Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ภราดร’ ยัน งบกลางฯ 1.9 หมื่นล้าน ใช้ทำ ‘คนละครึ่งพลัส’ เหตุรัฐบาลอิ๊งค์ ตั้งไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ‘ภราดร’ ยัน งบกลางฯ 1.9 หมื่นล้าน ใช้ทำ ‘คนละครึ่งพลัส’ เหตุรัฐบาลอิ๊งค์ ตั้งไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ

    7 ต.ค. 2568-  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงกรณีถูกวิจารณ์ความเหมาะสมในการใช้งบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท มาใช้ใน โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นงบที่ควรจะใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนว่า งบกลางเป็นส่วนที่รัฐบาลตั้งไว้ในแต่ละปี ในส่วนรัฐบาลก่อนได้แยกส่วนเอาไว้ 25,000 ล้านบาท เพื่อเอามากระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ซึ่งโครงการคนละครึ่งต้องใช้เงินทั้งสิ้น 44,000 ล้านบาท มีอยู่ในส่วนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท ทำให้ยังขาดอยู่อีก 19,000 ล้านบาท จึงต้องไปหยิบมาจากงบกลางที่ตั้งไว้ทั้งหมด 99,000 ล้านบาท ยอมรับว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่ผู้ตั้งงบประมาณ เป็นผู้ที่ใช้งบประมาณจากที่รัฐบาลเดิมตั้งไว้ ดังนั้น การทำนโยบายมีความจำเป็นที่จะต้องหาช่องทางมาเติมเต็มเพื่อให้นโยบายสมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศนโยบายว่า จะต่อสู้กับ 4 ภัย ซึ่งเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในนั้น ถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน จึงใช้งบกลางมาเติมในส่วนนี้ได้

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบหรือไม่ หากในอนาคตเกิดความจำเป็นเร่งด่วน นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลได้ดูแล้วว่างบประมาณในการเยียวยาประชาชนนั้นในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 20,000 ถึง 30,000 ล้านบาท จึงยังมีพื้นที่พอที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อถามว่า หากมีการร้องเรียนในการใช้งบกลางส่วนนี้กังวลหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า งบกลางเขียนไว้ชัดเจนว่าสามารถใช้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ สามารถเรียกได้ว่ามันฉุกเฉิน จำเป็น และเร่งด่วน 

    เมื่อถามว่า วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาทที่จะใช้ได้ประมาณการณ์ไว้หรือไม่ว่า จะสร้างการหมุนเวียนไว้เท่าไร นายภราดร กล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ประเมินว่าในช่วงไตรมาสสุดท้าย สามารถขยับตัวเลขจีดีพีได้ 0.3-0.4 เปอร์เซ็นต์. 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/874595/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_mCPlKAG_iRRU2LfcygLy

  • HSH สหรัฐฯ ชัตดาวน์ครั้งใหม่ สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก หนุนราคา ‘ทองคำ’ พุ่งแตะ 4,000 ดอลลาร์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    HSH สหรัฐฯ ชัตดาวน์ครั้งใหม่ สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก หนุนราคา ‘ทองคำ’ พุ่งแตะ 4,000 ดอลลาร์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ (7 ตุลาคม 2568) – รัฐบาลสหรัฐฯ ประสบภาวะชัตดาวน์ ฉุดความเชื่อมั่น ส่งผลเศรษฐกิจโลกสั่นคลอน ดันทองคำทะลุแนวต้าน $3,900 ต่อออนซ์ และกรอบบาทละ 60,000 บาท

    ปี 2025 ราคาทองโลกพุ่งแรงกว่า 1,350 ดอลลาร์ หรือราว 51% ทำจุดสูงสุดที่ 3,977.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศแตะจุดสูงสุดที่ 61,000 บาทต่อบาททองคำ (ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.16 น.) ยืนยันบทบาท “ทองคำ” ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลก

    ‘สหรัฐฯ ชัตดาวน์ – ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์’ ปัจจัยเร่งทองคำ

    ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และตะวันออกกลางยังเป็นฉนวนเสี่ยง แต่แรงส่งรอบล่าสุดมาจาก ‘วิกฤติการเมืองสหรัฐฯ’ หลังสภาคองเกรสไม่ผ่านงบประมาณ จนทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” (Government Shutdown) ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งฉุดความเชื่อมั่นตลาด กดดันดอลลาร์สหรัฐฯ และหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ราคาทองจึงทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งในช่วงเริ่มชัตดาวน์ ขณะที่นักลงทุนต่างคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น สืบเนื่องจากสภาพแวดล้อมและข้อมูลทางเศรษฐกิจล่าช้าหรือเลื่อนประกาศออกไป เพราะหน่วยงานรัฐปิดทำการ

    ทั้งนี้ ต้นตอของภาวะชัตดาวน์ เกิดจากความล่าช้าในการผ่าน Continuing Resolution (CR) สะท้อนความแตกแยกเชิงโครงสร้างทางการเมืองสหรัฐฯ ฝั่งเดโมแครตยืนยันผูกงบฯ กับการขยายเงินอุดหนุนเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้ ACA เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อย ขณะที่รีพับลิกัน (นำโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร ไมค์ จอห์นสัน) ต้องการผลักดันงบชั่วคราวถึง 21 พฤศจิกายน 68 โดยไม่พ่วงนโยบายอื่น และแยกถกเรื่องสาธารณสุขต่างหาก

    การปิดหน่วยงานรัฐทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางราว 750,000 – 850,000 คน ต้องถูกพักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์/วัน) ส่วนเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC) และสำนักงานความปลอดภัยการขนส่ง (TSA) ยังต้องทำงานต่อไปโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ขณะเดียวกัน ข้อมูลสำคัญจากสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ทั้งตัวเลขการจ้างงานรายเดือนและอัตราเงินเฟ้อ ก็อาจถูกเผยแพร่ล่าช้าออกไป ส่งผลให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบายมองภาพไม่ชัดเจน และทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินสูงขึ้น ซึ่งเอื้อต่อสินทรัพย์หลบภัยอย่างทองคำ

    ยิ่งชัตดาวน์ยืดเยื้อ ทองคำยิ่งทรงตัวแข็งแกร่ง

    ความน่าจะเป็นล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อกินเวลาโดยเฉลี่ยราว 11 วัน ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนมากเชื่อว่ามีโอกาสสูงถึง 67% ที่รัฐบาลจะกลับมาเปิดทำการหลังวันที่ 15 ตุลาคม 68 โดยมีการประเมินความน่าจะเป็น ดังต่อไปนี้
    – รัฐบาลสามารถเจรจาหาทางออก โดยใช้เวลา 4 – 9 วัน               ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 4%

    – รัฐบาลสามารถเจรจาหาทางออก โดยใช้เวลา 10 – 29 วัน             ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 66%

    – รัฐบาลสามารถเจรจาหาทางออก โดยใช้เวลามากกว่า 30 วัน         ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 27%

    ทองคำ – หุ้น’ พาเหรดนิวไฮ ไม่ใช่เรื่องปกติ

    ขณะที่ข้อมูลจาก Forbes สะท้อนภาพ ‘ความผิดปกติแต่เกิดขึ้นจริง’ ในปี 2024 – 2025 เมื่อทองคำและหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดพร้อมกันหลายครั้ง ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก เพราะทองคำมักพุ่งขึ้นเมื่อความเสี่ยงเพิ่ม แต่หุ้นมักพุ่งขึ้นเมื่อตลาดมีความเชื่อมั่น หรือมีความชัดเจน

    โดยในปี 2025 เกิดเหตุการณ์ที่ทองคำและหุ้นทำจุดสูงสุดในวันเดียวกันแล้ว 6 ครั้ง และเมื่อปี 2024 เกิดขึ้นถึง 10 ครั้ง ขณะที่ตลอดช่วงปี 1970 – 2023 เกิดเพียง “สองครั้ง” เท่านั้น (ในปี 1972) ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ความแปลกตาทางสถิติในรอบครึ่งศตวรรษ และเข้ากับบรรยากาศความไม่แน่นอนล่าสุดจากภาวะชัตดาวน์ที่เกื้อหนุนฝั่งทองคำ

    การที่สินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ปรับขึ้นพร้อมกัน จึงสะท้อนปัจจัยขับเคลื่อนหลายประการที่สอดคล้องกัน ตั้งแต่ ดอลลาร์อ่อนค่าลง ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและนโยบาย รวมทั้งการที่นักลงทุนกระจายความเสี่ยงพร้อมกันทั้งฝั่งเสี่ยงและฝั่งหลบภัย

    คาดทองคำตอบรับภาวะชัตดาวน์ ‘อย่างแข็งแกร่ง’

    ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูราคาทองกับภาวะชัตดาวน์สมัยทรัมป์ 1 จะพบว่า

    • ครั้งที่ 1: วันเสาร์ที่ 20 – วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2018 (3 วัน) หลังจากเปิดทำการ 1 สัปดาห์ ราคาทองโลกปรับตัวขึ้น +8 ดอลลาร์
    • ครั้งที่ 2: วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2018 (ภายในวัน) หลังจากเปิดทำการ 1 สัปดาห์ ราคาทองโลกปรับตัวขึ้น +28.1 ดอลลาร์
    • ครั้งที่ 3: วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2018 – วันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2019 (35 วัน) ราคาทองในช่วง 35 วัน ปรับเพิ่มขึ้น +25.3 ดอลลาร์ (จาก 1,255.3 ดอลลาร์ สู่ 1,280.8 ดอลลาร์) และหลังจากเปิดทำการ 1 สัปดาห์ ราคาทองโลกปรับตัวขึ้น +36.4 ดอลลาร์

    ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า จากข้อมูลทางสถิติ ภาวะชัตดาวน์ครั้งที่ 1 และ 2 กินระยะเวลาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ และเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งแตกต่างกับครั้งที่ 3 ที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 35 วัน ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะชัตดาวน์ ราคาทองอาจปรับตัวลงได้ยาก ในทางกลับกัน แม้รัฐบาลจะสามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณได้ ราคาทองก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ เพราะนักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น แนวโน้มที่ราคาทองคำจะอยู่เหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือทองคำแท่งในประเทศบาทละ 61,500 บาทขึ้นไป มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง

    ข้อมูลอ้างอิง:

    • CNBC
    • Forbes

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/07/584348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rC7q0CHqSRM25QWaHX1Of

  • “อนุทิน” นำประชุม ครม. ถก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คลังชงใช้งบ 4.4 หมื่นล้าน “คนละครึ่งพลัส”

    “อนุทิน” นำประชุม ครม. ถก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คลังชงใช้งบ 4.4 หมื่นล้าน “คนละครึ่งพลัส”


    นายกฯ อนุทิน นำประชุม ครม. ถก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คลังชงใช้งบ 4.4 หมื่นล้าน “โครงการคนละครึ่งพลัส” พร้อมแถลงข่าวเที่ยงนี้

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ ซึ่งเป็oครั้งที่ 2 ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว โดยมีหลายวาระสำคัญ หลายเรื่อง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนบูรณาการงานของรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคน

    นายอนุทิน ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด และเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 เพื่อไปเป็นประธานการประชุม ครม. ทันที

    สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ ที่ ครม. จะพิจารณา คือ โครงการคนละครึ่งพลัส โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงปลายปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ภายใต้กรอบงบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท โดยใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 และงบกลาง 19,000 ล้านบาท ครอบคลุมผู้มีสิทธิกว่า 20 ล้านคน ส่งผลต่อ GDP ประมาณ 0.3 – 0.4% ผู้มีรายได้อยู่ในระบบภาษีจะได้รับ 2,400 บาท และผู้มีสิทธินอกระบบภาษีจะได้รับ 2,000 บาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการ Quick Win ของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และสร้างกำลังซื้อในเศรษฐกิจฐานรากก่อนเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ และภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ในเวลาประ 12:00 น. นายกรัฐมนตรี จะนำแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงรายละแล้วโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ก่อนหน้านี้ได้ย้ำว่า ให้ประชาชนอย่าลืมลงทะเบียนในเดือน ต.ค.นี้

    นอกจากนี้ คาดว่า ที่จะประชุมจะมีการพิจารณาแผนบูรณาการงาน ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี แต่ละคนไปกำกับ และประสานงานในมิติสำคัญ เช่น เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และดิจิทัล เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีเอกภาพ และลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน

    ส่วนวาระอื่นที่น่าสนใจ กระทรวงพลังงาน เสนอร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน รวมทั้งเสนอร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน

    สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) เสนอแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ, เสนอแนวทางดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 1896/2568 ระหว่าง นายธนพร ศรียากูล ผู้ฟ้องคดีกับ คณะรัฐมนตรี และพวก รวม 3 คน ผู้ถูกฟ้องคดีเกี่ยวกับการอนุมัติรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ประจำปีการศึกษา 2568–2569 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ รายงานสรุปข้อมูลและข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ ได้แก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง

    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอรายงานรายชื่อ คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการบินพลเรือน

    สำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งผล คำพิพากษาศาลปกครองนครศรีธรรมราช ในคดีหมายเลขดำที่ 1322/2566 และหมายเลขแดงที่ 192/2568 ระหว่าง บริษัท ยูนิวนิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดีกับ อธิบดีกรมป่าไม้ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KfZLtfr-krwM6IToasUc0

  • มธ.เตรียมจัด “เชียงรากเอ็กซ์โป 2025″ สร้างเศรษฐกิจฐานราก

    มธ.เตรียมจัด “เชียงรากเอ็กซ์โป 2025″ สร้างเศรษฐกิจฐานราก

    นายภูวดล ศิริชัยสินธพ ผู้จัดการฝ่ายพื้นที่ธุรกิจ สำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมจัด “เชียงรากเอ็กซ์โป 2025 Ultimate Street Food & Music Fest” เพื่อสานต่อความสำเร็จของ “เชียงรากแฟร์” เทศกาลสตรีทฟู้ดและดนตรีสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ในฐานะกิจกรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน สร้างพื้นที่เศรษฐกิจฐานรากที่เกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน เกิดการหมุนเวียนรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่รวมความอร่อย เสียงดนตรี และสีสันของชุมชนไว้ในงานเดียวที่ “เชียงรากเอ็กซ์โป 2025” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–26 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00–23.00 น. ณ ตลาดนัดเชียงราก – ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

    มธ.เตรียมจัด “เชียงรากเอ็กซ์โป 2025 มธ.เตรียมจัด “เชียงรากเอ็กซ์โป 2025

    สำหรับปีนี้ยกระดับจาก “เชียงรากแฟร์” สู่ “เชียงรากเอ็กซ์โป” ในรูปแบบที่ใหญ่กว่าเดิม ทั้งจำนวนร้านค้า พื้นที่จัดงาน และกิจกรรมความบันเทิง โดยขนทัพร้านค้ามากกว่า 400 ร้านค้า ครอบคลุมตั้งแต่ร้านค้าชุมชน ร้านค้าโซนนักศึกษา ไปจนถึงร้านยอดฮิตจากโซเชียล ให้สายกินและสายช้อปได้เพลิดเพลินตลอด 14 วัน

    มธ.เตรียมจัด “เชียงรากเอ็กซ์โป 2025

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมี โซนสวนสนุกขนาดใหญ่ พร้อมเครื่องเล่นสุดตื่นตาตื่นใจ ทั้งไวกิ้ง ทากาด้า รถบั้ม ปราสาทผีสิง และมิวสิคเอ็กซ์เพรส รวมถึงกิจกรรมย้อนวันวานในบรรยากาศงานวัด เช่น วาดรูป เทียนเจล ระบายสีปูนปลาสเตอร์ และอีกมากมาย รวมถึงการแสดงจากศิลปินชื่อดัง ทุกค่ำคืน ได้แก่ Timethai, Pixxie, Tattoo Colour, Potato, UrboyTJ, Wanmai, MEYOU, Silly Fools, Nont Tanont, Season Five, Bodyslam, Slot Machine, ลำไย ไหทองคำ และ Youngohm พร้อมพื้นที่จอดรถรองรับกว่า 1,000 คัน และบริการรถรับ-ส่งฟรีตลอดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378967761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V81T1m7yjSq13XEUBahxy

  • เงินเฟ้อติดลบ 6 เดือนยังไม่ใช่เงินฝืด TDRI เตือนเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ

    เงินเฟ้อติดลบ 6 เดือนยังไม่ใช่เงินฝืด TDRI เตือนเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ย.2568 เท่ากับ 100.11 ลดลง 0.72%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นการลดลงต่อเนื่อง 6 เดือนติด  นับจากเดือน เม.ย.68 ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ ฐานเศรษฐกิจ โดยอธิบายว่า เงินเฟ้อมี 2 นิยามที่สำคัญ คือ เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ที่รวมสินค้าทุกชนิด ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอาหารและพลังงานที่ผันผวนสูง และขึ้นกับตลาดโลก

    และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่นำกลุ่มอาหารกับพลังงานออกไป จึงมักถูกใช้เป็นเครื่องชี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลข สนค. อ้างอิงจากเงินเฟ้อทั่วไป และพบว่ามีการติดลบมาแล้ว 6 เดือน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวก สะท้อนว่าเศรษฐกิจภายในยังไม่อยู่ในสถานการณ์ “เงินฝืด”

    แต่ก็ต้องยอมรับว่าการที่เงินเฟ้อพื้นฐานต่ำกว่ากรอบที่ควรจะเป็นที่ร้อยละ 1-3 ต่อปี สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ การที่เศรษฐกิจโตต่ำในช่วงหลังโควิด-19 เป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน และโควิด-19 ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอจนการกระตุ้นเศรษฐกิจจะให้ผลได้อย่างจำกัด และเพราะว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจค่อนข้างย่ำแย่ การอัดฉีดระยะสั้นควรเน้นให้ตรงจุดที่เปราะบาง เช่น คนยากจน พื้นที่ชนบท เมืองท่องเที่ยวเมืองรอง ธุรกิจ SMEs พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทไทย-กัมพูชา เป็นต้น

    ศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แล้วจะดันให้กลับขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่นักวิชาการช่วยกันเสนอคำตอบ ถ้าเป็นพื้นฐานก็เช่น การยกระดับทักษะแรงงาน การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การหนุนเสริมภาคส่งออก การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม เป็นต้น

    ส่วนประชาชนเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง เป็นสัญญาณให้ต้องระวังการใช้จ่าย ไม่ควรก่อหนี้เพื่อการบริโภคที่ใช้แล้วหมดไปโดย เน้นลดรายจ่ายลงเพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640795&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kgTgXQIsYlyih_AGm8r3t

  • “ฮุน เซน”สั่งชาวเขมรแบนสินค้าไทย ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “ฮุน เซน”สั่งชาวเขมรแบนสินค้าไทย ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “ฮุน เซน”สั่งชาวเขมรแบนสินค้าไทย ลั่นถึงเวลาประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ

    ฮุน เซน สั่งชาวเขมรแบนสินค้าไทยและเลิกใช้เงินบาททันที หลังมีคนไทยใช้ภาพตนเอง ไปเป็นเป้ายิงงานวัด พร้อมทิ้งท้ายว่า หากเจ็บใจกับไทยจริง ก็ถึงเวลาที่ต้องประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5180379/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MEqKWNCcVoojKk-huTZDh

  • เริ่มลงทะเบียนเงินดิจิทัล 10,000 บาทได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68 อีกแล้วเหรอ

    เริ่มลงทะเบียนเงินดิจิทัล 10,000 บาทได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68 อีกแล้วเหรอ

    ชาวเน็ตแชร์ว่อนโซเชียล เริ่มลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68 ล่าสุด คลังเฉลยแล้ว ไม่จริง

    ในโลกโซเชียลมีการแชร์ภาพและข้อความเกี่ยวกับการลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68 จนสร้างความสงสัยให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

    ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมรายงานว่า โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่มีการดำเนินการโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะที่ 3 ทั้งนี้ หากมีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชาสัมพันธ์แจ้งต่อประชาชนให้รับทราบต่อไป

    fake

    สรุป : เงินดิจิทัล 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่มีดำเนินการในระยะที่ 3 ตามที่โลกออนไลน์แชร์ข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943791/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xiTr-0mAi2qf551AKkStH

  • เปิดแฟ้มครม.7ต.ค.68 เคาะ“คนละครึ่งพลัส” วงเงิน 4.4 หมื่นล้าน

    เปิดแฟ้มครม.7ต.ค.68 เคาะ“คนละครึ่งพลัส” วงเงิน 4.4 หมื่นล้าน

    “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ–เร่งแผนเยียวยาน้ำท่วม

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีหลายวาระสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนบูรณาการงานของรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคน

    วาระใหญ่ “คนละครึ่งพลัส” 4.4 หมื่นล้านบาท

    คาดว่าที่ประชุม ครม. จะพิจารณาโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งกระทรวงการคลังเสนอเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงปลายปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเสนอกรอบงบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท

    ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 และงบกลาง 19,000 ล้านบาท

    ครอบคลุมผู้มีสิทธิกว่า 20 ล้านคน ส่งผลต่อ GDP ประมาณ 0.3–0.4%

    ผู้มีรายได้อยู่ในระบบภาษีจะได้รับ 2,400 บาท

    ผู้มีสิทธินอกระบบภาษีจะได้รับ 2,000 บาท

    พร้อมเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,700 บาท ครอบคลุมประชาชนรวมกว่า 33 ล้านคน

    มาตรการนี้ถือเป็นหนึ่งใน “โครงการ Quick Win” ของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และสร้างแรงส่งให้กำลังซื้อฐานรากก่อนเข้าสู่เทศกาลปีใหม่

    วาระบูรณาการงานรัฐบาล

    อีกวาระหนึ่งที่คาดว่าจะถูกหยิบยกเข้าสู่การประชุม คือ “แผนบูรณาการงาน” ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนไปกำกับและประสานงานในมิติสำคัญ เช่น เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และดิจิทัล เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีเอกภาพและลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน

    เรื่องเร่งด่วนยังไม่เข้าสู่วาระ — “เยียวยาน้ำท่วม”

    แม้ยังไม่เข้าสู่วาระ ครม. สัปดาห์นี้ แต่หนึ่งในประเด็นที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เร่งรัด คือ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั่วประเทศ

    • ครอบคลุมพื้นที่เสียหายตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึง 30 กันยายน 2568
    • ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 300,000–500,000 หลังคาเรือน
    • คาดใช้งบกลางหลายพันล้านบาทเพื่อชดเชยความเสียหาย
    • ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจและตรวจสอบข้อมูลพื้นที่ ก่อนเสนอ ครม. ในสัปดาห์ถัดไป

    วาระอื่นที่น่าสนใจประกอบด้วย

    กระทรวงพลังงาน เสนอ ร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Enhanced Memorandum of Understanding on ASEAN Power Grid) รวมทั้งเสนอ ร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security)

    สำนักเลขาธิการคณ รัฐมนตรี(สลค.) เสนอ แนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ

    -เสนอ แนวทางดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 1896/2568 ระหว่าง นายธนพร ศรียากูล ผู้ฟ้องคดีกับ คณะรัฐมนตรี และพวก รวม 3 คน ผู้ถูกฟ้องคดีเกี่ยวกับการอนุมัติรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ประจำปีการศึกษา 2568–2569
    ของ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

    -รายงาน สรุปข้อมูลและข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    -เสนอ ร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง 

    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอรายงานรายชื่อ คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี
     

    กระทรวงคมนาคม เสนอ แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการบินพลเรือน

    สำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งผล คำพิพากษาศาลปกครองนครศรีธรรมราช ในคดีหมายเลขดำที่ 1322/2566 และหมายเลขแดงที่ 192/2568 ระหว่าง บริษัท ยูนิวนิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดีกับ อธิบดีกรมป่าไม้ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครอง

    การประชุม ครม. วันที่ 7 ตุลาคม2568 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจและสังคมชุดใหญ่ของรัฐบาลอนุทิน ภายใต้กรอบเวลา “4 เดือนก่อนยุบสภา” ที่จะสิ้นสุด 31 มกราคม 2569 ซึ่งทุกโครงการล้วนมีนัยสำคัญทั้งเชิงเศรษฐกิจและการเมือง

    ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรก เมื่อ 30 กันยายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี นายกฯอนุทินมีมติสำคัญหลายประการ ก่อนปิดงบประมาณปี 2568 รวมวงเงินทั้งสิ้น 22,780 ล้านบาท ประกอบด้วย

    เพิ่มเงินสวัสดิการแห่งรัฐ 850 บาทต่อเดือน

    ครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังและคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ให้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนไม่เกิน 13.4 ล้านคน ได้รับเงินเพิ่มอีก 850 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน (พฤศจิกายน–ธันวาคม 2568) รวมทั้งสิ้น 1,700 บาทต่อคน

    มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปลายปี โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ร้อยละ 0.07–0.08 ต่อปี ทั้งนี้จะใช้งบกลางปี 2568 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

    ขยายเวลาประกาศพื้นที่มั่นคง 4 จังหวัดชายแดนใต้

    ครม.มีมติตามข้อเสนอของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้ ขยายประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครอบคลุม 20 อำเภอ ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่

    • นราธิวาส: ยี่งอ สุไหงโก-ลก แว้ง สุคิริน
    • ปัตตานี: ยะหริ่ง ไม้แก่น กะพ้อ มายอ แม่ลาน ปะนาเระ ทุ่งยางแดง
    • ยะลา: เบตง กาบัง กรงปินัง ยะหา รามัน
    • สงขลา: นาทวี จะนะ เทพา สะบ้าย้อย

    การขยายเวลามีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ได้ต่อเนื่อง

    แต่งตั้ง “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” โฆษกรัฐบาล

    ที่ครม.ประชุมเห็นชอบแต่งตั้ง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2568 เป็นต้นไป เพื่อทำหน้าที่สื่อสารนโยบายและผลการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ต่อสาธารณชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/731502&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07H1j2yCOooxch6xEqgtQ5

  • คลังดัน “คนละครึ่งพลัส” เข้าครม.พรุ่งนี้ ครอบคลุม 20 ล้านคน รับสูงสุด 2,400 บ.

    คลังดัน “คนละครึ่งพลัส” เข้าครม.พรุ่งนี้ ครอบคลุม 20 ล้านคน รับสูงสุด 2,400 บ.

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ตุลาคม 2568 กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้อนุมัติโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยใช้วงเงินรวม 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจประจำปี 2569 จำนวน 25,000 ล้านบาท และงบกลางเพิ่มเติมอีก 19,000 ล้านบาท

    “คลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการ คนละครึ่งพลัส ในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการ Quick Big Win ที่ถือเป็นเสาหลักแรกของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นช่วงไตรมาสที่ 4 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีทักษะในการใช้งานแอปพลิเคชันมากยิ่งขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ โครงการนี้ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน โดยแบ่งการแจกเงินออกเป็น 2 กลุ่ม

    • ผู้ลงทะเบียนทั่วไป จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 2,000 บาท ผ่านแอปเป๋าตัง
    • ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จะได้รับเพิ่มเป็น 2,400 บาท เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษี

    นายเอกนิติระบุว่า คนละครึ่งพลัส เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วน (Quick Big Win) ที่รัฐบาลวางเป็น “เสาหลัก” ของการฟื้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 พร้อมกับช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีของร้านค้ารายย่อย

     ไทม์ไลน์โครงการคนละครึ่งพลัส

    • 15 ตุลาคม 2568: เปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
    • 20–26 ตุลาคม 2568: เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง”
    • 29 ตุลาคม 2568: เริ่มใช้จ่ายผ่านแอป “เป๋าตัง” ได้อย่างเป็นทางการ

    เมื่อนำโครงการนี้ไปรวมกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ดำเนินการก่อนหน้า คาดว่าจะครอบคลุมประชากรได้ถึง 33.4 ล้านคน และมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ GDP ของประเทศในช่วงปลายปีเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3-0.4%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731492&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C21eAgSm8uZeNcbgqQaaQ

  • คนละครึ่งพลัส เข้า ครม. พรุ่งนี้! เตรียมเปิดเป๋าตัง รอรับเงินได้เลย

    คนละครึ่งพลัส เข้า ครม. พรุ่งนี้! เตรียมเปิดเป๋าตัง รอรับเงินได้เลย

    คนละครึ่งพลัส คลังเตรียมชงเข้า ครม. 7 ต.ค. 68 เตรียมเปิดแอปฯ เป๋าตัง รับเงินสูงสุด 2,400 บาท ได้เลย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ กระทรวงการคลังจะเสนอโครงการคนละครึ่งพลัส เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 7 ต.ค. 68 เพื่อขออนุมัติวงเงินงบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท โดยใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปีงบประมาณ 2569 และงบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมผู้มีสิทธิกว่า 20 ล้านคน

    ไทม์ไลน์โครงการคนละครึ่งพลัส

    • วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส
    • วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง
    • วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เริ่มการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง

    ส่วนการจัดสรรเงินให้กับประชาชนผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสได้กำหนดไว้ดังนี้

    • กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี จะได้รับเงิน 2,400 บาท
    • ประชาชนทั่วไป ที่อยู่นอกระบบภาษี จะได้รับเงิน 2,000 บาท

    โครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มอีก 1,700 บาท จะครอบคลุมประชาชนทั้งสิ้น 33 ล้านคน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 68 พร้อมคาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะส่งผลต่อเศรษฐกิจราว 0.3-0.4%

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943783/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KdxM7ohnjlESF4e0sS72B