Category: เศรษฐกิจ

  • กรมการจัดหางาน สั่งลุย ตรวจต่างชาติทำงานทั่วประเทศ สกัด “นอมินี” แย่งอาชีพคนไทย

    กรมการจัดหางาน สั่งลุย ตรวจต่างชาติทำงานทั่วประเทศ สกัด “นอมินี” แย่งอาชีพคนไทย

    กรมการจัดหางาน สั่งลุย ตรวจต่างชาติทำงานทั่วประเทศ สกัด “นอมินี” แย่งอาชีพคนไทย

    นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฎเป็นข่าวว่ามีชาวต่างชาติประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี และเข้ามาทำงานประกอบอาชีพแข่งขันกับคนไทยไม่ถูกกฎหมายในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น การประกอบธุรกิจร้านให้เช่ารถ ธุรกิจบริการนำเที่ยว และร้านตัดผม ตามแหล่งท่องเที่ยวและย่านการค้าสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ ผมไม่ได้นิ่งนอนใจได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคนต่างชาติ กรมการจัดหางาน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของคนต่างชาติที่แย่งอาชีพคนไทย รวมถึงแรงงานต่างชาติที่ทำงานผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาตทำงานอย่างเข้มงวด โดยการลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ เกาะสมุย เมืองพัทยา ซึ่งเป็นแหล่งประกอบอาชีพและอุตสาหกรรมหลัก รวมถึงย่านการค้าและแหล่งเศรษฐกิจสำคัญที่มีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้การทำงานของแรงงานต่างชาติเป็นไปตามกฎหมาย และมิให้กระทบต่อโอกาสการมีงานทำของคนไทย

    อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเน้นย้ำว่า คนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยต้องเคารพกฎหมาย โดยแรงงานต่างชาติต้องมีเอกสารประจำตัวบุคคลและใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง รวมทั้งต้องทำงานตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายที่ระบุไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ มีทั้งสิ้น 40 งาน ซึ่งคนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ ในส่วนของนายจ้างหรือสถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้ จะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

    ทั้งนี้ หากพบเห็นแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02-354-1729 สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพฯ พื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zHQoSqPKYuHon6cIqXIny

  • ‘วิโรจน์’ ชี้ทางรอดเศรษฐกิจปี’69 ปราบทุนเทา ดึงใช้ ‘เอไอ’ ต้านโกง!

    ‘วิโรจน์’ ชี้ทางรอดเศรษฐกิจปี’69 ปราบทุนเทา ดึงใช้ ‘เอไอ’ ต้านโกง!

    เศรษฐกิจ

    25 ต.ค. 2025 เวลา 15:17 น.

    “วิโรจน์” แนะทางรอดเศรษฐกิจไทยปี 69 ปราบทุนสีเทา แก้หนี้ครัวเรือน คืนกำลังซื้อให้ประชาชน สร้างความเข้าเทียมการเข้าถึงการรักษา ใช้ AI กำจัดคอรัปชั่น

    นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน กล่าวในงาน “BITKUB SUMMIT 2025 powered by Tencent Cloud” ภายใต้แนวคิด “Gateway to the Future: เปิดประตูการลงทุน สุขภาพ และเทคโนโลยี สู่โลกอนาคต” จัดโดย บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ในหัวข้อ “THAILAND GAME CHANGER 2026: ความหวัง? เศรษฐกิจ สังคม ประชาชน ประเทศไทย”ว่า ประเทศไทย กำลังเผชิญหน้ากับทุนสีเทาข้ามชาติ เงินทุน ถ้ามาจากสแกมเมอร์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องกำหนดเป็นวาระของโลก โดยในแต่ละปีประเทศไทยสูญเสียเงินให้กับสแกมเมอร์ปีละ 115,300 ล้านบาท ประเทศไทยจึงจำเป็นต้อง “บอกให้โลกรับรู้” ว่า ประเทศไทยมีความสามารถและให้ความสนใจในการเป็นศูนย์กลางอาเซียนปราบอาชญกรรมออนไลน์

    เพราะหากมีเงินสีเทาเข้ามาในระบบการเงินของไทย บริษัทเอกชนไทยที่บริษัทก็จะอยู่ไม่ได้ การค้าขายได้รับผลกระทบและถูกปิดบริษัทไปในที่สุด อย่างคริปโต แทนที่จะเป็นเครื่องมือที่ดีมีประโยชน์ กลับกลายเป็นเครื่องมือของอาชญากรข้ามชาติ 

    “ตราบใดที่ยังไม่สามารถปราบทุนสีเทาข้ามชาติได้ เงินที่ถูกหลอกย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เงินสีเทาที่เข้ามาฟอก จะทำให้กระทบทั้งบริษัทเอสเอ็มอี และบริษัทขนาดใหญ่ การบริโภคก็ได้รับผลกระทบไปด้วย”

    นอกจากนี้ คนไทยยังประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ไม่เพียงแต่คนรุ่นเก่าเท่านั้นที่ประสบปัญหา คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งทำงานก็จะโตมาพร้อมกับหนี้ครัวเรือนที่รุ่นพ่อ แม่ สร้างไว้ ดังนั้น รัฐบาลต้องหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่ใช่การแทรกแซงการทำงาน เพื่อให้ ธปท. ปกป้อง คนที่ถือบัญชีเงินฝาก ทุกวันนี้อัตราดอกเบี้ยปรับ มีความไม่เป็นธรรม สำหรับคนเป็นหนี้ คิดมากเกินจริง ภาษีของประชาชน ก็จะถูกนำไปอุดดอกเบี้ยที่เกินจริง

    อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2-3% ขณะที่ ปี 2025 ค่ารักษาพยาบาลโตขึ้น 14% แปลว่า เราไม่เหลือกำลังซื้อ อะไรแล้ว รัฐบาลต้องคืน กำลังซื้อ เพื่อเหนี่ยวนำ กำลังซื้อให้กลับมา”

    ต่อเรื่องเทคโนโลยี AI นายวิโรจน์ กล่าวว่า AI มีคุณสมบัติทางกายภาพ คิดวิเคราะห์ หาโซลูชั่นได้รอบคอบและรวดเร็ว ระบบราชการของไทย ที่ฉุดรั้งความก้าวหน้าของเอกชน หรือไม่สุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องใช้ AI เพื่อลด ดุลยพินิจ ตัดคอรัปชั่น เรียกรับผลประโยชน์ การจ่ายเงินใต้โต๊ะก็จะลดลง เพราะจ่ายใต้โต๊ะกับ AI ไม่ได้ เอกชนจะมีความสุข และไปได้ไกลกว่าเดิม 

    ส่วนประเด็นวิกฤติเรื่องสุขภาพของคนไทย ที่ต้องรับมือกับสังคมสูงวัยนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า เป้าหมายหลักคือต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเท่าเทียมกัน แม้แต่ กทม. ก็มีปัญหาความเท่าเทียมกัน เมื่อต้องถูกส่งตัวไปรักษาตัวแบบ “ต้องมีการวินิจฉัยโรคเฉพาะทาง” พบว่า ผู้ถือบัตรทอง 3-4 ล้านคน ที่ต้องไปรักษาเฉพาะทางต้องเขียนใบส่งตัว “คลินิกชุมชน” ต้องไปจ่าย 800 บาท คนถือบัตรทอง ต้องไปต่อคิวกัน กว่าจะได้ใบส่งตัว ทำให้เสียโอกาสในการรักษาโรค อย่างทันท่วงที

    “อัตราเงินเฟ้อ ค่ารักษาพยาบาลปลายทางเราจะมีรายได้โตไม่ทันกับภาระค่าใช้จ่าย รัฐบาลก็ต้องรับภาระไปด้วย จึงต้องมีการควบคุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลด้วย”

    ส่วนเรื่องการผลิตคนเกิดใหม่ ต้องเข้าใจก่อนว่า “มนุษย์ไม่ใช่เครื่องผลิตมนุษย์” ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ที่มีสวัสดิการ ต่างๆ มากมาย แต่การเติบโตของการเกิดใหม่ ก็ไม่เพิ่มขึ้น เราห้ามคิดว่า คนเกิดเพิ่มเพราะมีโปรโมชั่น เขาถึงอยากมีลูก การจะมีลูกหรือไม่มีลูกมันขึ้นอยู่กับจิตใจ 

    แต่หากเรามีนโยบาย ปิดช่องว่างที่ทำให้คนรู้สึกว่าโตขึ้นมาแล้วมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเช่น ด้านการศึกษา สิทธิประโยชน์การเดินทางความสะดวกสบาย เพื่อทำให้มั่นใจว่าในอนาคตลูกหลานที่เกิดมาจะไม่มีภาระ ตรงนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นการแก้ที่ตรงโจทย์ เมื่อเขาไม่มีความกังวลและคิดว่าลูกที่เกิดมาจะมีประสิทธิภาพ เขาก็อยากจะมีลูกและไม่ใช่ที่ปริมาณแต่เป็นการมีลูกแบบมีคุณภาพ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องการแก้ไขปัญหา “โครงสร้างทางเศรษฐกิจ” อย่างแท้จริงเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ ไม่เพียงแค่แจกเงินอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204682&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NyvhKlSNpSa6k9sd9t6H2

  • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อบรมคอร์สมัลติมีเดีย สร้างอินฟลูเสริมท่องเที่ยว จ.พังงา

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อบรมคอร์สมัลติมีเดีย สร้างอินฟลูเสริมท่องเที่ยว จ.พังงา

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อบรมคอร์สมัลติมีเดีย สร้างอินฟลูเสริมท่องเที่ยว จ.พังงา

    นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนปีหน้า เป็นช่วงเวลา High Season ของประเทศไทย ที่มีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จึงเร่งดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่กำลังแรงงาน มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการ ธุรกิจท่องเที่ยว อาสาสมัคร และ ชุมชนท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดหน่วยงานในสังกัดของกรมฯ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา ร่วมกับจังหวัดพังงา และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เปิดรับสมัครฝึกอบรมหลักสูตร “เทคนิคการสร้างสื่อมัลติมีเดียเพื่อการท่องเที่ยว” (ระยะเวลาฝึกอบรม 30 ชั่วโมง) อบรมระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 สถานที่ฝึกอบรมคือศูนย์ฝึกอบรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดามัน ชุมชนบ้านน้ำใส อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

    นายภัทรวุธ เภอแสละ กล่าวต่อไปว่า การฝึกอบรมมุ่งเน้นพัฒนาทักษะด้านมัลติมีเดีย เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานและสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเล่าเรื่องต่างๆ ผ่านสื่อมัลติมีเดีย งานตัดต่อคลิปวีดีโอ แต่งรูปผ่านแอปพลิเคชั่น การเปิดช่องสื่อโซเซียลในการสร้างรายได้ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยในการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาหรือจังหวัดอื่นๆ ได้ หรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถต่อยอดเป็นอินฟลูเอนเซอร์สร้างคอนเทนต์ต่างๆ เพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา www.facebook.com/phangnga.dsd หรือโทร 099 438 1114

    “หลักสูตร “เทคนิคการสร้างสื่อมัลติมีเดียเพื่อการท่องเที่ยว” เป็นเพียงหลักสูตรหนึ่งในหลายหลักสูตรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้มีความเหมาะกับบริบทของชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของพื้นที่ ที่สำคัญตรงกับความต้องการของแรงงานอีกด้วย หากใครสนใจเข้าร่วมฝึกอบรมกับกรมฯ ตามในจังหวัดต่างๆ ติดตามข่าวสารได้ที่เพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.facebook.com/dsdgothai ได้เช่นกัน” รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966748&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_HZa3l0JeNnNgcws1rVcx

  • สกัดขบวนการ “ทะลุไทย”! ตำรวจท่องเที่ยวทลายรังแก๊งค์จีน 19 ราย คาดโยง “คอลเซ็นเตอร์”

    สกัดขบวนการ “ทะลุไทย”! ตำรวจท่องเที่ยวทลายรังแก๊งค์จีน 19 ราย คาดโยง “คอลเซ็นเตอร์”

    สกัดขบวนการ “ทะลุไทย”! ตำรวจท่องเที่ยวเชียงรายทลายรังแก๊งค์จีน 19 ราย คาดโยง “คอลเซ็นเตอร์” ใช้ไทยเป็นทางผ่านหนีภัยกวาดล้าง ก่อนซัดทอดเตรียมข้ามไป สปป.ลาว

    เชียงราย, 25 ตุลาคม 2568 –   ตำรวจท่องเที่ยวเชียงรายภายใต้ปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมบุกจับกลุ่มชาวจีน 19 คน ซุกซ่อนตัวในบ้านเช่า อ.เมืองเชียงราย หลังลักลอบเข้าไทยจากชายแดนแม่สอด คาดหนีภัยกวาดล้างอาชญากรรมจากเมียนมา ก่อนใช้ไทยเป็น “ทางผ่าน” สู่ สปป.ลาว เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ รวบหญิงไทยเจ้าของบ้านเช่าในข้อหาให้ความช่วยเหลือ

    ตำรวจท่องเที่ยวเชียงรายเปิดปฏิบัติการ! ทลายเครือข่ายลักลอบเข้าเมืองและสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ

    เมื่อคืนวันที่ 24 ตุลาคม 2568 สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 (ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.2) ได้รับรายงานกลุ่มคนต่างชาติต้องสงสัยจำนวนมากเช่าบ้านในพื้นที่ ต.ท่าสุด อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย จึงนำกำลังร่วมกับ ตม.เชียงราย เข้าตรวจสอบ

    ในช่วงที่พื้นที่ชายแดนมีการกวาดล้างอย่างเข้มข้น กลุ่มคนต่างชาติกลุ่มนี้เปรียบเสมือน ผู้อพยพทางเศรษฐกิจ” ที่กำลังหาทางหลบหนีจากพื้นที่กวาดล้างในเมียนมา โดยใช้ประเทศไทยเป็น ทางเดินลับ” สู่ประเทศที่สามอย่าง สปป.ลาว การค้นพบพวกเขาในบ้านเช่าที่แม่นยำและเป็นระบบ แสดงให้เห็นถึงขบวนการลักลอบนำพาที่มีการจัดตั้งอย่างชัดเจน

    พ.ต.ท.ธนวินท์ พวงมะลิ สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.2 เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. และ พล.ต.ต.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผบก.ทท.2 ภายใต้นโยบายระดมกวาดล้างอาชญากรรมในฐานความผิด 10 กลุ่มต้องห้าม ตามนโยบาย ผบ.ตร. ในห้วงวันที่ 18-25 ต.ค. 68

    ผลการตรวจสอบและสถิติการจับกุม:

    • สถานที่: บ้านเลขที่ 12 บ้านพลูทอง หมู่ 11 ต.ท่าสุด อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย
    • ผู้ต้องหา: ชาวจีนชายอายุ 18-37 ปี รวม 19 คน
    • หลักฐาน: โทรศัพท์มือถือจำนวนมาก
    • สถานะการเข้าเมือง:
      • Overstay (อยู่เกินวีซ่า): 6 ราย (มีพาสปอร์ต)
      • ลักลอบเข้าเมือง: 13 ราย (ไม่มีเอกสารประจำตัว)

    เส้นทางหลบหนีและจุดหมายปลายทาง “สปป.ลาว”

    จากการสอบปากคำชาวจีนผ่านล่าม ได้ข้อมูลว่าทั้งหมดเดินทางมาจากชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก โดยการ ลักลอบเข้าช่องทางธรรมชาติ ก่อนจะมีคนนำมาพักที่เชียงราย และเตรียมจะมีคนมารับตัวไปส่งต่อเพื่อ ข้ามไปทำงานฝั่งประเทศ สปป.ลาว

    พ.ต.ท.ธนวินท์ พวงมะลิ ยืนยันว่า เบื้องต้นทราบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ หลบหนีการกวาดล้างอย่างหนักจากประเทศเมียนมาทางด้านชายแดนด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก” และตั้งข้อสงสัยว่า อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มทำงานหลอกลวงด้านออนไลน์อีกด้วย” การจับกุมครั้งนี้จึงเป็นการสกัดกั้นกลุ่มคนที่ลักลอบเข้าเมืองและอาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ

    บทบาทของหญิงไทยและข้อกล่าวหา

    • ผู้ถูกจับกุม: น.ส.ชัชฎา อายุ 35 ปี (ชาว อ.แม่สรวย จ.เชียงราย)
    • หน้าที่: ให้การว่าตนเองมีหน้าที่เช่าบ้าน จัดหาอาหาร และทำความสะอาด โดยได้รับค่าจ้างเป็นรายหัว 200 บาทต่อวัน
    • ข้อกล่าวหาต่อ น.ส.ชัชฎา: ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม”

    ความท้าทายของ “พรมแดนไทย”—ด่านสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ

    การจับกุมกลุ่มชาวจีน 19 คนในพื้นที่เชียงรายตอกย้ำถึงความท้าทายของประเทศไทยในฐานะ ทางผ่าน” สำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ (Call Center Scam) ที่ถูกกวาดล้างอย่างหนักในประเทศเพื่อนบ้าน

    ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา:

    • ช่องทางธรรมชาติ: การลักลอบเข้าไทยจากชายแดนแม่สอด จ.ตาก (ฝั่งตะวันตก) เพื่อเดินทางต่อไปยัง สปป.ลาว (ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ) แสดงให้เห็นถึงเส้นทางขนย้ายมนุษย์ที่มีการวางแผนและครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด
    • มาตรการสกัดกั้น: ความสำเร็จของตำรวจท่องเที่ยวและ ตม.เชียงราย ในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังขบวนการลักลอบนำพา และเน้นย้ำความสำคัญของการทำงานข่าวเชิงรุกและบูรณาการระหว่างหน่วยงาน

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้งหมด และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-chinese-scam-gang-arrest/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HT8HwNq-VQCzw9zTnzaZj

  • ลดราคาน้ำมัน 5 บาทปั๊มไหน สิ้นสุดเมื่อไหร่ น้ำมันชนิดใด

    ลดราคาน้ำมัน 5 บาทปั๊มไหน สิ้นสุดเมื่อไหร่ น้ำมันชนิดใด

    ลดราคาน้ำมัน 5 บาทกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาน้ำมันถือเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับภาระค่าครองชีพของประชาชน

    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สำคัญก็คือการลดราคาน้ำมัน 5 บาท มีเงื่อนไขอย่างไร

    ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปไขคำตอบให้คลายสงสัยเกี่ยวกับประเด็นการลดราคาน้ำมัน 5 บาท

    จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะดำเนินการลดราคาน้ำมัน 5 บาทต่อลิตรช่วงวันหยุดยาว 23-26 ต.ค. 68

    ลดราคาน้ำมัน 5 บาทปั๊มไหน สิ้นสุดเมื่อไหร่ น้ำมันชนิดใด

    โดยการลดราคาน้ำมันดังกล่าวเฉพาะกลุ่มไฮพรีเมียม 97 และไฮพรีเมียมดีเซล S ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่จำหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้รถได้ทดลองใช้น้ำมันคุณภาพสูงจากบางจาก

    สำหรับ​น้ำมันบางจากกลุ่มไฮพรีเมียม ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์บางจากไฮพรีเมียม 97 

    และน้ำมันดีเซลบางจากไฮพรีเมียมดีเซล S เป็นน้ำมันพรีเมียมคุณภาพสูง ด้วยการคัดเนื้อน้ำมันพิเศษ ผ่านกระบวนการผลิตจากโรงกลั่นระดับโลก ทำให้ได้ค่าออกเทนและซีเทนสูงกว่าน้ำมันพรีเมียมทั่วไป 

    รวมถึงมีสารเพิ่มคุณภาพสูตรพิเศษที่ผลิตและทดสอบจากประเทศสหรัฐอเมริกา ให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มสมรรถนะ ช่วยทำความสะอาดหัวฉีด และปกป้องการสึกหรอชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์

    สำหรับราคาน้ำมันล่าสุดทั้งกลุ่มไฮพรีเมียม 97 และไฮพรีเมียมดีเซล S เมื่อปรับลดราคาลง 5 บาท ประกอบด้วย

    • ไฮพรีเมียม 97 ราคา 44.50 บาทต่อลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S ราคา 40.64 บาทต่อลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/642297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uMWfDAwjUy10ATWSEoIF8

  • ‘อรรถพล’ ดัน ‘ไฮโดรเจน’ เข้าแผน PDP มุ่งดันไทยสู่ Net Zero 2050

    ‘อรรถพล’ ดัน ‘ไฮโดรเจน’ เข้าแผน PDP มุ่งดันไทยสู่ Net Zero 2050

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อไฮโดรเจน โอกาสทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศไทย ในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยระบุว่า ไฮโดรเจนเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงานที่ผันผวน 

    และทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่ทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ 

    โดยเฉพาะการปรับตัวตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี ค.ศ. 2065 เป็นปี ค.ศ. 2050 

    กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยราคาที่เหมาะสม และการสร้างความยั่งยืน ด้วยพลังงานคาร์บอนต่ำ รวมถึงผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

    ‘อรรถพล’ ดัน ‘ไฮโดรเจน’ เข้าแผน PDP มุ่งดันไทยสู่ Net Zero 2050

    สำหรับศักยภาพของไฮโดรเจนนั้น ประเทศไทยมีโอกาสสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการการใช้พลังงานจำนวนมาก 

    นอกจากนี้ แผนพลังงานชาติฉบับร่างได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมไฮโดรเจน โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าหมายการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเริ่มต้น 5% ในการผลิตไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2030 

    ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนเชิงความร้อนในภาคอุตสาหกรรมที่ 10 KTOE และในภาคขนส่งที่ 4 KTOE ภายในปี ค.ศ. 2037 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ. 2542 รวมทั้งจะดำเนินการจัดทำกลไกและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตและขนส่งไฮโดรเจน รวมถึงการจัดมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ภาคเอกชน

    “ไฮโดรเจนเป็นทั้งพลังงานทางเลือก และเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ให้กับประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืน การขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียวในอาเซียน และการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/642295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KVXptciZR_5DSs55VC3ar

  • คนละครึ่งพลัส รัฐบาลสมทบ 2,000-2,400 บาท ซื้อของเต็มวงเงินที่เดียวได้ไหม

    คนละครึ่งพลัส รัฐบาลสมทบ 2,000-2,400 บาท ซื้อของเต็มวงเงินที่เดียวได้ไหม

    คนละครึ่งพลัส รัฐบาลสมทบให้ 2,000-2,400 บาท ซื้อสินค้าเต็มวงเงินภายในวันเดียวได้ไหม

    หลังจากลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง และได้รับสิทธิ 2,000-2,400 บาท ขั้นตอนต่อไปคือการใช้สิทธิ โดยการใช้จ่ายจะต้องเป็นการร่วมจ่ายระหว่างรัฐบาล และประชาชน ในสัดส่วน 50:50 คือ ประชาชนทั่วไป รัฐบาลช่วย 2,000 บาท ประชาชนจ่าย 2,000 บาท รวมเป็นวงเงินสูงสุด 4,000 บาท ส่วนกลุ่มเสียภาษีรัฐบาลจ่าย 2,400 บาท ประชาชนจ่ายอีก 2,400 บาท รวมเป็น 4,800 บาท

    แน่นอนว่าบางคนอาจเกิดข้อสงสัยว่า คนละครึ่งพลัสสามารถใช้ซื้อของมูลค่าหลายพันบาท สามารถใช้สิทธิร่วมกับรัฐบาลภายในวันเดียว ทีเดียว วงเงินก้อนเดียวได้หรือเปล่า

    คำตอบ คือ ไม่ได้ เพราะรัฐบาลกำหนดวงเงินต่อวันไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะร่วมจ่ายสูงสุด 200 บาทเท่านั้น หากจะซื้อของที่มีมูลค่าหลายพัน รัฐบาลก็จะสมทบให้วันละ 200 บาท ตามที่กำหนด ส่วนที่เหลือจะเป็นฝั่งประชาชนที่จะต้องจ่ายเอง เช่น ซื้อของ 4,800 บาท รัฐช่วยจ่าย 200 บาทต่อวัน ประชาชนออกเอง 3,800 บาท เป็นต้น

    สรุป คนละครึ่งพลัสรัฐบาลร่วมจ่ายสูงสุดต่อวัน 200 บาท หากราคาสินค้าเกินวงเงิน 200 บาท ส่วนที่เกินประชาชนต้องจ่ายเอง

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944516/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02CwiJUVb9hthX8Ug6j_ri

  • ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

    ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

    ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

    ตามที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2562 เพื่อติดตามพระอาการทางระบบต่างๆ

    ความทราบทั่วกันแล้วนั้น ในช่วงที่ประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบ ความผิดปรกติทางระบบต่าง ๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวาย การรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับถึงวันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93

    ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวัง จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไป

    สำนักพระราชวัง

    24 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/royal/642309&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w2nt5DnuH7P4T3n4Kil2a

  • “พิพัฒน์” กำชับทุกหน่วยอำนวยความสะดวกประชาชนร่วมถวายสักการะ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

    “พิพัฒน์” กำชับทุกหน่วยอำนวยความสะดวกประชาชนร่วมถวายสักการะ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CiT7JVNssBrj2oJPjZSre