 อัตราเฉลี่ยยังอยู่ในระดับประมาณ 40% เช่นกัน

        ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า ปัญหาหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในวันนี้ไม่ใช่ Demand แต่คือ Access to Credit ผู้ซื้อยังมี แต่ผู้ซื้อจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ หากไม่สามารถแก้ปัญหาคอขวดด้านสินเชื่อได้ ต่อให้มีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มเติม ตลาดก็จะฟื้นตัวได้อย่างจำกัด

       บ้านมือหนึ่งใช้กลไกราคาใกล้เคียงบ้านมือสอง

        ในส่วนของการแข่งขันด้านราคา มองว่าเป็นกลไกของตลาด ผู้ประกอบการหลายรายมีสต็อกคงค้างจากช่วงที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งการลดราคาและการเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น ฟรีค่าโอน ฟรีเฟอร์นิเจอร์ หรือสนับสนุนดอกเบี้ย เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ ทำให้ราคาสุทธิของบ้านใหม่ในหลายโครงการลดลงมาใกล้เคียงกับบ้านมือสอง

        ภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านมือสอง เพราะเมื่อราคาห่างกันไม่มาก ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งย่อมเลือกบ้านใหม่ที่ได้รับการรับประกันคุณภาพและมีแพ็กเกจส่งเสริมการขายมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่ง บ้านมือสองมีจุดแข็ง เรื่องทำเลในเมือง ขนาดที่ดินที่ใหญ่กว่า และความคุ้มค่าของราคาต่อพื้นที่ใช้สอย ข้อมูลของ REIC สะท้อนว่าตลาดบ้านมือสองยังมีบทบาทสำคัญ โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 บ้านมือสองคิดเป็นประมาณ 67% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ขณะที่บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนประมาณ 33%

       พิษเศรษฐกิจคนขายบ้านดันทรัพย์มือสองทะลัก

        ด้าน นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) ภาพรวมยอดโอนกรรมสิทธิ์ปี 2568 ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง จำนวน 3.1 แสนหน่วยทั่วประเทศ เมื่อเทียบก่อนโควิดมียอดโอนกรรมสิทธิ์เกือบ 4 แสนหน่วย ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ แยกเป็นบ้านมือหนึ่ง 38% และบ้านมือสอง 62%เมื่อเทียบสัดส่วนปริมาณบ้านมือสองที่เพิ่มขึ้นจากพิษเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่นำบ้านออกขาย สวนทางกับบ้านใหม่ที่มีปริมาณลดลง

        หากย้อนไปในปี 2567 บ้านมือสองในตลาดมีเพียง 1.2 แสนหน่วยห่างกันเพียงปีเดียวกลับพบว่าปี 2568 มีบ้านมือสองเพิ่มขึ้นเป็นสต็อกสะสมในตลาดมากถึง 2.2-2.3 แสนหน่วยทั่วประเทศ สะท้อนจากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง คนนำบ้านออกขาย โดยมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่บ้านมือสองเพิ่มขึ้นกว่าแสนหน่วยภายใน 1 ปี เกิดจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจซบเซา สถาบันเข้มงวดสินเชื่อ ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับบ้านมือหนึ่ง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการจะลดการเปิดตัวลงเรื่อยๆ สะท้อนจากตัวเลข บ้านใหม่เคยเปิดตัวปีละกว่า 1 แสนหน่วยทั่วประเทศ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงกว่า 5 หมื่นหน่วยต่อปีส่วนสต็อกบ้านใหม่อยู่ที่ 2.1 แสนหน่วย ใช้เวลาขาย 4-5 ปี ขณะที่บ้านมือสอง ใช้เวลาระบายสต็อก 2 ปี เนื่องจากราคาถูก และต่อรองลดราคาลงได้ถึง 50% ทั้งนี้ในไตรมาสแรกปีนี้โอนกรรมสิทธิ์ไป 3.3 หมื่นหน่วย

       บ้านใหม่ดัมพ์ราคากระทบบ้านมือสองลดตาม

        นายวสันต์กล่าวต่อว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง ตลาดบ้านมือหนึ่งลดราคาลง เฉลี่ย 10-30%ออกแคมเปญใหญ่อยู่พรี 4 ปี แถมฟรีโอน เช่นบ้านเดี่ยวราคา 4 ล้านบาทในต่างจังหวัด ลดราคาลง1ล้านบาทโดยใช้กลยุทธ์ไม่ต่างกับแคมเปญรถยนต์อีวี ส่งผลให้บ้านมือสองต้องถอยตาม และคอยติดตามสถานการณ์บ้านมือหนึ่งอย่างใกล้ชิด และทันทีที่บ้านมือหนึ่งลดราคา บ้านมือสองจะต้องลดราคาลง แม้ว่าปกติราคาจะถูกกว่าบ้านมือหนึ่งประมาณ 20-30% ก็ตาม และหากสภาพบ้านต้องซ่อมแซมจะลดราคาลงอีกไม่ต่ำกว่า 50%

       เปิดทำเลเสี่ยงสต็อกล้น-ซื้อบ้านก่อนตัดสินใจ

        อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างหนัก สำหรับบ้านมือหนึ่ง คือโซนปริมณฑล ปทุมธานี, นนทบุรี, นครปฐม และโซนภาคตะวันออก ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา รวมถึงทำเลคอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาทที่มีอุปทานล้นเกิน เช่น ติวานนท์-นวลฉวีเป็นโซนที่ต้องระมัดระวังสูงสุดเนื่องจากราคาปรับลดลงเฉลี่ย 8.3%ในระยะเวลาเพียง 1 ปี ขณะทำเลของบ้านมือสองที่ถือว่าเสี่ยงที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.เสี่ยงด้านกายภาพและภัยพิบัติ น้ำท่วม บ้านทรุดตัว 2.เสี่ยงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างรถติดหนัก ห่างไกล และ 3.เสี่ยงต่อราคาตกหรือขายไม่ออกในอนาคต
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZYHroEi3m9flwxzakju-8

  • กองทุนหมู่บ้านฯ เดินหน้า “SML PLUS” 99 ล้านบาทดันเศรษฐกิจฐานราก

    กองทุนหมู่บ้านฯ เดินหน้า “SML PLUS” 99 ล้านบาทดันเศรษฐกิจฐานราก

    28 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

    กองทุนหมู่บ้านฯ เดินหน้า

    กองทุนหมู่บ้านฯ เดินหน้า “SML PLUS” นำร่อง 349 โครงการ 99.5 ล้านบาท พร้อมจัดสรรเงิน “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” อีก 283 ล้าน ดันเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (บอร์ด กทบ.) ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบและอนุมัติในประเด็นสำคัญ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องสมาชิกกองทุนฯ อาทิ โครงการ SML PLUS นำร่องชุดแรก จำนวน 349 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมกว่า 99.5 ล้านบาท ตามที่คณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุน เสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง (อนุฯ SML พลัส) เสนอ หลังจากโครงการต้องรอการพิจารณามาอย่างยาวนานกว่า 3 ปี โดยบอร์ด กทบ. สั่งการให้คณะอนุกรรมการฯ เร่งพิจารณาเพื่อให้การอนุมัติครอบคลุมกองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายวงเงินพิจารณาในรอบถัดๆ ไปรวม 1,000 ล้านบาทขึ้นไป

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมอนุมัติจัดสรรเงิน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” (ครั้งที่ 2) รอบล่าสุดอีก 283 ล้านบาท ช่วยลดภาระดอกเบี้ย เติมสภาพคล่อง และเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ ยังเห็นชอบร่างระเบียบว่าด้วยการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง รวมทั้งการปรับแผนปฏิบัติการปี 2569 และวางแนวทางปี 2570 รวมถึงกำหนดตัวชี้วัด (KPI) การประเมินผลทุนหมุนเวียน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้ง เร่งรัดการดำเนินงานโครงการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 3 ที่ยังคงค้างอยู่ เพื่อให้พี่น้องกองทุนฯ ได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378980885&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fO1adj44j3cl51GXMo_2d

  • ‘วัดพระมหาธาตุ’ มรดกโลก’ พลิกโฉมนครศรีธรรมราช  สู่เมืองเศรษฐกิจแห่งศรัทธา : ถอนหมุดข่าว 27/07/69

    ‘วัดพระมหาธาตุ’ มรดกโลก’ พลิกโฉมนครศรีธรรมราช สู่เมืองเศรษฐกิจแห่งศรัทธา : ถอนหมุดข่าว 27/07/69

    เผยแพร่:

    ‘วัดพระมหาธาตุ’ มรดกโลก’ พลิกโฉมนครศรีธรรมราช สู่เมืองเศรษฐกิจแห่งศรัทธา : ถอนหมุดข่าว 27/07/69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/19uLPeIJ15A&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wwp7q0_LUtXOAKOxpnIZn

  • IMF ชื่นชมอาร์เจนตินาฟื้นตัว หลังมิเลอีคุมบังเหียนเศรษฐกิจ

    IMF ชื่นชมอาร์เจนตินาฟื้นตัว หลังมิเลอีคุมบังเหียนเศรษฐกิจ

    IMF ชื่นชมเศรษฐกิจอาร์เจนตินาฟื้นตัว หลังมิเลอีเดินหน้านโยบายรัดเข็มขัด

    ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คริสตาลินา จอร์จีวา เดินทางเยือนอาร์เจนตินาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อพบกับประธานาธิบดี ฆาเวียร์ มิเลอี พร้อมกล่าวชื่นชมพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของ IMF นับตั้งแต่มิเลอีเข้ารับตำแหน่งในปี 2023

    เศรษฐกิจ ‘แข็งแกร่งขึ้น’ แต่ยังมีความท้าทาย

    จอร์จีวากล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ลุยส์ กาปูโต ว่า ตัวชี้วัดทุกด้านสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2023 โดยระบุว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความมุ่งมั่นของรัฐบาลและการเสียสละของประชาชนชาวอาร์เจนตินา

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบาง อัตราเงินเฟ้อลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 33.5% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียง 0.2% ต่อปี ยังต่ำกว่าเป้าหมายของ IMF ที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.5% สำหรับปี 2026

    หนี้ครัวเรือนพุ่ง ประชาชนลงถนนต้านแผนรัดเข็มขัด

    สัญญาณน่าเป็นห่วงที่สุดคือการผิดนัดชำระหนี้จำนองที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา แตะระดับ 12.8% ซึ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี สะท้อนความตึงเครียดของภาคครัวเรือนท่ามกลางนโยบายตัดลดรายจ่ายภาครัฐอย่างเข้มข้น

    นโยบายรัดเข็มขัดของมิเลอีจุดชนวนการประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวันที่จอร์จีวาเดินทางถึงกรุงบัวโนสไอเรส ผู้ประท้วงรวมตัวกันที่จัตุรัสหลักของเมืองพร้อมป้ายข้อความ “ไม่จ่ายหนี้ต่างประเทศ” และ “IMF ออกไปจากอาร์เจนตินา”

    ข้อตกลงพันล้านและแผนเยี่ยมชมแหล่งพลังงานวากา มูเอร์ตา

    ในปี 2025 อาร์เจนตินาบรรลุข้อตกลงกับ IMF มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ระยะ 4 ปี โดยเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา IMF อนุมัติเงินงวดแรกจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว

    ในวันอังคาร จอร์จีวามีกำหนดเยี่ยมชมแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ วากา มูเอร์ตา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงบัวโนสไอเรสประมาณ 1,200 กิโลเมตร พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจส่งออกของอาร์เจนตินา หลังจากนั้นผู้อำนวยการ IMF จะเดินทางต่อไปยังอุรุกวัยเพื่อพบกับประธานาธิบดี ยามานดู โอร์ซี

    Argentina's President Javier Milei has vowed to revive the economy by slashing public spending and reining in inflation, prompting frequent protests

    Argentina’s President Javier Milei has vowed to revive the economy by slashing public spending and reining in inflation, prompting frequent protests

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/imf-argentina-economy-milei-georgieva-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rwn9vBgbiaITxfNkN_wdY

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.54 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/664984&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-olWu_MybzmUpgutzRJmA

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักการของการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักการของการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    สรุปสาระสำคัญ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ (ร่าง) หลักการของการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
    เพื่อจัดทำประกาศการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    rn

     

    rn

    ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569

    rn

     

    rn

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

    rn

     

    rn

        ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงภาระของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ ธปท. รวมถึงความสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลของ SFIs ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้ในการกำกับตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงลึก การติดตามความเสี่ยงและการดูแลเสถียรภาพ

    rn

        ธปท. ได้ทบทวนการรายงานข้อมูลในปัจจุบันพร้อมทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลด้านสินเชื่อและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อให้มีความละเอียดเป็นรายสัญญาหรือรายธุรกรรมในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นมาตรฐานสากลและใกล้เคียงกับการจัดเก็บข้อมูลของ SFIs รวมทั้งพิจารณายกเลิกการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์การกำกับดูแลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมและนำส่งข้อมูล  ธปท. จึงกำหนดให้ SFIs จัดส่งข้อมูลสินเชื่อภายใต้โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลด้านข้อมูลสินเชื่อ (Regulatory Data Transformation: RDT Credit) และพิจารณายกเลิกชุดข้อมูลและแบบรายงานทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อ SFIs รายงานข้อมูล RDT Credit ได้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านเกณฑ์การพิจารณาความถูกต้องและคุณภาพข้อมูล รวมถึงได้รับแจ้งจาก ธปท. ให้สามารถยกเลิกการจัดทำและส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวได้แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

        ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงภาระของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ ธปท. รวมถึงความสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลของ SFIs ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้ในการกำกับตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงลึก การติดตามความเสี่ยงและการดูแลเสถียรภาพ

        ธปท. ได้ทบทวนการรายงานข้อมูลในปัจจุบันพร้อมทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลด้านสินเชื่อและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อให้มีความละเอียดเป็นรายสัญญาหรือรายธุรกรรมในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นมาตรฐานสากลและใกล้เคียงกับการจัดเก็บข้อมูลของ SFIs รวมทั้งพิจารณายกเลิกการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์การกำกับดูแลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมและนำส่งข้อมูล  ธปท. จึงกำหนดให้ SFIs จัดส่งข้อมูลสินเชื่อภายใต้โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลด้านข้อมูลสินเชื่อ (Regulatory Data Transformation: RDT Credit) และพิจารณายกเลิกชุดข้อมูลและแบบรายงานทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อ SFIs รายงานข้อมูล RDT Credit ได้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านเกณฑ์การพิจารณาความถูกต้องและคุณภาพข้อมูล รวมถึงได้รับแจ้งจาก ธปท. ให้สามารถยกเลิกการจัดทำและส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวได้แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/laws-and-rules/public-hearing/public-hearing-20260727.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw160tgZUm0c4QgGHJSLkDID