Category: เศรษฐกิจ

  • คืบหน้าสงครามตะวันออกกลาง : อิสราเอลเตือนอิหร่าน-สหรัฐฯตึงใส่เยอรมนี

    คืบหน้าสงครามตะวันออกกลาง : อิสราเอลเตือนอิหร่าน-สหรัฐฯตึงใส่เยอรมนี

    – อิสราเอลเตือนอิหร่าน –

    รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลระบุว่า ประเทศของเขาอาจต้องเริ่มการโจมตีอีกครั้งต่ออิหร่านในไม่ช้า เพื่อให้แน่ใจว่าสาธารณรัฐอิสลามจะไม่กลายเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลอีก

    อิสราเอล คัตซ์ กล่าวในแถลงการณ์จากสำนักงานของเขาว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสานงานกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ในความพยายามบรรลุเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่กลับมาเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล, สหรัฐฯ และโลกเสรีในอนาคต”

    – ปิดช่องแคบฮอร์มุซ บีบคอเศรษฐกิจ –

    อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกที่เลวร้ายลงจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่จากภาวะสงคราม

    เขาเตือนในการให้สัมภาษณ์สื่อว่า การปิดเส้นทางน้ำที่สำคัญนี้กำลังบีบคอเศรษฐกิจโลก

    – ไม่มีอเมริกาในช่องแคบ –

    โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ให้คำมั่นว่าการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของประเทศตนจะรับประกันอนาคตที่ปราศจากการประจำการของสหรัฐฯ ในพื้นที่นี้

    “วันนี้ ด้วยการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านจะมอบพรล้ำค่าแก่ตนเองและประเทศเพื่อนบ้าน นั่นคืออิสรภาพในอนาคตจากการปรากฏตัวและการแทรกแซงของอเมริกา” กาลิบาฟกล่าวในโพสต์บน X เพื่อเฉลิมฉลองวันอ่าวเปอร์เซียแห่งชาติ

    – โจมตีเลบานอนอย่างรุนแรง –

    การโจมตีของอิสราเอลในสามหมู่บ้านทางตอนใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 รายในจำนวนนี้มีเด็ก 2 คน และผู้หญิง 5 คน ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน แม้อยู่ในช่วงสองสัปดาห์แห่งข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮิซบุลเลาะห์

    – เลบานอนประณามอิสราเอล –

    ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน ประณามการละเมิดอย่างต่อเนื่องของอิสราเอล ในเลบานอนตอนใต้ โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นแม้มีข้อตกลงหยุดยิง เช่นเดียวกับการทำลายบ้านเรือนและสถานที่สักการะ ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทุกวัน

    “ต้องกดดันอิสราเอลเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาเคารพกฎหมายและอนุสัญญาระหว่างประเทศ รวมทั้งยุติการโจมตีพลเรือน, เจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉิน, หน่วยป้องกันพลเรือน และองค์กรด้านสาธารณสุขและบรรเทาทุกข์” เขากล่าวเสริม

    – เร่งการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ –

    วิกฤตพลังงานโลกแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่เศรษฐกิจโลกต้องเปลี่ยนแปลงและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด

    “ตอนนี้เรารู้ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจโลกต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ด้านพลังงาน” มูรัต คูรุม รัฐมนตรีกระทรวงสภาพภูมิอากาศของตุรเคีย กล่าวในการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในกรุงปารีส

    – วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ –

    โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามในตะวันออกกลาง

    ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) กล่าวในการประชุมเดียวกันที่กรุงปารีสว่า “ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคาน้ำมันกำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากในหลายประเทศ”

    – การปิดล้อมล้มเหลวแน่นอน –

    ประธานาธิบดีอิหร่านระบุว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่านจะยิ่งทำให้สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียปั่นป่วนมากขึ้น และจะไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

    “ความพยายามใดๆ ในการปิดล้อมหรือจำกัดทางทะเลนั้นขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และจะต้องล้มเหลวแน่นอน” มาซูด ปีเซชเคียน กล่าวในแถลงการณ์

    – ราคาน้ำมันสูงสุดรอบ 4 ปี –

    ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ของสหรัฐฯ สำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้นมากกว่า 7% สู่ระดับ 126.41 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตเพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 110.31 ดอลลาร์ ก่อนที่จะลดลงในภายหลัง

    – สหรัฐฯตึงใส่เยอรมนี –

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดจำนวนทหารในเยอรมนี เนื่องจากนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสงครามของสหรัฐฯกับอิหร่าน โดยคาดว่ามีทหารอยู่ระหว่าง 35,000 ถึง 50,000 นาย

    การขู่ว่าจะลดจำนวนทหารสหรัฐฯ สะท้อนถึงคำวิจารณ์ที่ทรัมป์มีต่อพันธมิตรนาโตมาอย่างยาวนาน แต่เมิร์ซได้สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์อีกครั้งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ หลังจากที่กล่าวว่าอิหร่านกำลังทำให้สหรัฐฯอับอาย

    – สหภาพยุโรปโต้กลับ –

    หลังจากคำกล่าวของทรัมป์ สหภาพยุโรปโต้กลับว่า การประจำการของทหารสหรัฐฯ ในยุโรปเป็นผลประโยชน์ของรัฐบาลวอชิงตันเอง และพันธมิตรนาโตก็กำลังเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/988993/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rkozrK94sFqr6W4Vqb-0a

  • เอาอยู่เศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    เอาอยู่เศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1563156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tEhCTipRQX51V4IldO3-G

  • เวทีแรงงานคึกคัก!  รัฐบาลรับฟังข้อเรียกร้อง  8 ประเด็นใหญ่ ดันเศรษฐกิจงานดี

    เวทีแรงงานคึกคัก! รัฐบาลรับฟังข้อเรียกร้อง 8 ประเด็นใหญ่ ดันเศรษฐกิจงานดี


    ยศชนัน เปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ 2569 คึกคักที่ลานคนเมือง ชูแนวคิดเศรษฐกิจงานดี พร้อมรับข้อเรียกร้องแรงงาน 8 ข้อ ครอบคลุมทั้งสิทธิ สวัสดิการ ประกันสังคม

    ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร มีพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวปราศรัยต่อผู้ใช้แรงงานและรับข้อเรียกร้องจากเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศ

    ในพิธีดังกล่าว มีขบวนริ้วเทิดพระเกียรติ ขบวนผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และขบวนผู้ใช้แรงงาน เคลื่อนจากบริเวณแยก จปร. ถนนราชดำเนินนอก เข้าสู่ลานคนเมือง โดยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้นำขบวน

    ชี้โลกผันผวน-เทคโนโลยีเปลี่ยนแรงงาน

    นายยศชนัน กล่าวในปาฐกถาว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ รวมถึงแรงกดดันต่อภาคการผลิต

    ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานและระบบสวัสดิการให้ทันสมัย

    รัฐบาลจึงเตรียมเดินหน้าบูรณาการการทำงานระหว่างหลายกระทรวง ทั้งแรงงาน ศึกษาธิการ อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทย พร้อมผลักดันแพลตฟอร์ม “ฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติ” และนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” รวมถึงเป้าหมาย “เศรษฐกิจงานดี (Good Job Economy)” ภายใน 4 ปี

    ข้อเรียกร้องแรงงาน 8 ประเด็นหลัก

    ภายในงาน กลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล รวม 8 ข้อสำคัญ ได้แก่

    1. เร่งรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง
    2. จัดตั้ง “กองทุนประกันความเสี่ยง” เพื่อคุ้มครองแรงงาน
    3. ยกเว้นภาษีเงินได้เงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง ไม่เกิน 1 ล้านบาท
    4. เปิดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40
    5. ปรับปรุงสิทธิประกันสังคม เช่น เพิ่มค่าคลอดบุตรเป็น 30,000 บาท ขยายสิทธิผู้ป่วยโรคร้ายแรง และขยายอายุผู้ประกันตนเป็น 15–75 ปี
    6. เข้มงวดการคุ้มครองแรงงานเหมาค่าแรงให้เป็นไปตามกฎหมาย
    7. แก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับการจ่ายค่าล่วงเวลาให้ลูกจ้างรายเดือนให้เท่าเทียมรายวัน
    8. ตั้งคณะทำงานติดตามข้อเรียกร้องภายใน 30 วัน และประชุมติดตามทุก 2 เดือน

    รัฐบาลรับข้อเรียกร้องดังกล่าวไว้พิจารณา พร้อมย้ำเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานให้มีรายได้มั่นคงและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/42411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PAlY2qpC1fijQ27fQh_ad

  • “อนุทิน” ชี้ขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล คำนึงเศรษฐกิจโดยรวม

    “อนุทิน” ชี้ขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล คำนึงเศรษฐกิจโดยรวม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/144864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LXP8Idit8xGQt_3_utI2h

  • อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

    อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

    อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

    วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

    “นายกฯ”เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ เผย ไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

    เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เป็นวันหยุด จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า มันไม่ได้มีอะไรตายตัวว่า จะต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจทันที เราเพิ่งตั้งองค์ประกอบเสร็จ เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง จะไปตั้งระเบียบวาระที่เป็นวาระประจำ และวาระอะไรที่จะต้องนำ แต่ไม่มีกฎระเบียบอะไรว่า จะต้องผ่าน ครม.เศรษฐกิจถึงจะเข้า ครม.วันอังคารได้ อันนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ และจริงๆ เรียก ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่าง ๆ 

    อนุทิน ชาญวีรกูล

    เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจะเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พ.ค.นี้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามเร่งเต็มที่ เมื่อถามย้ำว่า วงกรอบ 4 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอ รอให้ผ่าน ครม. เมื่อถามว่า ในที่ประชุมหารือเมื่อวันที่ 30 เม.ย. มีข้อเห็นแย้งอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมกันหลายรอบแล้ว คิดถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้

    อนุทิน ชาญวีรกูล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FBPexOGvrKtm36lv5Wncr

  • ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย

    ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย

    ชำแหละปัญหาแรงงานไทย 2569 เมื่อเศรษฐกิจโต แต่ชีวิตแรงงานยังไม่ขยับ เศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร?

    รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ

    ในปี 2569 หนึ่งความท้าทายเศรษฐกิจคือ “วิกฤตเชิงโครงสร้างของแรงงานไทย”

    แรงงานจำนวนมากเผชิญภาวะรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ แม้ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นในบางธุรกิจ แต่ยังตามไม่ทันราคาสินค้า ค่าเช่า และค่าเดินทางที่แพงขึ้น ส่งผลให้หลายคนต้องทำงานเสริม หรืออยู่ในภาวะ “ชนเดือน”

    โดยเฉพาะความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าไฟ และอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวในกรอบ 1.1-1.5% ชะลอลงจากเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2%

    สอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.4% แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณรุนแรงถึงขั้นธุรกิจ ขาดสภาพคล่องจำนวนมาก ปิดกิจการ หรือปลดคนงานเป็นวงกว้าง

    โครงสร้างงานเปลี่ยน แต่ ‘ทักษะ’ แรงงานไทยยังล้าหลัง

    ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ทำให้งานจำนวนหนึ่งหายไปหรือถูกแทนที่

    โดยแรงงานจำนวนไม่น้อยยังขาดทักษะใหม่ เกิดช่องว่าง “งานเปลี่ยน แต่คนไม่พร้อม” โดยเฉพาะแรงงานวัยกลางคน

    แรงงานนอกระบบยัง ‘เปราะบาง’

    นอกจากนี้ มากกว่า 50% ของแรงงานไทยยังอยู่นอกระบบ ทั้งค้าขายอิสระ รับจ้างรายวัน และฟรีแลนซ์ กลุ่มนี้ขาดหลักประกันรายได้และสวัสดิการ ทำให้เสี่ยงสูงเมื่อเศรษฐกิจผันผวนหรือเกิดวิกฤต

    น่าสนใจว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจ มูลค่าใช้จ่ายวันแรงงานปี 2569 ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังรายได้ไม่เพิ่ม ธุรกิจทยอยลดโอที ลดงานเสริม คนไทยอยู่ในสภาวะรัดเข็มขัด “ลดรายจ่าย ใช้เท่าที่มี”

    ชั่วโมงทำงานสูง แต่คุณภาพชีวิตต่ำ ธุรกิจกำลังเผชิญขาดแคลนแรงงานต่างด้าวรุนแรง

    นอกจากนี้ จากงานวิจัยพบว่า ไทยยังมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ยสูง ขณะที่ผลตอบแทนและคุณภาพชีวิตไม่สอดคล้อง ปัญหาความเครียดและภาวะหมดไฟในแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแรงกดดันในตลาดแรงงานที่เข้มข้นขึ้น

    ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานในภาคธุรกิจ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ว่าปัญหาแรงงานในประเทศไทยที่ขาดแคลน เป็น ‘ปัญหาเชิงระบบ’ ที่กระทบแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทุกกลุ่ม

    ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการผลิต การเกษตร การก่อสร้าง และภาคบริการ

    หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสมทันที อาจส่งผลกระทบฉับพลันต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร (รวมถึงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ

    ทางออก : ต้องมากกว่าการขึ้นค่าแรง

    ระยะสั้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ในภาวะที่ประชาชนระวังการใช้จ่าย มาตรการของรัฐ เช่น ‘ไทยช่วยไทย’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก ทั้ง 2 โครงการจะหมุนเวียนในระบบ 2 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแรงงาน

    นักวิเคราะห์ ระบุว่า การแก้ปัญหาแรงงานต้องทำเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับทักษะ (reskill/upskill) ขยายสวัสดิการแรงงานนอกระบบ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

    ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 1


    ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 2


    ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 3


    ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 4

    ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-labor-income-crisis-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KvXF4xo1IyHijqMFBTL2j

  • ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ ระส่ำ รัฐหวนหนุนค่าเงิน คุมค่าครองชีพพุ่ง

    ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ ระส่ำ รัฐหวนหนุนค่าเงิน คุมค่าครองชีพพุ่ง

    ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ มีความอ่อนไหวสูงนับตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามแล้ว หลังสงครามรัฐบาลเล็งกลับไปหนุนอัตราแลกเปลี่ยน หวังคุมค่าครองชีพพุ่ง แม้ประชาชนคัดค้านนโยบายนี้จนก่อให้เกิดประท้วงทั่วประเทศก็ตาม

    สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า การใช้ชีวิตในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว ทั้งตลาด คาเฟ่ และร้านค้าต่างๆ กำลังกลับมาเปิดบริการ ส่วนทางหลวงบางแห่งก็เริ่มมีการจราจรคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางกับสหรัฐยังคงดำเนินต่อไปตามเงื่อนไขข้อตกลงส่วนใหญ่ หลังจากอิหร่านถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอย่างหนักหลายสัปดาห์ แต่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

    พลเรือนหนุ่มสาวคนหนึ่งเผยกับอัลจาซีราว่า สินค้าส่วนใหญ่ยังมีให้เลือกซื้ออยู่ แต่หลายครั้งในตอนนี้เวลาจะซื้ออะไรต้องคิดตลอดว่าจะซื้อเพราะ “ต้องการ” หรือ “จำเป็น” หลายคนจึงหันมาซื้อแค่สิ่งของจำเป็นเท่านั้น

    ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตเพิ่มขึ้นและพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไป รัฐบาลอิหร่านกำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่ามีอาหารและยาเพียงพอ เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากสงครามที่มีต่อประชาชนชาวอิหร่าน

    หวนใช้อัตราแลกเปลี่ยนถูก

    เมื่อวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) คณะรัฐมนตรีอิหร่านได้เพิ่มเงื่อนไขหนึ่งเข้าไปในแนวทางการดำเนินงานของงบประมาณประจำปี เพื่อกลับมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนพิเศษสำหรับการนำเข้าสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาลี ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนมผงสำหรับเด็ก นั่นหมายความว่า รัฐบาลมีแผนที่จะจัดสรรเงินมากถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์จากส่วนแบ่งรายได้น้ำมันและก๊าซ ไปให้เครือข่ายผู้ดูแลเพื่อนำเข้าสินค้าจำเป็นในราคาที่ถูกกว่าการซื้อด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของตลาดเสรี

    ตามรายงานสื่ออิหร่าน ระบุว่า สินค้านำเข้าเหล่านี้จะถูกซื้อในอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่ 285,000 เรียลต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าทั้งอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเสรีที่ 1.55 ล้านเรียลต่อดอลลาร์ และยังต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในงบประมาณที่ 1.23 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

    ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงการกลับลำนโยบายบางส่วนของรัฐบาลจากงบประมาณที่เสนอเมื่อปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการประท้วงของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในกรุงเตหะรานที่ลุกลามจนกลายเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในวงกว้าง

    งบประมาณดังกล่าวเดิมทีมีเป้าหมายที่จะยกเลิกการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกที่สุด เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐสร้างระบบการเงินที่ไม่โปร่งใส ส่งผลให้เกิดการทุจริตมานานหลายปี และไม่ได้ช่วยลดราคาสินค้าให้กับประชาชนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

    “มันเหลือเชื่อจริงๆ” ผู้ใช้บัญชี X ชื่อ Hadi โพสต์ในแพลตฟอร์มดังกล่าว และอ้างอิงถึงทวีตของตัวเองเมื่อแปดปีก่อนที่เขาบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงอาหาร 14 คนในร้านอาหารสูงถึง 2.43 ล้านเรียล เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของราคาอาหารเพียงมื้อเดียวในปัจจุบันที่สูงกว่าเมื่อแปดปีก่อนถึง 6 เท่า

    ด้านยากูบ อันดาเยช รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสหกรณ์ แรงงาน และสวัสดิการสังคม เผยกับสื่อโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านว่า ราคาสินค้าจำเป็นได้รับผลกระทบอย่างมากจากการยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกลง

    อันดาเยช กล่าวว่า กระทรวงได้นำเสนอแนวทางต่างๆ ต่อรัฐบาลเพื่อ “รับประกันความมั่นคงทางอาหาร” ในสินค้าจำเป็น 11 ประเภทที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธเผยตัวเลขที่แน่ชัดเกี่ยวกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากทางการเตรียมนำอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกลงกลับมาใช้แล้ว รัฐบาลอิหร่านกำลังประเมินด้วยว่าสามารถเพิ่มปริมาณเงินช่วยเหลือรายเดือน และคูปองอิเล็กทรอนิกส์ให้กับชาวอิหร่านได้หรือไม่ เพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ปัจจุบันประชาชนอิหร่านแต่ละคนมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 323 บาทต่อเดือน)

    ทางการอิหร่านยังได้ดึงเงินจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซึ่งได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรมาซื้อสินค้าจำเป็นด้วย ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวในกองทุนล่าสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

    สื่อรัฐบาลรายงานวันอาทิตย์ว่า อิหร่านจะดึงเงินจากกองทุนพัฒนาแห่งชาติมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปจัดซื้อน้ำตาล ข้าว ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด กากถั่วเหลือง เนื้อแดง และเนื้อไก่ “โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์”

    ทางการอิหร่านยืนยันว่าประเทศมีเงินสำรองและทองคำเพียงพอ และได้โอนเงินน้ำมันบางส่วนที่ขายไปด้วยการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ไปยังกองทุน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

    ยังมีช่องทางนำเข้าสิ่งของจำเป็น

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์รัฐบาลรายงานด้วยว่า แม้สหรัฐจะปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและทิ้งระเบิดใส่โรงงานน้ำมันและก๊าซของประเทศ แต่ความท้าทายหลักของอิหร่านไม่ใช่ความพยายามเพิ่มผลผลิต หรือการนำเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    “ความท้าทายหลักคือการนำเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าเข้ามาในพื้นที่เกาะคาร์กและท่าเรือจาสก์ เพื่อบรรทุกน้ำมันที่สกัดได้” ผู้ประกาศข่าวรายงาน

    สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ยอมรับเมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) ว่า มีคนบางส่วนกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร  หลังเกิดสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    แต่ทัสนิมยืนยันว่า การคิดว่าอิหร่านจะเผชิญกับภาวะอดอยากอันเป็นผลมาจากการปิดล้อมของสหรัฐนั้น “ไม่สมเหตุสมผล” เพราะอิหร่านมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น อิรัก ตุรกี และปากีสถาน ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเหล่านั้นได้

    สื่อดังกล่าวเสริมต่อว่า ตำรวจและกองกำลังรักษาชายแดนอาจยุติปฏิบัติการในเส้นทางการลักลอบขนสินค้า หากเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในตลาด

    นอกจากนี้ รัฐบาลอิหร่านยังได้เพิ่มอำนาจบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนของอิหร่าน เพื่อส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจำเป็นโดยลดขั้นตอนทางราชการให้น้อยลง

    ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่านกล่าวกับสื่อรัฐบาลโดยไม่ลงรายละเอียดเมื่อวันเสาร์ว่า รัฐบาลได้แจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับอำนาจที่เพิ่มขึ้นของผู้ว่าฯ จังหวัดชายแดนแล้ว แต่ผู้ว่าฯ ต้องแสดงให้เห็นถึง “ความคิดริเริ่มและความสร้างสรรค์” เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงคราม

    ในวันอาทิตย์ สำนักงานอาหารและยาแห่งอิหร่านประกาศว่า จะเริ่มดำเนินการ “การกระจายสินค้าเชิงยุทธศาสตร์แบบรวมศูนย์” ในภาคการแพทย์ภายในสองวัน โดยมีเป้าหมายคือเพื่อให้สถานพยาบาลสามารถเข้าถึงสินค้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเป็นธรรมและทันท่วงที และเพื่อลดความท้าทายในการจัดซื้อจัดหา

    อินเทอร์เน็ตปิดต่อเนื่อง

    ขณะนี้มีชาวอิหร่านส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากภายในประเทศได้ในช่วงที่รัฐบาลสั่งปิดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมด โดยผู้ที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้มีทั้งผู้ที่ได้รับอนุมัติการเชื่อมต่อจากรัฐบาล หรือผู้ที่จ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) หรือผู้ที่ใช้วิธีการอื่นๆ ในการหลีกเลี่ยงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต

    งานนับล้านตำแหน่งถูกระงับไว้ชั่วคราว และแรงงานอีกหลายหมื่นคนต้องถูกเลิกจ้าง หรือปลดออกโดยตรง อันเป็นผลมาจากการปิดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งปิดมานานเกือบสองเดือนแล้ว รวมถึงจากการทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือนและเศรษฐกิจ เช่น โรงงานเหล็ก

    ในขณะที่ทางการเน้นย้ำว่าจะบูรณะโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตจะยังคงอยู่ตลอดช่วงสงคราม และได้ขยายระบบการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบแบ่งระดับที่ประชาชนคัดค้านมานานหลายปี

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา องค์กรพยาบาลแห่งอิหร่านเป็นหน่วยงานแรกที่ออกมาปฏิเสธบริการ “อินเทอร์เน็ตโปร” ที่ทางการอิหร่านเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเปลี่ยนสิทธิขั้นพื้นฐานให้กลายเป็นสิทธิพิเศษที่ต้องจ่ายเงิน

    “เมื่อประชาชนอิหร่านทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้ พยาบาลก็จะใช้มันเหมือนกับประชาชนคนอื่นๆ” องค์กรดังกล่าวระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1232035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F97RuELt0R1B_PftNMRB6

  • นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69

    นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69

    นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69


    1/05/2569 | 99 |

    📌บทสรุป

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทีมเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน กรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน อีกทั้งได้หารือภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ที่ถูกปรับลด GDP เหลือร้อยละ 1.5 – 1.6 จากเดิมร้อยละ 2 เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังได้ติดตามความคืบหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 นอกจากนี้ยังเดินหน้านโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีแนวทางจัดหาแหล่งเงินจากงบประมาณคงเหลือและแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายครอบคลุมประชาชนมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนทั่วไป ให้สิทธิ์สนับสนุนค่าใช้จ่ายรวม 4,000 บาทต่อคน ซึ่งรัฐสนับสนุน 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน เริ่มลงทะเบียนเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ขณะที่ภาคเอกชน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เห็นว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 160,000 – 200,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0%

    📌รายละเอียด

    (30 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าหารือ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้พูดคุยในหลักการเพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ส่วนกรอบวงเงินในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน อยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งกรอบเอาไว้ แต่จะใช้เท่าใดนั้นจะพิจารณาอีกครั้ง สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจหลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลด GDP ปี 2569 ลงไปอยู่ที่ 1.5 – 1.6% จากเดิมประมาณ 2% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ติดตามความคืบหน้า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 (2026 Annual Meetings) ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และการดำเนินนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้เงินคืนจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณตามขั้นตอนการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย และรัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือเรื่องโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต้องดูจากกระทรวงการคลังเป็นหลัก

    เพราะเป็นฝ่ายออกแนวทางและนโยบาย แต่ต้องดูจากกระทรวงอื่นประกอบด้วยว่าจะมีการเยียวยาในส่วนอื่นอย่างไร เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ ได้ประกาศว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่ง พลัส” จะเริ่มได้วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน อีกส่วนคือประชาชนทั่วไป ขณะนี้กำลังดูตัวเลขของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสองส่วนรวมกันจะเกิน 30 ล้านคน ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

    สำหรับ โครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อจะให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออก 60% ประชาชนออก 40% คือใช้จ่าย 100 บาท รัฐช่วย 60 บาท ประชาชนจ่าย 40 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน เปิดให้ลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม 2569 เริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ ต้องใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์ และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    สำหรับมุมมองจากภาคเอกชน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงและบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย หากครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 80,000 ล้านบาท หากรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม และเงินสมทบจากภาคประชาชน จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท จะช่วยชดเชยกำลังซื้อที่สูญหายไปจากระบบได้อย่างพอดี โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบทุก 50,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.2 – 0.3% และมาตรการทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0%


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/499451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20A-vT6tYkMFFuH1nKCZxC

  • ระยองเปิดตลาด ‘ไทยช่วยไทย’ ลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    ระยองเปิดตลาด ‘ไทยช่วยไทย’ ลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่บริเวณด้านหน้าอาคารที่ว่าการอำเภอเมืองระยอง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยมีนายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง นายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง พ.ต.อ.อาทิตย์ ยาแก้ว ผกก.สภ.เมืองระยอง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

    นายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งลดค่าครองชีพ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยอำเภอเมืองระยองได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดระยอง สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานเกษตร ประมง และปศุสัตว์อำเภอ รวมถึงภาคเอกชน เช่น บริษัท ท็อปส์ (Tops) และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ร่วมกันนำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ

    ภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชนหลากหลายรายการ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ได้นำสินค้ามาจำหน่าย สร้างรายได้ และขยายช่องทางการตลาด

    นายอำเภอเมืองระยอง กล่าวเพิ่มเติมว่า อำเภอเมืองระยองกำหนดจัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย” เป็นประจำทุกวันศุกร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง

    ด้านนายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูง พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าอย่างยั่งยืน ก่อนกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5827847/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FOheV742ZSMgf1D2OLXh6

  • ถอดรหัสเสถียรภาพเงินบาทและ FDI ล้านล้าน: ปราการเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายโลก

    ถอดรหัสเสถียรภาพเงินบาทและ FDI ล้านล้าน: ปราการเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายโลก

    ถอดรหัสเสถียรภาพเงินบาทและ FDI ล้านล้าน: ปราการเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายโลก


    1/05/2569 | 73 |

    ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่หมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจด้วยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 1.87 ล้านล้านบาท (สถิติปี 2568) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ไทยยังคงเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และ “ศูนย์กลางยุทธศาสตร์” ที่น่าดึงดูดใจที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน

    1. เสถียรภาพเงินบาท: เกราะป้องกันความเสี่ยงระดับภูมิภาค

    หัวใจสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจวางเงินลงทุนระยะยาวคือ ความมั่นคงทางนโยบายการเงิน แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน แต่ค่าเงินบาทของไทยในปี 2569 ยังคงรักษาระดับเสถียรภาพได้อย่างโดดเด่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:

    • ทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง: ไทยมีระดับเงินทุนสำรองในระดับสูงเมื่อเทียบกับจีดีพี ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีเครื่องมือเพียงพอในการดูแลความผันผวน

    • ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นบวก: การฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบของภาคการท่องเที่ยวและรายได้จากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้สถานะการเงินระหว่างประเทศของไทยมีความมั่นคง

    • การบริหารจัดการหนี้สาธารณะ: รัฐบาลยังคงรักษาเพดานหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม

    2. ยุคทองของ FDI: เมื่อไทยกลายเป็น “ฮับ” แห่งนวัตกรรมและสีเขียว

    ตัวเลขการลงทุนที่ทะลุหลักล้านล้านไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก:

    • อุตสาหกรรมดิจิทัลและ Data Center: เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่การสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Cloud Computing) และศูนย์ข้อมูลระดับโลก เพื่อรองรับการเติบโตของ AI ในภูมิภาค

    • ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV): ไทยตอกย้ำการเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ด้วยการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตหลักของรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยมีบริษัทชั้นนำจากทั้งเอเชียและยุโรปเข้ามาตั้งโรงงานอย่างต่อเนื่อง

    • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): นโยบายการใช้พลังงานสะอาดและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยเร่งให้นักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG เลือกไทยเป็นฐานการดำเนินงาน

    3. กลไกสนับสนุน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ

    ปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้เม็ดเงินเหล่านี้เกิดขึ้นจริงคือระบบการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เช่น:

    • ระบบ FastPass: การเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติการลงทุนและการขอใบอนุญาตทำงาน (Visa & Work Permit) สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ซึ่งช่วยลดต้นทุนแฝงด้านเวลาให้กับนักลงทุน

    • การพัฒนาพื้นที่ EEC: โครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่เสร็จสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งท่าเรือและรถไฟความเร็วสูง ช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างไร้รอยต่อ


    บทสรุป: ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569

    เสถียรภาพของค่าเงินบาทและเม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในยามที่โลกมีความไม่แน่นอน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงและการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงมาสู่แรงงานไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในอนาคตคือการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายและการเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ไทยสามารถดำรงตำแหน่งศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียนได้อย่างยั่งยืน

    สรุปประเด็นสำคัญ:

    1. FDI ทุบสถิติ: ยอดคำขอลงทุนปีล่าสุดพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Digital, EV และ Green Industry สะท้อนความเชื่อมั่นในนวัตกรรมของไทย

    2. เงินบาทมั่นคง: เสถียรภาพทางการเงินและทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งเป็นปราการสำคัญที่ป้องกันผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

    3. ยุทธศาสตร์เชิงรุก: ระบบ FastPass และการพัฒนา EEC คือกลไกหลักที่ทำให้นักลงทุนเลือกไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน:

    • รายงานสถิติการส่งเสริมการลงทุนปี 2568-2569, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

    • ประมาณการเศรษฐกิจไทยและทิศทางค่าเงินปี 2569, กระทรวงการคลัง

    • รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนล่าสุด, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    • Thailand Economic Monitor 2026, World Bank (ธนาคารโลก)

    • Thailand’s 2026 Economic Outlook: BOI Investment Highlights


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/499430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SFiwyjEdtGWsSYR5YHwD1