Category: เศรษฐกิจ

  • นโยบายค่าเงินไทย..สู่โจทย์ใหม่ความโปร่งใส.!

    นโยบายค่าเงินไทย..สู่โจทย์ใหม่ความโปร่งใส.!

    การประกาศรายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ฉบับล่าสุดประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจสะท้อนถึงการปรับตัวของประเทศไทย ในเวทีการค้าระดับโลก แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีประเทศ ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Monitoring List) แต่นัยสำคัญทางเศรษฐกิจกลับส่งสัญญาณเชิงบวก มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

    ย้อนกลับไปการประเมินรอบก่อนหน้านี้ ไทยเข้าข่ายตามเกณฑ์ของสหรัฐฯ ถึง 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินขอบเขต 3% ของ GDP แต่รายงานฉบับล่าสุด สถิติเศรษฐกิจของไทยกลับปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไทยหลุดจากเกณฑ์ดุลบัญชีเดินสะพัด หลังสัดส่วนลดลงมาอยู่ที่ 2.8% ของ GDP ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

    สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถหลุดออกจาก Monitoring List ได้โดยสมบูรณ์รอบนี้ คือ ยอดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นแตะระดับ 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งและได้อานิสงส์จากการห่วงโซ่อุปทานใหม่ แต่ขณะเดียวกันกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

    ในส่วนการแทรกแซงค่าเงินรายงานยืนยันชัดเจนว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้มีพฤติกรรมบิดเบือน ค่าเงินการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิไทย คิดเป็นเพียง 1.8% ของ GDP ที่ยังอยู่ภายใต้เกณฑ์กำหนด อีกทั้งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยอมรับว่า การดำเนินงานของธปท. มีเป้าหมายเพื่อ ลดความผันผวนและรักษาเสถียรภาพ” มากกว่าการพยายามสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม

    จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจที่สุดในรายงานรอบนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขการประเมิน 3 เกณฑ์หลักเท่านั้น แต่เป็น “ขอบเขตการติดตาม” ที่สหรัฐฯ ขยายไปสู่เครื่องมือบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายเชิงลึกสหรัฐฯ เริ่มให้ความสนใจกับกลไกตลาดการเงิน เช่น การทำธุรกรรม FX Swap, Forward และมาตรการดูดซับสภาพคล่อง รวมถึงกฎเกณฑ์กำกับดูแลการนำเงินตราต่างประเทศกลับเข้าประเทศ และมาตรการชะลอความผันผวนในตลาดทองคำ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า หากไทยยังรักษาระดับดุลบัญชีเดินสะพัดให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ได้ต่อเนื่อง ไทยจะมีโอกาสสูงมากที่จะหลุดออกจากบัญชี Monitoring List ในการประเมินรอบถัดไป ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างมหาศาล

    โจทย์ใหญ่ของไทยระยะข้างหน้าจะไม่ใช่เพียงแค่การทำตัวเลขให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ประเมินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความโปร่งใส (Transparency) ในการสื่อสารนโยบายการเงินและการใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากการถูกเพ่งเล็งในระยะยาว

    จากรายงานฉบับบดังกล่าว ถือเป็นทั้ง “ข่าวดี” และ “คำเตือน” ไปพร้อกัน.! “ข่าวดี” คือพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มกลับเข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น ส่วน “คำเตือน” คือโลกการเงินยุคใหม่ กำลังเฝ้ามองทุกเครื่องมือเชิงนโยบายอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา…!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/849585&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z-lqb0m7ELwCK5_bqjY4n

  • ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ

    ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ

    ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ

    วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.15 น.

    ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ

    นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดประชุม Thailand–Japan Bio Business Roundtable เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมชีวภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม

    นายภาสกร กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เน้นย้ำการผลักดัน BCG ให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ

    นายภาสกร กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมด้านทรัพยากรชีวภาพและวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย ขณะที่ญี่ปุ่นมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ หากทั้ง 2 ประเทศสามารถผสานจุดแข็งร่วมกัน จะช่วยต่อยอดการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพของทั้ง 2 ประเทศ นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมชีวภาพของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมทั้งนำเสนอศักยภาพ และความเชี่ยวชาญของหน่วยงานและบริษัทที่เข้าร่วม เพื่อแสวงหาโอกาสในการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี การลงทุน และการดำเนินธุรกิจร่วมกันในอนาคต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชีวภาพ

    ทั้งนี้ บริษัทจากญี่ปุ่นได้ร่วมนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ขณะที่ผู้แทนฝ่ายไทยนำเสนอศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของไทย ก่อนร่วมประชุมโต๊ะกลมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรมชีวภาพ ประเด็นความสนใจร่วม โอกาสความร่วมมือด้านวิจัย ตลอดจนแนวทางการต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในระยะต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/979684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a0wtWYhKYvvl1v9ESBgDN

  • ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดบวก รับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดบวก รับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (24 ก.ค.) หลังมีข้อมูลบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเดือนก.ค.ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยหนุนความต้องการใช้ทองแดง

    สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 1.40 เซนต์ หรือ +0.22% ปิดที่ 6.3575 ดอลลาร์/ปอนด์

    เอสแอนด์พี โกลบอลระบุว่า ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนก.ค.ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 53.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 51.9 ในเดือนมิ.ย.

    ดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐฯ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคบริการ จากการที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ส่งผลให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน

    ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 1.6% สู่ระดับ 628,000 ยูนิตในเดือนมิ.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 609,000 ยูนิต จากระดับ 618,000 ยูนิตในเดือนพ.ค.

    ยอดขายบ้านใหม่ในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนในเดือนมิ.ย. หลังผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เสนอส่วนลดจำนวนมาก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอ

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LxMUH5vYiCABWMIm7djbk

  • ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

    ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

    ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

    ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

    อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยเราจะได้เปิดประตูต้อนรับการมาเยือนของท่านประธานาธิบดีเมียนมา ฯพณฯท่านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมา เราจะพบว่าสองประเทศไม่เคยแยกออกจากกันได้เลย ไม่ว่าจะในมิติของภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือห่วงโซ่อุปทานทางการค้า และในห้วงเวลาที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ ในฐานะของคนที่ทำงานใกล้ชิดกับภาคธุรกิจและเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงตามแนวชายแดนมาโดยตลอด ผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องหันกลับมามอง “ความเป็นจริง” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมีสติและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ครับ

    หัวใจสำคัญที่ภาคเอกชนและสังคมกำลังจับตามอง คือผลลัพธ์ของมาตรการทางเศรษฐกิจที่เมียนมานำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะนโยบาย 100 วัน (100-Days Policy) ที่กำหนดให้มูลค่าการนำเข้าจะต้องเท่ากับมูลค่าการส่งออก หรือหลักการ Import-Export Balance ที่บังคับให้ต้องส่งออกก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ในการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า แน่นอนว่าหากมองในมุมของรัฐบาลเมียนมา

    นโยบายนี้ตั้งอยู่บนความพยายามที่จะสงวนสำรองเงินตราต่างประเทศไว้ในยามวิกฤต แต่ในทางปฏิบัติทางการค้าสากล นโยบายนี้กลับกลายเป็นพันธนาการที่ตึงแน่น จนทำให้ระบบเศรษฐกิจแทบหยุดหมุน เพราะในโลกความเป็นจริง พ่อค้าชายแดนที่นำเข้าปุ๋ยเคมี ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค-บริโภค หรืออาหารแปรรูป ไม่ได้เป็นเจ้าของสัมปทานการส่งออกก๊าซธรรมชาติหรือแร่ธาตุ การบังคับให้เกิดการจับคู่สมดุลทางการค้า ในระดับผู้ประกอบการรายย่อย จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่ง

    ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ใช่การประหยัดเงินดอลลาร์ แต่เป็นการดันให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล จากการควานหามูลค่าสินค้าหรือ Earning Money จากใบอนุญาตส่งออกในตลาดมืด สินค้าจำเป็นในท้องตลาดเริ่มขาดแคลน อัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงขึ้น และสุดท้ายช่องทางทางการค้าที่ถูกกฎหมายก็ถูกบีบให้แคบลง จนการค้านอกระบบและตลาดมืดกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งอย่างน่าเสียดาย

    ปรากฏการณ์เหล่านี้กำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวลว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเมียนมา กำลังถูกดึงให้ถอยหลังกลับไปสู่บรรยากาศในยุคทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคที่การค้าถูกควบคุมโดยรัฐอย่างตึงตัว ประชาชนและภาคธุรกิจต้องพึ่งพาการค้านอกระบบเพื่อความอยู่รอด และถูกตัดขาดจากระบบการเงินสากล การปฏิรูปเศรษฐกิจที่เมียนมาเคยเปิดรับและสั่งสมมาตลอดนับสิบปีที่ผ่านมา กำลังถูกท้าทายด้วยมาตรการบริหารจัดการภาวะวิกฤตแบบโบราณ ซึ่งผลกระทบของมันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขการค้าชายแดนที่ซบเซาลง แต่กำลังบาดลึกเข้าไปถึงเนื้อในของสังคมและสาธารณสุขอย่างน่าตกใจ

    เมื่อมาตรการนำเข้าสินค้าถูกคุมเข้ม ยารักษาโรคเรื้อรัง เวชภัณฑ์พื้นฐาน และปุ๋ยเคมีทางการเกษตร กลายเป็นของหายาก และมีราคาแพงเกินกว่าที่ประชาชนคนธรรมดาจะเข้าถึงได้ โรงพยาบาลในประเทศเมียนมาต้องรับศึกหนักจากการขาดแคลนยา บุคลากรทางการแพทย์ที่ส่วนหนึ่งหลุดออกจากระบบ ระบบการฉีดวัคซีนพื้นฐานและโครงการป้องกันโรคติดต่อที่เคยทำได้ดีต้องหยุดชักงักลง ส่งผลให้โรคระบาดเดิม ๆ ที่เคยควบคุมได้เริ่มกลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ การขาดแคลนปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ จะทำให้ผลผลิตตกต่ำลง ซ้ำเติมความยากจนและปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ผลกระทบทั้งหมดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในฝั่งประเทศเมียนมา แต่ได้ทะลักล้นข้ามแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรงพยาบาลฝั่งชายแดนของไทยต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยหนัก และหญิงตั้งครรภ์ที่ข้ามมารักษาตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความกดดันทางเศรษฐกิจและภาวะความไม่สงบ ก็บีบบังคับให้เกิดการย้ายถิ่นฐานและการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามายังฝั่งไทยในปริมาณมาก

    อย่างไรก็ตาม การมองเห็นปัญหาไม่ได้มีไว้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ แต่มีไว้เพื่อหา “ทางออกร่วมกัน” ในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ประตูทางการทูตและความร่วมมือในครั้งนี้ คือโอกาสทองที่เราจะเปลี่ยนจากความตึงเครียดไปสู่การสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเริ่มจากการ “ปรับกรอบความคิด” ในการทำงานร่วมกันใหม่

    ประการแรก ในมิติทางการค้า รัฐบาลเมียนมาอาจพิจารณาผ่อนปรนมาตรการ Import-Export Balance โดยการสร้างช่องทางพิเศษ หรือ Fast-track ให้กับสินค้ากลุ่มที่เป็น “สายป่านของชีวิตและเศรษฐกิจพื้นฐาน” นั่นคือ ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ สินค้าอุปโภค ปุ๋ยเคมี และวัตถุดิบการเกษตร เพราะการเปิดให้สินค้าเหล่านี้ไหลเวียนได้ตามปกติ ไม่ได้เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้พ่อค้าฝั่งไทย แต่คือการอัดฉีดสารอาหารกลับเข้าไปในภาคการเกษตรและการผลิตของเมียนมาเอง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกและสร้างผลผลิตส่งออกกลับมาเป็นเงินตราต่างประเทศได้ในระยะยาว มันคือการมองการนำเข้าในฐานะ “วัตถุดิบเพื่อการเติบโต” ไม่ใช่แค่การเสียดายเงินตราต่างประเทศเพียงทางเดียวครับ

    ประการต่อมา ในมิติสาธารณสุขและมนุษยธรรม ประเทศไทยพร้อมเสมอที่จะเป็นพันธมิตรที่เคียงข้างในฐานะเพื่อนบ้าน การจัดตั้งกลไกความร่วมมือสาธารณสุขชายแดนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้การจัดส่งเวชภัณฑ์และวัคซีนพื้นฐาน ข้ามแดนเป็นไปได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที การคัดกรองและป้องกันโรคระบาดร่วมกันตามแนวชายแดน จะช่วยลดภาระทางการแพทย์ของทั้งสองฝั่ง และที่สำคัญที่สุดคือ มันจะช่วยปกป้องชีวิตของประชาชนริมชายแดนให้อยู่รอดปลอดภัยจากวิกฤตสุขภาพนั่นเอง

    ประการสุดท้าย ในมิติของแรงงานและการเคลื่อนย้ายประชากร เราต้องยอมรับว่าแรงงานเมียนมา คือขุมกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทย การเร่งรัดกระบวนการจัดทำเอกสารรับรองบุคคล (CI) และการพิสูจน์สัญชาติให้ยืดหยุ่น โปร่งใส และรวดเร็ว และการยกระดับแรงงานจากแรงงานไร้ทักษะ เป็นแรงงานที่มีทักษะ จะช่วยนำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน

    ประเทศเมียนมาเองก็จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล จากการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานผ่านระบบธนาคารที่ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเติมสภาพคล่องให้กับครอบครัวนับล้านในประเทศเมียนมา ควบคู่ไปกับการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ที่กัดเซาะความมั่นคงตามแนวชายแดนครับ

    จะเห็นว่าทางรอดของไทยและเมียนมาในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การปิดประตูหรืองัดง้างนโยบายใส่กัน แต่คือการเดินหน้าด้วยความเข้าใจในความจำเป็นของกันและกัน เสถียรภาพตามแนวชายแดน ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข และการค้าที่ไหลเวียนได้อย่างสมดุล คือรากฐานที่แท้จริงที่จะยึดโยงสองประเทศไว้ด้วยกันอย่างยั่งยืน และภาคเอกชนไทยพร้อมเสมอที่จะเป็นสะพานเชื่อม ร่วมตั้งคณะทำงานเชิงรุกทางเทคนิค เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอเหล่านี้ ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองฝั่งแผ่นดินครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/664951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aHqSJRlLCw9hWkwAAT2nS

  • “อนุทิน” ชูบทบาทแม่ทัพเศรษฐกิจ กางผลสำเร็จทีมไทยแลนด์โรดโชว์จีน

    “อนุทิน” ชูบทบาทแม่ทัพเศรษฐกิจ กางผลสำเร็จทีมไทยแลนด์โรดโชว์จีน

    ได้ยินมาว่าเป็นที่ปลื้มใจกันทั้งตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล หลังภารกิจนำ “ทีมไทยแลนด์” บุกแดนมังกรของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ไม่เพียงยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีน ในฐานะ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ยังได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจีนอย่างเป็นรูปธรรม

    การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นภารกิจสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้เปิดภาพ “แม่ทัพเศรษฐกิจ” นำทีมไทยแลนด์บุก 3 เมืองเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยผนึกกำลังคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและผู้บริหารระดับสูง (CEO) จากภาคเอกชนไทย 153 คน จาก 48 บริษัท ร่วมโรดโชว์และเจรจาธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์

    ผลลัพธ์จากการสวมบท “เซลส์แมนประเทศไทย” คือการปิดดีลลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ได้ถึง 15 ฉบับ ครอบคลุมการลงทุน การค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือด้านความมั่นคง สะท้อนว่าการขยับของทีมไทยแลนด์ครั้งนี้ ไม่ได้สร้างเพียงภาพลักษณ์ทางการทูต แต่กำลังต่อยอดเป็นเม็ดเงินลงทุน การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง

    ไฮไลต์สำคัญที่สะท้อนบทบาทผู้นำทัพเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน คือความสำเร็จในการเจรจาดึงเม็ดเงินลงทุนจากบิ๊กเทคจีนเข้าสู่ประเทศไทยมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านบาท เม็ดเงินก้อนนี้แบ่งเป็นการต่อยอดฐานการลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เข้าประเทศอีกกว่า 20,000 ล้านบาท

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มทุนจีนหอบเงินมาลงทุน คือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่บีบให้ต้องย้ายฐานการผลิตมาอาเซียน และไทยก็พร้อมอ้าแขนรับโอกาสนี้ สะท้อนจากคำกล่าวของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ที่ร่วมในคณะระบุว่า “ทิศทางการลงทุนปัจจุบันเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ วันนี้โลกเปลี่ยน มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่จากจีน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น คลื่นลูกใหม่วันนี้ คือ AI, พลังงานสะอาด, ดิจิทัล, อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบอัตโนมัติ”

    หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน
    หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

    กลยุทธ์เจรจาแบบถึงลูกถึงคน

    ในระหว่างการเยือนจีน นายกฯอนุทินได้ใช้ยุทธศาสตร์การเจรจาแบบถึงลูกถึงคน (One-on-One Meeting) พบกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ทั้งเสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทดีไวซ์ที่มองประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน, ฉางอัน ออโตโมบิล ผู้เลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศจีน

    รวมถึงอินโนไลท์ เทคโนโลยี ผู้ครองตลาด Optical Transceiver (ตัวรับส่งสัญญาณแสง) อันดับ 1 ของโลก ปัจจุบันลงทุนในไทยแล้วกว่า 35,800 ล้านบาท มีฐานผลิตในสระบุรีและอยุธยา จ้างงานคนไทยกว่า 12,000 คน ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มการจ้างงานเป็น 20,000 คน และเตรียมตั้งโรงงานแห่งที่ 3 ที่จังหวัดสระบุรี และอีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี ผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 2 ของโลก ลงทุนในชลบุรีและระยองไปกว่า 10,000 ล้านบาท จ้างงานคนไทยกว่า 9,000 คน มีแผนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรม AI และ Cloud Data Center ทั่วโลก

    ร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 นครเซี่ยงไฮ้
    ร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 นครเซี่ยงไฮ้

    ในการนี้ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” มีโอกาสร่วมติดตามคณะตลอดทั้ง 5 วัน ได้สอบถามนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่นั่งร่วมในทุกวง ถึงเบื้องหลังการเจรจากับบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน

    นายนฤตม์ ถ่ายทอดว่า “พลังของเบอร์ 1  คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การตัดสินใจของนักลงทุนง่ายขึ้น การที่ผู้นำระดับเบอร์ 1 ของประเทศ มาเจอกับเบอร์ 1 ของบริษัทต่างชาติทำให้คำพูดมีน้ำหนักมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการขอให้บริษัทตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ตั้งสำนักงานใหญ่ (Headquarter) หรือชักชวนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ CEO นำไปโน้มน้าวคณะกรรมการบริษัทให้ตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น”

    สร้างความมั่นใจผู้บริหารอินโนไลท์ เทคโนโลยี
    สร้างความมั่นใจผู้บริหารอินโนไลท์ เทคโนโลยี
    พบปะผู้บริหารอีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี
    พบปะผู้บริหารอีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี
    ชวน ฉางอัน ออโตโมบิล ลงทุนในไทย
    ชวน ฉางอัน ออโตโมบิล ลงทุนในไทย

    ชั้นเชิง “อนุทิน สไตล์” ดึงความมั่นใจ

    นายนฤตม์ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาโรดโชว์ด้วยตัวเอง เป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกรับรู้ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมและมีความมุ่งมั่นที่จะต้อนรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตัวอย่างที่สะท้อนชั้นเชิงการเจรจาของนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นระหว่างการหารือกับ เสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีเป้าหมายบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดยุโรปเป็นที่แรก นายกฯ ได้แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องไปตั้งโรงงานในยุโรป แต่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ในอนาคตเป็นประตูส่งออกแทน เป็นข้อเสนอที่ทำให้ผู้บริหารของบริษัทพึงพอใจเป็นอย่างมาก

    หารือกับเสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น
    หารือกับเสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น

    ส่วนการหารือกับฉางอัน ออโตโมบิล ซึ่งตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นบริษัทรถยนต์อันดับ 4 ของโลก นายกฯ กล่าวว่า “ประเทศไทยขอให้คำมั่นว่าเราจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ท่านได้เป็นเบอร์ 4 ของโลก” ประโยคดังกล่าวสร้างความประทับใจให้ผู้บริหารฉางอันเป็นอย่างมาก

    ขณะที่การหารือกับอินโนไลท์ เทคโนโลยี นายกฯ ได้นำประสบการณ์จากการทำธุรกิจส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนกับ CEO โดยแนะนำว่า เมื่อธุรกิจเติบโตถึงระดับหนึ่งต้อง “ให้เงินทำงานแทน” พร้อมชักชวนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้ผู้บริหารเข้าใจและเห็นภาพได้ทันที

    นายนฤตม์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของนายกรัฐมนตรี คือการมีพื้นฐานจากภาคธุรกิจและมีความรู้ด้านวิศวกรรม ทำให้สามารถพูดคุยกับบริษัทเทคโนโลยีได้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจมิติการทำงาน และสามารถต่อยอดประเด็นทางธุรกิจได้ทันที

    เข้าร่วมกิจกรรมกับภาคเอกชนไทย นครเฉิงตู
    เข้าร่วมกิจกรรมกับภาคเอกชนไทย นครเฉิงตู

    นอกจากนี้ แม่ทัพเศรษฐกิจของไทยยังนำทีมไทยแลนด์เยี่ยมชมนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์และการแสดงของหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างและรูปร่างคล้ายมนุษย์ของบริษัท AgiBot Innovation ที่ออกแบบและผลิต Humannoid อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมหารือกับผู้บริหาร หัวเว่ย เพื่อขยายความร่วมมือด้าน AI และระบบคลาวด์ รวมถึงเยี่ยมชมอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อดึงนวัตกรรมมาช่วยผู้ประกอบการไทย

    อาวุธลับที่นำมาใช้จูงใจนักลงทุนคือมาตรการ “Thailand FastPass” ที่บูรณาการ 8 หน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน หั่นเวลาการขออนุญาตลง 20-50% ขจัดปัญหาค่าน้ำร้อนน้ำชา ทำให้นักลงทุนตั้งโรงงานได้ไวขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วยการสร้างงานคุณภาพสูงนับหมื่นตำแหน่งให้คนไทย

    ทีมไทยแลนด์ยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่นายทุนที่มาตั้งโรงงานเอาแรงงานราคาถูก แต่รัฐบาลเปลี่ยนเกม โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็น “พันธมิตร” ในห่วงโซ่การผลิตโลก สิ่งที่นายกฯ เรียกร้องจากทุนจีน คือการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงาน

    นายกรัฐมนตรีไทย-จีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง
    นายกรัฐมนตรีไทย-จีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง

    ปราบ “ทุนเทา” แก๊งคอลเซ็นเตอร์

    อีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงของ “แม่ทัพอนุทิน” คือการจัดการปัญหา “ทุนเทา” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่กัดกินสังคมไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ระบุชัดว่า จากการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดตั้งกรอบการหารือด้านความมั่นคงแบบ “2+2” เป็นเวทีหารือร่วมระหว่าง รมว.ต่างประเทศและ รมว.กลาโหมของไทยและจีน โดยฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก

    ประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและหยิบยกขึ้นหารือเป็นลำดับแรก คือการเร่งปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนในหลายประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามการค้ามนุษย์ การสกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงิน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

    พิธีเปิดสัมนาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนชาวจีน
    พิธีเปิดสัมนาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนชาวจีน

    ไฮไลต์สำคัญคือการหยิบยกประเด็นการส่งมอบยุทธภัณฑ์และรถถังของจีนให้กัมพูชาขึ้นมาถามอย่างตรงไปตรงมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ชี้แจงว่า เข้าใจความกังวลของไทยและเคยชะลอการส่งมอบในช่วงที่มีข้อพิพาท แต่สุดท้ายจำเป็นต้องปฏิบัติตามสัญญาที่สั่งจองไว้ก่อนหน้า พร้อมให้คำมั่นว่า ยุทธภัณฑ์ดังกล่าวจะไม่ถูกใช้เพื่อสร้างความเสียหายต่อไทยอย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังเสนอตัวเป็นคนกลางช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายไทยได้ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไทยไม่ได้แสวงหาความขัดแย้ง แต่มีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างถึงที่สุด

    ผลสำเร็จของการนำ “ทีมไทยแลนด์” บุกแดนมังกรครั้งนี้ คือเครื่องพิสูจน์บทบาทแม่ทัพเศรษฐกิจของนายกฯอนุทิน แต่โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือการนำเอา MOU ทั้ง 15 ฉบับ มาทำเป็นแผนปฏิบัติการให้เห็นผลจริงตามกรอบเวลา หากทีมไทยแลนด์ทั้งภาครัฐและเอกชนเดินหน้าลุยต่อได้อย่างไร้รอยต่อ เม็ดเงินหลายหมื่นล้านจะถูกกระจายลงสู่กระเป๋าของพี่น้องประชาชน และพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน.

    ทีมเศรษฐกิจ

    อ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” ทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2948749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MocLlwO1plAjDXKc2Jc8H

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 26/07/69 พรุ่งนี้ 27/07/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 26/07/69 พรุ่งนี้ 27/07/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GFsqQuEZgOdFz1gvTghFM

  • ‘กรณ์’ ฉายภาพวิกฤตศก.ไทย-โลก เตือนไม่รื้อโครงสร้างงบประมาณ ปีหน้าไทยอาจเสี่ยงไร้เงินใช้จ่าย

    ‘กรณ์’ ฉายภาพวิกฤตศก.ไทย-โลก เตือนไม่รื้อโครงสร้างงบประมาณ ปีหน้าไทยอาจเสี่ยงไร้เงินใช้จ่าย

    ‘กรณ์’ ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เตือนหากไม่รื้อโครงสร้างงบประมาณ ปีหน้าไทยอาจเสี่ยงไร้เงินจ่าย หนุนสังคายนางบฯ และปฏิรูปการเมืองด่วน

    26 ก.ค.2569-นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมว.การคลัง ได้ร่วมบรรยายในโครงการ DIP16 หัวข้อ “ปัจจัยการเงินที่ส่งผลต่อประเทศ”  ให้กับกลุ่มเยาวชน โดยฉายภาพความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจระดับโลกและประเทศไทย พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ

    นายกรณ์ ระบุว่า 1. ทุนนิยมเสรีถูกท้าทาย – AI จัดระเบียบสังคมมนุษย์ใหม่  ระบบทุนนิยมเสรีที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกกำลังถูกท้าทายด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่ไทยเน้นการทำกำไรโดยขาดกลไกถ่วงดุลและการแข่งขันที่เป็นธรรม

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อ คนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เผชิญภาวะค่าครองชีพแซงหน้ารายได้ ทั้งต้นทุนการมีบ้าน การหางาน การดูแลพ่อแม่ และการศึกษาของลูก ซ้ำเติมด้วยการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลัง จัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่ ออกเป็น 5 กลุ่ม 1. กลุ่ม 0.01% (ผู้กุมอำนาจเทคโนโลยี): เจ้าของ AI, Data Center และแพลตฟอร์มระดับโลก 2. กลุ่ม 1% (เจ้าของสินทรัพย์เดิม): ผู้ถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และแบรนด์ใหญ่ 3. กลุ่ม 10% (ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี): นำ AI มาเสริมศักยภาพการทำงาน 4. กลุ่ม 20% (ผู้ให้บริการ/ทักษะเฉพาะ): แพทย์ พยาบาล เชฟ นักกีฬา และช่างฝีมือ 5. กลุ่มที่เหลือ (ตกขอบระบบเศรษฐกิจ): ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และต้องรอการช่วยเหลือจากรัฐ

    2. โลกเปลี่ยนผ่าน: จากยุคพลังงาน สู่ยุค AI เต็มรูปแบบ ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก สะท้อนผ่านมูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ปี 2006: ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มพลังงานและการเงิน (ExxonMobil, Citigroup, Toyota, BP)  ปี 2026: เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและ AI ชัดเจน นำโดย NVIDIA ($5,110B), Apple ($4,631B), Alphabet ($4,332B), Microsoft ($2,860B) และ Amazon ($2,639B)

    3. ผ่าโครงสร้างงบแผ่นดินไทย: ข้อจำกัดและภาระการคลัง เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ซ้ำเติมด้วย “โครงสร้างประชากร” (เด็กเกิดน้อย สังคมผู้สูงอายุ) และ “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ยิ่งทำให้งบประมาณแผ่นดินติดล็อก โดย 69% ของงบประมาณ หมดไปกับรายจ่ายประจำและภาระผูกพัน 1. งบบุคลากรภาครัฐ (39.5%): เงินเดือน, สวัสดิการ, กบข. และท้องถิ่น 2. งบสวัสดิการสังคม (15.0%): บัตรทอง (2.14 แสนลบ.), เบี้ยผู้สูงอายุ (1 แสนลบ.), งบเรียนฟรี (8 หมื่นลบ.) และประกันสังคม (6.5 หมื่นลบ.) 3. งบชำระหนี้ (12.2%): ดอกเบี้ย 8.2% และเงินต้น 4.0% (ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายอื่น ๆ 31.0%, งบลงทุนชดเชย 1.9% และรัฐวิสาหกิจ 0.4%)

    นายกรณ์ เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงบริหารงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว เน้นโครงการประชานิยม และปล่อยให้มีการทุจริตเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะเสี่ยงไร้ศักยภาพในการดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเสนอ 2 ทางออกสำคัญ 1. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับทักษะคน (Reskill/Upskill) พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อหาเงินเข้าประเทศ 2. แก้ไขที่ภาคการเมืองเป็นจุดแรก ปรับบทบาทของรัฐ รื้อโครงสร้างงบประมาณ ใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างโปร่งใส และสร้างสวัสดิการที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ก่อนวิกฤตการคลังจะสายเกินแก้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1039024/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hHtWoLm5zpljlTm3Gsxpp

  • รัฐบาล ยัน ผู้ป่วยติดเตียง-พิการ-สูงอายุ มอบอำนาจยืนยันตัวตนบัตรคนจน ได้ที่ 5 แบงก์รัฐ ถึง 12 ม.ค. 70 : อินโฟเควสท์

    รัฐบาล ยัน ผู้ป่วยติดเตียง-พิการ-สูงอายุ มอบอำนาจยืนยันตัวตนบัตรคนจน ได้ที่ 5 แบงก์รัฐ ถึง 12 ม.ค. 70 : อินโฟเควสท์

    นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569  ทั้งรายเก่า และรายใหม่ หรือคนที่ระบบแจ้งให้ยืนยันตัวตน e-KYC จะต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ทุกคน โดยสามารถยืนยันตัวตนได้ 2 ช่องทาง แอปฯ เป๋าตัง และทางหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันนี้ 17 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

    สำหรับในกรณีผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรณีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้พิการที่ไม่สามารถไปยืนยันตัวตน (e-KYC)  ด้วยตัวเองได้ หากจะมอบอำนาจใช้สิทธิแทน ต้องให้ผู้รับมอบอำนาจไปยืนยันตัวตนที่หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารดังข้างต้นเท่านั้น โดยเอกสารที่ต้องใช้ มีดังนี้

    1. หนังสือมอบอำนาจ (ดาวน์โหลดที่เว็บไซต์โครงการฯ)

    2. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนาบัตร (ลงนามสำเนาถูกต้อง) ของผู้มอบอำนาจ

    3. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนาบัตร (ลงนามสำเนาถูกต้อง) ของผู้รับมอบอำนาจ

    4. สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ (ถ้ามี) หรือ ใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี)

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย สั่งการเจ้าหน้าที่ของรัฐและธนาคารของรัฐทั้ง 5 ธนาคาร อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือ อย่าให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากระบบ โดยขอให้คำนึงถึงความเดือนร้อนของประชาชนเป็นอันดับแรก เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน อย่าปล่อยให้ประชาชนพึ่งตัวเองเพียงลำพัง 

    ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังเท่านั้น หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร 0-2109-2345 ในวันและเวลาราชการ

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MgQRIiHWoKE5-Oq2WQwqK

  • วว. จับมือ อบจ. เชียงใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    วว. จับมือ อบจ. เชียงใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดย นางวิทยาลักษณ์ สามใจ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาคุณภาพ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การตลาด และการเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ภายใต้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหาร นายมนตรี แก้วดวง รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศนก. คณะนักวิจัย บุคลากร สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม เครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดี ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ณ ตลาดมีโชค พลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่

    ภายในงานมีการจัดกิจกรรม BLOOM AHOLIC “หลงรักดอกไม้ หลงรักเมืองเชียงใหม่” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการด้านไม้ดอกและไม้ประดับ ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ดอกของจังหวัดเชียงใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าดอกไม้คุณภาพของประเทศ

    โอกาสนี้ นายมนตรี แก้วดวง ในฐานะผู้แทน วว. ร่วมเสวนาในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสินค้าไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” โดยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตต้นพันธุ์ การจัดการแปลงปลูก เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดและการสร้างแบรนด์ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    ทั้งนี้ วว. มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองแห่งไม้ดอกและไม้ประดับระดับนานาชาติ ความร่วมมือระหว่าง วว. และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จะร่วมดำเนินงานครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษาทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการผลักดันการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    #ไม้ดอกไม้ประดับ #Floriculture #BCGEconomy #วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #STI
    #นวัตกรรมเพื่อการพัฒนา #เกษตรมูลค่าสูง #เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #เชียงใหม่เมืองดอกไม้
    #BloomAholic #หลงรักดอกไม้หลงรักเมืองเชียงใหม่ #TISTRxอบจเชียงใหม่ #TogetherForSustainableFuture
    #สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
    #อว #MHESI #วว #TISTR #อบจเชียงใหม่ #ChiangMai #วทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1041144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LORPrBepQkjFUNwo8a4r2

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163268&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36JkK20236NJ0yFM7BqFqQ