Category: เศรษฐกิจ

  • พรรคเศรษฐกิจ ประกาศส่งคนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. – สก. 50 เขต  เผยชื่อย่อ จ. ใคร ๆ ก็รู้จัก

    พรรคเศรษฐกิจ ประกาศส่งคนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. – สก. 50 เขต เผยชื่อย่อ จ. ใคร ๆ ก็รู้จัก

    พรรคเศรษฐกิจ ประกาศส่งคนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. – สก. 50 เขต เผยชื่อย่อ จ. ใคร ๆ ก็รู้จัก โว กวาด สก. ได้เกินครึ่งแน่นอน ลั่น  ไม่ใช่ส่งไม้ประดับ

    วันที่ 30 เมษายน 2569  ที่รัฐสภา นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงการส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในนามพรรคเศรษฐกิจ ว่า กรุงเทพฯมีปัญหามากทั้งการจราจร ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาใหญ่ที่เห็นชัดเจนและต้องจัดการให้เร็วที่สุด คือคนต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย เข้ามาแย่งพื้นที่การเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร  รวมถึงปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นใน กทม. ทุกสำนักงานเขตมีการทุจริตมากมาย และแก้ไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาการจัดเก็บขยะ เป็นปัญหาขยะเน่าเหม็นมาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้พรรคเศรษฐกิจเห็นว่า พรรคเราเป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 5 โดยพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์แสดงความจำนงว่าจะส่งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ครบทุกเขต  ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจเราจะส่งคนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ครบทุกเขตเช่นเดียวกันเพื่อหวังจะทำให้ กทม. ดีขึ้น 

    “คนที่พรรคจะส่งลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เราได้ทาบทามไว้แล้ว และมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีด้วย มีอักษรชื่อย่อ จ. พูดชื่อไปก็จะรู้ว่าเป็นใคร เพราะเป็นคนที่มีชื่อเสียงและอยู่ในแวดวงที่ต้องรับผิดชอบประชาชนคนกรุงเทพฯ มาก่อน แต่ไม่ใช่นักการเมือง แต่ขออุบไว้ก่อนเพื่อความตื่นเต้น คาดว่าไม่เกินวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าผู้สมัครคนนี้จะสามารถสู้ผู้สมัครคนอื่นได้อย่างแน่นอน  และคิดว่าไม่น่าจะแพ้  ขอย้ำว่าบุคคลที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ของพรรคเราเป็นคนมีความรู้ความสามารถ และจะได้ สก. เกินครึ่งแน่นอน ไม่ใช่ส่งไม้ประดับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I19KnOv17l1oq8ulJxuui

  • นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ เคาะไทยช่วยไทยพลัส ก่อนเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

    นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ เคาะไทยช่วยไทยพลัส ก่อนเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

    30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.05 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสร็จสิ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ , นายภราดร ปริศนานันกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ , นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) , นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี , นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง , นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) , นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และตัวแทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อประชุมหารือเร่งสรุปแนวทางโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้าต่อไป เนื่องจากโครงการจะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961654&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lQEILT3JVzQxfVKyaAoBO

  • นายกฯ เรียกทีมเศรษฐกิจถก “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดครอบคลุม 30 ล้านคน

    นายกฯ เรียกทีมเศรษฐกิจถก “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดครอบคลุม 30 ล้านคน

    จับตา “ไทยช่วยไทย” ล่าสุด “อนุทิน” เรียกทีมเศรษฐกิจถกด่วน เตรียมเคาะมาตรการเยียวยาประชาชน คาดครอบคลุมกว่า 30 ล้านคน

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าน่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งน่าจะมีแนวทางที่ชัดเจน โดยคิดว่าสัปดาห์หน้าจะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้จึงมาพูดคุยกันก่อน

    ส่วนการหารือวันนี้ จะเป็นการหารือแทน ครม.เศรษฐกิจหรือไม่นั้น นายภราดร กล่าวว่า กำลังจะหารือกับนายกฯว่า เนื่องจากวันที่ 4 พ.ค. 69 เป็นวันหยุด จะมีการหารือ ครม.เศรษฐกิจหรือไม่

    เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า นายกฯ ต้องการอยากให้โครงการนี้ออกมาเร็วที่สุดใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตามกำหนดคือ 1 มิ.ย. 69 ที่ได้ประกาศไป

    เมื่อถามถึงความพร้อมที่รัฐบาลพอจะเตรียมได้ตอนนี้เป็นเรื่องงบประมาณอย่างเดียว หรือประสานกับหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย นายภราดร ระบุว่า ต้องรอดูกระทรวงการคลังที่เป็นฝ่ายออกนโยบายและแนวทาง รวมถึงกระทรวงอื่นด้วยว่า มีความคิดกับเรื่องการเยียวยาในส่วนไหนอย่างไรบ้าง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอะไรหรือไม่ ต้องถามหลายๆ กระทรวงดูด้วย ในส่วนของกระทรวงการคลัง ทางนายเอกนิติ ได้บอกถึงมาตรการ 2-3 เรื่องไปแล้ว

    ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่จะครอบคลุม 20-30 ล้านคน จำนวนยังเป็นเท่านี้อยู่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เบื้องต้นมี 2 ส่วนคือ

    1. ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน
    2. จะใช้โครงการไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งเดิม ตอนนี้กำลังดูตัวเลขว่าน่าจะได้ประมาณเท่าไหร่

    เพราะฉะนั้น 2 ส่วนบวกกันอย่างน้อยน่าจะต้องเกิน 30 ล้านคน เพราะอยู่ในส่วนของสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน แต่ในส่วนนี้เดิมคือ 20 ล้านคน อาจจะมีบวกๆ ดังนั้น อาจจะเกิน 30 ล้านคนของผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/950259/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BjTT8MEZeLXouZmJjFemd

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้คนละ 4 พัน ลงทะเบียนพ.ค.-เริ่มใช้ 1 มิ.ย.

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้คนละ 4 พัน ลงทะเบียนพ.ค.-เริ่มใช้ 1 มิ.ย.

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RO4C3yRrVZUFbtCG_LiE0

  • ธปท.เตือนแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอ จาก ตลาดส่งออก-ท่องเที่ยวลด

    ธปท.เตือนแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอ จาก ตลาดส่งออก-ท่องเที่ยวลด

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22fH7PZwxrf4r9X7b8_auM

  • นายกฯ เรียกทีมเศรษฐกิจถก “ไทยช่วยไทยพลัส” เร่งเข้าครม.

    นายกฯ เรียกทีมเศรษฐกิจถก “ไทยช่วยไทยพลัส” เร่งเข้าครม.


    นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจติดตามความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อเร่งเสนอเข้าครม. โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนกว่า 30 ล้านคน ทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไป

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง, นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อหารือความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

    นายภราดร เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมของโครงการ เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว โดยขณะนี้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายและแนวทาง ขณะที่กระทรวงอื่น เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องพิจารณามาตรการเสริมในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่งพลัส” มีกำหนดเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 1 มิถุนายน โดยจะครอบคลุมประชาชนหลายกลุ่ม รวมกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.4 ล้านคน และประชาชนทั่วไป ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดจำนวนที่ชัดเจน โดยคาดว่าจะได้รับประโยชน์รวมเกิน 30 ล้านคน

    นายภราดร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ จะต้องรอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีการนัดประชุมในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/42379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dgHFCXcE6-lry-yXi9fRM

  • เวียดนามยกระดับจังหวัดด่งนายเป็นนครส่วนกลาง วางโครงสร้างขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นระบบ

    เวียดนามยกระดับจังหวัดด่งนายเป็นนครส่วนกลาง วางโครงสร้างขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นระบบ

    เนื้อข่าว 

    คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (The Party Central Committee) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกระดับจังหวัดด่งนาย (Dong Nai Province) เป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง โดยถือเป็นก้าวสำคัญของการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายระยะยาวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงอนาคต การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของภาครัฐต่อศักยภาพของพื้นที่ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีพลวัตสูง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ ความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ และการยกระดับทุนมนุษย์ ซึ่งกำลังได้รับการบูรณาการอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภูมิภาคภาคใต้ของประเทศในระยะข้างหน้า

    image.png

    ในเชิงประวัติศาสตร์ จังหวัดด่งนายมีพัฒนาการที่มีรากฐานมั่นคงและสั่งสมมาอย่างยาวนานโดยในช่วงปี 2222–2241 กลุ่มผู้บุกเบิก เช่น Trần Thượng Xuyên และ Nguyễn Hữu Cảnh ได้วางรากฐาน พื้นที่กู่เหลาโฟ (Cu Lao Pho) ซึ่งปัจจุบันคือเขตเจิ่นเบียน (Tran Bien Ward) เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการปกครองและการค้าแห่งแรกของภาคใต้ และได้พัฒนาเป็นท่าเรือการค้าหลักของภูมิภาคในศตวรรษที่ 18 ต่อมาการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมเบียนหว่า 1 (Biên Hòa Industrial Zone No.1) ในปี 2506 ได้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และชนชั้นแรงงานในเวียดนาม อันเป็นฐานสำคัญที่ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศสามารถขยายสู่ตลาดทั้งภายในและระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อมา บรรษัทข้ามชาติ อาทิ Nestlé, Bosch และ Pouchen ได้เข้ามาลงทุนจัดตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Nestlé ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2538 และขยายการลงทุนรวมมากกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนบทบาทของพื้นที่ในฐานะฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ (strategic manufacturing hub) ซึ่งการยกระดับสถานะทางการปกครองดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเฉพาะกับนครโฮจิมินห์

    ควบคู่กันนี้ ปัจจัยเชิงสังคมและวัฒนธรรมยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความยั่งยืนของการพัฒนา โดยจังหวัดด่งนายเป็นแหล่งรองรับการอพยพ (migration destination) จากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดโครงสร้างสังคมที่หลากหลายและมีความเป็นเอกภาพ ทั้งนี้ การรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำด่งนาย (Đồng Nai River) ถือเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญต่อการพัฒนาในระยะยาว

    ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน จังหวัดด่งนายกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ โดยมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thành International Airport) มูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,000 เฮกตาร์ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 100 ล้านคนต่อปี และปริมาณสินค้าประมาณ 5 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศที่สำคัญ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการประเมินว่าเป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงภาคการบิน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรม และการพัฒนาเมือง และจะทำงานสอดประสานกับระบบท่าเรือในภูมิภาคเพื่อพัฒนาเป็นระบบการขนส่งหลายรูปแบบ (multimodal transport system) ที่มีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ จังหวัดยังเร่งพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษ และโครงสร้างพื้นฐานเชิงพื้นที่อื่น ๆ อาทิ เส้นทางเชื่อมต่อจังหวัดฟานเที้ยต (Phan Thiet) เบียนหว่า (Bien Hoa) และหวุงเต่า (Vung Tau) และถนนวงแหวนรอบนอกสายที่ 4 (Ring Road 4) รวมถึงการพัฒนาเขตเญินแถก (Nhơn Trạch) ในรูปแบบพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองใหม่ที่บูรณาการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม ภาคบริการ และการพัฒนาเมืองริมน้ำเข้ากับห่วงโซ่โลจิสติกส์ซึ่งเชื่อมโยงท่าเรือเฟื้อกอาน (Phuoc An Port) ท่าอากาศยานลองแถ่ง และระบบท่าเรือก๊ายแม๊บ – ถิหวาย (Cai Mep-Thi Vai port system) ขณะเดียวกัน พื้นที่ลองแถ่งมีแนวโน้มพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจการบิน (aviation economy)

    ในเชิงศักยภาพเชิงพื้นที่และเศรษฐกิจ จังหวัดด่งนายมีประชากรเกือบ 4.5 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ในลำดับต้นของประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทเป็นประตูเชื่อมโยงระหว่างนครโฮจิมินห์กับภูมิภาคสำคัญ ได้แก่ ที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highlands) ภาคกลางตอนใต้ (south central coast) และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) รวมทั้งเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่มีการบูรณาการระบบขนส่งครบทั้ง 5 รูปแบบ ได้แก่ ทางถนน ทางราง ทางน้ำภายในประเทศ ทางทะเล และทางอากาศ ในบริบทดังกล่าว แผนพัฒนาจึงมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ เบ่าก่าน–เตินเหียบ (Bàu Cạn Tân Hiệp) และซวนเกว–ซงเหยิ่น (Xuân Quế Sông Nhạn) ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 2,000 เฮกตาร์ ด้วยมูลค่าการลงทุนมากกว่า 18 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 720 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงโครงการนครสนามบิน (airport city) ขนาด 43,000 เฮกตาร์ และเขตเมืองหลักในเญินแถกขนาด 23,000 เฮกตาร์ ตลอดจนข้อเสนอจัดตั้งเขตการค้าเสรี (free trade zone) ขนาดกว่า 8,000 เฮกตาร์ มูลค่าการลงทุนประมาณ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเชื่อมต่อโดยตรงกับท่าเรือเฟื้อกอาน เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

    จังหวัดด่งนายให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสนับสนุนแรงงานทักษะสูง ทั้งนี้ ภาครัฐได้ย้ำถึงบทบาทของประชาชนในฐานะปัจจัยกำหนดความสำเร็จของการพัฒนาจึงมีการดำเนินมาตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูงควบคู่กับการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน และการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐและสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยสรุป การยกระดับเป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางคาดว่าจะขยายขอบเขตโอกาสทางการพัฒนา และเสริมบทบาทของจังหวัดในฐานะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคตลอดจนยกระดับศักยภาพด้านการเชื่อมโยงและขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคภาคใต้ในระยะยาว

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 28 เมษายน 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    การยกระดับจังหวัดด่งนายสู่การเป็นนครภายใต้การบริหารของส่วนกลางถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ภายใต้กรอบนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามในระยะยาว โดยสะท้อนแนวทางการจัดโครงสร้างพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างกลไกขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ในบริบทที่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักของประเทศ ทั้งนี้ จังหวัดด่งนายได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากฐานรากทางประวัติศาสตร์สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยสามารถใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างสังคม และเสถียรภาพเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีบทบาทนำในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ในมิติของโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ จังหวัดด่งนายมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโดยตรงกับนครโฮจิมินห์ และขยายไปสู่ภูมิภาคที่ราบสูงภาคกลาง ภาคกลางตอนใต้ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจสำคัญภาคใต้ การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงข่ายคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ และภาคบริการ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดมีความทันสมัยและมีความเชื่อมโยงเชิงบูรณาการมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโครงการท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง ซึ่งมีสถานะเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ และจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบิน (aviation hub) ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง (aviation-linked economy) อันจะส่งผลต่อการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามโดยรวม

    ภายใต้บริบทดังกล่าว จังหวัดด่งนายเริ่มพัฒนาไปสู่รูปแบบมหานครหลายศูนย์กลาง (multi-centered urban structure) ที่มีความหลากหลายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ ซึ่งมีศักยภาพในการกระจายความเจริญ ไปยังพื้นที่โดยรอบอย่างมีนัยสำคัญ การจัดตั้งนครด่งนายจึงมีบทบาทมากกว่าการยกระดับสถานะทางการปกครอง หากแต่เป็นกลไกเชิงนโยบายในการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ระหว่างพื้นที่ และสนับสนุนการทำงานเชิงเกื้อหนุนกับนครโฮจิมินห์ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักของประเทศ

    ในด้านโครงสร้างเชิงสถาบันและกฎหมาย จังหวัดด่งนายมีความพร้อมตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งนครภายใต้การบริหารของส่วนกลางตามกฎหมายเวียดนาม ทั้งในด้านขนาดประชากร พื้นที่ และจำนวนหน่วยการปกครองท้องถิ่น (administrative units) ขณะเดียวกัน ยังมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง โดยมีโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สำคัญที่เอื้อต่อการป้องกันประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ในมิติทางเศรษฐกิจ จังหวัดด่งนายถือเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมหลักของเวียดนาม โดยมีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากและสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้อย่างต่อเนื่อง มีโครงการลงทุนจำนวนมากและมูลค่าการลงทุนรวมในระดับสูง อีกทั้งยังมีแผนขยายพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเขตเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับห่วงโซ่มูลค่า เพิ่มผลิตภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    อย่างไรก็ดี การพัฒนาในระยะต่อไปจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์ ควบคู่กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน การยกระดับคุณภาพชีวิต และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารภาครัฐ ผ่านการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน และการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อรองรับรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ และลดต้นทุนธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจ

    ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ การยกระดับจังหวัดด่งนายเป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางมิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงสถานะทางการปกครอง หากแต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านการบูรณาการจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และทรัพยากรมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของเวียดนาม รวมถึงเสริมบทบาทของภูมิภาคภาคใต้ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การยกระดับจังหวัดด่งนายเป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางจะส่งผลเชิงบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคภาคใต้ของเวียดนาม โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์หลายรูปแบบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ อาจก่อให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวต่อแรงกดดันด้านต้นทุน มาตรฐานสินค้า และความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาด

    ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการปรับกลยุทธ์สู่การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าในเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ อาทิ ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง และเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม เพื่อขยายช่องทางการค้า การลงทุน และการกระจายสินค้าในภูมิภาค นอกจากนี้ ควรเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต (production standards) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

                 การพัฒนาจังหวัดด่งนายในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่จะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนาม โดยเฉพาะในสาขาโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมสนับสนุน อาหารและเกษตรแปรรูป พลังงานหมุนเวียน และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจการบิน รวมถึงการเข้าร่วมลงทุนในเขตอุตสาหกรรมและเขตการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) และการสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจในระดับท้องถิ่นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rox3068hxih23x2u8nlv7rki&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3whWBHQkdJR96XxNQj00tf

  • ‘พิพัฒน์‘ยันแลนด์บริดจ์คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ปูพรมลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชน

    ‘พิพัฒน์‘ยันแลนด์บริดจ์คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ปูพรมลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชน

    ‘พิพัฒน์’ปักหมุดลุยลงพื้นที่ ‘ชุมพร–ระนอง’ 8 พ.ค. นี้ สแกนความพร้อมแจ้งเกิดแลนด์บริดจ์ วงเงินลงทุน 1 ล้านล้าน พร้อมปูพรมเดินหน้ารับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่รอบด้าน ย้ำโครงการมีคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  ลั่นเปิดทางเอกชนลงทุน เดินหน้าเร่งกฎหมาย SEC ขับเคลื่อนการลงทุน คาดเริ่มก่อสร้างปี 2573

    29 เม.ย.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ว่าในส่วนความคืบหน้าโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย–อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศในระยะยาว โดยผลการศึกษาของ สนข. ยืนยันว่า มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์และระบบขนส่งของประเทศไทยในภูมิภาค

    ทั้งนี้ จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมลงพื้นที่อีกครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการจัดทำประชาพิจารณ์แล้ว โดยเบื้องต้นกำหนดลงพื้นที่ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เริ่มต้นที่จังหวัดชุมพร ลงพื้นที่อำเภอหลังสวนและอำเภอพะโต๊ะ ก่อนเดินทางต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อหารือร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ทั้งในมุมที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการ

    “ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะชี้แจงข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน ทั้งข้อดี ข้อจำกัด และผลการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจภาพรวมอย่างชัดเจน รวมถึงนำเสนอแนวทางการสร้างอาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมท่าเรือ การให้บริการเรือที่เข้ามาจอดพักหรือทิ้งสมอ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจของคนในท้องถิ่นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่จากภายนอกเท่านั้น ”นายพิพัฒน์ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดกำหนดอาชีพบางประเภทให้เป็นสิทธิของคนในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าการสร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ชุมพรและระนองเป็นขั้นตอนสำคัญลำดับแรก ส่วนกระแสคัดค้านโครงการนั้น  ไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากเป็นเรื่องปกติของโครงการขนาดใหญ่ที่ย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มองว่าทุกฝ่ายควรพิจารณาบนพื้นฐานของประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ที่ระบุว่าไม่ได้มีการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์นั้นเป็นคนละประเด็นกับโครงการศึกษาคลองไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ตั้งแต่แนวคิดคอคอดกระจนพัฒนาเป็นคลองไทย ยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะเดินหน้าต่อไป และไม่ใช่การแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองส่วนตามข้อกังวล โดยประเด็นดังกล่าวเป็นข้อห่วงใยด้านความมั่นคงที่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาในอดีต ส่วนด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงการได้มีการศึกษาระบบนิเวศอย่างรอบคอบ และพยายามลดผลกระทบให้น้อยที่สุด แม้อาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง แต่ถือเป็นการแลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจและรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    ทั้งนี้ คาดว่าร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ส่วนการเปิดประมูลโครงการยังต้องรอการพิจารณาของรัฐสภา โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างในขั้นตอนตอกเสาเข็มได้ภายในปี 2573

    ด้านนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีกรอบวงเงินลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยผลการศึกษารูปแบบการลงทุนและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ พบว่ามีความเหมาะสมและคุ้มค่า ภายใต้รูปแบบที่เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในทุกองค์ประกอบของโครงการ ส่วนความคืบหน้าด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของท่าเรือทั้งสองฝั่ง  ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ขณะที่รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการมอเตอร์เวย์และทางรถไฟ อยู่ระหว่างการศึกษาของกรมทางหลวง(ทล.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

    ทั้งนี้ในส่วนของการขับเคลื่อนโครงการ ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ก่อนที่กระทรวงคมนาคมจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ขณะที่การออกแบบท่าเรือได้แล้วเสร็จ ส่วนการออกแบบโครงข่ายมอเตอร์เวย์และทางรถไฟยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

    นอกจากนี้ ในการจัดทำเอกสารสำหรับการเปิดประมูลโครงการอยู่ระหว่างการร่างรายละเอียด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนในระยะถัดไป โดยโครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รองรับการค้าและโลจิสติกส์ในอนาคต และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/987877/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tWzFLDOd-_wwsUi8jb-48

  • “เวลเนส”เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ | เดลินิวส์

    “เวลเนส”เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ | เดลินิวส์

    ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลาดทางการแพทย์และบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ หรือ “เวลเนส” (Wellness )กำลังถูกยกให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ  มีจุดเด่นสำคัญคือบริการทางการแพทย์ที่มีราคาสมเหตุสมผล             งานWorld Health Expo (WHX) Bangkok 2026 งานแสดงสินค้านานาชาติ ด้านเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ และบริการสุขภาพ และ Medtec Southeast Asia 2026 โดยอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จะเป็นการแสดงศักยภาพด้านสาธารณสุขของประเทศครั้งสำคัญ

    นางสาวกันยารัตน์ กุยสุวรรณ. ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยในงานแถลงข่าว การจัดงานจัดงาน WHX Bangkok และ Medtec Southeast Asia 2026 ว่า กรมฯมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ  (Medical Hub) ดึงดูดชาวต่างชาติมาใช้บริการ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศภายใต้กลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่การวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง บริการสุขภาพ ( Medical Service Hubs ) 4 ด้าน

     1.เน้นบริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่เป็นที่ต้องการสูง เช่น การดูแลความงามและสุขภาพ, การรักษาผู้มีบุตรยาก และการผ่าตัดแปลงเพศ

     2. ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ  (Wellness Hub )ครอบคลุมทั้งภาคบริการและผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น สปา นวดไทย และการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว

     3.ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย เป็นแหล่งรวมความรู้ การศึกษา และการวิจัยขั้นสูง (Academic Hub)ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์เพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่เพียงงานวิจัยขึ้นหิ้ง

    4. ศูนย์กลางด้านผลิตภัณฑ์ (Product Hub)ผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย เช่น ยาดม ผลิตภัณฑ์จากกระชายดำ ขมิ้น และกัญชงกัญชาทางการแพทย์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในตลาดโลก

    นางสาวกันยารัตน์  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายสร้าง”เขตเศรษฐกิจสุขภาพ” เฉพาะพื้นที่ มีการจัดตั้งเขตส่งเสริมสุขภาพและนวัตกรรมในจังหวัดที่มีศักยภาพ เพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ  ได้แก่บูรณาการสร้างระบบการแพทย์ครบวงจร  (Medical Valley )ในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ที่ครบวงจร ย่านนวัตกรรมสุขภาพและสุขภาวะ ( Wellness Innovation District )ครอบคลุมหลายจังหวัด เช่น สุราษฎร์ธานี, ระนอง, กระบี่, ตราด และขอนแก่น เพื่อให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์จาก บีโอไอ และแหล่งเงินทุน

    พร้อมกันนี้รัฐบาลมีนโยบาย “ปลดล็อกกฎหมาย” ที่ล้าสมัยเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เช่น การนำระบบ AI มาช่วยเร่งกระบวนการขออนุมัติโฆษณาสถานพยาบาลให้เร็วขึ้น ขณะนี้มีสถานบริการรอคิวเพื่อขอใบอนุญาตกว่า 300 คิวส่วนใหญ่เป็นบริการทางการแพทย์ด้านความงาม  และการปรับปรุงมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เช่น กิจการน้ำพุร้อน ศูนย์ฟิตเนส และ ร้านตัดแว่น เพื่อให้ผู้รับบริการมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย

    อย่างไรก็ตามเพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ Medical Hub ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก เช่น Global Wellness Summit ที่ภูเก็ต เพื่อแสดงศักยภาพและสร้างจุดยืนของไทยในระดับสากล รวมถึงการจัดงาน Thailand Medical and Wellness Expo เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงนวัตกรรมและจำหน่ายแพ็กเกจบริการทางการแพทย์แก่ชาวต่างชาติและนักลงทุน

    นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านสุขภาพใหม่ เกี่ยวกับตลาดเครื่องมือแพทย์ และตลาดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ (MedTech) ที่กำลังขยายตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจาก Market Data Forecast และ Statista พบว่าตลาดเครื่องมือแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าสูงถึง 1.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวเกือบสองเท่าภายในทศวรรษหน้า ขณะที่ตลาด MedTech ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเติบโต ในอัตราร้อยละ 7.31 ต่อปี และจะมีมูลค่าสูงถึง 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572

    ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากการเติบโตนี้ แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางของภูมิภาค ด้วยฐานะการเป็นผู้ส่งออกเครื่องมือแพทย์อันดับที่ 20 ของโลก และตลาดในประเทศมูลค่ากว่า 2.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ไทยมีจุดแข็งครบทั้งสองด้าน ทั้งในฐานะตลาดบริการสุขภาพที่เติบโต และฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่โลกไว้วางใจ

    อย่างไรก็ตามการจัดงาน World Health Expo (WHX) Bangkok 2026 และ Medtec Southeast Asia 2026 ภายในงานจะได้พบกับนวัตกรรมใหม่จากผู้ร่วมแสดงสินค้ามากกว่า 950 ราย จากกว่า 35 ประเทศ ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงรวมกว่า 30,000 ตารางเมตร โดยเทคโนโลยีที่น่าจับตาในปีนี้ ได้แก่ ระบบ AI ทางการแพทย์วิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบ real-time บนอุปกรณ์มือถือ เทคโนโลยี Liquid Biopsy ตรวจมะเร็ง 21 ชนิดจากเลือดเพียงหลอดเดียว ระบบ AI วินิจฉัยการดื้อยาของเชื้อในผู้ป่วย Sepsis พร้อมให้ผลภายใน 1 ชั่วโมง พร้อมชุดตรวจโรค Alzheimer จากตัวอย่างเลือด และนวัตกรรมด้านการผลิตจากบริษัทชั้นนำ ได้แก่ เทคโนโลยีระบบผลิตอุปกรณ์ฉีดยาอัตโนมัติ นวัตกรรมเครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนฝังในร่างกาย และเครื่องบรรจุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐาน GMP

    ดร.จารุวรรณ สุวรรณศาสน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) กล่าวถึง การจัดงาน แสดงสินค้าคือกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนเม็ดเงิน องค์ความรู้ และการลงทุนจากทั่วโลก ให้เกิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความพร้อมของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก จึงสามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

    ด้าน นายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากทักษะการผลิตที่สั่งสมมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการฉีดพลาสติกวิศวกรรม การผลิตแม่พิมพ์ และชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง สมาคมฯ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสร้าง ‘ขาที่สอง’ ในกลุ่ม Healthcare ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานโรงงานสู่ ISO 13485 นอกจากผลิตเพื่อทดแทนนำเข้าสนับสนุนการบริการทางแพทย์ไทย และยังเป็นโอกาสเพื่อเปิดประตูส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป

    ทั้งนี้งาน World Health Expo (WHX) Bangkok 2026 งาน Medtec Southeast Asia 2026 จะจัดขึ้นจัดขึ้นพร้อมกัน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 ภายใต้ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ระดับชาติของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศให้เป็น “ศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพระดับนานาชาติ” ของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ( Thailand Gateway to Southeast Asia Health Hub )

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5822223/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bEpVxYdO31mKI_MLXlFoz

  • เศรษฐกิจอิหร่านเตรียมล่มสลาย?! ค่าเงิน เรียลอิหร่าน ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    เศรษฐกิจอิหร่านเตรียมล่มสลาย?! ค่าเงิน เรียลอิหร่าน ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.40 น.

    29 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยอยู่ที่ 1.8 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่ไม่แน่นอน กับสหรัฐฯและอิสราเอล

    ค่าเงินเรียลอิหร่าน ทรงตัวในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของสงครามที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการค้าขายและการนำเข้าน้อย

    ค่าเงินเรียลเริ่มอ่อนค่าลงเมื่อสองวันก่อน โดยผู้เชี่ยวชาญ เตือนว่า การอ่อนค่าของเงินเรียลมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศมากขึ้น เนื่องจากสินค้าที่นำเข้าหลายชนิด ตั้งแต่อาหารและยาไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบ ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์

    การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ในช่วงหยุดยิงได้เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของอิหร่านที่ย่ำแย่อยู่แล้ว โดยตัดผ่านแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลและเงินตราต่างประเทศ ด้วยการหยุดหรือสกัดกั้นการขนส่งน้ำมัน

    นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน กล่าวว่า รัฐบาลของเขายังคงพยายามช่วยบรรเทาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากการเจรจาโดยตรงรอบแรกเมื่อวันที่ 11 เมษายน

    การอ่อนค่าล่าสุดของค่าเงินอิหร่านเกิดขึ้นหลายเดือนหลังจากวิกฤตค่าเงินที่ช่วยจุดชนวนการประท้วงทั่วประเทศในเดือนมกราคม 

    ในเวลานั้นค่าเงินเรียลอ่อนค่าจากประมาณ 1.4 ล้านต่อดอลลาร์ เหลือ 1.6 ล้านต่อดอลลาร์ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ความโกรธแค้นของประชาชนต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นและความกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศทวีความรุนแรงขึ้น

    เศรษฐกิจของอิหร่านเผชิญกับการคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ ภาวะเงินเฟ้อเรื้อรัง และช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการและอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเปิด

    ราคาสินค้าอุปโภค – บริโภคพื้นฐานได้ปรับตัวสูงขึ้นอยู่แล้วก่อนที่ค่าเงินเรียลจะอ่อนค่าลงเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับครอบครัวชาวอิหร่าน ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนที่ซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นสำหรับนม โยเกิร์ต น้ำมันปรุงอาหาร ขนมปัง ข้าว ชีส และผงซักฟอก

    การเพิ่มขึ้นดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในวงกว้างในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอน การหยุดชะงักของอุปทาน ต้นทุนการขนส่งและการผลิตที่สูงขึ้น และผลกระทบต่อเนื่องจากการปิดล้อมของสหรัฐฯ การอ่อนค่าของเงินเรียลเมื่อเร็วๆ นี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า บรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบ

    แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังขยายไปถึงตลาดแรงงานด้วย หนังสือพิมพ์ชาร์ก (The Shargh newspaper) ของอิหร่าน รายงานว่า คนงาน 500 คนที่ในเมืองราชต์ และคนงาน 700 คนที่โรงงานสิ่งทอบอรูเจิร์ด ถูกเลิกจ้างตั้งแต่ต้นปีปฏิทินอิหร่านใหม่ในปลายเดือนมีนาคม หลังจากสัญญาจ้างงานสิ้นสุดลง

    รายงานการเลิกจ้างดังกล่าวตอกย้ำความกังวลว่า ต้นทุนที่สูงขึ้น ความต้องการที่ลดลง และความไม่แน่นอนหลังสงครามและการปิดล้อม กำลังบีบให้บางบริษัทต้องลดจำนวนพนักงานหรือหลีกเลี่ยงการต่อสัญญาจ้างชั่วคราว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/961599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QKoLQtF5ty-Gp5fgELkid