Category: เศรษฐกิจ

  • เมื่อทิศทาง ‘ทุนสีเขียว’ พลิกขั้ว โอกาสทองและเดิมพันใหม่ของเศรษฐกิจเกิดใหม่

    เมื่อทิศทาง ‘ทุนสีเขียว’ พลิกขั้ว โอกาสทองและเดิมพันใหม่ของเศรษฐกิจเกิดใหม่

    ทิศทางการลงทุนสีเขียวเปลี่ยนขั้ว จากเดิมที่ไหลจากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา เป็นการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกันเอง (South-South)

    • ทิศทางการลงทุนสีเขียวเปลี่ยนขั้ว จากเดิมที่ไหลจากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา เป็นการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกันเอง (South-South)
    • ปัจจัยความสำเร็จคือ “นวัตกรรมราคาประหยัด” (Frugal Innovation) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจต้นทุนต่ำ ยืดหยุ่น และพิสูจน์แล้วในตลาดที่มีบริบทคล้ายกัน ทำให้มีความเสี่ยงต่ำและปรับตัวได้ดีกว่า
    • ความสำเร็จไม่ได้มาจากการขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการส่งออกและบูรณาการทั้งระบบนิเวศ เช่น สถานีสลับแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือการผนวกรวมพลังงานสะอาดเข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน
    • ประเทศไทยกำลังใช้โอกาสนี้ในการปรับตัวเป็นฐานการลงทุนสีเขียวในภูมิภาค โดยภาคเอกชนได้เริ่มขยายธุรกิจพลังงานสะอาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) แล้ว

    หากย้อนดูเส้นทางที่ผ่านมา ภูมิภาคอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้วมักเป็นผู้ริเริ่มคิดค้นเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแล้วนำมาถ่ายทอดหรือขายต่อให้ประเทศในกลุ่ม Global South แต่ในทางปฏิบัติจริง เทคโนโลยีระดับสูงเหล่านั้นมักติดล็อกข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่รองรับ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีจำกัด ตลอดจนความซับซ้อนของห่วงโซ่โลจิสติกส์ในท้องถิ่น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “เงินทุน” กับ “ความคุ้มค่าในการนำไปใช้จริง”

    นวัตกรรมราคาประหยัดและความยืดหยุ่นคือหัวใจ 

    จุดเปลี่ยนสำคัญในปัจจุบันเกิดขึ้นจากแนวคิดเรื่อง “นวัตกรรมราคาประหยัด” (Frugal Innovation) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่เติบโตขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานในซีกโลกใต้ มักมีความได้เปรียบในการออกแบบโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำ และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปราะบางได้ดีกว่า

    ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์กระจายศูนย์จากประเทศอินเดียที่ขยายตลาดเข้าสู่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก หรือแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รุกคืบเข้าไปทำตลาดในรวันดา การขยายตัวลักษณะนี้มีความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีต่ำกว่ามาก เนื่องจากตัวนวัตกรรมได้รับการพิสูจน์และทดสอบความคุ้มค่าในตลาดที่มีบริบทใกล้เคียงกันมาแล้ว ช่วยร่นระยะเวลาในการสร้างรายได้ ลดต้นทุนการพัฒนา และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์อัตราการยอมรับของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

    การผสานระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่ขายเทคโนโลยี 

    ความสำเร็จของการลงทุนในรูปแบบ South–South ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์โดดเดี่ยว แต่เป็นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเงินทุน และระบบปฏิบัติการเข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียว

    ในมิติของอุตสาหกรรมการขนส่งอัจฉริยะ (Electric Mobility) ตัวอย่างเช่น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้พัฒนาโมเดลยานยนต์ไฟฟ้าประเภทสองล้อและสามล้อที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เมื่อนำไปขยายผลในประเทศที่มีโครงสร้างประชากรและปัญหาการจราจรใกล้เคียงกัน โอกาสจึงไม่ใช่แค่การส่งออกตัวรถ แต่คือการยกเครื่องระบบนิเวศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) ระบบการเงินสำหรับลูกค้ารายย่อย การบริหารจัดการกองยานพาหนะ และโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนรองรับ

    นอกจากนี้ การผนวกรวมระบบพลังงานสะอาดเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานยังช่วยปลดล็อกความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาพลังงานและข้อจำกัดของระบบสายส่งไฟฟ้าในท้องถิ่น

    นักลงทุนที่ชาญฉลาดจึงมักควบรวมการลงทุนด้านเทคโนโลยีเข้ากับระบบกักเก็บพลังงานและการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก ซึ่งไม่เพียงช่วยเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังสร้างเครือข่ายเชิงระบบที่เกื้อหนุนเศรษฐกิจฐานราก เช่น การเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดของเกษตรกรรายย่อย หรือการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อขับเคลื่อนห้องเย็นเกษตรชุมชน ลดปัญหาอาหารเน่าเสียและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกร

    มุมมองและการปรับตัวของประเทศไทย 

    สำหรับประเทศไทย การขับเคลื่อนภายใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนี้มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ระดับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเชิงพื้นที่ (สนพ.) และ กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ให้เป็นฐานการลงทุนสีเขียวชั้นนำของภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยหลายรายได้เริ่มใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และประสบการณ์เชิงประจักษ์ เข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โซลาร์รูฟท็อป และระบบโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) การรุกคืบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มองนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงข้อจำกัดทางการค้าโลก แต่กำลังใช้ความเชี่ยวชาญภายในประเทศผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดโมเดลธุรกิจพลังงานสะอาดออกสู่ตลาดภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

    โอกาสการลงทุนที่ไร้กรอบความช่วยเหลือ ในท้ายที่สุด การลงทุนด้านภูมิอากาศระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ “เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา” (Aid) หรือโครงการการกุศลที่ต้องรอเงินบริจาค แต่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรและความยืดหยุ่นของโครงสร้างเศรษฐกิจ

    นักลงทุนหรือกองทุนที่ยังคงมองตลาดในซีกโลกใต้ผ่านเลนส์ความเสี่ยงแบบเดิม หรือจำกัดกรอบการลงทุนไว้เฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว อาจพลาดโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการคว้าส่วนแบ่งจากตลาดโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานนี้

    ที่มา : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1250436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GHLSiYwHsWJDPXvQ6XHRW

  • ‘กรงกตัญญู’ เมื่อรัฐและทุน กดหัวคนรุ่นพ่อแม่ ส่งต่อภาระให้รุ่นลูก ในประเทศที่คนธรรมดายากที่จะร่ำรวย

    ‘กรงกตัญญู’ เมื่อรัฐและทุน กดหัวคนรุ่นพ่อแม่ ส่งต่อภาระให้รุ่นลูก ในประเทศที่คนธรรมดายากที่จะร่ำรวย

    ท่ามกลางชีวิตล้มลุกคลุกคลานและความรู้สึกผิดของลูกๆ รุ่น ‘เดอะแบกหลังหัก’ ในปัจจุบัน ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย นิยามสภาวะที่ Gen Y และ Gen Z วัยทำงานกำลังเผชิญว่าเป็น ‘กรงกตัญญู’ บุญคุณทับใจลูกหลายคนจนหนักอึ้ง รักพ่อแม่ก็รัก แต่ก็เหนื่อยกับสภาพเศรษฐกิจที่ดิ่งลงเหว ทุกคนทำงานพร้อมกับเสียงในหัวที่บอกให้กอดงานไว้แน่นๆ จะชอบไม่ชอบก็ต้องกอดไว้ก่อน ไม่งั้นจะเอาอะไรกิน และไหนจะพ่อแม่ที่อยู่บนบ่า ต้องส่งเงินให้ทุกเดือนกันอีก การตกงานหนึ่งคนอาจอดตายท้องหิวได้หลายคน เป็นกรงกตัญญูที่เดอะแบกจะหนีก็รู้สึกผิด อยู่ต่อไปก็เหมือนชีวิตพวกเขาค่อยๆ หายไป

    หลายครั้งที่คอนเทนต์เดอะแบกถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เสียงของคนที่มาคอมเมนต์มักแตกเป็น 2 ฝ่าย ระหว่างลูกที่มองว่าการดูแลพ่อแม่คือความรับผิดชอบและเป็นสิ่งที่ควรทำตอบแทนบุญคุณ กับลูกอีกฝ่ายที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดลูกๆ ต้องแบกรับภาระชีวิตที่เกินมือพวกเขาด้วย เพราะเงินก้อนที่พ่อแม่เรียกร้องมันใหญ่เกินกว่าเงินเดือนพวกเขาจะจ่ายได้ และตัวเองก็ยังดิ้นรนเอาตัวรอดในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้คนรุ่นนี้มีชีวิตที่มั่นคงได้เหมือนกัน ความเห็นที่ขัดแย้งกันจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง ‘กตัญญูหรือไม่กตัญญู’ แต่สะท้อนความจริงของคนต่างรุ่นที่เติบโตมาในเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่เหมือนกัน

    The Momentum ชวน อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มาทำความเข้าใจชีวิตลูกเดอะแบกหลังหักรุ่นนี้ไปด้วยกัน เพื่อมองให้เห็นรัฐและทุนที่เป็นตัวการสำคัญของการกระทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่มีวันเติบโต ยกสถานะครอบครัวไปแตะความร่ำรวยได้

    สภาพเศรษฐกิจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหรือมากกว่านั้น อาจารย์คิดว่ามันทำให้ระบบความกตัญญูของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 

    ผมคิดว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างมาก ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากๆ คือความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเริ่มใช้ทักษะส่วนตัวในการประกอบอาชีพมากขึ้น ทำให้คนทั้งหมดจำเป็นต้องแสวงหาความสามารถส่วนตัวหรือช่องทางส่วนตัวหรืออื่นๆ มากกว่าเดิม ทุนเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นหลังพิงให้ชีวิตตัวเองและครอบครัว เช่น ทำการผลิตการเกษตรร่วมกัน ทำธุรกิจร่วมกัน หรือสืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษ สิ่งเหล่านี้หายไปโดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกว่าเป็นปัจเจกชน หรือตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน

    ระบบความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจแบบนี้เอง ส่งผลกระทบสำคัญต่อครอบครัว โดยครอบครัวไทยช่วงทศวรรษ 2500 เกิดการขยายตัวของครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น และครอบครัวเดี่ยวเองก็เริ่มมีลูกน้อยลงจากครอบครัวแบบเดิมที่เคยมีลูกกันเกือบ 10 คน ลดเหลือ 3 คน หรือ 2 คน จนกระทั่งตอนนี้อาจจะมีลูกคนเดียว 

    ซึ่งระบบเศรษฐกิจและระบบครอบครัวที่เปลี่ยนทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดในสังคมเปลี่ยนไป จากที่เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมจะผูกพันอยู่กับระบบอาวุโส ระบบทางสังคมที่มีลำดับชั้น (Hierarchy) ก็เปลี่ยนแปลงไป คนเริ่มสำนึกถึงความเท่าเทียมกันมากขึ้น ทั้งหมดจึงเปลี่ยนฐานของจริยธรรมไปอย่างรุนแรง

    ฐานจริยธรรมเดิมคือ ฐานจริยธรรมที่สัมพันธ์อยู่กับระบบอาวุโส ระบบครอบครัวแบบรวมศูนย์การผลิต เช่น ถ้าพ่อเป็นช่างปั้น ลูกก็เป็นช่างปั้นสืบต่อกัน เริ่มพังหายลงไป และเริ่มลามเข้าไปในความสัมพันธ์ของครอบครัวด้วย จริยธรรมความกตัญญูที่ครั้งหนึ่งลูกจะถูกสั่งสอนว่าต้องดูแลพ่อแม่ ลูกจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ หรือทำอะไรให้พ่อแม่เพื่อตอบแทนบุญคุณ เริ่มเป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อมากขึ้น ลูกจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าไม่ง่าย 

    การเข้าไปตอบสนองต่อความกตัญญูตรงนี้นำมาสู่ความอึดอัด ความเจ็บช้ำบางด้านของจิตใจที่ลูกตอบสนองต่อบุญคุณพ่อแม่ได้ไม่มากอย่างที่ถูกคาดหวัง ในขณะเดียวกัน ถ้าลูกๆ ตอบสนองมากเกินไป ชีวิตของลูกที่จะต้องอยู่ภายใต้ความกตัญญูก็จะลำบากมากขึ้น

    อาจารย์คิดว่า คนเป็นพ่อแม่ยังคาดหวังที่จะฝากชีวิตไว้กับลูกๆ ได้อยู่ไหม

    “ผมคิดคำขึ้นมา 2 คำสำหรับสถานการณ์นี้คือ ‘สภาวะที่บุญคุณทับใจ’ บุญคุณกดทับในหัวใจของลูกเดอะแบก ก่อให้เกิดความอึดอัดและความเจ็บปวดบางด้าน หากพวกเขาตอบสนองได้ไม่เพียงพอหรือไม่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของพ่อแม่ ตัวพ่อแม่ก็อาจจะแสดงอะไรบางอย่างออกมาเช่นกัน ทำให้บุญคุณกดทับอยู่ที่หัวใจ 

    “อีกคำหนึ่งคือ ‘กรงกตัญญู’ การไม่สามารถจะหนีรอดออกจากกรอบคิดเรื่องความกตัญญูได้จริงๆ ผมคิดว่ากรงกตัญญูขังคนไว้เยอะ ความรู้สึกถึงบุญคุณที่กดทับในหัวใจ กรงที่กักขังไว้ด้วยเหล็กของความกตัญญู ทั้งหมดทำให้ผู้คนต้องทนหรือเจ็บปวดบางด้าน จะตอบสนองเต็มที่ก็ไม่ได้ ไม่ตอบสนองก็ไม่ได้ เป็นภาวะที่กดทับคนเป็นลูกค่อนข้างมาก ภาวะแบบนี้เองคือภาวะที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง”

    อย่างไรก็ตาม สภาวะบุญคุณกดทับหัวใจหรือกรงขังกตัญญูเกิดขึ้นกับคนบางชนชั้นในสังคม เช่น คนจนข้ามรุ่น หรือคนเกือบจน (Near Poor) ชนชั้นกลางเองในภาวะนี้ก็มี ถ้าเป็นชนชั้นกลางระดับบนที่มีฐานะกรงขังก็ไม่แข็งแรงนัก เดินออกไปได้เป็นระยะๆ แต่สำหรับคนจำนวนมากที่เกือบจน เพิ่งหลุดพ้นจากความจนมาได้ ยังไม่แข็งแรงมากนัก การทำงานหนักเกือบตายเพื่อส่งเงินให้พ่อแม่ และพ่อแม่ก็ยังเรียกร้องอีก ผมคิดว่ามีมากขึ้น คนเหล่านี้คือคนที่ยังดิ้นไม่พ้นจากบุญคุณกดทับในหัวใจ

    มันจึงรู้สึกว่ารักก็รัก เหนื่อยก็เหนื่อย หนีก็รู้สึกผิด อยู่ต่อก็เหมือนชีวิตหายไป ผมคิดว่าประโยคนี้คือประโยคที่คาอยู่ในใจผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางล่าง และชนชั้นกลางกลาง

    สภาวะที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจึงเป็นความขัดแย้งกับสิ่งที่ผมพูดถึงตอนต้นว่า จริยธรรมเรื่องความกตัญญูและความสัมพันธ์ มันเริ่มถูกแทรกหรือถูกทำให้เปลี่ยนไปด้วยความรู้สึกของความเสมอภาคความเท่าเทียมกัน ซึ่งก็จะสะท้อนกลับไปถึงการเลี้ยงดูด้วยซ้ำ เช่น ลูกๆ จำนวนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็จะรู้สึกว่าทำไมตอนฉันเด็กๆ พ่อแม่ก็ไม่ได้ดูแลฉันมากเท่าไร นี่คือคำอธิบายเพื่อตอบกับตัวเองเมื่อตอบสนองได้ไม่เท่าที่พ่อแม่ต้องการ 

    ภาวะแบบนี้จะตกทอดไปอีก สมมติว่ากลุ่มคนที่ผมว่ารักก็รัก เหนื่อยก็เหนื่อย หนีก็รู้สึกผิด ถ้าไม่หนีก็สูญเสียตัวตน คนกลุ่มนี้ถ้าพ่อแม่สิ้นไป พวกเขาก็จะรู้สึกผิดกับตัวเองอีกว่า สมัยพ่อแม่อยู่ ทำไมไม่ได้ดูแลพวกท่านให้เต็มที่ กลายเป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อเจ็บปวดที่ดูแลพ่อแม่ได้แค่ระดับหนึ่ง ก็จะซ้ำเติมลูกไปอีก ลูกลักษณะนี้อาจจะเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยขณะนี้ก็ว่าได้

    เดอะแบกสมัยอาจารย์ต้องเจอสภาวะกรงขังกตัญญูที่เข้มข้นรุนแรงเท่าตอนนี้ไหม

    ผมคิดว่าสภาพเศรษฐกิจทำให้เดอะแบกที่ต้องแบกรับครอบครัวตรงนี้ในสมัยผมเบากว่า เนื่องจากระบบเศรษฐกิจสมัยผมไม่บีบรัด ยังเปิดช่องทางต่างๆ ให้ผู้คนดำรงชีวิต มีเงินออมส่วนหนึ่ง สะสมส่วนเกินที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ดี ชีวิตในตอนนั้นใช้เงินน้อยกว่าในปัจจุบัน ดังนั้นคนที่แบกรับครอบครัวในสมัยก่อน ผมคิดว่าแน่นอนเขาก็หนัก แต่ว่าเขาก็ไปต่อได้ พ่อแม่เองก็อยู่ได้ด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก

    ตัวอย่างชัดๆ ของการขยายตัวของคนรับใช้ในบ้านที่เติบโตมาพร้อมกับชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ตอนนั้น หญิงรับใช้ในบ้านช่วงแรกมาจากผู้หญิงเหนือ หลังจากนั้นผู้หญิงเหนือที่เริ่มดูแลพ่อแม่ไม่ได้ก็กลายไปสู่ Sex Worker รายได้ทั้งหมดก็ส่งกลับบ้านแล้วสะสมทุนก็นำไปสู่การขยับฐานะได้ แต่ถามว่าในวันนี้ การออกไปดิ้นรนในโลกภายนอกของคนรุ่นนี้และส่งเงินกลับไปเพื่อยกฐานะของครอบครัวเป็นไปได้ยากมากขึ้น เงินเดือน 2-3 หมื่นบาทสมัยนี้ยากมากที่จะคิดเรื่องสะสมทุนซื้อนู่นซื้อนี่หรือส่งเงินกลับบ้าน 

    นอกจากหนักทางเศรษฐกิจแล้วเดอะแบกสมัยนี้ ยังอยากจะมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น เมื่อพวกเขาอยากจะมีชีวิตส่วนตัว เขาก็เริ่มรู้สึกว่าภาระที่เขาแบกอยู่มันหนักอึ้งจนกระทั่งเขาเกือบจะไม่มีชีวิตส่วนตัวเหลืออยู่แล้ว ภาวะความขัดแย้งนี้ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นในจิตใจของเดอะแบกรุ่นนี้

    ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นสภาวะคนจนข้ามรุ่น แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคนจนพร้อมกันทั้งรุ่นพ่อรุ่นแม่และรุ่นลูก คุณจะอธิบายสภาวะนี้อย่างไรดี

    ปัญหาตรงนี้นอกจากจริยธรรมที่แตกต่างกันระหว่างคน 2 รุ่นแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ สภาวะของสังคมที่มีคนจนข้ามรุ่น สภาวะแบบนี้ชี้ให้เห็นว่า ‘รัฐล้มเหลว’ โดยสิ้นเชิง ในการดูแลพลเมืองในสังคม คนจนรุ่นหลังสุดก็จะรับบทหนักขึ้นไปเรื่อยๆ ปู่ก็จน พ่อก็จน ลูกก็จน แล้วลูกก็ต้องเป็นคนที่ต้องดูแลพ่อแม่ และดูแลปู่ย่า ตายาย 

    สภาวะแบบนี้ยิ่งทำให้การขับเคลื่อนคนทั้งหมดในครอบครัวให้หลุดพ้นจากความจนข้ามรุ่น ‘เป็นไปไม่ได้เลย’ และ ‘รัฐเองก็ไร้น้ำยา’ รัฐมุ่งแต่จะจรรโลงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำตรงนี้ให้ดำเนินต่อไป 

    ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ภาวะที่เกิดความเจ็บปวดทางจริยธรรมเช่นนี้ลึกลงไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าเกิดเพราะความล้มเหลวของรัฐ ลูกหลานที่ต้องเป็นผู้รับภาระส่วนใหญ่ของพ่อแม่และปู่ย่าในความยากจนข้ามรุ่นจึงเจ็บปวดหนักมาก และถามว่าพวกเขามองเห็นอนาคตของตัวเองไหม ผมคิดว่าลูกหลานเดอะแบกที่ต้องดูแลคนอย่างน้อย 2 รุ่น หรือ 1 รุ่น สิ่งที่เขาทำได้คือเลี้ยงชีวิตไปวันๆ เหลือเงินแค่พอยังชีวิตตัวเองไปวันๆ เท่านั้นเอง เขาจะไม่สามารถสร้างความฝัน ความหวัง ที่เป็นจริงของตัวเองได้ 

    ไม่เหมือนคนรุ่นผมหรือคนอีสานสมัยก่อน ที่เมื่อเข้ามาทำงานขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ แล้ว จะสามารถเก็บเงินก้อนกลับไปซื้อที่อีสาน ทำให้ปู่ย่าก็มีช่องทางทำมาหากินต่อ และตัวเขาเองกลับไปตั้งหลักใหม่ที่บ้านเกิดได้ถ้าหากเลิกขับแท็กซี่ แต่ในวันนี้คนรุ่นใหม่เกือบจะไม่มีทางแล้ว 

    “รัฐที่ล้มเหลวในการสร้างความเสมอภาค คือรัฐที่ไม่ประสงค์ในการสร้างชีวิตให้ผู้คนดีขึ้นกว่าเดิมได้ ทำเพียงการจรรโลงความเหลื่อมล้ำให้เดินต่อไป และเหลื่อมล้ำมากขึ้น ทำร้ายชีวิตผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย” 

    อาจารย์ช่วยขยายความการจรรโลงสภาวะนี้ของรัฐไทยให้ลึกซึ้งกว่านี้สักนิดได้ไหม 

    รัฐไทยถูกสร้างขึ้นมาบนฐานของรัฐชาติบนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และรัฐไทยก็กลายเป็นทุนนิยมที่เราอาจจะเรียกว่า ‘ทุนนิยมเลือกฝ่าย’ ทันทีที่เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติตั้งแต่ฉบับแรกเรื่อยมา สิ่งที่รัฐคิดเสมอ คนของรัฐคิดเสมอ ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โบร่ำโบราณคือ ถ้าหากเลือกคนบางกลุ่มให้ร่ำรวย แล้วพัฒนาเศรษฐกิจทุ่มเงินไปให้คนพวกนี้ แล้วความร่ำรวยเหล่านั้นก็จะกระจายเผื่อแผ่ไปสู่คนข้างล่างเป็น Trickle-down Effect รายได้และความมั่งคั่งของคนรวยบางกลุ่มจะไหลลงมาถึงชนชั้นกลางและคนจน คล้ายกับคุณเอาน้ำแข็งไปวางไว้บนหลังคาบ้าน แล้วน้ำแข็งก็ค่อยๆ ละลายจากหลังคา ค่อยๆ เย็น และหวังว่าความเย็นนั้นจะมาสู่คนข้างล่างด้วย 

    ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากการเน้นไปที่ Private Property การเน้นทุนใหญ่หรือเปิดโอกาสให้ทุนใหญ่ได้โอกาสมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการถือครองที่ดิน โดยที่ดินกลายเป็นสมบัติของปัจเจกชนที่ครอบครองเท่าไรก็ได้ บางตระกูลจึงมีที่ดินเท่ากับจังหวัด 1 จังหวัด ขณะที่คนไร้ที่ดินในประเทศไทยมี 30-40 ล้านคน หรือในการส่งเสริมการลงทุนเงินทุนของรัฐก็อุดหนุนผลประโยชน์เอื้อให้แก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยที่ไม่แยแสคนกลุ่มอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้ทรัพย์ส่วนที่เป็นภาษีของประชาชนส่วนที่ประชาชนควรจะได้รับถูกผลักไปให้กลุ่มทุนใหญ่ 

    ทุนใหญ่ก็จะมีความสุขตลอดเวลากับโอกาสในการได้รับการค้ำชูจากรัฐ นโยบายเหล่านี้ดำเนินมาตลอด ไม่ใช่แค่ที่ดินหรือการส่งเสริมการลงทุน เหล้าสุราเมื่อก่อนถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ ชาวบ้านจะต้มเหล้ากินก็จะต้องหนีสรรพสามิตที่มาไล่จับ กลุ่มทุนสุราที่ผูกขาดการผลิตสุราและขายสุราภายในประเทศก็ร่ำรวยเอา อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างหยาบๆ ง่ายๆ ความลำเอียงจากนโยบายรัฐยังมีให้เห็นอีกมากจนนับไม่ไหว เกิดขึ้นทุกรัฐบาล ภายใต้การครอบงำของรัฐไทยที่จรรโลงทุนนิยมแบบเลือกฝ่ายตลอดเวลา

    แต่รัฐอาจอ้างว่า ก็ช่วยประชาชนแล้วผ่านนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุเพื่อที่คนแก่จะได้ไม่ต้องไปพึ่งพิงลูกหลานมากนัก 

    ประเด็นที่รัฐจะเถียงว่าพยายามสร้างเบี้ยผู้สูงอายุ และสร้าง 30 บาทรักษาทุกโรคให้แล้ว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังช่วงปี 2540 หลังจากที่ประชาชนเดือดร้อนทุกข์ยากมานาน รัฐไทยก็ ‘หยอดน้ำข้าวต้ม’ ให้แก่คนไทยผู้ยากไร้ให้พอมีแรงที่จะมีชีวิตอยู่ทำงานต่อไปได้ เบี้ยผู้สูงอายุเกิดมาจากการเรียกร้อง รัฐถึงยอมให้และงอแงมาโดยตลอด เบี้ยคนชรา 3,000 บาท ถ้ารัฐจัดสรรงบประมาณให้ดี รัฐก็จ่ายได้ 

    ส่วน 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนหน้านี้สาธารณสุขไทยทั้งหมดตอบสนองต่อคนที่มีเงิน ถ้าคุณไม่มีเงิน คุณก็จะไม่ได้รักษา คนเหนือถึงขั้นมีคำพูดที่ว่า ถ้าป่วยไข้เมื่อไรก็แปลว่าได้ขายนาขายควายไปรักษา บางทีก็ขายลูกสาวเพื่อเอาเงินมารักษาพ่อ ภาวะแบบนี้มันลำบากจนคนรู้สึกว่าแย่มาก แล้วก็มีการผลักดันของหมอสงวน (นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) เรื่องการรักษาพยาบาลเรื่อยมาจนถึงสมัย ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้นนโยบายทั้งหลาย รวมทั้งคนละครึ่งพลัสด้วย เหล่านี้คือนโยบายที่หยอดน้ำข้าวต้มให้คนไข้ที่เจ็บป่วยหนัก ไม่มีแรงได้ลุกขึ้นมาทำงาน รักษาความเหลื่อมล้ำต่อไปได้อีกสักนิด พอเริ่มหมดแรงอีก ก็หยอดน้ำข้าวต้มกันใหม่อีกครั้งก็แค่นั้นเอง

    ตอนนี้เริ่มเห็นปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่ ไม่มีลูก ไม่มีบ้าน ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย อาจารย์คิดว่าตรงนี้สะท้อนปัญหาทางเศรษฐกิจของสังคมไทยอย่างไรบ้าง

    ถามว่ามันส่งผลหนักไหม หนักมาก การที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่มีลูก เพราะเขารับรู้อยู่ว่าแค่เฉพาะตัวเขากับภรรยาเองชีวิตก็ลำบากแล้ว และยังต้องดูแลพ่อแม่ปู่ย่า ถ้าจะต้องมีลูกอีกเขาก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น 

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ประชากรเกิดน้อยลง และคนพวกนี้ก็ต้องแบกรับการเสียภาษี เพื่อที่จะแบกรับภาวะคนแก่ที่มากขึ้น ถ้ามีช่องทางไปต่างประเทศเขาก็ไป ย้ายประเทศกัน หรือไม่ก็มีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ยิ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงาน แต่ยังรวมไปถึงแรงจูงใจหรือพลังที่จะผลักดันให้คนรุ่นใหม่ทำงานเพื่อขยับชนชั้นก็น้อยลง เพราะพวกเขาคิดหรือมองเห็นแล้วว่าหนทางข้างหน้ามันตัน ก็อยู่กันแบบนี้ไป 

    “นี่คือสภาวะทางเศรษฐกิจไทยที่ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่เป็นสภาวะทางเศรษฐกิจที่คนขาดแรงจูงใจ อันเนื่องมาจากรัฐจำกัดหนทางเดินของชีวิตทางเศรษฐกิจของพวกเขา”

    ในอนาคตจะยิ่งลำบาก โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ซึ่งควรจะเป็นรัฐบาลที่มองเห็นปัญหาเร็วที่สุดและแก้ไขให้เร็วที่สุด รัฐบาลนี้กลับทำอะไรไม่เป็นเลย เรากำลังจะไปถึงจุดที่ไม่อาจย้อนกลับ “ทั้งหมดนี้ สรุปคือชนชั้นนำที่ครองอำนาจมาเนิ่นนาน ล้วนเป็นกลุ่มคนที่ใจดำ เห็นแก่ตัว อำมหิต สูบเลือดสูบเนื้อจากสังคมไทย เพื่อความสำเริงสำราญของครอบครัวไม่กี่ร้อยตระกูล โดยที่ไม่แยแสพี่น้องร่วมชาติ แม้ว่าปากของคนพวกนี้จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนรักชาติก็ตาม” 

    อาจารย์ว่าการที่คนรุ่นนี้ไม่มีเงิน แล้วสถานะทางครอบครัวกับพ่อแม่พวกเขาจะแบกอย่างไรต่อ

    “ผมคิดว่าชีวิตเขาจะทุกข์ยากมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องใคร่ครวญก็คือว่า ‘แบกเท่าที่คุณแบกได้’ และจำเป็นต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดของตัวเอง ยอมรับว่าเราทำได้แค่นี้ แต่ต้องตระหนักไว้ด้วยว่า การที่คุณแบก ทำได้แค่นี้ ไม่ใช่เพราะคุณไม่ลงแรงเต็มที่แล้ว แต่คุณทำได้แค่นี้ แบกได้แค่นี้ เพราะโครงสร้างของรัฐมันทำให้คุณมีทางเดินชีวิตที่แคบลง เดอะแบกจำเป็นต้องอธิบายความรู้สึกผิดของตัวเองให้พ้นไปจากตัวเองมากที่สุด เพื่อที่จะได้เจ็บปวดกับความรู้สึกผิดน้อยลง”

    ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่าสังคมจะต้องเรียกร้องให้รัฐมาช่วยแบกรับภาระของครอบครัวด้วย กลุ่มทุนต่างๆ ก็ควรจะต้องตระหนักว่า วันเวลาที่ผ่านมา พวกคุณสำราญเริงร่าอยู่กับเลือดเนื้อของคนอื่นมานานมากแล้ว คุณต้องมาช่วยรัฐรับเป็นเดอะแบก เพื่อลดความกดดันให้คนที่ต้องแบกรับในตอนนี้ด้วย 

    นอกจากต้องต่อสู้ทางเศรษฐกิจแล้ว ผมคิดว่าเดอะแบกทั้งหมดจะต้องต่อสู้กับระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่จะซ้ำเติมภายในใจพวกเขาเองด้วย วิธีคิดของสังคมไทยมักคิดว่าความยากจนเป็นเรื่องของปัจเจกชน เป็นชะตากรรมของปัจเจกชน แต่ในความเป็นจริง รัฐต้องเข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้น และมากกว่าการสงเคราะห์แบบหยอดน้ำข้าวต้มด้วย

    ทุกวันนี้เดอะแบกบางคนบ่นว่าอิจฉาลูกกำพร้าที่ไม่ต้องมาแบกรับเรื่องความกตัญญู อาจารย์คิดว่าคำบ่นลักษณะนี้กระทบต่อวิธีคิดเรื่องความกตัญญูอย่างรุนแรงหรือไม่ 

    เอาเข้าจริงๆ คนที่บ่นแบบนี้ได้อาจเป็นเพราะในด้านหนึ่งเขาแบกรับมาจนหลังจะหักแล้ว ความขัดแย้งบนรากฐานจริยธรรมทำร้ายผู้คนอย่างมากมาย ทำร้ายทั้งฝั่งลูกและพ่อแม่ ทางฝั่งพ่อแม่ที่เรียกร้องเยอะจนลูกตอบสนองให้ไม่ได้ก็เจ็บปวด ร่ำร้องว่าเลี้ยงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ทางลูกที่ถูกเรียกร้องแบบนี้ก็เจ็บปวดอีกเพราะให้พ่อแม่ไม่ได้ รัฐไทยทำให้ผู้คนเจ็บปวดบนฐานวิธีคิดคุณธรรมความกตัญญูจริยธรรมแบบนี้มากขึ้นๆ รัฐต้องเข้ามาดูแล รัฐจำเป็นต้องคิดถึงโครงการต่างๆ ที่จะเอื้อชีวิตแก่ผู้คน ให้ได้ทางเดินมากขึ้น เพื่อให้พวกเขามีพลังจรรโลงจริยธรรมความกตัญญูที่รัฐคิดว่าดี ถ้ารัฐไม่หาทางจรรโลงช่วยไว้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ระบบความกตัญญูจะอยู่รอด และสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้คนมากขึ้นๆ  

    พูดได้เลยไหมว่า ระบบความกตัญญูของสังคมไทยกำลังจะพังลงไม่เป็นท่าแล้ว 

    ระบบเศรษฐกิจของสังคมไทยไม่ได้เอื้อต่อจริยธรรมความกตัญญูแบบเดิม จึงทำให้ระบบความกตัญญูนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่เคยคาดฝัน การละทิ้งความช่วยเหลือต่อพ่อแม่ก็เกิดมากขึ้น เพราะลูกแบกรับไม่ไหว ระบบแบบนี้เองที่กัดเซาะบ่อนทำลายจริยธรรมเดิมของสังคมไทย แต่ถ้าระบบเศรษฐกิจดี จริยธรรมความกตัญญูก็ยังหาทางไปต่อได้ เช่น รัฐให้หลักประกันได้ว่า คนจบปริญญาตรีจะมีเงินเดือน 2 หมื่นบาทขึ้นไป มีการจ้างงานทุกระดับ ถ้ารัฐไทยทำแบบนี้ได้ จริยธรรมความกตัญญูก็จะเดินหน้าต่อไป และจริยธรรมความกตัญญูนี้ก็จะเป็นรากฐานของการผลิตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ด้วย 

    รัฐต้องกลับไปคิดทั้งระบบของสังคมไทย และจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน จัดสรรรายได้ เพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจเอื้ออำนวยให้ระบบความกตัญญูยังเดินต่อ มีปฏิบัติการต่อไปได้ จริยธรรมความกตัญญูจะได้ไม่เสื่อมหายไป 

    “ผมฝากถึงคนจำนวนมากในสังคมไทยที่อยู่ในภาวะบุญคุณทับใจและตกอยู่ในกรงกตัญญู ทุกคนที่รู้สึกถึงความเจ็บปวดตรงนี้ อยากจะให้ทุกคนเข้าใจว่า สิ่งที่พวกคุณกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่ความผิดของคุณ หรือความผิดของพ่อแม่ปู่ย่าตายายคุณ หากแต่เป็นโครงสร้างที่กระทำต่อเราทั้งหมด ถ้าคุณจะรู้สึกผิดก็จงรู้สึกผิด แต่รับรู้ไว้ด้วยว่า ความรู้สึกผิดของคุณเกิดขึ้นจากรัฐและชนชั้นนำกระทำต่อเราทั้งหมด 

    “ทำให้เราไม่สามารถรักษาจริยธรรมที่เราอยากจะรักษาไว้ได้ และจงแบกรับเท่าที่คุณแบกรับได้ วันใดวันหนึ่งที่คุณแบกรับได้น้อยลง หรือไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไปแล้ว จงรับรู้ว่านั่นไม่ใช่ความผิดของคุณ โครงสร้างที่อยุติธรรมต่างหากที่ทำให้เราไม่สามารถกตัญญูได้ตามจริยธรรม อย่าปล่อยให้กรงขังความกตัญญูขังคุณไว้อย่างเดียว”

    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-generation-that-carries/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fvRJlgT2xBZ3hcoJh_cs0

  • รัฐบาลจัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ผ่าหลังฉากพบ 76 ทูต ดันไทยคืนเวทีโลก

    รัฐบาลจัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ผ่าหลังฉากพบ 76 ทูต ดันไทยคืนเวทีโลก

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพบปะคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทย 

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การหารือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน โดยมีการรแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ในด้านต่าง ๆ  

    เริ่มจากอาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้ ที่ผ่านมานายอนุทินเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต

    ล่าสุด รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทยต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องวาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย

    แหล่งข่าว กล่าวว่า รัฐบาลกำลังใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ไทย-แคนาดา ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู ศรีลังกา บิมสเทค และอาเซียน-แคนาดา 

    การเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทยจะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย 

    ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกาจะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

    สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์  โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

    สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป แหล่งข่าว กล่าวว่า จะมีอีกหลายเวทีทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ 

    “แกนหลักสำคัญของรัฐบาลคือการพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าว

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    ก่อนหน้านี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในเวทีการหารือ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเอกอัครราชทูตที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการพบปะครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างความรู้จัก และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะทูตกับรัฐบาลไทย เพื่อร่วมกันต่อยอดความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของประเทศไทยว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจึงเดินหน้าปฏิรูปภาครัฐควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีใหม่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง 

    พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และสถาบันของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศต้องมีส่วนเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศและประชาชน โดยรัฐบาลมองความสัมพันธ์กับมิตรประเทศไม่เพียงในมิติทางการทูต แต่เป็น “ประตูสู่โอกาส” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ ตลาด และการพัฒนาทุนมนุษย์ 

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    ดังนั้นไทยจึงต้องการก้าวจากความสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นเพียงการซื้อขายสินค้าและบริการ ไปสู่การร่วมคิด ร่วมลงทุน และสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะในสาขาที่จะกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจโลก อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมขั้นสูง อาหาร และสุขภาพ

    อีกทั้งท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ เปิดกว้าง และพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ โดยให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเป็นหุ้นส่วน 

    พร้อมเชิญชวนคณะทูตใช้โอกาสในการพบปะกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมาชิกคณะรัฐมนตรี และผู้แทนการค้าไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอและค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างไทยกับแต่ละประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้ายว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับทุกประเทศ และพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    การพบปะครั้งนี้สะท้อนทิศทางการต่างประเทศของรัฐบาลที่มุ่งรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ ควบคู่กับการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาประเทศ พร้อมแสดงบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่พร้อมร่วมรับมือกับความท้าทายและเติบโตไปกับประชาคมระหว่างประเทศต่อไป

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V41b217MU-OxA0AcmrhVl

  • ประชาชนชี้ ไทยช่วยไทย ผลงานเด่นรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนเชื่อมั่นเพิ่ม – สยามรัฐ

    ประชาชนชี้ ไทยช่วยไทย ผลงานเด่นรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนเชื่อมั่นเพิ่ม – สยามรัฐ

    ซูเปอร์โพลเผยประชาชน 63.8% พอใจ “ไทยช่วยไทย 60/40” มองช่วยเศรษฐกิจชุมชน 62.7% และเพิ่มความเชื่อมั่นรัฐบาล 56.6% ขณะที่ 33.4% ต้องการให้เดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพต่อหลังโครงการสิ้นสุด

    วันที่ 6 ก.ย.69 ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย พลัส ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 5 กันยายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,128 ตัวอย่าง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3%

    Img 20260906 143936

    ภาพรวม: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ของรัฐบาล เป็นผลงานเด่น

    ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 63.8 มีความพึงพอใจต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทย 60/40” ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 24.7 พึงพอใจในระดับปานกลาง และร้อยละ 11.5 พึงพอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย

    ในเชิงสังคมศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรการมี ระดับการยอมรับทางสังคมเป็นผลงานเด่นของรัฐบาลที่ประชาชนยอมรับสูง กล่าวคือ หากรวมผู้ที่พึงพอใจระดับปานกลางขึ้นไป จะมีสัดส่วนถึง 88.5% ขณะที่กลุ่มที่มีทัศนะเชิงลบมีเพียง 11.5%

    จุดแข็งที่สุดของมาตรการ: ทำให้ “เงินหมุนในชุมชน” มากกว่าที่ประชาชนรู้สึกว่า “ฐานะครัวเรือนดีขึ้น”

    เมื่อถามถึงการลดภาระค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 53.8 เห็นว่ามาตรการช่วยลดภาระได้มากถึงมากที่สุด ร้อยละ 34.9 เห็นว่าช่วยได้ปานกลาง และร้อยละ 11.3 เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย

    แต่เมื่อถามถึงผลต่อเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้ารายย่อย กลับพบสัดส่วนที่สูงกว่า คือ ร้อยละ 62.7 เห็นว่าช่วยได้มากถึงมากที่สุดร้อยละ 27.4 เห็นว่าช่วยปานกลาง และมีเพียงร้อยละ 9.9 ที่เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย

    นี่เป็นข้อค้นพบที่สำคัญมาก เพราะหมายความว่า ในการรับรู้ของประชาชน ผลต่อเศรษฐกิจชุมชน 62.7% > ผลต่อการลดภาระค่าครองชีพ 53.6% ต่างกัน 9.1 จุดร้อยละ

    นัยเชิงเศรษฐศาสตร์คือ มาตรการ 60/40 อาจทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีในฐานะ Demand-Side Stimulus หรือมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ โดยทำให้เกิดการจับจ่ายและเงินหมุนเวียนสู่ร้านค้ารายย่อย เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน แต่ความสามารถในการเปลี่ยนเงินหมุนเวียนเหล่านั้นให้กลายเป็น ความมั่นคงของรายได้ครัวเรือน ยังต้องการมาตรการเสริม กล่าวคือ โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้ “เงินเดิน” ในชุมชนได้เร็วกว่าที่ช่วย “ฐานะครัวเรือน” นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญมากต่อการกำหนดนโยบายรอบต่อไป

    Img 20260906 143945

    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้น 56.6% นโยบายเศรษฐกิจสามารถเปลี่ยน “อารมณ์สาธารณะ” ได้ แต่รัฐบาลยังต้องรักษาด้วยผลลัพธ์จริง ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ร้อยละ 56.6 ระบุว่า มาตรการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ขณะที่ร้อยละ 32.8 ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 10.6 ระบุว่าความเชื่อมั่นลดลง หากพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ จะเห็นภาพที่น่าสนใจว่า

    พอใจมากถึงมากที่สุด = 63.8%

    เห็นว่าช่วยเศรษฐกิจชุมชนมาก = 62.7% 

    เชื่อมั่นรัฐบาลเพิ่มขึ้น = 56.6% 

    เห็นว่าช่วยลดค่าครองชีพมาก = 53.6%

    ลำดับนี้สะท้อนกลไกทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล คือ ประชาชนเห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ → พอใจนโยบาย → ประเมินรัฐบาลดีขึ้นบางส่วน แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้เพิ่มสูงเท่าความพึงพอใจ แสดงว่า ประชาชนยังแยกได้ระหว่าง “ชอบมาตรการนี้” กับ “เชื่อว่ารัฐบาลแก้เศรษฐกิจได้ทั้งหมด”

    ข้อค้นพบสำคัญ: ประชาชนยังต้องการ “มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ความช่วยเหลือค่าครองชีพต่อ”

    เมื่อถามว่า หลังจบมาตรการไทยช่วยไทย พลัส รัฐบาลควรทำอะไรต่อ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 33.4 ต้องการให้ทำมาตรการไทยช่วยไทย พลัส ลดค่าครองชีพต่อ

    อันดับ 2 ร้อยละ 17.9 ต้องการลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน และพลังงาน

    อันดับ 3 ร้อยละ 15.5 ต้องการให้ช่วยเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

    อันดับ 4 ร้อยละ 11.2 ต้องการให้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

    อันดับ 5 ร้อยละ 10.8 ต้องการให้สร้างงาน เพิ่มโอกาสให้คนไทยมีอาชีพและรายได้เสริม 

    ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ ความพอใจต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย 60/40 ของรัฐบาล

    1788681133496ตารางที่ 2 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

    1788681136301ตารางที่ 3 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย ช่วยเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้าย่อยดีขึ้นมากน้อยเพียงไร

    1788681188469ตารางที่ 4 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนได้มากน้อยเพียงไร

    1788681190817ตารางที่ 5 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ เรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ หลังจบมาตรการ ไทยช่วยไทย พลัส

    1788681193919

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/319779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RiKIwiX0Ob_Gqw2i2xwoj

  • ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จบแล้วเศรษฐกิจไปต่อยังไง

    ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จบแล้วเศรษฐกิจไปต่อยังไง

    เข้าสู่ช่วงนับถอยหลังโค้งสุดท้ายแล้วสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่แห่งปีอย่าง ไทยช่วยไทย พลัส รูปแบบร่วมจ่าย (Co-pay 60/40) ที่เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของโครงการ โดยรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า มีเม็ดเงินอัดฉีดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากพุ่งสูงถึง 138,379.3 ล้านบาท จากสิทธิประชาชนกว่า 26 ล้านราย และร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมอีกกว่า 1.19 ล้านร้านทั่วประเทศ

    การเติมสภาพคล่องรอบนี้ถือเป็นน้ำโอสถรดโคนต้นไม้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า และ SME ในระดับชุมชนได้ลืมตาอ้าปาก แต่คำถามสำคัญที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนกำลังจับตาก็คือ หลังสิ้นสุดมาตรการสิ้นเดือนนี้ เศรษฐกิจไทยและร้านค้ารายย่อยจะไปทางไหนต่อ?

    1. ยอดใช้จ่ายสะพัด 1.38 แสนล้าน เงินลงตรงถึงใครบ้าง?

    โครงสร้างเม็ดเงิน 1.38 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ

    ·       เงินสนับสนุนจากภาครัฐ (60%): ร่วมอุดหนุนลงไปแล้วกว่า 79,505 ล้านบาท โดยเน้นอุดหนุนการซื้อสินค้า/บริการผ่านร้านค้าทั่วไปในชุมชนเป็นหลักสูงถึง 7.6 หมื่นล้านบาท และผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดเดลิเวอรี อีกราว 2.9 พันล้านบาท

    ·       เงินร่วมจ่ายจากภาคประชาชน (40%): ควักกระเป๋าร่วมจ่ายสมทบอีกกว่า 58,874 ล้านบาท สะท้อนว่าโครงการนี้ช่วยดึงเงินออมและกำลังซื้อของประชาชนออกมาหมุนเวียนในตลาดได้จริง

    2. สแกนความท้าทาย หลังจบโครงการ ตลาดจะซบเซาลงไหม

    แม้วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยพยุงยอดขายของ SME ในช่วงที่ผ่านมา แต่ความท้าทายใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงไตรมาส 4

    ·       ภาวะสุญญากาศ” ของกำลังซื้อ เมื่อมาตรการอุดหนุน 60% สิ้นสุดลง ประชาชนต้องกลับมาจ่ายราคาเต็ม 100% ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูง ซึ่งอาจทำให้การจับจ่ายชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

    ·       โจทย์ใหญ่ของร้านค้ารายย่อย ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านรายที่เคยพึ่งพาแรงหนุนจากโครงการ ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทำโปรโมชัน หรือรักษาฐานลูกค้าดั้งเดิมไว้ให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดขายวูบลงกะทันหัน

    3. สิ่งที่ประชาชนและร้านค้าต้องเตรียมรับมือ

    ·       ประชาชนเร่งเช็กสิทธิค้าง รัฐบาลเตือนให้ผู้ได้รับสิทธิเร่งตรวจสอบวงเงินคงเหลือในแอปพลิเคชัน และวางแผนใช้จ่ายให้ครบก่อนหมดเขตในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพราะหากเลยกำหนด เงินส่วนที่เหลือจะถูกดึงกลับระบบทันที

    ·       จับตามาตรการชุดใหม่ของรัฐ ภาคเอกชน (กกร.) และ ธปท. กำลังประเมินผลกระทบหลังจบโครงการ เพื่อเสนอมาตรการเสริมสภาพคล่องและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อพยุงกำลังซื้อภาคประชาชนไม่ให้แผ่วลงในช่วงท้ายปี

    โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเติมเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากช่วยสร้างแรงหมุนเวียนได้มหาศาล แต่โจทย์ระยะยาวที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย คือการทำให้ประชาชนและ SME สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพายาแรงจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

    ข้อมูลอ้างอิง

    ·     สำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี

    ·     กระทรวงการคลัง และ ธนาคารกรุงไทย

    ·     คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/184174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KZL7CKuKQM_6N2WJyG8Zh

  • คลองปานามาลดจำนวนเรือผ่านทาง รับมือภัยแล้งจากเอลนีโญรุนแรง

    คลองปานามาลดจำนวนเรือผ่านทาง รับมือภัยแล้งจากเอลนีโญรุนแรง

    คลองปานามาลดจำนวนเรือผ่านทาง รับมือภัยแล้งจากเอลนีโญรุนแรง

    หน่วยงานบริหารคลองปานามา (Panama Canal Authority) ประกาศลดจำนวนเรือที่อนุญาตให้ผ่านทางคลองปานามาลงอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากระดับน้ำในทะเลสาบเทียมสองแห่งซึ่งเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคลองลดต่ำลงอย่างวิกฤต อันเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ก่อให้เกิดภัยแล้งรุนแรงทั่วภูมิภาค

    ลดจำนวนเรือแบบค่อยเป็นค่อยไป

    หน่วยงานบริหารคลองปานามาระบุว่า จะทยอยลดจำนวนเรือที่ผ่านทางคลองซึ่งเชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกจาก 36 เที่ยวต่อวัน ลงเหลือ 32 เที่ยวต่อวัน โดยจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในกลางเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์น้ำอื่น ๆ ควบคู่กัน เช่น การลดระดับกินน้ำลึกสูงสุดสำหรับเรือขนาดใหญ่เพื่อประหยัดปริมาณน้ำที่ใช้ในการเดินเรือ

    ปานามาประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

    รัฐบาลปานามาประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อรับมือกับผลกระทบของเอลนีโญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์สภาพอากาศที่เกิดขึ้นเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกและส่งผลให้รูปแบบลม ความดันบรรยากาศ และปริมาณฝนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง รวมถึงผลักดันให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ด้านฮอนดูรัสและเอลซัลวาดอร์ก็ประกาศภาวะฉุกเฉินเช่นกัน เนื่องจากอเมริกากลางกำลังเผชิญกับภัยแล้งหนักที่สุดในรอบหลายปี

    เอลนีโญรุนแรงที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษ

    นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเอลนีโญในปีนี้จะรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลเมื่อสี่ทศวรรษที่แล้ว แม้ปรากฏการณ์ยังไม่ถึงจุดสูงสุด แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วก็สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิภาค ทั้งนี้ ในปี 2023 เอลนีโญเคยบังคับให้หน่วยงานบริหารคลองต้องลดจำนวนเรือลงเหลือเพียง 22 เที่ยวต่อวัน

    ผลกระทบต่อการค้าโลก

    คลองปานามามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก โดยรองรับการค้าทางทะเลระหว่างประเทศประมาณ 5% ของมูลค่าการค้าโลก และเป็นเส้นทางขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ของสหรัฐอเมริกาถึงราว 40% การลดจำนวนเรือที่ผ่านทางจึงอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลกในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/panama-canal-reduces-crossings-el-nino-drought&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vPW1hU3SGk_ehoySwgyzC

  • “ศ.สุชาติ” ชี้ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท เป็นการตั้งองค์กรเก็บภาษีเองใช้เงินได้เอง โดยไม่ผ่านสภาฯ สร้างปัญหาทั้งเศรษฐกิจและหลักการคลัง

    “ศ.สุชาติ” ชี้ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท เป็นการตั้งองค์กรเก็บภาษีเองใช้เงินได้เอง โดยไม่ผ่านสภาฯ สร้างปัญหาทั้งเศรษฐกิจและหลักการคลัง

    วันเสาร์ ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2569, 15.40 น.

    เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว” หรือที่เรียกกันว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตรา 450 บาทต่อคนต่อครั้ง โดยคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติเห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 และอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยตั้งเป้าว่าจะเริ่มจัดเก็บในปี 2570 กระผมเห็นว่า นโยบายนี้ไม่เหมาะสมทั้งในด้านเศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน และหลักการคลังของประเทศ คือ

    รัฐบาลไทยต้องคิดก่อนว่า เราต้องการเงิน 450 บาทจากนักท่องเที่ยว หรือเราต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้เงินคนละหลายหมื่นบาทในประเทศไทย นักท่องเที่ยวหนึ่งคนเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ย่อมใช้จ่ายค่าโรงแรม ร้านอาหาร รถโดยสาร ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เงินเหล่านี้กระจายลงไปถึงประชาชนจำนวนมหาศาล ตั้งแต่เจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร คนขับรถ พ่อค้าแม่ค้า ไปจนถึงเกษตรกรและแรงงานบริการ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวใช้เงินเฉลี่ยต่อคนต่อทริป 47,000 บาท รายได้จากนักท่องเที่ยวในปี 2568 รวม 1.6 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 32.9 ล้านคน

    ในทางเศรษฐศาสตร์ การเพิ่มค่าธรรมเนียมก็คือการเพิ่ม “ราคาของการเดินทางเข้าประเทศไทย” แม้ 450 บาทอาจดูไม่มากสำหรับนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยประเทศเดียว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศอื่นๆ ได้ตลอดเวลา เมื่อเราทำให้ประเทศไทยแพงขึ้นหรือยุ่งยากขึ้น จะทำให้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจมีมากกว่าเงินค่าธรรมเนียมที่คิดว่าจะเก็บได้ต่อปี 14,850 ล้านบาท เป็นมูลค่าหลายเท่าตัว

    ภาษีหรือค่าธรรมเนียมทุกชนิดมีผลต่อพฤติกรรม เมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการย่อมมีแนวโน้มลดลง หากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้ประกอบการท่องเที่ยวย่อมลดลงตาม และในที่สุดย่อมกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ประชาชน รายได้ภาษีของรัฐบาล และ GDP เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว

    ปัญหาในหลักการคลังของรัฐ เงิน 450 บาทนี้ แม้ทางกฎหมายจะเรียกว่า “ค่าธรรมเนียม” แต่ในทางเศรษฐศาสตร์มีลักษณะเป็นการเรียกเก็บภาษีโดยอำนาจรัฐ ผู้เดินทางไม่มีสิทธิเลือกว่าจะจ่ายหรือไม่จ่ายหากต้องการเข้าประเทศ การให้คณะกรรมการฯ จัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนำเงินเข้าสู่กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นการเก็บภาษีเอง แล้วใช้ได้เอง “ดูจะไม่ถูกหลักการคลัง” จึงมีคำถามว่า เราควรออกแบบระบบการคลังเช่นนี้หรือไม่?

    หลักการการคลังคือ “No taxation without representation” — ไม่มีการเก็บภาษีโดยปราศจากผู้แทนของประชาชน เงินที่รัฐบังคับเรียกเก็บ ควรเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน และการใช้เงินควรได้รับความเห็นชอบและตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร มิใช่เก็บภาษีมาสร้างกองทุน แล้วให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจใช้เงินนอกกระบวนการงบประมาณ จึงเกิดคำถามว่า ในที่สุดประเทศไทยจะมีกระทรวงหนึ่งทำหน้าที่ของบประมาณผ่านสภา ขณะเดียวกันก็มีกองทุนอีกชุดหนึ่งเก็บภาษีได้เอง และใช้เงินนั้นได้ด้วยตนเองหรือไม่?

    สิ่งที่กองทุนฯ ระบุว่าจะนำเงินไปใช้ เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การดูแลความปลอดภัย การช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้น ล้วนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว
    รัฐบาลมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีหน่วยงานด้านคมนาคม สาธารณสุข มหาดไทย ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว หากแหล่งท่องเที่ยวต้องได้รับการพัฒนา กระทรวงที่รับผิดชอบควรจัดทำโครงการ เสนองบประมาณต่อรัฐบาล และให้รัฐสภาพิจารณา นี่คือระบบปกติของประชาธิปไตย

    หากรัฐไปตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นอีก และเก็บภาษีเอง นำมาใช้ได้เอง ทำหน้าที่ซ้ำกับกระทรวงเดิม ท้ายที่สุดจะกลายเป็น หน่วยงานซ้ำซ้อน งบประมาณซ้ำซ้อน และความรับผิดชอบที่ไม่ชัดเจน  คำถามคือ เหตุใดภารกิจเหล่านี้จึงไม่ดำเนินการผ่านงบประมาณปกติของกระทรวงและหน่วยงานที่มีหน้าที่อยู่แล้ว ประเทศไทยควรแข่งขันด้วยการทำให้ “มาไทยง่าย สะดวก ปลอดภัย และคุ้มค่า” ไม่ใช่สร้างด่านเล็กๆ ขึ้นมาเก็บเงินนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าประเทศ นโยบายที่ดีต้องมองผลรวมของประเทศ ไม่ใช่มองเพียงรายได้ของกองทุนแห่งใดแห่งหนึ่ง 

    รัฐบาลควรยกเลิกแนวคิดค่าเหยียบแผ่นดิน และไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะตั้งกองทุนที่มีอำนาจเก็บภาษีเอง และใช้เงินเกือบ 15,000 ล้านบาทได้เองนอกระบบงบประมาณ และควรนำภารกิจพัฒนาการท่องเที่ยวกลับเข้าสู่กระทรวงต่างๆ ที่มีหน้าที่ โดยใช้กระบวนการงบประมาณที่รัฐสภาตรวจสอบได้

    หลักคิดนี้ง่ายมาก อย่าเก็บ 450 บาท จนเสียโอกาสได้เงินหลายหมื่นบาท อย่าสร้างกองทุนใหม่เพื่อทำงาน ที่รัฐบาลมีหน้าที่ทำอยู่แล้ว และต้องไม่ให้อำนาจแก่องค์กรใดเก็บภาษีเองและใช้เงินได้เอง จนหลุดจากการตรวจสอบของผู้แทนประชาชน ประเทศไทยต้องการนักท่องเที่ยวมากขึ้น ต้องการรายได้ประชาชนมากขึ้น และต้องการระบบการคลังที่โปร่งใสขึ้น ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น กองทุนมากขึ้น และระบบราชการที่ซ้ำซ้อนขึ้น
     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/489377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CzDfPDjPf-0Z5jeWfPXjB

  • คลังปรับเกณฑ์ “ไทยเที่ยวไทยพลัส – โซลาร์ครัวเรือน” คาดใช้สิทธิ ต.ค.นี้

    คลังปรับเกณฑ์ “ไทยเที่ยวไทยพลัส – โซลาร์ครัวเรือน” คาดใช้สิทธิ ต.ค.นี้

    วันนี้ (5 ก.ย.2569) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้เงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างเร่งหาข้อสรุปโครงการ ซึ่งจะใช้วงเงินกู้ 200,000 ล้านบาทแรก จากปัจจุบันเหลือวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อเสนอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทันบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้

    เบื้องต้น กระทรวงการคลังจะปรับปรุงหลักเกณฑ์ “โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส” จากเดิมกำหนดสัดส่วนจ่ายเงินอุดหนุนค่าห้องพัก 30-50% เปลี่ยนเป็นการกำหนดวงเงินใช้สิทธิต่อครั้ง โดยไม่ผูกติดกับราคาห้อง เพื่อปิดช่องโหว่ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาห้องพัก พร้อมขยายวงเงินใช้จ่ายผ่านร้านค้า ร้านอาหาร ครอบคลุมถึงห้างร้านขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อกระตุ้นการบริโภคในฤดูท่องเที่ยว

    ส่วนการพิจารณาต่ออายุ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส3” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างติดตามและประเมินผลจากการดำเนินโครงการในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และเริ่มพบปัญหาร้านค้าในโครงการบางส่วนงดรับสิทธิก่อนสิ้นสุดโครงการ อีกทั้งยังเห็นพิรุธ “การรับแลกเงินสด” กลับมาอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงฯ จะเร่งตรวจสอบเพื่อดำเนินคดี

    สำหรับโครงการใช้เงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเสนอปรับลดขนาดโครงการโซลาร์ภาคครัวเรือน ทั้งจำนวนครัวเรือนเป้าหมาย อาจลดลงจากเดิม 1 ล้านครัวเรือน และการจ่ายเงินอุดหนุนค่าติดตั้ง จาก 50,000 บาท ลดลงเหลือ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละครัวเรือน หลังพบว่าค่าวางเงินดาวน์สำหรับติดตั้งโซลลาร์เซลล์ ขนาด 5 เมกกะวัตต์ จะเกิดความคุ้มค่าสำหรับครัวเรือนที่จ่ายค่าไฟไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาท

    ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ จะเร่งพิจารณาคำขอรับจัดสรรเงินกู้ ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ และหน่วยงานสามารถเบิกจ่ายภายในเดือน ธ.ค.2570

    อ่านข่าว :

    เริ่มแล้ว วันนี้โหลดผลไม้ฟรี 10 กก. นาน 1ปี พาณิชย์นำร่องเมืองรอง 20 แห่ง

    หมดเกลี้ยง “พันธบัตรออมพลัส” ครั้งที่ 2 “คลัง” เผย เตรียมเปิดจองอีกรอบ 7-9 ก.ย. นี้

    ดัน Data Center เกษตรโลจิสติกส์ ITD เร่งไทยปรับเศรษฐกิจ รับกติกาโลกใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557494&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E1UguP2_1JgeRbQKRWEt2

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 6 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 6 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ส่องกระแสโลก-จับตาเมืองไทย: สรุปความเคลื่อนไหวไทม์ไลน์ร้อน ประจำวันที่ 6 กันยายน 2026 

    1. การเมืองไทย: นายกฯ เลื่อนวงดินเนอร์พรรคร่วม เตรียมบินลัดฟ้านอร์เวย์

    ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตาในวันนี้ เดิมทีถูกจัดสรรไว้เป็นวันนัดรับประทานอาหารเย็นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ณ บ้านพักส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล 

    อย่างไรก็ตาม มีการแจ้งเลื่อนกำหนดการดังกล่าวออกไปอย่างเป็นทางการ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องเตรียมตัวเดินทางไปยังประเทศนอร์เวย์ในนามรัฐบาลไทย เพื่อร่วมพิธีถวายความเคารพพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ส่งผลให้คอการเมืองต้องจับตาจังหวะการหารือของพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่ช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ และศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกัน สังคมยังคงติดตามความคืบหน้ากรณีการร้องเรียนตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อย่างใกล้ชิด

    2. เศรษฐกิจและต่างประเทศ: เฝ้าระวังความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    ในฝั่งต่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกยังคงสร้างความกังวลให้แก่ตลาดการเงินและพลังงานทั่วโลก หลังการโจมตีทางอากาศและโดรนในพื้นที่ยูเครนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เตือนให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนเฝ้าระวังผันผวนของราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด

    3. โซเชียลและไลฟ์สไตล์: โค้งสุดท้ายกิจกรรมใหญ่เอาใจสายสุขภาพ-เกมเมอร์

    สำหรับกระแสบนโลกออนไลน์และกิจกรรมเมืองในวันนี้ เต็มไปด้วยความคึกคักจากหลายอีเวนต์ใหญ่:

    สายสุขภาพและคอมมูนิตี้: งานวิ่ง KFC Run 2026 จัดขึ้นอย่างคึกคัก ณ Stadium One ท่ามกลางกระแสการแชร์ภาพและบรรยากาศสุดสนุกบนโซเชียลตั้งแต่ช่วงเช้า

    บริการสุขภาพประชาชน: โอกาสสุดท้ายสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพกับงาน BEM Care 2026 Health Station วันสุดท้าย ณ MRT สถานีสวนจตุจักร ซึ่งเปิดให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    กระแสสายเกม: วันสุดท้ายของกิจกรรมระดับโลก Pokémon GO Fest 2026: เมก้าฟินาเล ที่กลุ่มผู้เล่นบนโลกออนไลน์นัดรวมตัวกันออกล่าบอสใหญ่ประจำฤดูกาลตามจุดแลนด์มาร์กทั่วเมือง 

    ภาพรวมในวันนี้จึงเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวหลากหลายมิติ ทั้งการปรับภารกิจต่างประเทศของผู้นำไทย แรงดันทางเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอก และความคึกคักของกิจกรรมเมืองที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประชาชนอย่างลงตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/319704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3enij8g8CL773_DZTusLov

  • จอดบนเนิน! รถหรู 6 ล้าน ไม่ใส่เบรกมือ ไหลลงคลองบางพลี จมต่อหน้าต่อตา | เดลินิวส์

    จอดบนเนิน! รถหรู 6 ล้าน ไม่ใส่เบรกมือ ไหลลงคลองบางพลี จมต่อหน้าต่อตา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าร้านอะไหล่ยนต์คลองขุด ริมถนนเลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ขณะเจ้าของร้านขายอะไหล่รถยนต์ดังกล่าว ขับรถยี่ห้อหรู สีขาว ทะเบียนประมูลลงท้ายด้วย 345 มาจอดที่หน้าร้าน ซึ่งเป็นเนินลาดเอียง จังหวะจอดรถเสร็จ และลงจากรถได้ไม่กี่วินาที ปรากฏว่ารถเกิดไหลจากที่จอดพุ่งถอยหลังข้ามถนนก่อนจะพุ่งตกลงไปในคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ซึ่งมีความลึกเกือบ 5 เมตร โดยวงจรปิดบันทึกไว้ได้

    จากนั้นเจ้าของรถประสานขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.บางพลี ร่วมกับกู้ภัยบางพลี กู้ซากรถคันดังกล่าวขึ้นจากคลองส่งน้ำ โดยเจ้าหน้าที่ต้องประสานรถเครนขนาดใหญ่หลายตันมาทำการวางแผนกู้ซากรถขึ้นมาจากคลองส่งน้ำได้สำเร็จ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ในการกู้ขึ้นจากคลอง โดยเจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรชั่วคราว 1 เลน ทำให้การจราจรติดขัดหลายกิโลเมตร หลังกู้ซากรถขึ้นจากคลองได้

    ลูกชายเจ้าของรถ เปิดเผยว่า สาเหตุที่รถไหลข้ามฝั่งจนตกลงไปในคลอง เนื่องจากคุณแม่ขับรถมาถึงร้านแล้วยังไม่ทันดับเครื่อง เข้าเกียร์ P และกดเบรกมือ จังหวะให้หลังไม่ถึงนาที รถก็ไหลข้ามถนน ยังเคราะห์ดีที่รถมาทางตรงเห็นและเบรกกันทัน จึงไม่เกิดอุบัติเหตุกับรถคันอื่น

    ทั้งนี้ต้องขอโทษผู้มาใช้บริการทางร้าน และอยากฝากเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้รถควรตรวจสอบความปลอดภัยของรถเมื่อจอดรถและก่อนลงจากรถ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก ส่วนรถคันดังกล่าวเป็นรถใหม่ที่เพิ่งสั่งนำเข้ามาได้ไม่ถึง 2 ปี ในราคากว่า 6 ล้านบาท และเป็นรถระบบไฟฟ้า เบื้องต้นมีการทำประกันภัยภาคสมัครใจไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6165906/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U6HF4p34qVmHki9LE_1Mx