Category: เศรษฐกิจ

  • “สส.ประสิทธิ์” นำเวทีสืบสานผ้าทอล้านนาที่น่าน ต่อยอดภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    “สส.ประสิทธิ์” นำเวทีสืบสานผ้าทอล้านนาที่น่าน ต่อยอดภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    นายประสิทธิ์ โนทะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน เขต 2 พรรคกล้าธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกรรมาธิการจัดโครงการสัมมนา “ผ้าทอล้านนา สืบสานภูมิปัญญา สร้างคุณค่าสู่อนาคต” ณ ห้องสัมมนานาน้อยรีสอร์ท อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมือง สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยทุนทางวัฒนธรรม


    นายทวีศักดิ์ พุ่มมรดก นายอำเภอนาน้อย เป็นประธานเปิดโครงการ โดยมีคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม คณะวิทยากร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มสตรี เยาวชน และประชาชนกว่า 400 คน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายประสิทธิ์ โนทะ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะ “ผ้าทอล้านนา” ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่สะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของชุมชน การจัดสัมมนาครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่าในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าผ้าทอพื้นเมือง สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า อำเภอนาน้อยถือเป็นพื้นที่ที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมืองไว้อย่างเข้มแข็ง การจัดเวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และกลุ่มผู้ทอผ้า เพื่อร่วมกันอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันในตลาดยุคใหม่ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    การสัมมนาครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการรักษาเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไปสู่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1643061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iNoXn-lJlbwYJBwU1-3pX

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 10.16 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/664931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YYd_siUnORW40_vIQjThC

  • ไทยกำลังจะก้าวเป็น ดิจิทัลฮับ? อุตสาหกรรมดิจิทัลแห่ขอบีไอไอ

    ไทยกำลังจะก้าวเป็น ดิจิทัลฮับ? อุตสาหกรรมดิจิทัลแห่ขอบีไอไอ

    Loading…

    ไทยกำลังจะก้าวเป็น ดิจิทัลฮับ? อุตสาหกรรมดิจิทัลแห่ขอบีไอไอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T1iIO87hS6Ivyo6PtdHPY

  • พระบรมธาตุเมืองนคร มรดกโลกทางวัฒนธรรมกับเดิมพันเศรษฐกิจภาคใต้

    พระบรมธาตุเมืองนคร มรดกโลกทางวัฒนธรรมกับเดิมพันเศรษฐกิจภาคใต้

    25 กรกฎาคม 2569 นับเป็นเพียงวันแห่งความภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช “พระบรมธาตุเมืองนคร” ก้าวจากศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย ไปสู่การเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ และแห่งที่ 6 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    มติจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ทำให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังยืนหยัดเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของคาบสมุทรไทยมายาวนาน

    แต่เบื้องหลังคำว่า “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ไม่ได้มีเพียงเรื่องเกียรติยศ ทว่าที่กำลังถูกจับตามองต่อจากนี้คือ นครศรีธรรมราชจะเปลี่ยนทุนทางศรัทธาที่สะสมมากว่าพันปี ให้กลายเป็นรายได้ การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ได้มากเพียงใด

    เพราะการขึ้นทะเบียนครั้งนี้อาจเป็นทั้งโอกาสครั้งใหญ่ และบททดสอบสำคัญของภาคใต้ในเวลาเดียวกัน

    หลักฐาน 1,100 ปี เปลี่ยนความเข้าใจประวัติศาสตร์

    องค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นภาพคุ้นตาของชาวนครศรีธรรมราชมาหลายชั่วอายุคน แต่ความเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ภายในเพิ่งถูกเปิดเผยชัดเจนขึ้นผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่

    การสำรวจด้วยเครื่องมือธรณีฟิสิกส์เรดาร์ทะลุดิน หรือ GPR ประกอบกับการวิเคราะห์อายุอิฐบริเวณฐานเจดีย์ พบหลักฐานว่า ภายในองค์พระบรมธาตุมีโครงสร้างของเจดีย์องค์เดิมซ่อนอยู่ และมีอายุเก่าแก่กว่า 1,100 ปี

    ข้อค้นพบดังกล่าวเปลี่ยนความเข้าใจเดิมที่เคยเชื่อว่าเจดีย์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 800 ปีก่อน โดยชี้ให้เห็นว่ารากฐานของพระบรมธาตุอาจย้อนกลับไปถึงยุคอาณาจักรศรีวิชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 14 ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในพุทธศตวรรษที่ 18 ตามอิทธิพลศิลปะลังกา

    ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นช่วยเปิดภาพใหม่ว่า นครศรีธรรมราชเคยมีบทบาทสำคัญในฐานะจุดเชื่อมต่อของศาสนา การค้า และอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทร

    เครดิตภาพ เพจเฟซบุ๊ก รังสิต ทองสมัคร์

    ร่องรอยทางสถาปัตยกรรมยังสะท้อนการแลกเปลี่ยนอิทธิพลระหว่างศรีลังกา ชวา และมอญ ที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 1,250 ปี สอดคล้องกับเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ 2 ซึ่งเน้นการแลกเปลี่ยนอิทธิพลด้านศิลปกรรม ศาสนา และสถาปัตยกรรมระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระบรมธาตุเมืองนครไม่ได้เป็นเพียงเจดีย์เก่าแก่ แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ภาคใต้ของไทยเคยอยู่บนเส้นทางสำคัญของโลกมาตั้งแต่กว่าพันปีก่อน

    “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ศรัทธาที่ไม่เคยถูกแช่แข็ง

    มรดกโลกหลายแห่งได้รับการยอมรับจากความยิ่งใหญ่ของโบราณสถาน แต่ความโดดเด่นของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารอยู่ตรงที่สถานที่แห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ในความเชื่อและกิจวัตรของผู้คน

    ภาพขบวนพุทธศาสนิกชนถือผ้าสีเหลือง ผ้าสีแดง หรือผ้าพระบฏ เดินเวียนรอบองค์พระบรมธาตุ ก่อนร่วมกันนำผ้าขึ้นห่มองค์เจดีย์ ยังคงปรากฏขึ้นทุกปีในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

    เครดิตภาพ เพจเฟซบุ๊ก Traiwat Tresatayapan

    “ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ” สืบทอดต่อเนื่องมากว่า 800 ปี นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช และยังคงดึงดูดผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศไทย รวมถึงชาวพุทธจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ให้เดินทางมายังนครศรีธรรมราช

    สำหรับผู้คนจำนวนมาก การได้มากราบพระธาตุเมืองนครสักครั้งในชีวิตถือเป็นสิริมงคลสูงสุด ความเชื่อนี้ทำให้พื้นที่รอบวัดไม่ได้กลายเป็นเพียงแหล่งโบราณคดีที่เงียบงัน แต่ยังเป็นศูนย์กลางของพิธีกรรม การเดินทาง และการพบปะของผู้คนต่างถิ่น

    นี่คือหัวใจของคำว่า “มรดกโลกที่มีชีวิต” หรือ Living Heritage เพราะสิ่งที่ได้รับการอนุรักษ์ไม่ได้มีเพียงอิฐ ปูน และสถาปัตยกรรม แต่รวมถึงศรัทธา ประเพณี และความทรงจำร่วมของชุมชน

    คุณค่านี้สอดคล้องกับเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ 6 ซึ่งให้ความสำคัญกับสถานที่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความเชื่อ ประเพณี หรือวัฒนธรรมที่ยังคงดำรงอยู่

    จากแรงศรัทธาสู่เม็ดเงินท่องเที่ยว

    หลังการขึ้นทะเบียน สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือโอกาสด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา

    พระบรมธาตุเมืองนครมีจุดแข็งที่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป เพราะสามารถดึงดูดได้ทั้งผู้แสวงบุญ ผู้สนใจประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และผู้เดินทางจากประเทศเพื่อนบ้าน

    หากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รายได้ย่อมกระจายไปยังโรงแรม ร้านอาหาร รถโดยสาร ร้านขายของที่ระลึก ไกด์ท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน

    อย่างไรก็ตาม คำว่า “มรดกโลก” ไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าพื้นที่โดยอัตโนมัติ การเติบโตจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อจังหวัดสามารถเชื่อมโยงวัดพระมหาธาตุฯ เข้ากับแหล่งท่องเที่ยวอื่น อาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และวิถีชุมชนได้อย่างเป็นระบบ

    นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแล้วกลับภายในไม่กี่ชั่วโมง อาจสร้างรายได้ให้พื้นที่ได้จำกัด แต่หากสามารถออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวให้ผู้มาเยือนพักค้างคืน ใช้บริการในชุมชน และกระจายตัวไปยังอำเภออื่น ผลทางเศรษฐกิจก็จะขยายวงกว้างมากขึ้น

    โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนมาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะตกถึงมือคนท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด

    “ห่มสไบใส่ยีนส์” เมื่อวัฒนธรรมคุยกับคนรุ่นใหม่

    อีกหนึ่งโอกาสที่เกิดขึ้นพร้อมกระแสมรดกโลก คือการนำวัฒนธรรมเก่ามาเล่าใหม่ให้เข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นปัจจุบัน

    ก่อนหน้านี้ กระแส “ห่มสไบใส่ยีนส์” เป็นตัวอย่างชัดเจนของการผสมผสานชุดไทยกับแฟชั่นร่วมสมัย ทำให้การแต่งกายเชิงวัฒนธรรมไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะงานพิธีหรือเทศกาลสำคัญอีกต่อไป

    เครดิตภาพ เนชั่น

    ภาพคนรุ่นใหม่สวมสไบคู่กับกางเกงยีนส์ ถ่ายภาพท่ามกลางสถาปัตยกรรมของวัด กลายเป็นเนื้อหาที่แพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ และช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างโดยไม่ต้องพึ่งการประชาสัมพันธ์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว

    ปรากฏการณ์นี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก ตั้งแต่ร้านเช่าชุดไทย ช่างแต่งหน้า ร้านเครื่องประดับทำมือ ช่างภาพ ไปจนถึงผู้ผลิตแฟชั่นประยุกต์ สามารถสร้างรายได้จากวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่

    แต่ซอฟต์พาวเวอร์จะไม่ยั่งยืน หากหยุดอยู่เพียงกระแสถ่ายภาพชั่วคราว สิ่งสำคัญคือการต่อยอดให้เกิดสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่มีคุณภาพ พร้อมรักษาความหมายของสถานที่ไม่ให้ถูกลดทอนเหลือเพียงฉากสำหรับสร้างคอนเทนต์

    มรดกโลกไม่ได้มีแต่ด้านสวยงาม

    การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวอาจนำมาซึ่งรายได้ แต่ก็มาพร้อมต้นทุนที่ต้องจัดการ ทั้งปัญหาจราจร ขยะ ความแออัด การใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ และความเสี่ยงต่อโบราณสถาน

    หากปล่อยให้พื้นที่รอบวัดเติบโตโดยขาดการควบคุม ความสำเร็จจากการขึ้นทะเบียนอาจย้อนกลับมาทำลายคุณค่าที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับตั้งแต่แรก

    พระบรมธาตุเมืองนคร มรดกโลกทางวัฒนธรรมกับเดิมพันเศรษฐกิจภาคใต้

    จังหวัดนครศรีธรรมราชจึงเตรียมแผนพัฒนาในหลายด้าน ครอบคลุมการจัดการจราจร การปรับภูมิทัศน์ การบริหารพื้นที่ และการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

    หัวใจสำคัญคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “การอนุรักษ์” กับ “การทำมาหากิน” เพราะหากกฎระเบียบเข้มงวดเกินไป ชุมชนอาจรู้สึกว่าตนเองถูกกันออกจากพื้นที่ แต่หากเปิดทางให้ธุรกิจเติบโตโดยไม่มีกรอบ มรดกทางวัฒนธรรมก็อาจถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าเกินพอดี

    เดิมพันใหญ่ของเศรษฐกิจภาคใต้

    สถานะมรดกโลกทำให้พระบรมธาตุเมืองนครได้รับความสนใจจากสายตานานาชาติ แต่สิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จในระยะยาวไม่ใช่เพียงจำนวนนักท่องเที่ยวหรือยอดใช้จ่าย

    คำถามที่สำคัญกว่าคือ คนในชุมชนจะมีส่วนร่วมแค่ไหน รายได้จะกระจายอย่างเป็นธรรมเพียงใด และการพัฒนาจะรักษาคุณค่าของพื้นที่ไว้ได้หรือไม่

    เครดิตภาพ เพจเฟซบุ๊ก รังสิต ทองสมัคร์

    พระบรมธาตุเมืองนครจึงเป็นมากกว่าโบราณสถานที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโก แต่กำลังกลายเป็นสนามทดสอบว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนรากเหง้าทางศรัทธาให้เป็นพลังเศรษฐกิจ โดยไม่ทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมได้หรือไม่

    จากนี้ “พระธาตุไร้เงา” อาจไม่ได้สะท้อนเพียงประวัติศาสตร์พันปี หากยังสะท้อนอนาคตของนครศรีธรรมราชและเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคใต้ด้วย

    เพราะมรดกโลกจะมีความหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่เมื่อมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีระดับสากลเท่านั้น แต่เมื่อความภาคภูมิใจนั้นสามารถสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้คนซึ่งเฝ้ารักษามรดกแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน

    ภาพปก : เพจ ททท.สำนักงานนครศรีธรรมราช : TAT Nakhon Si Thammarat Office

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/general-news/lifestyle/745977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DlJClduuAN5JqAxufm3MP

  • บัวหลวง ชี้ SET ปลายปีนี้แตะ 1,700 จุด เก็งทั้งปี Fund Flow ไหลเข้า 1.6 แสนลบ. คัดหุ้นเด่นครึ่งปีหลัง : อินโฟเควสท์

    บัวหลวง ชี้ SET ปลายปีนี้แตะ 1,700 จุด เก็งทั้งปี Fund Flow ไหลเข้า 1.6 แสนลบ. คัดหุ้นเด่นครึ่งปีหลัง : อินโฟเควสท์

    นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “เปิดกลยุทธ์ลงทุน-ปั้นพอร์ตทำกำไร” ว่า  คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ โดยมีโอกาสไปแตะ 1,700 จุดในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เติบโตเด่น ซึ่งตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น  (EPS) ปีนี้ขึ้นแตะ 100 บาทต่อหุ้น โดยกลุ่มที่มีกำไรเติบโตเด่นคือ กลุ่มพลังงานปิโตรเคมี ฯลฯ และหุ้นไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลสูง ทำให้มีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิหุ้นไทยปีนี้  1.6 แสนล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซื้อสุทธิแล้วประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

    ทั้งนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ จะเป็นลักษณะ K-Shape คือขึ้นไม่เท่ากัน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนต้องเลือกลงทุนเป็นตัว (Selective Buy) ในแต่ละอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยบวก และแนวโน้มกำไรเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในปีหน้า โดยกลุ่มหุ้นแนะนำคือ  หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะได้ประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว เข้าสู่การเดินเครื่อง ทำให้มีความต้องการไฟฟ้าสีเขียว เลือก GULF,GPSC ,GUNKUL ,WHAUP เป็นหุ้นเด่น

    กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้ประโยชน์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกเข้าสู่การฟื้นตัว จากทั้งภาคการผลิตโลก และการลงทุน ด้าน AI โดย แนะนำ KCE เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มรถยนต์ยุโรป แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับกระแส AI โลกน้อยกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

    กลุ่มธนาคารพาณิชย์  ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลที่สูง โดยหุ้นแนะนำคือ KBANK และ KTB  เพราะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี และมีสำรองหนี้สูงสามารถรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ , กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีฐานลูกค้าจีนและอินเดียที่เข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น และได้ประโยชน์จากการจัดงาน Tomorrowland โดยเน้นบริษัทที่มีโรงแรมในกรุงเทพฯ ชลบุรี  พัทยา แนะนำ  ERW และ AWC

    กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 และได้รับผลดีที่อากาศจะร้อนมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้าจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำคือ CBG เพราะน่าสนใจ เนื่องจากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง จากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง และธุรกิจจัดจำหน่ายแอลกอฮอล์ ที่ปรับตัวดีขึ้นมาก  และหุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ แนะนำ CPF จากราคาหมูที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากซัพพลายหมูลดน้อยลง จากสภาพอากาศที่จะร้อนขึ้น

    นายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน  บล.บัวหลวง กล่าวว่า การจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง หากนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ แนะนำลงทุนหุ้นประมาณ 60-70% ของพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นหุ้นไทย 30% และอีก 70% เป็นหุ้นต่างประเทศที่มีการเติบโตสูง

    ส่วนอีก 30-40% ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ไทยเป็นหลัก และอาจมีการแบ่งส่วนเพียงเล็กน้อยไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621875&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw240Idrsg4VcQ1WwDWEXz2w

  • ‘เอกนิติ’ ปลุกลงทุน ตัวช่วยเศรษฐกิจไทยโต ลุยหางานให้ 5 ล้านคนจนทำ เอกชนขานรับมิซซิ่ง ลิงก์

    ‘เอกนิติ’ ปลุกลงทุน ตัวช่วยเศรษฐกิจไทยโต ลุยหางานให้ 5 ล้านคนจนทำ เอกชนขานรับมิซซิ่ง ลิงก์

    เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้หากถ้ามองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของตนในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    นายเอกนิติ กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปีต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป

    “หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กวา 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว” นายเอกนิติ กล่าว

    ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณียกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ขอบคุณรัฐบาล ซึ่งได้ยึดถือข้อเท็จจริงและหลักการที่ถูกต้องมาวิเคราะห์ตัวโครงการ และตัดสินใจหยุดโครงการนี้ ตรงกับสิ่งที่เราได้พยายามนำเสนอมาโดยตลอด และคิดว่าเมื่อยุติโครงการแล้ว การพัฒนาภาคใต้จะต้องดำเนินการต่อสิ่งที่เราเสนอ โครงการเชื่อมใต้เชื่อมโลก Southern Connect เป็นสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดอยากให้ จึงอยากให้รัฐบาล ที่มีความตั้งใจอยู่แล้ว ในการเชื่อมโยงพื้นที่ โดยอยากให้คิดทั้งระบบทั้ง ราง ถนน ท่าเรือ ให้คำนึงถึงการเปิดพื้นที่ให้กับคนใต้ ในการที่จะสามารถส่งออกสินค้าที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมกับโลกและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งหมด ดังนั้นขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าจะนับ 1 โครงการนั้นโครงการนี้ แต่ให้ดูภาพรวมตรงนี้เพื่อที่จะตัดสินใจ ในการลงให้เป็นระบบ และเกิดประโยชน์กับคนภาคใต้ให้มากที่สุด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนตรงนี้

    นายอดิศักดิ์ ขาวผ่อง ผู้ประกอบการที่พักเกาะพยาม และประธานชมรมกีฬาโต้คลื่นจังหวัดระนอง กล่าวว่า ถ้าพับโครงการแลนด์บริดจ์ได้จริง ๆ จะดีใจมาก เกรงแต่รัฐบาลจะพลิกไปทำอย่างอื่นที่คล้ายกันมากกว่า แต่สิ่งที่รองนายกเอกนิติแถลงมานั้นตนเห็นด้วย เพราะมองว่ากระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้มากกว่า เพราะมีการเชื่อมโยงการขนส่งจากชุมพรมาระนองทางรางได้สะดวกขึ้น อีกทั้งการพัฒนาท่าเรือระนองเดิมจะส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า แต่สิ่งที่กังวลคือการขุดลอกร่องน้ำ ต้องพิจารณาสถานที่ทิ้งตะกอนดินที่ขุดลอก เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการขุดลอกร่องน้ำ ได้มีการนำตะกอนดินไปทิ้งใกล้กับเกาะพยาม ซึ่งส่งผลต่อความขุ่นของน้ำบริเวณดังกล่าว ถ้ามีแผนพัฒนาท่าเรือระนองจริงจังมากขึ้นในอนาคต แน่นอนว่าต้องมีการทำใหญ่และมากกว่าเดิม หากไม่ดูเรื่องสถานที่การทิ้งตะกอนดินให้ดี ก็จะส่งผลกระทบที่มากกว่าเดิมเช่นกัน

    นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า ภาคเอกชนขอแสดงความชื่นชม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางวิชาการ ทางออกที่เป็นรูปธรรมและคุ้มค่าที่สุดในขณะนี้ คือการกลับมาพัฒนาและยกระดับ ‘ท่าเรือระนอง’ ซึ่งมีฐานการดำเนินงานอยู่แล้ว โดยใช้เงินลงทุนไม่มากในการขุดลอกร่องน้ำและปรับปรุงปั้นจั่นยกตู้สินค้า (เครน) ให้พร้อมรองรับเรือขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดประตูการค้าชายแดนและการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5821788&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LsNSiXjRh2T-F8fuBks_X

  • เศรษฐกิจไทยพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    เศรษฐกิจไทยพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    เศรษฐกิจพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    เศรษฐกิจไทยพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,221 ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” ยังเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม

    *** “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” เป็นคำที่นักวิเคราะห์จากธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 7 แห่ง ประเมินภาพ “เศรษฐกิจไทย” จากผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 แต่คำถามสำคัญคือ ผ่านจุดต่ำสุดแล้วจริง แล้วทำไมประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ภาพที่ธนาคารเห็นกับภาพที่ประชาชนสัมผัส อาจเป็นคนละมุมเดียวกัน ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ถูกประเมินไว้เพียง 1.5-2.1% แม้จะดีกว่าช่วงไตรมาส 2 ที่ได้รับแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและราคาพลังงาน แต่ก็ยังถือเป็นการเติบโตในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ 

    *** แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเวลานี้ ไม่ใช่การบริโภคในประเทศ ไม่ใช่การท่องเที่ยว แต่กลับเป็น “การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์” ชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จากต่างชาติ พูดง่ายๆ คือ เครื่องยนต์ที่เดินอยู่ เป็นเครื่องยนต์ของโลกเทคโนโลยี มากกว่าเศรษฐกิจฐานรากของไทย …ปัญหาคือ การเติบโตแบบนี้ไม่ได้กระจายตัว รายได้และโอกาสส่วนใหญ่ยังไหลไปสู่บริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SME ร้านค้า และ ครัวเรือนยังเผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแรง ต้นทุนสูง และ การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากเหมือนเดิม

    *** ธนาคารแทบทุกแห่งจึงใช้คำเดียวกันคือ “Uneven Recovery” หรือ “การฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง” แม้ตัวเลขมหภาคจะเริ่มดีขึ้น แต่เศรษฐกิจระดับจุลภาคยังเดินไม่พร้อมกัน คนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอาจเห็นโอกาสเพิ่มขึ้น แต่คนค้าขายทั่วไป เกษตรกร หรือ ธุรกิจบริการจำนวนไม่น้อย ยังต้องประคองตัวต่อไป

    *** อีกด้านหนึ่ง ทุกสำนักธนาคารยังประเมินตรงกันว่า กนง.น่าจะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ไปจนถึงปี 2570 เพราะเศรษฐกิจยังเปราะบางเกินกว่าจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวด การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจเหลือพื้นที่ไม่มาก ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยก็เสี่ยงซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน …ครึ่งปีหลัง 2569 จึงยังเต็มไปด้วยโจทย์ใหญ่ ทั้งราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงผลของมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่หลายฝ่ายจับตาว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว กำลังซื้อในประเทศจะสะดุดหรือไม่

    *** บทสรุปจาก “ธนาคารพาณิชย์” จึงสะท้อนภาพเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทย “พ้นจุดต่ำสุด แต่ยังไม่ถึงจุดแข็ง” การเติบโตเริ่มกลับมา แต่ยังไม่กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ โจทย์ของ “รัฐบาล” จากนี้ จึงไม่ใช่เพียงทำให้จีดีพีโต แต่ต้องทำอย่างไรให้การเติบโตครั้งนี้ ไปถึงกระเป๋าของ “คนตัวเล็ก” เพราะหากเศรษฐกิจดีเฉพาะบริษัทใหญ่ แต่ประชาชนยังไม่มีกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นก็ย่อมไม่กลับมา และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะยังเป็นเพียงตัวเลขบนหน้ารายงานเท่านั้น

                                        เศรษฐกิจไทยพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    *** ปิดท้าย…ขอแสดงความยินดีกับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่ได้รับ 6 รางวัล จากงานประกาศรางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2569 (Asian Excellence Award 2026) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 16 โดย Corporate Governance Asia นิตยสารด้านการเงินที่ส่งเสริมบรรษัทภิบาลของฮ่องกงและภูมิภาคเอเชีย รางวัลที่ ปตท.สผ. ได้รับ ได้แก่ รางวัล Asia’s Best CEO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 รางวัล Asia’s Best CFO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 รางวัล Best Investor Relations Company ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 รางวัล Best Investor Relations Professional ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 รางวัล Sustainable Asia Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และรางวัล Best CSR ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

    นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังได้รับอีก 4 รางวัล จากการจัดอันดับของ FinanceAsia Asia’s Best Companies 2026 ซึ่งเป็นนิตยสารการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ รางวัล Best Large-Cap Company – Thailand (ระดับ Silver), รางวัล Best Managed Company – Energy – Thailand (ระดับ Silver), รางวัล Best CFO – Thailand (ระดับ Gold) และรางวัล Best Investor Relations – Thailand (ระดับ Silver) …รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการองค์กร การจัดการด้านการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/664923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15MM_UjLKYNVTVRROn-AIs

  • “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

    “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

    เตรียมจัดงานวันคล้ายวันเกิด “ทักษิณ ชินวัตร” อายุครบ 77 ปี 26 ก.ค.นี้ “วรชัย” เชิญชวนคนที่ยังรักและระลึกถึงแสดงพลังรวมตัว

    วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในวันนี้ ว่า การบริหารประเทศไม่ใช่ใครก็ได้ที่เข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศชาติแล้วนำไปสู่ความเจริญได้ทุกคน เห็นได้เศรษฐกิจไทยวันนี้ที่ที่ตั้งของประเทศถือว่าได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่ทำไมเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำที่สุดในอาเซียน ประชาชนยากจนต้องเร่งไปเข้าแถวขออุทธรณ์สิทธิบัตรคนจนมากขึ้น จนต้องร้องห่มร้องไห้สะท้อนความทุกข์ที่อย่างที่เขาได้รับ 

    ต่างจากในยุคของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บริหารประเทศหลังช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่สามารถพลิกฟื้นประเทศได้ แต่ที่สุดมีการยึดอำนาจจนทำให้ระบบเศรษฐกิจพังทลายมาจนถึงทุกวันนี้เหมือนประเทศเป็นมะเร็งร้ายทางเศรษฐกิจจนยากจะรักษา 

    นายวรชัย เผยต่อไปว่า รัฐบาลปัจจุบันเราเห็นการทำงานมาระยะหนึ่ง ความนิยมของประชาชนตกต่ำลงจากผลสำรวจที่ออกมา รัฐบาลไม่ได้สร้างอาชีพสร้างงาน ไม่ให้เบ็ดตกปลาหรือหาปลาเหมือนยุคนายทักษิณ แต่เอาปลามาแจก ต่อให้แจกอย่างไรก็ไม่เพียงพอเราจะเห็นทุกภาคส่วนเครื่องยนต์เศรษฐกิจประเทศดับเกือบหมด 

    ดังนั้น เพื่อเป็นการยืนยันว่าพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยยังเห็นคุณค่าเห็นความสำคัญของ นายทักษิณ ที่ได้ทำให้ประเทศไทย เพื่อระลึกถึง นายทักษิณ ในวันคล้ายวันเกิดวันที่ 26 กรกฎาคม เราจะจัดงานที่ร้านอาหารจุ่มดาด กม.6 ซอยรามอินทรา 40 ขอเชิญพี่น้องคนไทยที่ยังรัก นายทักษิณ ไปแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ ว่ายังมีคนที่ยังรักและระลึกถึงท่านจำนวนมาก

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 นายทักษิณ ชินวัตร จะมีอายุครบ 77 ปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2948566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0semA3aHaSLXYJNZyw0wqp

  • กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ชี้ถึงเวลาผ่าตัดทีมเศรษฐกิจ

    กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ชี้ถึงเวลาผ่าตัดทีมเศรษฐกิจ

    “พีรวัส” รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง ภาษีสหรัฐฯ และเงินเฟ้อ เรียกร้องให้ลาออก หากรัฐมนตรีหมดไฟ 

    วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจพร้อมกันหลายด้านในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังกัดกินกำลังซื้อของประชาชน แต่สิ่งที่ประชาชนกลับไม่เห็นคือบทบาทเชิงรุกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งควรเป็นแม่ทัพหลักในการดูแลค่าครองชีพและปกป้องผู้ประกอบการไทย

    นายพีรวัสกล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้กลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จะเป็นแรงผลักสำคัญให้เงินเฟ้อของไทยในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.9% ผ่านการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง 

    นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บสินค้าจากหลายประเทศในอัตราสูงถึง 12.5% ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของประเทศ 

    “นี่คือพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกันสามลูก แต่กลับไม่เห็นการแถลงมาตรการเชิงรุก ไม่เห็นแผนรองรับผู้ส่งออก ไม่เห็นมาตรการลดภาระค่าครองชีพ และไม่เห็นการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจจากกระทรวงพาณิชย์ ประชาชนจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า รัฐมนตรีพาณิชย์ยังทำหน้าที่อยู่หรือไม่” 

    นายพีรวัสกล่าวต่อว่า แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมิถุนายนจะชะลอลงมาอยู่ที่ 2.42% จาก 2.79% ในเดือนพฤษภาคม แต่แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและมาตรการกีดกันทางการค้ายังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจผลักดันราคาสินค้าในระยะต่อไป หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรับมืออย่างทันท่วงที 

    “กระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่กระทรวงที่มีหน้าที่ออกงานหรือสร้างภาพ แต่ต้องเป็นหน่วยงานที่ลงมือปกป้องปากท้องประชาชน ดูแลราคาสินค้า ดูแลผู้ส่งออก และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งไม่มีความพร้อมหรือไม่มีพลังที่จะทำหน้าที่ในช่วงวิกฤต ก็ควรเปิดทางให้คนที่พร้อมทำงานเข้ามารับผิดชอบแทน”

    นายพีรวัสเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งประเมินผลงานของคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เวลาของการประคองเก้าอี้ แต่เป็นเวลาของการประคองเศรษฐกิจและปกป้องความเป็นอยู่ของประชาชน

    “ฝ่ายค้านไม่ได้เรียกร้องให้ลาออก เพราะเหตุผลทางการเมือง แต่เรียกร้องเพราะประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายด้านพร้อมกัน หากรัฐมนตรีคนใดหมดไฟ หมดความสามารถ หรือหายไปในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการมากที่สุด รัฐมนตรีควรตัดสินใจลาออก เพื่อเปลี่ยนคนที่อยากทำงานเข้ามา เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2948595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17yr9ykwaKFye638FjMa5t

  • อนุทินสั่งด่วน รื้อเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลัง 9.3 ล้านคนถูกตัดสิทธิ

    อนุทินสั่งด่วน รื้อเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลัง 9.3 ล้านคนถูกตัดสิทธิ

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามและรับฟังข้อวิจารณ์ของสังคมเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 กำชับกระทรวงการคลังเร่งรัดดำเนินโครงการ ฯ หลังมีผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิกว่า 9.3 ล้านคน 

    โดยให้กระทรวงการคลังนำข้อกังวลของสังคมรวมทั้งความเดือดร้อนของประชาชน มาเป็นโจทย์หลัก เพื่อปรับปรุง รวมถึงทบทวนเงื่อนไขโครงการ ฯ ให้สอดคล้องความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และให้นำมาหารือในที่ประชฺมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 69 นี้ ด้วย

    ทั้งนี้ ความตั้งใจของรัฐบาลในการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีสิทธิ หรือคนจนตัวจริงได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ สร้างความมั่นคงในชีวิต 

    สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ ผู้มีสิทธิตามคุณสมบัติและเงื่อนไขโครงการ กลุ่มตกหล่นและกลุ่มเปราะบางตามที่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำรวจและขึ้นบัญชีไว้ 

    ซึ่งหลักการสำคัญคือให้การช่วยเหลือตรงถึงมือผู้ที่ต้องการ ขณะเดียวกัน ก็ยึดการบริหารจัดการงบประมาณแบบคุ้มค่า โดยงบประมาณที่จำกัดถึงมือกลุ่มผู้ต้องการมากที่สุด สำหรับประชาชนที่เดือดร้อน รัฐบาลก็มีแนวทางให้ความช่วยเหลือ ภายใต้โครงการอื่นอยู่

    กระทรวงการคลัง ขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตรฯ ถึง 30 ก.ย. 69 จากเดิม 31 ก.ค. 69 และขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิเป็นถึงวันที่ 31 ส.ค. 69 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 69 โดยผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 69 ทุกกลุ่มเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/664899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M2GFKpWmUf77XYw4hUe76