Category: เศรษฐกิจ

  • ไทยผนึกอินเดียจัด Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืน 3 ล้านล้านบาท

    ไทยผนึกอินเดียจัด Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืน 3 ล้านล้านบาท

    ไทยผนึกอินเดียจัด Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืน 3 ล้านล้านบาท

    สจล. จับมือเอกชนและกระทรวง AYUSH อินเดีย เปิดเวทีผสานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย-อายุรเวทสู่นวัตกรรม Wellness สมัยใหม่ มุ่งสร้าง New S-Curve สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืนระดับโลก

    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” พร้อมลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (AYUSH) รัฐบาลอินเดีย เพื่อผสานศาสตร์อายุรเวทและการแพทย์แผนไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มุ่งปรับเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากการรักษาเมื่อป่วย (Sick Care) ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) เปิดเผยในปาฐกถาพิเศษว่า ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท การยกระดับการแพทย์แผนดั้งเดิมควบคู่กับการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค จะช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและดันมูลค่าเศรษฐกิจอายุยืนของไทยให้แตะ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดิน และตั้งเป้าพาไทยก้าวสู่ 1 ใน 10 ของโลก

    ทางด้าน นาย Prataprao Jadhav รัฐมนตรีว่าการกระทรวง AYUSH รัฐบาลอินเดีย ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำอารยธรรมและภูมิปัญญาการบำบัดที่สืบทอดมานานมาพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาวะที่ดี ขณะที่ รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เน้นย้ำถึงการใช้วิจัยทางวิทยาศาสตร์รับรององค์ความรู้ท้องถิ่นเพื่อลดการพึ่งพายาเคมีราคาแพงและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน

    ไทยผนึกอินเดียจัด Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืน 3 ล้านล้านบาท

    นอกจากนี้ ภาคครุฑและเอกชนได้ร่วมขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ ชูแคมเปญ “Thai Food Good Health” ยกระดับร้านอาหารสุขภาพและชุมชนท่องเที่ยว Wellness กว่า 100 แห่ง ส่วนภาคเอกชน โดยนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ นางภัททดา สามัคคี กรรมการ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เน้นย้ำการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรกรรมปลอดภัย “อาหารเป็นยา” และการพัฒนาโครงการนำร่องอย่าง GROW LONGEVITY ECOVILLAGE ที่เขาใหญ่ เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็น “Blue Zone” หรือพื้นที่สุขภาพดีระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/748230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11HVryFEmznuuWAjMLangZ

  • เปิดหลังฉากพบ 76 ทูต 9 ภูมิภาค รัฐบาลจัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ดึงลงทุนคุณภาพกลับสู่เรดาร์โลก

    เปิดหลังฉากพบ 76 ทูต 9 ภูมิภาค รัฐบาลจัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ดึงลงทุนคุณภาพกลับสู่เรดาร์โลก

    เมื่อวันที่ 6 กันยายน แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การพบคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการรับรองทางการทูตตามวาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเชิงรุกที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย

    โดยนายอนุทิน ให้ความสำคัญกับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน นำไปสู่การแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้

    “แกนหลักสำคัญของรัฐบาลคือการพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าว

    แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้ โดยที่ผ่านมานายอนุทินเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต

    โดยตอนนี้ รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทยต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องวาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย

    แหล่งข่าว กล่าวว่า รัฐบาลของนายอนุทิน กำลังใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ไทย-แคนาดา ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู ศรีลังกา บิมสเทค และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งการเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทยจะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย

    ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกาจะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

    สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

    แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป จะมีอีกหลายเวทีทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ

    “รัฐบาลนายกฯอนุทิน ไม่ได้ต้องการแค่ความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ แต่ต้องแปลงความสัมพันธ์นั้นเป็นตลาดใหม่ เงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และบทบาทใหม่ของไทยในอาเซียนด้วย” แหล่งข่าว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5877565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NnIAMAN-6zfMSBjQhoBcW

  • ปูตินหารือผู้แทนสหรัฐฯ ยืนยันพร้อมแก้ไขปัญหายูเครน-ถกประเด็นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ปูตินหารือผู้แทนสหรัฐฯ ยืนยันพร้อมแก้ไขปัญหายูเครน-ถกประเด็นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยในวันนี้ (6 ก.ย.) ว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้หารือกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนของสหรัฐอเมริกา ณ กรุงมอสโก โดยการหารือเป็นไปอย่างจริงจัง สร้างสรรค์ และตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ภายใต้บรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ในระหว่างการรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน

    ในโอกาสนี้ ปธน.ปูตินได้ยืนยันอีกครั้งว่า รัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหายูเครนผ่านช่องทางการเมืองและการทูตต่อไป

    อูชาคอฟเปิดเผยว่า ฝ่ายรัสเซียได้นำเสนอความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจริงของกองทัพรัสเซียในพื้นที่สู้รบ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขจัดต้นตอทั้งหมดของความขัดแย้ง

    อูชาคอฟเสริมว่า การหารือไม่ได้จำกัดแค่เพียงการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยุติวิกฤตยูเครนเท่านั้น แต่ยังมีการหารืออย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ อีกด้วย

    ทั้งนี้ การหารือนาน 3 ชั่วโมง 10 นาที เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งสองฝ่าย โดยมีการยืนยันว่าผู้นำของสองประเทศจะยังคงติดต่อกันเป็นการส่วนตัวต่อไป ขณะที่การทำงานผ่านวิตคอฟฟ์และคุชเนอร์จะเดินหน้าต่อไปเช่นกัน

    โดย ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OQaDA0vW45tf6SODYgQgu

  • “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ชูไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน จับมือสร้างอนาคตเศรษฐกิจยุคใหม่

    “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ชูไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน จับมือสร้างอนาคตเศรษฐกิจยุคใหม่

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาชมรม 9 สมาคมจีนในประเทศไทย ที่หอประชุมจือขึงตึง สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร โดยมี นาย อู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีนประจําประเทศไทย คณะกรรมการหอการค้าไทย – จีน นายกสมาคมจีน 9 สมาคม พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน เข้าร่วมงาน

    นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงนามภาษาไทยและภาษาจีน ในสมุดเยี่ยม ก่อนร่วมถ่ายภาพกับสมาชิก 9 สมาคมจีน และกล่าวเปิดงาน โดยแสดงความยินดีกับชมรม 9 สมาคมจีน ว่า ตลอดช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างประเทศไทย เป็นเครือข่ายทางธุรกิจ สร้างงาน ช่วยเหลือสังคม และเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศมาโดยตลอด การที่คนไทยเชื้อสายจีนสามารถรักษาภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์กับจีนไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น ควบคู่กับความเป็นคนเชื้อสายจีนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถือเป็นจุดแข็งที่มีค่ายิ่งของประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่นครเซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และปักกิ่ง ซึ่งได้มีโอกาสหารือกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ผู้นำระดับมลฑล ภาคเอกชน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำสายสัมพันธ์ด้วยคำว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” และยกให้จีนเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจและพึ่งพาได้ของไทย และท่านพูดอีกคำว่าขอให้คิดว่าจีนคือเพื่อนสนิทที่ใกล้ชิดที่อาจจะมีความสัมพันธ์มากกว่าญาติ

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า การเยือนดังกล่าวได้นำไปสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันถึง 15 ฉบับ รวมถึงการเปิดสำนักงาน BOI แห่งใหม่ที่นครเฉิงตู เพื่อใช้เป็นฐานเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนตะวันตก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ยานยนต์พลังงานใหม่ และพลังงานสะอาด

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ความร่วมมือนี้เป็นการเปิดประตูแบบสองด้าน โดยฝั่งหนึ่งคือการดึงดูดบริษัทจีนที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และอีกฝั่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำธุรกิจ หาพันธมิตรและโอกาสในตลาดจีน เพราะไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงตลาดหรือฐานการผลิต แต่ต้องการเติบโตไปพร้อมกันในฐานะหุ้นส่วน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ฝากชมรม 9 สมาคมจีน ในอีก 60 ปีข้างหน้า ว่าต้องการให้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์นี้ขยายไปสู่คนรุ่นใหม่ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ๆ เพื่อให้เยาวชนไทยมองจีนเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของโลก ไม่ใช่แค่พื้นที่ของบรรพบุรุษ

    ขณะเดียวกันก็อยากให้คนจีนรุ่นใหม่มองไทยเป็นประเทศที่สามารถเข้ามาลงทุนและสร้างนวัตกรรมร่วมกันได้ รัฐบาลฝากคนรุ่นปัจจุบันทำให้สะพานแห่งนี่ก้าวกว่าเดิม และเพิ่มความหมายจากคำว่า จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน โดยอาศัยเชื้อชาติที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีในวาระครบรอบ 60 ปี ของชมรม 9 สมาคมจีน พร้อมกล่าวอย่างเป็นกันเอง ว่า ปีนี้ตนเองก็จะอายุครบ 60 ปี สัปดาห์หน้าก็แซยิดเช่นเดียวกัน ถ้า 60 ปี บอกว่าแก่จะไม่คิดอะไรต่อ แต่สำหรับตนเพิ่งเริ่มต้น ต้องคิดเผื่อลูกหลาน ก่อนจะอวยพรให้สมาคม สมาชิก และครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ และขอให้มิตรภาพไทย-จีน มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกันตลอดไป

    ด้าน นาย อู๋ จื้ออู่ กล่าวย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน ว่า เหมือนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวว่าจีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน ทั้งชาวไทยและชาวจีนได้ร่วมกันด้วยความสามัคคี และร่วมกันสร้างความเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน ซึ่งความสัมพันธ์ของไทยและจีนได้ถูกพัฒนาอย่างมั่นคง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ จีนและไทยควรจับมือกันให้แน่นยิ่งขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพ และจีนพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ความจริงใจและผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทุกด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และความผาสุกของพี่น้องทั้งสองประเทศ

    โดยในช่วงท้าย นาย อู๋ จื้ออู่ ได้กล่าวอวยพรนายกรัฐมนตรี ให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และประสบความสําเร็จในภารกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/470175&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05vAtJ6iCCefkirUB0WYSY

  • จัดงาน “เมดอินสุพรรณบุรี” ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    จัดงาน “เมดอินสุพรรณบุรี” ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    ที่บริเวณถนนรักท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน “เมดอินสุพรรณบุรี” โดยมี นายสุรพงษ์ พนากิจกุล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายเสน่ห์ บุญสุข รองนายก อบจ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และพนักงาน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมพิธีคึกคัก

    โดยการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าของดีจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจร้านค้าให้แก่ชุมชน ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้ามาออกร้านจำหน่ายสินค้ากว่า 100 ร้านค้า มีทั้งของกิน ของอร่อย ร้านเด็ด ร้านดัง ของดีในชุมชน นอกจากนี้ยังมีวงดนตรีศิลปินชื่อดัง มาทำการแสดง และเป็นเวทีเปิดโอกาสให้นักร้อง วงดนตรี เยาวชน , Cover dance , การแสดงเพลงอีแซวร่วมสมัย จากเยาวชนสุพรรณบุรี ได้มีโอกาสมาแสดงความสามารถบนเวทีทุกค่ำคืน

    งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน 2569 ณ ถนนรักท่าระหัด (ข้างเทศบาลตำบลท่าระหัด) อำเภอเมือง​สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากองค์การบริหาร​ส่วน​จังหวัด​สุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6165599/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20hOJhvycOAll0gQlc2bu7

  • เบื้องหลังอนุทิน เปิดทำเนียบฯพบ 76 ทูต ดันการทูตเศรษฐกิจ-พาไทยกลับเรดาร์โลก

    เบื้องหลังอนุทิน เปิดทำเนียบฯพบ 76 ทูต ดันการทูตเศรษฐกิจ-พาไทยกลับเรดาร์โลก

    เปิดหลังฉากพบ 76 ทูต 9 ภูมิภาค “รัฐบาลอนุทิน” จัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ดันไทยคืนเวทีอาเซียน–เอเชีย เร่ง FTA เปิดตลาดใหม่ ดึงลงทุนคุณภาพกลับเข้าเรดาร์โลก

    • เบื้องลึกนายกฯ อนุทินเปิดทำเนียบฯพบปะคณะทูต 76 ประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกในฐานะจุดเชื่อมโยงของอาเซียน
    • รัฐบาลใช้การเร่งรัดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ และการเปิดตลาดใหม่ เป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างศักยภาพให้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค
    • มีการกำหนดยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค เช่น เป็นหุ้นส่วนความมั่นคงทางอาหารกับตะวันออกกลาง และเน้นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับเอเชียตะวันออก

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การพบคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการรับรองทางการทูตตามวาระ  แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเชิงรุกที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย

    โดยนายอนุทิน ให้ความสำคัญกับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน นำไปสู่การแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้

    “แกนหลักสำคัญของรัฐบาลคือการพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าว 

    แหล่งข่าว กล่าวว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้  โดยที่ผ่านมานายอนุทินเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต

    เบื้องหลังอนุทิน เปิดทำเนียบฯพบ 76 ทูต ดันการทูตเศรษฐกิจ-พาไทยกลับเรดาร์โลก

    โดยตอนนี้ รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทยต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่อง วาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย 

    แหล่งข่าว กล่าวว่า รัฐบาลของนายอนุทิน กำลังใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ไทย-แคนาดา ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู ศรีลังกา บิมสเทค และอาเซียน-แคนาดา  ซึ่งการเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทยจะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย 

    ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกาจะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

    สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์  โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

    แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป จะมีอีกหลายเวทีทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ

    เบื้องหลังอนุทิน เปิดทำเนียบฯพบ 76 ทูต ดันการทูตเศรษฐกิจ-พาไทยกลับเรดาร์โลก  

    “รัฐบาลนายกฯอนุทิน ไม่ได้ต้องการแค่ความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ แต่ต้องแปลงความสัมพันธ์นั้นเป็นตลาดใหม่ เงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และบทบาทใหม่ของไทยในอาเซียนด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j2RxbcFVLSHa01VO9ojvx

  • “อนุทิน” ย้ำไทย-จีนครอบครัวเดียวกัน เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ชูหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหม่

    “อนุทิน” ย้ำไทย-จีนครอบครัวเดียวกัน เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ชูหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหม่

    นายกรัฐมนตรีได้ร่วมลงนามภาษาไทยและภาษาจีนในสมุดเยี่ยม ก่อนร่วมถ่ายภาพกับสมาชิก 9 สมาคมจีนและกล่าวเปิดงานโดยแสดงความยินดีกับชมรม 9 สมาคมจีน ว่า ตลอดช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างประเทศไทย เป็นเครือข่ายทางธุรกิจ สร้างงาน ช่วยเหลือสังคม และเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศมาโดยตลอด การที่คนไทยเชื้อสายจีนสามารถรักษาภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์กับจีนไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น ควบคู่กับความเป็นคนเชื้อสายจีนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถือเป็นจุดแข็งที่มีค่ายิ่งของประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่นครเซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และปักกิ่ง ซึ่งได้มีโอกาสหารือกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ผู้นำระดับมณฑล ภาคเอกชน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำสายสัมพันธ์ด้วยคำว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” และยกให้จีนเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจและพึ่งพาได้ของไทย และท่านพูดอีกคำว่าขอให้คิดว่าจีนคือเพื่อนสนิทที่ใกล้ชิดที่อาจจะมีความสัมพันธ์มากกว่าญาติ 

    นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า การเยือนดังกล่าวได้นำไปสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันถึง 15 ฉบับ รวมถึงการเปิดสำนักงาน BOI แห่งใหม่ที่นครเฉิงตู เพื่อใช้เป็นฐานเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนตะวันตก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ยานยนต์พลังงานใหม่ และพลังงานสะอาด

    นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ความร่วมมือนี้เป็นการเปิดประตูแบบสองด้าน โดยฝั่งหนึ่งคือการดึงดูดบริษัทจีนที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และอีกฝั่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำธุรกิจ หาพันธมิตรและโอกาสในตลาดจีน เพราะไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงตลาดหรือฐานการผลิต แต่ต้องการเติบโตไปพร้อมกันในฐานะหุ้นส่วน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ฝากชมรม 9 สมาคมจีนในอีก 60 ปีข้างหน้า ว่าต้องการให้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์นี้ขยายไปสู่คนรุ่นใหม่ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ๆ เพื่อให้เยาวชนไทยมองจีนเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของโลก ไม่ใช่แค่พื้นที่ของบรรพบุรุษ

    ขณะเดียวกันก็อยากให้คนจีนรุ่นใหม่มองไทยเป็นประเทศที่สามารถเข้ามาลงทุนและสร้างนวัตกรรมร่วมกันได้ รัฐบาลฝากคนรุ่นปัจจุบันทำให้สะพานแห่งนี้ก้าวกว่าเดิม และเพิ่มความหมายจากคำว่า จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน โดยอาศัยเชื้อชาติที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีในวาระครบรอบ 60 ปีของชมรม 9 สมาคมจีน พร้อมกล่าวอย่างเป็นกันเองว่าปีนี้ตนเองก็จะอายุครบ 60 ปี สัปดาห์หน้าก็แซยิดเช่นเดียวกัน ถ้า 60 ปีบอกว่าแก่จะไม่คิดอะไรต่อ แต่สำหรับตนเพิ่งเริ่มต้น ต้องคิดเผื่อลูกหลาน ก่อนจะอวยพรให้สมาคม สมาชิก และครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ และขอให้มิตรภาพไทย-จีน มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกันตลอดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07B6weSOnPMlNkj8_rwSzN

  • ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ  ‘ขุมทรัพย์ใหม่แสนล้าน’ เครื่องยนต์ใหม่บูมไทย

    ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ ‘ขุมทรัพย์ใหม่แสนล้าน’ เครื่องยนต์ใหม่บูมไทย

    สนค. เผย ตลาดสมุนไพรไทยติดท็อป 11 โลก ชง 4 กลยุทธ์พลิกเกษตรไทยสู่ “เศรษฐกิจสายสุขภาพ” ชิงเค้กตลาดสุขภาพโลก 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนเสียโอกาสให้คู่แข่ง

    • กระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness and Longevity) กำลังกลายเป็นตลาดเศรษฐกิจโลกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
    • เศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก
    • พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการรอเจ็บป่วยแล้วรักษา มาเป็นการลงทุนดูแลสุขภาพล่วงหน้า และยอมจ่ายเพิ่มให้สินค้าที่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
    • สนค. เสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและสมุนไพรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง เช่น การพัฒนาสารสกัดสู่มาตรฐานการแพทย์ และการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง “อาหาร-ความงาม-การแพทย์” เริ่มเลือนหาย กระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืน หรือ “Wellness and Longevity” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว ส่งผลให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยมีโอกาสต่อยอดจุดแข็งด้านเกษตร สมุนไพร การแพทย์ และการท่องเที่ยวสุขภาพ เข้าสู่ตลาดมูลค่าสูงนี้

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการติดตามเทรนด์สุขภาพโลก ว่า กระแส Wellness and Longevity หรือการดูแลสุขภาพและชะลอวัย กำลังกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่า ผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2583 เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีก่อน

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนจากการรอให้เจ็บป่วยแล้วจึงรักษา มาเป็นการลงทุนล่วงหน้าเพื่อดูแลสุขภาพและป้องกันโรคในระยะยาว โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีผลลัพธ์พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน

    ข้อมูลของ สนค. ระบุว่า ปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพร 1,357.5 ล้านดอลลาร์ ครองอันดับ 11 ของโลก ขยายตัว 5.2% จากปีก่อน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะ 1,836.4 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573

    ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ  'ขุมทรัพย์ใหม่แสนล้าน' เครื่องยนต์ใหม่บูมไทย

    ขณะที่ข้อมูลจาก Global Wellness Summit 2026 ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.4 ล้านล้านบาท อยู่ในอันดับ 24 ของโลก และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจ Wellness เติบโตเร็ว โดยอยู่ในอันดับ 7 ของโลก

    สำหรับภาพรวมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นเช่นกัน โดยตลาด Wellness ในปี 2567 มีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 74% จากปี 2562 และเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก สะท้อนโอกาสของไทยในการเชื่อมโยงจุดแข็งด้านสินค้าเกษตร สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยว เข้ากับตลาด Wellness ที่กำลังขยายตัว

    ขณะเดียวกัน รายงาน “Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers” ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่า 50% จะเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่มอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับประสิทธิผล

    จากแนวโน้มดังกล่าว สนค. เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรนวัตกรรมและสมุนไพรไทย เพื่อเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ได้แก่

    1. ยกระดับสารสกัดสู่มาตรฐานการแพทย์ (Medical-Grade Extraction)

    ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ให้ผลลัพธ์และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ไทยจึงควรลงทุนด้านการวิจัยและการทดสอบทางคลินิก เพื่อยกระดับสารสำคัญจากสมุนไพรไทย เช่น ใบบัวบก ซึ่งมีคุณสมบัติด้านการสมานผิวและต้านริ้วรอย ขมิ้นชันที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และกระชายดำที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ รวมถึงสมุนไพรในกลุ่มลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง

    ตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพของตลาดคือ “บากูชิออล” ซึ่งมียอดเติบโตในตลาดออนไลน์ 19.1% ในช่วงปี 2564–2568 โดยไทยสามารถต่อยอดวัตถุดิบสมุนไพรให้เป็นสารสกัดมาตรฐานสูงและสร้างมาตรฐานระดับสากลได้

    2. แทรกซึมสินค้าในชีวิตประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล

    ไทยควรพัฒนาสารสกัดและวัตถุดิบเกษตรให้เป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เช่น โปรตีนจากพืช หรือเปปไทด์จากข้าว นำไปพัฒนาเป็นอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน รวมถึงเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนักประเภท GLP-1 ซึ่งมีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในระดับสูง เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับโภชนาการเฉพาะบุคคลมากขึ้น

    3. ผสานเทคโนโลยีสู่การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล

    การเติบโตของเทคโนโลยีทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตนเองมากขึ้น โดยผู้บริโภคดิจิทัล 52% ใช้ Generative AI เพื่อค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันมีการนำเทคโนโลยี เช่น Smart Mirror มาใช้วิเคราะห์ใบหน้าและแนะนำชุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

    ผู้ประกอบการไทยจึงควรเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพและเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะบุคคล

    4. เชื่อมโยงสินค้าเข้ากับบริการและ Wellness Tourism

    ตลาดสินค้าและบริการ Luxury เชิงประสบการณ์คาดว่าจะเติบโต 52% ในช่วงปี 2568–2573 เป็นโอกาสให้ไทยนำสินค้าเกษตรมูลค่าสูง สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เชื่อมเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา การแพทย์ และคลินิก Longevity เพื่อสร้างประสบการณ์แบบครบวงจรและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย

    นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การเติบโตของ Wellness and Longevity เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเกษตรไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่แข่งขันด้วยราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ทิศทางนโยบายจากนี้จึงควรมุ่งขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Agri-Wellness Synergy ผสานนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก” เพื่อเปลี่ยนบทบาทภาคเกษตรจากการเป็นเพียงแหล่งผลิตอาหาร ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจสายสุขภาพ” (Health Economy)

    การผลักดันสารสกัดจากภาคเกษตรให้ได้มาตรฐานระดับการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง ตอบรับความต้องการของตลาดโลก และพัฒนาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OIQCzjzgS-aRwaaPz5Cm5

  • แกลเลอรีรูปภาพ “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    แกลเลอรีรูปภาพ “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    “ประเทศไทย” เดินหน้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืนเต็มรูปแบบ โดย “สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)” ร่วมมือกับภาคเอกชนและกระทรวง “AYUSH” รัฐบาล “อินเดีย” จัดเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” มุ่งผสานศาสตร์การแพทย์แผนไทยและอายุรเวท หวังพลิกวิกฤตสังคมสูงวัยสู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9906066/gallery/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uYByqJFeBHvsRzLBPUS9H

  • “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    กรุงเทพฯ –  ท่ามกลางวิกฤตระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่ต้องแบกรับภาระจากโครงสร้างสังคมสูงวัย ประเทศไทยก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” พร้อมร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ รัฐบาลอินเดีย โดยกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (AYUSH) มุ่งผสานศาสตร์อายุรเวทและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเกษตรอาหารปลอดภัย ไปจนถึงเทคโนโลยี Wellness เตรียมพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้าง New S-Curve สู่ระบบเศรษฐกิจใหม่

     

    พลิกวิกฤต Sick Care สู่ขุมทรัพย์ 3 ล้านล้านบาท

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Asian Wisdom: Thailand’s New S-Curve” โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตงบประมาณด้านสุขภาพระดับโลกที่เกิดจากการพึ่งพา “การรักษาเมื่อป่วย” (Sick Care) ทางออกที่ยั่งยืนคือการมุ่งสู่การแพทย์เพื่อการมีอายุยืน

    “ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท เรามีศักยภาพที่จะก้าวสู่ Top 10 ของโลกได้ไม่ยากด้วยทุนทางวัฒนธรรม ทั้งสมุนไพรไทย นวดแผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หากภาครัฐเร่งยกระดับหน่วยงานด้านการแพทย์แผนดั้งเดิมให้เทียบเท่าระดับกระทรวงควบคู่กับการจับมือกับประเทศแกนนำในเอเชีย จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ที่กระจายรายได้ และดันมูลค่าเศรษฐกิจไทยให้แตะ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินได้” นายอลงกรณ์ เน้นย้ำ

    สานสัมพันธ์รัฐบาลอินเดีย ผสานศาสตร์แห่งภูมิปัญญา

    ด้าน นาย Prataprao Jadhav รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (กระทรวง AYUSH) รัฐบาลอินเดีย ระบุว่า อินเดียและไทยมีสายสัมพันธ์ทางอารยธรรมที่ลึกซึ้งซึ่งสืบทอดผ่านภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษามาหลายศตวรรษ ความร่วมมือระหว่างศาสตร์อายุรเวทของการแพทย์แผนอินเดียและการแพทย์แผนไทย นับเป็นโอกาสสำคัญในการผสานภูมิปัญญาที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนานเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่มวลมนุษยชาติ

    สจล. ชูวิทยาศาสตร์รับรองภูมิปัญญา

    รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวเสริมว่า การนำภูมิปัญญาที่มีอยู่ตามชุมชนและวัดต่างๆ มาบูรณาการร่วมกับศาสตร์ของอินเดีย และใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเข้าไปรับรอง จะช่วยสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพทางเลือก

    “เราไม่ต้องการให้ผู้สูงวัยมีอายุที่ยืนยาวแต่ไร้คุณภาพชีวิต หรือต้องพึ่งพายาเคมีราคาแพง หากเรานำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาร่วมกัน จะช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเป็นต้นแบบในการดูแลประชากรสูงวัยได้อย่างยั่งยืน”

    รุกยุทธศาสตร์ Thai Food Good Health

    ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า กรมฯ ได้ผลักดันแคมเปญ Thai Food Good Health เพื่อเปลี่ยนอาหารไทยให้เป็นยา โดยเตรียมจัดประกวดมาตรฐานร้านอาหารสุขภาพสไตล์ “มิชลินสตาร์” รวมถึงเดินหน้าโครงการ Wellness Community ยกระดับสถานประกอบการและชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

     ” Longevity ” ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    ในมิติของการขับเคลื่อนทางธุรกิจ และในฐานะผู้ขับเคลื่อนเชื่อมโยงให้เกิดเวที“LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026”  นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขยายภาพความพร้อมของเอกชนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและต้นทุนทางธรรมชาติที่สูงมากในการก้าวเป็น “Blue Zone” ของโลก การบูรณาการศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตอาหารที่ปลอดภัยในภาคการเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงงานบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิง Wellness และการสร้างสถานที่บำบัดฟื้นฟูระดับโลกที่จะดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก” ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการโครงการ  GROW LONGEVITY ECOVILLAGE ในพื้นที่เขาใหญ่ เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ของสังคม ซึ่งพบว่า ในพื้นที่ที่อากาศดี อารมณ์ดี อาหารดี น้ำดี ชุมชนดี คนก็จะมีความสุขและมีชีวิตที่ยืนยาว อย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องนี้  LONGEVITY จึงเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย นายชยดิฐ กล่าว

    เจาะรากฐานเศรษฐกิจใหม่ด้วย “อาหารเป็นยา” จากต้นน้ำ

    สอดคล้องกับ นางภัททดา สามัคคี กรรมการ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานระดับ ‘ต้นน้ำ’ ว่า ความสำเร็จของ Longevity Economy จะมองเพียงปลายทางของการมีอายุยืนยาวไม่ได้ แต่ต้องเจาะลึกไปถึงรากฐานสำคัญคือ ระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ปลอดภัย

    “เราต้องการถอดรหัสการมีสุขภาพดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น หากต้นน้ำของเราคืออาหารที่ปราศจากสารเคมี เป็นผลผลิตที่เติบโตจากวิถีเกษตรที่ยั่งยืน และทำหน้าที่เป็น ‘อาหารเป็นยา’ ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้คนบริโภคของดี มีสุขภาพที่แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศลงได้อย่างมหาศาล นี่คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอายุยืน”

     

    นางภัททดากล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่งและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่ฝังรากลึก หากเรานำสิ่งเหล่านี้มาบูรณาการและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ฟาร์มเกษตรกรไปจนถึงอุตสาหกรรม Wellness เราจะสามารถสร้าง “เศรษฐกิจใหม่” (New Economy) ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสุขภาวะที่ดีของคนไทย

    เจาะลึก 6 เวที นวัตกรรมสุขภาพและธุรกิจ

    ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “Thailand–India Wisdom for Healthy Longevity” พร้อม 6 เวทีเสวนาเจาะลึกโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมระดับปฐมภูมิ อาหารปลอดภัย ไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยฟอรัมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภาคการเกษตร สาธารณสุข และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9906066/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F9qtRFHAyIpNUn3yA8YBq