Category: เศรษฐกิจ

  • ‘พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ กางแผน 700 วัน นำเอกชนสู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

    ‘พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ กางแผน 700 วัน นำเอกชนสู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัจจัยรุมเร้า ทั้งสงครามการค้า ปัญหาราคาน้ำมัน และวิกฤติขีดความสามารถทางการแข่งขัน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ผู้บริหารหญิงจากอาณาจักร IRC กำลังถูกจับตามองในฐานะ “ฮีโร่” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อนำพาภาคอุตสาหกรรมให้รอดพ้นจากวิกฤติ โดยเธอกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็น “ผู้หญิงคนแรก” ที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.

    จากแผนยุทธศาสตร์ สู่”700 วันแห่งการลงมือทำ”

    นางพิมพ์ใจ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากวาระที่ผ่านมาคือช่วงเวลาของการวาง “Strategic Policy” หรือนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ วาระต่อจากนี้ภายใต้การนำของเธอจะเป็นวาระแห่ง “Action Agenda” หรือการเน้นการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเธอได้กำหนดกรอบเวลาการทำงานไว้ที่ 700 วัน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    “งานเราจะกระจายออกไปทันที และขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกคนว่าเราต้อง Action ไปด้วยกัน เพราะสภาวะอุตสาหกรรมตอนนี้ลำบากกันหมด ถ้าใครบอกไม่ลำบากคือโกหกจึงต้องทำงานเชิงรุก” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    ตั้ง “หน่วยคอมมานโด” ปกป้องอุตสาหกรรมไทย

    หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่นางพิมพ์ใจนำเสนอคือ การแก้ไขปัญหาที่สินค้าต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เข้ามาทุ่มตลาดจนกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยมีแผนจัดตั้ง “สายงานพิเศษ” ที่เปรียบเสมือน “หน่วยคอมมานโด” เพื่อคุ้มครองและพิทักษ์อุตสาหกรรมไทย

    หน่วยงานนี้จะดึงมือดีจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ยานยนต์ และยาง เพื่อเข้ามาดูแลเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (TBT) และการผลักดันโครงการ Made in Thailand (MIT) ให้เติบโตอย่างแท้จริง หลังจากที่ก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าวอาจยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก

    ยกระดับ SME ด้วยเทคโนโลยี AI และการอัพสกิล

    นางพิมพ์ใจ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยมองว่า AI (Artificial Intelligence) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เตรียมดึงทีมผู้เชี่ยวชาญระดับดอกเตอร์และผู้จบจากสถาบันชั้นนำอย่าง MIT มาช่วยวางระบบและเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ทั่วโลกเพื่อช่วยสมาชิก ส.อ.ท. นอกจากนี้ยังมีนโยบายการ “อัพสกิล” แรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

    สร้างเอกภาพ “อ่อนนอกแข็งใน” ผนึกกำลังภาครัฐ

    สไตล์การทำงานของนางพิมพ์ใจ ถูกนิยามว่าเป็นแบบ “อ่อนนอกแข็งใน” คือมีความยืดหยุ่นในการเจรจาแต่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม, เธอเน้นการสร้าง “Unity” หรือความสามัคคี ภายในสภาอุตสาหกรรมฯ ให้เป็นหนึ่งเดียว

    ในส่วนของการทำงานร่วมกับภาครัฐ จะมีนโยบายที่จะทำงานคู่ขนานกับ กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายคือการกำจัดกฎระเบียบที่ไม่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ซับซ้อนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

    บทพิสูจน์จากผลงานในอดีต

    ความเชื่อมั่นที่สมาชิกมีต่อนางพิมพ์ใจ ส่วนหนึ่งมาจากผลงานสำคัญในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการประสานงานเพื่อจัดหา “วัคซีน” ให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

    ภายใต้บริบทดังกล่าว นางพิมพ์ใจ ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายในวาระปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” เพื่อวางรากฐานการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้

    I1 : Intelligent Industry ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยการใช้ AI & Automation เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และก้าวสู่ Smart Factory & Smart OEM การขับเคลื่อนในมิตินี้มุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตได้จริง โดยเริ่มจากการประเมินศักยภาพของสถานประกอบการ เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของแต่ละโรงงาน

    โดยจะมีการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น AI & Automation Transition Loan สำหรับสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ 

    ในเชิงปฏิบัติ จะเน้นการนำระบบ Digital Technology, Artificial Intelligence (AI), Automation, Robotics และ Data Analytics มาใช้ โดยเฉพาะแนวทาง Data-driven Manufacturing เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตแบบ Real-time การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดความสูญเสีย และยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของโรงงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม

    I2 : Innovation & Creative Industry สร้างความแตกต่าง พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยจากรับจ้างผลิต (OEM) สู่การสร้างแบรนด์เพิ่มมูลค่า (Brand & IP) นโยบายนี้มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากรูปแบบที่พึ่งพาการผลิตตามคำสั่งซื้อ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน Innovation และ Creativity โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นเครื่องมือสำคัญโดยแนวทางหลักคือการผลักดันแนวคิด “อุตสาหกรรมกำหนดโจทย์งานวิจัย” (Industry-driven R&D) เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้

    การดำเนินงานจะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และแหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในลักษณะ Agenda-based Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ 

    ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพใหม่ อาทิ Health & Wellness และอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าและขยายตลาดในอนาคต

    I3 : International Alliance & Network ใช้ความเป็นกลางของไทย สร้างโอกาสเป็น Global Supply Chain HUB เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่

    นโยบายนี้มุ่งใช้จุดแข็งของประเทศไทยในด้าน ความเป็นกลาง ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) และเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Advantage) เพื่อสร้างบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

    การดำเนินงานจะมุ่งสร้าง Strategic Alliance กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ พร้อมกันนี้ จะพัฒนาการเชื่อมโยง Supply Chain Integration ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้า (Regional Industry HUB) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในด้านตลาด จะดำเนินนโยบายเชิงรุกด้าน Market Penetration Enhancement โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจข้ามประเทศ

    I4 : Industrial Infrastructure Reform ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมไทย ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับสู่เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมหลายมิติสำคัญ

    ในด้านพลังงาน จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานต้นทุนเหมาะสม โดยเฉพาะ Direct PPA และ Green & Clean Energy เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

    ในด้านกฎหมาย จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ผ่านแนวทาง Regulatory Guillotine และ Omnibus Law

    ในด้านการค้า จะพัฒนามาตรการปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วย Trade Remedy Early Warning System เฝ้าระวังการทุ่มตลาดล่วงหน้าด้วย AI และเร่งรัดการดำเนินมาตรการ AD/CVD/SG อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในเชิงรุก จะผลักดันนโยบาย MiT Plus (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทย และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเน้น Upskill / Reskill, การทำงานร่วมกับ AI & Robotics, และการดึงดูด Global Talents เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทย

    I5 : Inclusive & Sustainable Growth ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน โดยผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

    ในระดับอุตสาหกรรม จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    ในระดับองค์กร จะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลและโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย (Modernized Database & Organization) เพื่อสนับสนุนสมาชิกได้อย่างตรงเป้าหมาย

    ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือภายในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืนในภาพรวม

    “แนวทาง 5I เป็นกรอบนโยบายที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

    การก้าวขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท.ของ “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวผู้นำตามวาระ แต่เป็นการประกาศความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยที่จะก้าวผ่านวิกฤติด้วยความรู้ เทคโนโลยี และความเป็นเอกภาพ ภายใต้การนำของผู้บริหารหญิงที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์จากการ “ทำจริง” ใน 700 วันต่อจากนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cd7fpGeDXaZdYA4Pphcsz

  • เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,197 ระหว่างวันที่ 3-6 พ.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” ในปี 2569 กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่อันตรายอย่างยิ่ง เมื่อ “ปัจจัยลบ” จากภายนอกอย่าง สงครามตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือน หลังเหตุการณ์เกิด 28 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มแปรสภาพเป็น “สึนามิเศรษฐกิจ” ที่ซัดถล่มโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง ล่าสุด กระทรวงการคลัง โดย วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ต้องจำใจหั่นประมาณการจีดีพี ปีนี้ลงเหลือเพียง 1.6% ซึ่งเป็นการยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยกำลังโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นอย่างมาก โดยมีเงาของเงินเฟ้อที่ระดับ 3% คอยตามหลอกหลอนจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งทะยาน

    *** หันไปมองที่ “ภาคแรงงาน” และ “ปากท้องประชาชน” สถานการณ์เข้าขั้น “โคม่า” ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดย ธนวรรธน์ พลวิชัย เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า แรงงานไทย 98% แบกหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละเกือบ 5 แสนบาท และที่น่าเศร้าคือ ส่วนใหญ่เป็นการกู้มาเพื่อ “ประทังชีวิต” และ “จ่ายหนี้เก่า” ไม่ใช่การกู้เพื่อสร้างรายได้ใหม่ เมื่อรายได้ไม่พอกับค่าครองชีพที่แพงขึ้นทุกหย่อมหญ้า การใช้จ่ายจึงหยุดชะงัก สะท้อนผ่านเม็ดเงินที่ “ติดลบ” ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เป็นสัญญาณชัดเจนว่ากำลังซื้อภายในประเทศพังทลายลงแล้ว

    *** ฟากภาคอุตสาหกรรม เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงว่า โรงงานไทยกำลังทยอยปิดตัวลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ อุตสาหกรรมแปรรูปที่สู้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบไม่ไหว ซ้ำร้ายยังต้องรับศึกหนักจาก “สินค้าจีน” ที่แห่ทะลักเข้ามาดัมพ์ราคาแย่งตลาดในอาเซียนและไทยแบบไร้ทางสู้ ขณะที่อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว ที่เคยเป็นความหวังเดียว ก็กำลังถูกบีบด้วยต้นทุน น้ำมันอากาศยาน ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า จนการบินไทยต้องตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนเพื่อลดภาวะขาดทุน

    *** เสียงสะท้อนจาก แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ย้ำชัดว่า ไทยต้องการ “Quick Big Change” หรือ การผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรม หรือการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ มิเช่นนั้นเราจะเห็นการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้

    *** ท้ายที่สุด สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่ “ยาแรง” จากรัฐบาล ทั้งมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (แจกเงิน 4,000 บาท รัฐ 60 ประชาชน 40) ที่หวังจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบกว่า 2 แสนล้านบาท แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเพียงการ “ต่อลมหายใจ” ชั่วคราวในช่วง 4 เดือน แต่ในนาทีที่ “เศรษฐกิจไทย” กำลังถูกพิษสงครามเล่นงานแบบนี้ ยาชนิดไหนที่ช่วยประคองให้จีดีพีไม่ดิ่งลงเหวไปมากกว่านี้…ก็คงต้องรีบคว้าไว้ก่อน 

                                        กอบบุญ ศรีชัย

    *** ปรบมือดังๆ ให้กับ “ผู้บริหารหญิง” ที่มีผลงานโดดเด่นระดับแถวหน้าของไทย จนได้รับคัดเลือกโดยผลสำรวจของ  FinanceAsia ที่มาจากการเสนอชื่อโดยกลุ่มนักลงทุนและนักวิเคราะห์ทางการเงินที่มีอิทธิพลในเอเชีย ประเมินจากผลงานและผลการดำเนินงานของบริษัท ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มอบรางวัล Woman’s Leader ให้  3 ผู้บริหารที่มีบทบาทในตลาดทุนและอุตสาหกรรมการเงินในเอเชีย ระดับ Gold ได้แก่ “มุกดา ไพรัชเวทย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา,  Silver “กอบบุญ ศรีชัย” ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ บริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก และ Bronze “จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (CEO) WHA

                                 เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    ปิดท้ายปฏิทินข่าว… จังหวัดชลบุรี ร่วมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF จัดงาน “คาราวาน CPF ลดค่าครองชีพประชาชน” ขนทัพสินค้าคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน สอดรับนโยบายภาครัฐ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างวันที่ 4–8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/658064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EHeFJVb2Ntr1zqUJkl8PI

  • ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย – มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย – มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    กระทรวงคมนาคมประกาศแผนพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งทางรางให้เป็นขนส่งสำคัญของไทยเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและผลักดันสู่เป้าหมายการบินศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยนโยบายของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งเร่งรัดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ 3 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 แสนล้านบาท

    โดย รฟท. ตั้งเป้าหมายจะเปิดประมูลรถไฟทางคู่ 3 เส้นทางหลักในภาคใต้ภายในปี 2569 ประกอบด้วย

    • ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422 ล้านบาท
    • ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270 ล้านบาท
    • ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772 ล้านบาท

    ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย - มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากเป็นหนึ่งในโครงข่ายที่จะใช้เชื่อมต่อการขนส่งทางรางกับมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้กรมการขนส่งทางราง ได้หารือร่วมกับมาเลเซีย เพื่อฟื้นชีพเส้นทางประวัติศาสตร์ “สุไหงโก-ลก – รันเตาปันจัง”

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานในการประชุมหารือเพื่อกำหนดท่าทีความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยการประชุมครั้งนี้ได้กำหนดท่าทีประเทศไทยต่อความร่วมมือด้านรางไทย-มาเลเซีย ในการรื้อฟื้นเส้นทางประวัติศาสตร์สุไหงโก-ลก เพื่อยกระดับการค้าชายแดนและโลจิสติกส์ภูมิภาค

    ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย - มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    นายพิเชฐ กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอมาเลเซีย ที่ต้องการให้มีการรื้อฟื้นเส้นทางรถไฟระหว่างสถานีสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และสถานีรันเตาปันจัง รัฐกลันตัน ซึ่งหยุดให้บริการไปนานกว่า 20 ปี โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการฟื้นฟูเพื่อกลับมาเชื่อมต่อการเดินทางและขนส่งสินค้าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ได้

    ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย - มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญที่จะส่งผลต่อโครงข่ายรางในอนาคต ได้แก่

    โครงการพัฒนาระบบรางชายฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย (East Coast Rail Link: ECRL) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ม.ค. 2570 โดยมีสถานีโกตาบารู ห่างจากจุดเชื่อมต่อสุไหงโก-ลก เพียง 30 กิโลเมตร

    โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก ระยะทางประมาณ 215 กิโลเมตร ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นจากการเชื่อมต่อกับมาเลเซียในอนาคต

    พิจารณาแนวทางปรับปรุงพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าทางราง ณ ด่านปาดังเบซาร์ โดยมีแผนพัฒนาพื้นที่รองรับการขนส่งสินค้า (Container Yard) เพิ่มเติม เพื่อลดความแออัดและแก้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ของสถานีเดิม ซึ่งจะช่วยให้อำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

    “การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม และการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการสัญจรของประชาชน แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว” นายพิเชฐ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xv6FOz42hmxkJ_1K9-RI7

  • เนรมิตรพื้นที่จัด “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น

    เนรมิตรพื้นที่จัด “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น

    ภูมิภาค

    เนรมิตรพื้นที่จัด “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น

    วันศุกร์ ที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 1 พ.ค 2569 นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางลมะมุง เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” บริเวณที่ว่าการอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ กิ่งกาชาดอำเภอบางละมุง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มพัฒนาสตรีทุกตำบล และประชาชนจำนวนมากที่มารอรับบริการและเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดอย่างคึกคัก

    สำหรับกิจกรรม “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” ในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่นำสินค้าและของดี สินค้า OTOP ของชุมชนมาจำหน่ายอย่างหลากหลาย ช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น เนื่องด้วยตรงกับวันแรงงานประจำปี 2569 ทำให้มีผู้สนใจร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบการก็มีพื้นที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น
     
    ภายในงานมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดเป็นพิเศษ อาทิ เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำมันพืช ข้าวหอมมะลิ  น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน สินค้า OTOP มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสม 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ErFN0gWhEtWJW2iHEBVQB

  • ครม.เศรษฐกิจยังไม่ตายตัว ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องประชุมหลายรอบดูเหตุผลความจำเป็น

    ครม.เศรษฐกิจยังไม่ตายตัว ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องประชุมหลายรอบดูเหตุผลความจำเป็น

    ครม.เศรษฐกิจยังไม่ตายตัว ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องประชุมหลายรอบดูเหตุผลความจำเป็น

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมนี้ เป็นวันหยุด จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า ไม่ได้มีอะไรตายตัวว่า จะต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจทันที เราเพิ่งตั้งองค์ประกอบเสร็จ เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไปตั้งระเบียบวาระที่เป็นวาระประจำ และวาระอะไรที่จะต้องนำ แต่ไม่มีกฎระเบียบอะไรว่า จะต้องผ่าน ครม.เศรษฐกิจถึงจะเข้า ครม.วันอังคารได้ อันนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ และจริงๆ เรียก ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่างๆ

    เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจะเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามเร่งเต็มที่ เมื่อถามย้ำว่า กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอ รอให้ผ่าน ครม. เมื่อถามว่า ในที่ประชุมหารือเมื่อวันที่ 30 เมษายน มีข้อเห็นแย้งอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมกันหลายรอบแล้ว คิดถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000041101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00_petbXzb0LalcrjEZFF6

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย ในการประชุมเจรจาความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย รอบที่ 3 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย ในการประชุมเจรจาความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย รอบที่ 3 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย ในการประชุมเจรจาความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย รอบที่ 3

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 พ.ค. 2569

    | 10 view

    เมื่อวันที่ 28 – 30 เมษายน 2569 นางสาลินี ผลประไพ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยในการประชุมเจรจาความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Bilateral Investment Treaty: BIT) ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย รอบที่ 3 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีนาย Fahd Alsofyani, Senior Agreement Manager กระทรวงการลงทุนแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมการประชุมในฐานะผู้เจรจาฝ่ายซาอุดีอาระเบีย

    การเจรจามุ่งหารือประเด็นคงค้างที่สำคัญ เพื่อผลักดันความคืบหน้าในการจัดทำความตกลง BIT ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงสร้างกรอบกติกาที่มีความชัดเจน โปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน โดยซาอุดีอาระเบียถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ การเจรจาดังกล่าวสะท้อนบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนระหว่างประเทศ โดยความตกลง BIT จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและส่งเสริมการลงทุนทั้งสองทาง ด้วยการคุ้มครองการลงทุนของภาคเอกชนไทยในซาอุดีอาระเบียและภาคเอกชนซาอุดีอาระเบียในไทย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ddg-intl-econ-3rd-round-bit-saudi-arabia-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LsEZ9knsMDyYFWdhLCAIb

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 พ.ค. 2569

    | 14 view

    เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พบหารือกับนายเฟลิเป เด ลา โมเรนา กาซาโด เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย

    ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับสเปนในมิติเศรษฐกิจและการเกษตรอย่างรอบด้าน อาทิ การขยายการเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะสินค้าเนื้อสัตว์และผลไม้ การพิจารณามาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) รวมถึงข้อเสนอของฝ่ายสเปนเกี่ยวกับการใช้หลักการแบ่งเขตปลอดโรค (regionalization) ตลอดจนความคืบหน้าของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป (Thailand – EU FTA) และการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งยังหารือความร่วมมือในกรอบพหุภาคี โดยเน้นย้ำความสำคัญของการสนับสนุนระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกาสากลและการส่งเสริมพหุภาคีนิยม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงทางอาหาร

    ฝ่ายสเปนยืนยันการสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของไทย พร้อมเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานไทย โดยเฉพาะในสาขาการเกษตร รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือภายใต้คณะกรรมการด้านการเกษตรของ OECD ณ กรุงปารีส อีกทั้งกล่าวชื่นชมพัฒนาการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน โดยมีบริษัทสเปนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ฝ่ายสเปนแสดงความยินดีที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF – World Bank Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างบทบาทของไทยในเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dg-intl-econ-dept-meets-amb-spain-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uKxqV6208a0YiqKuJQ0-v

  • สมุทรสงคราม///ถนนคนเดิน’ ชู Street Food แลนด์มาร์คใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม///ถนนคนเดิน’ ชู Street Food แลนด์มาร์คใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    นายกมิ้น’ ปลุกแม่กลองคึก! คิกออฟ ‘ถนนคนเดิน’ ชู Street Food แลนด์มาร์คใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


    นายอานนท์ ตันติดำรงกุล หรือ “นายกมิ้น” นายกเทศมนตรีเมืองสมุทรสงคราม เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการร้านค้าชุมชนถนนคนเดิน เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ท่ามกลางบรรยากาศการเปิดตัววันแรกที่คึกคักไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาเฝ้ารอแลนด์มาร์คการค้าแห่งใหม่ของเมืองแม่กลอง


    —นายอานนท์ ตันติดำรงกุล เปิดเผยว่า โครงการถนนคนเดินแม่กลองเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะเข้าช่วยเหลือนักลงทุนและกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาดที่ประสบปัญหาการค้าขายซบเซา อีกทั้งเห็นว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาส่วนใหญ่จะพำนักอยู่ในพื้นที่ช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ แต่ที่ผ่านมาอาจจะยังไม่มีจุดเช็คอินหรือพื้นที่สำหรับจับจ่ายใช้สอยที่ชัดเจนนัก

    ถนนคนเดินแห่งนี้จึงเป็นคำตอบที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวออกมา ช้อป ชิม ใช้ และใช้เวลาอยู่ในแม่กลองได้นานยิ่งขึ้นโดย ดังนั้นเทศบาลเมืองสมุทรสงครามมุ่งหวังที่จะสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นศูนย์รวม “Street Food” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดสมุทรสงครามบนเส้นทางถนนเพชรสมุทรและถนนศรีจำปา เริ่มตั้งแต่แยกศรีจำปาต่อเนื่องไปจนถึงแยกศรีสุวรรณ

    ซึ่งเป็นเส้นทางเดินรถทางเดียวเพื่อไม่ให้กระทบการจราจรในภาพรวม และยังเชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญอย่างวัดเพชรสมุทรวรวิหารและวิถีชีวิตรถไฟแม่กลองได้อย่างสะดวกสบาย

    สำหรับการจัดสรรพื้นที่โครงการ มีการเตรียมไว้ทั้งหมด 120 ล็อก ขนาด 2 x 2 เมตร บริเวณกึ่งกลางถนน โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับผู้ค้าตัวจริง 110 ล็อก และพื้นที่สำรอง 10 ล็อก ซึ่งจะเปิดให้บริการทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ถึง 23.00 น.

    นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับมิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยรณรงค์ให้เป็นถนนคนเดินรักษ์โลก ลดการใช้พลาสติกและงดใช้โฟมบรรจุอาหาร เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

    นายอานนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกิจกรรมสร้างสีสัน ช่วงแรกได้เปิดพื้นที่เวทีสร้างสรรค์ให้นักเรียนและเยาวชนในเขตเทศบาลได้มาแสดงความสามารถ แต่ในอนาคตหากโครงการได้รับการตอบรับที่ดีและมีความลงตัวมากขึ้น ทางเทศบาลฯ มีแผนที่จะเชิญศิลปินดารามีชื่อเสียงมาร่วมสร้างความคึกคักให้กับถนนคนเดินแห่งนี้

    รวมทั้งจะขยายพื้นที่ถนนคนเดินให้ครอบคลุมไปถึงบริเวณเขื่อนวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เพื่อเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟแม่กลอง และลากยาวไปจนถึงสะพานแขวนวัดใหญ่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนแม่กลองให้เป็นโครงข่ายที่เข้มแข็ง กระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนต่อไป

    นพพร  บุญทนาวงศ์  ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1563543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XFi3n3MTffrLwlj3m4y6u

  • แบงค์ ศรราม เปิดใจเศรษฐกิจทำพิษ แย้มปรับราคาค่าจ้าง หากน้ำมันยังไม่ลด

    แบงค์ ศรราม เปิดใจเศรษฐกิจทำพิษ แย้มปรับราคาค่าจ้าง หากน้ำมันยังไม่ลด

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แบงค์ ศรราม ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อต้นทุนการทำคณะลิเกเช่นกัน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เริ่มมีการขยับปรับราคาค่าจ้างสำหรับงานใหม่ ๆ ที่เพิ่งติดต่อเข้ามา เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับงานที่เซ็นสัญญาไว้ล่วงหน้าแล้ว แบงค์ยืนยันว่าจะยังคงราคาเดิมตามที่ตกลงกันไว้เพื่อความสบายใจของเจ้าภาพและคนดู

    เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับ งานเก่าเราขึ้นไม่ได้เพราะเป็นสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้ว แต่งานใหม่ต้องขยับตามราคาน้ำมัน ซึ่งทางเจ้าภาพส่วนใหญ่เข้าใจดี 

    แบงค์กล่าวเสริมถึงคิวงานที่ปัจจุบันจองยาวเหยียดไปถึง 2-3 ปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญที่หาคิวลงยากมาก พร้อมทิ้งท้ายว่าแม้จะเหนื่อยแค่ไหนแต่ตนเองเป็นคนชอบทำงาน เพราะการทำงานคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในทุกวัน

    คลิกอ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2930116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uuWQ35BuwU0Fqjh4xa249

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 60 สตางค์

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 62.10 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 62.10 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.80 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x2Ja0scOsQVPOwVP-uOvW