Category: เศรษฐกิจ

  • น้ำมั่นคง สร้างเศรษฐกิจชุมชน เปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ

    น้ำมั่นคง สร้างเศรษฐกิจชุมชน เปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ

    28 ส.ค. 2568

    20 views

    ขนาดตัวอักษร

    28 ส.ค.68 – รมว.ทส. เปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ จ.อุบลราชธานี เสริมความมั่นคงน้ำ สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ (แก้มลิง) ณ บ้านจานเขื่อง หมู่ที่ 8 ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกระทรวงฯ ผู้แทนหน่วยงาน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม โดยมี นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วย นายโภคิน ช้ำเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานโครงการฯ

    ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ เน้นย้ำถึงการพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในการดูแลรักษา เพื่อให้แหล่งน้ำสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนอย่างยั่งยืน

    ด้าน นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว ดำเนินการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 เป็นการขุดปรับปรุงแหล่งน้ำและก่อสร้างอาคารประกอบ สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 1.375 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยให้ประชาชนกว่า 329 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกว่า 1,700 ไร่ มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี ซึ่งไม่เพียงแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน เนื่องจากเกษตรกรสามารถเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงด้านรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง ในปี 2569 กรมฯ ยังมีแผนดำเนินการขุดลอกแหล่งน้ำเพิ่มเติม พร้อมติดตั้งระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะเพิ่มปริมาณน้ำได้อีกกว่า 270,000 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำอีก 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำต้อน เลิงสะปรัง หนองขโหมย บ้านคำหมี และบ้านหนองใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/zKDDTGHb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Nss1zSJCuJSow99F0l04N

  • รอบรั้วการตลาด : ตลาดสี่มุมเมืองใช้กลยุทธ์เศรษฐกิจวัฒนธรรมผลักดันผักพื้นบ้าน

    รอบรั้วการตลาด : ตลาดสี่มุมเมืองใช้กลยุทธ์เศรษฐกิจวัฒนธรรมผลักดันผักพื้นบ้าน

    นางสาวปณาลี ภัทรประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ตลาดสี่มุมเมือง กล่าวว่า ตลาดสี่มุมเมือง จับมือหน่วยงานราชการและเอกชน โดยมี กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม, สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ผักโลก 

    ร่วมกันผลักดัน ตลาดผักพื้นบ้าน/ผักคัดบรรจุ สี่มุมเมือง แหล่งจำหน่ายวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นทั้งส่ง–ปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 4,900 ตารางเมตร มีแผงค้ากว่า 250 แผง รองรับปริมาณวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นกว่า 70 ตันต่อวัน มูลค่าเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 4 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจไทย ภายใต้แนวคิด ผลักดันทุนวัฒนธรรมสู่ทุนเศรษฐกิจ และต่อยอดเป็น โครงการวัตถุดิบท้องถิ่นกินดีวิถีไทย” ที่มุ่งยกระดับคุณค่าผักพื้นบ้านสู่การสร้างเศรษฐกิจชุมชนและเวทีโลก

    ทั้งนี้ ตลาดผักพื้นบ้าน/ผักคัดบรรจุ สี่มุมเมือง ในฐานะแหล่งจำหน่ายวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ตอกย้ำความเป็นตลาดกลางที่เชื่อมโยงวัตถุดิบสดใหม่จากทุกภูมิภาค—เหนือ อีสาน ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ส่งตรงถึงผู้บริโภคเมืองตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมวัตถุดิบ ผักพื้นบ้าน วัตถุดิบอาหารป่า และพืชผักสมุนไพรที่หาซื้อไม่ได้จากตลาดทั่วไป 

    เฉพาะโซนตลาดวัตถุดิบอาหารท้องถิ่น มีวัตถุดิบจำหน่ายกว่า 100 รายการ อาทิ ไข่มดแดง แม่เป้ง ลูกอ๊อด อึ่งไข่ หอยนา ปลาน้ำโขง ฯลฯ รวมถึงวัตถุดิบภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่าง น้ำใบย่านาง ผักเสี้ยนดอง สะตอสด–ดอง ลูกเหรียงสด–ดอง อ้อดิบ เขียดตากแห้ง หัวกลอย กล้วยตานี ลิ้นฟ้า ฯลฯ

    นอกเหนือจากการเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบหายาก ตลาดฯ ยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้รวบรวม และผู้ขาย กับกลุ่มผู้ซื้อทั้ง HORECA (โรงแรม ร้านอาหาร ร้านข้าวแกง), ตลาดสด และผู้ค้าปลีก ตอบโจทย์ทั้ง B2B และ B2C โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการวัตถุดิบเฉพาะถิ่นมีคุณภาพอีกด้วย

    สำหรับสินค้าจาก ตลาดผักพื้นบ้าน/ผักคัดบรรจุ นี้ เป็นมากกว่าวัตถุดิบอาหารท้องถิ่น แต่คือ สินค้าวัฒนธรรม ที่ทั้งกินได้ และมีอัตลักษณ์ ตลาดสี่มุมเมืองมุ่งมั่นยกระดับทุนวัฒนธรรมนี้ให้กลายเป็นทุนเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบตลาดที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ค้า และผู้ซื้อ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอาหารไทยในเวทีโลกโดยตลาดสี่มุมเมืองพร้อมทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางวัตถุดิบที่รวบรวมความหลากหลายจากทุกภูมิภาค ให้เชฟ ร้านอาหาร และผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมั่นใจในคุณภาพ 

    นายประภาส ภิญโญชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พืชผักพื้นบ้านไทยมีศักยภาพสูงในการก้าวสู่ตลาดโลก จุดแข็งอยู่ที่คุณค่าทางโภชนาการและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์เชิงภูมิศาสตร์ (GI) ที่ตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญ  

    โดยการสร้างแบรนด์ภูมิภาคให้วัตถุดิบท้องถิ่นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานการผลิต การรับรองคุณภาพ ไปจนถึงการตลาดเชิงรุก พร้อมทั้งเสริมเรื่องเล่าด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราพร้อมใช้เครือข่ายสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร 11 แห่งทั่วโลก เข้าร่วมงานแสดงสินค้า สร้างพันธมิตรการค้า และผลักดันความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา 

    ทั้งนี้เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง อาหารไทยถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถผสานกับการตลาดเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างทรงพลัง โดยเล่าเรื่องผ่านมิติสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความเป็นธรรมในห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคต่างประเทศให้ความสำคัญ ในระยะยาว 

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการตลาดของวัตถุดิบท้องถิ่น ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภคที่มีคุณประโยชน์และราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้วัตถุดิบท้องถิ่นไทยสร้างทั้งรายได้และเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มั่นคงแก่ชุมชน 

    เดลฟีน ลาร์รูส ผู้อำนวยการฝ่ายการมีส่วนร่วมระดับโลก และผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ (ESEA) ศูนย์ผักโลก เปิดเผยว่า  ผักพื้นบ้านของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีคุณค่ามหาศาล ทั้งในเชิงโภชนาการ ความมั่นคงทางอาหาร และศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ จากงานวิจัยของศูนย์ฯ เราพบว่าผักพื้นเมืองจำนวนมากอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ 

    และสารไฟโตเคมิคอลที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาการขาดสารอาหารที่เป็นปัญหาหลักในประเทศกำลังพัฒนา ผักอย่างมะรุม ผักโขม และมะระขี้นก ไม่เพียงมีคุณค่าทางสุขภาพสูงกว่าผักเชิงการค้าทั่วไป 

    แต่ยังเป็นวัตถุดิบที่เข้าถึงง่ายในท้องถิ่น ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และยังสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะผู้หญิงในชนบท เรามองว่าประเทศไทยมีศักยภาพอย่างยิ่งในการพัฒนาผักพื้นบ้านให้ตอบโจทย์ตลาดโลก 

    หากสามารถยกระดับด้วยงานวิจัย การสร้างแบรนด์ และการเล่าเรื่องราวเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารไทยได้ จะยิ่งสอดรับกับเทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนระดับสากล สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและน่าเชื่อถือ ผ่านการเล่าเรื่อง ประสบการณ์การกิน และสูตรอาหาร ไม่ใช่เพียงแค่การบอกสารอาหารในเชิงวิชาการ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผักพื้นบ้านไทยและเอเชียอีกด้วย 

    สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ค้าปลีก และผู้สนใจวัตถุดิบบ้านเกิดที่มีคุณภาพจากทั่วประเทศ ซึ่งเต็มไปด้วยคุณค่า เรื่องราว และเอกลักษณ์ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือสั่งซื้อผ่าน ตลาดสี่มุมเมืองออนไลน์ ได้แล้ววันนี้ สดใหม่เหมือนมาเลือกด้วยตัวเองที่ www.simummuangonline.com 

    กล่องสุ่มผู้พัน : KFCประเทศไทยฉลองเดือนเกิดผู้พันปีนี้อย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวกล่องสุ่มลิมิเต็ดสุดคิวท์ บบี้ แซนเดอร์ส คอลเลกชัน (KFC BABY SANDERS COLLECTION) เมื่อผู้พันแซนเดอร์สแปลงร่างมาเป็นฟิกเกอร์สุดน่ารักในหลากหลายลุคให้แฟนๆได้สะสมกันถึง 6 คาแรกเตอร์ ในราคาแลกซื้อสุดพิเศษเพียงกล่องสุ่มละ 79 บาท ตั้งแต่ 28 สิงหาคม – 24 กันยายน 2568 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) 

    พร้อมสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ ให้ทุกคนได้ร่วมฉลองวันเกิดผู้พันแซนเดอร์สอย่างยิ่งใหญ่ ขนขบวนฟิกเกอร์ไซซ์ยักษ์ สูงกว่า 2.7 เมตร ทั้ง 6 คาแรกเตอร์เดินสายโชว์ตัวทั่วกรุง ให้แฟนๆ ได้แชะรูปตลอดทั้งเดือนกันยายนนี้ เก็บโมเมนต์เริ่มที่แรก Discovery Plaza สยามเซ็นเตอร์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ KFC ในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจอินไซต์ผู้บริโภค และจับ Pop Culture มาตีความในสไตล์ที่สนุก เข้าถึงง่าย และเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

    เข้าใจผู้บริโภค : บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รุดหน้านำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่มฟังชันนัลดริงก์ประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภคด้วยการปรับสูตรเครื่องดื่มทั้งหมดให้มีน้ำตาลน้อยกว่า 6% และเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ  พร้อมยืนยันความอร่อยที่ยังคงรสชาติถูกใจผู้บริโภคด้วยนวัตกรรม ตอกย้ำสถานะผู้นำที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทย  

    เพื่อผู้ป่วย : รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รับมอบวิกผมแท้ จำนวน 50 หัวภายใต้โครงการวิริยะรวมใจกัน ปันเส้นผม เพื่อผู้ป่วยมะเร็งจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นางสาวพิศเพลิน วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนมอบ พร้อมด้วย ดร.อรณัฏฐ์ อชีรญาวัฒน์ประธานกรรมการมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่เพื่อส่งต่อวิกผมแท้ธรรมชาติที่มีคุณภาพและความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ทั่วประเทศ ซึ่งวิกผมเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งการรักษาสภาพจิตใจและช่วยเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วย ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอีกครั้งโดยพิธีมอบจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2879408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iPsR0c1prrIAY0r89NIkn

  • เปิดเบื้องลึก 25 ปี ทำไม เศรษฐกิจไทย ไม่ขยับ หรือไทยต้องกล้าเสี่ยงโดดร่วมขบวน CPTPP ?

    เปิดเบื้องลึก 25 ปี ทำไม เศรษฐกิจไทย ไม่ขยับ หรือไทยต้องกล้าเสี่ยงโดดร่วมขบวน CPTPP ?

    ‘ดร.ศุภวุฒิ’ เปิดชุดข้อมูล GDP ไทย ช่วง 25 ปีย้อนหลัง พบว่า เศรษฐกิจไทยถดถอยมานานกว่า 2 ทศวรรษ พร้อมแนะ 7 ข้อที่ไทยต้องเร่งทำ และเตรียมบรรจุใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยหนึ่งในนั้นคือ Wellness Economy การลดพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และไทยควรร่วมขบวน CPTPP 

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘พลวัตเศรษฐกิจโลกกับโจทย์ใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา’ จัดโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ในงาน ‘ITD Research Forum 2025’ ว่า การแยกห่วงโซ่อุปทาน (decoupling) โลกแบ่งขั้ว ระหว่างจีน-สหรัฐ ที่บีบไทยให้เลือกข้าง คือโจทย์ใหญ่ของไทย

    โดยจีนใช้นโยบาย ‘Made in China 2025’ ผลักดันอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี เพื่อชิงความเป็นผู้นำทั้งด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานหมุนเวียน ซึ่งต้องยอมรับว่า ประสบความสำเร็จมาก

    ส่วนสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้นโยบายการค้า ‘เก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า’ และโลกจะเต็มไปด้วยคลื่น ‘ภาษี’ ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งทรัมป์มองข้ามการใช้การค้าแบบพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) ไปโดยสิ้นเชิง หรือแทบไม่มีการพูดถึง WTO อีกเลย ทรัมป์ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับคู่ค้าเป็นแบบนโยบาย ‘ตามสั่ง’

    เมื่อถามว่า หากอนาคตทรัมป์พ้นจากตำแหน่งนโยบายนี้จะหายไปหรือไม่ ตอบได้ทันทีว่า ไม่ เพราะฝ่ายขวาจัดพรรครีพับลิกัน กับฝ่ายซ้ายเห็นพ้องว่าภาษีศุลกากรเป็นสิ่งที่ดี และจะทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ ตลอดจนเรียกคะแนนเสียงกลุ่ม 7 รัฐสมรภูมิ ‘สวิงสเตต’ (swing state) มองว่านโยบายนี้ จะทำให้มีการจ้างงานชาวอเมริกันมากขึ้น

    นอกจากนี้ หากดูจากทรัมป์ถอนตัวจากการเข้าร่วม ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (CPTPP) และ WTO รวมถึงปิดองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่าง ประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States Agency for International Development หรือ USAID) รวมถึงความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งจีนเองก็พร้อมที่จะลดทอนการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่นจะเห็นว่า จีนกั๊กสหรัฐฯ การส่งออกแร่ Rare Earth ทำให้ทรัมป์ไม่กล้า ส่วนอเมริกาก็กั๊กเรื่องเทคโนโลยี จึงเกิดการค้าที่เป็นรูปแบบ ‘กั๊กกัน’

    “ทั้งหมดนี้ ไทยก็จะโดนกดดันไปด้วย ซึ่งเราต้องต้านทานไว้เพื่อไม่เลือกข้าง เพราะเราต้องการค้าขายกับทั้ง 2 ประเทศ สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องปรับตัว”

    “ปัจจุบัน สัดส่วน GDP สหรัฐและจีน รวมกัน 40% ของโลก ไทยยืนอยู่ตรงไหน?

    วันนี้ ไทยจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า เศรษฐกิจกับประเทศอื่น กลุ่มต่างๆ ที่เป็นไปได้คือ CPTPP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทันสมัย ลึกซึ้ง ครบถ้วน ซึ่งอาเซียน 3 ประเทศเข้าไปแล้ว ไทยต้องกล้าตัดสินใจเข้าร่วมด้วย เนื่องจาก สหภาพยุโรป (EU) ก็เริ่มหันมามองกลุ่ม CPTPP เพื่อเชื่อมสัมพันธ์การค้า ดังนั้น ไทยไม่ควรตกขบวน” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว

    GDP ไทยเคยโตทะลุ 8% ในช่วง 25 ปี เศรษฐกิจอ่อนแรงลงทุกด้าน

    ดร.ศุภวุฒิ สะท้อนข้อมูลความถดถอยของเศรษฐกิจไทย ที่น่าห่วง เมื่อพบว่า เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา โดย GDP ช่วงปี 1991-1996 ไทยเคยเติบโตมากถึง 8%

    หลังจากนั้นค่อย ๆ ลดลงมา เหลือ 5% ปัจจุบันลดลงเหลือแค่ 0.5-1.0% เหลือแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ การหดตัวของ GDP มาจากเงินเฟ้อก็ต่ำกว่าเป้า ซึ่งส่วนนี้สำคัญมากเพราะสะท้อนถึงยอดขายในแต่ละปีที่ควรจะเพิ่มขึ้น จำนวนประชากรลดลง วัยแรงงานหนุ่มสาวลดลง งบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง การไหลเข้า-ออก ของเงินทุน ก็ลดลงอย่างมากจนถึงติดลบ

    “สมัยก่อนทำธุรกิจยอดขายโต 10% ก็ค่อนข้างสบาย แต่ตอนนี้ดูยอดขายโต 2% โดยเฉลี่ย ถามว่าทำไมลำบาก ก็มาจาก ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในอัตราที่สูง ทุกอย่างคือสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย ต้นทุนผลิตสูง ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ระบุว่า แต่ละบริษัทก็ลดจำนวนพนักงานถาวร หันไปจ้างพาร์ตไทม์แทน นี่คือสิ่งที่ไทยต้องแก้ให้ได้”

    อีกชุดข้อมูล คือ ดุลงบประมาณ ช่วงปี 1990 รัฐบาลไม่ได้อุ้มเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจอุ้มงบประมาณ ตอนนั้น ค้าขายง่ายมาก ถึงขั้นรัฐบาลต้องดึงเศรษฐกิจให้ช้าลง เพราะต้องเก็บภาษีให้เยอะ ใช้เงินให้น้อย ไม่เช่นนั้นอาจจะโตทะลุ 10% ด้วยซ้ำไป 

    “หันมาดูวันนี้รัฐบาลขาดดุล 5% เพื่อให้ GDP โตได้ครึ่งเปอร์เซ็นต์ เราอยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว รัฐบาลต้องขาดดุล 2% เพื่อพยุงให้ GDP โต 4% และควรควบคุมไม่ให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นไป”

    ดังนั้น ถามว่าประเทศไทย ยังมีอะไรเหลือหรือไม่ ยังมี ซึ่งเรามีทุนสำรองไม่น้อย ราว 9.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50.4% ของ GDP ไทยควรตั้งกองทุนต่างประเทศ รูปแบบ Sovereign wealth fund เพื่อนำเงินไปลงทุน ด้วยความระมัดระวัง ซึ่งตัวอย่างที่ทำได้ดีคือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

    อีกประเด็น คือเรื่องของการแบกดอกเบี้ยสูงอาจเสี่ยงถูกลดระดับความเชื่อมั่น ส่วนเงินบาทก็แข็งค่าเกินไปและนานหลายปีต่างจากหลายประเทศ ทำให้แข่งขันยาก นี่คือจุดอ่อนของนโยบายการเงินการคลังของไทย

    7 ข้อที่ไทยต้องเร่งทำ

    1. ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐและเข้าร่วม CPTPP 
    2. การเปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อขยายกำลังการผลิตแปรรูปอาหาร 
    3. ปรับปรุงการเกษตรให้ทันสมัย 
    4. พัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางรถไฟ ท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางการขนส่ง
    5. สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในภูมิภาค 
    6. เปลี่ยนการเติบโตจากการส่งออกเดิมๆเป็นอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Wellness Economy และอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 
    7. ปฏิรูปการศึกษา

    ขณะนี้ อยู่ระหว่างบรรจุทั้ง 7 ข้อ ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 อีกด้วย

    “จากแผนดังข้างต้น ข้อที่ 6 สำคัญมาก ไทยต้องไปแข่งในตลาด Blue Ocean (ตลาดที่มีคู่แข่งน้อย) นั่นคืออาหารในตลาดจีนที่ใหญ่ และอนาคตจีนอาจต้องการ Food Safety”

    นอกจากนี้ ไทยต้องยอมรับว่า มีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ แม้ว่าเป็นโอกาส แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องประเมินส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไทยพึ่งพาการนำเข้าถึง 4.5 ล้านตันต่อปี แต่ความต้องการแต่ละปีสูงมาก ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงกว่าสหรัฐฯและประเทศอื่นมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนซ่อนอยู่ในภาระค่าครองชีพคนไทยที่แพงขึ้น

    นอกจากนี้ ทุกการหารือที่บ้านพิษณุโลก ต่างเห็นตรงกันว่าเรื่องศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาคและเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกสินค้า เช่น อาหารไปยังจีนและเพื่อนบ้านได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economy-25years-cptpp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eM2O4C3HC2w5V4WWnmV3Z

  • เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท

    เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท


    บอร์ดอีอีซี ไฟเขียวขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอีก 5 แห่ง รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร กาแฟเขาช่อง ยานยนต์ ศูนย์การแพทย์ คลังแอลเอ็นจี พร้อมเดินหน้าศึกษาดึงปราจีนบุรีเข้า“อีอีซี”

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ว่า ที่ประชุมกพอ. มีมติเห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 5 แห่ง  ดังนี้

    1.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท

    ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย และการผลิตกาแฟส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชน เกษตรกร ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน โดยคาดว่าเมื่อดำเนินโครงการฯ เต็มรูปแบบ จะมีความต้องการเมล็ดกาแฟสูงถึง 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างงานและรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ และร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน โดยให้สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น 

    2.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดย บริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน 

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ

    ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น

     5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยแอลเอ็นจี ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า และยังสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพแอลเอ็นจี จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอเบอรี่ เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป  

    นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น 

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    3. เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3(ช่วงที่ 2) จากการดำเนินโครงการตามหลักการร่วมลงทุนตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็น การดำเนินการตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และเพื่อให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด 350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง ต่อไป

    อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้รับทราบ เรื่องการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี

    ปัจจุบันสกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568

    สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34739&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TKH3lJ91Rk0VGCV67fQMq

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน26 ส.ค.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน26 ส.ค.68

    28 สิงหาคม 2568 17:30 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน26 ส.ค.68

    นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนหางานไทยเพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากอาจเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ และสื่อสังคมต่าง ๆ ในการโฆษณาชักชวนให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่า เป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี  แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงกลับถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง และอาจเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

    – สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดีการลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อน ทั้งนี้จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568  

    – รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 3 โครงการแล้ว วงเงินรวม 104,465.94 ล้านบาท จากทั้งหมด 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,312 กิโลเมตร (กม.) มูลค่ารวมประมาณ 297,926.68 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647365&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S48IP1PUqdE1Tr91Q1buf

  • ดัชนีอุตฯ ก.ค.ดิ่ง 3.98% รถ-น้ำมันซบ กำลังซื้อหด

    ดัชนีอุตฯ ก.ค.ดิ่ง 3.98% รถ-น้ำมันซบ กำลังซื้อหด

    ภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รายงานว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 93.34 หดตัว 3.98% จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการผลิตรถยนต์ที่ลดลงอีกครั้ง ทั้งรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถยนต์ไฮบริดต่ำกว่า 1,800 ซีซี และรถยนต์ขนาดเล็ก หลังมีผู้ผลิตบางรายหยุดสายการผลิตเพื่อย้ายโรงงาน และปรับลดกำลังผลิตตามคำสั่งซื้อลดลง ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ก็หยุดซ่อมบำรุงตามแผน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหดตัวแรง

    หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยกู้มากขึ้น กดดันยอดขายสินค้าภาคอุตสาหกรรมและทำให้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการลดลง อีกทั้งการท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ฉุดอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเป๋าเดินทาง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    อย่างไรก็ตาม ยังมีบางอุตสาหกรรมเติบโต เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า (+54.7%) จากการเร่งผลิตตามสัญญาจ้าง, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (+8.4%) หนุนจากตลาด AI และ Data Center และ เหล็กกล้า (+7.7%) จากคำสั่งซื้อสหรัฐฯ

    สศอ. คงคาดการณ์ทั้งปี 2568 ว่า MPI จะขยายตัวเพียง 0-0.5% และ GDP อุตสาหกรรมโต 0.5-1.5% โดยยังต้องจับตาความเสี่ยงจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว แม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐและการค้าระหว่างประเทศ

    mpi-july-plunges-cars-oil-purchasing-power-shrinks-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/mpi-july-plunges-cars-oil-purchasing-power-shrinks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16vNgxKVoYVKZ3r2c1PyNX

  • ส่องรายละเอียด ภาวะเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค. 68 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ส่องรายละเอียด ภาวะเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค. 68 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    1. พัชรนันท์ สิงหรา (พี่เรย์) 064-954-9826

    2. ปวิตรา วงศ์สวาสดิ์ (โอ๊ย) 082-550-0253

    3. มลฤดี สิงหรา (หนูเล็ก) 081-9923266

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/28/573496/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MlnCEqGHnn11cBnDO95A_

  • รัฐบาลเปิดช่องหน่วยงาน ของบกลางปี 68 ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ได้ แต่มีเงื่อนไข

    รัฐบาลเปิดช่องหน่วยงาน ของบกลางปี 68 ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ได้ แต่มีเงื่อนไข

    กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติมติรับทราบการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ หรือ ‘งบกระตุ้นเศรษฐกิจ‘ ส่วนที่เหลือ วงเงิน 26,000 ล้านบาท โดยโอนไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แทน เพราะไม่สามารถใช้ได้ทันตามกำหนดนั้น 

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า แม้ว่ามติครม.จะให้โอนงบกลางก้อนดังกล่าวไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้เฉพาะเรื่องที่มีความฉุกเฉินเท่านั้น เช่น การช่วยเหลือน้ำท่วม การบรรเทาผลกระทบจากความเดือดร้อนของประชาชน 

    แต่ครั้งนี้ กระทรวงการคลัง ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโนบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้นำเสนอรายละเอียดต่อครม. เพื่อรับทราบมติคณะกรรมการฯ ซึ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยการใช้จ่ายงบกลางส่วนที่เหลือ 26,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับจัดสรรงบกลางนี้

    ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณการจัดทำโครงการโดยใช้จ่ายจากงบกลาง รายการดังกล่าว มีขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอน รวมไปถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อหนี้ผูกพันที่อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งจะส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ที่เหลืออยู่พับไปโดยผลของกฎหมาย

    ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการดังกล่าวที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการงบประมาณสามารถโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเสนอขออนุมัติต่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 

    ทั้งนี้ในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ก็สามารถขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 เพื่อไปดำเนินโครงการได้

    ปัจจุบัน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีจำนวน 96,556 ล้านบาท และหากมีการโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ มาสมทบอีกจำนวน 26,000 ล้านบาท จะทำให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น มีจำนวน 122,556 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ด้วยเงินงบกลางที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DGN3DoiHs-32s6eQ05bFp

  • เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เป็นที่ทราบกันดีว่าการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกมักมาพร้อมความเสี่ยงด้านการลงทุน เนื่องจากต้นทุนที่สูงลิ่วแต่ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลายประเทศลังเลที่จะรับเป็นเจ้าภาพ ทว่าประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก FIVB Women’s World Championship 2025 ซึ่งจัดขึ้นใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, นครราชสีมา และภูเก็ต
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    วอลเลย์บอล: กีฬาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

    แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะแสดงความกังวลต่อกระแสวอลเลย์บอลหญิงไทยที่อาจซบเซาลงจากผลงานใน Volleyball Nations League (VNL) ที่ไม่เป็นไปตามคาด แต่ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ได้ลบล้างความกังวลเหล่านั้น เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า การแข่งขันนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนการจัดงานเพียง 1,124 ล้านบาท แม้การแข่งขันจะยังไม่สิ้นสุดลง

    มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจากหลายส่วน ได้แก่

    • ด้านการประชาสัมพันธ์: สร้างมูลค่าสูงถึง 5,596.5 ล้านบาท จากยอดผู้ชมการถ่ายทอดสดและย้อนหลังทั่วโลกกว่า 1,300 ล้านคน
    • ด้านการท่องเที่ยว: สามารถสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติกว่า 768.3 ล้านบาท
    • ด้านเศรษฐกิจโดยรวม: กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในพื้นที่การจัดงานสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2,070.9 ล้านบาท

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำแคมเปญ “Sport Tourism” โดยมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตรเข้าชม สามารถใช้เป็นส่วนลดหรือเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    “หัวใจสีเขียว” สู่การจัดงานอย่างยั่งยืน

    นอกเหนือจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการจัดงานกีฬาให้เป็นแบบ “Green & Sustainable” หรือ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน” ตามนโยบายของ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นแนวคิดนี้ให้เป็นหัวใจหลักของการจัดงาน

    การแข่งขันจึงยึดตามหลักการ Green Heart Event Criteria ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของการจัดงานอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การบริหารจัดการขยะ การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนร่วม การนำแนวคิดนี้มาใช้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจสีเขียวและยกระดับมาตรฐานการจัดงานของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์: พลังของกองเชียร์ชาวไทย

    สิ่งที่ทำให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยแตกต่างและโดดเด่นจากที่อื่น คือพลังของ “กองเชียร์ชาวไทย” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความกระตือรือร้นและพลังบวก นักกีฬาระดับโลกหลายคนต่างกล่าวว่าการแข่งขันในประเทศไทยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์ เพราะไม่ว่าจะเป็นทีมใดก็ได้รับเสียงเชียร์อย่างกึกก้อง ยิ่งในแมตช์ที่ทีมไทยลงแข่งขัน บัตรเข้าชมถูกจองเต็มทุกที่นั่ง และแม้ในเกมที่ไม่มีทีมไทย กองเชียร์ก็ยังคงเข้าชมอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอลอย่างแท้จริง

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    พลังของกองเชียร์ไทยไม่เพียงสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็น “เสน่ห์” ที่ดึงดูดนักกีฬา แฟนคลับจากทั่วโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ให้มอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าทีมใดที่ได้แข่งขันในประเทศไทย ก็จะรู้สึกราวกับได้เล่นอยู่ในบ้านของตนเอง

    ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และกีฬา ได้ยืนยันสถานะของประเทศไทยในฐานะ “เมืองหลวงแห่งวอลเลย์บอล” และลูกรัก FIVB (สหพันธ์วอลเลย์บอลนานานชาติ) แห่งศตวรรษนี้อย่างสมศักดิ์ศรี เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g1ewvs2GRHXSyAAScndsf

  • หนุนคนไทยเข้าถึง ‘สินเชื่อรถมือสอง’ ง่ายขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยฝืด

    หนุนคนไทยเข้าถึง ‘สินเชื่อรถมือสอง’ ง่ายขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยฝืด

    ดังนั้นการขอสินเชื่อต่างๆมีโอกาสถูกปฏิเสธได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อรถมือ1 สำหรับใครที่อยากมีรถสักคันท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้อาจต้องปรับแผนมายังขอสินเชื่อรถมือ2 แทน โดย นายคงสิน คงคา ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทำให้คนไทยเข้าถึงสินเชื่อรถมือ1 ได้ยากขึ้น และกรุงศรี ออโต้ ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนไทยได้เข้าถึงสินเชื่อรถมือสองได้ง่ายขึ้นผ่าน GO Auto Station ซึ่งเป็นโซลูชันเรื่องเงิน เรื่องรถ ครบจบในที่เดียว จะเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินเพื่อผู้ใช้รถทั่วไทย

    หนุนคนไทยเข้าถึง ‘สินเชื่อรถมือสอง’ ง่ายขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยฝืด

    ทั้งนี้คาดการณ์มูลค่าตลาดสินเชื่อรถมือสองในปี2568จะอยู่ที่ประมาณ 60,000 ล้านบาท และตลาดรถมือสองโดยรวมประมาณ 600,000 – 700,000 คัน โดยกรุงศรี ออโต้มีพอร์ตสินเชื่อรถมือสองคิดเป็น 15% ของสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ในส่วนของมูลค่าตลาดสินเชื่อยานยนต์รวมคาดว่าจะอยู่ที่ 377,000 ล้านบาท และคาดว่าจะลดลง 5% ในปีนี้  สำหรับรถมือสองใน GO Auto Station ปี2567 ที่ผ่านมามีรถมือสองทั้งสิ้น 130,000 คัน โดยปีนี้เติบโตเป็น 218,000 คัน และได้รับความสนใจจากดีลเลอร์ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนด้าน Online Marketplace และสามารถเข้าถึงฐานผู้ใช้รถในแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ กว่า 5 ล้านคน

    นอกจากนี้ยังพบว่า ราคารถยนต์มือสองยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น เพราะ Supply ต่ำและ Demand ยังคงมีอยู่โดยในปีนี้รถมือสองรุ่นใหม่ๆ หรือรถขนาดใหญ่ราคาปรับตัวขึ้นประมาณ 3-5% ในขณะเดียวกันสัดส่วนยอดสินเชื่อรถมือสองดิจิทัลอยู่ที่ 45% และคาดว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นเกิน 50% ภายในสิ้นปีนี้ โดย Approval rate ของสินเชื่อรถมือสองปัจจุบันอยู่ที่ 80%

    นายคงสิน กล่าวอีกว่า กรุงศรี ออโต้ มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพลิกฟื้นตลาดรถยนต์มือสอง เนื่องจากในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์มือสองลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าราว 5% โดยมีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกรุงศรี ออโต้ ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดสินเชื่อรถยนต์มือสองมาอย่างยาวนาน ด้วยส่วนแบ่งการตลาดในปัจจุบันมากถึง 1 ใน 3 ของสินเชื่อรถยนต์มือสองทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งในฐานะผู้กำหนดทิศทางตลาด (Market Shaper)

    โดย กรุงศรี ออโต้ พร้อมที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ผ่าน ‘GO Auto Station ตลาดรถมือสอง’ ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายรถยนต์มือสองในรูปแบบ One-Stop Solution แห่งแรกของประเทศไทย ที่เชื่อมต่อผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ให้บริการสินเชื่อไว้ในที่เดียว ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวก รวดเร็ว และได้เลือกซื้อรถยนต์มือสองที่มีคุณภาพ ขณะที่พันธมิตรดีลเลอร์จะมีโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ตลาดรถยนต์มือสองและเศรษฐกิจไทยเติบโตไปข้างหน้าต่อไป” นายคงสิน กล่าวเพิ่มเติม

    หนุนคนไทยเข้าถึง ‘สินเชื่อรถมือสอง’ ง่ายขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยฝืด

    สำหรับใครที่อยากทราบว่า GO Auto Station ตลาดรถมือสอง บนแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ ดีอย่างไร คำตอบ คือ

    • สะดวก ด้วยระบบการค้นหาข้อมูลรถที่ครบถ้วน ฟังก์ชันตัวกรองที่หลากหลาย และการเปรียบเทียบ ข้อเสนอต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ พร้อมรองรับพฤติกรรมผู้ใช้รถยุคใหม่ที่นิยมซื้อรถมือสองผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
    • รวดเร็ว เช็กวงเงินหรือขอสินเชื่อยานยนต์จากนวัตกรรม ‘พร้อมสตาร์ท’  ผ่าน ‘GO Auto Station ตลาดรถมือสอง’ จากกรุงศรี ยูสด์ คาร์ (Krungsri Used Car) บนแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ คำนวณค่างวด และรับการอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 30 นาที ครบทุกขั้นตอนแบบดิจิทัล
    • ครบจบ ด้วยการเป็นแหล่งซื้อขายรถยนต์มือสองที่มีจำนวนรถหมุนเวียนมากที่สุดในตลาดกว่า218,000 คัน ซึ่งผ่านการคัดสรรมาจากอีโคซิสเต็มของกรุงศรี ออโต้ ทั่วประเทศ โดยมีรถที่ผ่านการตรวจสภาพและจัดเกรดรถยนต์ (Car Grading) จากพันธมิตรมืออาชีพ พร้อมยังเชื่อมต่อกับบริการสินเชื่อ ประกันภัย การดูแลรักษารถ ไปจนถึงบริการสำหรับลูกค้าปัจจุบัน เช่น การชำระค่างวดรถต่อ พ.ร.บ. และสิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ครบวงจรในแอปเดียว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37KzwaxhvIdwT7BoB9AYr-