Category: เศรษฐกิจ

  • ทช.สร้างถนน 4 เลน สาย ง ผังเมืองรวมเมืองทุ่งสง รับเมือง ดันเศรษฐกิจคมนาคมขนส่งภาคใต้

    ทช.สร้างถนน 4 เลน สาย ง ผังเมืองรวมเมืองทุ่งสง รับเมือง ดันเศรษฐกิจคมนาคมขนส่งภาคใต้

    เศรษฐกิจ

    ทช.สร้างถนน 4 เลน สาย ง ผังเมืองรวมเมืองทุ่งสง รับเมือง ดันเศรษฐกิจคมนาคมขนส่งภาคใต้

    วันจันทร์ ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2569, 10.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทช.สร้างถนน 4 เลน สาย ง ผังเมืองรวมเมืองทุ่งสง รับเมือง ดันเศรษฐกิจคมนาคมขนส่งภาคใต้

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย ง ผังเมืองรวมเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 39 เร็วกว่าแผนที่วางไว้ โดยขณะนี้การดำเนินงานอยู่ระหว่างการวางท่อระบายน้ำชนิดท่อเหลี่ยม งานเทคอนกรีตสะพานข้ามทางรถไฟ งานเทคอนกรีตผนังกำแพงกันดิน และงานตอกเสาเข็ม คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้ประชาชนได้ใช้สัญจรในปี 2571 ต่อไป ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยรองรับการเจริญเติบโตของเมืองในอนาคต ส่งเสริมเศรษฐกิจทั้งภาคการคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ยกระดับการเดินทางอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

    สำหรับโครงการก่อสร้างถนนสาย ง ผังเมืองรวมเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณ ทล.4110 กม.ที่ 0+000 ไปถึงจุดสิ้นสุดโครงการบรรจบกับ ทล. 403 กม.ที่ 5+589 มีระยะทางรวม 5.589 กิโลเมตร ซึ่งก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้างช่องละ 3.25 เมตร ไหล่ทางกว้าง ข้างละ 2.75  เมตร เกาะกลางกว้าง 4.60 เมตร ทางเท้ากว้างข้างละ 2.50-3.45 เมตร มีระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบสัญญาณไฟจราจร และสิ่งอำนวยความสะดวกปลอดภัยต่าง ๆ 

    ทั้งนี้ ในส่วนของงานก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ 1 แห่ง ขนาด 4 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร ทางเท้ากว้างข้างละ 2 เมตร และยังมีการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามคลอง จำนวน 4 แห่ง พร้อมระบบไฟฟ้าแสงสว่าง โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 909.548 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างดำเนินโครงการฯ ทช. ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างอย่างสูงสุดตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม โดยได้กำชับไปยังผู้ควบคุมงาน/ผู้รับจ้างให้เข้มงวดและปฏิบัติงานตามมาตรฐานของกรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง รวมไปถึงการรดน้ำบริเวณโครงการฯ เพื่อป้องกันผลกระทบอันเกิดจากฝุ่นบริเวณโดยรอบพื้นที่ก่อสร้าง การบริหารจัดการพื้นที่โครงการโดยเก็บวัสดุอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ตลอดจนการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/489454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UZF_JlsxRdX–YKsgpf-z

  • สหรัฐฯ-อิหร่าน แลกหมัดกันไม่หยุด ยิงทำลายเรือกันดุเดือด

    สหรัฐฯ-อิหร่าน แลกหมัดกันไม่หยุด ยิงทำลายเรือกันดุเดือด

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของคุกกี้ที่เราจัดเก็บ เหตุผลในการใช้คุกกี้ และวิธีการตั้งค่าคุกกี้ได้ใน นโยบายคุกกี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/international/frontpagenews/470208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pwpWNFLkG5lv9Z_aCrUSD

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันดิบพุ่งเกือบ 10%  ตลาดหุ้นนิวยอร์กเสี่ยงผันผวน เช็ก ราคาน้ำมัน 07/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันดิบพุ่งเกือบ 10%  ตลาดหุ้นนิวยอร์กเสี่ยงผันผวน เช็ก ราคาน้ำมัน 07/09/69 – สยามรัฐ

    ตลาดน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อแต่ยังผันผวนสูง หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น ขณะที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยง ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กมีโอกาสเปิดในแดนลบถึงทรงตัว นักลงทุนกังวลทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่ง ขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศล่าสุดยังอยู่ในระดับสูง โดยราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ จาก 4 สถานีบริการยังต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงจากผู้ค้าน้ำมันอย่างใกล้ชิด

    ตลาดน้ำมันดิบแนวโน้มขาขึ้น จับตาช่องแคบฮอร์มุซ

    สำหรับแนวโน้มตลาดน้ำมันดิบวันที่ 8 ก.ย. 2569 มีโอกาส “ปรับตัวขึ้นต่อ” แต่ยังต้องเผชิญความผันผวนสูง โดยปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น รวมถึงความกังวลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ต.ค. ปิดที่ 91.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 18 เซนต์ หรือ 0.2% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือน พ.ย. ปิดที่ 96.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 76 เซนต์ หรือ 0.8% ส่งผลให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา WTI ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% และเบรนท์เพิ่มขึ้น 7.6%

    หนึ่งในปัจจัยที่ตลาดจับตาคือความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เฉลี่ยประมาณ 10 ลำต่อวันในช่วง 10 วันที่ผ่านมา และยังไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มาก หรือ VLCC ออกจากช่องแคบดังกล่าวนับตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน OPEC+ มีมติเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ให้คงนโยบายการผลิตน้ำมันสำหรับเดือนตุลาคม ซึ่งช่วยจำกัดโอกาสที่อุปทานใหม่จะไหลเข้าสู่ตลาดและกดดันราคาน้ำมันในระยะสั้น

    อีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดคือราคาดีเซลขายปลีกในสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะประมาณ 5.85 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนภาวะตึงตัวของตลาดน้ำมันสำเร็จรูป และอาจเพิ่มต้นทุนด้านการขนส่ง ภาคเกษตร และภาคธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องระวังแรงขายทำกำไร หลัง WTI ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ภายในสัปดาห์เดียว และราคาน้ำมันกำลังเข้าใกล้ระดับจิตวิทยาที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปรับขึ้นรอบนี้เกิดจากความกังวลและการเก็งกำไรจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง

    สำหรับวันที่ 8 ก.ย. มุมมองตลาดยังเป็น “ขาขึ้นแบบผันผวน” โดย WTI มีโอกาสทดสอบบริเวณ 92-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 95 และ 100 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 90 และ 88 ดอลลาร์ ส่วนเบรนท์มีโอกาสเคลื่อนไหวเหนือ 95 ดอลลาร์ และทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์ หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับขึ้นอีก

    ช่วงเปิดตลาดเอเชียล่าสุดยังสะท้อนแรงซื้อ โดย WTI ขยับขึ้นแตะประมาณ 92.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์อยู่ที่ประมาณ 96.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันมากขึ้น

    ตลาดหุ้นนิวยอร์กเสี่ยงเปิดลบ นักลงทุนจับตาเฟด

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาดวันที่ 8 ก.ย. 2569 มีแนวโน้มเปิดในแดนลบถึงทรงตัว และยังมีความผันผวนสูง หลังนักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดจากวันหยุดยาว โดยประเด็นสำคัญยังอยู่ที่ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด

    แรงกดดันสำคัญมาจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ เดือนส.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้เพียง 56,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.1% และตัวเลขการจ้างงานเดือนมิ.ย.-ก.ค. ถูกปรับเพิ่มขึ้นอีก 55,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง

    ตัวเลขดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง

    ในการซื้อขายวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตลาดปรับตัวลง โดยดาวโจนส์ลดลง 271.86 จุด หรือ 0.51% ปิดที่ 53,414.25 จุด ดัชนี S&P500 ลดลง 0.38% ปิดที่ 7,718.60 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 0.29% ปิดที่ 26,506.99 จุด

    สำหรับการซื้อขายวันที่ 8 ก.ย. นักลงทุนมีแนวโน้มระมัดระวังและลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต หากตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงหรือส่งสัญญาณเข้มงวดด้านดอกเบี้ยต่อไป อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนมองว่าตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังดี อาจช่วยจำกัดแรงขายและเปิดโอกาสให้ตลาดฟื้นตัวระหว่างวัน

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 7 ก.ย. 2569

    ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศประจำวันที่ 7 ก.ย. 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. โดยข้อมูลที่ระบุในรายงานเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ จาก 4 ผู้ให้บริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ ซึ่งข้อมูลราคาชุดนี้อัปเดต ณ วันที่ 2 ก.ย. 2569 เวลา 05.00 น. มีรายละเอียดดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.29 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 29.23 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 47.28 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันบางจาก

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.229 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 29.23 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน พีที (PT)

    ดีเซล ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 34.14 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 47.78 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.29 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันเชลล์ (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.49 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.42 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.79 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 39.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 34.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงจากรายงานของ สนพ. ซึ่งจะมีการอัปเดตเมื่อผู้ค้าน้ำมันประกาศเปลี่ยนแปลงราคา โดยราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพฯ ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ภาพรวมตลาดวันที่ 8 ก.ย. 2569 ตลาดน้ำมันดิบยังมีน้ำหนักเป็นบวกจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบลบ โดยนักลงทุนประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟดควบคู่กับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น หากสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันมีโอกาสเร่งตัวเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากสถานการณ์คลี่คลายก็มีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/319841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y4o0LuiMykUbRxKycfMDA

  • ซูเปอร์โพลเผย ปชช.พอใจ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60% ลดค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจ

    ซูเปอร์โพลเผย ปชช.พอใจ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60% ลดค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจ

    วันนี้ (7 ก.ย.2569) การใช้สิทธิในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เดินทางมาถึงช่วงเดือนสุดท้าย พบว่าประชาชนจำนวนมากที่เริ่มใช้สิทธิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ได้ใช้สิทธิเต็มวงเงินเรียบร้อยแล้ว โดยในกลุ่มเฟซบุ๊ก “ไทยช่วยไทยพลัส 2569” ซึ่งมีสมาชิกกว่า 3.9 แสนคน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสอบถามถึงการใช้สิทธิอย่างคึกคัก ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ใช้สิทธิหมดแล้วและกลุ่มที่ยังคงเหลือวงเงินอยู่

    ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,128 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนร้อยละ 63.8 มีความพึงพอใจต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทย 60/40” ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 24.7 พึงพอใจปานกลาง และร้อยละ 11.5 พึงพอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย

    นอกจากนี้ ในประเด็นการลดภาระค่าครองชีพ พบว่าร้อยละ 53.8 เห็นว่าช่วยได้มากถึงมากที่สุด และร้อยละ 62.7 มองว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้ารายย่อยในระดับมากถึงมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการนี้สามารถตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ซูเปอร์โพลเผย ปชช.พอใจ

    ซูเปอร์โพลเผย ปชช.พอใจ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60% ลดค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจ

    รัฐบาลเปิดตัวรายการใหม่ “คุยกับ ครม.อนุทิน”

    ด้านการสื่อสารของภาครัฐ ล่าสุดได้เปิดตัวรายการโทรทัศน์ใหม่ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์ ทางสถานีโทรทัศน์ NBT โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มาร่วมประเดิมตอนแรก พร้อมประกาศทิศทางสำคัญในการพัฒนาระบบราชการของไทย โดยเน้นย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดรายจ่ายประจำและปรับลดจำนวนบุคลากรภาครัฐ

    เนื่องจากโครงสร้างงบประมาณของประเทศในปัจจุบันมีสัดส่วนรายจ่ายประจำสูงถึงร้อยละ 73 ในขณะที่มีงบลงทุนเพียงประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น ซึ่งหากภาครัฐสามารถลดภาระรายจ่ายประจำลงได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบราชการ ก็จะช่วยขยายสัดส่วนงบประมาณการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ ได้อย่างยั่งยืน

    สอดคล้องกับ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” โดยรัฐบาลได้เห็นชอบหลักการมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) สำหรับข้าราชการ 2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

    1. กลุ่มข้าราชการที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป
    2. กลุ่มข้าราชการที่มีอายุระหว่าง 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

    โดยมีการกำหนดอัตราเงินก้อนจ่ายชดเชยสูงสุดแก่ข้าราชการทั้ง 2 กลุ่มในอัตราเท่ากันคือ ไม่เกิน 12 เท่าของเงินเดือน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคนภาครัฐให้มีความกระชับและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

    อ่านข่าว :

    เริ่มที่อีสานก่อน อุตุฯ เตือน ทั่วไทยรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก 8-13 ก.ย.นี้

    สภาพอากาศวันนี้ เหนือ-อีสานฝนหนัก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก

    อินเดีย “หอพักถล่ม” พบตายแล้ว 3 คน คาดมี นศ.อีกมากติดอยู่ภายใน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557534&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CWvckGGrW1OvdeShfyxNx

  • ไทยเบฟชู เศรษฐกิจพอเพียง รับโลกผันผวน ดันธุรกิจไทยเติบโตทั่วถึง

    ไทยเบฟชู เศรษฐกิจพอเพียง รับโลกผันผวน ดันธุรกิจไทยเติบโตทั่วถึง

    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ร่วมสนับสนุนการประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อหารือแนวทางยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอาเซียนและเวทีโลก

    ภายในงาน ไทยเบฟร่วมจัดเสวนาหัวข้อ “Growth Reaches Communities: Sufficiency Economy Philosophy” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยเบฟ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) มาประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยเบฟ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ในเดือน ต.ค.นี้ เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศ และร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ให้ผลลัพธ์กระจายไปถึงประชาชนและชุมชนอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันไทยต้องเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

    “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จึงยังมีความสอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน โดยสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจ เพื่อช่วยให้บุคคลและชุมชนรับมือกับความไม่แน่นอน พร้อมเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในระยะยาว

    SEP บทเรียนจากวิกฤต สร้างภูมิคุ้มกัน

    รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี กล่าวว่า วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ไทยเห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ โดยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระราชทานไว้ เป็นแนวคิดที่ช่วยให้เกิดภูมิคุ้มกันในช่วงวิกฤต

    แก่นของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง เช่น การพิจารณาว่ากิจกรรมใดมีความจำเป็น ความเสี่ยงใดควรรับ และความเสี่ยงใดสามารถหลีกเลี่ยงได้

    “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นมากกว่าแนวคิดเชิงนามธรรม หากแต่เป็นกรอบวิธีคิดที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    อุตสาหกรรมไทยเสี่ยง K-Shaped

    ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนเชิงโครงสร้างจากหลายด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและไทยมีลักษณะ K-Shaped

    ขาขึ้นของ K คืออุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและมีบริษัทข้ามชาติเป็นผู้ลงทุน ขณะที่ขาล่างเป็นกลุ่ม SMEs ห่วงโซ่อุปทานระดับท้องถิ่น และแรงงานจำนวนมากที่ยังมีความเปราะบางและเติบโตไม่ทัน หากช่องว่างระหว่างทั้งสองกลุ่มขยายตัวต่อเนื่อง จะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบและไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน

    กระทรวงอุตสาหกรรมจึงนำหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน มาเป็นแนวทางปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย โดยหนึ่งในเครื่องมือคือ มาตรฐาน มอก.9999 ซึ่งประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับการบริหารองค์กร เพื่อสร้างธุรกิจที่มุ่งความอยู่รอดในระยะยาว ควบคู่กับความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

    นายวราวุธกล่าวว่า ภาครัฐยังส่งเสริมให้ SMEs นำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดโลก โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากนักลงทุน ผู้นำอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และพันธมิตรต่างประเทศ

    “เป้าหมายของอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศเติบโต แต่ต้องทำให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน”

    ทั้งนี้ นายวราวุธเน้นว่า การเติบโตและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นปัจจัยที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน

    การเข้าร่วมงานของไทยเบฟครั้งนี้จึงมุ่งสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลง พร้อมเตรียมความพร้อมของประเทศสำหรับการเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (The 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group) ในเดือน ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2957899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zQENSFJes9gjcsl82qzX9

  • ‘เกมโอเวอร์’ โมเดลเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

    ‘เกมโอเวอร์’ โมเดลเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

    ช่วงที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาพบปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยในปี 2569 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ที่ 2.0-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.2%

        ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหลายชาติในอาเซียนพบว่าอัตราการขยายตัวของไทยต่ำกว่า ซึ่งจำเป็นที่ประเทศไทยต้องการมีการปฏิรูปเศรษฐกิจรวมถึงต้องปรับโครงสร้างการผลิต
        ปัจจุบันที่น่าสนใจเมื่อกลุ่มธนาคารโลก เปิดตัวรายงานฉบับล่าสุด “Building Thailand’s Future Today: The Investment and Growth Playbook” ระบุถึงประเทศไทยมีโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างบน 2 เสาหลัก ได้แก่ การยกระดับศักยภาพ และการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ โดยจะช่วยนำพาประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2580

        ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างเดิมที่แข็งแกร่ง ทั้งฐานอุตสาหกรรมที่มีความสามารถแข่งขันระดับโลก แต่โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่เคยสร้างความสำเร็จต่อเนื่อง 35 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถส่งเสริมการเติบโตที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในอนาคตได้อีก เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางรวดเร็วจาก AI การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลกใหม่ แรงกดดันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
        สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ระบุในงาน Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น : ISAN LANDING เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 ซึ่งระบุถึงภาคอีสานกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมถึงทางตัน เมื่อเจอปัญหาการผลิตภาคเกษตรกรรมมีผลิตภาพต่ำ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมในอีสานที่ไม่เป็นแหล่งดูดซับแรงงานเหมือนอดีต

        สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญ “โอกาส” ที่แคบและกำลังจะปิดลง ซึ่งสะท้อนถึงโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่พึ่งพาการส่งออกและแรงงานราคาถูกหมดพลังลง ในขณะที่โลกเปลี่ยนเร็วและประเทศไทยยังอยู่ในภาวะผู้ตาม และจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปรับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ให้ทันทิศทางการเปลี่ยนแปลงเพื่อลดความเสี่ยง “เกมโอเวอร์” ควบคู่กับการยกระดับการบริหารงานงบประมาณ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างธรรมาภิบาลเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1250687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g6hsQfU7yKMQD_1bt6KT2

  • ธนาคารโลกชี้ทางรอดไทย..เลือก 12 ปี หรือ 30 ปี? ปฏิรูประบบเศรษฐกิจวันนี้ หรือยอมรับความถดถอยถาวร

    ธนาคารโลกชี้ทางรอดไทย..เลือก 12 ปี หรือ 30 ปี? ปฏิรูประบบเศรษฐกิจวันนี้ หรือยอมรับความถดถอยถาวร

    ธนาคารโลกเตือนไทยถึงทางแยกสำคัญ หากเดินหน้าแบบเดิมอาจต้องใช้ถึง 30 ปีสู่ประเทศรายได้สูง แต่หากเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ มีโอกาสบรรลุเป้าหมายภายใน 12 ปี พร้อมชี้ “สัญญาณเตือนภัยครั้งสุดท้าย” ไทยต้องเร่งแก้ 3 คอขวดใหญ่ ก่อนเผชิญความถดถอยถาวร

    • ธนาคารโลกชี้ว่าไทยอยู่บนทางแยกระหว่างการเติบโตแบบเดิมที่ต้องใช้เวลา 30 ปี (ถึงปี 2599) ในการเป็นประเทศรายได้สูง หรือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ใน 12 ปี (ภายในปี 2580)
    • คำเตือนครั้งนี้ถูกย้ำว่าเป็น “สัญญาณเตือนภัยครั้งสุดท้าย” เพราะไทยไม่มีเวลาเหลือแล้ว เนื่องจากเผชิญปัญหาโครงสร้างจากสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้ต้องเลือกระหว่าง “ปฏิรูปวันนี้” หรือ “ยอมรับความถดถอยถาวร”
    • หากเลือกเส้นทาง 30 ปี (เติบโต 2.2% ต่อปี) ประเทศจะมีความเสี่ยงสูงจากวิกฤตในอนาคต แต่หากเลือกเส้นทาง 12 ปี (เติบโต 5.4% ต่อปี) จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้ทันท่วงที
    • การปฏิรูปเป็นทางรอดเดียวที่จะแก้ปัญหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ “หมดอายุ” ซึ่งเกิดจาก 3 คอขวดหลัก ได้แก่ ภาคธุรกิจขาดนวัตกรรม, วิกฤตทักษะแรงงานที่ไม่ทันโลก และการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ
    • ทางออกคือภาคเอกชนและประชาชนต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปเองโดยไม่ต้องรอการเมือง และมุ่งเป้าไปที่ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย
    • บทสรุปของรายงานคือการสะท้อนให้คนไทยเห็นว่าอนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในวันนี้ ว่าจะกล้าลุกขึ้นมาปฏิรูปเพื่อความมั่งคั่ง หรือจะยอมนิ่งเฉยจนกลายเป็น “คนป่วยเรื้อรังแห่งอาเซียน”

    เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงาน “Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” ซึ่งจัดโดยความร่วมมือของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารโลก (World Bank) มีการเปิดตัวรายงานสำคัญเรื่อง “Building Thailand’s Future Today: The Investment and Growth Playbook”

    หลายคนอาจมองว่าธนาคารโลกมาเตือนเรื่องเดิม ๆ เกี่ยวกับกับดักรายได้ปานกลางและการปฏิรูปโครงสร้าง แต่ครั้งนี้ผู้แทนธนาคารโลกย้ำว่านี่เป็น “สัญญาณเตือนภัยครั้งสุดท้าย” เพราะไทยไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว

    ในอดีตการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นเพียงเรื่องของวัฏจักร แต่ปัจจุบันไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Hyper-aged Society) จนวัยแรงงานลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ระเบียบการค้าโลกยุคใหม่หมุนไปอย่างรวดเร็ว หากยังใช้โมเดลเดิม เศรษฐกิจไทยจะไม่ใช่แค่โตช้า แต่จะถูกดิสรัปต์จนหลุดจากห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างสิ้นเชิง นี่จึงเป็นเส้นตายทางโครงสร้างที่ไทยต้องเลือกระหว่าง “ปฏิรูปวันนี้” หรือ “ยอมรับความถดถอยถาวร”

    หลุมพราง 2.2% อยู่แบบเดิม 30 ปี หรือจะเร่งให้ได้ภายใน 12 ปี

    แคทเธอริน แอน สเตเปิลตัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ชี้ให้เห็นตัวเลขอันเจ็บปวดว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกจนถึงปัจจุบัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เฉลี่ยของไทยทรุดลงมาเหลือเพียง 2.2% ต่อปี หากปล่อยให้เศรษฐกิจเดินหน้าแบบปล่อยไหลตามบุญตามกรรม (Business-as-usual) ไทยจะต้องใช้เวลาถึง ปี 2599 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า จึงจะเข้าข่ายประเทศรายได้สูง แต่หากเราดันอัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัว (GDP per capita) ไปอยู่ที่ 5.4% ต่อปี เราจะบรรลุเป้าหมายได้ภายใน ปี พ.ศ. 2580 หรืออีกเพียง 12 ปีข้างหน้า

    การวิ่งมาราธอนยาวนานถึง 30 ปีในโลกยุคนี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป เพราะหลายทศวรรษข้างหน้า จะเกิดวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาด และภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกนับไม่ถ้วน หากเราไม่เร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้เป็นประเทศรายได้สูงโดยเร็ว ลูกหลานของเราที่เกิดในปี 2569 นี้ จะเติบโตขึ้นมาเพื่อแบกรับภาระภาษีเลี้ยงดูผู้สูงอายุจำนวนมหาศาล บนฐานเศรษฐกิจที่ไร้เรี่ยวแรง ไร้ความสามารถในการแข่งขัน และระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

    ถอดรหัส 3 คอขวดเชิงโครงสร้าง

    สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา ชี้ว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่เคยส่งให้ไทยเติบโตตลอด 35 ปีได้ “หมดอายุ” ลงแล้ว ซึ่งผู้เขียนขอแปลภาษาอันซับซ้อนให้เห็นภาพจริงดังนี้:

    1. การขาดความคล่องตัวทางธุรกิจ (Low Business Dynamism): “ภาคธุรกิจไทยกำลังแก่ตามประชากร” เรามีสตาร์ตอัปใหม่ ๆ เพียง 10 รายต่อประชากรล้านคน (เทียบกับสิงคโปร์ที่มี 1,000 ราย) บริษัทใหญ่ ๆ ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังคงทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ทุนใหญ่เน้นกินสัมปทานและผูกขาดในประเทศ ขณะที่ SMEs ไทยมีเพียง 8% เท่านั้นที่เจียดเงินไปทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เราจึงไม่มี “นวัตกรรม” ของตัวเองไว้สู้กับต่างชาติ

    2. วิกฤติทักษะแรงงาน (Labor Skill Crisis): ผลสอบ PISA บอกเราว่าเด็กไทยวัย 15 ปี มีผู้ที่มีทักษะขั้นสูงด้านคณิตศาสตร์เพียง 1% (สิงคโปร์มี 25%) แปลว่า “เด็กไทยส่วนใหญ่ถูกสอนมาเพื่อเป็นแรงงานในสายการผลิตยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 แต่โลกกำลังต้องการคนใช้เทคโนโลยีคล่องแคล่ว คนคุมระบบ AI และนักวิเคราะห์ข้อมูลในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4”

    3. เมืองที่โตเดี่ยว (Single-engine Urbanization): ประเทศไทยมีลักษณะ “หัวโต ตัวลีบ” กรุงเทพฯ ดึงดูดทั้งโอกาส งบประมาณ และคนรุ่นใหม่ไปจนหมด ขณะที่เมืองรองไร้ศักยภาพในการสร้างงานมูลค่าสูง ประกอบกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติปีแล้วปีเล่า

    แล้วจะทำอย่างไรในเมื่อการเมืองไทยวุ่นวายเหลือเกิน?

    ในเมื่อการเมืองไทยยังคงผวนผันและแบ่งฝ่าย เอกชนและประชาชนคนธรรมดาจะคาดหวังอะไรได้?

    คำตอบคือ ภาคเอกชน (Private Sector) และภาคประชาชนนี่แหละที่จะต้องเป็น “ผู้ขับเคลื่อนจริง” (Primary Engine) ประชาชนและ SMEs ต้องเลิกพึ่งพาเพียงเงินแจกหรือนโยบายประชานิยมระยะสั้น แต่ต้องรวมตัวกันกดดันภาครัฐให้ปฏิรูประเบียบปฏิบัติต่างๆ (Guillotine Laws) ลดคอร์รัปชัน และยกระดับทักษะ (Reskill) ของตนเองและพนักงานทันทีโดยไม่ต้องรอรัฐบาล

    5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ธนาคารโลกประจำประเทศไทยชี้เป้าหมาย :

    Advanced Manufacturing (การผลิตขั้นสูง): จากที่เคยประกอบรถยนต์ใช้น้ำมัน เราต้องขยับไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ และระบบความเย็นรักษ์โลกที่โรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังต้องการ

    Digital Services (บริการดิจิทัล): ไม่ใช่แค่การเป็นผู้ใช้แอปพลิเคชันต่างชาติ แต่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทำธุรกิจ Fintech, โปรแกรมเมอร์, Cyber Security และบริการระบบคลาวด์เพื่อส่งออกบริการไปทั่วโลก

    Sustainable & Wellness Tourism (ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน): เลิกดีใจกับจำนวนนักท่องเที่ยวหลักสิบล้านคนที่มาแล้วกลับไป แต่เปลี่ยนมาจับกลุ่ม “ลูกค้าระดับบน” ที่พร้อมจ่ายหนักเพื่อมารักษาพยาบาล เพื่อการฟื้นฟู หรือเกษียณในเมืองรอง

    Agrifood (เกษตรแปรรูปขั้นสูง): เลิกขายข้าวหรือยางพาราดิบแบบถูกๆ แต่เปลี่ยนมาทำ “อาหารแห่งอนาคต”(Plant-based, โปรตีนจากแมลง) และเกษตรคาร์บอนต่ำที่สอดรับกับกฎหมายคาร์บอนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้หลายเท่าตัว

    Creative Industries (เศรษฐกิจสร้างสรรค์): คนไทยมีฝีมือเรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว จึงควรมีระบบนิเวศผลักดันให้ขยับเข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก นำวัฒนธรรมไทยมาแปรรูปเป็นเกม แอนิเมชัน สตรีมมิ่งซีรีส์ และขายสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เหมือนที่เกาหลีใต้เคยทำสำเร็จมาแล้ว

    มิติภูมิรัฐศาสตร์: สัญญาณจากวอชิงตัน ดี.ซี. ผ่านกรุงเทพฯ ถึงเมียนมา

    ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตเรื่อง “จังหวะเวลา” เปิดตัวรายงานก่อนไทยเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปี IMF-World Bank เดือนตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งจะฉายสปอตไลท์มาที่ประเทศไทย

    การที่ธนาคารโลกแจ้งว่าใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางดูแลไทยและเมียนมากว่า 20-30 ปี เนื่องจากความพร้อมเชิงโลจิสติกส์และความปลอดภัยสูง โดยเฉพาะหลังรัฐประหารเมียนมาปี 2021 ที่ต้องระงับการปล่อยกู้ตรง ช่วยบริหารความเสี่ยงด้านมนุษยธรรม และมองเห็นภาพรวมเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงได้รอบด้าน อย่างไรก็ตาม ด้วยสำนักงานใหญ่ธนาคารโลกตั้งอยู่วอชิงตัน ดี.ซี. จึงมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ต่างประเทศของสหรัฐการใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางควบคุมดูแลเมียนมา สะท้อนว่าสหรัฐและชาติตะวันตกใช้ไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ (Strategic Anchor) ในการเฝ้าระวัง แทรกแซงด้านมนุษยธรรม และถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาค

    ความมั่นคงเศรษฐกิจไทยเป็น “เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์” ของอาเซียนตอนบน หากไทยอ่อนแอ วิกฤตการณ์ในเมียนมาและการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจอื่นจะยิ่งไร้สิ่งคุมประคอง ฉะนั้น การรู้คุณค่าของเราจึงกลายเป็นพลังสำคัญยิ่งในการต่อรองกับนานาประเทศ

    ถึงเวลาเลือกระหว่าง “ปฏิรูป” หรือ “ถดถอย”

    รายงาน Building Thailand’s Future Today ไม่ใช่ข้อสั่งการจากต่างชาติ แต่คือ “กระจกเงาใบใหญ่” ที่สะท้อนให้เห็นสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

    ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนคนไทยไม่อาจนั่งรอคอยปาฏิหาริย์ทางการเมืองได้อีกต่อไป ปี 2580 จะเป็นปีที่เราฉลองการก้าวขึ้นสู่ “ประเทศรายได้สูง” ที่ประชากรมีความสุขและมั่งคั่ง หรือจะเป็นปีที่เรากลายเป็น “คนป่วยเรื้อรังแห่งอาเซียน” ที่ทำได้เพียงนั่งมองตาปริบๆ ดูประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไป… คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่ธนาคารโลก แต่อยู่ที่ว่าพวกเราจะกล้าลุกขึ้นมาปฏิรูปตัวเองตั้งแต่วันนี้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/editorial/1250553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i9VeIf5ZvwiAVBEJCfYGW

  • โคราช ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กระตุ้นเศรษฐกิจ 4 เดือน ร้านค้าชี้ช่วยเพิ่มยอดขาย 30% หวั่นจบโครงการเงินสะพัดแผ่ว วอนรัฐต่อมาตรการ | TOPNEWS

    โคราช ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กระตุ้นเศรษฐกิจ 4 เดือน ร้านค้าชี้ช่วยเพิ่มยอดขาย 30% หวั่นจบโครงการเงินสะพัดแผ่ว วอนรัฐต่อมาตรการ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/09/2026 06:21

    โคราช ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กระตุ้นเศรษฐกิจ 4 เดือน ร้านค้าชี้ช่วยเพิ่มยอดขาย 30% หวั่นจบโครงการเงินสะพัดแผ่ว วอนรัฐต่อมาตรการ

    วันที่ 6 ก.ย. 2569 นครราชสีมา  โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เดินหน้ามาตลอด 4 เดือน ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อยในหลายพื้นที่ ขณะที่ผู้ประกอบการในจังหวัดนครราชสีมา สะท้อนว่า แม้ยอดขายจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าช่วงเริ่มต้นโครงการ แต่ยังช่วยให้มีเงินหมุนเวียนและพยุงธุรกิจขนาดเล็ก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการต่อเนื่อง หลังสิ้นสุดโครงการ

    นายวิชิต มาหนองโดน อายุ 46 ปี เจ้าของร้านนับตังค์ผักสด ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามาตรการของรัฐบาลถือว่าช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ร้านค้ารายย่อยมีลูกค้าและมีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงแรกของโครงการที่เห็นผลค่อนข้างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการดำเนินมาได้ระยะหนึ่ง การใช้จ่ายเริ่มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงแรก แต่ยังถือว่าดีกว่าการไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย เพราะอย่างน้อยยังช่วยดึงกำลังซื้อของประชาชนกลับเข้าสู่ระบบ และทำให้ร้านค้าขนาดเล็กยังสามารถประคองกิจการต่อไปได้

    นายวิชิต กล่าวว่า หากโครงการสิ้นสุดลงโดยไม่มีมาตรการอื่นเข้ามารองรับ เชื่อว่าบรรยากาศการค้าขายอาจกลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลา หรือออกมาตรการในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก

    “โครงการนี้ถือว่าดี ถ้ามีมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ร้านค้าเล็ก ๆ ก็ยังพออยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีโครงการเลย บรรยากาศการค้าขายก็อาจกลับมาเงียบอีกครั้ง”

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลงไปถึงประชาชนโดยตรง มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชน โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยที่ได้รับผลจากกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง จึงอยากให้ภาครัฐนำเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการไปประกอบการพิจารณานโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ภาพ/ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    002

    002

    สุวัจน์ นำทีมร่วมงานซิกโกวโคราช ประธานทิ้งทาน 1 หมื่นชุด สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากยังลำบาก จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ทธ. จับมือ สมาคมธรณีวิทยาแห่งประเทศไทย เร่งให้ความรู้ธรณีพิบัติภัยในงานเสวนาวิชาการ “วิกฤติดินถล่ม : บทเรียนจากอดีตสู่ความปลอดภัยในอนาคต”

    “ณัฐวุฒิ” จ่อยื่นผบ.ตร. ขอหมายจับ สมชัย-ยิ่งชีพ พร้อมค้านประกัน

    สมาคมแม่ดีเด่นฯ สงขลา มอบทุน–ถุงยังชีพ 3 โครงการ ช่วยแม่ผู้ยากไร้–ผู้พากเพียร

    เปิดภารกิจ “ตำรวจศาลสงขลา” ไล่ล่าผู้ต้องหาหนีหมาย 44 หมายจับเดือนเดียว

    สส.โบ๊ต เดินหน้าผลักดันถนนควนพลา เชื่อมการเดินทาง–สร้างโอกาสให้ชาวสำนักแต้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1684495&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f8a_CYldH_OX2vISysgB8

  • สุวัจน์ นำทีมร่วมงานซิกโกวโคราช ประธานทิ้งทาน 1 หมื่นชุด สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากยังลำบาก จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    สุวัจน์ นำทีมร่วมงานซิกโกวโคราช ประธานทิ้งทาน 1 หมื่นชุด สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากยังลำบาก จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/09/2026 06:06

    สุวัจน์ นำทีมร่วมงานซิกโกวโคราช ประธานทิ้งทาน 1 หมื่นชุด สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากยังลำบาก จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ มูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง) จังหวัดนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานประเพณีทิ้งทาน (ซิกโกว) ประจำปี 2569 โดยมี นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างกู้ภัยเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา นายศิวัช เตียเจริญวรรธน์ รองประธานมูลนิธิและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย และนายมงคล สธนเสาวภาคย์ ประธานจัดงาน ให้การต้อนรับ ท่ามกลางประชาชนกว่า 10,000 คน ที่เดินทางมารอรับสิ่งของช่วยเหลือ

    ประเพณีทิ้งทาน หรือ “ซิกโกว” เป็นกิจกรรมทำบุญอุทิศส่วนกุศลและแบ่งปันสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ได้รับความเดือดร้อน และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ โดยปีนี้มูลนิธิเตรียมถุงยังชีพประมาณ 10,000 ชุด ภายในบรรจุข้าวสาร อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา พ่อค้า คหบดี และคณะกรรมการมูลนิธิ

    มูลนิธิยังได้ประสานจังหวัดนครราชสีมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา และเทศบาลในพื้นที่โดยรอบ เพื่อประชาสัมพันธ์และจัดสรรคูปองให้ประชาชน ทำให้การแจกจ่ายเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นระเบียบ ขณะที่ฝ่ายกู้ชีพกู้ภัยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ พนักงาน และอาสาสมัครเกือบ 200 นาย ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอดงาน

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า การที่ปีนี้มีประชาชนเดินทางมารับสิ่งของมากถึงประมาณ 10,000 คน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่มีเพียงหลักพันคน สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากในต่างจังหวัด จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือคนยากจน ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงสินเชื่อและแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    “งานวันนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะคนมารับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงถึงเวลาที่ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว แต่ต้องมีแผนระยะยาว 5-10 ปี ที่ทุกฝ่ายร่วมกันเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศ” นายสุวัจน์ กล่าว

    อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำมานาน ขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีภาระหนี้สูง ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งด้านการศึกษา อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการสนับสนุนเอสเอ็มอี

    นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงมาตรการ “ไทยช่วยไทย” ว่า เป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวได้ในระยะสั้น แต่รัฐบาลควรมีมาตรการระยะยาวควบคู่กัน โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจริง และการเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อนำไปประคับประคองกิจการและรักษาการจ้างงาน

    “มาตรการเฉพาะหน้าก็ต้องช่วยกันไปก่อน แต่สิ่งสำคัญคือมาตรการที่เข้มแข็งและยั่งยืน ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ตรงกับปัญหา เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรความยากจนและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในระยะยาว” นายสุวัจน์ กล่าว

    ภาพ/ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    002

    001

    สุวัจน์ นำทีมร่วมงานซิกโกวโคราช ประธานทิ้งทาน 1 หมื่นชุด สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากยังลำบาก จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ทธ. จับมือ สมาคมธรณีวิทยาแห่งประเทศไทย เร่งให้ความรู้ธรณีพิบัติภัยในงานเสวนาวิชาการ “วิกฤติดินถล่ม : บทเรียนจากอดีตสู่ความปลอดภัยในอนาคต”

    “ณัฐวุฒิ” จ่อยื่นผบ.ตร. ขอหมายจับ สมชัย-ยิ่งชีพ พร้อมค้านประกัน

    สมาคมแม่ดีเด่นฯ สงขลา มอบทุน–ถุงยังชีพ 3 โครงการ ช่วยแม่ผู้ยากไร้–ผู้พากเพียร

    เปิดภารกิจ “ตำรวจศาลสงขลา” ไล่ล่าผู้ต้องหาหนีหมาย 44 หมายจับเดือนเดียว

    สส.โบ๊ต เดินหน้าผลักดันถนนควนพลา เชื่อมการเดินทาง–สร้างโอกาสให้ชาวสำนักแต้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1684477&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FrBHRjjQ6lZW8lJOvjyVn

  • กางแผนปี 2570 เปิด 4 ยุทธศาสตร์ดิจิทัล!

    กางแผนปี 2570 เปิด 4 ยุทธศาสตร์ดิจิทัล!

    ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างระบบดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงเรื่องของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่คือหัวใจสำคัญที่จะตัดสินว่าภาคธุรกิจไทยจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เปิดเผยถึงแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ มุ่งเป้าสู่ปี 2570 ภายในงานแถลงผลงาน “16 ปี ETDA CO-CREATING A FUTURE OF DIGITAL TRUST” 

    ภาพจาก : ETDA
    นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

    ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชนโดยตรง โดย ETDA ได้วางแนวทางการทำงานต่อเนื่องระยะ 5 ปี โดยเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้พร้อมใช้งานจริง ดังนี้ 

     1. ขยายผลระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID & VC) ผลักดันการใช้เอกสารรับรองดิจิทัลที่ตรวจสอบความถูกต้องได้ (Verifiable Credentials หรือ VC) และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างแพร่หลาย เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจลดเอกสารกระดาษ ลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์

     2. ยกระดับการกำกับดูแล AI อย่างมีธรรมาภิบาล (AI Governance) เน้นนำหลักธรรมาภิบาลมาประยุกต์ใช้จริง โดยเฉพาะในภาคการเงินและธนาคาร ผ่านศูนย์ AIGC (AI Governance Clinic) เพื่อทดสอบระบบบริการและประเมินความเสี่ยง ช่วยให้การใช้งาน AI มีความปลอดภัยและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค

     3. ดึงเทคโนโลยีและ AI เสริมศักยภาพ SME เจาะกลุ่มเป้าหมายใน 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว, ธุรกิจค้าปลีก และภาคการผลิตขนาดเล็ก (Micro SMEs ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี) โดยบูรณาการความร่วมมือกับ สสว., บสย., SME D Bank และหน่วยงานวิจัย เพื่อช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย และขยายช่องทางตลาด

    4.คุมเข้มการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง ควบคุมการขายสินค้าที่ไม่มี มอก. หรือ อย. รวมถึงการจับมือกับธุรกิจประกันภัยเพื่อแก้ปัญหาต้นทุนการจดทะเบียนรถสาธารณะของกลุ่ม Ride-sharing เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง

    การกำกับดูแล AI ทำไมไทยถึงเลือก “ความยืดหยุ่น” แทนการออก พ.ร.บ.?

    ในขณะที่หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายตึงเครียดเพื่อควบคุม AI แต่ ETDA กลับมองว่า ประเทศไทยควรเลือกใช้วิธีที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์ ซึ่งการตรา พ.ร.บ. ขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลารอถึง 1-2 ปี ซึ่งไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สิ่งที่ไทยต้องการคือเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่น เมื่อเจอปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เช่น การใช้ AI ปลอมแปลงหรือหลอกลวง (Deepfake) เราก็สามารถออกมาราตรการป้องกันและแก้ไขได้ทันที โดยไม่ไปสร้างเงื่อนไขยุ่งยากให้กับภาคธุรกิจที่ยังไม่ได้เกิดปัญหา

    สำหรับประเด็นการควบคุม AI ในเด็กและโรงเรียน ETDA มองว่า การออกกฎห้ามอาจบังคับใช้ได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากแพลตฟอร์มส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ จึงเน้นการแก้ปัญหา 2 ทางควบคู่กัน คือ การสร้างความรู้ ร่วมกับ สสวท. และ สพฐ. พัฒนาหลักสูตร AI Governance นำร่องอบรมครูแกนนำ เพื่อขยายผลแก่นักเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษา /และการเตรียมระบบเทคโนโลยี โดยพัฒนาระบบ Digital ID ในรูปแบบ VC ที่สามารถยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก เพื่อรองรับการยินยอมของผู้ปกครองและการตรวจเช็กอายุ เมื่อเด็กต้องเข้าใช้งานแอปพลิเคชันหรือโซเชียลมีเดียในอนาคต

    มาตรการแก้โจทย์ร้อน ค่าธรรมเนียม GP และราคากลางไรเดอร์

    เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมให้กับร้านค้าผู้ขายและผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ETDA เตรียมผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง ผ่านคู่มือการจัดเก็บค่าธรรมเนียม GP (แพลตฟอร์ม e-Commerce) เช่น 
    – แสดงเป็นตัวเลขเดียว (Single Number) แยกค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (เช่น ค่าบริการชำระเงิน) ให้ชัดเจนและแสดงเป็นตัวเลขเดียว เพื่อไม่ให้ร้านค้าสับสน
    – มีเครื่องคำนวณต้นทุน (Calculator Tool) ให้แพลตฟอร์มจัดทำเครื่องคิดเลขคำนวณค่าธรรมเนียมสำหรับตัวเลือกเสริม (เช่น ค่าเข้าร่วมแคมเปญ) เพื่อให้ร้านค้าประเมินต้นทุนรวมและตั้งราคาขายได้อย่างแม่นยำ
    – ยกระดับตามขั้นตอน เริ่มต้นจากการออกคู่มือขอความร่วมมือซึ่งทำได้รวดเร็ว แต่หากพบว่าไม่ได้ผล ETDA ก็พร้อมจะยกระดับไปสู่การออกเกณฑ์บังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป

    สำหรับการศึกษาราคากลางบริการไรเดอร์ ขณะนี้ ETDA ได้ทำร่างโครงสร้างต้นแบบราคาเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการนำไปรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ และเตรียมนำไปพูดคุยร่วมกับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มและกลุ่มไรเดอร์ เพื่อจัดทำโครงสร้างราคากลางที่เป็นธรรมและยอมรับได้ด้วยกันทุกฝ่าย

    ทั้งนี้ สรุปภาพรวมเป้าหมายของ ETDA ในปี 2570 ไม่ใช่การสร้างกฎระเบียบมาคุมเข้มจนทำลายโอกาสทางธุรกิจ แต่คือการวาง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และเข้าถึงได้จริง เพื่อให้ SME และภาคธุรกิจไทยสามารถนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาใช้สร้างรายได้ ยกระดับการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างมั่นคงบนฐานของความน่าเชื่อถือดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/282901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sFrr85aOr_N2b2iPk1uO6