Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ดร.สุวิทย์’ ชู เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม ขับเคลื่อนประเทศด้วยรากแห่งจารีต ปีกแห่งนวัตกรรม

    ‘ดร.สุวิทย์’ ชู เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม ขับเคลื่อนประเทศด้วยรากแห่งจารีต ปีกแห่งนวัตกรรม

    8 ต.ค.2568 – ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม” (Sufficiency Innovation Economy): ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยรากแห่งจารีต × ปีกแห่งนวัตกรรม มีเนื้อหาดังนี้

    1) ประเทศไทยท่ามกลางโลกที่พัฒนาเกินพอดี
    โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่เทคโนโลยี ทุน และอำนาจ เคลื่อนตัวรวดเร็วกว่าความสามารถของรัฐและสังคมในการปรับตัว “ความเจริญที่ไร้สมดุล” กลายเป็นต้นตอของวิกฤตระดับโลก ทั้งความเหลื่อมล้ำ การสูญเสียทรัพยากร และการขาดหลักทางจริยธรรมในการพัฒนา
    ประเทศไทยยืนอยู่กลางกระแสโลกนี้ — มีศักยภาพแต่ยังไม่สามารถปลดล็อกตัวเองออกจาก สามกับดักสำคัญ
    • กับดักผลิตภาพ — ผลผลิตต่ำแต่ต้นทุนสูง ระบบเศรษฐกิจยังพึ่งแรงงานราคาถูกแทนนวัตกรรม
    • กับดักความเหลื่อมล้ำ — ความเจริญกระจุกในบางเมืองหรือบางกลุ่ม ผลประโยชน์ไม่ถึงประชาชนส่วนใหญ่
    • กับดักการพึ่งพา — ขาดการพึ่งพาตนเองทั้งด้านทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้
    ในยุคที่โลกแข่งขันด้วย นวัตกรรมและคุณค่า ไม่ใช่เพียงราคาหรือปริมาณ ประเทศไทยต้องการเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ “พอดีแต่เติบโตได้” — พอดีในทรัพยากร พอดีในสังคม และพอดีในวัฒนธรรม เป็นการเติบโตที่ไม่ละเมิดสมดุลของธรรมชาติและคุณค่าความเป็นมนุษย์

    2) จารีต × ปฏิรูป: รากกับปีกของการพัฒนาไทยยุคใหม่
    ความท้าทายของเราวันนี้ไม่ใช่แค่ “จะพัฒนาอย่างไร” แต่คือ “จะพัฒนาโดยไม่สูญรากได้อย่างไร”
    คำตอบอยู่ที่การผสาน “จารีต” และ “ปฏิรูป” เข้าด้วยกันอย่างมีปัญญา
    • จารีต คือรากแห่งภูมิปัญญาและคุณธรรม
    • ปฏิรูป คือปีกแห่งนวัตกรรมและประสิทธิภาพ
    หากเราทำให้ จารีตทันสมัย (Modernize Tradition) และ ความทันสมัยมีคุณธรรม (Moralize Modernity) ได้จริง ประเทศไทยจะ “เติบโตโดยไม่สูญราก แข่งขันได้โดยไม่สูญคุณธรรม”
    นี่คือสมการใหม่ของการพัฒนาไทย:
    จารีต (Wisdom × Virtue) × ปฏิรูป (Innovation × Efficiency)
    = เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม (Sufficiency Innovation Economy – SIE)
    จารีตทำให้เรามีราก ปฏิรูปทำให้เรามีปีก เมื่อรวมกัน — เราจะได้โมเดลเศรษฐกิจที่มั่นคงจากฐาน และทะยานได้ในโลกใหม่อย่างมีทิศทาง

    3) เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม: พัฒนาอย่างมีขอบเขตและคุณค่า
    เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม (SIE) คือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมบนรากฐานแห่งคุณค่า
    ใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นเข็มทิศชี้นำทิศทาง และใช้ “Value-based Innovation” เป็นเครื่องยนต์แห่งการเติบโต
    SIE ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ยืนยันว่า “ความก้าวหน้าต้องมีหลัก” — เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่เร่งเกินขีด ไม่ชะลอจนหยุดนิ่ง

    สามเป้าหมายหลักของ SIE
    1. Resilience – เศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและรับมือวิกฤตได้
    2. Inclusiveness – การเติบโตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
    3. Sustainability – ความยั่งยืนของทรัพยากรและคุณค่าทางสังคม

    สามหลักการขับเคลื่อน
    1. Sufficiency as Foundation – ดำเนินชีวิตและธุรกิจอย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน
    2. Innovation as Force – ใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มคุณค่า ไม่ใช่เพียงกำไร
    3. Virtue as Value – สร้างนวัตกรรมที่มีจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    สี่องค์ประกอบเชิงระบบ
    1. People – พัฒนาเยาวชนและแรงงานให้มี “ทักษะนวัตกรรมบนฐานคุณค่า”
    2. Planet – จัดการทรัพยากรอย่างรู้คุณและยั่งยืน
    3. Prosperity – ขยายคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน
    4. Principles – บริหารจัดการด้วยคุณธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ
    SIE จึงเป็นการยกระดับ “พอเพียงเชิงปัจเจก” สู่ “พอเพียงเชิงระบบ” ทำให้ความพอเพียงไม่หยุดอยู่แค่การดำรงชีวิต แต่กลายเป็นระบบนวัตกรรมแห่งความยั่งยืน
    โดยผสาน 3 มิติของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (พอประมาณ–มีเหตุผล–มีภูมิคุ้มกัน) เข้ากับ 3 มิติของเศรษฐกิจนวัตกรรม (Efficiency–Evidence–Resilience) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ “เติบโตอย่างรู้ขีดจำกัด ตัดสินใจด้วยข้อมูล และปรับตัวได้ต่อวิกฤต”

    4) SIE กับสามเสาหลักของโลกใหม่: SDGs, BCG, และ ESG
    ในโลกที่การพัฒนาแตกแขนงเป็นหลายเสาหลัก — SDGs ให้เป้าหมาย, BCG ให้โมเดลเศรษฐกิจ, และ ESG ให้หลักธรรมาภิบาล — SIE คือ “สะพานเชื่อม” ที่ทำให้ทั้งสามระบบนี้ทำงานร่วมกันอย่างมีชีวิต

    SIE × SDGs
    SIE ทำให้เป้าหมายโลกเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เช่น
    • SDG 8: สร้างงานที่มีคุณค่า ผ่านเศรษฐกิจชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น
    • SDG 9: พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและชุมชน
    • SDG 12: ส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน
    SIE คือการ “แปลนโยบายโลกให้เป็นพลังของคนในพื้นที่”

    SIE × BCG
    SIE เติม “จิตวิญญาณแห่งความพอเพียง” ลงในโมเดล BCG (Bio–Circular–Green Economy)
    ให้เทคโนโลยีชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่มีความหมายต่อชุมชนและวัฒนธรรม เช่น
    • เกษตรอินทรีย์ที่ใช้ชีวมวลของชุมชน
    • ระบบจัดการน้ำหมู่บ้านที่ผสานภูมิปัญญาและวิทยาศาสตร์
    นี่คือการทำให้ BCG “มีหัวใจ” และ “มีราก”

    SIE × ESG
    ในขณะที่ ESG มักถูกมองเป็นเกณฑ์ของภาคธุรกิจ SIE ทำให้มันกลายเป็น “จิตสำนึกของระบบเศรษฐกิจฐานราก”
    • E (Environment) – ชุมชนดูแลสิ่งแวดล้อมของตนเอง
    • S (Social) – สร้างโอกาสและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
    • G (Governance) – บริหารอย่างโปร่งใส มีส่วนร่วม และตรวจสอบได้
    SIE ทำให้ ESG ไม่ใช่แค่ Compliance แต่เป็น Commitment ที่เกิดจากภายใน

    5) ยุทธศาสตร์ SIE: จากแนวคิดสู่การขับเคลื่อนจริง
    SIE จะไม่เกิดผล หากยังคงอยู่ในระดับแนวคิด จำเป็นต้องแปรเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ใน 4 ระดับหลัก
    1. ระดับประเทศ – ใช้ SIE เป็น กรอบเศรษฐกิจคู่ขนาน ที่เชื่อม BCG, SDGs และ ESG ภายใต้หลัก “เติบโตอย่างพอเพียง”
    2. ระดับพื้นที่ – จัดตั้ง Sufficiency Innovation Zones (SIZ) เพื่อเป็นศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมชุมชน เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และท้องถิ่น
    3. ระดับองค์กร – ปรับการบริหารด้วย ESG + Value-based Innovation เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโตอย่างรับผิดชอบ
    4. ระดับประชาชน – ปลูกฝัง “Sufficiency-Innovation Mindset” ในระบบการศึกษา ส่งเสริมเยาวชนให้เป็น Change Agents ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

    6) บทสรุป: พอเพียงไม่ใช่การถอยหลัง แต่คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีราก
    “พอเพียง” ไม่ได้หมายถึงการชะลอความเจริญ แต่คือการทำให้ความเจริญมีทิศทาง มีขอบเขต และมีจิตสำนึก ส่วน “นวัตกรรม” ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่คือพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนสังคมให้ดีกว่าเดิม
    เมื่อ “พอเพียง” และ “นวัตกรรม” มาบรรจบกัน เราจะได้เศรษฐกิจที่มั่นคงจากฐาน รุดหน้าอย่างสร้างสรรค์ และยั่งยืนอย่างมีคุณธรรม
    เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม (SIE) จึงไม่ใช่เพียงปรัชญาแห่งความพอเพียงยุคใหม่ แต่คือ Blueprint ของการปฏิรูปประเทศจากภายใน —ให้เติบโตได้โดยไม่สูญราก แข่งขันได้โดยไม่สูญคุณธรรม และยืนหยัดได้ในโลกที่เปลี่ยนอย่างไร้ขีดจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/875215/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23VPWjabde-SrgobiFQBQ0

  • เศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนไทยกลับเข้าครัวมากขึ้น กินนอกบ้านน้อยลง

    เศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนไทยกลับเข้าครัวมากขึ้น กินนอกบ้านน้อยลง

    เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำคนไทยกินนอกบ้านน้อยลง กลับเข้าครัวมากขึ้น แต่ซื้อของเข้าบ้านทีละเยอะๆ ไม่ไหว หันมาซื้อน้อยๆ แต่บ่อยขึ้นแทน

    ข้อมูลล่าสุดจาก The 1 Insight ชี้เทรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค Grocery เติบโตปีนี้สะท้อนว่า “เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้คนไทยทุกช่วงวัยกลับเข้าครัวมากขึ้น”

    โดยรายงานระบุว่า ‘สินค้ากลุ่มวัตถุดิบทำอาหาร’ เติบโตสูงขึ้น 2 เท่า รวมถึงเติบโตทั้ง ‘ปริมาณ’ และ ‘ความถี่’ สาเหตุหลักมาจากผู้บริโภคไทยทุกช่วงวัยใช้จ่ายอย่างรอบคอบระมัดระวังมากขึ้น และเลือกลดการกินนอกบ้านตามร้านอาหารลง เน้นซื้ออาหารกลับมาทำกินเองที่บ้าน ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รวมถึงดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัวได้มากกว่า

    คนไทยซื้อรายสัปดาห์ไม่ไหว หันซื้อรายวันแทน

    The 1 Insight ยังได้วิเคราะห์พฤติกรรมโดยละเอียดพบว่า ผู้บริโภคไทยเปลี่ยนจากการซื้อของเข้าบ้านช่วง ‘วันหยุดสุดสัปดาห์’ มาซื้อ ‘วันธรรมดา’ มากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนจากซื้อ ‘รายสัปดาห์’ มาเป็น ‘รายวัน’ แทน 

    อีกอย่างคือ การใช้จ่ายหมวด Grocery หรือ ซื้อของเข้าบ้าน จะพบว่า ต่างจังหวัดใช้จ่ายสูงมากกว่ากรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ ใช้จ่ายต่อครั้งสูงกว่ากรุงเทพฯ 2 เท่า ทำให้พื้นที่นอกเขตเมืองและหัวเมืองใหญ่กลายเป็นตลาดสำคัญของสินค้าหมวด Grocery ในปีนี้

    ‘สูงวัย’ ใช้จ่ายต่อคนเยอะ เพราะเลือกสินค้าคุณภาพดี-ออร์แกนิก

    หากมาเจาะพฤติกรรมดูเป็นราย Generation จะเห็นว่ากลุ่ม Silver Spenders หรือกลุ่มผู้สูงวัยนั้นใช้จ่ายต่อคนสูงที่สุด สูงมากกว่าภาพรวมถึง 3 เท่า เพราะนิยมเลือกเนื้อสัตว์คุณภาพสูง-ผักออร์แกนิก

    แต่กลุ่มที่เป็น ‘ตัวขับเคลื่อนหลัก’ ของหมวด Grocery ก็ย่อมเป็นคน Gen X และ Millennial Family ที่มักนิยมสินค้ากลุ่ม เนื้อสัตว์ ผักสด และเครื่องปรุงอาหารพื้นฐาน เน้นความหลากหลายและคุณภาพ เพราะทำอาหารที่บ้านเป็นประจำ

    ‘รุ่นใหม่’ เร่งรีบ เน้นสะดวก แปรรูปขายดี

    ขณะที่กลุ่มคน Gen Y และ Gen Z หรือคนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในวัยทำงานและใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ มักจะเลือก ‘สินค้าสะดวกทาน’ สลับกับ ‘ทำอาหารเอง’ สินค้ายอดนิยมของคนเจนนี้เลยเป็น โยเกิร์ต อาหารแช่แข็ง ขนมปัง สลับกับอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง เครื่องดื่มโปรตีน หรือ นมทางเลือก

    วิกฤตมีโอกาส กินนอกบ้านน้อย กินในบ้านมาก

    ฝั่ง The 1 Insight ให้คำอธิบายว่า ในวิกฤตนี้ยังมีโอกาสอยู่ โดยเฉพาะโอกาสจากเทรนด์ใหม่ๆ อย่าง Grocery–Delivery–Health Trend เพราะแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ไม่ได้หยุดนิ่ง ผู้บริโภคเองก็ปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบรอบคอบและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

    หรือถ้าให้ยกตัวอย่างแบบง่ายๆ คือ เมื่อคนไทยไม่กินนอกบ้าน ร้านอาหารขายได้น้อยลง แต่สินค้าวัตถุดิบอาหารกลับเติบโตมากขึ้นนั่นเอง

    โดย The 1 Insight เสนอว่า ฝั่งผู้ประกอบการสามารถให้ความสำคัญกับบริการ Delivery และบริการให้หลาหลายแพลตฟอร์มมากขึ้น จะได้สะดวกรวดเร็วตอบโจทย์คนไทยยุคใหม่ในเมืองใหญ่ที่ทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก รวมถึงให้ความสำคัญกับ ‘เทรนด์อาหารสุขภาพ+สะดวก’ อย่างเช่น นมโปรตีนสูง (High-protein Milk) ที่สามารถเติบโตได้ท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทายนั่นเอง

    แล้วคุณล่ะกลับเข้าครัวรึยัง หรือกินนอกบ้านยังคุ้มกว่าอยู่ดี?

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/the-1-insight-grocery-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw139HUdVKlBkZnJQykgmDPk

  • ‘คลัง’ เล็งออกมาตรการเศรษฐกิจรายสัปดาห์ ‘เอกนิติ’ หวัง GDP โตเกิน 2.2%

    ‘คลัง’ เล็งออกมาตรการเศรษฐกิจรายสัปดาห์ ‘เอกนิติ’ หวัง GDP โตเกิน 2.2%

    เศรษฐกิจ

    08 ต.ค. 2025 เวลา 6:25 น.

    ครม.อนุมัติ ‘คนละครึ่งพลัส’ อัดงบ 4.4 หมื่นล้าน เติมกำลังซื้อ ปลุกเศรษฐกิจปลายปี ‘เอกนิติ’ เผย เปิดให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป ลงทะเบียน 20-26 ต.ค.68 ใช้สิทธิวันที่ 29 ต.ค.-31 ธ.ค.68

    • ครม.อนุมัติ ‘คนละครึ่งพลัส’ อัดงบ 4.4 หมื่นล้าน เติมกำลังซื้อ ปลุกเศรษฐกิจปลายปี
    • ‘เอกนิติ’ เผย เปิดให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป ลงทะเบียน 20-26 ต.ค.68 ใช้สิทธิวันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค.เมื่อรวมกับบัตรสวัสดิการ มั่นใจเงินสะพัดแสนล้าน หวังผลดันจีดีพีไตรมาสสุดท้ายได้ 0.6%
    • เตรียมออกนโยบายเพิ่มทุกสัปดาห์ ลุ้นดันจีดีพีโตเกิน 2.2%
    • ไฟเขียวตั้ง ครม.เศรษฐกิจ นายกฯ นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบาย

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งเป้าหมายฟื้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการกระตุ้นระยะสั้น โดยใช้มาตรการคนละครึ่งพลัสเป็นมาตรการแรก ควบคู่มาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 33.4 ล้านคน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยกำหนดให้ประชาชนลงทะเบียนสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 20-26 ต.ค.2568 และเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค.2568 

    ทั้งนี้ผู้ได้รับสิทธิต้องเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย.2568 เวลา 23.00 น. หากไม่ใช้จะถูกตัดสิทธิ ขณะที่สิทธิสำหรับการสั่งอาหารผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. – 31 ธ.ค.2568

    สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิ คือ ต้องเป็นประชาชนสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันลงทะเบียน ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ต.ค.2568 และไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิจากโครงการคนละครึ่งเฟส 1-5 

    ส่วนการรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจะได้สูงสุดวันละ 200 บาทต่อคน เพิ่มจากโครงการเดิมให้วันละ 150 บาท โดยรัฐช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของยอดใช้จ่าย รวมตลอดโครงการ 2,000 บาทต่อคน และหากเป็นประชาชนผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิ “พลัส” เพิ่มเติม รวมเป็น 2,400 บาทต่อคน ตลอดโครงการ

    “รัฐบาลต้องการให้เป็นโครงการเรือธงมาเสริมโครงการบัตรสวัสดิการที่อนุมัติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นโครงการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว ครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 20 ล้านคน ลดรายจ่ายจากที่รับสมทบให้คนละครึ่งและช่วยร้านค้ารายเล็กรายย่อยได้เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลยาวจากการพลัส”

    'คลัง' เล็งออกมาตรการเศรษฐกิจรายสัปดาห์ 'เอกนิติ' หวัง GDP โตเกิน 2.2%

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับคำว่า “พลัส” โครงการนี้สะท้อนการเพิ่มสิทธิ และประโยชน์มากกว่าคนละครึ่งในเฟสที่ผ่านมา ได้แก่ 

    1.พลัสสิทธิ ให้สิทธิประชาชนครอบคลุมกว้างขึ้นตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ต่างจากครั้งก่อนที่ให้อายุ 18 ปีขึ้นไป

    2.พลัสเงินใช้จ่าย โดยเพิ่มวงเงินสำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    3.พลัสสิทธิพิเศษ ที่ขยายความร่วมมือไปยังร้านค้า ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และโมโครเอสเอ็มอี ที่มีรายได้ปีละไม่เกิน 1.8 ล้านบาท 

    4.พลัสเศรษฐกิจ ที่ช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในระบบจริง สนับสนุนรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจขนาดเล็ก พร้อมทั้งผลักดันให้สังคมไทยเข้าสู่ระบบการทำธุรกรรมดิจิทัลที่โปร่งใส ทันสมัย โดยเพิ่มทักษะนี้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    เล็งคลาดมาตรการทุกสัปดาห์

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการภายใต้นโยบายแนวคิด Quick Big Win โดย Quick ทำเร็ว จะใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง และถุงเงิน ที่มีอยู่แล้ว และประชาชนคุ้นเคย ขณะที่ Big เม็ดเงินใหญ่ ใช้แหล่งเงินงบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท มาจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ เมื่อรวมการสมทบจากประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท จะมีเงินหมุนเวียนรวม 88,000 ล้านบาท หากรวมกับเงินที่เติมเข้าบัตรสวัสดิการในช่วง พ.ย. – ธ.ค.นี้ ที่ ครม.อนุมัติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 23,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรวมกันประมาณแสนล้านบาท จะกระตุ้นจีดีพี 0.3-0.4% เมื่อรวมกับคาดการเดิม 0.3% ในไตรมาสสุดท้ายจีดีพีจะขยายตัวได้อย่างน้อย 0.6% 

    รวมทั้งรัฐบาลจะมีมาตรการอื่นออกเพิ่มอีกทุกสัปดาห์ และ Win ผลลัพธ์ที่ประชาชนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการไมโครเอสเอ็มอีจะได้รับประโยชน์ และช่วยให้เกิดการกระจายตัวทางเศรษฐกิจไปทั่วประเทศทำให้จีดีพีไตรมาสสุดท้ายอาจโตได้ถึง 1%

    ส่วนเป้าจีดีพีทั้งปีจะโตกว่า 2.2% ตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้หรือไม่นั้นนายเอกนิติระบุว่า “จะพยายาม”

    มั่นใจความพร้อมระบบรองรับลงทะเบียน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าระบบการลงทะเบียนจะรองรับได้ 100,000 ธุรกรรม/วินาที จากเดิมรองรับ 50,000 ธุรกรรม/วินาที ประชาชนจึงสบายใจในระบบการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ว่าจะเสถียรขึ้น 

    “กฤษฎีกา” ชี้โยกงบไม่ขัดกฎหมาย

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.สอบถามข้อกังวลการใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน และจำเป็นเร่งด่วน 2569 วงเงิน 19,000 ล้านบาท มาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสว่าสามารถทำได้หรือไม่ 

    ทั้งนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบคำถามว่า สามารถทำได้ เนื่องจากการใช้งบกลางฯในส่วนนี้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าภัยเรื่องหนึ่งที่กระทบกับประเทศก็คือ เรื่องของ “ภัยเศรษฐกิจ” เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน และฉุกเฉินที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาจึงไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย

    ไฟเขียวตั้ง ครม.เศรษฐกิจ 

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีนายเอกนิติ เป็นรองประธาน 

    นอจากนั้นมีหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการ เป็นกรรมการ รวม 25 คน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีรองผู้อำนวยการ สศค.เป็นกรรมการและรองเลขานุการ

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การแต่งตั้ง ครม.เศรษฐกิจ เป็นไปตามนโยบายของนายอนุทินนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้มีการประชุมเพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ประชุมทุกวันจันทร์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากวันจันทร์หน้าเป็นวันหยุดราชการ จึงยังไม่กำหนดจะประชุมหรือไม่อยู่ที่การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

    ส่วนประเด็นความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐ นายสิริพงศ์ ระบุว่าใน ครม.ครั้งนี้ยังไม่ได้หารือ แต่คาดว่าจะประชุมเรื่องนี้ใน ครม.เศรษฐกิจนัดแรก รวมทั้งการแต่งตั้งทีมไทยแลนด์ชุดใหม่ที่จะเจรจาสหรัฐ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์เจรจาภาษีกับสหรัฐ โดยตนเองมีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูลการเจรจาในฐานะเคยร่วมทีมเจรจาเมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw188fdZDvtOtdixdAEV9TiG

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามวอลล์สตรีท กังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามวอลล์สตรีท กังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบในวันนี้ (8 ต.ค.) ตามทิศทางตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดในแดนลบในวันอังคาร (7 ต.ค.) ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์กเปิดเผยผลสำรวจประจำเดือนก.ย. ซึ่งบ่งชี้ว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกันมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของตลาดแรงงาน และคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะใกล้นี้

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 47,925.22 จุด ลดลง 25.66 จุด หรือ -0.05% ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,900.64 จุด ลดลง 57.13 จุด หรือ -0.21%

    ดัชนี ASX/S&P 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.3% ส่วนตลาดหุ้นจีนปิดทำการเนื่องในวันชาติ และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดทำการเนื่องในเทศกาลชูซอก

    หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงปิดดำเนินการเนื่องจากขาดงบประมาณ และทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญต้องถูกเลื่อนออกไป ซึ่งทำให้นักลงทุนหันไปพึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจจากองค์กรอิสระ ตลอดจนการแสดงความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ในการประชุมเดือนนี้

    นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ในการประชุมว่าด้วยธนาคารชุมชนที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ในวันที่ 9 ต.ค. เวลา 08.30 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 19.30 น.ตามเวลาไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535477&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q8Vv3WOduYMA8qiG2dlqQ

  • ครม.เคาะ “คนละครึ่ง พลัส” แจกสิทธิ์ 20 ล้านราย เพิ่มวงเงิน-ขยายอายุผู้ใช้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย

    ครม.เคาะ “คนละครึ่ง พลัส” แจกสิทธิ์ 20 ล้านราย เพิ่มวงเงิน-ขยายอายุผู้ใช้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย


    ครม.ไฟเขียว “คนละครึ่งพลัส” เรือธงเศรษฐกิจใหม่ เริ่มใช้ 29 ต.ค.นี้ เพิ่มเงินสมทบเป็นวันละ 200 บาท ขยายอายุผู้ใช้ คาดดันจีดีพีโต 0.3-0.4% เพิ่มออฟชั่น ใช้ซื้อเดลิเวอร์ฟู้ดส์

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง นายลวรณ แสงสนิท  ปลัดกระทรวงการคลัง นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ร่วมแถลง โครงการคนละครึ่ง พลัส  

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ครม. เห็นชอบให้ดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นความเร่งด่วนเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้ประชาชน มีกำลังจ่ายในชีวิตประจำวันในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับภัยเศรษฐกิจ ในไตรมาสที่4 ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะติดลบและชะลอตัวลง โครงการนี้จึงเป็นเรือธงที่เสริมจากโครงการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ ครม.อนุมัติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อฟื้นเศรษฐกิจให้กระจายตัวและได้ผลในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและกระจายตัว โดยจะให้สิทธิ์กับประชาชน 20 ล้านสิทธิ์ ซึ่งรัฐบาลจะสมทบเงินครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยฝั่งร้านค้ารายเล็กรายย่อย เพิ่มยอดรายได้จากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว โดยประชาชนในระบบภาษีจะได้เงิน 2,400 บาท นอกจากนั้น คือ เพิ่มทักษะให้กับพ่อค้าแม่ค้า โดยใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การค้าขายและลดรายจ่าย โดยนำเทคโนโลยีที่จะมีโครงการเรียนรู้เข้ามาช่วยร้านค้า

    “รัฐบาลมุ่งเน้นโครงการนี้จะเป็นเครื่องจักรช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ติดลบ ซึ่งโครงการนี้ จะแตกต่างจากของเดิม ที่กำหนดช่วงอายุของผู้ที่สามารถใช้สิทธิ์ได้คือ 18 ปีบริบูรณ์ แต่ครั้งนี้กำหนดให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพราะคนรุ่นใหม่มีกำลังซื้อและสามารถค้าขายออนไลน์ ได้จึงมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ นอกจากนั้นจะเพิ่มเงินสมทบของรัฐต่อวันจากเดิม 150 บาทเป็น 200 บาทต่อวัน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และยังเพิ่มวงเงินสิทธิของผู้ที่อยู่ในระบบภาษีเป็น 2,400 บาทเมื่อเทียบกับสิทธิ ให้กับประชาชนทั่วไป 2,000บาทโดยจะเริ่มใช้ได้ในวันที่ 29 ต.ค.-31 ธ.ค. นี้ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนแล้วและยังไม่ได้ใช้สิทธิ์จะต้อง เริ่มใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายในในวันที่ 11 พ.ย.นี้ 
     
    รมว.คลัง กล่าวว่า นอกจากนั้นยังเพิ่มให้ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีรายได้ต่อปีที่เป็นร้านเป็นไมโครเอสเอ็มอี สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้รวมถึงวิสาหกิจชุมชน และเพิ่มทักษะความรู้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยเรียนรู้ทักษะใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาขยายธุรกิจสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแรงจากล่างขึ้นบนทั้งหมดนี้เป็นไปตามแนวคิด ”ควิก บิ๊ก วิน“ โดยทำให้เร็ว ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และถุงเงิน ซึ่งทุกคนมีและคุ้นเคยอยู่แล้วสามารถนำมาใช้ได้ทันทีและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับแหล่งเงินงบประมาณ จะใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นงบประมาณเดิมของปี 2569 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท และงบกลาง รายจ่ายสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น 1.9 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นครึ่งหนึ่งในส่วนของรัฐบาล รวมกับครึ่งหนึ่งของประชาชน จะเป็น 88,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินที่เติมเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมกัน 1 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 0.3 ถึง 0.4% ของจีดีพีเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยติดลบ เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และร้านค้าขนาดเล็กจะได้ประโยชน์ และสามารถซื้อสินค้าทางฟู้ดส์เดลิเวอรี่ได้

    สำหรับรายละเอียด ดังนี้ มีระยะเวลาโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.-31 ธ.ค.โดยเปิดรับลงทะเบียนร้านค้าตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.- 19 ธ.ค.นี้ หรือระยะเวลาตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด สำหรับ การเปิดรับลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.-ถึงวันที่ 26 ต.ค.นี้ เวลา 06.00 – 22.00 น.

    ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.- 31 ธ.ค. เวลา 06.00 – 23.00 น.โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย.- 31 ธ.ค. เวลา 06.00 – 21.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xkQ-KIe2_yJ_4w1RnUkZR

  • ปฏิกิริยาของอารักชี ต่อคำกล่าวล่าสุดของทรัมป์เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

    ปฏิกิริยาของอารักชี ต่อคำกล่าวล่าสุดของทรัมป์เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

    ปฏิกิริยาของอารักชี ต่อคำกล่าวล่าสุดของทรัมป์เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

    เมื่อผมเดินทางไปยังการเจรจาครั้งที่5กับคุณวิตคอฟในวันที่ 2 โคร์ดอต ผมได้เขียนไว้ว่า:
    🔹 อาวุธนิวเคลียร์เป็นศูนย์ = มีข้อตกลงแล้ว
    🔹 การเสริมสมรรถนะเป็นศูนย์ = ไม่มีข้อตกลง
    🔹 ถ้าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ดูบันทึกการเจรจาที่จัดทำโดยสื่อกลาง เขาจะเห็นว่าเราคืบหน้าใกล้จะฉลองข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับนิวเคลียร์และประวัติศาสตร์แค่ไหน
    🔹 ทรัมป์ควรจำไว้ว่ามีข้อมูลใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าประเทศอิรักซ่อนอาวุธทำลายล้างสูงไม่มีเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเสียหายมหาศาล ชาวอเมริกันเสียชีวิตเป็นพันคน และเงินภาษี 7 ล้านล้านดอลลาร์ถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์
    🔹 เช่นเดียวกัน ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่บอกว่า ถ้าอิสราเอลไม่หลอกลวงสหรัฐฯ ให้โจมตีอิหร่าน ชาวอิหร่านจะเข้าใกล้การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ภายในหนึ่งเดือนได้ ในขณะที่ปฏิบัติการนี้ล้มเหลว อิสราเอลจึงพยายามสร้างภัยคุกคามสมมติจากความสามารถทางการป้องกันของอิหร่าน ขณะนี้ชาวอเมริกันเหนื่อยล้ากับการสู้รบใน “สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น” ของอิสราเอลแล้ว

  • ครม.ไฟเขียวตั้ง ครม.เศรษฐกิจ  ‘อนุทิน’ นั่งประธาน พ่วงกรรมการ 25 คน

    ครม.ไฟเขียวตั้ง ครม.เศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ นั่งประธาน พ่วงกรรมการ 25 คน

    เศรษฐกิจ

    07 ต.ค. 2025 เวลา 14:38 น.

    ครม.ไฟเขียวตั้ง ครม.เศรษฐกิจ นายกฯ นั่งประธานเอง เอกนิติ นั่งรองฯ ประธาน ร่วมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ 25 คน ผอ.สศค.นั่งฝ่ายเลขาฯ ประชุมนัดแรก

    • ครม.ไฟเขียวตั้ง ครม.เศรษฐกิจ นายกฯ นั่งประธานเอง
    • เอกนิติ นั่งรองฯ ประธาน ร่วมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ 25 คน
    • มอบหมาย ผอ.สศค.นั่งฝ่ายเลขาฯ กรรมการ 
    • เล็งประชุมนัดแรกจ่อถกตั้งทีมไทยแลนด์เจรจาภาษีสหรัฐ หลังรัฐบาลมอบหมาย “ศุภจี” หัวหน้าทีมเจรจา

    เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน

    โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นรองประธาน นอกจากนั้นมีหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการ เป็นกรรมการ รวม 25 คน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีรองผู้อำนวยการ สศค.เป็นกรรมการและรองเลขานุการ

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การแต่งตั้ง ครม.เศรษฐกิจ เป็นไปตามนโยบายของ นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้มีการประชุมเพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้มีการประชุมในทุกวันจันทร์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในสัปดาห์หน้าวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ จึงยังไม่ได้กำหนดแน่นอนว่าจะมีการประชุมหรือไม่ อยู่ที่การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

    ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าในการเจรจาภาษีสหรัฐว่าได้มีการหารือกันในการประชุม ครม.วันนี้หรือไม่ นายสิริพงศ์ ระบุว่าใน ครม.ครั้งนี้ยังไม่ได้มีการหารือกัน คาดว่าจะมีการประชุมเรื่องนี้ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกรวมทั้งการแต่งตั้งทีมไทยแลนด์ชุดใหม่ที่จะเจรจากับสหรัฐด้วย

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์ที่จะเจรจาเรื่องภาษีสหรัฐ โดยความชัดเจนในเรื่องของการตั้งทีมไทยแลนด์ชุดใหม่นั้นต้องสอบถามจากนางศุภจีที่ได้รับมอบหมายในเรื่องนี้ ส่วนตนเองมีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูลในการเจรจาในฐานะที่เคยร่วมทีมเจรจาเมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202090&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QkFREfsJ_Gyr_QaqVfdbe

  • ครม.เคาะ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม 15 ต.ค. อัดงบ 4.4 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ ปลายปี 68

    ครม.เคาะ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม 15 ต.ค. อัดงบ 4.4 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ ปลายปี 68

    Half-Half Plus

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่จะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    คณะรัฐมนตรีเล็งเห็นว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค และต่ำกว่าศักยภาพ (Potential Growth) โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง

    ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ที่อาจจะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ จำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้

    1. ระยะเวลาโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
      1.1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้าตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หรือระยะเวลาตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด
      1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 (เวลา 06.00 – 22.00 น.)
      1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
      (เวลา 06.00 – 21.00 น.)
    2. กลุ่มเป้าหมาย
      2.1 ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568
      2.2 ประชาชนทั่วไป
      ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูล
      ของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และ 5) ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5
    3. การใช้จ่าย
      ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน ในอัตราร้อยละ 50 ทั้งนี้ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน แต่ไม่เกินจำนวนวงเงินสิทธิที่กำหนด โดยประชาชนผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 หรือ ภ.ง.ด. 95 ในปีภาษี 2567 จะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,400 บาทต่อคน และประชาชนทั่วไปจะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาใช้จ่ายของโครงการฯ ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ

      โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า โครงการฯ ได้มีการกำหนดวงเงินสิทธิของผู้ที่ยื่นแบบภาษีมากกว่าประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ประกอบกับการดำเนินโครงการฯ

    ในระยะต่อไปภาครัฐอาจมีการกำหนดเงื่อนไขให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ มีการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ในด้านความรู้ทางด้านการเงิน (Financial Literacy) หรือความรู้ทางด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ผ่านแพลตฟอร์มหรือช่องทางที่กำหนด เพื่อให้สร้างทักษะในด้านต่าง ๆ เช่น การประยุกต์ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการบริหารจัดการต้นทุนของร้านค้า เป็นต้น ซึ่งร้านค้าที่พัฒนาสำเร็จอาจจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับการเข้าร่วมโครงการฯ ในอนาคต

    โดยการดำเนินโครงการฯ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันให้แก่ประชาชนเพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2568 ได้อย่างรวดเร็ว

    ซึ่งการดำเนินโครงการฯ จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 88,000 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.22 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชนให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและทั่วถึง และที่สำคัญคือ มุ่งหวังให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

    อนึ่ง คณะรัฐมนตรียังได้มีมติเห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับสิทธิตามโครงการฯ ที่ประชาชนได้รับ และสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ขอเรียนยืนยันว่า ข้อมูลโครงการฯ ไม่ได้มีการเชื่อมต่อระบบกับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบรายได้แต่อย่างใด โดยผู้ประกอบการไม่ว่าจะเข้าร่วมโครงการฯ หรือไม่ก็ตาม เมื่อมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือมีรายได้ ย่อมต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แล้วแต่กรณี และหากคำนวณภาษีแล้วมีเงินได้สุทธิหรือกำไรสุทธิ
    ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี ผู้ประกอบการก็จะไม่มีภาระภาษีที่จะต้องชำระแต่อย่างใด

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    1. เว็บไซต์โครงการฯ: ติดตามรายละเอียดโครงการฯ และข้อมูลข่าวสารได้ทาง www.คนละครึ่งพลัส.com
    2. ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน:
      2.1 ติดต่อสอบถาม โทร. 0 2111 1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
      2.2 ตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0 2111 1122 กด 2 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
      และวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
    3. ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า:
      ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โทร. 0 2111 9999 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
    4. สอบถามข้อมูลโครงการฯ:
      สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3510 3238 3313 3512 3532 หรือ 3502 ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/cabinet-approves-half-half-plus-program-starting-october-15/news-update/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BC_y-2gVqCvFa_OwitMMW

  • โจ๊กบางกอก ทำยังไง? ยืนระยะ 22 ปี มี 200 สาขา แม้เจอเศรษฐกิจแย่-หมูแพง-แข่งเดือด

    โจ๊กบางกอก ทำยังไง? ยืนระยะ 22 ปี มี 200 สาขา แม้เจอเศรษฐกิจแย่-หมูแพง-แข่งเดือด

    นี่คือเรื่องราวของ ‘โจ๊กบางกอก’ ร้านโจ๊กที่ยอดขายไม่โจ๊ก จากอาหารเช้าที่เปิดในห้องแถว สู่แฟรนไชส์โจ๊กหลักร้อยสาขา ที่ยืนระยะผ่านร้อนหนาวมาแล้วกว่า 22 ปี

    โจ๊กบางกอก
    ‘เคียว-สมชัย ธุระกิจเสรี’ ผู้ปลุกปั้นแบรนด์ ‘โจ๊กบางกอก’ มาพร้อมปรัชญาที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมานานกว่า 20 ปี คือเดินไปข้างหน้าด้วยหลักคิดว่า “ให้สาขาอยู่รอดก่อน เราถึงจะรอด” 

    หนึ่งในเรื่องน่ารักของ ‘โจ๊กบางกอก’ คือให้เติมหมี่กรอบฟรีไม่อั้น จนกลายเป็นร้านที่เด็ก ๆ อยากทานทุกเช้า ไปจนถึงการช่วยคนที่มีทุนแค่ครึ่งเดียวให้ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ

    แล้วแนวคิดนี้นำไปสู่ผลลัพธ์แบบไหน? เราลองมาดูกัน

    จาก ‘โจ๊ก’ มื้อเช้าที่ทุกคนกินตามตึกแถว จนกลายมาเป็นแฟรนไชส์โจ๊กบางกอก เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2545 คุณเคียวและพี่ชายที่โตมาในธุรกิจอาหารที่มีทั้งร้านสเต๊ก, ก๋วยเตี๋ยว และโจ๊ก เล็งเห็นว่าในตอนนั้นยังไม่มีแฟรนไชส์โจ๊กและเป็นช่องว่างตลาดที่น่าสนใจ จึงเริ่มสาขาแรกที่โชคชัย 4

    2545 เป็นยุคแรก ๆ ของธุรกิจแฟรนไชส์ในเมืองไทย ประกอบกับมองเห็นยอดขายจากร้านที่มีอยู่แล้ว คุณเคียวจึงเห็นว่าธุรกิจนี้มียอดขายที่ดี และมีศักยภาพในการทำยอดขายเฉลี่ยระดับ 50,000 บาทต่อวัน เลยนำมาต่อยอดจากแค่ร้านโจ๊กเดี่ยว ๆ สู่แฟรนไชส์ ในรูปแบบร้านโต้รุ่งในยุคแรก เปิดตั้งแต่ 16:00 น. ถึง 9:00 น.

    หนึ่งปีให้หลังจากที่เริ่มเปิดร้านสาขาแรก โจ๊กบางกอกได้เข้าร่วมโครงการของกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งมีโครงการ B2B ทำให้ได้แบ่งปันความรู้กับแบรนด์แฟรนไชส์ใหญ่ ๆ และยังทำให้คนเริ่มรู้จักแบรนด์โจ๊กบางกอกขึ้นเรื่อย ๆ จึงเริ่มมีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์

    จนมาถึงปี 2547 จุดเปลี่ยนของแบรนด์คือการไปออกรายการ ‘ช่องทางทำกิน’ ทำให้จำนวนแฟรนไชส์เพิ่มเป็น 40 สาขา และใน 10 ปีแรก ก็ขยายได้ถึง 130 สาขา และอีกจุดเปลี่ยนคือ การไปออกรายการ ‘อายุน้อยร้อยล้าน’ ทำให้มีผู้ประกอบการเจ้าใหม่รู้จักแบรนด์โจ๊กบางกอก ดันยอดแฟรนไชส์โตขึ้นทะลุ 200 สาขา

    กำไรไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้ ‘โจ๊กบางกอก’ โตได้

    โจ๊กบางกอกเปิดลงทุนแฟรนไชส์เริ่มต้นเพียงแสนนิด ๆ แบ่งเป็นค่าแฟรนไชส์เริ่มต้น 10,000 บาท ค่าอุปกรณ์ 100,000 บาท แต่การรับการลงทุนแฟรนไชส์ คุณเคียวไม่ได้สนเพียงการเข้ามาซื้อและขายแฟรนไชส์ บางทีถ้ามีผู้สนใจแต่ไม่มีทุนคุณเคียวก็อยากช่วยลงทุน

    คุณเคียวได้เล่าว่า “เคยมีบางร้านแบบว่า เฮียมีเงิน 50,000 ช่วยหน่อยเราก็ต้องดูทำเลเขาก่อน ถ้าทำเลมีความเป็นไปได้สูงเนี่ย เราก็ซัพพอร์ตเขา ทำป้ายให้ใช้ก่อน ให้ยืมเคาน์เตอร์อะไรไปก่อน ผ่านไป 10 ปี กลับมาดูเขาขายได้จนชีวิตเปลี่ยนเราก็มีความสุข”

    เพราะบางอย่างเราไม่ได้ดูเพียงกำไรที่จะเข้ามาอย่างเดียว บางอย่างเราต้องมองที่ผู้ประกอบการที่เขาซื้อ
    แฟรนไชส์ไปว่าสามารถอยู่ได้ไหม “เพราะถ้าเขาอยู่ได้นาน เราก็จะอยู่ได้เหมือนกัน”


    โดยคุณเคียวกล่าวเสริม  “ผู้ประกอบการก็เป็นทั้งลูกค้า เป็นพาร์ทเนอร์ ถ้าเราเน้นกำไรมองแต่ตัวเลขขึ้นราคาสินค้าอยู่ตลอด ตัวแบรนด์เองก็จะกระทบ ถ้าเค้าปิดไป ยอดขายเราก็ตก ปรัชญาง่ายๆ อันแรกคือ ให้เขาอยู่ได้ก่อน และใช้หลักการนี้เหมือนกันในการดูแลลูกค้า”

    นอกจากโจ๊กที่เป็นจุดขายแล้ว อีกหนึ่งจุดขายคือหมี่กรอบที่สามารถตักได้ไม่อั้น ซึ่งบางร้านอาจจะมองว่าเป็นต้นทุนที่สิ้นเปลือง แต่สำหรับคุณเคียว ซึ่งเคยเจอนักเรียนมา 4-5 คน สั่งโจ๊กเปล่าและตักแต่เครื่องเคียง กลับมองว่าการที่ลูกค้ากินอิ่มและกลับมาบ่อย ๆ ดีกว่าการที่ขายแต่ละถ้วยและมองแต่กำไร

    คนแห่เปิดร้านอาหาร แต่ ‘โจ๊กบางกอก’ มองเป็นโอกาส

    เชื่อว่าหลังโควิด เศรษฐกิจก็เริ่มเป็นขาลง แต่ในวงการอาหารความยากนอกจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีคือการที่มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ในละแวกเดียวกันจากที่มีร้านอาหาร 5 ร้าน กลับมีเป็นเกือบ 10 ร้าน ซึ่งก็กระทบต่อผู้ประกอบการ ยอดขายหน้าร้านก็มีลดลงบ้างบางสาขา

    ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โจ๊กบางกอกมีรายได้ ดังนี้

    • ปี 2563 รายได้ 13.7 ล้านบาท กำไร 1.3 ล้านบาท
    • ปี 2564 รายได้ 15.8 ล้านบาท กำไร 1.3 ล้านบาท
    • ปี 2565 รายได้ 16.6 ล้านบาท กำไร 1.1 ล้านบาท
    • ปี 2566 รายได้ 15.1 ล้านบาท กำไร 0.73 ล้านบาท
    • ปี 2567 รายได้ 13.3 ล้านบาท กำไร 0.57 ล้านบาท

    แต่โดยภาพรวมก็มีข้อดีในเรื่องร้าย เพราะการมีร้านมากขึ้นหมายความว่า มีผู้ประกอบการหน้าใหม่กระโดดเข้ามาวงการอาหารมากขึ้น ทำให้มีผู้ประกอบการที่มาซื้อแฟรนไชส์มากขึ้นไปด้วย ตั้งแต่หลังโควิดโจ๊กบางกอกโตขึ้นอยู่ตลอด ปีหนึ่งก็โตประมาณ 10-20 สาขา

    ในขณะที่ปัญหาเหมือนจะทุเลา แต่อุปสรรคใหม่ ๆ ก็เข้ามาในปี 2565 ที่เกิดวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี เนื้อหมูมีราคาแพงมาก ทำให้เป็นช่วงที่ต้องปรับตัวเพื่อให้รอดผ่านไปได้

    ในรอบ 20 ปี คุณเคียวไม่เคยใช้โซเชียลมีเดียในการโปรโมตร้านเลย แต่จะเน้นเป็นการได้ออกรายการทีวีหรือการที่มีคนรู้จักผ่านการสัมภาษณ์ นี่คือหนึ่งจุดที่มีการปรับตัว

    อีกเรื่องคือ คุณเคียวต้องเปลี่ยนจากการบริหารแบบมวยวัด ไปสู่การศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ เพื่อมาต่อยอดร้าน เพราะในตอนนี้การแข่งขันในวงการอาหารนั้นมีสูงมาก การบริหารแบบเดิม ๆ จะเสี่ยงต่ออนาคต

    ‘โจ๊กบางกอก’ จะโตได้ ต้องไปไกลกว่าโจ๊ก

    เมื่อถามถึงอนาคตของโจ๊กบางกอกที่จำนวนสาขาโตขึ้น 10% ในทุกปี คุณเคียวเล่าว่ายังมีแพลนในอนาคตที่จะเปิดแบรนด์ใหม่มาต่อยอดความสำเร็จ จากโจ๊กที่มีสาขามากกว่า 200 สาขา มาเป็นแฟรนไชส์หมูกรอบที่เป็นตัวเลือกใหม่ ๆ ให้ผู้ประกอบการที่เคยซื้อแฟรนไชส์โจ๊กสามารถมาเพิ่มเมนูใหม่ ๆ หรือจะเป็นผู้ประกอบการใหม่ที่เข้ามาซื้อแค่แฟรนไชส์หมูกรอบก็ได้

    และคุณเคียวยังได้สปอยล์ทิ้งท้ายว่านอกจากโจ๊ก และหมูกรอบ ยังจะมีแฟรนไชส์ใหม่ ๆ เอาใจสายของหวานเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารที่ร้าน เพราะถ้ามีเครื่องดื่ม หรือเบเกอรี ก็จะเข้ามาตอบโจทย์อาหารใน 1 มื้อได้อีกด้วย แต่จะมาเป็นแบรนด์อะไรยังต้องรอก่อน โดยคาดว่าในปีหน้าจะได้รู้แน่นอน

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/bangkok-rice-porridge/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NXEWTISayFL8yT368nfZI

  • เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

    เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

    วิกฤตภูมิอากาศได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด และได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกไปแล้วเกือบ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่าง ปี 1993-2022


    นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศว่า “ยุคของโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น” เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด
    นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า “ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน“
    วิกฤตนี้กำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ทุกประเทศทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันแบบสุดขั้ว (Extreme climate change)
    ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ 2 ลูก ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอหมดกำลังโตต่ำโตช้าและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย การจัดอันดับของ IMD ปีล่าสุด ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับ จากปีก่อน โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ลดลงถึง 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 32 ประสบปัญหางบประมาณขาดดุลติดต่อกันถึง 19 ปี และมีหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

    แก้ปัญหาความยากจน

    ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 90% ของ GDP และการเผชิญกับมาตรการภาษีคาร์บอนระหว่างประเทศเพราะไทยปล่อย GHG ประมาณ 280.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นประมาณ 0.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก จึงกำหนดเป้าหมายการเป็น Net Zero ของประเทศไทย ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 120 ล้านตัน ภายในปี 2065
    นี่คือภาพรวมของกับดักความท้าทายที่เราต้องก้าวข้าม พร้อมกับเผชิญโจทย์ใหม่จากภัยคุกคามของโลกเดือด และการแสวงหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต
    ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จึงไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนและเป็น “กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่” เพื่อพลิกฟื้นประเทศและสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน
    เพราะนี่คือโอกาสที่มูลค่าเศรษฐกิจสีเขียวของโลกสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2050 และกองทุนระหว่างประเทศก็ให้คำมั่นจะลงทุนกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในธุรกิจที่คำนึงถึง ESG(Environmental-Social-Governance) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อสีเขียวรวมกันสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกใหม่ที่ถูกกำกับด้วยกฎสีเขียว (Green Regulation) ซึ่งคือบริบทใหม่ของกฎหมายและการเงินระหว่างประเทศที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขในการค้าและการลงทุน
    ESG Fund Flow
    เศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่คำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างให้เกิด “การเติบโตสีเขียว” (Green Growth) การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและรู้คุณค่า ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG-Green House Gas) ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน
    ในบริบทประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างน้อยวางอยู่บน 4 เสาหลักได้แก่
    1. เทคโนโลยีเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
    MarketsandMarkets รายงานว่าตลาดเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) ทั่วโลกมีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
    ในขณะที่การใช้โดรนทางการเกษตรในไทยเพิ่มขึ้น 300% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตร สะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสู่ตลาดโลก และการยกระดับการผลิตด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ส่วนอาหารแห่งอนาคต (Future Food) นั้น เป็นเกษตรทางเลือกใหม่ ลดโลกร้อนในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเป็นอาหาร อาหารเสริม Functional food อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เภสัชภัณฑ์ และน้ำมันชีวภาพตอบโจทย์เทรนด์ของโลกยุค Next Normal ที่สนใจสุขภาพมากขึ้น หลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก (Covid Pandemic) ได้แก่ โปรตีนจากแมลง (Edible Inseat base Protein) โปรตีนจากพืช (Plant base Protein) เช่น ผำ เห็ด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯ โดยเฉพาะสาหร่ายเป็นพืชแห่งอนาคตที่ช่วยลดโลกร้อน ซึ่งมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation) ที่ผมเป็นประธาน กำลังส่งเสริมร่วมกับกรมประมงและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Blue Carbon ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปสาหร่ายวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง โดยบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (WIF:Worldview International) และ WCF
    กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์การส่งออกอาหาร Functional Food ของไทยมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 และเติบโต 15% ต่อปี
    ดังนั้นภาคเกษตรต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Service Provider) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากตลาดคาร์บอนเครดิต

    2. พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน
    ประเทศไทยตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2037 ส่งผลให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยเติบโตขึ้น 40% ต่อปี
    นอกจากนี้ ยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-Fuel) เช่น น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF:Sustainable Aviation Fuel) รวมถึงเอทานอลและใบโอดีเซลแปรรูปจากพืช เช่น  อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ที่ผมก่อตั้งได้สนับสนุนส่งเสริมมากว่า 25 ปี
    ทางด้านไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O)

    3. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชิงสุขภาพเชิงธรรมชาติ (Low carbon Tourism)
    ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกมีมูลค่า 919,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งเป็นรายงานของ Global Wellness Institute
    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานว่า การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในไทยสร้างรายได้ 120,000 ล้านบาท ในปี 2024 และจำนวนที่พัก Eco-Friendly ในไทยเพิ่มขึ้น 25% ต่อปีตามรายงานของกรมการท่องเที่ยว แนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวทั้งในไทยและระดับโลกล้วนมุ่งสู่ Low carbon Tourism

    เศรษฐกิจ BCG

    4. อุตสาหกรรมสีเขียว
    อุตสาหกรรมสีเขียว คืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าอุตสาหกรรม BCG จะสร้างมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ให้กับเศรษฐกิจไทยภายในปี 2030
    ขณะที่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเปิดเผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีอัตราการเติบโต 400% ในปี 2024
    สถาบันบรรจุภัณฑ์ไทย รายงานว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Sustainable packaging) ในไทยมีมูลค่า 45,000 ล้านบาท ในปี 2024

    การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: บทเรียนจากนานาประเทศ ตัวอย่างความสำเร็จจากหลากหลายภูมิภาคสามารถให้บทเรียนอันมีค่าได้ดังนี้

    1. เอเชีย : จากมลพิษสู่ต้นแบบเมืองยั่งยืน

    โซลาร์เซลล์บ้านใหม่

    ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองคิตะคิวชู เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หลังจากเคยเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมรุนแรงจนได้ชื่อว่า “เมืองแห่งฝนดำ” คิตะคิวชูสามารถฟื้นตัวได้สำเร็จด้วยโมเดล “ความร่วมมือร่วมกัน” ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสมาคมสตรีเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวบรวมขยะรีไซเคิล ภาครัฐออกกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จนกลายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมต้นแบบของโลก
    ขณะที่ จีน ซึ่งเคยพึ่งพาถ่านหินอย่างหนัก กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวรายใหญ่ของโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายอุตสาหกรรมและตลาดส่งออก

    2. ยุโรป: ความมุ่งมั่นในระดับนโยบายและนวัตกรรม
    กลุ่มประเทศนอร์ดิกถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ สวีเดน ตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่ปลอดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045 นอร์เวย์ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 95% และเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เดนมาร์ก เป็นผู้นำด้านพลังงานลม และพัฒนาเมืองหลวงอย่างโคเปนเฮเกนให้เป็นแบบอย่างของการออกแบบเมืองที่ยั่งยืน
    เยอรมนี จัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (KfW) เพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโรงงาน ซึ่งช่วยให้ SME สามารถลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนสูง
    สหภาพยุโรป (EU) มีนโบาย European Green Deal โดยตั้งเป้าที่จะทำให้ทวีปยุโรปมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 ซึ่งสนับสนุนโดยการลงทุนจำนวนมหาศาลเกินหนึ่งล้านล้านยูโร เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

    3. ละตินอเมริกาและอเมริกาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
    คอสตาริกา เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของประเทศเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าอย่างมีประสิทธิภาพ คอสตาริกาสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้เกือบ 100% และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
    รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการติดตั้ง BESS (Battery Energy Storage System)

    Middle East ตะวันออกกลาง

    4. ตะวันออกกลางจากฮับน้ำมันฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
    ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันอย่าง ซาอุดิอาระเบีย มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 12 กิกะวัตต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดและการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
    จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน ได้แก่
    1. ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ของรัฐบาล
    2. ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง
    3. การลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ
    4. การออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับจุดแข็งและบริบทของแต่ละประเทศ
    ตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) จัดทำโครงการ “Just Transition” เพื่อฝึกอบรมแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินให้เปลี่ยนไปทำงานในภาคพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์สีเขียวที่จะสร้างงานใหม่และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง

    สรุป

    โลกกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเราก้าวไปข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจจะเปิดกว้าง ซึ่งมีผลการวิจัยที่น่าสนใจสรุปว่าธุรกิจที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG มีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจทั่วไปถึง 15-20% และการประหยัดพลังงานก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 10-30%
    เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการสร้างงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
    Green Economy ไม่ใช่ “ต้นทุน” แต่คือการ “ลงทุน” ที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเร่งคว้าไว้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation


    Post Views: 170

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/07/green-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hbKfV7CwzAVN2YEFcMn6H