Category: เศรษฐกิจ

  • สรุป

    สรุป

    สรุป ‘คนละครึ่ง พลัส’ ลงทะเบียนอย่างไร เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ ใครใช้ได้บ้าง หลัง ครม. อนุมัติเห็นชอบแล้ว

    ตุลาคม 7, 2025 | By Techsauce Team

    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญตามที่กระทรวงการคลังเสนอ นั่นคือ ‘โครงการคนละครึ่ง พลัส’ โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมไม่เกิน 44,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับรากฐานอย่างเร่งด่วน

    สำหรับโครงการคนละครึ่ง พลัส จะดำเนินการในรูปแบบเดิมคือ ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายสำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการตามที่กำหนดให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลดีโดยตรงไปยังผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าระดับท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

    สาระสำคัญของมติ ครม.

    • เห็นชอบกรอบงบประมาณไม่เกิน 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
      • งบกลางปี 2569 เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท
      • งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 19,000 ล้านบาท
    • มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ
    • กระทรวงการคลังประเมินว่า โครงการนี้จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 88,000 ล้านบาท และช่วยให้ GDP ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ
    • กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง และกรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ คัดกรอง และยืนยันร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
    • ผู้ที่ได้รับสิทธิตามโครงการยังจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    คนละครึ่ง พลัส ต่างกับคนละครึ่ง อย่างไร ?

    • ปรับลดเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการจากเดิม 18 ปีบริบูรณ์ เป็น 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์และมีกำลังซื้อสูงขึ้น สามารถเข้าร่วมและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
    • เพิ่มวงเงินที่รัฐช่วยสมทบต่อวันจากเดิม 150 บาท เป็น 200 บาทต่อคนต่อวัน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนให้สูงขึ้น และเร่งการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ
    • ปรับเปลี่ยนการให้วงเงินรวมตามกลุ่มบุคคล โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสิทธิพิเศษที่ 2,400 บาท, ประชาชนทั่วไปได้รับ 2,000 บาท และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับ 1,700 บาท
    • ขยายประเภทของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมได้ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะผู้ค้ารายย่อย เพิ่มเติมให้ ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลและวิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าร่วมโครงการได้ด้วย
    • เพิ่มมิติด้านการพัฒนาศักยภาพ โดยจะมีการจัดอบรม อัปสกิล-รีสกิล (Upskill-Reskill) ให้กับร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจและขยายกิจการได้อย่างยั่งยืน

    คนละครึ่ง พลัส ใช้ที่ไหนได้บ้าง ?

    จากข่าวล่าสุดตอนนี้ หนึ่งในจุดเด่นของ ‘คนละครึ่ง พลัส’ คือการขยายสิทธิ์ให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดเดลิเวอรี ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจาก 3 แพลตฟอร์มใหญ่ ได้แก่ Robinhood, Grab และ LINE MAN Wongnai ที่ประกาศพร้อมเข้าร่วมทันที

    Grab เตรียมร่วมผลักดันในรูปแบบแคมเปญการตลาด ส่วนลด และโปรแกรมแพ็กเกจส่งเสริมร้านค้ารายย่อย เพื่อให้โครงการนี้สร้างผลเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง

    จากประสบการณ์โครงการเดิม LINE MAN Wongnai พบว่า ร้านขนาดเล็กที่เข้าร่วมมียอดขายโตขึ้น 1.7–4 เท่า และยอดขายจากเดลิเวอรีเพิ่มเฉลี่ย 2.5 เท่า เขามองว่าโมเดล co-payment เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการขนาดเล็ก เพราะช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมลดความเสี่ยงจากการทุจริตทางระบบ

    ลงทะเบียนใช้ คนละครึ่ง พลัส ได้เมื่อไหร่ ?

    • 15 ตุลาคม 2568 เริ่มเปิดให้ร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการ รอบนี้เพิ่มสิทธิ์ให้กับร้านค้านิติบุคคลขนาดเล็ก ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อปี
    • 20–26 ตุลาคม 2568 เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” และเว็บ www.คนละครึ่ง.com โดยมีสิทธิ์จำนวน 20 ล้านสิทธิ์ ระบบจะตรวจสอบฐานข้อมูลผู้เสียภาษีเพื่อกำหนดสิทธิ์สูงสุด 2,400 บาทต่อคน
    • 29 ตุลาคม 2568 เริ่มใช้สิทธิ์จ่ายเงิน โดยรัฐสนับสนุน 200 บาทต่อวัน
    • 31 ธันวาคม 2568 ปิดโครงการ

    ใครใช้ คนละครึ่ง พลัส ได้บ้าง ?

    • ผู้ที่มีสัญชาติไทย
    • อายุ 16 ปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • มีบัตรประชาชน
    • ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
    • ไม่ถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งช่วงก่อนหน้า (ระยะ 1–5)

    สรุปวิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 

    • ดาวน์โหลดแอปฯ เป๋าตัง และเปิดใช้บริการ G Wallet
    • กดลงทะเบียนรับสิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 20 ต.ค. – 26 ต.ค. 68 เวลา 06:00 – 22:00 น.
    • ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง
    • ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง
    • ผู้ได้รับสิทธิเข้าแอปฯเป๋าตัง และกดแบนเนอร์โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเริ่มใช้จ่าย วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    ขั้นตอนการลงทะเบียนการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet
    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ ’โครงการคนละครึ่ง พลัส’
    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน
    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง
    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ
    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 เวลา 06:00 – 23:00 น.
    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/khon-la-khrueng-plus-how-to-register&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OBxVsvLbeOOFsAOZcAump

  • ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก

    ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก

    ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก


    7/10/2568 | 11 |

    (7 ตุลาคม 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) และกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท โดยมอบหมาย กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขรายละเอียดที่ไม่ขัดกับหลักการโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพ
    2. เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. และอนุมัติให้ สศค. เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการฯ 
    3. เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. สำหรับการดำเนินโครงการฯ ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท กค. โดย สศค. จะได้ดำเนินการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
    4. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
    (1) กค. โดยกรมบัญชีกลางทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินแทนกัน
    (2) กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยกรมการปกครองตรวจสอบคุณสมบัติและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายด้านการทะเบียนราษฎรโครงการฯ และหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ตามที่ กค. โดย สศค. กำหนด
    (3) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการขนส่งทางบก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการพัฒนาชุมชน สนับสนุนข้อมูลร้านค้าให้ สศค. เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติร้านค้าเป็นร้านค้าในโครงการฯ
    (4) มท. และกรุงเทพมหานครดำเนินการยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้าที่ประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการฯ
    5. เห็นชอบให้ สศค. มอบอำนาจให้หน่วยงานในสังกัด มท. ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการทางกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ แทน สศค. โดยให้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมอบอำนาจต่อไป
    6. เห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ และมอบหมาย กค. โดยกรมสรรพากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฏหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

    “ โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นโครงการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยทุกระดับมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันแก่ประชาชนให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มการบริโภค สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนโนระบบ กระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2568 ได้อย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงการคลังประมาณการว่าการดำเนินโครงการฯ จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 88,000 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.21 – 0.22ในปี 2568 เมื่อเทียบกับไม่มีโครงการฯ รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเอื้อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ


    Line



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/429838&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b16oyGmXoHWHbd1ieKIUx

  • “โรบินฮู้ด” พร้อมหนุนโครงการ “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    “โรบินฮู้ด” พร้อมหนุนโครงการ “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    “โรบินฮู้ด” พร้อมหนุนโครงการ “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    โรบินฮู้ด ขานรับนโยบายรัฐบาล ตอบสนองโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้ร้านค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5183562/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rSlDT-oJOnmleZVOIhzGZ

  • ด่วน มติครม.อนุมัติ ‘คนละครึ่งพลัส’ งบ 4.4 หมื่นล้าน แจก 20 ล้านคน

    ด่วน มติครม.อนุมัติ ‘คนละครึ่งพลัส’ งบ 4.4 หมื่นล้าน แจก 20 ล้านคน

    คนละครึ่งพลัส‘ นโยบายสำคัญของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งว่า โครงการได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วในวันนี้ (7 ตุลาคม 2568)

    โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบกลาง ครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิในโครงการทั้งหมด 20 ล้านคน ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส กำหนดให้ประชาชนทั่วไปจะได้รับเงินจากรัฐโอนลงไปยังแอปพลิเคชันเป๋าตัง คนละ 2,000 บาท หรือ 50:50

    แต่หากเป็นประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี รัฐบาลจะโอนเงินให้เพิ่มไปคนละ 2,400 บาท หรือ 60:40 เบื้องต้นกระทรวงการคลัง ประเมินว่า โครงการครั้งนี้น่าจะช่วยเพิ่มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 0.3-0.4%

    ด่วน มติครม.อนุมัติ 'คนละครึ่งพลัส' งบ 4.4 หมื่นล้าน แจก 20 ล้านคน

    ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ฐานเศรษฐกิจ จะรายงานให้ทราบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640802&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irdcNkIx_81Nz8jlZMbzR

  • “อนุทิน” ลงพื้นที่นครพนม ปลุกใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ชูนโยบายพักหนี้ 1 แสนบาท เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจฐานราก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “อนุทิน” ลงพื้นที่นครพนม ปลุกใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ชูนโยบายพักหนี้ 1 แสนบาท เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจฐานราก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a3YLW8U4_INzsBWhF-bA9

  • เปิดเงื่อนไขรายละเอียด “คนละครึ่งพลัส” คุณสมบัติ-ขั้นตอนลงทะเบียน | TOPNEWS

    เปิดเงื่อนไขรายละเอียด “คนละครึ่งพลัส” คุณสมบัติ-ขั้นตอนลงทะเบียน | TOPNEWS

    เปิดเงื่อนไขรายละเอียด “คนละครึ่งพลัส” คุณสมบัติ-ขั้นตอนลงทะเบียน

    • เผยแพร่ : 07/10/2025 17:14

    เปิดเงื่อนไขรายละเอียด “คนละครึ่งพลัส” คุณสมบัติ-ขั้นตอนลงทะเบียน

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่จะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
    คณะรัฐมนตรีเล็งเห็นว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค และต่ำกว่าศักยภาพ (Potential Growth) โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัว

    ของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ที่อาจจะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
    จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ จำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้

    1. ระยะเวลาโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
    1.1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้าตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หรือระยะเวลา
    ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด
    1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 (เวลา 06.00 – 22.00 น.)
    1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
    (เวลา 06.00 – 21.00 น.)
    2. กลุ่มเป้าหมาย
    2.1 ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้
    บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568
    2.2 ประชาชนทั่วไป

    ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูล
    ของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และ 5) ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน
    ในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5

    สามแพนด้าเซี่ยงไฮ้ฉลองวันเกิด

    โรงงานจีนผลิตจักรยาน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเปิดหลักสูตรรู้เท่าทัน AI สร้างนักนวัตกรรมรุ่นใหม่

    ดีเอ็นเอชัด! ปล้นทองสุไหงโก-ลก ฝีมือกลุ่มผู้ก่อการร้าย

    อดีตเชฟหนุ่มไทยป่วยหนักในกัมพูชา ถูกปฏิเสธรักษา สิ้นใจคาหน้าร้านค้า

    ตร.จัดอุปสมบทหมู่ ถวายเป็นพระราชกุศล ในหลวง ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ต.ค.

    ททท.สุราษฎร์ฯ ขับเคลื่อน “ชักพระสู่สากล”

    แพทย์ มช.มิติใหม่ ยกระดับการรักผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ หลอดเลือด ล้ำสุดในเอเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1346377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-9PBchrdJ_R_ZweFB36bc

  • สรุปที่นี่รัฐบาลแถลง “คนละครึ่งพลัส” ทุกขั้นตอนลงทะเบียนและการใช้จ่าย

    สรุปที่นี่รัฐบาลแถลง “คนละครึ่งพลัส” ทุกขั้นตอนลงทะเบียนและการใช้จ่าย

    นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่  7 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่จะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    คณะรัฐมนตรีเล็งเห็นว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

    และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค และต่ำกว่าศักยภาพ (Potential Growth) โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ที่อาจจะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 
    จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว 

    โดย คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ จำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้

    1. ระยะเวลาโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1.1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้าตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หรือระยะเวลา ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด

    1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 (เวลา 06.00 – 22.00 น.)

    1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 23.00 น.)

    โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

    2. กลุ่มเป้าหมาย

    2.1 ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568

    2.2 ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และ 5) ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5

    3. การใช้จ่าย

    ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน ในอัตราร้อยละ 50 ทั้งนี้ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน แต่ไม่เกินจำนวน วงเงินสิทธิที่กำหนด โดยประชาชนผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 หรือ ภ.ง.ด. 95 ในปีภาษี 2567 จะได้รับวงเงินสิทธิ ไม่เกิน 2,400 บาทต่อคน และประชาชนทั่วไปจะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาใช้จ่าย ของโครงการฯ

    ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

    นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า โครงการฯ ได้มีการกำหนดวงเงินสิทธิของผู้ที่ยื่นแบบภาษีมากกว่าประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ประกอบกับการดำเนินโครงการฯ ในระยะต่อไปภาครัฐอาจมีการกำหนดเงื่อนไขให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ มีการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ในด้านความรู้ทางด้านการเงิน (Financial Literacy) หรือความรู้ทางด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ผ่านแพลตฟอร์มหรือช่องทางที่กำหนด เพื่อให้สร้างทักษะในด้านต่าง ๆ เช่น การประยุกต์ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการบริหารจัดการต้นทุนของร้านค้า เป็นต้น

    ซึ่งร้านค้าที่พัฒนาสำเร็จอาจจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับการเข้าร่วมโครงการฯ ในอนาคตโดยการดำเนินโครงการฯ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันให้แก่ประชาชนเพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2568 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการดำเนินโครงการฯ จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 88,000 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.22

    นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติเห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับสิทธิตามโครงการฯ ที่ประชาชนได้รับ และสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ขอเรียนยืนยันว่า ข้อมูลโครงการฯ ไม่ได้มีการเชื่อมต่อระบบกับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบรายได้แต่อย่างใด โดยผู้ประกอบการไม่ว่าจะเข้าร่วมโครงการฯ หรือไม่ก็ตาม เมื่อมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือมีรายได้ ย่อมต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แล้วแต่กรณี และหากคำนวณภาษีแล้วมีเงินได้สุทธิหรือกำไรสุทธิไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี ผู้ประกอบการก็จะไม่มีภาระภาษีที่จะต้องชำระแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258663&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DugfsX5vwlGE9fLEW7-5T

  • SET มีสัญญาณบวก?  นโยบายรัฐ หนุนเศรษฐกิจ ตลท. ย้ำต่างชาติยังรอสตอรี่หุ้นไทย ชูปันผลเป็นจุดแข็ง

    SET มีสัญญาณบวก? นโยบายรัฐ หนุนเศรษฐกิจ ตลท. ย้ำต่างชาติยังรอสตอรี่หุ้นไทย ชูปันผลเป็นจุดแข็ง

    ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสีสันและความคึกคักกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมาสักพักใหญ่ ตอนนี้สัญญาณบวกเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากปัจจัยในประเทศที่การเมืองเริ่มนิ่ง และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาให้เห็น ไปจนถึงปัจจัยนอกประเทศอย่างทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนจะเป็นใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น

    ในขณะที่เรากำลังตื่นเต้นกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่ในใจของหลายๆ คนก็คือแล้วเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือ Fund Flow จะกลับมาจริงๆ เมื่อไหร่?

    Thairath Money พาเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่สัญญาณบวกที่ทำให้เราใจชื้น สิ่งที่ต่างชาติกำลังรอคอย ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ไปจนถึงแผนการยกเครื่องตลาดหุ้นไทยในอนาคต

    ภาพรวมเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น สัญญาณบวกตลาดหุ้นไทย

    ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และโครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการดึงดูดเงินลงทุน

    สถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ถูกมองว่าเป็นมืออาชีพ และเริ่มทยอยออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ “คนละครึ่ง” ที่ได้ประกาศออกมาแล้ว

    ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ และเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค แม้ยังไม่ถึงช่วงที่เงินลงสู่ระบบ แต่ผลจาก “ข่าว” ก็ช่วยในแง่ของความคาดหวังได้แล้ว

    นอกจากนี้ การที่สหรัฐอเมริกาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรก ถือเป็นสัญญาณที่ดี แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างว่าการลดดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งมาก อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยนี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้ามามากขึ้น

    อย่างไรก็ดี หากดูในแง่ของความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย พบว่า การจ่ายเงินปันผล (Dividend) ยังคงเข้มแข็ง และหลายบริษัทมีนโยบายปันผลที่ชัดเจนมากขึ้น

    ในด้านของปริมาณการซื้อขาย (Volume) แม้จะยังน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ถือว่าพุ่งขึ้นค่อนข้างสูง นอกจากนี้ แรงขายจากกองทุน LTF ที่เคยค้างอยู่มากก็ได้ลดลงมากแล้ว ตั้งแต่ในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน

    ต่างชาติยังรอ “สตอรี่” ชี้เป้า “หุ้นปันผล” คือแม่เหล็ก

    สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) นั้น ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน พบว่าต่างยังคงติดตามและให้ความสนใจประเทศไทยอย่างใกล้ชิด โดยมีการใช้คำว่า “อย่างไรก็ต้องมองประเทศไทย”

    อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีการจับตามองอยู่ แต่เงินลงทุนจริงอาจจะยังไม่ไหลเข้า โดยพวกเขา รอให้ “สตอรี่ของไทย” มีความชัดเจน ก่อนตัดสินใจเข้าลงทุน ซึ่งจุดแข็งหลักของตลาดหุ้นไทยที่ต่างชาติให้ความสนใจคือหุ้นปันผล หรือ Dividend Play

    ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เพิ่มการให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นด้วย

    อย่างไรก็ดี ดร.ศรพล ได้เน้นย้ำว่า “ไม่อยากให้ใช้ Fund Flow เป็น Indicator ของคุณภาพตลาด”

    โดยระบุว่าต้องดูภาพระยะยาวของประเทศเป็นหลัก เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยพื้นฐาน และคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน  เพราะกระแสเงินทุน หรือ Fund Flow นั้นเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

    เช่น อัตราแลกเปลี่ยน และภาวะของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้กระแสเงินอาจไหลออกไปได้ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ดังนั้น การตัดสินคุณภาพตลาดจาก Fund Flow เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์

    จับตา “3 ความเสี่ยง” ที่อาจกระทบภาพการลงทุน

    ดร.ศรพล ชี้ว่า ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม และอาจเป็นความเสี่ยงต่อภาพการลงทุนในอนาคต คือ

    1. นโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ

    2. ความเสี่ยงค่าเงินบาท

    3. หนี้ครัวเรือน

    ทั้งนี้ ดร.ศรพล ระบุเพิ่มเติมว่า กรณีการปิดหน่วยงานราชการของสหรัฐฯ หรือ Government Shutdown นั้น มีผลกระทบต่อตลาดทุนไทยน้อยมาก เนื่องจากเป็นกลไกที่เฉพาะเจาะจงกับประเทศสหรัฐฯ เอง

    ภารกิจ “เปลี่ยนโฉม SET50” และความท้าทายกรณี DELTA

    อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยถึงแนวคิดในการเปลี่ยนโฉมหน้าดัชนี SET50 โดยชี้ว่า การดำเนินการนี้ ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาบริษัทที่อยู่ใน LiveX หรือบริษัทที่ระดมทุนในประเทศก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่ต้องยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลา และผลลัพธ์อาจไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนภายในปีหน้า

    อย่างไรก็ดี การดึงดูดบริษัทต่างประเทศ หรือบริษัทในกลุ่ม New Economy ขนาดใหญ่เข้ามาจดทะเบียนนั้น ยังคงเป็นความท้าทาย ผู้บริหาร ตลท. ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างของตลาดทุนไทยจะมีความพร้อมหรือไม่ และการประเมินมูลค่า (valuation) ที่ตลาดไทยให้นั้น จะสามารถดึงดูดบริษัทเหล่านี้ได้เทียบเท่ากับตลาดต่างประเทศหรือไม่

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง DELTA เข้าข่ายนี้หรือไม่ อัสสเดช ระบุว่า หากดูในความเป็นจริงแล้ว บริษัทนี้อาจไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีระดับสูง แม้ว่าบริษัทจะได้รับอานิสงส์จากการเป็นผู้ผลิตในซัพพลายเชนก็ตาม

    ผู้บริหาร ตลท. ได้กล่าวเตือนนักลงทุนให้พิจารณาราคาของหุ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องยอมรับว่า Free Float ที่แท้จริงของบริษัทดังกล่าวมีน้อยมาก จึงอาจมีคำถามว่าปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบันจะสามารถพิสูจน์หรือรองรับราคานี้ได้จริงหรือไม่

    ในด้านการดูแลตลาด อัสสเดช กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้นำเรื่อง SET50 Capped Weight เข้ามาใช้แล้ว ซึ่งหวังว่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากกองทุนต่าง ๆ ต้องเริ่มใช้ดัชนีนี้ อย่างไรก็ตาม การซื้อขายต้องเป็นไปตามกลไกของตลาด

    หน้าที่หลักของตลาดหลักทรัพย์ คือการคอยเฝ้าระวังการซื้อขายที่ผิดปกติ เพื่อให้คอยเตือนนักลงทุน นอกจากนี้ อัสสเดช ได้กล่าวถึงการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวว่ามีความขยันในการออกมาสื่อสาร โดยประกาศว่าราคาที่ขยับขึ้นมานั้น ไม่ได้มีข่าวสารที่ตลาดไม่ทราบ หรือไม่มีการพัฒนาใด ๆ

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2887641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uFhr8mlvUJr-kpRtOC4EW

  • สิงคโปร์เผย ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ครองจีดีพี 18.6% ในปี 2024

    สิงคโปร์เผย ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ครองจีดีพี 18.6% ในปี 2024

    สิงคโปร์, 7 ต.ค. ซินหัว รายงานว่า — เมื่อวันจันทร์ (6 ต.ค.) สำนักสารสนเทศ การสื่อสาร และการพัฒนาสื่อของสิงคโปร์เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลสิงคโปร์ ปี 2025 ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์คิดเป็นร้อยละ 18.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ในปี 2024 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.9 ในปี 2019

    เศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2024 ขยายตัว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 3.02 แสนล้านบาท) คิดเป็นมูลค่ารวม 1.28 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 3.22 ล้านล้านบาท) โดยเศรษฐกิจดิจิทัลมากกว่า 2 ใน 3 ของสิงคโปร์มาจากภาคส่วนที่ไม่ใช่สารสนเทศและการสื่อสาร บ่งชี้ว่าการเติบโตของดิจิทัลไม่ได้ขับเคลื่อนโดยบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ได้แทรกซึมอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น

    ทั้งนี้ ภาคส่วนที่ไม่ใช่สารสนเทศและการสื่อสาร ภาคการเงินและประกันภัยยังคงครองสัดส่วนสำคัญสูงสุดในเศรษฐกิจดิจิทัลสิงคโปร์ ตามมาด้วยภาคส่วนการค้าส่งและภาคการผลิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XywtONbzR8A9UvGV5C-WG

  • ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ จีดีพี ของจีนที่ร้อยละ 4.8-คาดเศรษฐกิจไทยโตร้อยละ 2 ในปีนี้

    ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ จีดีพี ของจีนที่ร้อยละ 4.8-คาดเศรษฐกิจไทยโตร้อยละ 2 ในปีนี้

              นายอาดิตยา แมตทู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก เปิดเผยว่า ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกประจำเดือนต.ค. คาดว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโตร้อยละ 4.8 ในปีนี้(2568) เพิ่มจากร้อยละ 4.0 จากคาดการณ์เดิมในเดือนเม.ย.พร้อมทั้งปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ จีดีพีของจีนในปีหน้า (2569) มาอยู่ที่ร้อยละ 4.2 จากร้อยละ 4 โดยการปรับลดตัวเลข จีดีพีของจีนในปีหน้า(2569) เมื่อเทียบกับตัวเลขจีดีพีในปีนี้(2568) เป็นผลจากภาคการส่งออกของจีนชะลอตัว,การบริโภคอ่อนแอลง,ความมั่นใจของภาคธุรกิจลดลง, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่เข้มข้นมากพอ, ตัวเลขหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นและภาวะอ่อนแอต่อเนื่องในเชิงพื้นฐานของเศรษฐกิจจีน

              ธนาคารโลกคาดว่า ประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียและแฟซิฟิกจะเติบโตที่ร้อยละ 4.4 ในปีนี้ (2568) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 จากตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อน และจะเติบโตที่ร้อยละ 4.5 ในปีหน้า(2569) เป็นผลจากกำแพงกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้น,ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจโลก, ภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความไม่ชัดเจนในด้านนโยบาย พร้อมกล่าวถึงประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 5 ชาติในอาเซียน (ASEAN-5) ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย คาดว่า จะอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ในปีนี้และร้อยละ 4.5 ในปีหน้า ซึ่งเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในช่วงปี 2567 อย่างเห็นได้ชัด

              สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกคาดวา่ การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี)ของประเทศไทยจะเติบโตร้อยละ 2 ในปีนี้(2568)และร้อยละ 1.8 ในปีหน้า(2569) เพิ่มขึ้นประมาณการจากเดิมในรายงานเดือน ก.ค. ที่คาดว่า ทั้งปีนี้จะโตได้เพียงร้อยละ 1.8 อย่างไรก็ตาม ในรายงานยังระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้การใช้จ่ายของประชาชนและการลงทุนในภาพรวมชะลอตัวลง

             นายอาดิตยา อธิบายสาเหตุของการเติบโตที่น้อยลงมาจากปัจจัยภายนอกสามอย่างได้แก่ ข้อจำกัดทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น นโยบายการค้าโลกที่ไม่แน่นอน และภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เติบโตน้อยลง รวมทั้งปัจจัยภายในสองอย่างคือนโยบายเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างภายในประเทศ

    #ธนาคารโลก

    #คาดการณ์เศรษฐกิจ

    ที่มา: ธนาคารโลก,รอยเตอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d0pqx9oifTJagB_mGAuGX