Category: เศรษฐกิจ

  • ถอด 9 บทเรียนใหญ่จากรายงานธนาคารโลก ชี้ทิศทางไทยปรับตัวสู้โลกร้อน

    ถอด 9 บทเรียนใหญ่จากรายงานธนาคารโลก ชี้ทิศทางไทยปรับตัวสู้โลกร้อน

    ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเล่นงานเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียน กำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่าง “การพัฒนาเชิงปริมาณ” กับ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่ต้องคำนึงถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจและสังคมภายใต้ภาวะโลกรวน

    รายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) จากธนาคารโลก ชี้ชัดว่าประเทศไทยไม่อาจเดินบนเส้นทางเดิมได้อีกต่อไป หากต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน โดยวิเคราะห์อย่างเป็นระบบถึงความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ พร้อมชี้ให้เห็นว่าทั้งความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในสองทศวรรษข้างหน้า

    ถอด 9 บทเรียนสำคัญจากรายงานธนาคารโลก

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    1. การพัฒนาและการรับมือ Climate ต้องเดินไปพร้อมกัน

    รายงานธนาคารโลก ระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกขาดจากการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป พร้อมเตือนว่าการมุ่งขยายการผลิตโดยไม่ปรับตัวต่อภัยพิบัติ จะนำมาซึ่งต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งจากการสูญเสียโครงสร้างพื้นฐาน ความเสียหายต่อภาคเกษตร และผลกระทบต่อภาคแรงงาน โดยเสนอให้รัฐบาลบูรณาการนโยบาย Climate เข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตได้โดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรของตนเอง

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    2. ไม่ปรับตัว GDP อาจหาย 7–14% ภายในปี 2050

    ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนที่ไม่อาจละเลย รายงานประมาณการณ์ว่าหากไทยยังดำเนินนโยบายเช่นเดิม ความเสียหายจากภัยธรรมชาติและความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น จะทำให้ GDP หดตัวลงระหว่างร้อยละ 7–14 ภายในปี 2050 โดยเฉพาะผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนที่เกิดต่อเนื่อง การสูญเสียนี้จะกระทบทั้งห่วงโซ่การผลิต แรงงาน และการลงทุนในระยะยาว

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V03.jpg

    3. ต้องเกิดการร่วมลงทุน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่ง

    รายงานระบุว่า ความเสี่ยงทางกายภาพเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ต้องการการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน โดยเฉพาะโครงการป้องกัน “น้ำท่วม” ในพื้นที่เศรษฐกิจหลัก เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล การบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตร และการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว และความมั่นคงทางอาหาร การจัดการเชิงพื้นที่และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวจึงเป็นหัวใจของการปรับตัวในระยะยาว

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V04.jpg

    4. ความร้อนจัด ภัยเงียบต่อแรงงานและสุขภาพ

    อุณหภูมิที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมือง กำลังสร้างผลกระทบเชิงลึกต่อแรงงานกลางแจ้ง และแรงงานภาคบริการ ธนาคารโลกชี้ว่าผลผลิตแรงงานอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ทศวรรษ หากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน เช่น การออกแบบเมืองเพื่อลดความร้อน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และระบบเตือนภัยสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยง การจัดการ “ภัยร้อน” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจและแรงงาน

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V05.jpg

    5. เสริมแกร่งกลุ่มเปราะบาง

    เมื่อภัยพิบัติรุนแรงขึ้น กลุ่มเปราะบางจะเป็นผู้รับผลกระทบก่อนเสมอ รายงานเตือนว่าระบบคุ้มครองทางสังคมของไทยยังไม่พร้อมรองรับผลกระทบในระดับนี้ จำเป็นต้องยกระดับกลไกช่วยเหลือให้ทันสมัย เข้าถึงได้รวดเร็ว และสามารถเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อป้องกันการถดถอยของคนจนหลังวิกฤต และลดการขยายตัวของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V06.jpg

    6. Net Zero 2065 ทางเลือกเศรษฐกิจที่คุ้มค่า

    เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 เป็นมากกว่าคำมั่นด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเศรษฐกิจและสุขภาพของประเทศ รายงานระบุว่าการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในอนาคต เสริมความมั่นคงทางพลังงาน และเปิดทางสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนโครงสร้างอย่างลึกในภาคพลังงาน ขนส่ง เกษตร และอุตสาหกรรมหนัก

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V07.jpg

    7. ราคาคาร์บอน กุญแจสำคัญแต่ไม่เพียงพอ

    การกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ผ่านภาษีหรือระบบซื้อขายคาร์บอน (ETS) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่รายงานย้ำว่าเครื่องมือนี้ต้องดำเนินควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคพลังงานและเกษตร เพื่อป้องกันการโยนต้นทุนไปยังผู้บริโภคโดยไม่เกิดการลดคาร์บอนจริง

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V08.jpg

    8. ไทยมีศักยภาพสูงใน Green Manufacturing และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

    รายงานชี้ว่าไทยอยู่ในจุดที่สามารถใช้ “การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว” เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และยานยนต์ไฟฟ้าที่ไทยมีห่วงโซ่อุปทานพร้อมอยู่แล้ว หากดำเนินนโยบายเชิงรุก ไทยสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ราว 2–3% ของ GDP พร้อมสร้างงานสีเขียวและโอกาสทางนวัตกรรมใหม่ ๆ

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V09.jpg

    9. เงินลงทุน Climate มหาศาล…แต่ทำได้

    การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องใช้เงินลงทุนระดับมหาศาล แต่รายงานธนาคารโลกระบุว่าเป็นไปได้ หากไทยปรับระบบการเงินและภาษีให้สนับสนุนการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่การจัดเก็บภาษีคาร์บอน การปฏิรูปรายได้ของรัฐ ไปจนถึงการดึงทุนเอกชนผ่านพันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) และความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน (PPP) การระดมทุนเชิงระบบคือก้าวสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ

    เส้นทางใหม่ของการพัฒนาไทย

    รายงาน Thailand CCDR ของธนาคารโลก คือการเตือนเชิงนโยบายที่หนักแน่นที่สุดในรอบทศวรรษ ว่าการพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศคือ “ทางตันของเศรษฐกิจไทย” หากประเทศยังคงใช้แนวทางแบบเดิม ต้นทุนจากภัยพิบัติและการสูญเสียโอกาสทางการค้าจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการปรับตัวหลายเท่า

    ในทางกลับกัน การเลือกเดินบนเส้นทางสีเขียวที่บูรณาการเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ไม่เพียงช่วยให้ประเทศลดความเสี่ยงจากโลกรวน แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังหมุนไปสู่ความยั่งยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rEEzk8BI13yeWrSxFsizs

  • ส่องคุณสมบัติคนละครึ่ง 2568 เพิ่มกฎข้อ 5 เข้ามา ใครผิดข้อนี้เข้าร่วมโครงการไม่ได้

    ส่องคุณสมบัติคนละครึ่ง 2568 เพิ่มกฎข้อ 5 เข้ามา ใครผิดข้อนี้เข้าร่วมโครงการไม่ได้

              ส่องคุณสมบัติคนละครึ่ง 2568 เพิ่มกฎข้อ 5 เข้ามา ใครทำผิดกฎในโครงการเก่า ส่อชวดคนละครึ่งพลัสรอบนี้ การกระทำในอดีตนั้นมีผล

    คนละครึ่ง 2568

              เคาะออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการคนละครึ่ง 2568 ซึ่งจะเริ่มลงทะเบียน www.คนละครึ่งพลัส.com ตั้งแต่วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ผ่านแอปฯ เป๋าตัง

              วันที่ 7 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม รายงานว่า มีการกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส ซึ่งมีกฎใหม่เพิ่มเข้ามาในข้อที่ 5 มีรายละเอียดดังนี้

              1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

              2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

              3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

              4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568

              5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1-5

              ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ 5 สาเหตุที่ถูกระงับอาจเป็นเพราะว่า ทำผิดกฎบางอย่างแล้วถูกจับได้ในโครงการคนละครึ่งรอบเก่า เช่น การรับแลกเงินสด ฯลฯ เป็นต้น

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295557.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RyfGw-97tOgzVF5HNl8O2

  • อินฟลูเอนเซอร์ล้นตลาด-พิษเศรษฐกิจผลักคนเข้าสู่อาชีพครีเอเตอร์ ‘ปู-สุวิตา’ เตือน ยุคนี้อยู่ยากกว่าเดิม

    อินฟลูเอนเซอร์ล้นตลาด-พิษเศรษฐกิจผลักคนเข้าสู่อาชีพครีเอเตอร์ ‘ปู-สุวิตา’ เตือน ยุคนี้อยู่ยากกว่าเดิม


    เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของครีเอเตอร์จำนวนมาก กลับสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน และความไม่แน่นอนในอุตสาหกรรม ‘ปู-สุวิตา’ ชี้ คนอยู่รอดได้ต้องปรับตัวไว เข้าใจเทคโนโลยี และมีหัวใจความเป็นมนุษย์

    อุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Statista คาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดทั่วโลกจะแตะระดับ 32,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท) แต่เบื้องหลังของการเติบโตอาจไม่ได้สะท้อนภาพบวกอย่างเดียว

    ‘ปู-สุวิตา จรัญวงศ์’ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เทลสกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ที่ผันตัวมาเป็นครีเอเตอร์แบบเต็มเวลามีแนวโน้มสูงขึ้นมากในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น การเลิกจ้าง การว่างงาน และการที่คนจำนวนมากกลายเป็นฟรีแลนซ์

    “Full time คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในปีนี้เยอะกว่าปีก่อนมากๆ ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ฟรีแลนซ์เยอะขึ้น การถูกเลย์ออฟก็เกิดขึ้นบ่อย ซึ่งไม่ถือว่าเป็นข่าวดีเท่าไหร่” – ปู-สุวิตา

    เมื่ออุตสาหกรรมไม่ง่ายเหมือนเดิม: อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้รอดทุกคน

    สุวิตาระบุว่า อุตสาหกรรมครีเอเตอร์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก คนที่เคยเข้ามาในยุคก่อนอาจ “รอดหมด” แต่ปัจจุบันการแข่งขันสูงขึ้น ความท้าทายเพิ่มขึ้น และการพึ่งพาเพียงยอดติดตามหรือความนิยมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

    โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในหลายส่วน เช่น การไลฟ์ขายของ ที่ AI สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและประหยัดต้นทุน

    อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ “ความเชื่อใจ” เช่น การรีวิวสินค้า หรือการเล่าเรื่องด้วยประสบการณ์ตรง ยังคงต้องอาศัยมนุษย์เป็นผู้ผลิต เพราะ AI ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์กับผู้ชมได้เท่าคนจริง

    คุณสมบัติของครีเอเตอร์ยุคใหม่: อยู่รอดได้ต้องยืนระยะและกล้าปรับตัว

    สุวิตาแนะนำว่า อินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในยุคนี้ ควรพัฒนาตัวเองใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1. การยืนระยะ (Consistency) – ต้องไม่ยอมแพ้ เพราะความสำเร็จในยุคนี้ใช้เวลานานกว่าเดิม

    2. การมองหาแพลตฟอร์มใหม่ – เช่น Lemon8 หรือ XiaoHongShu ที่แม้ยังไม่เป็นกระแสหลัก แต่เริ่มเป็นที่จับตามองของแบรนด์

    3. ทักษะการแสดงออก – โดยเฉพาะผู้ที่เป็น introvert ควรฝึกทักษะการสื่อสารแบบลึกซึ้ง เช่น eye contact และการเล่าเรื่องผ่านตัวเอง

    แบรนด์ดิ้งผ่านครีเอเตอร์ต้องมี ‘Human Connection’

    หนึ่งในเทรนด์สำคัญที่สุวิตามองว่าแบรนด์ควรให้ความสำคัญในปี 2568 คือการทำ Branding via Creators ที่เน้นความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในระดับอารมณ์และคุณค่า ไม่ใช่เพียงแค่ยอดวิวหรือยอดไลก์

    นอกจากนี้ กลยุทธ์แบบ O2O (Online to Offline) เช่น การจัดเวิร์กชอป อีเวนต์ หรือกิจกรรมที่พบปะผู้ติดตามจริง ก็เป็นอีกทางเลือกในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง

    คอนเทนต์มาแรงปี 2568: สัตว์เลี้ยง-ข่าว-สุขภาพยืนยาว

    จากการสังเกตเทรนด์ของผู้ชม ‘ปู-สุวิตา’ ยกตัวอย่างคอนเทนต์ที่มีแนวโน้มเติบโตในปีหน้า ได้แก่

    • คอนเทนต์สัตว์เลี้ยง – ทั้งหมา แมว และสัตว์แปลก (Exotic Pets)

    • ข่าว (News Creator) – เนื้อหาที่อธิบายข่าวเข้าใจง่าย ถูกต้อง และแม่นยำ

    • Longevity Content – สุขภาพเชิงรุก อายุยืนอย่างมีคุณภาพ ทั้งกายและใจ

    ในขณะเดียวกัน สายการเงินยังคงได้รับความนิยม แต่ต้องปรับวิธีการเล่าให้เข้ากับผู้ชมมากขึ้น

    สายคอนเทนต์ที่ต้องเร่งพัฒนา: บิวตี้ – ท่องเที่ยว

    สุวิตาเตือนว่า ครีเอเตอร์สายบิวตี้และท่องเที่ยวยังคงหนาแน่นและล้นตลาด จำเป็นต้องสร้างความแตกต่างให้ชัดเจน เช่น เข้าใจรสนิยมคน Gen Z หรือเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์เฉพาะกลุ่ม

    เธอย้ำถึงการ Repurpose Content หรือการนำคอนเทนต์เก่ากลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่ต้นทุน และการขยายการมองเห็นของเนื้อหา

    LGBTQ+ และ Micro-Influencers: โอกาสใหม่ของตลาด

    สุวิตายังมองว่า กลุ่มครีเอเตอร์ LGBTQ+ ภายใต้บริบท Rainbow Economy คือกลุ่มที่มีพลังในการสร้างอิมแพกต์ทั้งในเชิงสังคมและธุรกิจ เพราะสามารถสร้าง Emotional Bonding กับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับ Trust, Authenticity และ Inclusion

    ในขณะที่แบรนด์ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Micro-Influencers ที่อาจมียอดติดตามไม่มาก แต่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทางได้ดีกว่า เช่น ครีเอเตอร์สายภาษามือ, คอนเทนต์วาย, ยูริ และคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มอื่นๆ

    ยุคของ “ครีเอเตอร์ที่เข้าใจทั้งมนุษย์และเทคโนโลยี”

    ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ยังไม่อวสาน แต่เข้าสู่ยุคที่ต้องใช้ ความสามารถ ความเข้าใจ และความอดทน มากกว่าที่เคย ผู้ที่สามารถผสาน “หัวใจความเป็นมนุษย์” เข้ากับ “ศักยภาพของเทคโนโลยี” อย่างลงตัว จะเป็นผู้ที่ยังสามารถยืนระยะในอุตสาหกรรมนี้ได้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q2u6LWxoTUQtSPK8vbgMh

  • ครม. ตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ  ไฟเขียว “เพิ่มพูน ชิดชอบ” ที่ปรึกษานายกฯ

    ครม. ตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ไฟเขียว “เพิ่มพูน ชิดชอบ” ที่ปรึกษานายกฯ


    ครม. ตั้ง “เพิ่มพูน ชิดชอบ” เป็นที่ปรึกษานายกฯ พร้อมตั้ง คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ นายกฯ เป็นประธาน “เอกนิติ” เป็นรองประธาน 

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง เช่น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

    นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบในหลักการการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ โดยให้จัดทำเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป

    รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น (1) การสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน (2) การแก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่องทั้งในส่วนของภาคประชาชนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) (3) การเพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อยให้มีสิทธิซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม (4) การฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และ (5) การเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า

    การดำเนินการตามนโยบายข้างต้นรวมถึงโครงการพัฒนาอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน สมควรได้รับการพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียดรอบคอบในทุกมิติจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 5 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งคณะบุคคลประกอบด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและบุคคลอื่นที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่จะพิจารณา เพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องใดก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีก็ได้ ดังนั้น เพื่อให้การบริหารราชการดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล จึงเห็นควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เป็นรองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีก 28 ราย (เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหา ที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี ตลอดจนประเมิน วิเคราะห์ และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทาง ตัดสินใจเชิงรุกในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F5sypvABUI-xjZpAvYslx

  • เวิลด์แบงก์หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียใต้ปี 69 เหตุภาษีทรัมป์ฉุดรั้งอินเดีย : อินโฟเควสท์

    เวิลด์แบงก์หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียใต้ปี 69 เหตุภาษีทรัมป์ฉุดรั้งอินเดีย : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียใต้ในปี 2569 ลงสู่ระดับ 5.8% จากระดับ 6.6% ในปีนี้ เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรที่รัฐบาลสหรัฐฯ บังคับใช้กับอินเดียได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมในภูมิภาค โดยอินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้

    ธนาคารโลกระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวในปี 2569 ถือเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 25 ปีของภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งไม่นับรวมช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

    โจฮันเนส ซุทท์ รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าวว่า เอเชียใต้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างมาก และยังคงเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแห่งนี้จำเป็นต้องดำเนินการเชิงรุกเพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกเตือนว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของเอเชียใต้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน การหยุดชะงักของแรงงานที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่สงบทางสังคม

    การปรับลดแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียใต้ มีขึ้นในขณะที่การเติบโตในอินเดีย มัลดีฟส์ และเนปาล มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับแรงกดดันในปีหน้า โดยมีสาเหตุมาจากแนวโน้มการส่งออกที่อ่อนแอ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากร โดยปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% เพื่อลงโทษรัฐบาลอินเดียที่ยังคงซื้อน้ำมันของรัสเซีย

    มาตรการภาษีของปธน.ทรัมป์ครอบคลุมสินค้าอินเดียที่ส่งไปยังสหรัฐฯ ในสัดส่วนมากกว่า 3 ใน 4 ซึ่งส่งผลกระทบมากที่สุดต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงาน เช่น สิ่งทอและอัญมณี

    ทั้งนี้ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอินเดียจะขยายตัว 6.5% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารกลางอินเดียคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6.8%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bs5HDsxEl86bPcRAQQiMW

  • ครม.ไฟเขียวตั้งคกก.นโยบายเศรษฐกิจ-“เพิ่มพูน ชิดชอบ” นั่งที่ปรึกษานายกฯ : อินโฟเควสท์

    ครม.ไฟเขียวตั้งคกก.นโยบายเศรษฐกิจ-“เพิ่มพูน ชิดชอบ” นั่งที่ปรึกษานายกฯ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นรองประธานฯ

    สำหรับคณะกรรมการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ 25 หน่วยงาน และให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการฯ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นผู้ช่วยและรองเลขานุการฯ โดยนายกฯ จะให้ประชุม 2 สัปดาห์ครั้ง ซึ่งจะสามารถประชุมได้ในเร็ว ๆ นี้

    พร้อมกันนี้ มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_TW4gPR2PgRuiJzAF3YT

  • เศรษฐกิจ-ส่งออกชะลอส่งผลยอดใช้ดีเซลลดลงต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจ-ส่งออกชะลอส่งผลยอดใช้ดีเซลลดลงต่อเนื่อง


    กรมธุรกิจฯชี้ 8 เดือนคนไทยใช้เชื้อเพลิงลดลง 0.5%  โดยเบนซิน-โซฮอล์ ขยับเล็กน้อยหลังรถ EV มาแรง ขณะที่ภาคขนส่งลดใช้ดีเซลจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่แผ่วลง

    นายสราวุธ   แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มีปริมาณอยู่ที่ 155.23 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงสูงสุด ที่ร้อยละ 16 ตามด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงร้อยละ 5.0 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลงร้อยละ 2.2

    ขณะที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0

    ทั้งนี้ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.64 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.47 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.37 บาท/ลิตร (ราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 1.01 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน

    ด้านการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 น้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 6.61 ล้านลิตร/วัน 5.12 ล้านลิตร/วัน 0.39 ล้านลิตร/วัน และ 0.06 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ สาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (BEV HEV และ PHEV) โดยมีสัดส่วนร้อยละ 6.8 ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน รวมถึงการใช้งานระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีการขยายตัวของผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ส่วนการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 66.01 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.2 โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 65.99 ล้านลิตร/วัน และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.02 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาคการส่งออกชะลอตัวจากผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวมถึงการชะลอตัวของการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงหลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า

    สำหรับปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.01 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งคนไทยและต่างชาติขยายตัวร้อยละ 1.64 รวมไปถึงการขยายตัวของบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ

    ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยสะสม 8 เดือนของปี 2568 มีจำนวน 21.87 ล้านคน ลดลงร้อยละ 6.4 ซึ่งเป็นการลดลงของนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย  ตะวันออกเฉียงเหนือ (โดยเฉพาะจีน) ที่ลดลงร้อยละ 25.95 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น รวมถึง ททท. ได้มีการปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 40 ล้านคน เหลือ 33.4 ล้านคน ซึ่งลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ด้านการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.87 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 5.0 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.68 ล้านกก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.86 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้านกก./วัน

    นายสราวุธ  กล่าวถึงปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.39 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 16.0 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง และจำนวนสถานีบริการ NGV ที่มีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ปตท. ยังคงช่วยเหลือผ่านโครงการบัตรสิทธิประโยชน์ ให้กับกลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ และได้ประกาศปรับขึ้นราคา NGV สำหรับรถทั่วไป 0.22 บาท/กก. ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 17.30 บาท/กก. โดยมีผลระหว่างวันที่ 16 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 และจะมีการพิจารณาทุก ๆ เดือน เพื่อสะท้อนกลไกต้นทุนที่แท้จริง

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,027,738 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 77,969 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 35,408 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 46.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,066 ล้านบาท/เดือน

    ขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 992,330 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 75,903 ล้านบาท/เดือน   โดยการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 142,500 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 16.9 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,820 ล้านบาท/เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ivRRuCUAsd-slnnDyng6c

  • รัฐบาลกางเป้าอัดทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP ปี 68 โตเกิน 2.2%

    รัฐบาลกางเป้าอัดทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP ปี 68 โตเกิน 2.2%

    วันนี้ (7 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายผลักดันมาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ตัวเลข GDP ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.2% โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาสที่ 4 ซึ่งจากนี้ไปรัฐบาลจะพยายามออกมาตรการกระตุ้นด้านต่าง ๆ ออกมาทุกสัปดาห์ หลังจากมีการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีโครงการคนละครึ่งพลัสออกมาแล้ว

    ทั้งนี้รัฐบาลประเมินการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ภายหลังจากได้อนุมัติการเติมเงินลงไปยังบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 2,000 บาท โดยเพิ่มวงเงินลงไปในบัตรอีกคนละ 850 บาท รวม 2 เดือน คือเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยจำนวน 13.4 ล้านคน ซึ่งใช้วงเงินงบประมาณรวม 22,780 ล้านบาท

    เมื่อรวมกับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน ซึ่งใช้งบประมาณอีก 44,000 ล้านบาทในส่วนของรัฐบาล และเมื่อรวมเงินของประชาชนที่จะเพิ่มเข้าไปอีกครึ่งคือ 44,000 ล้านบาท จะทำให้มีวงเงินในโครงการนี้รวมกัน 88,000 ล้านบาท และเมื่อรวมทั้งสองโครงการเข้าด้วยกันจะทำให้ในช่วงปลายปี 2568 มีเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจรวมกัน อย่างน้อย 1.1 แสนล้านบาท

    “ในช่วงไตรมาสที่ 4 คิดว่า เศรษฐกิจไทยจะไม่ติดหล่ม เพราะเงินจากโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีผลต่อ GDP ขั้นต่ำประมาณ 0.6% และจากนี้ไปรัฐบาลจะมีมาตรการอื่นตามมา โดยพยายามจะให้ออกทุกกสัปดาห์ตามมาตรการ Quick Big Win ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 น่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 1% จากมาตรการที่ออกมา” นายเอกนิติ ระบุ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวคนละครึ่งพลัส

    รองนายกฯ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสที่ออกมาล่าสุดนี้ จะเป็นมาตรการเรือธงของรัฐบาลในการฟื้นเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายเงินที่กระจายตัวมากขึ้น ซึ่งการดำเนินโครงการรอบนี้ได้ปรับรายละเอียดโครงการจากโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 ในรัฐบาลก่อน นั่นคือ ขยายช่วงอายุของผู้ที่ได้รับสิทธิจากเดิมกำหนดอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ลดลงเหลืออายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีสิทธิเข้ามาร่วมโครงการ

    ต่อไปคือ การเพิ่มวงเงินในการใช้จ่ายซื้อสินค้าจากเดิมกำหนดให้ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน เป็นไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มวงเงินให้กับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี โดยประชาชนผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 หรือ ภ.ง.ด. 95 ในปีภาษี 2567 จะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,400 บาทตอคน ส่วนประชาชนทั่วไปจะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาใช้จ่ายของโครงการ

    นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เพิ่มกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือไมโครเอสเอ็มอี ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดเล็กจริง ๆ ได้เข้าร่วมโครงการได้ รวมไปถึงงวิสาหกิจชุมชน และการเข้ามาร่วมในโครงการครั้งนี้รัฐบาลจะเป็นระบบปิดและเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่ถูกส่งข้อมูลต่อไปเก็บภาษีต่อกับกรมสรรพากรด้วย

    รัฐบาลกางเป้าอัดทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP ปี 68 โตเกิน 2.2%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw372ZiD3xGMc67kCmdRgKL-

  • ธนาคารโลกเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนือปีนี้โต 2.8% เตือนปีหน้าอาจชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนือปีนี้โต 2.8% เตือนปีหน้าอาจชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อัฟกานิสถาน และปากีสถาน (MENAAP) ในปี 2568 เป็น 2.8% เพิ่มขึ้นจาก 2.6% ที่เคยคาดไว้ในเดือนเม.ย. อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 โดยอ้างถึงความขัดแย้งและการปรับลดการผลิตน้ำมันในอิหร่านและลิเบีย

    ธนาคารโลกระบุว่า การปรับเพิ่มคาดการณ์ปีนี้เกิดจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด หลังจากมีการยกเลิกมาตรการลดการผลิตน้ำมันเร็วกว่ากำหนด รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน ขณะที่บรรดาประเทศนำเข้าน้ำมันอื่น ๆ ในภูมิภาคได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่กำลังพัฒนาจะเผชิญกับการชะลอตัวอย่างมากจากผลกระทบของความขัดแย้งและการปรับลดการผลิตน้ำมัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจของอิหร่านจะหดตัว 1.7% ในปีนี้ และหดตัว 2.8% ในปีหน้า ซึ่งสวนทางกับที่เคยคาดว่าจะเติบโต 0.7% ในปีหน้า โดยการชะลอตัวสะท้อนถึงการลดลงทั้งในด้านการส่งออกน้ำมันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวด รวมถึงการกลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติและความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

    ในเดือนก.ย.นั้น สหประชาชาติได้กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรและการห้ามขายอาวุธต่ออิหร่าน อันเนื่องมาจากโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ โดยกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มประเทศยุโรปเริ่มดำเนินการ ขณะที่รัฐบาลอิหร่านเตือนว่าจะตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรง ซึ่งมาตรการล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่อิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

    แม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นในบางประเทศ แต่ภูมิภาคโดยรวมยังคงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในซีเรีย เยเมน เลบานอน เวสต์แบงก์และกาซา รวมถึงอัฟกานิสถาน ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม การอพยพจำนวนมาก และเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง รายงานระบุว่า ประเทศเพื่อนบ้านก็ได้รับผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้งด้วยเช่นกัน ทั้งการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ การหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย และความไม่มั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GulmoFiPpufZt06hO8AJX

  • ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้โต 4.8% ก่อนชะลอตัวปีหน้า : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้โต 4.8% ก่อนชะลอตัวปีหน้า : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 4.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.0% แต่เตือนว่าจังหวะการเติบโตอาจชะลอตัวในปีหน้า โดยอ้างถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ตกต่ำ รวมถึงคำสั่งซื้อส่งออกใหม่ที่อ่อนแอ

    รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่เผยแพร่ในวันนี้ (7 ต.ค.) ระบุว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโต 4.2% ในปีหน้า จากที่คาดการณ์เมื่อเดือนเม.ย. ว่าจะเติบโต 4.0%

    ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคจะขยายตัวช้าลง เนื่องจากการชะลอตัวของการส่งออก และความเป็นไปได้ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐจะลดลง เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มการชะลอตัวเชิงโครงสร้างที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y-zG1T6ZoYP9CXwQBATNT