Category: เศรษฐกิจ

  • ภาษีทรัมป์รอบใหม่  ยอมเสีย “เบี้ย” รักษา “ขุน”

    ภาษีทรัมป์รอบใหม่  ยอมเสีย “เบี้ย” รักษา “ขุน”

    TDRI  รายงานบทวิเคราะห์  กรณีสหรัฐเปลี่ยนมาใช้กฎหมายใหม่เพื่อใช้มาตรการทางภาษีกดดันประเทศคู่ค้า สหรัฐมาด้วยการใช้กฎหมายใหม่กดดันประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ภาษีจะขึ้นเท่าไร” แต่คือ ไทยจะยอมแลกอะไร เพื่อรักษาการส่งออกและอำนาจต่อรองของประเทศ

    Trump-new-tax-game-Sacrificing-pawn-protect-king-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ยอมเสียเบี้ย เพื่อรักษาขุน? ไทยควรเดินเกมอย่างไรในศึกภาษีสหรัฐฯ

    แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินว่าการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้กฎหมาย IEEPA ใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ไม่ได้หมายความว่าสงครามภาษีจะยุติลง

    รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนมาใช้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีฐานกฎหมายแข็งแรงกว่า และอาจสร้างแรงกดดันต่อประเทศคู่ค้าได้มากกว่าเดิม

    ไทยก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่กำลังถูกจับตา

    ไทยเสี่ยงอะไร?

    หรัฐฯ กำลังสอบสวนไทยใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

    • การป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก แรงงานบังคับ (Forced Labor) ยังไม่มีประสิทธิภาพ
    • ไทยอาจมีกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม “มากเกินความต้องการ” (Structural Excess Capacity) จนกระทบผู้ผลิตในสหรัฐฯ

    โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา รวมถึงการลงทุนของบริษัทจีนในไทย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจเป็นช่องทางย้ายฐานการผลิตเพื่อหลบมาตรการทางการค้า

    Trump-new-tax-game-Sacrificing-pawn-protect-king-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข่าวดี…แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด

    หากสหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับเพียงอย่างเดียว ผลกระทบต่อไทยอาจไม่ได้รุนแรงนัก เพราะภาระภาษีเฉลี่ยแทบไม่ต่างจากเดิม อยู่ราว 12%

    แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ หากผลสอบสวนเรื่อง “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ออกมาในทางลบ ไทยอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มอีกระลอก

    เกมที่ใหญ่กว่าภาษี คือ “ข้อตกลง ART”

    สิ่งที่ไทยต้องกังวลไม่ใช่แค่ภาษี แต่คือ ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเงื่อนไขแลกกับการลดภาษี

    ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายเรื่อง เช่น

    • เปิดตลาดสินค้าและบริการให้สหรัฐฯ
    • ซื้อสินค้าและลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
    • ปรับกฎการค้าและการลงทุนภายในประเทศ
    • และอาจรวมถึงการดำเนินนโยบายต่อประเทศที่สาม เช่น จีน ให้สอดคล้องกับสหรัฐฯ

    นั่นหมายความว่า ไทยอาจต้องแลก “อำนาจในการกำหนดนโยบายของตัวเอง” กับการได้ภาษีที่ต่ำลง

    ไทยควรเดินเกมอย่างไร?

    นักวิชาการ TDRI เสนอว่า ไทยไม่ควรตั้งเป้าเพียงแค่ลดภาษีให้ได้ต่ำที่สุด แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่า สิ่งที่ต้องแลกนั้นคุ้มค่าหรือไม่

    แนวทางสำคัญมี 4 เรื่อง

    • ต่อรองด้วยผลประโยชน์ร่วม ทำให้สหรัฐฯ เห็นว่าการลดภาษีให้ไทยก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอเมริกา
    • ใช้โอกาสนี้ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เปิดเสรีในสาขาที่ช่วยเพิ่มการแข่งขันและลดการผูกขาด
    • รักษาเส้นแดงของประเทศ โดยไม่ยอมเงื่อนไขที่กระทบสุขภาพประชาชน ความมั่นคง หรือการเข้าถึงยา
    • ร่วมมือแก้ปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ แต่ต้องไม่ยอมสูญเสียอิสระในการกำหนดนโยบายของไทย

    อย่าเดินคนเดียว

    อีกข้อเสนอสำคัญคือ ไทยไม่ควรเจรจากับสหรัฐฯ เพียงลำพัง หากประเทศอาเซียนสามารถกำหนดจุดยืนร่วมได้ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง และลดการถูกกดดันให้ยอมรับเงื่อนไขที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

    โจทย์ของไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่จะลดภาษีได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการตัดสินใจว่า จะยอมแลกอะไรเพื่อแลกกับภาษีที่ถูกลง หากยอมทุกข้อ ไทยอาจรักษาการส่งออกไว้ได้ แต่ต้องแลกกับพื้นที่ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของตัวเอง แต่หากปฏิเสธทุกข้อ ไทยก็อาจต้องเผชิญภาษีที่สูงขึ้นและเสียความสามารถในการแข่งขัน เกมนี้จึงไม่ใช่เกม “ชนะหรือแพ้” แต่เป็นเกมหมากรุกที่ต้องเลือกว่าจะ ยอมเสียเบี้ยบางตัว เพื่อรักษาขุนของประเทศไว้ได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-new-tax-game-sacrificing-pawn-protect-king&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zcYGb3cJIe2Dpfw6qppj

  • “เอกนิติ” ชู 3 ปฏิรูป ปลดล็อกศักยภาพประเทศ ดันเศรษฐกิจโต 3%++

    “เอกนิติ” ชู 3 ปฏิรูป ปลดล็อกศักยภาพประเทศ ดันเศรษฐกิจโต 3%++

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ว่า  ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้ถ้าหากมองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด

    กระทรวงการคลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  

    การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว  โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป 

    อย่างไรก็ตาม ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อจากที่ติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท  

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือ ที่เข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งวันนี้ เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก 

    “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์  ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7%  แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น  ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฏิรูป 3 อย่าง คือ การปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฏิรูปทักษะแรงงานไทย  ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น 

     “ภายใต้กรอ.คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เอกชนเป็นกองหน้า รัฐบาลจะเป็นกองกลาง เป็นตัวจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ทำทั้งในเรื่องการคลัง ช่วยส่งเสริมการค้า เพิ่มทักษะให้แรงงาน และลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจทั้งหมด เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างโครงสร้างตาข่ายรองรับสังคม การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย ไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ขณะที่ กองหลัง คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลังที่ดี  ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับและนักลงทุนทั่วโลก  ซึ่งผมเข้าใจว่า การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ  นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/280320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EbnXF9NZtHHFL5bS0gbvw

  • “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เตือนหากไม่รื้อโครงสร้างงบประมาณ ปีหน้าไทยอาจเสี่ยงไร้เงินจ่าย 

    วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมบรรยายในโครงการ DIP16 หัวข้อ “ปัจจัยการเงินที่ส่งผลต่อประเทศให้กับกลุ่มเยาวชน”  โดยฉายภาพความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจระดับโลกและประเทศไทย พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ

    1. ทุนนิยมเสรีถูกท้าทาย – AI จัดระเบียบสังคมมนุษย์ใหม่

    นายกรณ์ ระบุว่า ระบบทุนนิยมเสรีที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกกำลังถูกท้าทายด้วย “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” และ “ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม” ขณะที่ไทยเน้นการทำกำไรโดยขาดกลไกถ่วงดุลและการแข่งขันที่เป็นธรรม สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อ คนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เผชิญภาวะค่าครองชีพแซงหน้ารายได้ ทั้งต้นทุนการมีบ้าน การหางาน การดูแลพ่อแม่ และการศึกษาของลูก ซ้ำเติมด้วยการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลัง “จัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่” ออกเป็น 5 กลุ่ม

    1. กลุ่ม 0.01% (ผู้กุมอำนาจเทคโนโลยี): เจ้าของ AI, Data Center และแพลตฟอร์มระดับโลก

    2. กลุ่ม 1% (เจ้าของสินทรัพย์เดิม): ผู้ถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และแบรนด์ใหญ่

    3. กลุ่ม 10% (ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี): นำ AI มาเสริมศักยภาพการทำงาน

    4. กลุ่ม 20% (ผู้ให้บริการ/ทักษะเฉพาะ): แพทย์ พยาบาล เชฟ นักกีฬา และช่างฝีมือ

    5. กลุ่มที่เหลือ (ตกขอบระบบเศรษฐกิจ): ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และต้องรอการช่วยเหลือจากรัฐ

     เข้าสู่ยุค AI เต็มรูปแบบ

    2. โลกเปลี่ยนผ่าน: จากยุคพลังงาน สู่ยุค AI เต็มรูปแบบ ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก สะท้อนผ่านมูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

    ปี 2006: ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มพลังงานและการเงิน (ExxonMobil, Citigroup, Toyota, BP)

    ปี 2026: เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและ AI ชัดเจน นำโดย NVIDIA ($5,110B), Apple ($4,631B), Alphabet ($4,332B), Microsoft ($2,860B) และ Amazon ($2,639B)

    เหลื่อมล้ำการศึกษาสูง เด็กเกิดน้อย

    3. ผ่าโครงสร้างงบแผ่นดินไทย: ข้อจำกัดและภาระการคลัง เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ซ้ำเติมด้วย โครงสร้างประชากร (เด็กเกิดน้อย สังคมผู้สูงอายุ) และ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยิ่งทำให้งบประมาณแผ่นดินติดล็อก โดย 69% ของงบประมาณ หมดไปกับรายจ่ายประจำและภาระผูกพัน:

    1. งบบุคลากรภาครัฐ (39.5%): เงินเดือน, สวัสดิการ, กบข. และท้องถิ่น

    2. งบสวัสดิการสังคม (15.0%): บัตรทอง (2.14 แสนลบ.), เบี้ยผู้สูงอายุ (1 แสนลบ.), งบเรียนฟรี (8 หมื่นลบ.) และประกันสังคม (6.5 หมื่นลบ.)

    3. งบชำระหนี้ (12.2%): ดอกเบี้ย 8.2% และเงินต้น 4.0%

    (ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายอื่น ๆ 31.0%, งบลงทุนชดเชย 1.9% และรัฐวิสาหกิจ 0.4%)

    เสนอยกเครื่องโครงสร้างงบประมาณ

    นายกรณ์ เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงบริหารงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว เน้นโครงการประชานิยม และปล่อยให้มีการทุจริตเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะเสี่ยงไร้ศักยภาพในการดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเสนอ 2 ทางออกสำคัญ:

    1. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับทักษะคน (Reskill/Upskill) พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อหาเงินเข้าประเทศ

    2. แก้ไขที่ภาคการเมืองเป็นจุดแรก ปรับบทบาทของรัฐ รื้อโครงสร้างงบประมาณ ใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างโปร่งใส และสร้างสวัสดิการที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ก่อนวิกฤตการคลังจะสายเกินแก้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2948724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xB-qfYutGHqRYpJQzsya_

  • ‘กรณ์’ หนุนคลายวิกฤติเศรษฐกิจไทย ด้วยสังคายนางบ-ปฏิรูปการเมือง

    ‘กรณ์’ หนุนคลายวิกฤติเศรษฐกิจไทย ด้วยสังคายนางบ-ปฏิรูปการเมือง

    “กรณ์” ฉายภาพวิกฤติเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หนุนสังคายนางบฯ และปฏิรูปการเมือง

    ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวบรรยายในโครงการ DIP16 หัวข้อ ปัจจัยการเงินที่ส่งผลต่อประเทศ  ว่า  ระบบทุนนิยมเสรีที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกกำลังถูกท้าทายด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำ และ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่ไทยเน้นการทำกำไรโดยขาดกลไกถ่วงดุลและการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อ คนรุ่นใหม่ ที่เผชิญภาวะค่าครองชีพแซงหน้ารายได้ ทั้งต้นทุนการมีบ้าน การหางาน การดูแลพ่อแม่ และการศึกษาของลูก   ซ้ำเติมด้วยการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่กำลังจัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก สะท้อนผ่านมูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ที่ล่าสุดเกิดการเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มพลังงานและการเงิน ไปเป็น เทคโนโลยีและเอไอ 

    “เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ซ้ำเติมด้วยโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อย สังคมผู้สูงอายุ และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยิ่งทำให้งบประมาณแผ่นดินติดล็อก โดย 69% ของงบประมาณ หมดไปกับรายจ่ายประจำและภาระผูกพัน ทั้งงบบุคลากรภาครัฐ 39.5%  งบสวัสดิการสังคม 15% งบชำระหนี้ 12.2% ดังนั้นหากรัฐบาลบริหารงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว เน้นโครงการประชานิยม และปล่อยให้มีการทุจริตเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะเสี่ยงไร้ศักยภาพในการดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศ” นายกรณ์ กล่าว

    นายกรณ์ กล่าวว่าสิ่งที่เป็นทางออก คือ ต้องแก้ไขที่ภาคการเมืองเป็นจุดแรก ปรับบทบาทของรัฐ รื้อโครงสร้างงบประมาณ ใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างโปร่งใส และสร้างสวัสดิการที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ก่อนวิกฤตการคลังจะสายเกินแก้ และต่อมาคือสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับทักษะคน  พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อหาเงินเข้าประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1244825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qsl3zDcKtXIrms4zU4Zwf

  • ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าโรงแรม 50% สูงสุด 3,000 บาท หนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4

    ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าโรงแรม 50% สูงสุด 3,000 บาท หนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4

    ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าโรงแรม 50% สูงสุด 3,000 บาท หนุนเศรษฐกิจ บูมท่องเที่ยวไตรมาส 4

    “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เป็นโครงการ Co-payment ที่รูปแบบจะเหมือน “เราเที่ยวด้วยกัน” แต่พลัสสิทธิประโยชน์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเพิ่มขึ้น

    โดยโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ในการกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงอย่างเดียวในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากราคาน้ำมันและสงคราม

    โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พัก ค่าโรงแรมไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว 50% ประชาชนจ่ายเอง 50% เบื้องต้นจะสนับสนุนจำนวน 500,000 สิทธิ์ นักท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนสูงสุด 5 สิทธิต่อคน

    ไทยเที่ยวไทยพลัส 2569

    ไทยเที่ยวไทยพลัสวงเงิน 1,750 ล้านบาท รัฐช่วยจ่ายค่าโรงแรม 50% 

    วิจัยกรุงศรี ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงินว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมดำเนินโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ซึ่งเป็นมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) ในลักษณะเดียวกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน วงเงิน 1,750 ล้านบาท

    โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พักไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ และร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในสัดส่วน 50% ขณะที่ประชาชนรับผิดชอบ 50%

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าจะเปิดลงทะเบียนและเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569

    วิจัยกรุงศรีมองไทยเที่ยวไทยพลัสช่วยพยุงการบริโภค และท่องเที่ยว ไตรมาส 4 ปีนี้

    วิจัยกรุงศรีประเมินว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยพยุงการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่อาจเผชิญผลกระทบจาก Payback Effect ภายหลังสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในช่วงสิ้นเดือนกันยายน

    อย่างไรก็ตาม ผลต่อเศรษฐกิจคาดว่าจะเป็นแรงหนุนในระยะสั้นเท่านั้น อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับขนาดหรือวงเงิน เงื่อนไขในการเข้าร่วมและรายละเอียดอื่นๆ ของโครงการ

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปียังเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญ (El Niño)

    แม้ภาครัฐจะมีแผนลงทุนผ่านโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศภายใต้กรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาทแต่ยังต้องติดตามรายละเอียดของโครงการ ความรวดเร็วในการเบิกจ่าย และสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือสินค้านำเข้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    เปิดเงื่อนไขการใช้สิทธิ์โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส 2569

    • รัฐบาลสนับสนุนค่าที่พัก 50% ประชาชนจ่ายเอง 50%
    • สนับสนุนจำนวน 500,000 สิทธิ
    •  นักท่องเที่ยวได้รับสิทธิสูงสุด 5 สิทธิต่อคน
    • สนับสนุนอี-คูปองมูลค่า 500 บาทต่อสิทธิ์ ครอบคลุม ช้อปปิ้ง ทัวร์แบบ One Day Trip ร้านอาหาร รถเช่า
    • ใช้สิทธิได้ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ 
    • ใช้สิทธิ์ได้ทั้งในวันธรรมดาหรือวันหยุด
    • จองที่พักผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” 

    ไทยเที่ยวไทยพลัส ลงทะเบียนวันไหน

    ไทยเที่ยวไทยพลัส จะใช้งบประมาณ 1,750 ล้านบาท โครงการนี้แม้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จะสรุปเงื่อนไขการใช้สิทธิ ไทยเที่ยวไทยพลัส แล้ว แต่ยังต้องนำโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เสนอไปยังคณะกรรมการชุดที่มีรองนายกศุภจี สุธรรมพันธ์ และเตรียมนำต่อที่ประชุมกรอ.ชุดใหญ่ที่มีนายกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานต่อไป  

    เมื่อเห็นชอบ ก็จะนำเสนอครม.เพื่อขอใช้งบกลาง มาดำเนินการ ซึ่งกำลังพิจารณาว่าทันงบกลางปี 2569 หรือไม่ เพื่อให้เรียบโครงการได้เร็ว ถ้าไม่ทันก็ต้องเสนอในงบประมาณกลางปี 2570 โดยคาดว่า ไทยเที่ยวไทยพลัส น่าจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ในช่วงปลายปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/664945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tEBiSZS7DmB_NbtlHJGKr

  • ‘เลิกมโนว่ารักษ์โลกแล้วจบ’ ไฟจราจรเศรษฐกิจมาแล้ว ใครอยู่โซนแดงเตรียมตกขบวน

    ‘เลิกมโนว่ารักษ์โลกแล้วจบ’ ไฟจราจรเศรษฐกิจมาแล้ว ใครอยู่โซนแดงเตรียมตกขบวน

    ในโลกการเงินยุคใหม่ คำว่า “รักษ์โลก” ไม่ใช่แค่กิจกรรม CSR เพื่อความสวยงามอีกต่อไป แต่มันคือ “ตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส” ที่จะพาเศรษฐกิจไทยไปให้ถึงเป้าหมายรายได้สูงภายในปี 2037 ทว่าในขณะเดียวกัน นาฬิกาแห่งความเสี่ยงก็กำลังนับถอยหลัง เพราะหากเรายังเดินเกมช้า ธนาคารโลก (World Bank) เตือนชัดว่า GDP ของไทยอาจหายไปถึง 7-14% ภายในปี 2050 จากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    เจาะลึก 3 บทบาท “World Bank” ในฐานะพี่เลี้ยงเศรษฐกิจสีเขียว 

    ดร.อรศรัณย์ มนุอมร ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก ได้เปิดเผยถึงบทบาทที่มากกว่าการเป็นแค่ “แหล่งเงินทุน” (Financier) แต่ World Bank ยังทำหน้าที่เป็น “Knowledge Bank”ในงานเปิดตัวข้อมูล Climate Finance Tracker 2026 ว่านำประสบการณ์จากทั่วโลกมาช่วยไทยวางนโยบาย เช่น โครงการ Low Carbon City ที่มุ่งอัปเกรดสินทรัพย์สาธารณะด้วยเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตขายต่างประเทศ และบทบาทการเป็น “Convener” หรือผู้เชื่อมโยงที่เตรียมดึงรัฐมนตรีคลังและผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลกมาประชุมใหญ่ (Annual Meetings) ที่ไทยในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อวางรากฐานการเงินยั่งยืนร่วมกัน

    ความท้าทาย 2.2 แสนล้านดอลลาร์

    เม็ดเงินมหาศาลที่รอการเติมเต็ม รายงาน CCBR ประเมินว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า ไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มถึง 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4% ของ GDP) เพื่อปรับตัวและลดก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งเป็น

    • ภาคการลดก๊าซ (Mitigation): 96,000 ล้านดอลลาร์ เน้นหนักไปที่ระบบขนส่ง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV
    • ภาคการปรับตัว (Adaptation): 15,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง
    • ภาคที่ได้ประโยชน์สองต่อ (Nature-based Solutions): 20,000 ล้านดอลลาร์ เช่น การปลูกป่าชายเลนที่ช่วยทั้งเก็บคาร์บอนและป้องกันชายฝั่ง

    ที่น่าตกใจคือ ปัจจุบันไทยใช้เงินทุนจากแหล่งทุนสาธารณะระหว่างประเทศ (International Public Climate Finance) น้อยกว่า 1% ของเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศทั้งหมด นี่คือ “โอกาสทอง” ที่เรายังคว้ามาได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศระดับ Advancing stage ซึ่งมีพื้นฐานการเงินยั่งยืนที่แข็งแกร่งเป็นลำดับต้นๆ

    Thailand Taxonomy ไม้บรรทัดใหม่ที่ธุรกิจต้องสะดุ้ง

    ไทยไม่ได้มีแค่เกณฑ์กว้างๆ แต่เรามี Thailand Taxonomy ที่ทำหน้าที่เหมือน “ไฟจราจร” แบ่งกลุ่มกิจกรรมเศรษฐกิจเป็น เขียว-เหลือง-แดง ตามหลักวิทยาศาสตร์

    • สีเขียว: พวกที่ปล่อยก๊าซต่ำมากหรือเป็นศูนย์
    • สีเหลือง: ช่วงเวลา “ทางผ่าน” ที่ธุรกิจต้องมีแผนลดการปล่อยก๊าซตามกรอบเวลาที่ชัดเจน หากทำไม่ได้ตามกำหนดก็เสี่ยงจะกลายเป็นสีแดง
    • สีแดง: กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับการลดโลกร้อน ซึ่งอาจถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในอนาคต

    เหนือกว่าคาร์บอนเครดิต คือ “Biodiversity Credit” (ราคาบวกเพิ่ม!) ไฮไลต์ที่กำลังเป็นกระแสคือการพัฒนาโมเดล Biodiversity Credit ร่วมกับ อบก. ซึ่งความล้ำอยู่ตรงที่ “การตั้งราคา” (Pricing) จะไม่ใช่แค่ดูเรื่องคาร์บอนอย่างเดียว แต่จะมีการ Add-on หรือบวกมูลค่าเพิ่มเข้าไป หากโครงการนั้นช่วยดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ หรือสร้างประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ร่วมด้วย นี่คือการยกระดับทรัพยากรธรรมชาติของไทยให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    การลงทุนที่ “มีหัวใจ” ปกป้องกลุ่มเปราะบาง สิ่งที่ World Bank เน้นย้ำคือการลงทุนด้าน Social Protection หรือตาข่ายรองรับทางสังคม เพราะภัยจาก “คลื่นความร้อน” และน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานกลางแจ้งและผู้สูงอายุ สูงมาก การลงทุนสีเขียวจึงต้องรวมถึงการอัดฉีดงบประมาณภาครัฐเพื่อช่วยคนกลุ่มนี้ให้ปรับตัวได้ ไม่ใช่แค่การสร้างตึกหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น

    Green Export คือทางรอดเดียว ปัจจุบัน สินค้าที่เป็น Green Export ของไทย (เช่น EV หรือระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง) มีสัดส่วนเพียง 10% ของการส่งออกทั้งหมด หากไทยสามารถ Scale up การลงทุนสีเขียวได้สำเร็จ เราจะไม่ใช่แค่ประเทศที่รักษ์โลก แต่จะเป็นประเทศที่ “ขายความยั่งยืน” ให้กับโลกได้อย่างสง่างามและมั่งคั่งอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1244571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KTXk6Hp3ySu6zS9PURk8r

  • เลิกง้อส่งออก! เอกนิติรื้อใหญ่เศรษฐกิจไทย รับทุนไฮเทคปั้นแรงงานชิป เตือน 2

    เลิกง้อส่งออก! เอกนิติรื้อใหญ่เศรษฐกิจไทย รับทุนไฮเทคปั้นแรงงานชิป เตือน 2

    เอกนิติ รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เลิกพึ่งส่งออก เร่งปฏิรูป 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ และเพิ่มทักษะแรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต ดึงเศรษฐกิจไทยกลับมาโต 3+ ขณะที่จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ชี้เป็นจุดอันตรายเศรษฐกิจ ทำให้เครื่องยนต์น็อกได้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจว่า ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนเครื่องบินที่บินเอียง มาตลอด 30 ปี เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี พร้อมแนะแนวทางฟื้นฟูด้วยการปรับโครงสร้างการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตจาก 2.7% สู่ 3% พลัส

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกมีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการลงทุนในประเทศอ่อนแอลงเหลือเพียง 17% ของจีดีพี

    วันนี้เครื่องบินไทย ถ้าเราวิเคราะห์ดี ๆ เครื่องยนต์เราบินเอียงมาตลอดในช่วง 30 ปีหลัง เพราะเราบินด้วยเครื่องยนต์ส่งออก เมื่อไหร่โลกดีเราก็ดีไปด้วย เมื่อไหร่โลกแย่เราก็แย่ไปด้วยนายเอกนิติ กล่าว

    การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา(เม.ย.-พ.ค.69) เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้าบาท

    ขณะเดียวกัน ได้เห็นโอกาสครั้งใหญ่จากการย้ายฐานการผลิต เช่นเดียวกับช่วงปี 1980 โดยปัจจุบันมีอุตสาหกรรมไฮเทคย้ายเข้ามาในไทยมากขึ้น เช่น การผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ในสระบุรีและอยุธยา อุตสาหกรรมชิปสำหรับ Data Center และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก

    อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้ รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย Direct PPA หรือการปลดล็อกให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของนักลงทุนระดับโลกกว่า 80-90% ซึ่งโลกปัจจุบันความมั่นคงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจ วันนี้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ ทุกคนต้องการที่ปลอดภัย

    นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือ การปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น

    ผมมีความกังวลต่อโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราเร่งที่เร็วกว่าญี่ปุ่น โดยสัดส่วนคนอายุเกิน 60 ปีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อัตราการเกิดต่ำลง จึงเสนอโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมชิปที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นถึง 30,000 บาท

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปี 69 คนไทย 100 คน มี 20% อายุเกิน 60 ปี หรือในวัยเกษียณ เช่น คนญี่ปุ่น ยังทำอาชีพ พนักงานต้อนรับในโรงแรม หรือร้านสะดวกซื้อ ไทยจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้กลับมามีงานทำ เรื่องนี้ได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องคนไทยเรียนป.ตรีแต่ไม่ตรงความสามารถ สิ่งสำคัญทำโครงการ Skill Bridge สะพานเชื่อมทักษะ คนไทยอยากเรียนอะไรให้ตรงทักษะ ทำอย่างไรให้คนไทยมีรายได้ เกิดการจ้างงาน

    สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย นายเอกนิติ กล่าวเปรียบการบริหารเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล โดยมีภาคเอกชนเป็น กองหน้า รัฐบาลเป็น กองกลาง ที่คอยจ่ายบอลผ่านการปลดล็อกกฎระเบียบ (Thailand Fast Pass) และมี กองหลัง ที่แข็งแกร่งคือวินัยการเงินการคลัง

    นโยบายเศรษฐกิจต้องสร้าง Tomorrow วันนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนผ่านตอนนี้ รออีก 10 ปีไม่มีทางทำได้แล้ว โดยไทยต้องยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงขึ้น และตั้งเป้าเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) แม้จะเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอดทนในการฝึกซ้อมเหมือนนักกีฬา แต่เชื่อว่าหากร่วมมือกัน ไทยจะสามารถคว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายนี้ได้สำเร็จนายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวเน้นย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกลับมามีความสำคัญในสายตาชาวโลกอีกครั้ง และเป็นจังหวะสำคัญที่จะคว้าโอกาสในกระแสโลกใหม่ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Investment-Led Growth หรือการเติบโตที่นำโดยการลงทุน โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) โดยในปีนี้เตรียมนำเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท มาใช้ในโครงการต่อยอดทางด่วน และในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปสู่โครงการ Smart Grid เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและไฟฟ้าสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่ทำให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    นอกจากนี้ นายเอกนิติยังได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากรนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อคืนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในระบบดิจิทัลให้รวดเร็วขึ้นทันที เพื่อช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยในไตรมาสที่ผ่านมาสามารถคืนภาษีให้ SME ไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันในส่วนของ BOI ยุทธศาสตร์ใหม่จะไม่เน้นเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่จะเน้นคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมต่อทักษะสมัยใหม่ เช่น AI และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าให้แก่คนไทย โดยย้ำว่าถ้าอุตสาหกรรมไหนที่คนไทยเก่งขึ้น เราจะกำหนดให้มีการจ้างงานคนไทยในระดับที่สูง เพื่อให้การลงทุนต่างชาติตกถึงมือคนไทยอย่างแท้จริง

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/เสาวลักษณ์ อวยพร


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12832743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bgZDaIfzVvUwBrLYvslkw

  • รูบิโอแจงวิสัยทัศน์สหรัฐฯ ต่อเอเชีย ย้ำความร่วมมือ-สายสัมพันธ์เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ไม่ชัดทรัมป์ร่วมประชุมอาเซียน ที่มะนิลาปลายปีหรือไม่

    รูบิโอแจงวิสัยทัศน์สหรัฐฯ ต่อเอเชีย ย้ำความร่วมมือ-สายสัมพันธ์เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ไม่ชัดทรัมป์ร่วมประชุมอาเซียน ที่มะนิลาปลายปีหรือไม่

    มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงต่อสื่อระหว่างร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS ) ที่กรุงมะนิลา ของฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยย้ำวิสัยทัศน์และการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดของสหรัฐฯ ต่อเอเชีย

    รูบิโอ ตอบคำถามในประเด็นที่ว่า “การร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งนี้ ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในเอเชียที่ลดลงหรือไม่” ซึ่งเขายืนยันว่า สหรัฐฯ มีความร่วมมือและติดต่อกับประเทศเอเชียทุกวัน โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีอยู่ทั่วเอเชีย ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตของสหรัฐฯ ก็มีส่วนร่วมในเอเชียทุกวัน

    “เรามีความร่วมมือและสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับหลายประเทศในเอเชีย แทบทุกประเทศที่เข้าร่วมในอาเซียนที่นี่คือประเทศที่เราติดต่อด้วยทุกวัน” เขายืนยัน

    สำหรับท่าทีของสหรัฐฯ ต่อกรณีความตึงเครียดในเอเชียที่เกี่ยวข้องกับจีน ทั้งการฝึกซ้อมรบและยิงขีปนาวุธในช่องแคบไต้หวัน และกรณีการเผชิญหน้าระหว่างเรือของหน่วยยามชายฝั่งจีน ที่ยิงปืนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือของฟิลิปปินส์ ซึ่งเกิดขึ้นใกล้กับเกาะสการ์โบโรห์ พื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ รูบิโอ ให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนต่อการซ้อมรบและการยิงขีปนาวุธในช่องแคบไต้หวันว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคง

    ขณะที่เขาแสดงความกังวลต่อกรณีที่เกิดกับเรือฟิลิปปินส์ โดยชี้ว่า การอ้างสิทธิ์ในอธิปไตยเหนือดินแดนในพื้นที่พิพาทนั้น เป็นความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

    “นั่นเป็นเหตุผลที่เรายังคงย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อประเทศภาคีสนธิสัญญา ตลอดจนความมุ่งมั่นของเราต่อเสรีภาพในการเดินเรือและการเคารพสิทธิเหนือดินแดนในภูมิภาค และนี่คือหนึ่งในเสาหลักของการมีส่วนร่วมของเราในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางอาเซียน”

    ส่วนการให้ความช่วยเหลือฟิลิปปินส์ในแง่ของการดำเนินการเพื่อเสรีภาพในการเดินเรือนั้น รูบิโอยืนยันว่ามีเรือยามฝั่งสหรัฐฯ อยู่ในภูมิภาค และได้ให้ความช่วยเหลืออยู่ระหว่างทั้งสองฝ่ายในการนำตัวผู้บาดเจ็บกลับมารักษาพยาบาล

    “เราอยู่ที่นี่แล้ว เรามีบทบาทอยู่แล้ว และเราจะไม่ทอดทิ้งพันธมิตรของเรา เราได้ทำให้เรื่องนี้ชัดเจนมากแล้ว” รูบิโอ กล่าว

    ขณะที่เขายืนยันท่าทีและความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนว่า “สหรัฐฯ จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับจีน” และ “ต้องการให้ความสัมพันธ์นั้นเป็นไปในเชิงบวกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แต่ความสัมพันธ์นั้นจะไม่เกิดขึ้นโดยแลกกับการทำลายพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ หรือลดบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

    นอกจากนี้ รูบิโอ ยังตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่จะจัดขึ้นในกรุงมะนิลา ในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยเขาไม่ยืนยัน แต่ชี้ว่า ทรัมป์อาจจะอยากเดินทางมาร่วมการประชุมอาเซียน แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัดของผู้นำสหรัฐฯ

    ภาพ : BRENDAN SMIALOWSKI/Pool via REUTERS

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/rubio-us-asia-cooperation-trump/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZAbWHz4cx_65JKuB5Xr21

  • “สุขสมรวย” ลงพื้น​ที่​สุรินทร์ เยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน ย้ำ “ธรรมาภิบาล-โปร่งใส” หัวใจหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    “สุขสมรวย” ลงพื้น​ที่​สุรินทร์ เยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน ย้ำ “ธรรมาภิบาล-โปร่งใส” หัวใจหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    “สุขสมรวย” ลงพื้น​ที่​สุรินทร์ เยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน ย้ำ “ธรรมาภิบาล-โปร่งใส” หัวใจหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน


    26/07/2569 | 13 |

    วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อพบปะสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอกาบเชิง โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายอำเภอกาบเชิง หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ

    จากนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านพาชื่น หมู่ที่ 10 ตำบลกาบเชิง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะกรรมการกองทุนและสมาชิก พร้อมให้กำลังใจในการบริหารจัดการกองทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน และติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

    การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้าน รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการกองทุนและสมาชิก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า กองทุนหมู่บ้านเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน ส่งเสริมการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมสนับสนุนให้กองทุนบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการกองทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    จังหวัดสุรินทร์มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั้งสิ้น 2,148 กองทุน จำแนกเป็นกองทุนหมู่บ้าน 2,120 กองทุน กองทุนชุมชนเมือง 25 กองทุน กองทุนชุมชนทหารจำนวนสามกองทุน โดยสามารถดำเนินการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วจำนวน 2,135 กองทุน

    สำหรับในพื้นที่อำเภอกาบเชิง มีการจัดตั้งกองทุนทั้งสิ้น 86 กองทุน มีสมาชิกจำนวน 13,164 ราย มีจำนวนคณะกรรมการกองทุนจำนวน 1,573 ราย เครือข่ายกองทุนระดับตำบลจำนวน 6 ตำบล จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 86 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 100 เงินที่ได้รับจัดสรรงบประมาณตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจนถึงปัจจุบันเป็นเงินทั้งสิ้น 213,800,000 บาท 

    นอกจากนี้จังหวัดสุรินทร์ ได้มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์เมืองเกษตรอินทรีย์ ศูนย์เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยววิถีสุรินทร์ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่านกลไกของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ขับเคลื่อนมาตรการสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลในปี 2569 ภายใต้โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุนดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อปรับลดภาระดอกเบี้ยบัญชีที่ 1 ลง ร้อยละ 50 เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้แก่สมาชิก

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจฐานรากเกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในทุกพื้นที่

    สำหรับในช่วงบ่าย นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ มีกำหนดเดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกกองทุนในพื้นที่ต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/526007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ceXbshZn8jCZrtS4U6c4w

  • ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน

    ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน

    ดีพร้อมยกเครื่อง ‘คพอ.’ สู่กลไกเร่งเศรษฐกิจภาคใต้ ปั้น 86 ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ ต่อยอดซัพพลายเชน ดันอุตสาหกรรมอาหาร ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และค้าชายแดน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน 300,000 ล้านบาท พร้อมเร่งฟื้นหาดใหญ่ครบ 1 ปีหลังน้ำท่วม

    ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปี 2569 ดีพร้อมจัด กิจกรรมการพัฒนาผู้นำองค์กรสู่นักบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพให้ดีพร้อม (ดีพร้อม คพอ.) จำนวน 12 รุ่นทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการเชื่อมโยงผลลัพธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ธุรกิจ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การวิเคราะห์ธุรกิจ การจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการติดตามผลด้านรายได้ การลดต้นทุน และการจ้างงาน ต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด คนเก่ง ธุรกิจแกร่ง พื้นที่เข้มแข็ง

    ทั้งนี้ ภาคใต้ ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโครงการ เนื่องจากมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว การบริการ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดน รวมถึงมีทำเลที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน จึงเป็นฐานเศรษฐกิจที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้ในอนาคต

    ดีพร้อม

    โดยปีนี้ ดีพร้อมจัดกิจกรรม คพอ. ในภาคใต้ 3 รุ่น ครอบคลุมจังหวัด นครศรีธรรมราช นราธิวาส และสงขลา มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 86 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของภาค

    ได้แก่ ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล และธุรกิจรังนก ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสร้าง มูลค่าเพิ่มและขยายตลาดในอนาคต

    ณัฏฐิญา เผยอีกว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในปีนี้สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างชัดเจน อาทิ โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา ที่มุ่งยกระดับการบริหารธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ , บริษัท สยายปีกบิน จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์รังนกแปรรูปมูลค่าสูง และ บริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด จังหวัดสงขลา ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทะเล ที่ยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

    สะท้อนให้เห็นว่า คพอ. สามารถต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการได้ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ได้อย่างดี

    ดีพร้อม

    ดีพร้อม

    อธิบดี กล่าวอีกว่า การพัฒนาผู้ประกอบการในปัจจุบันไม่ได้ มุ่งเน้นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เริ่มจากการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย ก่อนออกแบบกระบวนการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทธุรกิจ

    พร้อมเพิ่มเนื้อหาที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุคใหม่ ทั้งการใช้ AI, Power BI, การตลาดดิจิทัล เทรนด์ธุรกิจโลก ตลอดจนความรู้ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนสามารถยกระดับสู่ธุรกิจที่มีมาตรฐานมากขึ้น

    ชูเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา-Rubber City

    นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจในรูปแบบ Cluster เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถแบ่งปันวัตถุดิบ เทคโนโลยี ตลาด และห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค มากกว่าการพัฒนาเฉพาะรายธุรกิจ

    สำหรับภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ยังมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมชีวภาพ ตลอดจนธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    โดยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา และ Rubber City ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในอนาคตได้

    ครบ 1 ปีน้ำท่วม เร่งฟื้นเศรษฐกิจหาดใหญ่

    THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่กับดีพร้อม ที่อ.หาดใหญ่ โดยอธิบดี ณัฏฐิญา ระบุถึง ภาพรวมเศรษฐกิจหลังครบรอบ 1 ปีหลังเหตุอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา

    โดยดีพร้อมได้กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ช่วย ผู้ประกอบการซ่อมฟื้นเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย วางแผนธุรกิจใหม่ และเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้สถานประกอบการสามารถกลับมาผลิตได้ปกติโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ก็ผู้ประกอบการก็เริ่มกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่ง

    “ช่วง 1 ปี เราผลักดันผู้ประกอบการให้ขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูป ผู้ประกอบการ OEM ที่เริ่มพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจ Soft Power เช่น ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเสน่ห์ใหม่ให้เศรษฐกิจภาคใต้ในระยะยาว”

    ปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเผชิญความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดทิศทางการเติบโตของธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ และการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ ดีพร้อมจึงออกแบบหลักสูตรให้ผู้ประกอบการได้วิเคราะห์ธุรกิจ

    พร้อมจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจรายกิจการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการต่างอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนหลังจบโครงการ พร้อมติดตามผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

    ดีพร้อม

    ทั้งนี้ คพอ. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของดีพร้อมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปี ได้พัฒนาผู้ประกอบการแล้ว 437 รุ่น รวมกว่า 14,000 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ จนเกิดเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง สามารถต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน

    โดยปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าว สร้างมูลค่าทางธุรกิจรวมกัน ไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ดีพร้อมตั้งเป้าสร้างผลตอบแทน ทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่ลงทุน ไม่น้อยกว่า 7 เท่า ผ่านการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ‘หาดใหญ่’ ประตูเชื่อมเศรษฐกิจใต้-มาเลเซีย

    สำหรับ ‘หาดใหญ่’ ถือเป็นหัวใจเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและเป็นประตูเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยบทบาทศูนย์กลางการค้า การบริการ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งเชื่อมโยงการลงทุนและการขนส่งสินค้าไปยังอาเซียน

    ส่งผลให้จังหวัดสงขลามีขนาดเศรษฐกิจ (GPP) สูงที่สุดของภาคใต้ มูลค่า 251,480 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้ (GRP) มูลค่า 1.44 ล้านล้านบาท

    โดยมีภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ดังนั้น การฟื้นตัวของหาดใหญ่หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ แต่ยังหมายถึงการเร่งฟื้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงานของทั้งภูมิภาคอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/deeprom-southern-economy-hatyai-kpor/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h78Yg_cc4PUIvwbGiXHEs